ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บัฟเฟตต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บัฟเฟตต์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เคล็ดลับ ที่ทำให้บัฟเฟตต์..รวยระดับโลก

เคล็ดลับ ที่ทำให้บัฟเฟตต์..รวยระดับโลก

ที่มา http://www.doctorwe.com/bangkokbiznews/20130118/4246
8 มกราคม 2556
คอลัมน์:  ภูมิคุ้มกัน คอร์รัปชัน
เคล็ดลับ ที่ทำให้บัฟเฟตต์..รวยระดับโลก
ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
www.facebook.com/doctorweraphong
วอร์เรน บัฟเฟตต์ อภิมหาเศรษฐีและเป็นหนึ่งในบุคคลที่รวยที่สุดในโลก จึงเป็นธรรมดาที่มีหลายต่อหลายคนอยากรู้ว่า บัฟเฟตต์มีเคล็ดลับในการลงทุนอย่างไร? จึงทำให้ตนเองประสบความสำเร็จได้มากถึงเพียงนั้น ในหนังสือเรื่อง “Buffett’s Bites” ซึ่งได้แปลเป็นฉบับภาษาไทยว่า “ 25 เคล็ดลับ การลงทุนของ..บัฟเฟตต์” โดยสำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์ หนังสือได้กล่าวถึงเคล็ดลับดังกล่าว ซึ่งผมจะขอหยิกยกมาบางส่วน เพื่อมาเล่าให้คุณผู้อ่านได้อ่านดังนี้ครับ

หนึ่ง  การแสวงหาเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำ 
ความลับในความสำเร็จของบัฟเฟตต์ก็คือ ความสามารถในการหาเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำมาลงทุนได้ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงชอบธุรกิจประกันภัย ในปี 2551 พบว่า 24 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของบริษัทเบิร์กไชร์ ฮาทาเวย์ ของบัฟเฟตต์ และ…. 50 เปอร์เซ็นต์ ของกำไรทั้งหมด มาจากธุรกิจประกันภัยต่อ ประกันทรัพย์สิน ประกันชีวิต และประกันรถยนต์

บัฟเฟตต์เองชอบรายได้ที่ได้มาจาก…. “Float” Float ในที่นี้หมายถึง รายได้จากเบี้ยประกันภัยที่เบิร์กไชร์รับเข้ามาแล้ว แต่ยังไม่ต้องจ่ายค่าสินไหมจนกว่าจะเกิดอุบัติเหตุในอนาคต ซึ่งก็จะสามารถนำเบี้ยประกันภัยจำนวนนี้ไปลงทุนก่อนได้ นอกจากนั้น ยังรวมถึงเบี้ยประกันภัยที่หักออกด้วยค่าใช้จ่ายทางด้านสินไหมแล้ว บัฟเฟตต์ก็จะสามารถนำกำไรส่วนเกินนี้ไปลงทุนต่อได้ นั่นเท่ากับว่า
บัฟเฟตต์จะมีเงินทุนที่ไม่มีต้นทุนให้นำไปลงทุนได้

สอง  แสวงหา “บริษัทที่มีคุณค่า ที่..โลกได้ลืมไปแล้ว”
ในปี 2542 เบิร์กไชร์ ซึ่งเป็นบริษัทการลงทุนของบัฟเฟตต์ ก็มีมูลค่าการตลาดสูงเป็นอันดับที่ 74 ของบริษัทในสหรัฐอเมริกา แต่เบิร์กไชร์กลับไม่เคยปรากฏอยู่บนหน้าปกของวารสารทางการเงินฉบับใดๆเลย ในปีเดียวกัน อลิซ โชรเดอร์ นักวิเคราะห์ของสถาบันการเงินเพน เว็บเบอร์ (Paine Webber)  ได้เขียนบทวิจัยเกี่ยวกับเบิร์กไชร์ เธอได้สรุปว่า เบิร์กไชร์เป็นบริษัทลงทุนขนาดใหญ่ที่มีพอร์ตการลงทุนมหาศาล และไม่เหมือนกับบริษัทจัดการการลงทุนทั่วไป

