ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พื้นฐาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พื้นฐาน แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ออมเงิน (Saving)" อย่างไรให้เติบโตและเบิกบานใจ

ที่มาhttp://chulakorn.blogspot.com/2012/07/saving.html
 ออมเงิน (Saving)" อย่างไรให้เติบโตและเบิกบานใจ  
ศตวรรษที่ 21 เป็นยุคสมัยแห่งโอกาสและความหวัง โดยเฉพาะในเรื่องนำเงินออมไปลงทุนให้เติบโตยิ่งขึ้น คนธรรมดาทั่วไปจึงไม่ต้องทำงานเพื่อแลกเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังใช้เงินให้ทำงานได้อีกด้วย

น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ ยังขาดความรู้ที่ลึกซึ้งในการจัดการเงิน จึงทำให้เงินออมที่สะสมไว้ไม่สามารถขยับขยายไปเพิ่มผลตอบแทนได้

1. เข้าใจเรื่อง “ปัจจัยพื้นฐาน” ของสินทรัพย์แต่ละประเภท ที่เราเข้าไปลงทุน

ทองคำเป็นตัวอย่างที่ดีของสินทรัพย์ที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจลึกซึ้ง จึงเกิดความเชื่อฝังหัวว่าทองคำมีแต่ขึ้นไม่มีลง โดยไม่ได้ดูประวัติศาสตร์ย้อนหลังให้ยาวไกลเพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงปี 1980-1990 ยิ่งไม่ต้องเอ่ยอ้างถึงการรู้จักเปรียบเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่นว่าอะไร จะให้ผลตอบแทนมากกว่ากัน

ทองคำมีแนวโน้มจะขึ้น 10 ปี วิ่งลงไปเซื่องซึมอยู่ 20 ปี แล้วจึงได้เวลากลับมาฟู่ฟ่าอีกครั้ง

หากคิดเฉลี่ยทั้งปีที่รุ่งเรืองและซึมเศร้า กินเวลารอบละ 30 ปี ผลตอบแทนของทองคำ ก็อาจใกล้เคียงกับอัตราเงินเฟ้อสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ซึ่งไม่น่าตื่นตาตื่นใจแต่ประการใด

การที่ราคาทองคำขึ้นไปเป็นเวลา 10 ปี ให้คนเกิดความตื่นเต้น ขึ้นไปเกินระดับราคาพื้นฐานที่เป็นจริง ก่อนจะตกลงมาชดเชยแน่นิ่งเป็นเวลา 20 ปี ก็เพื่อเรียกร้องความสนใจให้รายย่อยเข้ามาลงทุน เพราะถ้าค่อยๆเพิ่มอย่างเชื่องเช้าเท่ากันเป็นเวลา 30 ปี คนส่วนใหญ่ก็จะรู้ความจริงและรับไม่ได้กับอัตราเติบโตที่น้อยนิดนี้

ทองคำในฐานะเครื่องมือลงทุนก็จะไม่มีใครสนใจ

นักลงทุนที่ดีจะต้องอ่านปัจจัยพื้นฐานและจิตวิทยาให้กระจ่าง ไม่ใช่ติดแต่ภาพที่เห็นเฉพาะหน้า

“กองทุนหุ้น” ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งคนส่วนใหญ่เชื่อว่าก็คงไม่แตกต่างจากการที่เราไปเลือกซื้อหุ้นเอง แถมยังดียิ่งกว่า เพราะผู้จัดการกองทุนมีความเป็นมืออาชีพ มีความเชี่ยวชาญ และยังมีเวลาว่างมากกว่าเรา

สิ่งที่ลืมนึกไปก็คือ กองทุนหุ้นก็มีข้อจำกัดมากมายในการลงทุน ไม่สามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างที่นักลงทุนธรรมดาสามารถกระทำได้ ผลตอบแทนของกองทุนจึงไม่มีความโดดเด่นแตกต่างมากนัก ส่วนใหญ่ก็จะมีผลตอบแทนใกล้เคียงกับ SET

เมืองไทยยังไม่มีนโยบายที่เอื้ออำนวยให้เกิดกองทุนที่มีอิสระมากมายแบบใน สหรัฐอเมริกา ซึ่งแม้จะทำให้นักลงทุนบางส่วนโดนหลอกไปบ้าง แต่สำหรับนักลงทุนที่ฉลาดเฉลียว ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ก็จะได้พบเจอกับผลตอบแทนที่โดดเด่นกับผู้จัดการกองทุนแบบ Peter Lynch

โดยเฉพาะเมื่อคนไทยส่วนใหญ่ ยังคงเสพติดการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นแบบรายวัน อ่อนไหวไปกับข่าวดีข่าวร้ายโดยไม่เข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลัง ก็ยากที่กองทุนที่เน้นลงทุนระยะยาวในหุ้นเติบโต (Growh Stock) จะได้รับความนิยม

เมื่อเข้าใจเรื่องปัจจัยพื้นฐานในระดับหนึ่งแล้ว ก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนให้กับเงินออมอย่างยั่งยืนได้ แน่นอนว่ามีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวพอควร แต่โอกาสสำเร็จย่อมมีมากกว่า

การลงทุนในหุ้นเติบโต (Growth Stock) ตามแนวทางของ Fisher ลงทุนในหุ้นแข็งแกร่งแบบ Buffett หรือลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีแบบรอบด้านของ Peter Lynch ก็คือ การมอบเงินออมให้กับผู้บริหารธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ให้ช่วยดูแลผลกำไรแทนเรา

การเลือกลงทุนในกองทุนที่มีผู้จัดการกองทุนที่ยิ่งใหญ่ หรือเลือกหุ้นที่มีผู้บริหารที่ยิ่งใหญ่ ก็อาจให้ผลตอบแทนที่ดีเฉกเช่นเดียวกัน

ถ้าคุณยังไม่เชื่อใจตนเองว่าจะเลือกหุ้นสุดยอดได้ ก็จงมองหาคนเก่งที่ไว้ใจได้มาช่วยดูแลเงินของคุณ

แต่จะตรวจสอบได้อย่างไรว่าเขาเก่ง จะรู้ได้ยังไงว่าเขาไม่โกง สุดท้ายก็ต้องใช้ความรู้ลึกซึ้ง

ถ้าอยากรวย ก็ต้องหาความรู้

2. เข้าใจเรื่องจังหวะการลงทุน โดยเฉพาะทฤษฎีของ Soros และกลยุทธ์การซื้อขายแบบจูงแพะติดมือ

จังหวะการลงทุนของ “ทองคำ” ได้ผ่านพ้นไปแล้ว เพราะครบกำหนด 10 ปี

ทำไมต้อง 10 ปี เพราะมันจะได้ยาวนานเกินพอที่ทำให้นักลงทุนหลงลืมความเจ็บปวดของทศวรรษ 1980 ที่ทองคำได้ไหลลงอย่างรุนแรง แล้วมั่นใจว่าทองคำจะขึ้นไม่มีวันลง

นี่คือ จังหวะขายที่ดีที่สุด โดยแม้จะมีข่าวร้ายมาผสมบ้าง คนก็ยังเชื่อมั่นและเข้าไปรับอย่างเต็มที่

หากจะลงทุนในทองคำ อย่างน้อยต้องเริ่มตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว และค่อยมาเลิกในช่วงนี้

เมื่อเข้าใจปัจจัยพื้นฐานของ AEC และประเทศไทยว่าจะเติบโตในช่วง 5-10 ปีนี้ ก็ยังไม่พอสำหรับการลงทุน เพราะนี่ไม่ใช่ตำราคณิตศาสตร์ หากเป็นสงครามระหว่างรายใหญ่และรายย่อย

เราจึงต้องเข้าใจว่าในระยะสั้น จะต้องทุบหุ้นลงมาให้นักลงทุนรายย่อยเทขาย ก่อนที่จะปล่อยข่าวดีและลากหุ้นขึ้นไปสู่ปัจจัยพื้นฐานในอนาคต ตั้งแต่ 1400-2000 จุด

บางทีหุ้นไทยอาจต้องหลุด 1000 จุด รายย่อยจึงจะกลัวและเทขาย

แต่จะลงเมื่อไรก็ไม่รู้ และจะดีดกลับเมื่อไรก็ไม่ทราบ

ใครที่อยากจะได้กำไรก็ต้องกล้าเสี่ยง แต่จะเสี่ยงอย่างไรให้ได้เปรียบ

ก็ต้องใช้กลยุทธ์จูงแพะติดมือ ทะยอยซื้อเฉลี่ย เมื่อราคาลดลง 5-10 % จึงค่อยซื้อ 1 ครั้ง แล้วเมื่อราคาหุ้นเด้งขึ้นมา ก็ให้ทะยอยขายไปบ้าง เพือทำกำไรระยะสั้น

แต่ก็ต้องเก็บหุ้นไว้ 50 % ของจำนวนเงินที่ตั้งใจจะลงทุน เพื่อว่าเมื่อหุ้นกลับไปเป็นขาขึ้น เราจะได้มีกำไรเป็นกอบเป็นกำ

สิ่งสำคัญคือ จะต้องเลือกซื้อสินทรัพย์ที่เติบโตดี ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม

หุ้นเติบโตบางตัว ที่ราคาได้ขึ้นมาแล้ว 3-5 เท่า ภายในเวลา 3-5 ปี ในทางทฤษฎี ก็อาจจะโตต่อไปได้อีก แต่ในทางปฏิบัติ มีน้อยตัวนักที่ราคาจะขึ้นไปได้ต่อ

ส่วนหนึ่งก็คือ เมื่อบริษัทเติบโตถึงระดับหนึ่ง ก็จะต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารให้รองรับการเติบโตต่อไป ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี

ที่สำคัญ หุ้นเติบโตเมื่อสร้างราคาขึ้นมา 3-5 เท่า ก็ย่อมทำให้ชื่อเสียงหอมหวน นักลงทุนรายย่อยก็อยากเข้ามาจับจอง จึงทำให้นักลงทุนรายใหญ่ต้องขายให้ก่อน แล้วกดราคาลงมาให้หนักหน่วง เพื่อให้นักลงทุนรายย่อยคายของออกมาให้หมด ก่อนที่จะเติบโตต่อไป

