ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หุ้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หุ้น แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

กฏ 10 ข้อของการซื้อหุ้น : สุมาอี้


กฏ 10 ข้อของการซื้อหุ้น : สุมาอี้

เขียนโดย นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ (สุมาอี้)
ที่มาhttp://puktiwit.wordpress.com/2012/11/10
1. ซื้อก็ต่อเมื่อได้วิเคราะห์ข้อมูลจนมั่นใจว่ามูลค่าตลาดของหุ้นตัวนั้นต่ำ กว่ามูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตทั้งหมดที่คาดหวังได้ของบริษัทเท่า นั้น ซึ่งถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริง ซื้อมาแล้วไม่ต้องขายเลยก็ยังกำไร (กฎข้อนี้สำคัญมากห้ามผ่าฝืนเด็ดขาด)

2. ทิศทางของราคาหุ้นเป็นสิ่งที่ไม่มีทางทำนายได้ อย่าพยายามทำกำไรด้วยการ BLASH การเทรดหุ้นทุกวันเปรียบเสมือนการกระโจนเข้าใส่เครื่องบดเนื้อ

3. ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์บริษัทและอุตสาหกรรมให้มากที่สุด ไม่ต้องให้ความสำคัญกับการทำนายทิศทางเศรษฐกิจมหภาค เรือทุกลำต้องเผชิญพายุเหมือนกันหมด จงพยายามเลือกเรือลำที่ดีที่สุดแทนที่จะพยายามคาดเดาว่าพายุจะมาเมื่อไร

4. ราคาหุ้นไม่มีความสัมพันธ์กับกำไรในปัจจุบันแต่จะวิ่งไปตามความเชื่อของตลาด ว่าพรุ่งนี้กำไรของบริษัทจะเป็นเท่าไร หุ้นที่ขึ้นไม่ใช่หุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดี แต่หุ้นที่ขึ้นคือหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานไม่ดีในวันนี้แต่กำลังจะดีขึ้นวัน หน้าหรือหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดีอยู่แล้วและจะดีขึ้นไปอีก

5. หุ้นบูลชิพที่เติบโตช้า แม้ downside จะต่ำ -20% แต่ upside ก็ต่ำด้วย +20% หุ้นเติบโตสูงจึงน่าลงทุนมากกว่าเพราะแม้ว่า downside ของมันอาจจะมากถึง -100% แต่ upside ของมันไม่มีขีดจำกัด (อาจเป็น 200% 500% 1000%…) พอร์ตที่มีหุ้นเติบโตสูงหลายๆ ตัวแม้จะผันผวนมากกว่าแต่จะวิ่งได้ไกลกว่าพอร์ตที่เต็มไปด้วยหุ้นบูลชิพใน ระยะยาวๆ

6. อย่าให้ความสำคัญกับ dividend yield มากนัก เพราะไม่มีกฎว่าบริษัทต้องจ่ายเงินปันผลเท่าเดิมทุกปี จงสนใจว่าบริษัทเอา retained earnings ไปลงทุนทำอะไรมากกว่า มูลค่าของบริษัทจะเพิ่มขึ้นได้ก็ต่อเมื่อบริษัทลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบ แทนที่คุ้มค่าเท่านั้น

7. หุ้นเป็นหลักทรัพย์ที่มีผลตอบแทนคุ้มค่ากับการเสี่ยงมากที่สุด อย่าเสียเวลาคิดว่าควรแบ่งเงินไปลงตราสารหนี้เท่าไรหุ้นเท่าไร เงินส่วนใหญ่ของคุณควรอยู่ในหุ้นกับเงินสดตลอดเวลา อย่ากลัว market crash เพราะในระยะยาวๆ ไม่มีตลาดหุ้นไหนในโลกที่ไม่สามารถกลับมาสูงกว่าจุดสูงสุดเดิมได้ เพราะเศรษฐกิจในระบอบทุนนิยมโตต้องขึ้นเรื่อยๆ

8. จงละเลยหุ้นที่มีประวัติเรื่องเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย หรือมีพฤติกรรมดูแลราคาหุ้นแม้แต่ครั้งเดียว ราวกับว่าบริษัทเหล่านั้นมิได้ซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์

9. โอกาสในตลาดหุ้นไม่ได้มีมากขนาดหาได้ทุกวันมิฉะนั้นผู้คนคงเลิกทำงานประจำ บริษัทคงเลิกนำเงินไปลงทุนนอกตลาด ในบรรดาหุ้น 20 ตัวที่คุณอยากซื้อในหนึ่งปี จงใช้เงินทั้งหมดที่มีอยู่ซื้อแค่ 1-2 ตัวที่คุณคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่สุดใน 20 ตัวนั้น คุณจะพบว่าคุณจะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการแบ่งเงินออกเป็น 20 ส่วนเพื่อซื้อทั้ง 20 ตัว

10. นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จร้อยทั้งร้อยมีความคิดที่เป็นอิสระ ถ้าคุณจอดรอไฟแดงอยู่ที่สี่แยกที่ไม่มีรถวิ่งอยู่ แต่รถคันหลังรุมกดดันคุณด้วยการบีบแตรไล่ให้คุณวิ่งออกไปเลย ถ้าคุณไม่สนใจแรงกดดันนั้นและรอจนไฟเขียวจึงค่อยไป คุณมีแนวโน้มที่จะเล่นหุ้นแล้วประสบความสำเร็จครับ

วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สูตรคำนวณเลือกหุ้น 2

สูตรคำนวณเลือกหุ้น 2

 
ที่มา http://www.oknation.net/blog/STRATEGICSTOCK/2008/08/30/entry-1
หลังจากที่เราได้รู้ถึงความสามารถในการทำกำไรของบริษัทไปแล้ว เรื่องต่อไปที่สำคัญไม่แพ้กัน
ก็ คือ การวัดสภาพคล่องของบริษัท สภาพคล่องก็คือ การที่บริษัทมีเงินคล่องมือ เงินเข้า เงินออก ได้อย่างไม่สะดุด จะต้องไม่กู้เงินมาจ่ายแก้ขัด เพราะถ้ากู้บ่อยๆ ย่อมไม่เป็นผลดีกับบริษัท และในเรื่องความสามารถในการกู้เงิน ก็จะมีในบทความต่อไป
การวัดสภาพคล่องของบริษัทมีการวัดอยู่ด้วยสามสูตร เรียกว่า Current ratio, Working capital และ Quick Ratio โดยทั้งสามจะใช้วัดว่าบริษัทมีเงินมากพอสำหรับการใช้จ่ายในธุรกิจที่จะเจอในรอบ 1 ปีได้หรือไม่
Current Ratio มาจาก สินทรัพย์หมุนเวียน หารด้วย หนี้สินหมุนเวียน ค่าที่ได้ ถ้ามากกว่า 1 ย่อม แสดงว่า มีสินทรัพย์หมุนเวียนที่จะสามารถทำให้กลายเป็นเงิน หรือขายออกไปแล้วได้เงินเข้ามา ไปจ่ายหนี้สินหมุนเวียนได้ และยังมีเงินเหลือ แต่ถ้าน้อยกว่า 1 ก็แสดงว่า สินทรัพย์หมุนเวียนน้อยกว่าหนี้สินหมุนเวียน ไม่ได้แสดงว่าไม่ดีซะทั้งหมด เราต้องเข้าใจรูปแบบของธุรกิจนั้นๆด้วย แต่ธุรกิจส่วนใหญ่แล้ว การมีสภาพคล่องดี ย่อมเป็นสิ่งที่ดี