ธุรกิจที่เบิร์กไชร์เข้าไปลงทุนนั้น ไม่ได้ต้องการประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกันเลย แต่ ละบริษัทจะทำงานเป็นอิสระต่อกัน และส่งผลกำไรส่วนเกินที่ไม่จำเป็นต้องใช้..ส่งคืนไปยังบัฟเฟตต์ เพื่อให้เขาไปลงทุนต่อเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นของเบิร์กไชร์ บัฟเฟตต์ยังคงใช้เวลาที่มีค่าของเขาไปในการอ่านและคิด เพื่อจะหาโอกาสซื้อ…  “บริษัทที่มีคุณค่า ที่..โลกได้ลืมไปแล้ว”
สาม  กฎ 3 ข้อ ….หัวใจในการซื้อกิจการ

เพื่อที่จะหาว่าธุรกิจใดน่าลงทุน? บัฟเฟตต์ก็จะใช้กฎ 3 ข้อแบบง่ายๆ คือ  หนึ่ง มีราคาที่น่าสนใจ (มีราคาถูกอย่างยิ่ง)  สอง มีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างถาวร (Durable Competitive Advantage – DCA) ซึ่งจะสามารถทำกำไรได้อีกนาน  และสาม เป็นธุรกิจที่บัฟเฟตต์สามารถเข้าใจได้ว่าจะแข่งขันกับคนอื่นได้อย่างไร? หรือเรียกง่ายๆว่าอยู่ใน “กลุ่มที่มีความสามารถในการแข่งขัน” (Circle of Competence)

ถ้าผ่านทั้งสามข้อนี้แล้ว บัฟเฟตต์ก็จะดูต่อว่า ผู้บริหารของบริษัทนั้นๆรักและมุ่งมั่นทำธุรกิจของตนหรือไม่? ถ้าใช่ เขาจึงจะเริ่มศึกษาอย่างจริงจังว่าจะลงทุนในบริษัทนั้นๆหรือไม่?

สี่  การแบ่งธุรกิจเป็น 3 ประเภท  ของบัฟเฟตต์
บัฟเฟตต์เคยสรุปภาพรวมของการจัดสรรเงินลงทุนของเขา โดยเขาแบ่งประเภทของกิจการที่เขาไปลงทุนเป็น 3 กลุ่ม โดยขึ้นกับอัตราการเจริญเติบโตของธุรกิจนั้นๆซึ่งมีตั้งแต่   ดีเยี่ยม   ดี…     และ….ควรหลีกเลี่ยง (อ่านเพิ่มเติม “กลยุทธ์ธุรกิจ 3 ประเภทของวอร์เรน บัฟเฟตต์” ได้ในกรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 31 สิงหาคม 2555 หรือ http://www.doctorwe.com/bangkokbiznews/20120831/3792 )

ซีส์ แคนดี้ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายช็อคโกแลตไม่ใช่เป็นแค่ธุรกิจที่ดีเท่านั้น แต่มันเป็นธุรกิจที่..ดีเยี่ยม ต่างหาก บัฟเฟตต์จัด “ซีส์ แคนดี้” ไว้ในธุรกิจประเภทดีเยี่ยม เป็นเพราะว่าคุณสมบัติของซีส์ตรงทั้งสามข้อ กล่าวคือ ข้อหนึ่ง ราคาซื้อธุรกิจนี้ไม่แพง เป็นราคาที่สมเหตุสมผล   ข้อสอง บริษัทยังทำกำไรได้ดีบนพื้นฐานของความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน  ข้อสาม ธุรกิจนี้เข้าใจได้ง่ายๆ 