3. กระจายความเสี่ยง ตั้งแต่การมีแหล่งรายได้ที่หลากหลาย ไปจนถึงแหล่งลงทุนที่แตกต่าง

หลักข้อแรกของการกระจายความเสี่ยง คือ อย่าทำให้ตัวเองเสี่ยงมากขึ้น เพราะกระจายเงินไปในสินทรัพย์ที่ดี แต่กำลังอยู่ในช่วงขาลง

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ดี แต่เมื่อได้ขึ้นมา 10 ปีแล้ว และกำลังมีแนวโน้มขาลง ก็ยังไม่ควรเข้าไปลงทุน

ในศตวรรษที่ 21 มีทางเลือกของการออมเงินให้มากมาย ดังนั้น จงเลือกกระจายความเสี่ยง เฉพาะสินทรัพย์ที่ดี และอยู่ในช่วงขาขึ้นเท่านั้น
ไม่จำเป็นต้องกระจายให้ครอบคลุมทุกอย่าง แต่เลือกสินทรัพย์ที่ดีและแตกต่างกัน 5-10 ชนิดก็พอแล้ว

บางคนให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงของเงินออม แต่ลืมนึกถึงเรื่องรายได้

การออมเงินที่ดี คือ มีเงินสดให้น้อยที่สุด ดังนั้น เมื่อเรามีแหล่งรายได้แค่ทางเดียว เราก็ต้องเหลือเงินสดสำรองไว้มากพอ เผื่อว่ารายได้มีการสะดุดลง จะได้ถอนเงินออกมาใช้ได้

ดังนั้น หากเรามีแหล่งรายได้ที่กระจายความเสี่ยงเพียงพอ เราก็จะสามารถนำเงินออมไปลงทุนได้เต็มที่ ไม่ต้องสำรองเงินสดไว้จำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้ผลตอบแทนโดยรวมมีระดับลดลง

สรุปแล้ว การสร้างความมั่งคั่งของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเต็มไปด้วยโอกาสมากมายนั้น จำเป็นต้องอาศัยความรู้ที่ลึกซึ้ง และหลากหลายรอบด้าน ตั้งแต่การวิเคราะห์คน วิเคราะห์ธุรกิจ ไปจนกระทั่งถึงจิตวิทยามวลชน

การแสวงหาความรู้ อาจทำให้เราเหน็ดเหนื่อย

แต่มันก็คุ้มค่า หากว่าเงินออมสามารถทำงานแทนเราได้

เราก็จะสามารถมีเวลาไปเสพสุขกับชีวิตและความมั่งคั่งได้ อย่างที่ใจปรารถนามานาน
ที่มา :
updated: 15 มิ.ย. 2555 เวลา 18:30:35 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
โพสต์เมื่อ โดย

ลักษณะที่ดี 9 ประการของ ‘หุ้นพื้นฐานดี’

ที่มาhttp://chulakorn.blogspot.com/2012/05/blog-post_4694.html
การหา ‘หุ้นพื้นฐานดี’ นั้นไม่ยากเกินความสามารถและเราสามารถค้นหาได้ด้วยตัวเราเอง ยิ่งถ้าเราเข้าใจในธุรกิจที่เราลงทุนแล้ว เราก็ไม่ต้องไปกังวลกับสภาพของตลาดหุ้น ที่ราคาหุ้นอ่อนไหวไปตาม ‘ความโลภ’ และ ‘ความกลัว’ ของอารมณ์นักลงทุนทั้งหลายในตลาด หุ้นพื้นฐานดีสามารถบอกได้โดยดูจากงบการเงินของบริษัทนั้น ก็คือ งบดุล งบการเงิน และงบกระแสเงินสด โดยดูย้อนหลังไปหลายๆ ปี เพื่อป้องกันการตกแต่งบัญชี และดูความสามารถของบริษัทว่าแข็งแกร่งจริงหรือไม่
วิธีดูหุ้นพื้นฐานดีที่จะกล่าวในที่นี้ จะพูดถึงเฉพาะหุ้นที่มีประวัติการดำเนินงานที่ดี โดยไม่ได้ครอบคลุมถึงหุ้นที่เพิ่งผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ (Turnaround) ที่ผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในเวลาไม่นาน


 ลักษณะที่ดี 9 ประการของ ‘หุ้นพื้นฐานดี’ ควรจะมีดังต่อไปนี้
 
1.มียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
หุ้นที่ดีควรจะมียอดขายที่เติบโตขึ้น ถ้าเติบโตเพิ่มขึ้นได้ทุกปีก็จะดีมาก แสดงให้เห็นว่า ธุรกิจนั้นมีการขยายตัว และสามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมนั้นได้ ส่วนหุ้นที่มียอดขายสาละวันเตี้ยลงทุกปีทุกปี น่าจะเป็นหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง หมายถึงว่า กิจการนั้นกำลังถูกคู่แข่งแย่งตลาดสินค้าไป หรือไม่ธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนั้นก็อาจจะอยู่ในข่ายอุตสาหกรรมตะวันตกดิน (sunset industry) หรือผู้บริหารมีปัญหาในการดำเนินกิจการ แต่ยอดขายเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอที่จะบอกได้ว่าหุ้นนั้นเป็นหุ้น พื้นฐานดีหรือไม่ ต้องใช้ปัจจัยอีกหลายอย่างในการวิเคราะห์ธุรกิจ ดังจะกล่าวต่อไป


2. มีการควบคุมต้นทุนการดำเนินงานที่ดี
บริษัทที่มีการควบคุมการดำเนินงานที่ดี เราสามารถตรวจสอบดูได้จากงบกำไรขาดทุน โดยสังเกตจากต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ควรจะไปตามยอดขายของกิจการ ถ้ายอดขายสูงขึ้นค่าใช้จ่ายก็สามารถอนุโลมให้เพิ่มขึ้นได้ตามสัดส่วนยอดขาย ที่สูงขึ้น แต่ธุรกิจที่ยอดขายลดลงแต่ต้นทุน และค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น นักลงทุนควรจะระวังและถ้าเกิดขึ้นเป็นประจำควรตรวจสอบให้ดีก่อนลงทุนใน บริษัทนั้น
 

3. ไม่ประสบปัญหาขาดทุน
บริษัทที่ดีควรจะมีความสามารถในการทำกำไรอย่างสม่ำเสมอ บริษัทที่ประสบภาวะขาดทุน เป็นการแสดงให้เห็นถึงการขาดประสิทธิภาพของผู้บริหาร ถ้าขาดทุนตลอดปีหรือไม่ ก็ขาดทุนปีเว้นปี นักลงทุนควรเอาเวลาไปศึกษาธุรกิจอื่นจะดีกว่า ยกเว้นท่านที่ชอบลงทุนใน ‘หุ้นฟื้นคืนชีพ’ (Turnaround) ที่ขาดทุนมาหลายปีอยู่ดีๆ ก็กลับมาทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ อันนี้ก็แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน แต่สำหรับท่านที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการลงทุนมากนัก ควรหลีกเลี่ยงหุ้นที่มีผลดำเนินงานขาดทุนจะปลอดภัยกว่า
 

4. เงินทุนหมุนเวียนเป็นบวก (Positive Working Capital)
ธุรกิจที่ดีควรมีทรัพย์สินหมุนเวียนมากกว่าหนี้สินหมุนเวียน เพราะธุรกิจควรมีการเตรียมความพร้อมของเงินทุนระยะสั้นให้เพียงพอต่อการจ่าย คืนหนี้สินระยะสั้น มิฉะนั้นธุรกิจอาจจะมีปัญหาการเงินเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะบริษัทที่ทำการกู้ยืมระยะสั้นมาก อาจจะต้องสำรองเงินสดไว้พอสมควรทีเดียวสำหรับการจ่ายคืนหนี้ที่เรียกเก็บภาย ใน เวลาไม่นาน ยกเว้นธุรกิจบางประเภท เช่น ธุรกิจค้าปลีก หรือค้าส่ง ที่รับเงินจากการขายให้กับลูกค้าเป็นเงินสดแต่ได้เครดิตจากผู้ผลิตสินค้า เป็นเวลาหลายเดือนก่อนที่จะจ่ายเงิน ในกรณีนี้เงินทุนหมุนเวียนอาจจะติดลบได้ ซึ่งกลับกลายเป็นจุดแข็งสำหรับธุรกิจประเภทนี้เสียอีก เพราะแทนที่จะต้องมีเงินสำหรับของที่อยู่ในสต็อกกลับเป็นผู้ผลิตสินค้าที่จะ ต้องเป็นคนจ่ายเงินค่าสินค้าคงคลังแทน


5. มีหนี้ไม่มากหรือมีหนี้อยู่ในฐานะที่เหมาะสม
ตัวเลขคร่าวๆ ที่ใช้กันส่วนใหญ่ในการตรวจสอบสภาพหนี้สินของธุรกิจก็คือ ‘อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน’ (Debt/Equity Ratio) ธุรกิจ ที่มีหนี้สินต่อทุนสูง แสดงว่า มีการกู้ยืมหนี้ระยะยาวมาก และทำให้ธุรกิจนั้นมีความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจสูง อัตราหนี้สินต่อทุนที่พอเหมาะที่ใช้กันทั่วไปคือ น้อยกว่าหนึ่งเท่า หรือไม่เกินสองเท่า


6. มีกำไรสะสม (Retain Earning) เพิ่มขึ้นทุกปี
ธุรกิจที่ดีควรมีกำไรสะสมเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ และสามารถนำกำไรสะสมนั้นไปลงทุนต่อให้งอกเงยเพิ่มมากขึ้นจากเดิม ธุรกิจที่มีกำไรสะสมลดลง นักลงทุนควรตั้งคำถามก่อนที่จะลงทุนในบริษัทนั้นว่า บริษัทนำกำไรสะสมนั้นไปใช้ ทำอะไรและมีประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นหรือไม่
 