อย่างที่สองก็คือ
Working Capital หมาย ถึง เงินทุนหมุนเวียน มาจากสินทรัพย์หมุนเวียน ลบด้วย หนี้สินหมุนเวียน ถ้าหากเหลือมาก ก็แสดงว่ามีเงินเหลือเยอะ ไม่ต้องกังวล แต่การเหลือมากเกินไปก็ไม่ได้หมายความว่าจะดี เพราะไม่สามารถใช้สินทรัพย์ที่มี สร้างรายได้และกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และสุดท้ายก็คือ
Quick Ratio มา จาก เงินสด+ลูกหนี้การค้า+สินค้าคงคลัง แล้วหารด้วย หนี้สินหมุนเวียน สำหรับวิธีนี้ จะทำให้ได้เห็นสภาพคล่องที่เข้มงวดขึ้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว สามอย่างที่นำมาบวกกัน คือของจริงที่ใช้ทำเงิน ทำรายได้ หรือ นำไปใช้หนี้ รวมถึงในการดำเนินธุรกิจจริงๆ ผลที่ได้ออกมาจะเหมือน Current ratio ยิ่งมากยิ่งดี

มีการนำสูตรเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในการคำนวนเลือกหุ้น เช่น การนำ Working Capital มา หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด เพื่อให้ทราบถึงเงินทุนหมุนเวียนต่อหุ้น เป็นเท่าไหร่ ถ้าราคาหุ้นถูกกว่าที่คำนวนได้ แสดงให้เห็นว่า ราคาหุ้นที่ซื้อขายกันนั้นถูกกว่าความเป็นจริง ถ้าหากคุณซื้อหุ้นได้มากจนเข้าไปบริหาร คุณก็เหมือนกันซื้อของ 1 บาทด้วยเงินเพียง 50 สตางค์เลย
แต่ ว่าสูตรเดียวนั้นยังไม่เพียงพอกับการคัดเลือก จำต้องใช้หลายๆอย่างเข้าด้วยกัน และต้องเข้าใจธุรกิจนั้นให้ดีซะก่อน มิฉะนั้นแล้ว คุณอาจจะมองภาพได้ผิด และซื้อหุ้น หรือลงทุนไปแล้วผิดพลาดได้

สูตรคำนวณเลือกหุ้น 1

สูตรคำนวณเลือกหุ้น 1

 
ที่มาhttp://www.oknation.net/blog/STRATEGICSTOCK/2008/08/29/entry-9

อธิบายเรื่องการใช้ตัวเลขสูตรคำนวณต่างๆ เพื่อเอามาใช้เลือกหุ้น
 
โดยเริ่มแรก สิ่งที่เรามองเป็นลำดับแรกในการเลือกลงทุนกับบริษัทหนึ่งๆ ก็คือ ความ สามารถในการทำกำไร เป็นเรื่องปกติที่เวลาทำธุรกิจก็อยากทำธุรกิจที่กำไรดี ค้าขายคล่องมือ สำหรับบทความนี้ เราจะได้เรียนรู้ถึงสูตรคำนวณพื้นฐานการเลือกหุ้นในด้านความสามารถในการทำ กำไร
 
ตัวแรกที่เราจะต้องรู้จักเลยก็คือ Gross Margin เรียกว่า อัตรากำไรขั้นต้น วิธีคิดก็เอากำไรขั้นต้นหารด้วยยอดขาย อัตรากำไรขั้นต้นนี้ยิ่งมากยิ่งดีครับ คิดง่ายๆ ก็คือคุณซื้อเสื้อมาตัวละ 100 บาท แล้วขายได้ที่ 200 บาท นั่นก็คืออัตรากำไรขั้นต้น 100% ครับ

 
ตัวที่สองเป็น Operating Margin เรียกว่า อัตรากำไรจากการดำเนินธุรกิจ วิธีคิดก็เอากำไรจากการดำเนินธุรกิจหารด้วยยอดขาย อัตรากำไรจากการดำเนินธุรกิจนี้ ก็เหมือนอัตรากำไรขั้นต้นคือยิ่งสูงยิ่งดี คิดง่ายๆก็คือ เมื่อขายเสื้อได้ 200 บาท หักต้นทุนออก 100 บาทแล้ว คุณต้องหักค่ารถที่ไปขนของ หักเงินเดือนพนักงานที่คุณจ้างมาช่วยขาย หักค่าเช่าร้าน เป็นต้น

 
ตัวที่สามเป็น Net profit margin เรียกว่า อัตรากำไรสุทธิ วิธีคิดก็คือเอากำไรสุทธิตั้งหารด้วยยอดขาย อัตรากำไรสุทธินี้ยิ่งมากก็ยิ่งดีเช่นกัน คิดง่ายๆ เมื่อหักต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆออกจนหมดแล้ว ทีนี้คุณยังต้องหักกำไรออกเพื่อจ่ายดอกเบี้ย หากคุณกู้ยืมเงินมา และหักกำไรออกเพื่อเสียภาษี ก็จะเหลือกำไรสุทธินั่นเอง

 
พอเหลือกำไรสุทธิแล้ว ก็จะถึงค่าตัวเลขที่ใครก็อยากได้เห็นก็คือ Earning per Share หรือ EPS เรียกว่า กำไรต่อหุ้น วิธีคิดตามงบการเงินก็คือเอากำไรสุทธิหารด้วยจำนวนหุ้นสามัญเฉลี่ยถ่วง น้ำหนัก แต่ที่ผมใช้อยู่และอยากให้ทำตามก็คือ ให้รวมจำนวนหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ และวอร์แรนท์เข้าด้วยกันทั้งหมด เพราะว่า หุ้นบุริมสิทธิก็มีส่วนในการแบ่งผลกำไร และวอร์แรนท์ก็จะถูกแปลงเป็นหุ้นสามัญ หรือ หุ้นบุริมสิทธิในอนาคต อีกทั้งยังมาทำให้ค่า EPS นี้ลดลงอีกด้วย ถ้าหากบริษัทไม่สามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นได้

 
ทีนี้มาดูตัวอย่างกัน งบการเงินในส่วนของงบกำไรขาดทุน จะมีสองแบบ ดังนี้

รายได้จากการขาย                             xxx บาท
รายได้จากการบริการ                          xxx บาท
รายได้อื่นๆ                                       xxx บาท
รายได้รวม                                       xxx บาท
ต้นทุนขาย                                       xxx บาท
ต้นทุนบริการ                                    xxx บาท
ต้นทุนอื่นๆ                                       xxx บาท
กำไรก่อนจ่ายดอกเบี้ยและภาษี            xxx บาท
ดอกเบี้ยจ่าย                                    xxx บาท
ภาษีจ่าย                                         xxx บาท
กำไรสุทธิ                                        xxx บาท
และอีกแบบเป็น
ยอดขาย                                         xxx บาท
ต้นทุนขาย                                       xxx บาท
กำไรขั้นต้น                                      xxx บาท
ค่าใช้จ่าย                                        xxx บาท
กำไรจากการดำเนินงาน                      xxx บาท
รายได้อื่นๆ                                      xxx บาท
รายจ่ายอื่นๆ                                     xxx บาท
ดอกเบี้ยจ่าย                                    xxx บาท
ภาษีจ่าย                                         xxx บาท
กำไรสุทธิ                                        xxx บาท

 
เนื่อง จากบางงบการเงินจะใช้คำอธิบายแตกต่างกัน แต่ความหมายเดียวกัน เช่น กำไรจากการดำเนินงาน คืออันเดียวกันกับ กำไรก่อนจ่ายดอกเบี้ยและภาษี และงบการเงินในส่วนของงบกำไรขาดทุน สามารถทำได้สองแบบตามที่ยกตัวอย่างให้ดู ทำให้การคำนวณบางสูตรอาจทำได้ลำบาก และในส่วนอัตรากำไรนี้ มักจะเน้นที่อัตรากำไรจากการดำเนินงาน กับ อัตรากำไรสุทธิ เป็นหลักด้วย