ไฟลท์เซฟตี้:  ธุรกิจที่ดี..ไม่ใช่ดีเยี่ยม ธุรกิจไฟล์ เซฟตี้ (FlightSafety) ซึ่งเป็นธุรกิจในการฝึกอบรมนักบินในสายการบินต่างๆ ไฟลท์เซฟตี้จัดการเงินลงทุนที่จะใช้เพื่อการเจริญเติบโตได้อย่างไร? มันอาจนับได้ว่าทำได้ไม่ถึงกับดีเยี่ยม แต่ก็ดีพอ ทุกๆปี บริษัทจะต้องลงทุนในการซื้อเครื่องจำลองการบิน (Flight Simulator) ใหม่ๆ เพื่อฝึกอบรมให้นักบินสามารถขับเครื่องบินใหม่ได้ บัฟเฟตต์อธิบายไว้ว่า “ไม่เหมือนกับผลตอบแทนจากซีส์ ผลตอบแทนของไฟลท์เซฟตี้จะเกิดขึ้นก็ต้องลงทุนเพิ่มอีก 509 ล้านดอลลาร์”

ธุรกิจที่จัดได้ว่าเป็นประเภทที่ควรหลีกเลี่ยง: ให้คิดถึงธุรกิจการบิน ธุรกิจ ที่จัดได้ว่าเป็นประเภทควรหลีกเลี่ยงคือ เป็นธุรกิจที่เติบโตเร็ว ต้องการเงินลงทุนสูง แต่ได้กำไร..ไม่มากนัก ตัวอย่างของธุรกิจประเภทนี้ก็คือ บริษัทสายการบินต่างๆซึ่งมีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืนน้อยมาก และ…นั่นคือ  เคล็ดับ ที่ทำให้บัฟเฟตต์…รวยระดับโลก

ในหนังสือ “ 25 เคล็ดลับการลงทุนของ…บัฟเฟตต์” จะสอน แง่มุม และแนวคิดใน “การบริหารงาน” ได้เป็นอย่างดี ดังสโลแกนของหนังสือที่ว่า “ถ้าคุณเป็นผู้บริหาร คุณต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ ถ้าคุณเป็นนักลงทุน คุณไม่อยากรวยแบบบัฟเฟตต์หรือ?”  ดังนั้น ถ้าเราหากคิดจะ “ร่ำรวย..เหมือนบัฟเฟตต์” ก็คงจะต้อง..ศึกษา “เคล็ดลับ” เหล่านี้…ไว้ด้วยนะครับ

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เหตุที่ "บัฟเฟตต์" ชอบหุ้นมากกว่าทองคำและพันธบัตร

ที่มาhttp://chulakorn.blogspot.com/2012/03/fortune-27.html
เหตุที่ "บัฟเฟตต์" ชอบหุ้นมากกว่าทองคำและพันธบัตร

บทความนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียนลงในนิตยสาร Fortune ฉบับวันที่ 27 ก.พ. 2012 เนื้อความอาจจะยาวหน่อย แต่เมื่อคิดว่ามัน "กลั่น" ออกมาจากมันสมองของบรมวีไออย่างบัฟเฟตต์ ก็ต้องบอกว่าควรค่าแก่การอ่านทุกตัวอักษร

ทั้ง นี้ผมไม่ได้แปลเอง แต่คัดลอกมาจากคลับวีไอครับ เนื้อหาอาจกระตุกความคิดของหลายๆ คนที่ซื้อหรือกำลังจะซื้อทองคำ รวมทั้งอาจมีหลายคนไม่เห็นด้วยก็ได้

เครดิต http://clubvi.com/2012/02/22/whystocksbeatgold3/

------------------------------------------------------------------

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียน / แปลโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช


ผู้คนมักกล่าวว่า การลงทุน คือการกระบวนการในการเอาเงินออกมาบริหาร โดยหวังว่าจะได้รับเงินมากขึ้นในอนาคต

แต่ ที่เบิร์คไชร์ แฮธาเวย์ เราใช้หลักที่เข้มงวดกว่านั้นมาก เราให้คำจำกัดความของ การลงทุน ว่าเป็นการส่งต่ออำนาจซื้อไปสู่ผู้อื่น ด้วยความคาดหวังอย่างมีเหตุผลว่าจะเกิดเป็นอำนาจซื้อที่มากขึ้นในอนาคต หลังจากหักภาษีในอัตราที่น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ หากจะให้ชี้ชัดยิ่งขึ้น ต้องบอกว่า การลงทุนคือการผัดผ่อนการบริโภค ณ วันนี้ เพื่อให้มีความสามารถที่จะบริโภคได้มากขึ้นในวันข้างหน้า