7. มีส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholder Equity) เพิ่มขึ้นสม่ำเสมอ
บริษัทที่สามารถเพิ่มส่วนของผู้ถือหุ้นได้อย่างสม่ำเสมอนับว่า เป็นธุรกิจที่น่าสนใจ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของผู้บริหารในการนำเงินของบริษัทไปลงทุนในกิจการ ที่มีประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น ควรหลีกเลี่ยงบริษัทที่มีส่วนผู้ถือหุ้นลดลงหรือติดลบ แสดงว่า ธุรกิจนั้นที่ผ่านมามีการขาดทุนเกิดขึ้น


8. กำไรต่อยอดขาย (Profit Margin) มากพอสมควร
ธุรกิจที่มีกำไรต่อยอดขายสูง แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการควบคุมต้นทุนของกิจการในระดับที่ดี แต่กำไรต่อยอดขายสูง อาจจะดึงดูดให้คู่แข่งหน้าใหม่ๆเข้ามาในอุตสาหกรรมนั้นมากขึ้น ในขณะที่ธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมมีการแข่งขันสูงส่วนมากจะมีกำไรต่อยอดขาย ต่ำ เพราะมีการตัดราคาสินค้าเพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาซื้อสินค้าและบริการของ ตน ทำให้กำไรของทั้งอุตสาหกรรมลดลง ดังนั้น ธุรกิจที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงก็คือ ธุรกิจที่มีต้นทุนในการดำเนินงานต่ำ (Cost Leadership)
 

9. ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Return on Equity) สูง
ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น คำนวณจาก กำไรหารด้วยส่วนผู้ถือหุ้น (Net Profit/ Equity) ธุรกิจ ที่มีผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นสูงแสดงว่า ผู้บริหารสามารถบริหารเงินทุนของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่บางธุรกิจที่มีเงินกู้ยืมสูงก็อาจจะทำให้ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นสูงขึ้น ได้ เพราะเงินลงทุนส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของหนี้สินระยะยาวมากกว่าส่วนผู้ถือหุ้น ดังนั้น ในบางกรณีอาจจะจำเป็นต้องใช้อัตราส่วนผลตอบแทนต่อเงินลงทุน (Return on Total Capital) ในการตรวจสอบความสามารถในการดำเนินงานของธุรกิจนั้น จะเหมาะสมมากขึ้น เนื่องจากได้รวมส่วนหนี้สินระยะยาวในการคำนวณไว้ด้วย
ผลตอบแทนต่อเงินลงทุน หาได้จากกำไรหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้นและหนี้สินระยะยาว (Net Profit/(Longterm Liability+Equity)) บริษัทที่มีผลตอบแทนต่อเงินลงทุนสูง จะน่าสนใจกว่าบริษัทที่มีอัตราส่วนนี้ต่ำ


การค้นหาลักษณะที่ดี 9 ประการข้างต้นของหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จะช่วยให้ท่านมีความรู้ความเข้าใจในหุ้นที่ท่านลงทุนมากขึ้น แทนที่จะรอให้คนอื่นหรือนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ตามโบรกเกอร์ต่างๆ มาแนะนำ ‘หุ้นพื้นฐานดี’ ให้กับท่าน


ท่านสามารถที่จะเริ่มศึกษาและค้นหา ‘หุ้นพื้นฐานดี’ ได้ด้วยตัวท่านเอง ซึ่งนับว่าเป็นหนทางในการเป็น ‘นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า’ หรือ Value Investor ที่ดีทางหนึ่ง


credit.http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I12151116/I12151116.html

โพสต์เมื่อ โดย

วันเสาร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2556

เวลาที่น่าซื้อหุ้นที่สุด

 เวลาที่น่าซื้อหุ้นที่สุด

 ที่มา http://www.dooqo.com/detail_page.php?sub_id=2180
   หากคุณเป็นนักเล่นหุ้นแบบนักลงทุน คือ เลือกลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี รับรองจะไม่ขาดทุน ยิ่งคุณไม่ได้ใจร้อนด้วยแล้ว โอกาสกำไร แบบซื้อเพียงปีละ 2-3 ครั้ง แบ้วได้ผลตอบแทน 20% ขึ้นไป ไม่ใช่เรื่องยากเลย โอกาสดีๆ ในการซื้อหุ้นมักมีให้เห็นปีละ 4-5 ครั้ง เพพียงคุณสังเกต และซื้อไว้สัก 2 ครั้งต่อปีก็เห่งแล้ว โดยโอกาสที่น่าซื้อ มีดังนี้


1. วิกฤตในตลาดหุ้น คือโอกาสในการซื้อ : สำหรับผู้ที่เป็นผู้ลงทุนระยะยาว ในหุ้นพื้นฐานดีๆ หากมีวิกฤตในตลาดหุ้น ซึ่งจะสังเกตได้จาก
  • ดัชนีตลาดหุ้นลงแรงๆ ติดต่อกัน และยิ่งเป็นข่าวเกี่ยวกับความเลวร้ายของตลาดหุ้นตาม นสพ. ยิ่งดี
  • มีแต่คนบ่นว่าขาดทุน กลัวที่จะเล่นหุ้น และขายหถุ้นกันออกมาแบบถอดใจ
  • หุ้นพื้นฐานดีอย่างหุ้น SET50 มีราคาที่ถูกลงกว่าปกติ
หากคุณเห็นเช่นนี้ นี่คือโอกาสในการซื้อของมูลค่า 10 บาทในราคาเพียง 5 บาท เรียกว่า "ตลาดหุ้น Grand Sale" ปีหนึ่งมีอยู่ 1-2 ครั้งเท่านั้น อย่าพลาดที่จะเข้าไป shopping บริษัทดีๆ หุ้นดีๆ ราคาถูกๆ แล้ว ถือสัก 6 เดือน รับรองจะกำไรแน่นอน
2. ช่วงนักลงทุนต่างชาติเข้ามา : ปกตินักลงทุนต่างชาติจะโยกเงินเข้ามาไม่บ่อย ปีหนึ่งจะมีจังหวะที่เข้ามาเยอะเพียง 3-4 ครั้ง โดยแต่ละครั้งที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน ดัชนีตลาดหุ้นอาจจะปรับตัวขึ้นไป 10% และหุ้นขนาดใหญ่ อย่างกลุ่มพลังงาน และธนาคารจะปรับตัวขึ้นไป 15% หากเป็นการที่เข้ามาต่อเนื่องเกิน 1 สัปดาห์ วิธีสังเกต
  • ดูรายงานการซื้อขายแล้ว นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิวันเดียวเกิน 2,000 ล้าน ติดต่อกัน 2 วัน  (เริ่มมาแล้ว)
  • ราคาดัชนีหุ้นในภูมิภาค (เช่น สิงค์โปร, ฮ่องกง, อินโดนีเซีย, ปรับตัวขึ้นเหมือนกับไทย วันละ 1-2%
  • ค่าเงินบาทเริ่มแข็งค่าขึ้น
  • หุ้นขนาดใหญ่ ปรับตัวขึ้น พร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่มากกว่าปกติ
หากคุณเจอสัญาณแบบนี้ เรียกว่าต้องรีบเอาเรือลงน้ำ แล้วพายตามกระแสไปให้ไกลที่สุดก่อนกระแสน้ำจะหยุด ซึ่งต้องคอยสังเกตแรงซื้อของต่างชาติเอาไว้ให้ดี โดยปกติจะซื้อต่อเนื่องนาน 2 สัปดาห์
3. ช่วงที่เศรษฐกิจไทย พลิกฟื้นจากแย่กลายมาเป็นเติบโต : ในปีนั้นจะกลายเป็นปีทองของการเล่นหุ้น เช่นในปี 2546 ที่เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้น ตลาดหุ้นวิ่งขึ้นไปปีเดียว 108% (เฉลี่ย) โดยมีหุ้นที่ราคาเพิ่มขึ้น 500-800% (5-8 เท่า) ภายใน 1 ปีมีอยู่หลายตัว หุ้นเกือบทุกตัววิ่งขึ้นไปอย่างน้อย 20% โอกาสแบบนี้ ไม่ใช่แค่เงินออมเติบโต แต่ต้องเรียกว่า "รวย" ดังนั้นลองสังเกตเอง จากสภาพเศรษฐกิจทั่วไป หากตอนนี้มันแย่ๆมากๆ ต้องคอยติดตามตลาดหุ้นอยู่ห่างๆ รอเมื่อคุณเริ่มรู้สึกว่าเศรษฐกิจเริ่มดี นี่แหละความรวยใกล้มาเยือนแล้ว
หากปีใดๆ คุณสามารถจับจังหวะของโอกาสดีๆ ที่เข้ามาได้แล้ว โอกาสกำไรต่อปีอย่างน้อย 20 % ก็ไม่ยากเลย แต่หากจับจังหวะใหญ่ๆ แบบนี้ไม่ได้ก็ต้องลงทุนระยะยาวไป หรือเล่นในจังหวะเล็กๆไปบ้าง ซึ่งอาจจะมีการลงทุนในจังหวะที่แน่นอน ตามปฏิทินหุ้น เป็นฤดูๆ ดังนี้
1. ฤดูฝรั่งเข้า : คือการซื้อหุ้นช่วงปลายปี หวังขายตอนมกราคม - กุมภาพันธ์ ซึ่งช่วงต้นปี มักจะเป็นฤดูที่มีเม็ดเงินจากต่างชาติไหลเข้ามา ทำให้ตลาดหุ้นปรับเพิ่มขึ้นไปได้ และมันก็เป็นแบบนี้มาหลายปีติดต่อกันแล้ว โดยหากลงท่านจะลงทุนแบบนี้ให้เลือกหุ้นที่เป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่นักลงทุนต่าง ชาตินิยม เช่น หุ้นกลุ่มพลังงาน และหุ้นกลุ่มธนาคารเป็นหลัก
2. ฤดูปันผล :  หุ้นเกือบทั้งหมดในตลาดหุ้น จะปันผลประจำปีในช่วง มี.ค.-พ.ค. สำหรับงวดบัญชีของปีที่ผ่านมา ดังนั้น โอกาสในการซื้อหุ้นที่จะปันผลสูงๆ แล้วได้ราคาไม่แพง คือเดือน พ.ย.-ธ.ค. เพราะนักลงทุนส่วนมากยังไม่อยากซื้อตอนนั้น  เพราะมันต้องรออีกนาน 4-6 เดือน นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นเป็นพวกใจร้อน ชอบรวยใน 1 สัปดาห์ ดังนั้น ให้พวกนั้นมาซื้อในช่วงก่อนปันผล จะทำให้ราคาหุ้นที่เราซื้อปรับขึ้นไปอีก เรียกว่า ได้ทั้งส่วนต่างราคา และได้เงินปันผลด้วย โดยหุ้นที่ปันผลมากๆ ในตลาดจะมีตั้งแต่ 10-20% ต่อปี เรียกว่า มากกว่าเงินฝากเสียอีก ส่วนจะเป็นตัวไหน ให้โทรไปถามมาร์เก็ตติ้งได้เลย เขาจะมีข้อมูลไว้ให้
3. ฤดูอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล : ผมคาดการณ์ว่า รัฐบาลของไทยในอนาคต คงเป็นรัฐบาลผสมไปอีกหลายสมัย ทำให้ความมั่นคงคงไม่มาก ดังนั้น ฤดูอภิปรายมักเริ่มตั้งแต่ เดือน พ.ค. ซึ่งหุ้นน่าจะตกลงมาสัก 10% ในช่วงการสร้างข่าวลบต่อรัฐบาล แต่อภิปรายทีไรผ่านได้ทุกครั้ง
++++++++++++++++++++
อัพเดตโดย : กองบรรณาธิการ
 วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553
editor@dooqo.com