 
อีกสองสูตรคำนวณ ก็คือ ROA (Retuen on Asset) และ ROE (Return on Equity) เรียกเป็นภาษาไทยว่า อัตรากำไรสุทธิต่อสินทรัพย์ และ อัตรากำไรสุทธิต่อส่วนผู้ถือหุ้น ROA เป็นการวัดอัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ทั้งหมดที่บริษัทมีใช้ในการดำเนินธุรกิจ ยิ่งมากก็ยิ่งดีครับ ROE เป็นการวัดอัตราผลตอบแทนเทียบกับส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นเท่านั้น ยิ่งมากก็ยิ่งดีเช่นกัน

 
ROA ก็มาจาก กำไรสุทธิหารด้วยสินทรัพย์รวม บางคนอาจจะเข้มงวดหน่อย ก็เอาสินทรัพย์รวมงวดก่อนบวกกับงวดปัจจุบันแล้วหารสองให้ได้ค่าเฉลี่ย ก็จะทำให้ได้ค่าตัวเลขที่เข้มงวดขึ้น
ROE ก็คล้ายกันแค่เปลี่ยนจากสินทรัพย์รวม มาเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นเท่านั้น และก็ยังเอาส่วนของผู้ถือหุ้นงวดก่อนรวมกับงวดปัจจุบันแล้วหารเอาค่าเฉลี่ยด้วย

 
สำหรับ สองค่านี้ เป็นค่าหนึ่งที่นิยมใช้กันเพื่อนำไปเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นที่อยู่ใน อุตสาหกรรมเดียวกันว่า สามารถให้อัตราผลตอบแทนเทียบกับสินทรัพย์ และเงินลงทุนของผู้ถือหุ้น บริษัทไหนทำได้ดีกว่ากัน บริษัทที่คำนวนได้มากกว่า ยอมดีกว่า แต่จะดียิ่งขึ้นถ้าหากสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในอัตราใกล้เคียงกันต่อเนื่อง ไปหลายๆปี





ที่มา : www.thaihoon.com

สรุปวาทะเซียนจาก เซียนชนเซียน เสี่ยปู่

สรุปวาทะเซียนจาก เซียนชนเซียน

ที่มาhttp://www.oknation.net/blog/STRATEGICSTOCK/2008/09/21/entry-1
เสี่ยปู่

- กำไรเติบโตใน 5-7 ปีที่ผ่านมา ดูที่ศักยภาพการทำกำไร กำไรต้องถาวร ไม่ใช่แค่ชั่วครั้งชั่วคราว จ่ายปันผลมากขึ้นเรื่อยๆ พื้นฐานดี ผู้บริการดีมีความสามารถ ลงทุนเพิ่มตลอด
- หนังสือที่น่าสนใจ วาทะของวอเรน บัฟเฟต
- บริษัทที่โตเรื่อยๆ
- ซื้อเมื่อลงต่ำกว่าพื้นฐานมากๆ
- ถ้าหุ้นกำไรลงต้องดูว่าลงเพราะอะไร ใช่ที่เกิดขึ้นถาวรหรือไม่
- กำไรส่วนใหญ่จากการลงทุนของเสี่ยปู่มาจากเงินปันผลที่มากขึ้นเรื่อยๆ
- ไม่ดูราคาหุ้น เน้นที่กำไรต่อหุ้น และอัตราการจ่ายปันผลที่เพิ่มตามการโตของหุ้น
- เชื่อว่าหุ้นจะสะท้อนมูลค่าของตัวมันเอง

เสี่ยแตงโม

- สภาพคล่องสำคัญมาก เพราะ ถ้าต้องขายต้องขายหมดได้ใน Bid 2-3 ช่อง
- ดูดาวเด่นของกลุ่มว่าตัวไหนเด่นที่สุด
- สนใจหุ้นใหม่เพราะไม่มีคนติด เวลาขึ้นไร้แนวต้านเพราะไม่มีคนติดหุ้นที่คอยจะขายเมื่อเท่าทุน
- ยิ่งขึ้นยิ่งซื้อ โดยเฉพาะ New High แต่ซื้อในสัดส่วนที่น้อยลง
- ถ้าซื้อขึ้นถึงซื้อต่อ ถ้าลงขายเลย
- ตลาดขาลงต้องเลิกเล่นหุ้น
- กล้าถือหุ้นที่กำไร ลง 5 เปอร์เซ็นต์ขายทันที
- เวลาขาดทุนต้องดูว่าขาดทุนเพราะอะไร
- ถ้ามีคนเชียร์ซื้อหุ้น แล้วขึ้นเกิน 30 เปอร์เซ็นมาแล้ว ไม่น่าสนใจ
- ต้องดูให้ออกว่า Bid Offer หลอกหรือจริง (แต่ไม่ยอมบอกอะว่าดูยังไง)
- ชอบการเมืองที่มั่นคง
- ดูดัชนี ตปท ประกอบการลงทุนในแต่ละวัน
- อ่านบทวิเคราะห์เพื่อแสกนหาหุ้น แต่กราฟสำคัญที่สุด
- ยืน New High ได้ต้องพักตัวสักพัก ยิ่งนายิ่งดี
- เชื่อว่ากลุ่มหลักทรัพย์เปิดเสรีค่าคอมได้ไม่นาน
- ช่วงนี้ไม่ลงทุน ขอดูสถานการณ์การเมือง ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ก่อนกลับมาลงทุน


หมอยง

- ไม่ชอบความเสี่ยง
- อะไรที่ไม่รู้คือเสี่ยง รู้คือไม่เสี่ยง ชอบ Low Risk High Return
- ไม่รู้จริงไม่ซื้อ
- ถ้าซื้อแล้วไม่ขึ้นขายทิ้ง
- ขาย TTA เพราะกลุ่มไทเก้นที่มีความชำนาญกว่าขายเลยขายตาม
- ดูผลประกอบการ ไป VIsit
- ซื้อหุ้นตอนวิกฤต แต่จะซื้อวันที่เขียววันแรกจากแดงมานานๆ
- หุ้นลง New Low แบบโวลุ่มเยอะๆ ต้องขาย
- มอง ปีนี้น่าจะดี เพราะการเมืองนิ่งแล้ว ดอกเบี้ยลง น้ำมันลงมามาก กรอบการเล่นปี 2550 คือ 620-720 ขึ้นซื้อลงขาย


เสี่ยไฮ้ ส้มตำ

- ต้องสภาพคล่องสูง
- หุ้นต้องยังไม่ขึ้นมาก่อน ต้องซื้อตอนสะสมกำลัง
- ต้องมีกราสะสมหุ้น ดูได้จากกราฟ
- ขาดทุน 2 เปอร์เซ็นต์ขายทันที แต่ถ้าขายแล้วขึ้นขอดุก่อน ยังไม่ซื้อกลับทันที
- รอบของหุ้นจะ 2-3 เดือน


เสี่ยป๋อง สุพรรณ

- ปรับสไตล์ให้เข้ากับสถานการณ์
- ไป Visit
- ดุบทวิเคาะห์
- ดูตลาดรอบบ้าน ดาวโจนส์ นิเคอิ
- เชื่อกราฟ
- เอาพื้นฐานเป็นตัวหาหุ้นเล่น ใช้กราฟหาจังหวะซื้อ-ขาย
- กราฟมีความแม่นยำ 70 เปอร์เซ็นต์
- กราฟช่วยให้เราประหยัดเวลา


