ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซื้อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซื้อ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

กฏ 10 ข้อของการซื้อหุ้น : สุมาอี้


กฏ 10 ข้อของการซื้อหุ้น : สุมาอี้

เขียนโดย นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ (สุมาอี้)
ที่มาhttp://puktiwit.wordpress.com/2012/11/10
1. ซื้อก็ต่อเมื่อได้วิเคราะห์ข้อมูลจนมั่นใจว่ามูลค่าตลาดของหุ้นตัวนั้นต่ำ กว่ามูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตทั้งหมดที่คาดหวังได้ของบริษัทเท่า นั้น ซึ่งถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริง ซื้อมาแล้วไม่ต้องขายเลยก็ยังกำไร (กฎข้อนี้สำคัญมากห้ามผ่าฝืนเด็ดขาด)

2. ทิศทางของราคาหุ้นเป็นสิ่งที่ไม่มีทางทำนายได้ อย่าพยายามทำกำไรด้วยการ BLASH การเทรดหุ้นทุกวันเปรียบเสมือนการกระโจนเข้าใส่เครื่องบดเนื้อ

3. ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์บริษัทและอุตสาหกรรมให้มากที่สุด ไม่ต้องให้ความสำคัญกับการทำนายทิศทางเศรษฐกิจมหภาค เรือทุกลำต้องเผชิญพายุเหมือนกันหมด จงพยายามเลือกเรือลำที่ดีที่สุดแทนที่จะพยายามคาดเดาว่าพายุจะมาเมื่อไร

4. ราคาหุ้นไม่มีความสัมพันธ์กับกำไรในปัจจุบันแต่จะวิ่งไปตามความเชื่อของตลาด ว่าพรุ่งนี้กำไรของบริษัทจะเป็นเท่าไร หุ้นที่ขึ้นไม่ใช่หุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดี แต่หุ้นที่ขึ้นคือหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานไม่ดีในวันนี้แต่กำลังจะดีขึ้นวัน หน้าหรือหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดีอยู่แล้วและจะดีขึ้นไปอีก

5. หุ้นบูลชิพที่เติบโตช้า แม้ downside จะต่ำ -20% แต่ upside ก็ต่ำด้วย +20% หุ้นเติบโตสูงจึงน่าลงทุนมากกว่าเพราะแม้ว่า downside ของมันอาจจะมากถึง -100% แต่ upside ของมันไม่มีขีดจำกัด (อาจเป็น 200% 500% 1000%…) พอร์ตที่มีหุ้นเติบโตสูงหลายๆ ตัวแม้จะผันผวนมากกว่าแต่จะวิ่งได้ไกลกว่าพอร์ตที่เต็มไปด้วยหุ้นบูลชิพใน ระยะยาวๆ

6. อย่าให้ความสำคัญกับ dividend yield มากนัก เพราะไม่มีกฎว่าบริษัทต้องจ่ายเงินปันผลเท่าเดิมทุกปี จงสนใจว่าบริษัทเอา retained earnings ไปลงทุนทำอะไรมากกว่า มูลค่าของบริษัทจะเพิ่มขึ้นได้ก็ต่อเมื่อบริษัทลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบ แทนที่คุ้มค่าเท่านั้น

7. หุ้นเป็นหลักทรัพย์ที่มีผลตอบแทนคุ้มค่ากับการเสี่ยงมากที่สุด อย่าเสียเวลาคิดว่าควรแบ่งเงินไปลงตราสารหนี้เท่าไรหุ้นเท่าไร เงินส่วนใหญ่ของคุณควรอยู่ในหุ้นกับเงินสดตลอดเวลา อย่ากลัว market crash เพราะในระยะยาวๆ ไม่มีตลาดหุ้นไหนในโลกที่ไม่สามารถกลับมาสูงกว่าจุดสูงสุดเดิมได้ เพราะเศรษฐกิจในระบอบทุนนิยมโตต้องขึ้นเรื่อยๆ

8. จงละเลยหุ้นที่มีประวัติเรื่องเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย หรือมีพฤติกรรมดูแลราคาหุ้นแม้แต่ครั้งเดียว ราวกับว่าบริษัทเหล่านั้นมิได้ซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์

9. โอกาสในตลาดหุ้นไม่ได้มีมากขนาดหาได้ทุกวันมิฉะนั้นผู้คนคงเลิกทำงานประจำ บริษัทคงเลิกนำเงินไปลงทุนนอกตลาด ในบรรดาหุ้น 20 ตัวที่คุณอยากซื้อในหนึ่งปี จงใช้เงินทั้งหมดที่มีอยู่ซื้อแค่ 1-2 ตัวที่คุณคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่สุดใน 20 ตัวนั้น คุณจะพบว่าคุณจะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการแบ่งเงินออกเป็น 20 ส่วนเพื่อซื้อทั้ง 20 ตัว

10. นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จร้อยทั้งร้อยมีความคิดที่เป็นอิสระ ถ้าคุณจอดรอไฟแดงอยู่ที่สี่แยกที่ไม่มีรถวิ่งอยู่ แต่รถคันหลังรุมกดดันคุณด้วยการบีบแตรไล่ให้คุณวิ่งออกไปเลย ถ้าคุณไม่สนใจแรงกดดันนั้นและรอจนไฟเขียวจึงค่อยไป คุณมีแนวโน้มที่จะเล่นหุ้นแล้วประสบความสำเร็จครับ

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

12 เหตุผล ที่ควร “ซื้อเก็บ..ทองคำ” ตอนจบ

12 เหตุผล ที่ควร “ซื้อเก็บ..ทองคำ” ตอนจบ


ที่มา http://www.doctorwe.com/posttoday/20130122/4298
22 มกราคม 2556
คอลัมน์:  หุ้นส่วน ประเทศไทย
12 เหตุผล ที่ควร ซื้อเก็บ..ทองคำ”  ตอนจบ
ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
www.facebook.com/doctorweraphong
คุณผู้อ่านครับ เราได้คุยกันถึงเรื่อง “เหตุผลที่ควร..ซื้อเก็บทองคำ” ไปแล้ว 6 ข้อ วันนี้ผมจะขอเล่าต่อถึงเหตุผลดังกล่าวอีก 6 ข้อที่เหลือ ดังนี้ครับ
เจ็ด   ตลาด..เกิดใหม่”  จะใหญ่ขึ้น และ..ใหญ่ขึ้น
EMERGING MARKET  หรือตลาดเกิดใหม่ ซึ่งมักจะหมายถึง บรรดาประเทศที่เพิ่งจะมีเศรษฐกิจดีขึ้น ตัวอย่างเช่น กลุ่ม BRIC นั่น คือ บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน นอกจากนั้นยังรวมถึงบรรดาประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งในเอเชียและลาตินอเมริกา รวมทั้งประเทศไทยด้วย
ในบรรดาประเทศเหล่านี้ คุณผู้อ่านคิดว่าประเทศไหนซื้อทองคำ..มากที่สุดในโลก? ใช่แล้วครับ..ประเทศอินเดีย ซื้อทองคำมากที่สุดในโลก และแนวโน้มจากนี้ไป เมื่อเศรษฐกิจโลกกำลังจะหันทิศทางไปสู่ตะวันออก เศรษฐกิจของบรรดาประเทศเหล่านี้ก็จะเติบโตขึ้นอีกมาก และสิ่งที่จะตามมาก็คือ พลังการซื้อทองคำก็จะเพิ่มขึ้น..เป็นทวีคูณ
แปด  บทบาทของบรรดา ธนาคารกลางของประเทศเกิดใหม่
คุณผู้อ่านหลายท่านคงทราบว่าประเทศ 3 อันดับแรก ที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดในโลกคือ จีน  ญี่ปุ่น  และซาอุดิอาราเบียตามลำดับ โดยถือเงินตราต่างประเทศและทองคำสูงถึง 3.2 ล้านล้าน  1.2 ล้านล้าน  และ 0.6 ล้านล้านดอลลาร์ ตามลำดับ โดยประเภทของทุนสำรองที่ถือมากที่สุดก็คือ พันธบัตรสหรัฐอเมริกา นั่นเอง
แต่แนวโน้มระยะยาวจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนลง บรรดาประเทศเหล่านี้ก็จะมีแนวโน้มที่จะขายพันธบัตรสหรัฐอเมริกาออกไป และคุณผู้อ่านคิดว่าประเทศเหล่านี้ซื้อ..อะไร กลับเข้ามาแทนบ้าง? ประเทศเหล่านี้จะซื้อ..ทองคำเพิ่มขึ้นหรือเปล่า?  แล้วราคาทองคำ..จะขึ้น หรือ..จะลง?
เก้า  รูปแบบการซื้อและเก็บทองคำทาง อิเลคทรอนิคส์
สมัยก่อน ถ้าเราคิดจะซื้อทอง เราก็คงต้องไปร้านทอง..ซื้อทอง..และนำทองมาเก็บไว้ที่บ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ลำบากและเป็นอันตรายต่อทรัพย์สินและ ผู้ซื้อเป็นอย่างมาก
แต่ปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ในบ้านเรา ทุกวันนี้มีกองทุนที่ลงทุนในทองคำกันอย่างมากมาย เวลาที่เราซื้อกองทุนเหล่านี้ก็มีขั้นตอนที่ง่ายและปลอดภัย ด้วยความง่าย ความสะดวก และความปลอดภัย..จากการซื้อขายทองคำผ่านระบบอิเลคทรอนิคส์ นี่เอง ก็ทำให้การซื้อขายทองคำเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จึงทำให้กองทุน SPDR  ที่ซื้อขายทองคำมากที่สุดในโลก ในปัจจุบันได้ติดอันดับท็อปเท็นของผู้ถือทองคำมากที่สุดในโลกไปแล้ว  โดย SPDR ยังถือครองทองคำมากกว่าประเทศใหญ่ๆอีกหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น หรืออังกฤษเสียอีก
สิบ  ทองคำ”  ได้กลายเป็น สินทรัพย์..เพื่อการลงทุนไปแล้ว
ในช่วงกว่า 70 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่สหรัฐอเมริกาชนะสงครามโลกครั้งที่สอง ทุกประเทศก็มักจะพยายามถือ พันธบัตรสหรัฐอเมริกาเพราะ เป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง..น้อยที่สุด แต่ในปัจจุบัน เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกานับวันก็จะยิ่ง…เสื่อมคลายมนต์ขลังลง เหลือไว้แต่เพียง หนี้สาธารณะ..และหนี้ประชาชนก้อนมหึมา
จึงอาจกล่าวได้ว่าจากนี้ไปอย่างน้อยอีก 10 ปี พญาอินทรีคงจะต้องปลีกวิเวกออกจากการลงทุนขนาดใหญ่ๆของโลก ดังนั้น ทองคำก็จะเข้ามามีบทบาทเป็นสินทรัพย์ในพอร์ตโฟลิโอของกองทุนต่างๆ รวมทั้งบุคคลธรรมดาๆอย่างคุณผู้อ่านและตัวผมเองมากขึ้น..และมากขึ้น
สิบเอ็ด  ความเหนียวแน่นในการถือครองทองคำ
ในอดีต คุณผู้อ่านจะเห็นได้ว่าบรรดาญาติมิตรที่เป็นผู้ใหญ่ มักจะถือทองคำกันยาวนานมาก ในปัจจุบันความคิดดังกล่าวก็ยังคงฝังแน่นอยู่ในจิตใจของผู้คนทั่วโลก แนวคิดการถือครองทองคำในระยะยาวหรือตราบชั่วชีวิต ยังมีแพร่หลายในประชาชนทุกหมู่เหล่าเกือบทั่วโลก โดยเฉพาะหลายประเทศในแถบเอเชียที่มองว่า ควรจะเก็บทองคำไว้เพื่อมอบเป็น มรดกให้แก่ลูกหลาน
เมื่อทองคำถูกเก็บออกไปจากตลาดเรื่อยๆ ทองคำที่ซื้อขายหมุนเวียนกันอยู่ในท้องตลาด จึงมีแนวโน้มที่จะลดลง..และลดลง ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาทองคำในระยะยาวมีโอกาสสูงขึ้น
สิบสอง  ปริมาณการผลิต  ไล่ไม่ทัน..ปริมาณความต้องการ
จากการผลิตทองคำที่ผ่านมา พบว่า การค้นพบเหมืองแร่ทองคำใหม่ๆที่สามารถจะสร้างผลผลิตจำนวนมหาศาลได้นั้น มักจะกินเวลาประมาณ 5-10 ปี แต่ขณะที่ความต้องการทองคำของตลาดโลกนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างที่ได้คุยกันไปแล้วว่า อินเดียและจีนเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่ ที่บริโภคทองคำกันมากที่สุดในโลก ขณะนี้ทั้ง 2 ประเทศยังต้องผจญกับภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจ ถ้าหากเหตุการณ์ดังกล่าวจบลง และเศรษฐกิจดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น ทองคำที่เวลานี้ประมาณบาทละ 25,000 บาท ราคาจะพุ่งไปอยู่ที่เท่าไร?
มีการคาดการณ์เบื้องต้นว่า หากทุกอย่างราบรื่นตามที่กล่าวไปแล้ว ราคาทองคำน่าจะไปอยู่ที่ 3,000 หรือ 4,000 หรือ 5,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ขณะที่ตอนนี้อยู่ประมาณ 1,700 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ นั่น หมายความว่า ราคาทองคำ จากในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 25,000 บาทต่อทองคำหนักหนึ่งบาท ก็จะกลายเป็นทองคำหนักหนึ่งบาท ราคาก็ควรเป็น 40,000  หรือ 50,000  หรือ 60,000 บาท ซึ่งมันจะ..เป็นไปได้ จริงหรือ?
หากลองย้อนกลับไปอ่าน  ประวัติ…ราคาทองคำ(อ่านได้ที่ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 16 ธันวาคม 2554 หรือดูได้ที่ http://www.doctorwe.com/posttoday/20111215/220 ) เราก็จะพบว่า  ภายใน 40 ปี ราคาทองคำขึ้นมา 50 เท่าแล้ว
ดังนั้น  เราจึงควรใช้ความเพียรในการศึกษาหาความรู้ว่า ทำไมราคาทองคำ..ถึงขึ้นมาก
อย่างนั้น?” เพื่อจะได้ไม่เจ็บใจเมื่อราคาทองคำ..มันขึ้นไปอีกแล้ว แต่ ฉันเองยังไม่ได้ซื้อ..ซักบาทเลย”  โชคดีนะครับ  : )