จังหวะในการขายหุ้น


จังหวะในการขายหุ้น

ี่มา http://www.dooqo.com/dooqo_page.php?sub_id=2386   
 ในการขายหุ้นเป็นสิ่งที่ยากกว่าการ ซื้อหุ้น สำหรับนักลงทุนในตลาดส่วนใหญ่ (ที่เป็นนักเก็งกำไร) เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่มักจะขายเร็วไปในหุ้นที่จะวิ่งขึ้นไป และมักจะไม่ยอมขายในหุ้นที่กำลังจะลงต่อเนื่อง มันเป็นเรื่องที่น่าแปลก และไม่มีทางแก้ไข แม้จะมีหนังสือหลายๆเล่ม ออกมาเสนอแนะแนวทางการเล่นหุ้นที่จะไม่ขาดทุน แต่ขอบอกว่าทำไม่ได้หรอก เพราะสิ่งที่นักเก็งกำไรกำลังเล่นอยู่ มีความอยากกำไร จากเงินที่เราจะต้องขาดทุน คนนั้นมีหบายชื่อเรียก รายใหญ่, เจ้ามือ, คนคุมราคา, คนทำราคา, นอมินีเจ้าของ ฯลฯ ดังนั้นหากจะเป็นนักเก็งกำไร ยังไงหุ้นที่เราขายก็ต้องวิ่งไปต่อ และหุ้นที่เราไม่ยอมขายมักจะวิ่งลงต่อ วิธีเลี่ยงการขาดทุนแบบนี้คือ การหันไปเล่นหุ้นพื้นฐานดี และจังหวะในการขายก็จะง่ายมากดังนี้

1. ขายเมื่อธุรกิจเริ่มที่จะไม่ดี
นั่นคือให้เน้นถือยาวๆ ในหุ้นของบริษัทที่กำไรเติบโตดี และถือไปจนกว่าบริษัทจะเริ่มทำกำไรได้น้อยลง หรือเมื่อแนวโน้มธุรกิจของบรษัทเริ่มไม่ดี เราก็ขายเอาเงินออกมาไปหาซื้อหุ้นตัวอื่น แต่หากธุรกิจยังเติบโตไปได้ดี คุณก็สามารถถือยาวได้โดยไม่ต้องไปสนใจจังหวะการแกว่งตัวเป็นรอบๆให้มากนัก
2. ขายเมื่อตลาดหุ้นพุ่งขึ้น เร็วและแรงเกินไป
ซึ่งจังหวะแบบนี้คล้ายกับวิกฤตในตลาดหุ้นที่เราแนะนำให้ซื้อ แต่ครั้งนี้จะเป็นอะไรที่ตรงกันข้ามกับวิกฤต คือ อาการของตลาดจะเป็นดังนี้
  • ดัชนีราคาหุ้น ปรับตัวสูงขึ้นเกิน 10% ภายในเวลา 1 เดือน ต้องเริ่มจับตา
  • หากดัชนีหุ้น ปรับตัวสูงขึ้นเกิน 20 % ภายใน 1 เดือน ต้องเริ่มระวัง
  • เมื่อนักลงทุนหุ้น พูดแต่เรื่องกำไรหุ้นและอยกาลงทุนเพิ่มเข้าไปอีก
  • เมื่อคนที่ไม่เล่นหุ้น บอกว่าอยากเล่นหุ้น หรือแม้แต่แท็กซี่ยังอยากเล่นหุ้น ก็ต้องยิ่งระวัง
  • เมื่อ นสพ. รายวัน พาดหัวข้อข่าวเกี่ยวกับหุ้นขึ้น
  • เมื่อนายก หรือ รมว.คลัง เริ่มออกมาเตือนความร้อนแรงของตลาดหุ้น
หากมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น อาจต้องพิจารณาขาย เอากำไรใส่กระเป๋าไว้ก่อน แล้วพักผ่อนรอไปเรื่อยๆ ยังไงหุ้นก็ต้องมีลฝ ยิ่งขึ้นไปแรงก็อาจจะปรับตัวลงแรงเช่นกัน
3. เมื่อหุ้นหยุดทำจุดสูงสุดใหม่ แต่เริ่มทำจุดต่ำสุด ที่ต่ำลงมาเรื่อยๆ
แบบนี้เรียกว่า หมดแรง และกำลังจะปรับตัวลง แม้ว่าข่าวในด้านลบจะยังไม่ออกมา แต่หากสัญญาบ่งบอกอนาคตแบบนี้ เดี๋ยวข่าวร้ายคงตามมาเอง เพราะหุ้นมันจะปรับตัวรับอนาคตเสมอ บางครั้งเราอาจตามข่าวในธุรกิจนี้ไม่ทัน อาจต้องพิจารณาหุ้นเป็นตัวนำข่าว
+++++++++++++++++++
อัพเดตโดย : กองบรรณาธิการ
วันที่ กุมภาพันธ์ 2553

วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2556

เทคนิคส่วนตัวในการหาจังหวะซื้อหุ้น (โดยอิงพื้นฐาน ..)

เทคนิคส่วนตัวในการหาจังหวะซื้อหุ้น (โดยอิงพื้นฐาน ..)

ที่มาhttp://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=kunjoja
ปล. เห็นว่าเป็น blog ส่วนตัวเลยกล้าเขียน ปกติจะไม่กล้าอวดภูมิตัวเอง เพราะว่า เราไม่ได้เก่งหรือเป็นโคตรเซียนที่ไหน เพียงแต่อยากแชร์ไอเดีย เผื่อมีใครที่สามารถทำให้ไอเดียเราได้รับการปรับปรุงให้ดีกว่านี้ได้ เก็บไว้คนเดียว ก็ไม่รู้ว่า ดีหรือไม่ดี แค่ไหน ทำไปแล้ว ก็เห็นว่าดี แต่ก็ต้องพยายามมองว่า เพราะตลาดเป็นกระทิงเราถึงทำได้ แค่นั้นเอง .... จริงๆมีหลายเทคนิค แต่ที่จะเขียนเป็นวิธีที่นำไปใช้ในหุ้นตัวเองที่ถือระยะยาวพอสมควร(มากกว่าครึ่งปี ) เขียนแบบย่อๆง่ายๆไปทีละข้อ ไม่ใช่การสอนหาหุ้น แต่บอกไอเดีย เผื่อใครไปประยุกต์ได้ดีกว่านี้ ก็มาแนะนำเพิ่มให้ผมด้วยครับ

1.คัดกรองก่อนโดยมีหลักยึดอยู่ ง่ายๆ
-พื้นฐานที่เรายึดเป็นหลัก ต่างๆ เช่น ROE ROA dividend yield เป็นต้น
-ตลาดให้ความคาดหวังไม่สูงมากนัก แปลตรงๆ ก็คือ P/E ไม่ได้สูงกว่า อุตสาหกรรมเดียวกัน
-เป็นหุ้นที่มี Undervalue หมายความว่า.... ราคาหุ้นในตลาด ณ ปัจจุบัน ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น
ผมขอแค่สามตัวหลักก่อนเบื้องต้น ตัวคัดกรองแรกก็คือ พื้นฐานบริษัทง่ายๆ ตัวกรองต่อไปก็คือ พีอี บวกกับ ปันผล ถ้าผ่าน ก็เข้ามาเป็น Watch list แต่จังหวะเข้าซื้อของผม ที่สำคัญก็คือ Undervalue ดังนั้นวันนี้ไม่ได้มาคุยเรื่อง วิธีการหาหุ้น แต่มาคุยเรื่อง หาจังหวะเข้าซื้อหุ้น สมมุติๆ นะว่า มีหุ้นที่อยู่ใน watch list แล้ว เราจะเข้าซื้อหุ้นตัวนี้อย่างไร.......