พี่ยักษ์

- อยุ่ในตลาดหุ้นต้องมืออาชีพ
- กราฟไม่เคยหลอก แต่ยังไงก็ต้องอิงพื้นฐาน
- ต้องรู้จริง ต้องวางแผน
- จดไดอารี่ว่าพลาดอะไร ยังไง
- เล่นหุ้นขาลงก้ต้องเจ็บตัวแน่นอน
- ซื้อหุ้นตอนคนยังเข้ามาเล่นไม่เยอะ
- พยายามเกาะกลุ่มเพื่อนๆนักเล่นเอาไว้ เพื่อแลกข้อมูล
- ตอบให้ได้ว่าหุ้นจะขึ้นเพราะอะไร
- มุมมองต้องเปลี่ยนตามสถานการณ์
- ต้องแก้ไขเมื่อพลาด
- วิกฤตคือโอกาสของอนาคตแต่อนาคตไม่ใช่ 2-3 วันข้างหน้า
- อย่าตามหลังมวลชน
- จุดที่ปลอดภัยที่สุดคืออันตรายที่สุด จุดที่อันตรายที่สุดคือปลอดภัยที่สุด

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

10 ไอเดีย..เล่นหุ้นให้รวย ปี 2556 ตอนจบ

10 ไอเดีย..เล่นหุ้นให้รวย ปี 2556 ตอนจบ

ที่มาhttp://www.doctorwe.com/variety/20130204/4386
1  สวัสดีครับ  เพื่อนๆ  พี่ๆ  เฟสบุ๊ค
เมื่อวานนี้  เราได้คุยกันไปแล้วถึงเรื่อง
“ 10  ไอเดีย..เล่นหุ้นให้รวย ปี 2556”  ตอนที่ 1
เมื่อวานนี้  คุยกันไปแล้ว 5 ข้อ
อยากอ่านเชิญที่  http://www.doctorwe.com/variety/20130203/4365
วันนี้  จึงขอเสนอตอนจบ…อีก 5 ข้อ นะครับ.. ดังนี้ครับ


2   ข้อที่หก  ซื้อ…  “ทองคำ”
นักวิเคราะห์จาก เมอร์ริล ลินช์ ชี้ว่า…
ราคาทองคำในสิ้นปี 2556  น่าจะไต่ไปถึง..  2,000 ดอลลาร์ ต่อทรอยออนซ์
หรือสูงขึ้น 20%  จากราคาที่เป็นอยู่ในเวลานี้


3  สาเหตุมาจาก  “นโยบาย Easy Money”
ฟรานซิสโก บลานช์  แห่ง เมอร์ริล ลินช์ ได้ให้เหตุผลสนับสนุนว่า
บรรดารัฐบาลทั่วโลกได้อัดฉีดเงินเข้าระบบ  นับจากมาตรการผ่อนคลานทางการเงิน QE ของอเมริกา
การอัดฉีดเงินเข้าระบบของ ธนาคารกลางยุโรป และญี่ปุ่น
สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ “ราคาทองคำ” พุ่งสูงขึ้น


4   สิ่งที่น่าคิด…สำหรับราคาทองคำก็คือ  มันจะไม่หยุดอยู่แค่นั้น
บลานช์ กล่าวว่า  ราคาทองคำจะไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ
สิ้นปี 2557  ราคาทองคำ..น่าจะไต่ไปถึง 2,400 ดอลลาร์ ต่อทรอยออนซ์
หรือขึ้นเกือบ 50%  จากราคาในเวลานี้
และแร่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เงิน (ซิลเวอร์) หรือ แพลทตินั่ม  ก็จะพลอยได้รับ “อานิสงส์” ด้วย


  ข้อที่เจ็ด  ราคาอสังหาฯ… “กลับมาแล้ว”
ปี 2551  เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ในอเมริกา
และทำให้ราคาอสังหาฯ บางพื้นที่ตกลงกว่า 50%
ในเวลานี้ ราคาอสังหาฯต่างๆ..กลับมาแล้ว
จำนวนยอดขายบ้าน..พุ่งขึ้น ขณะที่บ้านค้างสต็อค..ลดลง


6   สิ่งที่สำคัญที่สุด..  อัตราดอกเบี้ยลดลง
และอัตราดอกเบี้ยยังลดลง “ต่ำที่สุด”  เป็นประวัติการณ์
ในการสำรวจของบริษัท รัสเซลล์ ยังพบว่า
61%  ของผู้ตอบแบบสอบถาม เชื่อว่า…
ทุกอย่างๆสำหรับอสังหาริมทรัพย์..  ในปี 2556..จะไปได้ดีมาก


7   การฟื้นตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นี้ ก็จะ..สร้างงาน อย่างมากมาย
ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ วัสดุก่อสร้าง และอุตสาหกรรมการเงิน
นอกจากนั้น ตัวเลขการออก…กองทุนอสังหาริมทรัพย์ (REITs)  พบว่า
จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2555  เพิ่มสูงขึ้นถึง 17%
สาเหตุเป็นเพราะว่า  ผลตอบแทนของกองทุนฯ… พุ่งสูงขึ้น นั่นเอง


8   กลยุทธ์ก็คือ  ควรซื้อหุ้นของ “บริษัทขายวัสดุก่อสร้าง”  และ “บริษัทที่เกี่ยวกับอสังหาฯ”
เพื่อให้ง่าย.. ในบ้านเมืองไทย ให้เปรียบเทียบกับ..
บริษัทวัสดุก่อสร้าง:  SCC  Homepro  Global  เป็นต้น
บริษัทอสังหาฯ    PS,  LH,  SIRI….
เครือโรงแรมฯ     ERW,  CEN,  MINT…..


9     ข้อที่แปด  อุตสาหกรรม… จะกลับมาด้วย
เมอร์ริล ลินช์ ยังได้แนะนำเพิ่มเติม..เกี่ยวกับ…หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรม
โดยหุ้นในกลุ่มที่จะดีขึ้นนี้ จะต้องเป็น “หุ้น..คุณภาพสูง”  (High-quality Stocks)
ซึ่งหนีไม่พ้น  “หุ้นขนาดยักษ์ใหญ่” อีกเช่นกัน


10  ยกตัวอย่างเช่น  หุ้น Caterpillar
ซึ่งทำ..รถขุด  รถตักดิน อื่นๆ  รายใหญ่ที่สุดในโลก
นักวิเคราะห์ อีกรายคือ S&P Capital IQ  ก็กล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า
หุ้นบริษัทขายวัสดุก่อสร้าง และปรับปรุงบ้าน ยังจะ..ดีต่อไป
ในขณะที่ให้เก็บหุ้นกองทุน SPDR (หุ้นทองคำ)  และหุ้นกองทุนอุตสาหกรรม อย่าง Vanguard


11   ข้อที่เก้า   เมื่อ โทคโนโลยี่..ยังมาแรง
หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี ในปี 2555 ที่ผ่านมา ได้ไปสร้างรายได้ในต่างประเทศ..จำนวนมหาศาล
ปัจจุบัน..บริษัทเทคโนโลยี เหล่านี้ จะมีจุดที่เด่นมากคือ
บริษัทเหล่านี้  ..จะมีเงินสดจำนวนมาก  ..มีหนี้น้อย  ..และจ่ายเงินปันผล


12   ด้วยสัญญาณ..ฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของ..สหรัฐอเมริกา
ด้วยสัญญาณ..เศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้นใน..ยุโรป
จึงคาดได้ว่า  หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี..ที่มีศักยภาพสูง ในปัจจุบัน
จะสามารถ..กวาดตลาดได้เพิ่มขึ้นในทั้งสองตลาด
นั่นหมายถึง  ราคาที่เพิ่มขึ้นของ “หุ้นโทคโนโลยี” นั่นเอง


13   นักวิเคราะห์จาก  Turner Investment  ยังเสริมด้วยว่า
บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง เช่น Apple
จะเผชิญกับ “ความเสี่ยง..ในแง่บวก”
นั่นคือยังมีความเสี่ยงสูงอยู่…  แต่..
ถ้าหาก..สำเร็จ  ยอดขายของ Apple จะเพิ่มขึ้นอีก 25% ทุกปี ไปอีกหลายปี