ข้อความนี้ถูกโพสต์ขึ้นโดย :

12 เหตุผล ที่ควร “ซื้อเก็บ..ทองคำ” ตอนที่ 1


12 เหตุผล ที่ควร “ซื้อเก็บ..ทองคำ” ตอนที่ 1

21 มกราคม 2556
คอลัมน์:  หุ้นส่วน ประเทศไทย
12 เหตุผล ที่ควร ซื้อเก็บ..ทองคำ”  ตอนที่ 1

ที่มา http://www.doctorwe.com/posttoday/20130121/4295
ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
www.facebook.com/doctorweraphong

ผมเป็นคนที่ชอบที่อ่านบทความที่เกี่ยวกับ..อนาคต และมีอยู่บทความหนึ่งที่ผมชอบมาก บทความนี้มีชื่อว่า  “World Economic Trends & the Future Price of Gold” ซึ่งเขียนโดย คุณ Jeffrey Nichols บทความนี้ได้พูดถึง ราคาทองคำ..ในอนาคต”

อย่างไรก็ตาม บทความดังกล่าวมีหลายบริบทที่ไม่เข้ากับเมืองไทยเอาเสียเลยและเข้าใจได้ยาก ผมจึงเขียนและเรียบเรียงขึ้นมาใหม่ และเพื่อให้มีอรรถรสในการอ่านมากขึ้น ผมจึงได้เพิ่มเหตุการณ์ต่างๆที่คุณผู้อ่านคุ้นเคยเข้าไป และตั้งชื่อบทความใหม่นี้ว่า “12 เหตุผล ที่ควรซื้อเก็บ..ทองคำดังนี้ครับ
หนึ่ง  นโยบายการเงิน”  ของสหรัฐอเมริกา

คุณผู้อ่านพอจำได้ไหมครับว่า สหรัฐอเมริกาได้อัดฉีดเงินเข้าไปในระบบโดยตรงเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจของตน เอง ที่เรียกกันว่า มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน หรือ  Quantitative Easing (QE) โดยได้ออกมาตรการดังกล่าวมาแล้ว 3 ครั้ง ที่เรียกว่า QE1, QE2 และ QE3 โดยครั้งล่าสุด QE3 นั้น สหรัฐจะพิมพ์เงินเข้าสู่ระบบเดือนละ 40,000 ล้านดอลลาร์ โดยไม่จำกัดระยะเวลา จนกว่าอัตราการว่างงานในอเมริกาจะลดลงอย่างน่าพอใจ


ผลที่ออกมาก็คือ เงินดอลลาร์ของอเมริกา…ก็จะไหลทะลักออกไปลงทุนทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกาและจะตามมาด้วยค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อน ลง เนื่องจากปริมาณเงินที่มีมากมายมหาศาลในระบบ ดังนั้นราคาทองคำจึงมีโอกาสขึ้นไปอีก  เพราะค่าเงินดอลลาร์..อ่อนค่าลงนั่นเอง

สอง   หนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลของ..สหรัฐอเมริกา
ในปัจจุบันคาดว่าสหรัฐอเมริกาน่าจะมีหนี้สินประมาณ 16 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นประมาณ 100 เปอร์เซ็นต์ของขนาดเศรษฐกิจของอเมริกา (จีดีพี) จึงคาดว่าสหรัฐจะต้องเป็นหนี้เป็นสินไปอีก..นานแสนนาน

ด้วยเหตุดังกล่าว พันธบัตรสหรัฐอเมริกาที่บรรดาหลายชาติมหาอำนาจชอบถือกันไว้ ก็คงจะด้อยค่าลงตามเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุผลเดียวกับข้อแรก ก็จะทำให้ราคาทองคำ..สูงขึ้น ในระยะกลางและระยะยาว

สาม  ความนิยมในการถือเงิน ดอลลาร์ลดลง
หากคุณผู้อ่านถือสินทรัพย์ตัวใดไว้แล้ว ราคาของสินทรัพย์นั้นๆ ราคาลดลงเรื่อยๆ คุณผู้อ่านจะถือสินทรัพย์ตัวนั้นๆต่อไปเรื่อยๆไหมครับ? โดยทั่วไปผู้คนส่วนใหญ่ก็มักจะออกมาเปลี่ยนสินทรัพย์ของตนไปเป็นสินทรัพย์ตัวอื่นแทน เช่นเดียวกัน ความนิยมในการถือครองเงินดอลลาร์และพันธบัตรสหรัฐอเมริกา ก็จะพลอยลดน้อยถอยลงไปด้วย


ด้วยเหตุผลในข้อนี้ ก็จะไปยิ่งกดดันให้คนทั่วโลกพยายามลดการถือครองเงินดอลลาร์ลง แล้วก็จะมีหลายๆรัฐบาลที่จะขายพันธบัตรอเมริกาออกมาเพื่อซื้อ ทองคำแทน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแล้วกับธนาคารกลางของเกาหลีใต้ ซึ่งเริ่มซื้อทองคำเข้ามาเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศแทน

สี่   ปัญหาหนี้สาธารณะ…ในกลุ่มประเทศในยูโรโซน
กลุ่ม PIIGS ในปัจจุบันที่ประกอบไปด้วยโปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซ และ สเปน ยังมีปัญหาหนี้สาธารณะอย่างแสนสาหัสอยู่ในขณะนี้ ทุกวันนี้มีการผนึกรวมกันของสหภาพแรงงานระหว่างประเทศ และก่อให้เกิดการสไตรค์หยุดงานเกือบทั่วทวีปยุโรป ซึ่งอาจเป็นการหยุดงานครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ของกลุ่มยูโรโซน และแน่นอนว่าก็จะทำให้ ค่าเงินยูโร..ลดลงตามไปด้วย

ส่งผลให้บทบาทและค่าเงินของเงินยูโรก็จะต้องลดลงตามไปด้วย และในที่สุดทั้งรัฐบาล และประชาชนในอีกหลายประเทศก็จะพยายาม “หลีกหนี..เงินยูโร” ซึ่งส่วนหนึ่งก็จะต้องหนีไปซื้อทองคำ แทนอย่างแน่นอน

ห้า  เกิดการเร่งตัวให้เกิดภาวะ เงินเฟ้อโลก”  (Global Inflation)
คุณผู้อ่านจำได้ไหมครับว่า เราเคยพูดถึงนักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งที่ชื่อ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์  (John Maynard Keynes)  (อ่านเพิ่มเติมบทความ “ทองคำ ทรัพย์สินที่วันนี้ทุกคน..ควรมี” ได้ที่ โพสต์ทูเดย์ฉบับวันที่ 30 สิงหาคม 2554 หรือดูได้ที่  http://www.doctorwe.com/posttoday/20110830/142 )  เคนส์เคยกล่าวไว้ว่า ในยามวิกฤต   ภาคเอกชนจะมีกำลัง..ไม่เพียงพอในการช่วยเหลือตัวเอง รัฐบาลจึงมีหน้าที่..ต้องอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ  เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปให้ได้ และที่สำคัญที่สุด ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ..จะได้มีงานทำ

ในปัจจุบัน ความคิดดังกล่าวได้ส่งอิทธิพลแก่ รัฐบาลทั่วโลกอย่างรุนแรง และทำให้เกือบทุกรัฐบาลทั่วโลกพากันออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคงจะต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาลอัดฉีดเข้าไปในระบบ จึงพอจะฟันธงได้เลยว่า ภาวะเงินเฟ้อโลกจะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ และราคาทองคำก็จะต้องสูงขึ้น ด้วยเหตุดังกล่าว