2.มี สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกเสมอคือ ณ ปัจจุบัน ตลาดมักจะให้ overvalueกับ หุ้นหลายๆตัว เช่น ในทางเทคนิคก็มีกราฟสวยๆ ในทางพื้นฐานมีกระแสข่าวเยี่ยมๆ สร้างความคาดหวังกับบริษัทนี้ในอนาคต พวกนี้ เล่นได้แต่ต้องระวัง เพราะสิ่งที่เราเล่นนั้น เป็น ความคาดหวัง ผมมองว่าเป็นการมอง expect value in future คือ เรามองพื้นฐานไปอนาคตแล้วว่าบริษัทนี้ จะให้ผลตอบแทนกับนักลงทุนอย่างไร fair value ที่เกิดนั้น ในอนาคตจะต้องเป็นเท่าไร กลุ่มเหล่านี้ เล่นได้ถูกตัวถูกจังหวะรู้หลัก ก็รวยไม่รู้เรือง ผมยกตัวอย่าง ที่เห็นปัจจุบัน เช่น PTL AJ ถ้าย้อนหลังไปปีหนึ่ง ก็เช่น cpall cpf hmpro เป็นต้น

3.เทคนิคของผมจะให้ความสำคัญของ present มากกว่า อนาคต เพราะผม คิดว่า ผมไม่รู้อนาคตว่าบริษัทนั้นๆจะเป็นอย่างไร ...อาจจะดีจริง หรือ ตรงข้าม ดังนั้น เอาข้อมูลปัจจุบันมาใช้เท่าที่หาได้ อันไหนหาไม่ได้แล้วต้องไปขุดคุ้ยมาให้ได้ ก็ไม่สามารถ เพราะขี้เกียจ 55555 (จริงๆเป็นหตุผลไม่ดีนะอย่าเลียนแบบ )

4.เอา ความจริงปัจจุบันเป็นตัวตั้งว่า value ของ ราคาหุ้นเป็น under over หรือ fair สูตรง่ายๆที่value investor ฝึกหัดหลายๆคนใช้กัน(รวมทั้งผมด้วย) ก็คือ FV = EPS * PE

5.ผมเกริ่นแล้วว่า ต้องเป็นข้อมูล fact เท่านั้น ที่หาได้ง่ายๆ ดังนั้น การใช้ ความคาดหวังว่า บริษัทนั้นๆจะมี eps สิ้นปีเท่าไร อนาคตเท่าไร อันนั้น คือคาดหวัง ผมไม่เล่นด้วย กับมัน แต่ ถามตรงๆ ผมฝันถึงได้ แต่ผมไม่ละเมอ ออกมา เพราะว่า ละเมอเมื่อไร เป็นเรื่องทุกที EPs ณ ปัจจุบัน( 11/11/53) ก็จะ รู้ผลประกอบการไตรมาสสาม ของปี 53 เท่านั้น ผมก็ขอข้อมูลที่ได้แค่นั้นพอ ไม่ละเมอไปถึง ไตรมาสสี่ของปี 53 ขอยกตัวอย่าง หุ้นที่ผมถือแล้วกัน (ไม่ได้เชียร์หุ้น ) เช่น smt ประกาศผลไตรมาสสาม ไปแล้ว ผลก็คือเราได้ข้อมูล fact ว่า งบการเงินรวม EPS รวมเก้าเดือน เท่ากับ 1.014 เป็นต้น


6.ไอ้ที่ยากสุด คือ พีอี นี่แระ เพราะ แต่ละทีให้ต่างกันเหลือเกิน และดันเป็นความคาดหวังของ Market เสียด้วย เผลอๆให้พีอีสูงลิ่ว บางครั้ง จำใจต้องไปหาใน set อีกเช่นกัน แป๋วววววว ! ทำไม smt ตลาดให้ พีอี สูงชะมัด 16.74 ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมนี้ อยู่ราวๆ 13 เอง (อันนี้คือตัวอย่าง จริงๆต้องกรองหุ้นมาก่อนแล้วในระดับหนึ่ง เลือกหุ้นที่มีพีอี ต่ำๆหรือ อยู่ในค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมนั้นๆ)

7.มีวิธีลัดอีกวิธีในการพิสูจน์ ว่า ตลาดให้ พีอี เท่านี้นั้น เหมาะสมไหม ก็คือ การหา PEG ถ้าออกมาต่ำกว่า หนึ่ง แสดงว่า โอเคแระ เอาพีอีอันนี้มาเป็นตัวยึด ถ้าสูงกว่า 1 ขอใช้ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมแล้วกัน


8.growth จะหาจากไหน ก็ดูจากกำไรสุทธิ สามไตรมาส (หาเท่าที่หาได้) เฉลี่ยว่าขึ้นมากี่เปอร์เซ็นต์ จริงๆแล้ว ตามหนังสือ เค้าให้ดู กำไรเป็นรายปี แต่ผมขอเป็นไตรมาสแล้วกัน ชอบเล่นสั้น 555
9.สรุปแล้วกัน ว่า smt ตัวนี้ ได้ค่า PEG เกือบๆหนึ่ง อ่า ผมจำต้องใช้ pe ที่สูงลิ่วนี้ คือ 16.7 หรือไม่ก็ลดพีอีลงมานิดนึงแต่ไม่ควรมากกว่านี้


10.เมื่อ ได้ EPS ได้ PE แล้ว เราก็พบว่า ณ ปัจจุบัน ครบสามไตรมาส ราคาที่เหมาะสมควรอยู่ที่ราวๆ 16.7 บาท แต่เมือเราดูราคาตลาดจะเห็นว่า overvalue นิดนึง ดังนั้น สำหรับผมปัจจุบันจึงไม่ใช่จังหวะในการเข้าซื้อหุ้นตัวนี้ เมือไร ตลาดเกิด panic แล้ว ลดราคา ลงมาให้ หุ้นตัวนี้ราคาต่ำกว่า FV ที่ผมคำนวณไว้เบื้องต้น นั้นคือ จังหวะ การเข้าซื้อ ของผมครับ

11.ความ หมายของการเข้าซื้อ เมือไรราคาเป็น undervalue in the present ก็แปลว่า เรามีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง เพราะสุดท้ายราคาหุ้นก็ย่อมสะท้อนไปตามมูลค่าพื้นฐานของหุ้น (ถ้าเราเชื่อว่า theory นี้ถูกต้องนะครับ ถ้าไม่เชื่อ ก็ไปเล่นแนวอื่น ที่ไม่ใช่พื้นฐาน) ผมขอเรียกสั้นๆว่า มี mos เพียงพอ ( margin of safety) ยิ่ง undervalue มากเท่าไร ยิ่ง มีmos มากเท่านั้น

12.หลักการสำคัญที่ผมคิดคือ อนาคตกำไรที่เพิ่มขึ้น ของบริษัท จะทำให้ present fair value เป็น undervalue ในอนาคตเสมอ ดังนั้น ถ้าปัจจุบันเราถือ หุ้นที่ undervalue ของปัจจุบัน อนาคตเราก็จะมีmos ที่ทรงประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีก ....

13.ดัง นั้น การใช้ FV ของผม จึงไม่ใช่ target price ของตัวผม เพราะผมเชื่อใน fact มากกว่า เมื่ออนาคต บริษัท ให้ผลประกอบการออกมา เราก็จะได้ FV ใหม่ทุกครั้งไป จนกว่า FVนั้น จะทำให้ mos ของเราลดลงไปเรื่อยๆ ก็เป็นตัวบ่งบอกได้ว่า บริษัทนั้น เราพร้อมที่จะสละเรือ ได้หรือยัง

ขอจบ เพียง 13 ข้อ ครับผม



Create Date : 11 พฤศจิกายน 2553

บทเรียนวีไอ(เม่า)

บทเรียนวีไอ(เม่า)

ที่มา  http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=kunjoja&month=09-2011&date=08&group=1&gblog=42
ปล. ทั้งหมดที่เขียนเป็นมุมมองส่วนตัวดังนั้น อาจจะมองไม่ได้รอบด้านทั้งหมด แค่บางส่วนที่นึกได้ในขณะเขียน


ส่วน หนึ่งที่นักลงแนวพื้นฐาน ทำตัวเป็น CI หรือการเดินตามเทรนของเซียน ผมมองว่ามีจุดน่าสนใจที่ผมขอเรียกว่า หลุมพรางของนักลงทุนแนวพื้นฐานที่ไม่ได้ศึกษาหุ้นอย่างละเอียด


1. การดูข้อสรุปของ expected fair value
ความหมายคือ การอ่านแต่ forward fair value จาก forward p/E หรือ eps in future กัน เมื่อเห็นตัวเลข ที่วาดไว้ในอนาคต ก็น้ำลายไหล ฝันหวาน และ คาดหวังกัน

2.คน ที่ละเอียดหน่อย ก็จะมาดูว่า ทำไมถึงได้ eps ในปีหน้าเท่านี้ๆ ปีต่อไปเท่านี้ๆ ก็จะได้ข้อมูล การคาดหวัง ยอดการผลิต ยอดลูกค้า ยอดการขาย ในอนาคต(ที่ยังไม่เกิด)


ข้อหนึ่ง และข้อสอง ก็คือ จุดบอด ของนักลงทุนแนวพื้ันฐานที่ยังอ่อนประสบการณ์ ในการประเมิน ในเรื่องเหล่านี้ ก็อาจจะทำให้หลงเชื่อและมั่นใจ ว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะเกิดขึ้นจริงได้
บางที ตัวเลขอนาคต เราตอ้งมองปัจจัยต่างๆ อาจจะดีกว่าที่คาด หรือ แย่กว่าที่คาดได้เสมอ ปัจจัยต่างๆนั้น ก็ต้องศึกษา ผลกระทบที่บริษัทนั้นๆพึงต้องระวัง นั้นคือ ต้องมอง เรื่อง downside risk และแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกและของไทยที่มีผลกระทบต่อบริษัทนั้นๆด้วย เช่นกัน

ที่เขียนเพื่อแสดงให้เห็นว่า การประเมิน forward นั้นเป็นสิ่งที่เรียกว่า การคาดการณ์ ซึ่งอาจจะไม่จริง เสมอไป แต่อาจจะมากกว่าก็ได้หรือน้อยกว่าก็ได้ หรือเท่ากับ ก็ได้ เป็นได้ทั้งสามกรณี


3. ปัญหาที่สำคัญคือ พอได้ข้อมูลจาก 1-2 มาก็ไม่ได้พิจารณาว่า ราคา ณ ปัจจุบันนั้น สมควรที่จะซื้อไหม
เพราะข้อมูลเหล่านั้นเป็น forward กี่ปี