ด้วย นิยามของเรา จึงก่อให้เกิดผลที่ตามมาอันสำคัญยิ่งประการหนึ่ง กล่าวคือ ความเสี่ยงจากการลงทุน มิอาจวัดได้โดยค่าเบต้า (อันเป็นค่าที่คนในวอลล์สตรีทชอบใช้กัน) หากแต่วัดได้โดยหลักความน่าจะเป็น แต่ต้องเป็น ความน่าจะเป็นอย่างมีเหตุผล ที่ผู้ที่เป็นเจ้าของเงินจะสูญเสียอำนาจซื้อหลังจากถือสินทรัพย์นั้นไประยะ หนึ่ง

ทั้ง นี้ ราคาของสินทรัพย์อาจผันผวนขึ้นลงอย่างรุนแรงได้โดยไม่มีความเสี่ยงอันใด หากว่ามันยังคงเพิ่มอำนาจซื้อให้กับผู้ถือสินทรัพย์นั้นอย่างมั่นคงและแน่ นอน หลังจากถือมันไว้ระยะหนึ่ง ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า แม้สินทรัพย์ที่ราคาไม่ผันผวนเลย ก็อาจเต็มไปด้วยความเสี่ยงได้

ความ น่าจะเป็นในการลงทุนนั้นมีอยู่มากมายและหลากหลาย อย่างไรก็ตาม ความน่าจะเป็นดังกล่าวสามารถแบ่งออกได้เป็นสามประเภทหลักๆ ซึ่งเราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจคุณลักษณะของความน่าจะเป็นแต่ละประเภท เรามาดูกันเถอะครับ

การ ลงทุนต่างๆ ที่อิงกับค่าเงิน เช่น กองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) พันธบัตร การจดจำนอง เงินฝากธนาคาร และอื่นๆ มักถูกเข้าใจว่ามี “ความปลอดภัย” แต่ที่จริงแล้ว พวกมันคือสินทรัพย์ที่อันตรายที่สุด ค่าเบต้าของมันอาจจะเป็นศูนย์ แต่ความเสี่ยงนั้นมากมายเหลือเกิน

ใน ศตวรรษที่ผ่านมา เครื่องมือเหล่านี้ได้ทำลายอำนาจซื้อของนักลงทุนในหลายต่อหลายประเทศ แม้ว่าคนที่ถือมันอยู่จะได้รับผลตอบแทนเป็นระยะๆ ทั้งในรูปของดอกเบี้ยและเงินต้น แต่ผลลัพธ์อันอัปลักษณ์จะยังคงอยู่ตลอดไป  รัฐบาลเป็นผู้กำหนดมูลค่าของเงินตรา แต่ระบบที่เป็นอยู่จะบีบบังคับให้รัฐบาลต้องไหลตามน้ำ โดยใช้นโยบายที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ และมีหลายครั้งหลายหนที่นโยบายเหล่านั้นหลุดออกไปอยู่เหนือความควบคุม

แม้ แต่ในสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ผู้คนคาดหวังว่าค่าเงินน่าจะมีความแข็งแกร่ง เงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ก็ยังลดค่าลงถึง 86% ตั้งแต่ปี 1965 ซึ่งเป็นเวลาที่ผมเข้ามาบริหารเบิร์คไชร์ ณ วันนี้ เราต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 7 ดอลล่าร์ เพื่อซื้อสิ่งที่เราเคยซื้อได้ด้วยเงิน 1 ดอลล่าร์ ในเวลานั้น ด้วยเหตุนี้ กองทุนหรือสถาบันการเงินใดๆ ที่ไม่มีภาระต้องจ่ายภาษี จึงต้องทำดอกเบี้ยให้ได้ถึง 4.3% ต่อปี จากการลงทุนในตั๋วเงินคลังของสหรัฐอเมริกาตลอดระยะเวลาดังกล่าว จึงจะสามารถรักษาอำนาจซื้อของตัวเองไว้ได้ ผู้จัดการของกองทุนหรือสถาบันการเงินเหล่านั้นคงกำลังหลอกตัวเองแน่ๆ ถ้าพวกเขาจะเรียกดอกเบี้ยที่ได้รับว่า “รายได้”