หก  ประเทศในกลุ่ม MENA … “ชนวนแห่งสงคราม
MENA ย่อมาจาก Middle East and North African นั่นคือ กลุ่มประเทศที่อยู่ในตะวันออกกลางและอาฟริกาเหนือ ประเทศในกลุ่มนี้มักจะเกิดความรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง สาเหตุอันเนื่องมาจากความแตกแยกทางเชื้อชาติ และศาสนา โดยเฉพาะจากประเทศอิหร่าน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความรุนแรงได้ และหากเกิดสงครามขึ้นจริงๆ ราคาทองคำ..ก็จะต้องขึ้นอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้

“ทองคำ” จึงดูเหมือนว่าจะเป็น..สิ่งสุดปรารถนาของมนุษยชาติ ทำให้นึกถึงคำพูดของ Ralph Waldo Emerson นักกวีชาวอเมริกันที่พูดถึง “ทองคำ” ไว้ว่า
The desire of gold is not for gold. It is for the means of freedom and benefit.” แปลตามความได้ว่า “จริงๆแล้ว ความปรารถนาทองคำมาครอบครองของมนุษย์ ไม่ใช่ว่า..อยากจะได้ทองคำจริงๆ แต่อยากจะได้..ความมั่งคั่งและ..อิสรภาพ ต่างหาก”
วันนี้..เราได้คุยกันไปแล้ว 6 ข้อ ยังขาดอีก 6 ข้อที่เหลือซึ่งคงจะได้คุยให้คุณผู้อ่านได้อ่านกันในเร็ววันนี้ โชคดีนะครับ  : )

วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556

World Case : Marriott ซื้อแบรนด์ใหม่อย่างไรให้ไฉไลกว่าเดิม

World Case : Marriott ซื้อแบรนด์ใหม่อย่างไรให้ไฉไลกว่าเดิม

การซื้อกิจการใหม่ๆ มาเพิ่มในสายธุรกิจมีข้อดีหลายอย่าง เช่น  เป็นทางลัดเพิ่มเครือข่ายธุรกิจและเพิ่มรายได้รวดเร็วทันใจ แต่หากไม่ระวังให้ดี ธุรกิจน้องใหม่อาจทำร้ายธุรกิจที่มีอยู่เดิมอย่างที่ Marriott เคยเจอมาแล้ว

ทางลัดประหยัดงบ
การเติบโตและขยายกิจการเป็นขั้นตอนหนึ่งในวัฏจักรธุรกิจ  แต่มีธุรกิจบางประเภทที่เมื่อสร้างแบรนด์แล้ว ก็ยากที่จะทำให้เติบโตได้ตามวิถีทางปกติ ที่เห็นได้ชัดคือธุรกิจบริการ เช่น  โรงพยาบาล หรือโรงแรม ซึ่งต้องใช้เวลานานและต้องลงทุนมหาศาลในการขยายแบรนด์ออกไป  ใน กรณีนี้ ธุรกิจบริการส่วนใหญ่ใช้วิธีร่วมลงทุ่น หรืออาจควบรวมกิจการไปเลย เพราะดูจะเป็นทางด่วนชั้นดี ช่วยให้ขยายเครือข่ายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และยังคืนทุนได้เร็วทันใจด้วย อย่างไรก็ตาม บางครั้งแบรนด์น้องใหม่ที่เพิ่งซื้อมาก็เข้ากับแบรนด์เก่าได้ดี แต่บางครั้งแบรนด์ใหม่กลับทำให้ Brand Manager ต้องปวดหัวไปตามๆ กัน

น้องใหม่ไม่ไฉไล
เมื่อปี 1997 เครือโรงแรมระดับโลกอย่าง  Marriott International Inc. ได้ทุ่มเงินไปถึง 947 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อกิจการโรงแรม 114 แห่งของเครือโรงแรม Renaissance  ก่อนที่จะมาลงเอยที่ Renaissance นั้น ทาง Marriott ได้รวบรวมข้อมูลและคัดสรรมาเป็นอย่างดีแล้ว และตัดสินใจว่าการซื้อกิจการโรงแรมทั้งเล็กและใหญ่ 114 แห่ง ของ Renaissance จะให้ผลตอบแทนดีแน่นอน แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะแบรนด์ใหม่ที่ซื้อมานี้กลับทำให้บรรดาลูกค้าและผู้ถือแฟรนไชส์ของ Marriott สับสนอย่างหนัก

ข่าวดีและข่าวร้าย
หลังจากซื้อกิจการมา ทีมผู้เชี่ยวชาญของ Marriott ได้เข้ามาดำเนินการจนเครือโรงแรม Renaissance มีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ภายใต้ข่าวดีนั้นมีข่าวร้ายแอบแฝงอยู่  โรงแรมแต่ละแห่งของ Renaissance มีรูปแบบดีไซน์ลักลั่นไม่เป็นเอกภาพเลย การบริการหรือก็ต่างระดับกันอย่างมากจนลูกค้าสับสน  ถ้าจะพูดถึงความเป็นแบรนด์แล้ว Renaissance ไม่มีอัตลักษณ์ที่ชัดเจนแน่นอน เปรียบเหมือนกับแบรนด์โรคจิตที่บุคลิกภาพแตกแยก  Marriott เองก็ตระหนักดีว่า แม้ผลประกอบการเฉพาะหน้าจะดีมาก แต่ในระยะยาวแล้ว จำเป็นต้องแก้ปัญหานี้ให้ได้เสียก่อน  นอกจากนี้ ปัญหาอื่นก็ตั้งเค้าว่าจะตามมาในไม่ช้า คือ เครือโรงแรมน้องใหม่ที่ซื้อมานี้กลับทำท่าว่าจะแย่งรายได้ของโรงแรมในเครือ Marriott อีกด้วย

งานนี้ต้องมืออาชีพ
เมื่อเห็นว่าขืนปล่อยให้คาราคาซังอย่างนี้คงไม่ดีแน่ ทาง Marriott จึงดึงมืออาชีพเข้ามาแก้ปัญหา  ขั้นแรกคือซื้อตัว Brand Manager มาจาก Nike ต่อมาก็จ้างดีไซเนอร์จากเบเวอรีฮิลล์ ซึ่งเชี่ยวชาญในการออกแบบโรงแรมอิสระได้อย่างโดดเด่น  Marriott เชื่อมั่นว่า เมื่อนำสุดยอดฝีมือด้านแบรนด์ มารวมพลังกับผู้เชี่ยวชาญการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะในตลาดที่ Renaissance เติบโตขึ้นมาแล้ว จะทำให้ได้ผลงานที่ดีแน่ 

แก้โจทย์ยากๆ
โจทย์ที่ทีมงานต้องฝ่าไปให้ได้คือ ทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาความลักลั่นในรูปแบบดีไซน์ และบริการของโรงแรมในเครือ Renaissance ได้  และการแก้ปัญหานี้ต้องไม่ส่งผลเสียต่อโรงแรมในเครือ Marriott ด้วย  ทีมงานได้เริ่มต้นจากการทำวิจัยแบบ Focus group เพื่อศึกษาตลาดให้ถ่องแท้ และทำความเข้าใจผู้บริโภคในเชิงลึก หลังจากรวบรวมข้อมูลทั้งหมดแล้ว ในที่สุดทีมงานจึงตัดสินใจว่า จะกำหนดตำแหน่ง (repositioning) ให้ Renaissance เสียใหม่ โดยกำหนดให้เป็นเครือโรงแรมแบบ "บูติก"

ทางเลือกที่ดีกว่าเดิม
เหตุที่ทีมงานตัดสินใจกำหนดตำแหน่งให้ Renaissance เป็นเครือโรงแรมแบบบูติกนั้น ก็เพราะได้พบว่า เมื่อเอ่ยถึงโรงแรมแบบบูติกแล้ว แขกส่วนใหญ่จะไม่คาดหวังว่าจะต้องมีบริการเป็นมาตรฐานเหมือนกันหมดทุกๆ แห่ง  ดูเหมือนคนจะยอมรับได้ว่า โรงแรมแบบบูติกสามารถ "แตกต่าง"  และมีอะไรให้ "แปลกใจ"  กันบ้าง  ดังนั้น ทาง Marriott จึงไม่ต้องเดือดร้อนปรับเปลี่ยนดีไซน์โรงแรมทั้ง 114 แห่งของ Renaissance ให้เหมือนๆ กันไปหมด นอกจากนี้ ทีมงานยังพบว่า มีลูกค้าอยู่ 30 เปอร์เซนต์ในธุรกิจโรงแรมที่ชื่นชอบประสบการณ์แปลกๆ ใหม่ๆ ในการเข้าพักโรงแรมแต่ละแห่ง ตัวเลขจำนวนนี้ช่วยให้อุ่นใจได้ว่า Renaissance จะมีตลาดใหญ่พอที่จะเติบโต แน่นอนที่ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวนี้เป็นคนละกลุ่มกันกับลูกค้าของโรงแรมในเครือ Marriott  ซึ่งมักคาดหวังรูปแบบและบริการที่เป็นมาตรฐานมากกว่า

ความท้าทายใหม่
จะเห็นว่า ด้วยความตั้งใจจริงที่จะแก้ปัญหา และการศึกษาตลาดอย่างจริงจัง ในที่สุด Marriott ก็แก้ปัญหาความสับสนของแบรนด์ในเครือได้ โดยการกำหนดตำแหน่งใหม่และหาตลาดแบบ niche ให้แบรนด์น้องใหม่ในเครือ  อย่างไรก็ตาม ในตลาดกลุ่มเล็กๆ นี้ก็มีการแข่งขันอยู่ด้วยเหมือนกัน คู่แข่งอย่าง Starwood และ Ian Schrager น่ากลัวไม่น้อย เพราะต่างก็อยู่ในตลาดมาก่อน และมีจุดยืนที่เข้มแข็ง งานนี้จึงเป็นความท้าทายของ Marriott ที่ถนัดแต่การทำโรงแรมที่มีดีไซน์และบริการเหมือนกันเป็นมาตรฐาน ดูสิว่าจะทำโรงแรมที่ต้องหลากหลายทั้งดีไซน์และบริการให้ประสบความสำเร็จได้ หรือไม่  สำหรับ Brand Manager ทั้งหลายนั้น กรณีของ Marriott เป็น ตัวอย่างให้เห็นว่า การจัดการแบรนด์ที่ซื้อเข้ามาใหม่ สามารถตัดสินใจได้ว่าจะทำให้สอดคล้องกับแบรนด์ที่มีอยู่เดิม หรือจะทำให้แตกต่างและเป็นเอกเทศก็ได้ โดยต้องศึกษาตลาดและดูสถานการณ์ให้ดีก่อนตัดสินใจ