ผมคิดเสมอว่า

แม้แต่ตัวเราเองยังไม่รู้เลยว่า ปีหน้าเราจะมีอะไรในชีวิตที่ดีกว่านี้
ถึง แม้ว่าเราจะไม่รู้ แต่เรา สามารถวางแผนและทำตามวินัยตัวเองเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้นๆได้ ซึ่ง ในแต่ละช่วงเวลา เราก็ต้องทำตามแผนที่เรากำหนดไว้ แต่ทุกอย่างย่อมมีอุปสรรค ซึ่งอาจจะสะดุดได้เสมอ


ผมได้ตัวอย่างจาก การลงทุนในหุ้น พอร์ทผมโตขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็มาสะดุดในต้นปีที่ผ่านมาจากการต้องโยกเงินจากการลงทุนในหุ้นมาลง บ้าน ทำบ้าน เงินลงทุนในหุ้นผมก็ยวบลงไปเกือบสี่สิบเปอร์ แต่ท้ายสุด ณ ปัจจุบัน พอร์ทผมก็กลับมาเท่าที่ผมเคยโยกไป ^ ^

เช่นกัน บริษัทที่เรามองว่าอนาคตจะเติบโตไปเรือยๆ ปีนี้เท่านี้ปีต่อไปเท่านั้น สิ่งที่เราต้องติดตาม ก็คือ มันจะสามารถทำได้จริงไหมในแต่ละช่วงเวลา เราต้องดูว่า แผนงาน กระบวนการ และแนวทางของบริษัทนั้นๆจะไปสู่่ผลลัพธฺที่วางไว้ไหม
ถ้ามีสะดุด นั้นมีผลกระทบระยะยาว หรือระยะสั้น แล้วจะทำให้บริษัทกลับมาเติบโตอย่างที่เราคาดการณ์ไว้หรือไม่



4. นักลงทุนมักจะมีอารมณ์ร่วมกับ ราคาหุ้น ที่ผันผวนอย่างหนัก แต่ถ้าผันผวนนอ้ยจะไม่ตื่นตระหนกอะไร

แปลว่าอะไร

เมื่อไร ราคาหุ้นดิ่งลง หรือ ขึ้นแรง มักจะมีอารมณ์ร่วมด้วย พยายามหาเหตุผลมาใส่ตามราคาหุ้นเสมอ

จะสังเกตว่า เมื่อไรราคาหุ้นดิ่งลง จะเกิดคำถามยอดฮิต
- พื้นฐานเปลี่ยนหรือเปล่า
- มีใครเทขาย ผบห ทิ้ง เซียนขาย

ถามว่า ผิดไหม ที่ถามคำถามเหล่านี้ !
ไม่ผิด แต่ให้ย้อนคำถามเหล่านี้มาที่ตัวเราด้วยว่า ถ้ามีคนมาถามคำถามนี้กับเรา เราจะตอบว่าไง

แล้วเราก็จะรู้ว่า เราได้ศึกษาหุ้นตัวนี้ เพียงพอหรือยัง !


5. สิ่งสำคัญของนักลงทุน ก็คือ การรอเวลา ที่เป็นของเรา

บางที การรีบซื้อหุ้น ณ ขณะที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปมากๆแล้วนั้น ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรกระทำถ้าคิดจะซื้อแล้วถือยาวๆ

เรามักจะซื้อ เพราะคิดว่า ราคานี้มีอัพไซด์อีกบาน โดยไม่ได้ศึกษาอย่างดี
และท้ายสุด เราก็ติดดอย บางที เวลานั้น มันไมใช่เวลาของเรา แล้วล่ะ

แต่เป็นเวลาของคนอื่นที่คอยตักตวงกำไรที่ได้จากราคาหุ้นที่ขึ้นไป

อย่าไปเสียดาย หุ้นตัวนั้น
ผมมักจะนึกถึงประโยคๆนี้เสมอ

รถมีออกจากท่าทุกวัน ไม่ต้องกลัวตกรถ

แต่ ถ้าไปแย่งขึ้นรถ ที่คนแย่งกันขึ้นเบียดกันมากมาย ถึงแม้จะเบียดเข้าไปได้แต่ก็ต้องพะว้าพะวงว่าจะเบียดได้นานแค่ไหน แต่ถ้าเบียดไม่สำเร็จ ก็ได้โดนเค้าเบียดกระแทกเราตกรถลงมา เจ็บตัวเปล่าๆ


^ ^
นึกได้คร่าวๆ ใช้เวลาเขียนสั้นๆ อัพบล็อกบ้าง เดียวบล็อกเน่า 555


Create Date : 08 กันยายน 2554

วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2556

นักลงทุน 4 ประเภท: กลยุทธ์สู่ความมั่งคั่งในศตวรรษที่ 21

นักลงทุน 4 ประเภท: กลยุทธ์สู่ความมั่งคั่งในศตวรรษที่ 21

การลงทุน (Investment) ได้กลายเป็นเส้นทางสู่ความมั่งคั่งแบบใหม่ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งน่าจับตามองยิ่ง โดยเฉพาะเมื่ออินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ ทำให้การซื้อขายหลักทรัพย์สะดวกรวดเร็ว คนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้มีเงินทองมหาศาล จึงสามารถเข้าร่วมในเกมแห่งความร่ำรวยนี้ได้
การลงทุนที่ดูเหมือน “รวยง่าย ไม่ต้องทำงานหนัก” ก็อาจไม่ได้เป็นสวรรค์สำหรับทุกคนเสมอไป เปรียบประดุจดั่งการแข่งขันช่วงชิงทางธุรกิจ ที่ต้องมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ ผู้ได้รับและผู้สูญเสีย ดังนั้น การลงทุนที่ไม่ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำจึงเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันเท่านั้น หากทว่า กลับต้องอาศัยความมานะทุ่มเทในการศึกษาเรียนรู้ทั้งในเชิงทฤษฎีและประสบกาณ์ ในการปฏิบัติ เพื่อกำหนดกลยุทธ์ในการซื้อขายช่วงชิงความได้เปรียบ ตลอดจนการควบคุมจิตใจไม่ให้ถูกความโลภและความกลัวเข้าครอบงำ จึงจะสามารถฟันฝ่าไปสู่ผลกำไรตามที่มุ่งหวังไว้
1. นักลงทุนหุ้นปั่น
สิ่งที่ทำให้ “หุ้นปั่น” แตกต่างจากหุ้นประเภทอื่น ไม่ได้อยู่ที่การเคลื่อนไหวของราคาที่รวดเร็วเพียงอย่างเดียว เพราะแม้แต่หุ้นพื้นฐานดี ก็ยังมีช่วงเวลาที่ระดับราคามีความผันผวน หากทว่าความแตกต่างสำคัญอยู่ตรงที่ หุ้นปั่นถูกควบคุมโดยผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ซึ่งทำให้ระดับราคามีความบิดเบือนจากกลไกตลาดค่อนข้างมากกว่าหุ้นปกติทั่วไป
หุ้นปั่นจึงนิยมเล่นกันในช่วงตลาดซบเซา หุ้นใหญ่หุ้นดีทั้งหลายล้วนไม่มีใครใส่ใจ จึงเป็นโอกาสที่ดีของหุ้นปั่นได้แสดงตัวโดดเด่น เพื่อยั่วเย้าให้นักลงทุนแมงเม่าทั้งหลายเข้ามาล้อเล่นไฟ
คำแนะนำในการเล่นหุ้นปั่น ย่อมไม่มีอะไรมาก เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับความเมตตาปราณีของนักลงทุนกลุ่มน้อยที่ควบคุม สถานการณ์อย่างเบ็ดเสร็จ