14   ข้อที่สิบ   ซื้อ “หุ้นปันผลที่ดีที่สุด…10 อันดับแรก”
หากเพื่อนๆ  ยังคงที่จะอยากมีรายได้จาก..
“เงินปันผล”  และ “ส่วนต่างมูลค่าหุ้น” แล้ว
ให้ซื้อ  “หุ้นขนาดใหญ่”  ที่มีการจ่ายเงินปันผลดีที่สุด 10 อันดับแรก


15  สาเหตุเป็นเพราะ ในสหรัฐอเมริกา พบว่า
ในปี 2555   หุ้นปันผลขนาดเล็ก ให้ปันผลประมาณ 7%
ขณะที่   หุ้นปันผลขนาดใหญ่  พบว่า…
หุ้นปันผลขนาดใหญ่ 30 อันดับแรก ให้เงินปันผลเฉลี่ยสูงถึง 9%


16    บรรดาหุ้นดังกล่าว มีบางส่วนที่คนำไทยรู้จัก เช่น
AT&T,  McDonald,  HP,  Microsoft,  Pfizer,  Verizon (หุ้นโทรศัพท์มือถือ)
นอกจากนั้นก็เป็นหุ้นกองทุน…
ที่มีนโยบายลงทุนใน..หุ้นขนาดใหญ่..แทบทั้งสิ้น


17   และนั่นคือ  “10 ไอเดีย..เล่นหุ้นให้รวย ปี 2556”
เวลานี้  ดัชนีตลาดฯ..ทำลายสถิติ…แทบไม่เว้นวัน
ก็ขอให้เพื่อนๆ..ระมัดระวัง…ด้วยนะครับ
โชคดีนะครับ…
(อยากอ่านรวดเดียว เชิญที่ www.doctorwe.com ครับ)

10 ไอเดีย..เล่นหุ้นให้รวยปี 2556 ตอนที่ 1


10 ไอเดีย..เล่นหุ้นให้รวยปี 2556 ตอนที่ 1

 3 กุมภาพันธ์ 2556
ที่มาhttp://www.doctorwe.com/variety/20130203/4365
1  สวัสดีครับ  เพื่อนๆ  พี่ๆ  เฟสบุ๊ค
ผมได้อ่านบทความเรื่อง…
“10 Money-making Investment Ideas for 2013”  โดย  Jonathan Burton- Market Watch
วันนี้  จึงขอเสนอตอน
“ 10  ไอเดีย..เล่นหุ้นให้รวยปี 2556”  ตอนที่ 1


2  ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ
โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการลงทุนที่น่าสนใจมาก
ตั้งแต่เรื่องหุ้น  เรื่องจีน เรื่องทองคำ… เรื่องอสังหาฯ 
เรื่องอุตสาหกรรมที่จะมา  เรื่องเทคโนโลยี   เป็นต้น
จึงขอเริ่มเรื่องเลยนะครับ


ข้อหนึ่ง   หุ้นยักษ์ใหญ่…ยังคงใหญ่ต่อไป 
Mary Ann Bartels   นักวิเคราะห์จาก Bank of America มองว่า
“ผู้นำคนใหม่ในตลาดหุ้น…
ก็ยังคงเป็น…หุ้นยักษ์ใหญ่อยู่ดี”


4   หุ้นยักษ์ใหญ่  หรือหุ้นที่มีมูลค่าการตลาดสูงที่สุด 50 อันดับแรกของตลาด
Bartels  กล่าวว่า “ตลาดหุ้นของอเมริกา..ตกต่ำมาตลอดตั้งแต่ปี 2000”
แต่จากนี้ไป..   ตลาดหุ้น..จะเข้าสู่ภาวะ…กระทิง อีกครั้งหนึ่ง
โดยครั้งนี้  หุ้นยักษ์ใหญ่…เท่านั้น  ที่จะก่อให้เกิด ภาวะกระทิงได้”


5  ในขณะที่   Paul Nolte  กรรมการผู้จัดการ ของ Dearborn Partners
กล่าวถึง “หุ้นยักษ์ใหญ่” ว่า …
“หุ้นยิ่งใหญ่..  ยิ่งดี..”  นอกจากนั้นยังกล่าวเสริมด้วยว่า
“ในยามที่เศรษฐกิจซบเซา  บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านั้น..
ก็จะสามารถทนแรงกระแทก..ได้ดีกว่า…”


6   ข้อสอง   บริษัทที่มี…คุณภาพสูง…ก็ยังคงมี “คุณภาพสูง” ต่อไป
คำว่า “คุณภาพ” ในที่นี้หมายถึง มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง
รายได้ในอนาคต..ค่อนข้างแน่นอน
และมีศักยภาพในการแข่งขันสูง
และยัง.. “จ่ายเงินปันผล..ได้มาก”  ทำให้ “คุณภาพ” ของบริษัทนั้นๆ…. ยิ่งดูดี


7    Savita Subramanian จากธนาคาร Bank of America
หุ้นที่มีคุณภาพสูง  โดยมาก…. ราคาจะยังไม่แพง…เมื่อเทียบกับคุณภาพ
บริษัทเหล่านี้..มักจะเป็นผู้นำตลาด  และมีการเปิดเผยข้อมูลเป็นอย่างดี
ถ้านึกไม่ออก  ก็ให้นึกถึง… Pepsi,  IBM,  Caterpillar  เป็นต้น


8    Brian Belski   หัวหน้านักลงทุนเชิงกลยุทธ์ ที่ BMO Capital Markets  กล่าวไว้ว่า
หุ้นที่มีคุณภาพ  +   อัตราการเจริญเติบโตที่ดี  =  ความมั่นคง
“เมื่อทุกอย่างเริ่มผันผวน..ไม่แน่นอน
นักลงทุนก็มีแนวโน้มที่จะ…ยอมจ่ายแพง…เพื่อให้ผลตอบแทน…ที่แน่นอน”


9   หุ้นที่ Belski  กล่าวถึงก็คือ…
Google Inc.,   Starbucks Inc.,   หรือ  GAP  เป็นต้น
หุ้นเหล่านี้  มีแนวโน้มที่จะเป็นหุ้นพื้นฐานของนักลงทุน
กล่าวคือ กิจการเหล่านี้จะขายได้ทุกวัน…ไม่ว่า เศรษฐกิจ…จะดี …หรือจะเลว ?


10   ข้อสาม  หุ้น..ปันผล…งามๆๆ
Nolte  ยังให้ข้อคิดด้วยว่า  “เงินปันผล นั้น…สำคัญ”
“แต่หุ้นที่ปันผลดี…ราคาถูกๆ  แทบจะไม่มีเหลือ..อยู่ในตลาดเลย”
จริงๆแล้ว   นักลงทุนส่วนใหญ่….  ไม่ค่อยสนใจ  “เงินปันผล”
แต่เขาสนใจ  “ส่วนต่าง” ราคาหุ้น…ต่างหาก


11  หากเรามองหา..  “บริษัทที่จ่าย..เงินปันผล..งามๆๆ”
เราอาจจะมีโอกาสเจอ…  “ภาพลวงตา” ก็เป็นได้
อะไรคือ..   ภาพลวงตา..ที่ว่า
ภาพลวงตา ก็คือ..  
เพียงเพราะ..อยากได้ “เงินปันผล”   เราจึงซื้อหุ้นปันผล.. ในราคาที่.. “แพงเกินไป”


12   ข้อสี่..   เมื่อหุ้นในยุโรป..  จะกลับมาแล้ว
เมื่อปีที่แล้ว  หุ้นในกลุ่มประเทศยูโรโซน..ในยุโรป
ราคาร่วง…กันเป็นทิวแถว
แต่ตอนนี้..หลายอย่างกำลังดีขึ้น
ดูได้จาก  ราคาหุ้นจากกลางปีถึงปลายเดือนธันวาคม..ปีที่แล้ว  ขึ้นมาเกือบ 20%