          ฉบับที่ 55 กันยายน 2547

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

ชาวบ้านพึงรู้มูลค่าบ้านของตนเอง

ชาวบ้านพึงรู้มูลค่าบ้านของตนเอง

สยามรัฐ 12 เมษายน 2553 หน้า 16
          ผมเคยจัดประกวดเรียงความชิงโล่ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เรื่องเกี่ยวกับความสำคัญที่ประชาชนควรมีความรู้เกี่ยวกับการประเมินค่าบ้าน และยังเป็นบรรณาธิการจัดพิมพ์รวมเรียงความชนะเลิศ และผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประชาชนทั่วไปพร้อมเงินสดและโล่ของ พล.อ.เปรมฯ คือ นางสาวปานใจ สารพันโชติวิทยา ในบทความของผมนี้จึงขออนุญาตนำข้อคิดของคุณปานใจมาแบ่งปันกับทุกท่าน ซึ่งใจความสรุปว่า
~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~
          ถ้าไม่สนใจประเมินมูลค่าบ้านให้ถ้วนถี่ ก่อนมีการซื้อ-ขาย จะเป็นอย่างไร คำตอบ คือ การซื้อ-ขาย บ้านจะกลายเป็นการเสี่ยงโชค คือ อาจได้ดีถูกใจในราคาสมเหตุ สมผล หรืออาจทำให้เสียเงินมากเกินมูลค่าที่แท้จริง เจ็บใจ และมีปัญหาอย่างอื่นตามมา ทำให้ผู้อยู่อาศัยไม่มีความสุขเท่าที่ควรจะเป็น สำหรับผู้ซื้อ การประเมินมูลค่าบ้านสูงเกินไปมีผลต่อเงินที่จะนำมาชำระค่าบ้านที่อาจต้อง ระดมเงินด้วยการกู้ยืม การกู้ยืมเงินจำนวนมากและผ่อนชำระในระยะเวลานานย่อมต้องจ่ายดอกเบี้ยสูง นั่นคือเท่ากับเรากำหนดอนาคตของเราเองให้เสียประโยชน์ที่พึงได้จากจำนวนเงิน ที่ต้องนำไปจ่ายเป็นค่าดอกเบี้ย
          ส่วนการประเมินมูลค่าบ้านต่ำไป ก็อาจเกิดฉุกละหุกเมื่อถึงเวลาต้องชำระบ้านจริง ๆ เนื่องจากราคาและอัตราดอกเบี้ยอาจปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยอื่น ๆ ทำให้ต้องกู้ยืมหนี้สินเร่งด่วนในอัตราที่แพงเช่นกัน และอาจทำให้สูญเสียโอกาสได้บ้านที่เหมาะสม และหากซื้อบ้านได้แพงกว่าราคาประเมินหรือเกิดปัญหาภายหลัง เช่นถูกเวนคืน บ้านอยู่ในระหว่างถูกยึดทรัพย์ ฯลฯ ก็จะเกิดความเดือดร้อน ในแง่ของผู้ขาย
          การประเมินมูลค่าบ้านสูงเกินไป ก็จะเสียโอกาสในการได้เงินจากการขาย คือจะต้องถือครองไว้นานกว่าจะขายออกไปได้ หรืออาจถูกฟ้องร้องเป็นความจากผู้ซื้อได้ภายหลัง ยิ่งถ้าผู้ขายจดทะเบียนประกอบธุรกิจด้านนี้โดยตรงจะเกิดเสียชื่อเสียง ภาพลักษณ์ ทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจไปไม่น้อย ในกรณีที่ผู้ขายประเมินมูลค่าบ้านต่ำเกินไป อาจพบว่าพลาดกำไรอันงามไปได้ทีเดียว
          เมื่อมีการถือครองบ้านไปได้ระยะหนึ่ง บ้านจะต้องมีการเปลี่ยนผู้ถือครองโดยการมอบให้เป็นมรดก ขายต่อ ยกให้ ฯลฯ การที่ประเมินมูลค่าบ้านไม่ถ้วนถี่ ตามเวลาที่เปลี่ยนไปอาจทำให้เกิดการแบ่งสรรที่ไม่เป็นธรรม ขาดทุน หรือผิดพลาดอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาได้
          ในเมื่อความผิดพลาด ไม่ยุติธรรม เสียเปรียบ เป็นสิ่งที่ปกติชนไม่ต้องการ สิ่งเหล่านี้และความเสี่ยงดังกล่าวมาข้างต้นสามารถป้องกันได้มากหากจะใส่ใจ หาความรู้เรื่องประเมินมูลค่าบ้านและอสังหาริมทรัพย์ไว้บ้าง
          โลกนี้เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนยิ่งนัก แม้แต่ผืนแผ่นดินที่มนุษย์เคยอาศัยอยู่อย่างสงบหลายพันปี ก็อาจเปลี่ยนแปลงเสียหายไปได้อย่างรวดเร็วด้วยภัยธรรมชาติและการเคลื่อนตัว ของเปลือกโลกปัจจุบันดูเหมือนมีแนวโน้มว่าเกิดถี่ขึ้น ซึ่งทำให้พื้นที่ที่มนุษย์พอจะอยู่อาศัยได้หดหายลงไปยิ่งขึ้น แม้กระทั่งเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้อย่างเรื่องการออกโฉนดแสดงความเป็นเจ้า ของที่ดินบนดวงจันทร์ที่ผู้เขียนเคยรับทราบมาจากอินเตอร์เน็ต อาจเป็นไปได้ที่โฉนดเหล่านี้จะมีผลตามกฎหมายขึ้นมาจริงๆในไม่กี่ช่วงอายุของ คนเรา ดังนั้นใครเลยจะทราบได้ว่าในช่วงชีวิตของคนเราจะต้องใช้ความรู้และ ประสบการณ์ทาง ด้านนี้เข้าจับจองเลือกสรรอสังหาริมทรัพย์เป็นการเร่งด่วน แน่นอนว่ารู้มากกว่าย่อมได้เปรียบ
          สำหรับข้อควรพิจารณาในการประเมินมูลค่าบ้านให้ถ้วนถี่ก่อนมีการ ซื้อ-ขายนั้น ในฐานะของผู้ซื้อ-ขาย โดยทั่วไปที่ไม่ได้ประกอบธุรกิจซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ๆ ควรมีหลักเกณฑ์ในการประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์อย่างกว้าง ๆ ดังนี้ (หมายเหตุ : เก็บความส่วนใหญ่จาก www.thaiappraisal.org)
  1. ดูทำเล ที่ตั้ง ถนนและทางเข้าออก สภาพแวดล้อม
  2. สิ่งก่อสร้าง รายละเอียดวัสดุ โครงสร้างอาคาร การใช้ประโยชน์ปัจจุบัน อายุอาคาร การปรับปรุง
  3. สาธารณูปโภคและสาธารณูปการ น้ำประปา ไฟฟ้า โทรคมนาคม การขนส่ง
  4. ผังเมืองและข้อกำหนดตามกฎหมาย การใช้ที่ดิน การก่อสร้าง
  5. ที่ดิน ขนาด รูปร่าง ความสูงต่ำ การใช้ประโยชน์
  6. เอกสารสิทธิ์ ประเภทของเอกสาร การถือครอง เจ้าของ เงื่อนไข ภาระผูกพันต่าง ๆ
  7. ราคาขายและเงื่อนไขการจ่ายเงิน (เทียบราคาบ้านแบบเดียวกันกับโครงการอื่น ๆ หรือที่อื่น ๆ)
  8. มูลค่าแฝงอื่น ๆ ที่ต้องใช้ความรู้และประสบการณ์เป็นหลักที่จะคาดการณ์ถึงสิ่งที่ไม่อาจตีค่าเป็นเงินได้ในทันที
  9. เรื่องปลีกย่อยอื่น ๆ เช่น ความเชื่อ ความนิยม ค่านิยม แนวโน้มของผู้ใช้ประโยชน์ในอนาคต
โดยสรุปแล้ว การประเมินมูลค่าให้ถ้วนถี่ก่อนมีการซื้อ-ขาย จะทำให้เกิดผลดีแก่ทุก ๆ ฝ่ายโดยถ้วนหน้า ผู้ซื้อได้รับผลดีเนื่องจากได้บ้านที่ใช้อยู่อาศัยลงหลักปักฐาน หรืออาคารสำหรับทำธุรกิจในราคาที่สมเหตุสมผล สามารถพัฒนาชีวิตต่อไปได้ดีทั้งแง่รายได้และจิตใจ ผู้ขายก็ได้รับเงินตอบแทนค่าขายบ้านในราคาที่ไม่ถูกเอาเปรียบ สามารถนำเงินที่ได้ไปลงทุนหมุนเวียนอย่างอื่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีการหมุนเวียนไปได้ด้วยดี
~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~
ถึงแม้เราในฐานะประชาชนผู้ซื้อบ้านทั่วไปจะไม่ใช่นักยุทธศาสตร์ ไม่ใช่นักพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ เราก็ต้องมีการวางแผนเพื่อที่เราจะได้ตัดสินใจเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ อย่างรอบรู้ ไม่เสียเปรียบ ไม่รู้สึกสำนึกเสียใจในภายหลังครับ

หุ้น "ลิเวอร์พูล" ซื้อแพงไปหรือไม่ มีใครรู้?

หุ้น "ลิเวอร์พูล" ซื้อแพงไปหรือไม่ มีใครรู้?

ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 24 ฉบับที่ 1,991 วันที่ 6-9 มิถุนายน 2547 น.33-34
        ข่าวใหญ่ที่ชาวบ้านร้านตลาดพูดกันทุกหัวระแหงคงไม่พ้นข่าว ที่ท่านนายกรัฐมนตรีของเรามีดำริจะซื้อหุ้น 30% ของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ด้วยเงินประมาณ 4,600 ล้านบาท (ไทยรัฐ 9 พฤษภาคม 2547) และต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ศกนี้ว่า จะออกสลากพิเศษเพื่อระดมทุน 10,000 ล้านบาทเพื่อการนี้
        ขณะนี้ได้มีการวิจารณ์กันในหลายแง่มุมอย่างกว้างขวางเหลือเกิน เกี่ยวกับดำรินี้ของท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งย่อมมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
        สำหรับผมใคร่ขอนำเสนอประเด็นสำคัญยิ่งยวดประการหนึ่งที่ควรพิจารณา ก็คือ ราคาหุ้นที่ว่าจะซื้อนั้น เป็นราคาที่สมควรแล้วหรือไม่ เพราะถ้าจะลงทุนด้วยเงินจำนวนมหาศาล จะต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบเสียก่อน ไม่ว่าเงินนั้นจะเป็นที่ระดมมาจากประชาชน หรือมาจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่/เล็กทั้งในและนอกประเทศก็ตาม
ต้องตีมูลค่าของสโมสรโดยรวมเสียก่อน
        ดังนั้นงานแรกที่ต้องทำก็คือ การตีราคาหุ้นหรือประเมินค่าของกิจการสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลเสียก่อนว่า ราคาเป็นเท่าไหร่กันแน่ เผื่อจะได้ไม่ซื้อผิดราคา อันอาจยังความสูญเสียแก่ผู้เกี่ยวข้องทั้งรายใหญ่และรายย่อยในภายหลังได้
        วันนี้ผมจึงขอนำเสนอเกี่ยวกับการประเมินค่ากิจการกรณีสโมสรลิ เวอร์พูล เพื่อย้ำให้เห็นความสำคัญของวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สินต่อการตัดสินใจครั้ง สำคัญของการลงทุน
"ลิเวอร์พูล" มีค่าที่ตรงไหน
        มูลค่าของสโมสรลิเวอร์พูล ประกอบด้วยทั้งทรัพย์สินที่จับต้องได้และที่จับต้องไม่ได้ ทรัพย์สินที่จับต้องได้ ก็คือ อสังหาริมทรัพย์ (นับรวมตั้งแต่สนามฟุตบอล ซึ่งบางสโมสร เป็นเจ้าของหรือบางแห่งก็ได้สิทธิเพียงเซ้งหรือเช่าระยะยาวเท่านั้น จนถึงอาคารและที่ดินอื่น ๆ ที่สโมสรได้เช่า ซื้อหรือมีสิทธิครอบครองไว้) และ สังหาริมทรัพย์ ซึ่งก็มีรายการมากมายเช่น รถยนต์ เครื่องมือ เครื่องจักร ฯลฯ
        ทรัพย์สินอีกกลุ่มหนึ่งคือเป็นในเชิงนามธรรม เช่น ชื่อเสียงกิจการที่มีเกียรติภูมิมานับร้อยปี ค่าตัวนักฟุตบอล สต๊าฟโค๊ช และผู้เชี่ยวชาญอื่น สัญญาต่าง ๆ ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดหรืออื่น ๆ สิทธิบัตร แฟรนไชส์ เครื่องหมายการค้าในการใช้ในโอกาสต่าง ๆ รายได้สุทธิจากการดำเนินกิจการในแต่ละปี เงินสดที่เก็บไว้ หุ้นในกิจการอื่น ตลอดจนกิจการของบริษัทลูก เช่น บริษัทมีเดีย บริษัทขายอาหาร โรงเรียนสอนฟุตบอล เป็นต้น
การศึกษาภาวะตลาดและการหาข้อมูล
        สำหรับแนวทางการประเมินในเบื้องต้นก็คือ
        1.การประเมินด้วยการเปรียบเทียบตลาดในแง่มุม และในรายการทรัพย์สินทั้งหลาย ทั้งราคาในการซื้อขายและเช่า
        2.การประเมินด้วยการแปลงรายได้เป็นมูลค่าจากรายได้ที่คาดหวังได้ใน อนาคตทั้งหลาย ลดทอนด้วยอัตราคิดลดและค่าความเสี่ยง โดยในเบื้องต้น อาจพิจารณาจากรายได้ต่อปี 3-4 ปีติดต่อกัน (เช่น ล่าสุดปี 2546 มีรายได้ประมาณ 7,000 ล้านบาท ถือเป็นอันดับ 8 โดยมี "แมนยูฯ" มาอันดับหนึ่งที่ 11,200 ล้านบาท เป็นต้น) และ
        3.จากต้นทุนการก่อสร้างทั้งชื่อเสียงและการจัดหา (อ)สังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ แล้วนำมาลบด้วยค่าเสื่อมซึ่งในกรณีนี้ใช้สำหรับทรัพย์สินที่ไม่อาจเปรียบ เทียบตลาดได้
        เสร็จจากนั้นจึงมาพิจารณารวบยอดว่า มูลค่าหุ้นที่แท้ควรเป็นเท่าใด
        ในการสำรวจ วิจัยเพื่อการประเมินค่าทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงนี้ อาจกินเวลาตั้งแต่ 1.5 - 4.0 เดือน แล้วแต่รายการทรัพย์สินและความซับซ้อนในการประกอบกิจการ
เงื่อนไขการซื้อเป็นสิ่งที่ต้องรู้
        การที่เราจะคิดว่าคุ้มค่าไหมที่จะซื้อ (หรือเก็บเงินไปลงทุนอย่างอื่นดีกว่า) ยังต้องพิจารณาจากเงื่อนไขต่าง ๆ ที่จะมีการตกลงกันตามบันทึกข้อตกลง (MOU) ซึ่งจนบัดนี้ในวันที่ผมเขียนบทความนี้ (22 พฤษภาคม) ยังไม่เคยมีใครเห็นสำเนาหนังสือที่ส่งไปต่อรองกับทางลิเวอร์พูล
        เงื่อนไขรายละเอียดนี้สำคัญมาก ผู้คนทั่วไปมักเข้าใจว่าถ้าเราถือหุ้น 30% ในสโมสรลิเวอร์พูลแล้ว เราจะเอาสินค้าโอท็อบไปขาย หรือไปติดป้ายได้ แต่ความจริงแล้วมันอาจไม่เป็นดังคิด เพราะไม่เคยมีการตกลงไว้
        สิ่งเหล่านี้ผู้ลงทุนไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลฝ่ายเดียว ผู้ซื้อหุ้นรายใหญ่ ผู้ซื้อหุ้นรายย่อยจากการซื้อสลากพิเศษ ควรได้รับข้อมูลการประเมินค่าหุ้นสโมสรลิเวอร์พูลนี้ก่อนจะตัดสินใจว่าจะ ซื้อหรือไม่
ข้อคิด
        การที่กำหนดราคาล่วงหน้าไว้โดยไม่ได้ทำการศึกษาอาจทำให้เกิดความ เสียเปรียบต่อผู้ซื้อได้ และการได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญซึ่งอาจไม่ใช่รายเดียวจากทั้งในและต่างประเทศ ทำการศึกษาอย่างจริงจัง อย่างน้อยก็ทำให้ผู้ขายตระหนักได้ว่า ผู้ซื้อ จะซื้ออย่างรอบรู้ ผู้ขายจะไม่อาจตั้งราคาตามใจชอบเพื่อเอาเปรียบผู้ซื้อได้
        วิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สินจึงช่วยชาติให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม

วันเสาร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2556

เวลาที่น่าซื้อหุ้นที่สุด

 เวลาที่น่าซื้อหุ้นที่สุด

 ที่มา http://www.dooqo.com/detail_page.php?sub_id=2180
   หากคุณเป็นนักเล่นหุ้นแบบนักลงทุน คือ เลือกลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี รับรองจะไม่ขาดทุน ยิ่งคุณไม่ได้ใจร้อนด้วยแล้ว โอกาสกำไร แบบซื้อเพียงปีละ 2-3 ครั้ง แบ้วได้ผลตอบแทน 20% ขึ้นไป ไม่ใช่เรื่องยากเลย โอกาสดีๆ ในการซื้อหุ้นมักมีให้เห็นปีละ 4-5 ครั้ง เพพียงคุณสังเกต และซื้อไว้สัก 2 ครั้งต่อปีก็เห่งแล้ว โดยโอกาสที่น่าซื้อ มีดังนี้


1. วิกฤตในตลาดหุ้น คือโอกาสในการซื้อ : สำหรับผู้ที่เป็นผู้ลงทุนระยะยาว ในหุ้นพื้นฐานดีๆ หากมีวิกฤตในตลาดหุ้น ซึ่งจะสังเกตได้จาก
  • ดัชนีตลาดหุ้นลงแรงๆ ติดต่อกัน และยิ่งเป็นข่าวเกี่ยวกับความเลวร้ายของตลาดหุ้นตาม นสพ. ยิ่งดี
  • มีแต่คนบ่นว่าขาดทุน กลัวที่จะเล่นหุ้น และขายหถุ้นกันออกมาแบบถอดใจ
  • หุ้นพื้นฐานดีอย่างหุ้น SET50 มีราคาที่ถูกลงกว่าปกติ
หากคุณเห็นเช่นนี้ นี่คือโอกาสในการซื้อของมูลค่า 10 บาทในราคาเพียง 5 บาท เรียกว่า "ตลาดหุ้น Grand Sale" ปีหนึ่งมีอยู่ 1-2 ครั้งเท่านั้น อย่าพลาดที่จะเข้าไป shopping บริษัทดีๆ หุ้นดีๆ ราคาถูกๆ แล้ว ถือสัก 6 เดือน รับรองจะกำไรแน่นอน
2. ช่วงนักลงทุนต่างชาติเข้ามา : ปกตินักลงทุนต่างชาติจะโยกเงินเข้ามาไม่บ่อย ปีหนึ่งจะมีจังหวะที่เข้ามาเยอะเพียง 3-4 ครั้ง โดยแต่ละครั้งที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน ดัชนีตลาดหุ้นอาจจะปรับตัวขึ้นไป 10% และหุ้นขนาดใหญ่ อย่างกลุ่มพลังงาน และธนาคารจะปรับตัวขึ้นไป 15% หากเป็นการที่เข้ามาต่อเนื่องเกิน 1 สัปดาห์ วิธีสังเกต
  • ดูรายงานการซื้อขายแล้ว นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิวันเดียวเกิน 2,000 ล้าน ติดต่อกัน 2 วัน  (เริ่มมาแล้ว)
  • ราคาดัชนีหุ้นในภูมิภาค (เช่น สิงค์โปร, ฮ่องกง, อินโดนีเซีย, ปรับตัวขึ้นเหมือนกับไทย วันละ 1-2%
  • ค่าเงินบาทเริ่มแข็งค่าขึ้น
  • หุ้นขนาดใหญ่ ปรับตัวขึ้น พร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่มากกว่าปกติ
หากคุณเจอสัญาณแบบนี้ เรียกว่าต้องรีบเอาเรือลงน้ำ แล้วพายตามกระแสไปให้ไกลที่สุดก่อนกระแสน้ำจะหยุด ซึ่งต้องคอยสังเกตแรงซื้อของต่างชาติเอาไว้ให้ดี โดยปกติจะซื้อต่อเนื่องนาน 2 สัปดาห์
3. ช่วงที่เศรษฐกิจไทย พลิกฟื้นจากแย่กลายมาเป็นเติบโต : ในปีนั้นจะกลายเป็นปีทองของการเล่นหุ้น เช่นในปี 2546 ที่เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้น ตลาดหุ้นวิ่งขึ้นไปปีเดียว 108% (เฉลี่ย) โดยมีหุ้นที่ราคาเพิ่มขึ้น 500-800% (5-8 เท่า) ภายใน 1 ปีมีอยู่หลายตัว หุ้นเกือบทุกตัววิ่งขึ้นไปอย่างน้อย 20% โอกาสแบบนี้ ไม่ใช่แค่เงินออมเติบโต แต่ต้องเรียกว่า "รวย" ดังนั้นลองสังเกตเอง จากสภาพเศรษฐกิจทั่วไป หากตอนนี้มันแย่ๆมากๆ ต้องคอยติดตามตลาดหุ้นอยู่ห่างๆ รอเมื่อคุณเริ่มรู้สึกว่าเศรษฐกิจเริ่มดี นี่แหละความรวยใกล้มาเยือนแล้ว
หากปีใดๆ คุณสามารถจับจังหวะของโอกาสดีๆ ที่เข้ามาได้แล้ว โอกาสกำไรต่อปีอย่างน้อย 20 % ก็ไม่ยากเลย แต่หากจับจังหวะใหญ่ๆ แบบนี้ไม่ได้ก็ต้องลงทุนระยะยาวไป หรือเล่นในจังหวะเล็กๆไปบ้าง ซึ่งอาจจะมีการลงทุนในจังหวะที่แน่นอน ตามปฏิทินหุ้น เป็นฤดูๆ ดังนี้
1. ฤดูฝรั่งเข้า : คือการซื้อหุ้นช่วงปลายปี หวังขายตอนมกราคม - กุมภาพันธ์ ซึ่งช่วงต้นปี มักจะเป็นฤดูที่มีเม็ดเงินจากต่างชาติไหลเข้ามา ทำให้ตลาดหุ้นปรับเพิ่มขึ้นไปได้ และมันก็เป็นแบบนี้มาหลายปีติดต่อกันแล้ว โดยหากลงท่านจะลงทุนแบบนี้ให้เลือกหุ้นที่เป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่นักลงทุนต่าง ชาตินิยม เช่น หุ้นกลุ่มพลังงาน และหุ้นกลุ่มธนาคารเป็นหลัก
2. ฤดูปันผล :  หุ้นเกือบทั้งหมดในตลาดหุ้น จะปันผลประจำปีในช่วง มี.ค.-พ.ค. สำหรับงวดบัญชีของปีที่ผ่านมา ดังนั้น โอกาสในการซื้อหุ้นที่จะปันผลสูงๆ แล้วได้ราคาไม่แพง คือเดือน พ.ย.-ธ.ค. เพราะนักลงทุนส่วนมากยังไม่อยากซื้อตอนนั้น  เพราะมันต้องรออีกนาน 4-6 เดือน นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นเป็นพวกใจร้อน ชอบรวยใน 1 สัปดาห์ ดังนั้น ให้พวกนั้นมาซื้อในช่วงก่อนปันผล จะทำให้ราคาหุ้นที่เราซื้อปรับขึ้นไปอีก เรียกว่า ได้ทั้งส่วนต่างราคา และได้เงินปันผลด้วย โดยหุ้นที่ปันผลมากๆ ในตลาดจะมีตั้งแต่ 10-20% ต่อปี เรียกว่า มากกว่าเงินฝากเสียอีก ส่วนจะเป็นตัวไหน ให้โทรไปถามมาร์เก็ตติ้งได้เลย เขาจะมีข้อมูลไว้ให้
3. ฤดูอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล : ผมคาดการณ์ว่า รัฐบาลของไทยในอนาคต คงเป็นรัฐบาลผสมไปอีกหลายสมัย ทำให้ความมั่นคงคงไม่มาก ดังนั้น ฤดูอภิปรายมักเริ่มตั้งแต่ เดือน พ.ค. ซึ่งหุ้นน่าจะตกลงมาสัก 10% ในช่วงการสร้างข่าวลบต่อรัฐบาล แต่อภิปรายทีไรผ่านได้ทุกครั้ง
++++++++++++++++++++
อัพเดตโดย : กองบรรณาธิการ
 วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553
editor@dooqo.com




วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556

รีบซื้อหุ้น (ไปทำไม)

รีบซื้อหุ้น (ไปทำไม)

ที่มา http://www.monkeyfreetime.com/2012/10/blog-post_7.html
ในยามที่ตลาดเป็นขาขึ้น คนไหนมีหุ้นอยู่ก็มักจะดีใจและรู้สึกว่าตัวเองรวย ขึ้น ส่วนคนที่ไม่มีหุ้นอาจจะรู้สึกตรงกันข้าม และเสียดายที่ไม่ได้ "รีบซื้อหุ้น" ตั้งแต่ตอนที่มันยังมีราคาถูก

พอคิดแบบนี้การรีบซื้อหุ้นน่าจะเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเรามองจากอีกมุมหนึ่ง การรีบซื้อหุ้นอาจไม่ใช่เรื่องดีก็ได้ หากว่าเราซื้อแล้วหุ้นกลับเป็นขาลง มาถึงตรงนี้เราอาจเริ่มสงสัยว่าการรีบร้อนซื้อหุ้นจะให้ผลดีหรือผลเสียกัน แน่ ผมว่าเราลองมาดูความรีบร้อนในรูปแบบที่เราคุ้นเคยกันก่อนดีกว่า


จะเอาหรือไม่เอา!?


คำถามนี้คล้ายๆ เวลาที่เราต้องตัดสินใจซื้อของลดราคา พนักงานขายจะบอกเราว่า "วันนี้ลดราคาวันสุดท้ายนะคะ" ผมสังเกตเอาจากคนรอบตัว (โดยเฉพาะสุภาพสตรี) ส่วนมากจะแพ้ใจตัวเองและยอมควักกระเป๋าในที่สุด พวกเธอจะบอกว่า "ถึงอย่างไรเราก็คงซื้อมันอยู่ดี" ก่อนที่จะเปิดกระเป๋าและหยิบบัตรเครดิตยื่นให้กับคนขาย

ในเวลาที่เราต้องตัดสินใจภายใต้เวลาที่กำหนด ความคิดของเราจะรอบคอบน้อยลง ดูเหมือนสมองของเราจะรู้ตัวว่าเวลามีน้อยจึงลัดขั้นตอนบางอย่างไป ความคิดจึงมักตกๆ หล่นๆ ส่วนใหญ่จะวนเวียนอยู่ที่การซื้อหรือไม่ซื้อ ได้ส่วนลดหรือจ่ายราคาเต็ม แทนที่จะมองว่าของชิ้นนี้ต้องรีบใช้หรือไม่ หรือซื้อไปแล้วจะได้ใช้บ่อยหรือเปล่า

เคยเห็นหรือเปล่าครับ คนที่ซื้อเครื่องออกกำลังกายมาไว้ที่บ้าน พอผ่านไปครึ่งปี มันกลายเป็นที่ตากผ้าไปซะแล้ว!

การรีบซื้อเพียงเพราะเห็นว่าเงื่อนไขดี หรือ "กลัว" ว่าถ้าไม่รีบก็จะต้องซื้อในราคาปกติ อาจทำให้เราควักกระเป๋าซื้อในสิ่งที่ไม่สมควรจะซื้อ บางครั้งนอกจากเสียเงินแล้วยังได้ความเดือดร้อนรำคาญใจตามมาด้วย หากว่าสิ่งของนั้นไม่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของเราจริงๆ

คำขู่ของคนขายในลักษณะนี้ใช้ไม่ได้กับผม เพราะผมจะบอกว่า "ยังไม่เอาครับ ขอบคุณ" พนักงานขายมักประหลาดใจเวลาที่ไม้ตายของเขาใช้ไม่ได้ผล บางครั้งก็ทวนคำอีก 2-3 รอบ ว่าส่วนลดมีถึงวันนี้เท่านั้นนะ ไม่รับไปก่อนเหรอ ฯลฯ

ภาษาอังกฤษมีประโยคคล้ายๆ กันบอกว่า "Take it or leave it" แปลเป็นไทย (แบบบ้านๆ) ก็คือ "ถ้าจะเอาก็เอาซะ หรือจะไปไหนก็ไป!" ซึ่งเมื่อไหร่ที่เจอแบบนี้ผมจะตอบว่า "So I will leave it"


แล้วถ้าเป็นหุ้น


ย้อนกลับมาเรื่องหุ้น บางคนรู้สึกใจสั่นเมื่อเห็นหุ้นราคาถูก พวกเขาเห็นมันเป็นของลดราคาและคิดอยู่ว่า การรีรอในวันนี้อาจทำให้พวกเขา "พลาดกำไร" ในวันพรุ่งนี้หรือไม่... อย่างไรก็ตาม ผมขอให้ข้อคิดดังนี้

อย่างแรก ราคาหุ้นที่เราคิดว่าถูกหรือเป็นราคาลดนั้น "ลดจริง" หรือ "ถูกจริง" หรือไม่ บางครั้งเราเพียงแต่เห็นว่าราคาหุ้นมีการย่อตัวลงมาจากจุดพีค แล้วก็คิดเอาเองว่านี่คือหุ้นมีราคาถูกแล้ว ซึ่งมันอาจไม่จริงก็ได้

อย่างที่สอง การพลาดกำไรนั้นยังไม่เกิดขึ้น หรือต่อให้เกิดขึ้นจริงในเวลาต่อมา เราก็เพียงแต่สูญเสียในแง่ของ "โอกาส" เท่านั้น ยังไม่ได้เสียเงินออกไปเลยแม้แต่บาทเดียว พูดง่ายๆ ก็คือ มันเป็น opportunity loss ไม่ใช่ real loss

เมื่อคิดได้อย่างนี้แล้ว ผมจึงไม่รู้สึกเดือดร้อนและตะกุยตะกายไขว่คว้าโอกาสที่ลอยผ่านหน้ามากมายนัก ผมอยากจะใช้เวลาคิด วิเคราะห์ และทบทวน ก่อนที่จะลงมือทำอะไรลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามันเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ

หากว่ากรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว พอร์ตหุ้นของเราก็ไม่ควรต้องรีบร้อนสร้างขึ้นเช่นกัน พึงคิดไว้เสมอว่าเรามีโอกาสที่จะ "ทำความรู้จัก" บริษัท รวมถึงฝ่ายบริหาร แต่เราก็ต้องใช้เวลาที่มากเพียงพอ อย่าลืมว่าเราต้องการซื้อบริษัทที่ "ดี" ไม่ใช่แค่ "ดูดี"

อีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนมองข้ามไปก็คือ บางธุรกิจมีวัฏจักร (cycle) หรือช่วงฤดูกาล (seasonality) หากเราซื้อหุ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เราอาจมีโอกาสได้เห็นสิ่งเหล่านี้และทำความเข้าใจธุรกิจมากขึ้น และนี่คือสิ่งที่ นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ Value Investor ควรทำไม่ใช่หรือ

การรีบร้อนซื้อหุ้นแบบตูมเดียวจบเป็นการริดร อนเวลาและกดดันตัวเราเองโดยไม่จำเป็น ลองคิดดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเราถือหุ้นไว้เต็มมือแล้ว จากนั้นค่อยมารู้ว่าบริษัทนี้ดูดีแค่เปลือกนอก หรือไม่ก็ดูดีเพียงเพราะว่ามันเป็นช่วงพีคของธุรกิจพอดี!?


ปัญหาอยู่ที่...