ที่มา http://www.siamintelligence.com/value-investor-in-21-century/
2. นักลงทุนหุ้นพื้นฐาน แบบสวนตลาด (Contrarian Value Investor)
เราคงหาคำนิยามให้กับ Value Investor ได้ยาก เพราะต่างคนก็ตีความแตกต่างกันไป หากทว่าสิ่งที่มีร่วมกันของนักลงทุนประเภทนี้ก็คือ การวิเคราะห์หุ้นว่าเป็นตัวแทนของธุรกิจ ดังนั้น จึงเลือกลงทุนในหุ้นเหมือนกับการเลือกลงทุนในธุรกิจ หากราคาที่ซื้อหุ้นน้อยกว่ามูลค่าของบริษัทนั้น ก็น่าจะเป็นการลงทุนที่สร้างผลกำไรให้ได้ในอนาคต
จุดแข็งของนักลงทุนประเภทนี้ คือ เลือกซื้อหุ้นได้ในราคาที่ต่ำ ดังนั้น หากตลาดฟื้นตัวกลับมาอีกครั้งหรือหุ้นที่ซื้อไปมีผลประกอบการดีอย่างต่อ เนื่อง ทำให้มีนักลงทุนจำนวนมากเข้ามาแย่งกันซื้อหุ้นตัวนี้ นักลงทุนแบบสวนตลาดที่ซื้อหุ้นไว้ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีใครสนใจ ก็จะได้กำไรมหาศาล สมดังที่รอคอย
หากทว่าจุดอ่อนของนักลงทุนประเภทนี้ก็คือ การที่หุ้นลงมาราคาต่ำให้เราเลือกซื้อ ก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะเป็นหุ้นที่ดีจริง บางทีอาจเพราะบริษัทนี้มีข้อมูลบางอย่างที่เราไม่รู้ก็เป็นได้ หรือแม้กระทั่งการประเมินอนาคตบริษัทของเรายังกระทำได้ไม่รอบคอบ จึงทำให้ผิดพลาดไป
นักลงทุนแบบ Contrarian Value Investor ที่เลือกซื้อหุ้นซึ่งคิดว่าดี ในช่วงตลาดขาลง ย่อมต้องอาศัยสติปัญญาและการค้นคว้ามหาศาล เพราะเกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันของบริษัท ซึ่งอาจต้องลามไปถึงการวิเคราะหคู่แข่งและภาวะอุตสาหกรรมโดยรวมด้วย ดังนั้น นักลงทุนรายย่อย จึงมักเสียเปรียบนักลงทุนรายใหญ่ที่สามารถลงทุนในการวิเคราะห์ข้อมูลได้ดี กว่า
การลงทุนในช่วงตลาดขาลง แม้ว่าเราเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานกิจการดีได้ถูกต้อง แต่ราคาที่ซื้อไว้ต่ำแล้ว ก็อาจต่ำลงไปได้อีก เพราะนักลงทุนคนอื่นเกิดความกลัวจึงขายลงมาโดยไม่สนใจพื้นฐาน ทำให้นักลงทุนประเภทนี้ต้องอดทนกับการถือหุ้นเป็นเวลานาน จึงทำให้เสียโอกาสในการซื้อหุ้นที่ดีตัวอื่นไป
โดยเฉพาะเมื่อตลาดกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง แต่หุ้นของเราไม่ใช่หุ้นที่ตลาดสนใจ ก็จะต้องอดทนถือต่อไป
บางทีคนที่เล่นหุ้นตัวอื่นซึ่งตลาดในช่วงขาขึ้นสนใจมากกว่า อาจทำกำไรต่อครั้งได้น้อยกว่า แต่เมื่อทบรวมกันหลายครั้ง ทั้งรายวัน รายเดือน รายปี ก็อาจมากกว่านักลงทุนที่ซื้อหุ้นดีราคาต่ำ ซึ่งได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่ต้องใช้เวลาหลายปี
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนประเภทนี้ก็มีข้อได้เปรียบกว่านักลงทุนที่แห่ตามตลาด ก็คือ ความสงบนิ่งของจิตใจไม่หวั่นไหวไปตามข่าวดีข่าวร้ายที่เข้ามากระทบ ซึ่งอาจทำให้ตัดสินใจผิดพลาดได้ เพราะพวกที่คิดว่าเข้าใจตลาดดี จึงเข้าไปซื้อขายทุกครั้งที่มีความเคลื่อนไหวของราคา สุดท้ายมักเป็นฝ่ายปราชัย เนื่องจากไม่สามารถควบคุมจิตใจให้เป็นกลางได้ ไม่ฉิบหายเพราะความโลภก็ต้องย่อยยับเพราะความกลัว
หากทว่า การไม่หวั่นไหว ก็อาจกลายเป็นผลร้ายได้ เมื่อพื้นฐานธุรกิจของหุ้นที่เราเคยคิดว่าดี มีความเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง เมื่อถึงเวลานั้นการตัดสินใจขายหุ้นออกไปก็จะกลายเป็นสิ่งจำเป็นขึ้นมา แม้ว่าจะต้องขาดทุนและเจ็บช้ำบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดาของการลงทุน
สิ่งที่จะช่วยเพิ่มแต้มต่อให้กับนักลงทุนแบบ Contrarian Value Investor ก็คือ การเลือกหุ้นที่มีสภาพคล่องพอสมควร(liquidity) แม้ว่าในสายตาของนักลงทุนประเภทนี้ที่เคร่งครัดจะมองว่า หุ้นที่มีสภาพคล่องดี มักมีราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น เพราะเริ่มเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป หากทว่า ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งธุรกิจมีความผันผวนมากกว่าเดิม การเตรียมทางหนีทีไล่ที่ดีไว้ ทั้งการตัดขาดทุนและเคลื่อนย้ายกำไรไปลงทุนหุ้นตัวอื่น ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
อย่าให้คุณต้องประสบกับภาวะที่ว่า หุ้นมีกำไร แต่ไม่มีใครสนใจซื้อต่อจากคุณ
3. นักลงทุนหุ้นพื้นฐาน แบบตามตลาด (Bullish Value Investor)
นักลงทุนประเภทนี้ มีความคล้ายคลึงกับนักลงทุนประเภทที่ 2 คือ เลือกซื้อหุ้นที่คิดว่าน่าจะมีอนาคตทางธุรกิจที่สดใส หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องมีราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็นในภาวะปกติ
หากทว่า นักลงทุน Bullish Value Investor จะไม่ยอมเสี่ยงซื้อหุ้นในช่วงตลาดขาลง ที่คนส่วนใหญ่กำลังเทขายอย่างเมามัน เพราะเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าหุ้นตัวนี้จะกลับขึ้นมาเมื่อไร หากซื้อไปแล้วหุ้นยังลงต่อ ก็อาจทำให้เสียโอกาสในการนำเงินไปซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานดีตัวอื่น ซึ่งอาจจะกลับขึ้นมาได้ก่อน ทำกำไร 1 iv[ แล้วค่อยย้อนคืนมาซื้อหุ้นตัวนี้ที่ยังเชื่องช้าไม่ไปไหนก็ยังไม่สายเกินไป
ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การที่หุ้นพื้นฐานดีที่เราเล็งไว้ ถูกเทขายจนราคาลดต่ำลงมา ก็อาจเป็นเพราะว่านักลงทุนคนอื่นมองว่าหุ้นตัวนี้ไม่ได้มีธุรกิจที่สดใส เหมือนดั่งที่เราคิด ดังนั้น การที่ปล่อยให้หุ้นตัวนี้กลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้งแล้วค่อยซื้อตาม ก็อาจเป็นการยืนยันว่ามีคนอย่างน้อยจำนวนหนึ่งที่เห็นด้วยกับเราว่าหุ้นตัว นี้มีอนาคตที่ดี
นี่คือ บทพิสูจน์คุณค่าของหุ้นแบบหนึ่ง เพราะการวิเคราะห์ธุรกิจและสภาพการแข่งขันของเราอาจไม่รอบด้านพอ อาจมีแง่มุมที่คิดไม่ถึง การมีนักลงทุนคนอื่นมาร่วมตรวจสอบซื้อหุ้นตัวนี้ก่อนหน้าเรา ก็อาจเป็นต้นทุนที่ต้องจ่ายออกไป เพื่อเพิ่มความมั่นใจและลดความเสี่ยงที่เกิดจากการตัดสินใจผิดพลาด
จุดอ่อนของการลงทุนแบบ Bullish Value Investor คือ การรอให้นักลงทุนคนอื่นเป็นผู้บุกเบิกตลาดก่อน จึงอาจทำให้ได้หุ้นที่มีราคาสูงขึ้นอีกนิด ดังนั้น หากขายที่ราคาเท่ากัน นักลงทุนกลุ่มนี้ก็จะได้กำไรที่น้อยกว่า
ยิ่งกว่านั้น การที่มีคนอื่นซื้อหุ้นไปก่อนเรา แล้วดันราคาขึ้นมาให้ดูเป็นขาขึ้น (Bullish) ก็ไม่ได้หมายความว่าหุ้นตัวนี้จะเป็นหุ้นดีหรือระดับราคาจะพุ่งขึ้นต่อไป เพราะก็มีหลายครั้งที่นักลงทุนตามแห่กันไปโดยที่ไม่ได้วิเคราะห์อย่างรอบคอบ เลย
จุดแข็งของนักลงทุนประเภทนี้ก็คือ การไม่ต้องเสียเวลารอคอยกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งนานเกินไป เพราะหากหุ้นที่คิดว่าดีตัวนั้นยังอยู่ในช่วงสร้างฐานเพื่อทะยานขึ้นก็จะยัง ไม่ลงทุน และหันไปลงเงินกับหุ้นดีที่ทะยานขึ้นมาพิสูจน์ตัวเองแล้ว ดังนั้น แม้อาจจะทำกำไรได้น้อยกว่าเพราะซื้อที่ราคาสูงกว่า แต่ก็มีช่วงเวลาลงทุนที่สั้นกว่า ซึ่งถ้าทบกันหลายรอบในแต่ละปี ก็อาจทำกำไรได้มากกว่านักลงทุนContrarian Value Investor ที่ซื้อราคาต่ำแต่ต้องรอคอยหลายปีได้
อย่างไรก็ตาม การซื้อหุ้นในช่วงตลาดขาขึ้น ก็อาจทำให้มีเวลาในการตัดสินใจที่น้อยกว่าปกติ หลายครั้งที่นักลงทุนประเภท Bullish Value Investor ต้องเผลอไผลไปซื้อหุ้นซึ่งมีพื้นฐานธุรกิจที่ดีน้อยกว่า เพียงเพราะว่าหุ้นตัวนี้วิ่งขึ้นมาก่อน จึงทำให้พลาดโอกาสที่ดีกว่าไป ยิ่งกว่านั้นเมื่อการซื้อขายเปลี่ยนหุ้นกระทำบ่อยครั้ง ก็ติดเป็นนิสัยที่ต้องมีหุ้นให้เล่นตลอดเวลา ดังนั้น ในยามที่ไม่มีหุ้นพื้นฐานดีให้เล่นอีกแล้ว หลายครั้งก็จะหันไปหาหุ้นธรรมดาทั่วไปหรือแม้กระทั่งหุ้นปั่น ซึ่งสุดท้ายก็จะทำให้กลยุทธ์และการคิดวิเคราะห์มีความสับสน ซึ่งอาจนำไปสู่หายนะทางการลงทุนได้