สำหรับ นักลงทุนที่ต้องจ่ายภาษีอย่างคุณและผม ภาพที่เห็นกลับเลวร้ายยิ่งขึ้น ตลอดระยะเวลา 47 ปีที่ผ่านมา ตั๋วเงินคลังของสหรัฐอเมริกาให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5.7% ต่อปี ฟังดูแล้วเหมือนจะน่าพอใจ แต่ถ้านักลงทุนแต่ละคนจ่ายภาษีในอัตรา 25% ต่อปี ผลตอบแทน 5.7% นี้ จะทำให้พวกเขาไม่ได้อะไรเลยในแง่ของรายได้ที่แท้จริง ภาษีเงินได้ที่พวกเขาต้องจ่าย จะกินผลตอบแทนที่ว่าไปถึง 1.4% ในขณะที่ “ภาษีเงินเฟ้อ” ซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จะกัดกินผลตอบแทนอีก 4.3% ที่เหลือจนหมดสิ้น ที่น่าสังเกตก็คือ ภาษีเงินเฟ้อ มีค่ามากกว่าภาษีเงินได้ธรรมดาที่นักลงทุนคิดว่าเป็นภาระหลักของพวกเขาถึง เกือบ 3 เท่า

ใน ธนบัตรอาจมีคำว่า “เราเชื่อมั่นในพระเจ้า”  (In God We Trust) อยู่ก็จริง แต่มือที่ทำให้เครื่องพิมพ์เงินของประเทศเราพิมพ์ธนบัตรออกมานั้น เป็นมือของคนเดินดินธรรมดาๆ นี่เอง

แน่ นอนว่าอัตราดอกเบี้ยสูงๆ จะช่วยชดเชยความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่เกิดจากการลงทุนซึ่งอิงกับค่าเงินได้ และอัตราดอกเบี้ยในทศวรรษที่ 80 ก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน ไม่สามารถที่จะครอบคลุมความเสี่ยงจากการสูญเสียอำนาจซื้อดังกล่าวได้เลยแม้ แต่น้อย ที่จริงแล้ว พันธบัตรควรมีฉลากคำเตือนให้ระวังอันตรายแปะอยู่ด้วยซ้ำ

ภาย ใต้สภาวการณ์ทุกวันนี้  ผมจึงไม่ชอบการลงทุนใดๆ ที่อิงกับค่าเงิน อย่างไรก็ตาม เบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ ก็ยังมีการลงทุนเหล่านั้นอยู่พอสมควรในรูปแบบของการลงทุนระยะสั้นต่างๆ สำหรับ เบิร์คไชร์ สภาพคล่องจำนวนมหาศาลถือเป็นหัวใจสำคัญ และเป็นสิ่งที่เรา ไม่มีทาง จะละเลย

เรา จำเป็นต้องมองข้ามอัตราผลตอบแทนที่ไม่เพียงพอนั้น เพื่อคงไว้ซึ่งสภาพคล่องมหาศาล เราจึงถือตั๋วเงินคลัง ซึ่งเป็นการลงทุนประเภทเดียวที่พอจะไว้วางใจได้ในเรื่องของสภาพคล่อง ภายใต้สภาวะทางเศรษฐกิจที่แสนจะสับสนอลหม่านดังเช่นในปัจจุบัน บนหน้าตักของเราในเวลานี้มีอยู่ราวๆ 2 หมื่นล้านดอลล่าร์ และอย่างน้อยที่สุดต้องมี 1 หมื่นล้านดอลล่าร์สำรองไว้เสมอ