โดยส่วนตัวแล้วผมอาจจะ "ซื้อหุ้น" หรือ "ค่อยๆ ซื้อหุ้น" แต่ว่าผมจะไม่ "รีบซื้อหุ้น" เด็ดขาด ก็ในเมื่อตลาดหุ้นเปิดทำการอยู่ทุกวัน อยากซื้อเมื่อไหร่ก็ได้ซื้อ อยากขายเมื่อไหร่ก็ได้ขาย คิดให้ดีก่อนค่อยซื้อก็ยังทันถมเถ ส่วนใหญ่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "ซื้อไม่ทัน" หรอกครับ

แต่อยู่ที่ "คิดไม่ทัน" และ "ไม่ทันคิด" ต่างหาก

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556

หุ้นถูกและหุ้นแพง ในมุมมองของนักลงทุนที่มีแนวความคิดในการเลือกซื้อหุ้นที่ต่างกัน

หุ้นถูกและหุ้นแพง ในมุมมองของนักลงทุนที่มีแนวความคิดในการเลือกซื้อหุ้นที่ต่างกัน

ที่มาhttp://www.bloggang.com/mainblog.php?id=shareidea
บาง คนเชื่อว่า หุ้นแพงวันนี้จะเป็นหุ้นถูกในวันข้างหน้า เพราะเชื่อว่า หุ้นเหมือนเครื่องจักรปั่นเงิน หากเราซื้อเครื่องจักรปั่นเงินที่ดีในราคาที่ไม่แพงเกินควรหรือราคายุติธรรม เครื่องจักรนี้จะทำงานปั่นเงินให้กับเราเป็นเวลานานและคุ้มค่ากับเงินที่ เสียไป

บางคนเชื่อว่าซื้อหุ้นถูก ๆ ไว้ก่อน เพราะเชื่อว่า หุ้นที่ถืออยู่หากถือ Asset จำนวนมากไว้ และเราสามารถซื้อได้ราคาถูกกว่าราคาประเมินของสินทรัพย์ที่ถือครองเป็นต้น ยิ่งถูก ๆ มาก ๆ ยิ่งน่าสนใจ แต่ลืมไปว่า เราไม่ใช่โรงรับจำนำ ที่รับสินทรัพย์ราคาถูก ๆ มา และเมื่อไม่มีใครมาเอาของที่จำนำไว้คืน เราก็ค่อยปล่อยขายในท้องตลาดต่อไป เพราะความเป็นจริง ถ้าหุ้นถูก ๆ เหล่านี้ไม่มี story ปลดล้อคมูลค่า ผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ปล่อยสินทรัพย์นั้นออกมา หุ้นก็คงเป็นหุ้นที่ราคาถูก ๆ ต่อไปนานแสนนาน ตราบเท่าที่จะมีผู้ถือหุ้นรายอื่นที่สามารถเข้าไป Takeover แล้วปรับเปลี่ยนการบริหารงานใหม่ จนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มนั้น ๆ หรือซื้อหุ้นนั้นแล้วเอาทรัพย์สินไปขายในท้องตลาดแล้วเอากำไรของทรัพย์สินมา แบ่งกันครับ

มาอ่านแนวความคิดของ ดร.นิเวศน์ดูครับ

3 ข้อของชาร์ลี ที่เตือนในการลงทุนในหุ้นครับ

Value Investor จำนวนมากหรือน่าจะเป็นส่วนใหญ่ ชอบที่จะซื้อหุ้นที่มีราคาถูกมาก โดยที่คุณภาพของธุรกิจเป็นตัวรอง การลงทุนแบบนี้คือการลงทุนในสไตล์แบบเกรแฮมหรือที่บัฟเฟตต์เรียกว่าลงทุนแบบ “หุ้นก้นบุหรี่” แนวคิดก็คือ ถ้าหุ้นมีราคาถูกมาก โอกาสที่หุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นมากก็เป็นไปได้ง่าย และเมื่อหุ้นปรับตัวขึ้นไปแล้ว เราก็สามารถขายทำกำไรและนำเงินไปลงทุนในหุ้นก้นบุหรี่ตัวต่อไป การลงทุนแบบนี้บางทีเราก็รู้สึกว่าสามารถทำกำไรได้มากและเร็วกว่าการลงทุนใน สไตล์แบบบัฟเฟตต์ที่เน้นลงทุนในหุ้นคุณภาพดีและถือไว้ให้นานที่สุด เหตุผลก็คือ เราคิดว่าเราสามารถ “เล่นรอบ” กับหุ้นก้นบุหรี่ได้ ในขณะที่หุ้นที่มีคุณภาพทางธุรกิจดีมากนั้น ราคาก็มักจะแพงหรือไม่ถูกมาก การปรับตัวของราคาหุ้นก็มักจะไปอย่างช้า ๆ หรือถ้าเร็วเราก็มักจะกลัวและต้องขายหุ้นทิ้งไปเสียก่อน สรุปแล้ว เรารู้สึกว่า ประเด็นของคุณภาพของกิจการไม่ใช่เรื่องใหญ่ ราคาหุ้นต่างหากที่เป็นตัวตัดสินใจซื้อหุ้นของเรา

ประเด็นว่าเราควร ซื้อหุ้นแบบไหนหรือการลงทุนสไตล์ไหนดีกว่ากันนี้ ชาร์ลี มังเกอร์ หุ้นส่วนและเพื่อนซี้ของบัฟเฟตต์ ได้ให้กฎการลงทุนที่เป็นเหมือนบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ 3 ข้อ สำหรับการลงทุน และบทเรียนนี้ ว่าที่จริง เป็นสิ่งที่ดูเหมือนว่าบัฟเฟตต์ได้เรียนรู้จากชาร์ลีและนำมาใช้ปฏิบัติในการ ลงทุนของตนเองมาจนถึงปัจจุบันจนคนทั่วไปรับรู้กันว่านี่คือสไตล์การลงทุนแบบ บัฟเฟตต์ บทเรียน 3 ข้อของชาร์ลีก็คือ

1)ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในราคาปานกลางนั้น เหนือกว่าธุรกิจปานกลางในราคาที่ยิ่งใหญ่
2)ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในราคาปานกลางนั้น เหนือกว่าธุรกิจปานกลางในราคาที่ยิ่งใหญ่
3)ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในราคาปานกลางนั้น เหนือกว่าธุรกิจปานกลางในราคาที่ยิ่งใหญ่

ความหมายก็คือ สำหรับชาร์ลีแล้ว เขาคิดว่า คุณภาพของธุรกิจสำคัญกว่าเรื่องของราคา
แน่ นอน ราคานั้นต้องไม่แพงแต่ไม่จำเป็นต้องถูก เพราะบางทีกิจการที่ดีมากนั้น โอกาสที่จะได้หุ้นราคาถูกอาจจะไม่มีหรือถ้ามีก็มักจะเกิดขึ้นชั่วคราวในช่วง ที่บริษัทมีปัญหาร้ายแรงบางอย่าง ซึ่งถ้าปัญหานั้นสามารถแก้ไขได้ นั่นก็จะเป็นโอกาสทองที่เราจะได้ซื้อหุ้นของกิจการที่ยิ่งใหญ่ในราคาถูกและ นี่ก็คือสิ่งที่บัฟเฟตต์ทำตลอดมาเมื่อมีโอกาส ชาร์ลีเชื่อว่า การซื้อหุ้นของกิจการที่ยิ่งใหญ่ในราคาที่เหมาะสมนั้น ดีกว่าการซื้อหุ้นของกิจการพื้น ๆ ในราคาที่ถูกมาก เพราะหุ้นประเภทหลังนั้น ถึงจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ แต่ก็มักจะไปไม่ได้มาก เพราะศักยภาพของธุรกิจมักมีจำกัด ยิ่งถือไว้นานก็ยิ่งเสียโอกาสที่เงินจะเติบโตขึ้น แม้ว่าหุ้นจะราคาถูก แต่มันก็อาจจะถูกอยู่นั่นเอง

ในประเด็นเดียวกันนี้ บัฟเฟตต์เองก็เคยพูดไว้ว่า “เป้าหมายของคุณในฐานะของนักลงทุนก็คือ คุณควรซื้อหุ้น ในราคาที่สมเหตุผล เพื่อเข้าเป็นหุ้นส่วนของธุรกิจที่เข้าใจได้ง่าย ที่มีกำไรและผลกำไรจะต้องเติบโตขึ้นอย่างแน่นอนและอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 5, 10 และ 20 ปีจากวันนี้”

คำพูดของบัฟเฟตต์สอดคล้องกับบทเรียนของ ชาร์ลีที่ว่า เราควรซื้อหุ้นของกิจการที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งในความหมายของบัฟเฟตต์ก็คือ ควรเป็นกิจการที่เข้าใจได้ง่าย กำไรต้องเติบโต อย่างแน่นอน และเติบโตต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่วนราคาหุ้นนั้น จะต้องมีราคาที่เหมาะสม

จากการติดตามธุรกิจที่ บัฟเฟตต์และชาร์ลีลงทุนนั้น เราพบว่า กิจการที่ “ยิ่งใหญ่” ในความเห็นของทั้งสองคนนั้นมักจะมีคุณสมบัติเพิ่มขึ้นมาอีก 3 – 4 ข้อ ที่ชัดเจนก็คือ ธุรกิจจะมีสิ่งที่เรียกว่า “ความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน” เมื่อเทียบกับคู่แข่ง ซึ่งมักจะมาจากการที่เป็นผู้ผลิตสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าที่โดดเด่น ระดับโลก ต้องมีผู้บริหารที่ดี ถ้ามองที่ตัวเลขงบการเงิน เราก็มักจะพบว่า กิจการที่เขาลงทุนมักจะมีผลการดำเนินงานที่สม่ำเสมอ ผลกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ค่อนข้างสูง อย่างน้อยน่าจะ 15% ขึ้นไป ธุรกิจมักจะไม่ค่อยต้องลงทุนมากนักเวลายอดขายเพิ่มขึ้น พูดง่าย ๆ ธุรกิจต้องไม่เพิ่มทุน ว่าที่จริงกิจการที่บัฟเฟตต์ลงทุนนั้นมักจะ “คืนทุน” คือบริษัทมักจะซื้อหุ้นคืนทำให้จำนวนหุ้นน้อยลงและกำไรต่อหุ้นสูงขึ้น

ทั้ง หมดนั้นก็คือ บทเรียนของชาร์ลี มังเกอร์ ซึ่งไม่ใช่นัก “นักคิด-นักลงทุน” อย่าง เบน เกรแฮม หรือ ฟิลิปส์ ฟิสเชอร์ ที่บัฟเฟตต์ยอมรับนับถือเป็นอาจารย์ แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ชาร์ลี มังเกอร์ คืออีกคนหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดในการลงทุนของบัฟเฟตต์อย่างลึกซึ้ง และอาจจะพูดได้ว่า เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญที่สุดในการปรับสไตล์การลงทุนของบัฟเฟตต์จากแนวทางของ เกรแฮมมาเป็นแนวของบัฟเฟตต์ดังที่เป็นอยู่ในวันนี้