13   นอกจากนั้น  ผลสำรวจของ Russell พบว่า
2 ใน 3  ของผู้จัดการกองทุนมองว่า…
เศรษฐกิจในกลุ่มยูโรโซน..  “กำลังจะดีขึ้น”
และมากกว่าครึ่งหนึ่ง บอกว่า  “อย่างน้อย…ก็ยังรักษาระดับเดิมไว้ได้”
ขณะที่ Paul Nolte คิดว่า  “ประเมินภาพตลาดหุ้นยุโรปโดยรวม..  ราคา…ไม่แพงเลย”


14   ข้อห้า..   เมื่อ  จีน..จะกลับมา “ยิ่งใหญ่” อีก
ในปีที่ผ่านมา   เศรษฐกิจจีนเอง…ก็แย่
จึงไม่ได้แสดงบทบาท..อะไร ในการช่วยเศรษฐกิจโลก
นักกลยุทธ์ ที่ Russell Investment คาดการณ์ว่า…


15  จีน..จะสามารถ รักษาอัตราการเจริญเติบโตไว้ได้ที่ 8%
และมีแนวโน้มสูงที่จีนจะ..  “ทำได้ดีกว่า..ที่คาด”
นอกจากนั้น  จากการสำรวจพบว่า
62% ตอบว่า  ผู้นำคนใหม่จีน…จะสามารถ
นำจีน และประเทศต่างๆในเอเชีย ให้มีเศรษฐกิจ “ดีขึ้น” ตามไปด้วย


16   Alberto Ardes  นักเศรษฐศาสตร์จาก  Merrill Lynch  ให้ความเห็นว่า
หุ้นที่แข็งแรง…  จะต้องมาจาก   “หุ้น..ที่มีผู้บริโภค..จำนวนมากๆ”
ในขณะที่หุ้นของบริษัทข้ามชาติ  จาก สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น
ก็จะเป็น “หุ้นชั้นดี” ที่จะช่วยเศรษฐกิจของชาติเหล่านี้ด้วย เช่นกัน


17  ทั้งหมดนี้ก็คือ  “ 10  ไอเดีย..เล่นหุ้นให้รวย”  ตอนที่ 1
หากอยากได้…  เคล็ดวิชา…
เพื่อนๆ  อาจจะต้องอ่านอีกรอบนะครับ
สนใจอ่านรวดเดียว.. พรุ่งนี้..อ่านได้ที่  www.doctorwe.com
และพบกับตอนจบ…ในวันพรุ่งนี้ นะครับ

ข้อความนี้ถูกโพสต์ขึ้นโดย :

เคล็ดลับ ที่ทำให้บัฟเฟตต์..รวยระดับโลก

เคล็ดลับ ที่ทำให้บัฟเฟตต์..รวยระดับโลก

ที่มา http://www.doctorwe.com/bangkokbiznews/20130118/4246
8 มกราคม 2556
คอลัมน์:  ภูมิคุ้มกัน คอร์รัปชัน
เคล็ดลับ ที่ทำให้บัฟเฟตต์..รวยระดับโลก
ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
www.facebook.com/doctorweraphong
วอร์เรน บัฟเฟตต์ อภิมหาเศรษฐีและเป็นหนึ่งในบุคคลที่รวยที่สุดในโลก จึงเป็นธรรมดาที่มีหลายต่อหลายคนอยากรู้ว่า บัฟเฟตต์มีเคล็ดลับในการลงทุนอย่างไร? จึงทำให้ตนเองประสบความสำเร็จได้มากถึงเพียงนั้น ในหนังสือเรื่อง “Buffett’s Bites” ซึ่งได้แปลเป็นฉบับภาษาไทยว่า “ 25 เคล็ดลับ การลงทุนของ..บัฟเฟตต์” โดยสำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์ หนังสือได้กล่าวถึงเคล็ดลับดังกล่าว ซึ่งผมจะขอหยิกยกมาบางส่วน เพื่อมาเล่าให้คุณผู้อ่านได้อ่านดังนี้ครับ

หนึ่ง  การแสวงหาเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำ 
ความลับในความสำเร็จของบัฟเฟตต์ก็คือ ความสามารถในการหาเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำมาลงทุนได้ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงชอบธุรกิจประกันภัย ในปี 2551 พบว่า 24 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของบริษัทเบิร์กไชร์ ฮาทาเวย์ ของบัฟเฟตต์ และ…. 50 เปอร์เซ็นต์ ของกำไรทั้งหมด มาจากธุรกิจประกันภัยต่อ ประกันทรัพย์สิน ประกันชีวิต และประกันรถยนต์

บัฟเฟตต์เองชอบรายได้ที่ได้มาจาก…. “Float” Float ในที่นี้หมายถึง รายได้จากเบี้ยประกันภัยที่เบิร์กไชร์รับเข้ามาแล้ว แต่ยังไม่ต้องจ่ายค่าสินไหมจนกว่าจะเกิดอุบัติเหตุในอนาคต ซึ่งก็จะสามารถนำเบี้ยประกันภัยจำนวนนี้ไปลงทุนก่อนได้ นอกจากนั้น ยังรวมถึงเบี้ยประกันภัยที่หักออกด้วยค่าใช้จ่ายทางด้านสินไหมแล้ว บัฟเฟตต์ก็จะสามารถนำกำไรส่วนเกินนี้ไปลงทุนต่อได้ นั่นเท่ากับว่า
บัฟเฟตต์จะมีเงินทุนที่ไม่มีต้นทุนให้นำไปลงทุนได้

สอง  แสวงหา “บริษัทที่มีคุณค่า ที่..โลกได้ลืมไปแล้ว”
ในปี 2542 เบิร์กไชร์ ซึ่งเป็นบริษัทการลงทุนของบัฟเฟตต์ ก็มีมูลค่าการตลาดสูงเป็นอันดับที่ 74 ของบริษัทในสหรัฐอเมริกา แต่เบิร์กไชร์กลับไม่เคยปรากฏอยู่บนหน้าปกของวารสารทางการเงินฉบับใดๆเลย ในปีเดียวกัน อลิซ โชรเดอร์ นักวิเคราะห์ของสถาบันการเงินเพน เว็บเบอร์ (Paine Webber)  ได้เขียนบทวิจัยเกี่ยวกับเบิร์กไชร์ เธอได้สรุปว่า เบิร์กไชร์เป็นบริษัทลงทุนขนาดใหญ่ที่มีพอร์ตการลงทุนมหาศาล และไม่เหมือนกับบริษัทจัดการการลงทุนทั่วไป

ธุรกิจที่เบิร์กไชร์เข้าไปลงทุนนั้น ไม่ได้ต้องการประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกันเลย แต่ ละบริษัทจะทำงานเป็นอิสระต่อกัน และส่งผลกำไรส่วนเกินที่ไม่จำเป็นต้องใช้..ส่งคืนไปยังบัฟเฟตต์ เพื่อให้เขาไปลงทุนต่อเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นของเบิร์กไชร์ บัฟเฟตต์ยังคงใช้เวลาที่มีค่าของเขาไปในการอ่านและคิด เพื่อจะหาโอกาสซื้อ…  “บริษัทที่มีคุณค่า ที่..โลกได้ลืมไปแล้ว”
สาม  กฎ 3 ข้อ ….หัวใจในการซื้อกิจการ

เพื่อที่จะหาว่าธุรกิจใดน่าลงทุน? บัฟเฟตต์ก็จะใช้กฎ 3 ข้อแบบง่ายๆ คือ  หนึ่ง มีราคาที่น่าสนใจ (มีราคาถูกอย่างยิ่ง)  สอง มีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างถาวร (Durable Competitive Advantage – DCA) ซึ่งจะสามารถทำกำไรได้อีกนาน  และสาม เป็นธุรกิจที่บัฟเฟตต์สามารถเข้าใจได้ว่าจะแข่งขันกับคนอื่นได้อย่างไร? หรือเรียกง่ายๆว่าอยู่ใน “กลุ่มที่มีความสามารถในการแข่งขัน” (Circle of Competence)

ถ้าผ่านทั้งสามข้อนี้แล้ว บัฟเฟตต์ก็จะดูต่อว่า ผู้บริหารของบริษัทนั้นๆรักและมุ่งมั่นทำธุรกิจของตนหรือไม่? ถ้าใช่ เขาจึงจะเริ่มศึกษาอย่างจริงจังว่าจะลงทุนในบริษัทนั้นๆหรือไม่?