นอก เหนือจากความจำเป็นในเรื่องของสภาพคล่องและกฎระเบียบต่างๆ แล้ว เราจะซื้อหลักทรัพย์ที่อิงกับค่าเงินก็ต่อเมื่อมีโอกาสที่มันจะให้ผลตอบแทน ในระดับที่สูงผิดปกติเท่านั้น เช่น เมื่อมีการตั้งราคาสินเชื่อผิดๆ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในช่วงเวลาของวิกฤตการเงิน จนเกิดเป็นพันธบัตรขยะ (Junk Bonds) มากมาย หรือเมื่ออัตราดอกเบี้ยนั้นสูง จนเราสามารถที่จะทำกำไรจากพันธบัตรชั้นดีได้ในเวลาที่อัตราดอกเบี้ยนั้นลดลง

แม้ ว่าในอดีต เราจะเคยศึกษาถึงโอกาสที่ทั้งสองเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น และอาจทำการศึกษาซ้ำอีกในอนาคต แต่ตอนนี้ เราแทบไม่เห็นว่าความคาดหวังดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้เลย 

ณ วันนี้ ความเห็นของ เชลบี้ คัลลอม คนในวอลล์สตรีทที่เคยพูดเอาไว้เมื่อนานมาแล้วดูเหมือนจะเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน

“พันธบัตรที่เชื่อกันว่าให้ผลตอบแทนโดยไม่มีความเสี่ยง กำลังถูกตั้งราคาราวกับมันเป็นสิ่งที่ให้ความเสี่ยงโดยไม่มีผลตอบแทน” 

การ ลงทุนอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของสินทรัพย์ที่ไม่มีวันจะทำให้เกิดผลิตผลอะไรขึ้นมาได้เลย แต่ผู้คนกลับชอบที่จะซื้อหา เนื่องจากผู้ซื้อมีความหวังว่าใครสักคน ซึ่งย่อมรู้เช่นเดียวกันว่าสินทรัพย์ชนิดนี้จะไม่มีวันทำให้เกิดประโยชน์โพด ผลใดๆ จักยอมจ่ายในราคาที่สูงกว่าเพื่อซื้อมัน อาทิเช่น ดอกทิวลิป ซึ่งได้กลายเป็นสินค้ายอดนิยมของผู้คนในศตวรรษที่ 17

การ ลงทุนจำพวกนี้ ต้องมีกลุ่มของผู้ซื้อที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยผู้ซื้อถูกล่อให้แห่กันเข้ามาด้วยความเชื่อที่ว่ากลุ่มของคนที่เป็นแบบ พวกเขาจะขยายตัวต่อไปอีก ผู้ถือสินทรัพย์ชนิดนี้มิได้มีแรงบันดาลใจว่าตัวสินทรัพย์ที่พวกเขาถือจะ สร้างผลผลิตใดๆ ทั้งยังรู้ดีกว่าสินทรัพย์นั้นจะยังคงไร้ชีวิตตลอดไป พวกเขาเพียงหวังว่าคนอื่นๆ จะปรารถนามันมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ใน บรรดาสินทรัพย์จำพวกนี้ อันดับหนึ่งคือ “ทองคำ” ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของนักลงทุนที่กลัวสินทรัพย์อื่นๆ แทบจะทุกชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินกระดาษ (อันที่จริง สินทรัพย์หลายชนิดก็มีเหตุผลควรที่สมควรจะกลัวอยู่)

อย่าง ไรก็ตาม ทองคำมีจุดอ่อนอยู่สองประการ คือ ตัวมันเองเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ค่อยได้ ทั้งยังไม่ทำให้เกิดผลิตผลอะไรขึ้นมาได้เลย จริงอยู่ที่ทองคำมีประโยชน์ในแง่ของอุตสาหกรรมและใช้เป็นเครื่องประดับได้ แต่อุปสงค์ในแง่ดังกล่าวมีอยู่จำกัด และไม่สามารถทำให้ทองเพิ่มปริมาณขึ้นได้ ถ้าคุณมีทองคำหนึ่งออนซ์ ทองคำนั้นย่อมมีปริมาณหนึ่งออนซ์เท่าเดิมตราบจนชั่วกัลปาวสาน