สำหรับ Value Investor ในเมืองไทยนั้น วิวัฒนาการการลงทุนแบบเน้นคุณค่าของเรายังเป็นเรื่องใหม่ คงจะยังไม่ได้สามารถบอกได้ว่าสไตล์การลงทุนแบบไหนจะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด นักลงทุนแต่ละคนคงจะต้องเลือกกันเองและเรียนรู้เองว่าตนเองทำได้ดีในสไตล์ ไหน ที่สำคัญก็คือ เราควรจะต้องตรวจสอบตลอดเวลาว่าสถานการณ์การลงทุนในบ้านเราเป็นอย่างไร เราจะต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้…อย่างช้า ๆ และนั่นคือแนวทางที่ถูกต้องของ Value Investor แม้ในระดับโลก

วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2556

5 คำถามยอดฮิตที่ต้องคิดเวลาขายหุ้น

5 คำถามยอดฮิตที่ต้องคิดเวลาขายหุ้น


ที่มา http://roadtobillion.wordpress.com/2012/09/24/%E0%B8%9
เคยรู้สึกแบบนี้มั้ยครับ เวลาหุ้นปรับตัวขึ้นมามากๆ แทนที่จะถือไว้เรากลับกลัวว่ากำไรมันจะหดหายก็เลยรีบขายทิ้ง เวลาหุ้นปรับตัวลงเยอะๆเราก็ใจฟ่อไม่กล้า cut loss สุดท้ายหุ้นก็ลงต่อไปอีก ผมเชื่อว่านักลงทุนทุกคนน่าจะเคยผ่านความรู้สึกแบบนี้มาบ้าง ความรู้สึกไม่แน่ใจ สงสัย ว่าเมื่อไหร่เป็นจังหวะที่เหมาะสมในการ “ขายหุ้น” วันนี้ผมก็เลยขออนุญาตวิเคราะห์แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการขายหุ้นผ่านคำ ถาม 5 ข้อที่คิดว่าทุกคนน่าเคยจะถามตัวเองมาบ้างเวลาคิดที่จะขายหุ้น

1. หุ้นลงมาเยอะแต่ต้นทุนแพง ไม่ควรขายรึเปล่า?
ผมสังเกตนักลงทุนหลายท่าน (ทั้งสมัครเล่นและมืออาชีพ) มีแนวโน้มที่จะไม่กล้าที่จะขายหุ้นขาดทุน เพราะให้ความสำคัญกับ “ต้นทุน” มากจนเกินไป แน่นอนครับว่าต้นทุนอาจจะมีผลต่อ “ความรู้สึก” แต่ลองคิดดูนะครับว่าต้นทุนที่แท้จริงของหุ้นเราจริงๆแล้วคือ “ราคาวันที่เราซื้อ” หรือ “ราคาปิดเมื่อวาน” ตัวอย่างเช่นบริษัทก้ามปู ถ้าเรามีต้นทุนที่ 800 บาท วันนี้ราคาซื้อขายอยู่ที่ 400 บาท หลายคนอาจจะไม่กล้าขายเพราะกลัวขาดทุน แต่ลองคิดดูครับ ถ้าเรา “ไม่ขาย” เรา “ไม่ขาดทุน” จริงๆรึเปล่า?

2. หุ้นขึ้นมาเยอะควรจะขายทำกำไรรึเปล่า?
ในทางตรงกันข้ามนักลงทุนหลายท่านเลือกที่จะขายหุ้นที่ถืออยู่เพียงเพราะ ว่าหุ้นตัวนั้นขึ้นมาเยอะแล้ว โดยมองข้ามผลประกอบการ หรือ การเปลี่ยนแปลงทางปัจจัยพื้นฐานของหุ้นตัวนั้นๆ ตัวอย่างเช่นถ้าเราซื้อหุ้นโรงพยาบาลแห่งหนึ่งแถวเพชรบุรีตอนราคา 25 บาท วันที่ราคา 50 บาทเรารู้สึกว่ามันแพงเพราะหุ้นขึ้นมา 100% ในระยะเวลาแค่นิดเดียว เราอาจจะรู้สึกว่าแพงและขายมันทิ้งไป จนลืมไปว่าการที่บริษัทเข้าไปซื้อกิจการจะมีผลดีต่อบริษัทอย่างไรในระยะยาว ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจจะทำให้หุ้นขึ้นไปเกิน 100 บาทได้ ถึงแม้ว่าอดีตอาจจะพอบอกอะไรกับเราได้บ้าง แต่อย่าลืมว่าทุกครั้งที่เราลงทุน เราลงทุนกับอนาคตของบริษัท

3. ควรเล่นรอบรึเปล่า?
ฟิลล์ พิชเชอร์ บุคคลที่บัฟเฟตต์นับถือเป็นอาจารย์ท่านหนึ่ง เคยบอกไว้ว่า “ผมจะไม่เลือกขายหุ้นที่ผมชอบเพียงเพราะแค่ผมกลัวว่าตลาดหุ้นจะพัง” เพราะจากประสบการณ์ของฟิชเชอร์การคาดการให้ถูกว่าตลาดจะขึ้นหรือลงนั้นมี โอกาสถูกประมาณ 60% แต่การเลือกหุ้นที่ดีที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มหลายเท่าตัวนั้นมีโอกาสถึง 90% (ถ้ายึดหลักการที่ถูกต้อง) ฉะนั้นฟิชเชอร์จึงเลือกที่จะถือหุ้นมากกว่าขายเวลาตลาดไม่ดี
แต่ในมุมกลับกันจอร์จ โซรอส หาเงินเป็นกว่าสองล้านล้านได้จากการ “เล่นรอบ” หรือเก็งกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดหุ้นและตลาดเงิน สิ่งที่โซรอสให้ความสำคัญมากๆเลยก็คือการเขียน Investment Diary เพื่อจดบันทึกการตัดสินใจซื้อขายทุกครั้ง เพราะสมองของคนเรามักจะลืมการตัดสินใจที่ผิดและเลือกจำเฉพาะในสิ่งที่ถูก (ถึงแม้จะไม่เล่นรอบก็แนะนำให้เขียนนะครับ เป็นประโยชน์มาก) ถ้าได้ผลก็ทำต่อไปได้ครับ แต่ถ้าลองมองย้อนกลับมาดูแล้วเสียมากกว่าได้ ก็อาจจะต้องลองพิจารณาทบทวนดูอีกทีครับ

4. Cut loss ควรทำหรือเปล่า?
มีผู้จัดการกองทุนที่มีชื่อเสียงมากท่านหนึ่งเคยถามผมว่า “ถ้าหุ้นที่เราซื้อผลประกอบการออกมาดีมากๆเลย แต่ราคาปรับตัวลงทุกๆวัน เราจะ cut loss รึเปล่า?” ถ้าเป็นผู้อ่านจะตอบว่ายังไงครับ…
วันนั้นผมตอบไปว่า “ไม่ cut loss ครับ เพราะหุ้นนี้ผมวิเคราะห์มาดีแล้ว ถ้าลงผมก็จะซื้อเพิ่ม”
ฟังดูแล้วก็เหมือนจะเป็นเรื่องสมเหตุสมผลสำหรับคนนักลงทุนที่เน้นพื้นฐาน หุ้นดีแต่ถูกกว่าเดิม ทำไมจะไม่ซื้อล่ะ? แต่หลังจากผมได้ออกมาเป็นนักลงทุนเต็มตัวผมก็พบว่า จริงๆแล้วในทางปฏิบัติมันก็เป็นอะไรที่ทำได้ยากมากทีเดียว นอกจากเรื่องของ “ความรู้สึก” แล้วบางครั้งหุ้นที่เราถืออาจจะเกิดเหตุการบางอย่างที่เราอาจจะไม่ทราบ ซึ่งอาจจะเกิดจากธรรมาภิบาลที่ไม่ดี หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญของกิจการนั้นๆ ในกรณีที่เราพอจะทราบว่าหุ้นนั้นลงเพราะอะไรเราอาจจะพอประเมินได้ว่าตลาด over react หรือมองเวอร์เกินไปรึเปล่า แต่หลายครั้งราคาหุ้นก็อาจจะปรับตัวลงโดยไม่ทราบสาเหตุ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็สายเกินไปแล้ว
หลายครั้งความเสียหายจากหุ้นตัวเดียวนั้นอาจจะทำให้พอร์ตทั้งพอร์ตเสียไป เลยก็ได้ เพราะฉะนั้นสำหรับหุ้นที่มีความไม่แน่นอน หรือมีปัจจัยที่เราไม่รู้เยอะ (unknown factors) เช่นหุ้นพวกกลุ่มวัฏจักร หุ้นที่มีการลงทุนในต่างประเทศเยอะๆ หุ้นที่มีรายได้มาจากลูกค้าไม่กี่ราย การตั้ง cut loss อาจจะเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลยในการปกป้องเงินต้น

5. ขายแล้วจะนำเงินไปลงทุนอะไร?
สองทางเลือกคือ 1) ซื้อหุ้นตัวอื่น 2) ถือเงินสด ถ้าเราอยากจะซื้อหุ้นตัวอื่นคงพอจะเปรียบเทียบกันได้ว่าหุ้นหัวไหนดีกว่ากัน แต่นักลงทุนหลายๆคนมองข้ามความเป็นจริงที่ว่า “เงินสด” ก็ถือว่าหุ้นชนิดหนึ่งเหมือนกัน อย่าเช่นเงินฝากดอกเบี้ย 3% ต่อปีจะเทียบได้กับหุ้นที่มีปันผล (Dividend Yield) ปีละ 3% มีอัตราการเติบโตของกำไรปีละ 3% (จากดอกเบี้ยทบต้น) และจะมีอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (PE) ที่ 33 เท่า แน่นอนล่ะครับ เงินต้นคงจะไม่หายแน่ (ถ้าแบงค์หรือบริษัทหลักทรัพย์ไม่เจ๊ง) แต่อยากให้ลองถามตัวเองให้ชัดเจนก่อนว่า “หุ้นเงินสด” ตัวนี้คุ้มค่าที่จะอยู่ในพอร์ตของเรามั้ย
ข้อคิดท้ิงท้าย

“การขายหุ้นที่ดี” มักจะเกิดจาก “การซื้อที่ดี” การวางแผนล่วงหน้า การทำการบ้านให้เยอะๆก่อนการตัดสินใจซื้อหุ้นซักตัว จะทำให้เรารู้ว่าเราซื้อไปเพราะอะไร และจะทำให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าจะขายเมื่อไหร่ แค่นี้เราก็ไม่ต้องเสียใจภายหลังเวลาขายหุ้นแล้วครับ
แล้วคุณล่ะครับ มีวิธีการขายหุ้นยังไง? แลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ใน comment ครับ
ด้วยรักและพันล้าน
Road to Billion