4. นักลงทุนหุ้นพื้นฐาน แบบชั่วคราว (Temporal Value Investor)
นักลงทุนประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นรายย่อย ที่มีเงินลงทุนจำกัด หากทว่ามีความต้องการรวยเร็ว คิดว่าจะสามารถทำเงินได้หลายร้อยเปอร์เซนต์ ภายในเวลาไม่นานนัก ซึ่งสุดท้ายก็จะได้พบว่า โลกความจริงไม่ได้งดงามดั่งฝัน
ในช่วงตลาดขาขึ้น ทุกสิ่งย่อมสวยงาม จะลงทุนในหุ้นอะไรก็ดูดีไปหมด แม้ว่าซื้อแล้วราคาจะตกลงมา แต่ไม่กี่วันก็กลับขึ้นไป จนกระทั่งทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ
เมื่อตลาดค่อยๆเปลี่ยนเป็นขาลง นักลงทุนประเภทนี้ ก็ยังติดในมุมมองที่สวยงามของช่วงขาขึ้น จึงค่อยๆติดหุ้นที่ยอดดอยทีละน้อย แต่ก็ยังไม่ยอมขาย โดยนิยมหลอกตัวเองว่าเป็นการลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี (Value Stock) สุดท้ายเมื่อเผชิญกับภาวะตลาดที่มีการเทขายอย่างหนักหน่วง นักลงทุนแบบ Temporal Value Investor ก็จะเริ่มได้คิด เริ่มหวาดกลัว แล้วก็ตัดสินใจขายออกไปในที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นการขาดทุนมหาศาลมากกว่า 30 เปอร์เซนต์ เพราะได้ปล่อยให้อาการขาดทุนได้เรื้อรังมานาน
ที่น่าเศร้าก็คือ เมื่อตัดสินใจขายออกไป ตลาดก็ใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว หุ้นที่ขายไปเริ่มวกกลับขึ้นมา เพราะเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดี เพียงแต่อยู่ในภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยจึงทำให้ลงหนักเกินไป สุดท้ายนักลงทุนรายใหญ่ที่พึ่งลิ้มรสชาติความเจ็บปวดก็ไม่กล้าที่จะซื้อคืน โดยเฉพาะเมื่อราคาสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เกินกว่าจุดที่ตนเองเคยขายขาดทุนไป ก็เลยได้แต่เฝ้ามองแล้วปล่อยโอกาสผ่านเลยไป
เมื่อนักลงทุนประเภทนี้มีประสบการณ์มากขึ้น บางครั้งก็จะกัดฟันถือหุ้นที่ติดดอยในช่วงตลาดขาขึ้น โดยไม่หวั่นว่าราคาจะลงมาเท่าใด แม้จะขาดทุนถึง 70 เปอร์เซนต์ก็ยังอดทน หากทว่าเมื่อตลาดวกกลับขึ้นมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง หุ้นของตนเองกลับขึ้นมาเพียงเล็กน้อยหรือบางครั้งก็ลงต่ออีกด้วย กว่าจะค้นพบว่าหุ้นที่เลือกนั้นไม่ใช่ Value Stock อย่างที่คิด ก็ต้องเจ็บตัวเลียแผลใจอีกครั้ง
ทางออกของนักลงทุนประเภทนี้ก็คือ เลือกที่จะเป็นนักลงทุนแบบ Contrarian Value Investor หรือ Bullish Value Investor ตามแต่ความถนัด อย่าคิดฝันรวยเร็วเล่นหุ้นตามกระแสรายวัน โดยไม่ไตร่ตรองสภาพความเป็นจริงอย่างรอบด้านเสียก่อน
โดยสภาพแวดล้อมที่จำกัดทั้งด้านการเงินและการวิเคราะห์ค้นหาข้อมูล นักลงทุนรายย่อยจึงน่าจะเลือกวิถีแบบ Bullish Value Investor ซึ่งทำให้ไม่ต้องรอคอยยาวนานเกินไป และมีคนช่วยพิสูจน์หุ้นกรุยทางให้ก่อนแล้ว ที่สำคัญก็คือ การเลือกเล่นหุ้นในตลาดขาขึ้น จะทำให้นักลงทุนรายย่อยไม่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดของหุ้นในตลาดขาลงที่ส่วน ใหญ่จะต้องขาดทุนทางบัญชีก่อนแล้วจึงค่อยกำไรจริง โดยเฉพาะเมื่อความมีเงินน้อยของนักลงทุนรายย่อย ทำให้เกิดความวิตกกังวลมากกว่านักลงทุนรายใหญ่ที่สายป่านยาวกว่า มีข้อมูลเชิงลึกและเหตุผลในการวิเคราะห์มากกว่า
อย่างไรก็ตาม การลงทุนแบบ Bullish Value Investor ก็ต้องอาศัยความยังยั้งชั่งใจในการไม่เล่นหุ้นบางตัวที่พื้นฐานไม่ดีนัก ที่สำคัญยังไม่ควรซื้อขายบ่อยครั้งเกินไป เพราะอาจจะพลาดโอกาสในการทำกำไรมหาศาลได้ เพราะเมื่อขายหุ้นไปแล้วหุ้นกลับขึ้นไปเกินราคาที่เคยซื้อไว้ นักลงทุนโดยมากก็มักไม่กล้าซื้อคืน ปล่อยให้กำไรที่จะได้นับจากนี้ต้องเลือนหายไป
หากว่าไม่สามารถทำใจให้สงบนิ่งไม่หวั่นไหวไปกับข่าวดีข่าวร้ายและความผันผวน ของราคาหุ้นได้ นักลงทุนรายย่อยก็อาจเลือกลงทุนแบบ Contrarian Value Investor ที่เน้นการทำกำไรรอบใหญ่รอบเดียวเลย โดยไม่ต้องติดตามความเคลื่อนไหวของราคาอย่างสม่ำเสมอ เพียงแต่ต้องติดตามพื้นฐานกิจการของบริษัทที่ลงทุนไปอย่างใกล้ชิด เพราะหากว่าหุ้นที่เคยคิดว่าดีกลับกลายเป็นหุ้นที่มีอนาคตไม่สดใส ก็จะได้รีบขายออกไป ก่อนที่การขาดทุนจะลุกลามบานปลายไป
สุดท้ายแล้ว แต่ละคนก็จะมีความถนัดรักชอบแตกต่างกันไป จึงควรแสวงหา “วิถีการลงทุน” ที่สอดคล้องกับนิสัยใจคอ โดยที่อาจไม่จำเป็นต้องเลือกรูปแบบทั้ง 4 ที่นำเสนอในบทความนี้เลยก็ได้ หรือ อาจเป็นการผสมผสานแต่ละรูปแบบให้เป็นสูตรเฉพาะของตัวเอง
สิ่งที่ผู้เขียนอยากฝากให้คิดกันไว้ก็คือ การลงทุนที่ดี ไม่เคยเกิดขึ้นจากความโลภที่เกินขอบเขต โดยเฉพาะนักลงทุนระดับ Buffett ที่เป็นตำนานอันดับหนึ่งของวงการลงทุน ก็มีผลตอบแทนเฉลี่ยไม่เกิน 40 เปอร์เซนต์ต่อปี ดังนั้น หากปีใดเราทำกำไรได้เกิน 40 เปอร์เซนต์ก็อย่าพึ่งลำพองใจ ให้เตรียมสติไว้รับมือกับปีที่เลวร้ายบ้าง
ไม่มีใครเป็นผู้ชนะตลอดกาล แต่คนที่ยึดติดกับชัยชนะในอดีตของตน ย่อมทำให้จิตใจยึดติด ไม่เปิดกว้างต่อความจริงแบบใหม่ ในที่สุดก็จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ย่อยยับ
สิ่งสำคัญที่ทำให้ Buffett เป็นอภิมหาเศรษฐีมากกว่านักลงทุนที่ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ดีกว่า จึงไม่ใช่ฝีมือในการลงทุน หากทว่าเป็นความล้ำเลิศในการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวกับการลงทุน แม้ว่าจะทำกำไรจากการลงทุนได้เพียง 40 เปอร์เซนต์ต่อปี แต่เนื่องจากฐานเงินลงทุนที่ระดมมาได้จากหลากหลายกลยุทธ์มีขนาดที่มหาศาล กว่านักลงทุนคนอื่นหลายร้อยเท่า จึงทำให้ Buffett ได้รับชัยชนะไปในท้ายที่สุด
กลยุทธ์ที่คิดว่า “การลงทุน เป็นเพียงช่องทางหนึ่งในการทำให้รายได้ที่มีพอกพูนกว่าฝากเงินในธนาคาร” จึงน่าจะดีกว่าวิธีคิดแบบว่า “เราไม่ต้องทำธุรกิจให้เหนื่อยยากอีกต่อไป อาศัยเงินลงทุนเพียงน้อยนิด ก็จะสร้างผลกำไรมหาศาลได้ โดยการฝึกฝนตัวเองให้เป็นอัจฉริยะด้านการลงทุน” เพราะความจริงได้พิสูจน์แล้วว่า Buffett ไม่ได้รวยเหนือกว่านักลงทุนรายอื่นเพราะผลตอบแทนจากการลงทุน หากทว่ามาจากการสร้างธุรกิจที่ทำให้สามารถระดมเงินสดมาลงทุนได้มหาศาลกว่า นักลงทุนรายอื่นนั่นเอง
การเป็นนักลงทุนที่ดี จึงต้องควบคู่ไปกับการเป็นนักธุรกิจที่ดี หรืออย่างน้อยก็เป็นลูกจ้างที่ดี เพราะแม้ว่าทั้งสองแนวทางจะใช้ทักษะที่แตกต่างกัน แต่ก็มีบางอย่างที่ช่วยเสริมประสานกัน โดยเฉพาะการฝึกฝนบ่มเพาะตัวเองผ่านการสร้างธุรกิจ ย่อมทำให้เราเข้าใจความจริงของชีวิตได้ดีขึ้น รู้ว่าชีวิตมีหลายฤดูกาล ทั้งในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟูลูกค้าแย่งกันอุดหนุน และในช่วงซบเซาที่ลูกค้าหนีหาย ที่สำคัญยังต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ให้ถูกความโลภและความกลัวชักนำ ไป ทั้งในการเจรจาต่อรองกับลูกค้าและในการตัดสินใจเพิ่มหรือลดขนาดการลงทุน พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
ในขณะที่การเป็นลูกจ้างที่ดี ก็จะช่วยให้เราฝึกฝนวินัยในตัวเอง ไม่ผันผวนไปกับสิ่งล่อตาล่อใจ จนกระทั่งสูญเสียแผนการที่ตั้งใจไว้ ที่สำคัญยังต้องสร้างสมดุลระหว่างความคิดสร้างสรรค์เพื่อค้นพบคุณค่าใหม่และ ระเบียบวิธีในการค้นหาข้อมูลหลักฐานที่ครบถ้วนรอบด้านเพื่อให้การทำงานมี ประสิทธิภาพสูงสุด
ทั้งหมดนี้ จึงน่าจะนำมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนได้เป็นอย่างดี