สิ่ง สำคัญที่ดึงดูดแฟนพันธุ์แท้ทองคำคือความเชื่อที่ว่า ผู้คนจะเกิดความกลัวในสินทรัพย์อื่นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ความเชื่อดังกล่าวก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง ยิ่งไปกว่านั้น ราคาที่สูงขึ้นของทองคำก็ยิ่งทำให้คนมีความกระตือรือร้นอยากจะซื้อมัน จนดึงดูดให้ผู้ลงทุนเชื่อว่าการเพิ่มขึ้นของราคาทองเป็นไปตามข้อสรุปทางการ ลงทุนที่สมเหตุสมผลแล้ว

นักลงทุนที่ชอบแห่ตามกันไม่ว่าจะเป็นการลงทุนประเภทไหน มักจะสร้างความจริงของตัวเองขึ้นมาเสมอ อย่างน้อยก็ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ใน ช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ทั้งหุ้นอินเทอร์เน็ตและบ้านได้แสดงให้เห็นถึงภาวะความเฟ้อเกินไป อันเป็นผลมาจากการผสมผสานกันระหว่างข้อสรุปที่มีเหตุผลกับราคาที่เกินกว่า เหตุ

ในภาวะ ฟองสบู่ มหาชนที่เคยลังเลสงสัย มักยอมศิโรราบต่อ “ข้อพิสูจน์” ที่ตลาด “จัดให้” และกลุ่มของผู้ซื้อก็จะขยายตัวออกไปอย่างใหญ่หลวง จนเพียงพอที่จะทำให้พฤติกรรมแห่ตามกันนั้นหมุนเวียนต่อไปเรื่อยๆ แต่แล้วฟองสบู่ที่โตเกินก็จะแตกโพละออก และเมื่อนั้น ภาษิตโบราณก็จักได้รับการตอกย้ำอีกครั้งหนึ่ง …

“สิ่งที่คนฉลาดทำในตอนเริ่มต้น คนโง่จะทำมันในท้ายที่สุด” 

ณ วันนี้ คลังทองคำของโลกมีอยู่ประมาณ 170,000 เมตริกตัน หากเอาทองทั้งหมดมาหลอมรวมกัน เราจะได้ลูกบาศก์ทองคำที่มีความกว้างยาวลึกด้านละ 68 ฟุต (เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ขนาดของมันวางลงบนสนามเบสบอลได้พอดิบพอดี) ณ ราคา 1,750 ดอลล่าร์ต่อออนซ์ ในเวลาที่ผมเขียนบทความนี้ ราคาของทองคำทั้งหมดในโลกจะมีมูลค่ารวมกันเท่ากับ 9.6 ล้านล้านดอลล่าร์ โดยเราจะเรียกสิ่งนี้ว่า “ก้อน A”

เอา ล่ะ ทีนี้มาสร้าง “ก้อน B” กันบ้าง ก้อน B ที่ว่านี้มีราคาเท่ากับก้อน A แต่เราสามารถใช้มันซื้อไร่นาทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา (จำนวน 400 ล้านเอเคอร์ ทำรายได้รวมกัน 2 แสนล้านเหรียญต่อปี) บวกกับบริษัท Exxon Mobil จำนวน 16 บริษัท (Exxon Mobil คือบริษัทที่ทำกำไรได้มากที่สุดในโลก โดยสมมุติว่าเรามีบริษัทนี้อยู่ 16 แห่ง แต่ละแห่งทำกำไรได้ปีละ 4 หมื่นล้านเหรียญ) หลังจากซื้อของดังกล่าวแล้ว เราจะยังเหลือเงินติดตัวไว้ใช้ราวๆ หนึ่งล้านล้านดอลล่าร์ (สมมุติว่าเราไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองใช้เงินเกินตัว)

คุณพอจะใช้จินตนาการได้ไหมว่า จะมีนักลงทุนคนไหนในโลกที่มีเงิน 9.6 ล้านล้านดอลล่าร์ แล้วจะเลือกซื้อก้อน A แทนที่จะซื้อก้อน B ?!!