สี่  การแบ่งธุรกิจเป็น 3 ประเภท  ของบัฟเฟตต์
บัฟเฟตต์เคยสรุปภาพรวมของการจัดสรรเงินลงทุนของเขา โดยเขาแบ่งประเภทของกิจการที่เขาไปลงทุนเป็น 3 กลุ่ม โดยขึ้นกับอัตราการเจริญเติบโตของธุรกิจนั้นๆซึ่งมีตั้งแต่   ดีเยี่ยม   ดี…     และ….ควรหลีกเลี่ยง (อ่านเพิ่มเติม “กลยุทธ์ธุรกิจ 3 ประเภทของวอร์เรน บัฟเฟตต์” ได้ในกรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 31 สิงหาคม 2555 หรือ http://www.doctorwe.com/bangkokbiznews/20120831/3792 )

ซีส์ แคนดี้ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายช็อคโกแลตไม่ใช่เป็นแค่ธุรกิจที่ดีเท่านั้น แต่มันเป็นธุรกิจที่..ดีเยี่ยม ต่างหาก บัฟเฟตต์จัด “ซีส์ แคนดี้” ไว้ในธุรกิจประเภทดีเยี่ยม เป็นเพราะว่าคุณสมบัติของซีส์ตรงทั้งสามข้อ กล่าวคือ ข้อหนึ่ง ราคาซื้อธุรกิจนี้ไม่แพง เป็นราคาที่สมเหตุสมผล   ข้อสอง บริษัทยังทำกำไรได้ดีบนพื้นฐานของความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน  ข้อสาม ธุรกิจนี้เข้าใจได้ง่ายๆ 

ไฟลท์เซฟตี้:  ธุรกิจที่ดี..ไม่ใช่ดีเยี่ยม ธุรกิจไฟล์ เซฟตี้ (FlightSafety) ซึ่งเป็นธุรกิจในการฝึกอบรมนักบินในสายการบินต่างๆ ไฟลท์เซฟตี้จัดการเงินลงทุนที่จะใช้เพื่อการเจริญเติบโตได้อย่างไร? มันอาจนับได้ว่าทำได้ไม่ถึงกับดีเยี่ยม แต่ก็ดีพอ ทุกๆปี บริษัทจะต้องลงทุนในการซื้อเครื่องจำลองการบิน (Flight Simulator) ใหม่ๆ เพื่อฝึกอบรมให้นักบินสามารถขับเครื่องบินใหม่ได้ บัฟเฟตต์อธิบายไว้ว่า “ไม่เหมือนกับผลตอบแทนจากซีส์ ผลตอบแทนของไฟลท์เซฟตี้จะเกิดขึ้นก็ต้องลงทุนเพิ่มอีก 509 ล้านดอลลาร์”

ธุรกิจที่จัดได้ว่าเป็นประเภทที่ควรหลีกเลี่ยง: ให้คิดถึงธุรกิจการบิน ธุรกิจ ที่จัดได้ว่าเป็นประเภทควรหลีกเลี่ยงคือ เป็นธุรกิจที่เติบโตเร็ว ต้องการเงินลงทุนสูง แต่ได้กำไร..ไม่มากนัก ตัวอย่างของธุรกิจประเภทนี้ก็คือ บริษัทสายการบินต่างๆซึ่งมีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืนน้อยมาก และ…นั่นคือ  เคล็ดับ ที่ทำให้บัฟเฟตต์…รวยระดับโลก

ในหนังสือ “ 25 เคล็ดลับการลงทุนของ…บัฟเฟตต์” จะสอน แง่มุม และแนวคิดใน “การบริหารงาน” ได้เป็นอย่างดี ดังสโลแกนของหนังสือที่ว่า “ถ้าคุณเป็นผู้บริหาร คุณต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ ถ้าคุณเป็นนักลงทุน คุณไม่อยากรวยแบบบัฟเฟตต์หรือ?”  ดังนั้น ถ้าเราหากคิดจะ “ร่ำรวย..เหมือนบัฟเฟตต์” ก็คงจะต้อง..ศึกษา “เคล็ดลับ” เหล่านี้…ไว้ด้วยนะครับ

เลือกหุ้นสไตล์…Tomorrow Never Dies ! โดย วิกรม เกษมวุฒิ



เลือกหุ้นสไตล์…Tomorrow Never Dies ! โดย วิกรม เกษมวุฒิ

3 กรกฎาคม 2555
ที่มา http://www.doctorwe.com/variety/20120703/2217

สวัสดีครับ เพื่อนๆ พี่ๆ เฟสบุ๊ค
ผมมีรุ่นพี่อยู่ท่านหนึ่ง
ท่านเป็นคนที่ “รักการเล่นหุ้น” เป็นชีวิตจิตใจ
และทุกวันนี้ “คำแนะนำ” ของท่าน ก็ยังใช้ได้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน
ท่านมีชื่อว่า  พี่วิกรม เกษมวุฒิ
ในตอน  เลือกหุ้นสไตล์…Tomorrow Never Dies !!!



เลือกหุ้นสไตล์…Tomorrow Never Dies !!!
หุ้นที่ไม่มีวันตาย…พอร์ตไม่มีวันเจ๊ง
“หุ้นปูนใหญ่” มีลักษณะเป็นหุ้นที่
“ไม่เคยสายที่จะลงทุน ถือหุ้นปูนใหญ่”
ลงทุนเมื่อไรก็ได้กำไร ถ้าหากถือลงทุนระยะยาว



ถ้า “โค้ก” คือ หุ้น “Tomorrow Never Dies !”
หรือหุ้นที่ไม่มีวันตาย ! สำหรับสุดยอดเซียนหุ้นบันลือโลกอย่าง “วอร์เรน บัฟเฟตต์”
“หุ้นปูนซิเมนต์ไทย”(SCC) ก็คือ
สุดยอดหุ้นดีที่สุดที่…
“เซียนสถิติ…วิกรม เกษมวุฒิ” ยกย่องให้เป็นหุ้นที่ไม่เคยตายไปจากตลาดหุ้นไทย



วิกรม คือหนึ่งใน “เซียนสถิติ”…แถวหน้าของเมืองไทย
ที่อุทิศตัวเพื่อย่ำเท้าไปตามเส้นทางเดียวกับ “วอร์เรน บัฟเฟตต์”
สุดยอดนักลงทุน ผู้มีความมั่งคั่งเป็นอันดับ 2 ของโลก
จากหุ้น “เบิร์กไชร์” บริษัทโฮลดิ้งที่ไปลงทุนในบริษัทอื่น



วอร์เรนเป็นนักลงทุนเพียงคนเดียวที่สร้างความร่ำรวยจากตลาดหุ้น
จนกลายเป็นอภิมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก เบิร์กไชร์
เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่หลายบริษัทในตลาดหุ้นนิวยอร์ก
เช่นหุ้น โคคา-โคลา ยิลเลตต์ อเมริกันเอ็กซ์เพรส เวลฟาร์โก วอลล์ดิสนีย์
และหุ้น วอชิงตัน โพสต์ ที่ทำกำไรสูงสุดถึง 109 เท่า



ตามความเชื่อของวิกรม เขาคิดว่า
“ดาบดีมี 2 คม จะเป็นคุณเป็นโทษก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้”
เพราะอดีต คือ ความจริงที่เกิดขึ้นไปแล้ว
แต่อนาคตเป็นสิ่งที่ยากจะอธิบาย วิกรมเชื่อเช่นนั้น



ในเมื่อไม่มีใครทำนายอนาคตได้
อดีตก็น่าจะเป็นเครื่องบอกทางที่ดีที่สุดใช่หรือไม่
วิกรม บอกว่า ตลอด 38 ปีที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ลงทุนมีกำไรถึง 6,000 เท่า
และมีนักลงทุนจำนวนมาก เชื่อถือและลงทุนตามคำแนะนำของเขา



“จากเงินลงทุนครั้งแรกที่ 13 เหรียญต่อหุ้น หรือหุ้นละ 540 บาทเมื่อปี 2508
ลงทุนจำนวน 100 หุ้น จนถึงเมื่อต้นปี 2541
ราคาหุ้นขึ้นไปสูงสุดที่ 8 หมื่นเหรียญ หรือหุ้นละ 3 ล้านบาท
คิดผลกำไรเป็นเม็ดเงินถึง 300 ล้านบาท
จากถือหุ้นเพียง 100หุ้น เท่านั้น”



หลักการลงทุนของบัฟเฟตต์จะยึดหลัก 4 ข้อก่อนตัดสินใจลงทุน คือ
หลักการทางธุรกิจ   การบริหาร
การเงินและ……        การตลาด
การเลือกลงทุนในแง่ “ธุรกิจ” ของเขา
จะเน้นธุรกิจที่เข้าใจได้ง่าย มีประวัติการดำเนินงานที่ดี สม่ำเสมอ



มีแนวโน้มการทำกำไรระยะยาวเป็นที่น่าพอใจ
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร หรือ อนาคตจะต้องเผชิญกับอะไรก็ตาม
หุ้นที่เขาถือจึงเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับสิ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน
จึงหนีไม่พ้น ธุรกิจอาหาร ขนม ประกันชีวิต เครื่องบิน รองเท้า
เครื่องดื่ม เฟอร์นิเจอร์ หนังสือพิมพ์ และอื่นๆ
เช่น หุ้นโค้ก ,ช็อกโกแลตยี่ห้อ SEE’S   หนังสือพิมพ์ วอชิงตัน โพสต์ เป็นต้น



ในแง่ของ “การบริหาร” บัฟเฟตต์จะคำนึงถึงความสมเหตุสมผลของผู้บริหาร
การเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ถือหุ้นอย่างตรงไปตรงมา ไม่โกง และไม่ทำธุรกิจตามคนอื่น
ด้าน “การเงิน” เขาจะใส่ใจ “ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น” (ROE)
ไม่ใช่กำไรต่อหุ้น และคำนวณกำไรของผู้ถือหุ้นออกมาเป็นตัวเลข
โดยจะยึดหลักว่า เมื่อลงทุนทั้งปีจะต้องมีกำไรกลับคืนมามากกว่า 12% หรือ 1% ต่อเดือน
ถ้าหากน้อยกว่านี้ เขาจะไม่เลือกซื้อหุ้นบริษัทนั้นเลย



หลัก “การตลาด” เขาจะคำนวณก่อนว่ามูลค่าของธุรกิจบริษัทที่ลงทุนเป็นเท่าไร
โดยใช้ราคาหุ้น คูณด้วยจำนวนหุ้นที่มีอยู่
และหาโอกาสซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากๆ
โดยเขาจะ “เฝ้ารอ” เวลาที่ราคาหุ้นลงมาต่ำกว่า… พื้นฐานที่แท้จริง



อย่างโค้ก… บัฟเฟตต์สนใจมานาน แต่ช่วงนั้นราคาหุ้นสูงมากเขาเฝ้ารอ
จนกระทั่งเกิดปัญหาภายในบริษัท ผู้บริหารชุดเก่าลาออก และเปลี่ยนผู้บริหารชุดใหม่
เนื่องจากพนักงานบริษัทไม่พอใจประธานบริษัทคนเก่า
บัฟเฟตต์บอกว่า ช่วงที่เป็นจังหวะการซื้อหุ้นที่ดี ก็คือ ช่วงที่มีเหตุการณ์ไม่ปกติ



การลงทุนของวิกรม เขาจะยึดหลักการเดียวกันกับบัฟเฟตต์
เขาย้ำว่า หัวใจของหุ้น คือผลกำไร เพราะราคาหุ้นจะต้องไปกับกำไรของบริษัทเสมอ
“สรุปก็คือ หุ้นทั้งหลายตายอยู่ที่ผลกำไร คือราคาหุ้นจะต้องไปกับกำไรของบริษัทเสมอ
ถ้าหากราคาหุ้นวันนี้ไม่ขึ้น อีก 1-2 ปี ก็จะขึ้นแน่นอน”
หลักการก็คือ ถ้าบริษัทมีกำไรสม่ำเสมอ และดีขึ้น ราคาหุ้นก็ต้องขึ้น
ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อไหร่…  ที่ผู้ลงทุนจะกลับมาให้ความสนใจ



สถิติหุ้นในตลาดหุ้นสหรัฐก็เช่นกัน เมื่อใดที่ผลกำไรของบริษัทตกลง
ราคาหุ้นก็จะลดลงไปในทิศทางเดียวกัน
ในทางกลับกันเมื่อผลกำไรของหุ้นดีขึ้น ราคาหุ้นก็จะปรับตัวสูงขึ้นด้วย
ตัวอย่างของ “หุ้นวอลล์-มาร์ท” บริษัทดิสเคาท์สโตร์อันดับหนึ่งของโลก ซึ่งบริษัทมีกำไรทุกปี
ส่งผลให้ราคาหุ้นขึ้นมาโดยตลอด ทำให้ผู้ที่ลงทุนในหุ้นวอลล์-มาร์ท
ไม่เคยสายที่จะได้รับกำไรจากลงทุนไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใด



วิกรม ยกย่อง “หุ้นปูนใหญ่” เป็นหุ้นที่มีลักษณะที่ “ไม่เคยสายที่จะลงทุน ถือหุ้นปูนใหญ่”
หรือลงทุนเมื่อไรก็ได้กำไร ถ้าหากถือลงทุนระยะยาว
“ปูนใหญ่”  เข้าตลาดหุ้นเมื่อปี 2518 เป็น 1 ใน 8 หุ้นยุคแรกที่เข้าตลาดหุ้นพร้อมกับเปิดตลาดหุ้นไทย
ถ้าย้อนกลับไปดูผลตอบแทนของหุ้นปูนใหญ่
จะพบว่า หากลงทุนเริ่มแรกเมื่อปี 2518 ที่ราคา 167 บาท จำนวน 100 หุ้น
หรือคิดเป็นเงินลงทุน 16,700 บาท



ปัจจุบันราคาอยู่ที่ประมาณ 350 บาท
และคิดเป็นจำนวน 10,000 หุ้น
( มีการแตกพาร์จากมูลค่า 100 บาท เป็น 10 บาทและ 1 บาทในปัจจุบัน)
พบว่า มูลค่าหุ้นเพิ่มเป็น 3.5 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นมา 210 เท่าภายในระยะเวลา 37 ปี



และนั่นคือ วิธีเล่นหุ้นสไตล์ “Tomorrow never dies”
ของ วิกรม เกษมวุฒิ
เพื่อนๆ ที่อาจเคยผ่านประสบการณ์ “Tomorrow will die”
หรือที่แปลว่าว่า “พรุ่งนี้….อาจตายได้ !!”
อาจลองเปลี่ยนการเล่นหุ้นเป็นแบบนี้บ้าง
เพราะ เราอาจจะไม่ต้อง “กังวล” และอาจมี “ชีวิตที่ยาวกว่า”   ก็เป็นได้

ข้อความนี้ถูกโพสต์ขึ้นโดย :