นอก จากมูลค่าของทองจะถูกประเมินอย่างไม่สมเหตุสมผลแล้ว ราคาปัจจุบันยังทำให้ตัวมันถูกผลิตขึ้นปีละคิดเป็นมูลค่า 160,000 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งผู้ซื้อ ไม่ว่าจะซื้อเพื่อเป็นเครื่องประดับหรือซื้อไปใช้ในทางอุตสาหกรรม รวมทั้งคนที่กำลังกลัวและนักเก็งกำไร จะค่อยๆ รับเอาอุปทานส่วนเพิ่มนี้ไว้เรื่อยๆ ก่อนที่ราคา ณ ปัจจุบันจะกลายเป็นราคาสมดุลในที่สุด

ใน เวลาหนึ่งศตวรรษนับจากนี้ ที่ดิน 400 ล้านเอเคอร์จะผลิตข้าวโพด ธัญพืช ค้อตต้อน และพืชผลอื่นๆ ได้อีกเป็นจำนวนมาก และจะผลิตผลผลิตที่มีคุณค่าเหล่านั้นต่อไป ไม่ว่าค่าเงินจะเป็นอย่างไรก็ตาม ในขณะที่ Exxon Mobil จะทำเงินปันผลให้กับเจ้าของอีกนับล้านล้านเหรียญ และจะเป็นเจ้าของสินทรัพย์มูลค่าหลายล้านล้านเหรียญเช่นกัน (อย่าลืมว่าคุณมี Exxon อยู่ 16 บริษัท) ในขณะที่ทองคำ 170,000 ตัน จะไม่เพิ่มปริมาณขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว และไม่สามารถสร้างผลิตผลอะไรใดๆ ได้ทั้งสิ้น

คุณอาจลูบคลำก้อนทองคำนี้ด้วยความรัก แต่มันจะไม่มีปฏิกริยาตอบสนองใดๆ แน่นอน 

ต้อง ยอมรับว่า เมื่อคนในยุคหนึ่งร้อยปีนับจากนี้รู้สึกกลัว พวกเขาก็จะยังกระโดดเข้าหาทองคำอยู่นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ผมมั่นใจว่า ก้อน A ที่มีมูลค่า 9.6 ล้านล้านเหรียญ จะทวีมูลค่าต่อไปในอนาคตในอัตราที่ด้อยกว่าก้อน B อย่างมากเป็นแน่แท้
โพสต์เมื่อ โดย

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ลงทุนแบบWarren Buffett: Part II กฏ4ข้อในการลงทุน

ลงทุนแบบWarren Buffett: Part II กฏ4ข้อในการลงทุน


ในปี1978 บัฟเฟตต์เคยกล่าวในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นว่า เขาจะลงทุนในบริษัทใดบริษัทหนึ่งก็ต่อเมื่อ เขาเจอบริษัทที่มีสี่คุณลักษณะดังต่อไปนี้

1.) ธุรกิจที่เขาสามารถเข้าใจได้
บัฟเฟตต์เคยกล่าวไว้ในหลายๆที่ว่า นักลงทุนควรลงทุนในธุรกิจที่ตนมีความรู้ ความเข้าใจดีเท่านั้น หรือ ลงทุนเฉพาะในธุรกิจที่อยู่ใน circle of competence ของตน

circle of competence ถ้าแปลตรงตัว หมายความว่า "วงกลมแห่งความสามารถ" ทุกคนมีวงกลมประเภทนี้ที่มีลักษณะแตกต่างกันไป นักลงทุนที่ประกอบอาชีพเป็นวิศกรไฟฟ้าก็อาจจะพบว่า ในวงกลมของตนมีธุรกิจต่างๆที่เกี่ยวข้องอิเล็คโทรนิคส์ ส่วนผู้ที่ประกอบอาชีพแพทย์ก็อาจจะพบว่าในวงกลมแห่งความรู้การลงทุนนี้ มีทั้งธุรกิจโรงพยาบาล และธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยาเป็นต้น นอกจากนี้ พื้นที่ในวงกลมของแต่ละคนอาจมีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกัน บางคนอาจจะค้นคว้ามาเยอะจนวงกลมนั้นขยายกว้างใหญ่ จนคลอบคลุมพื้นที่ธุรกิจต่างๆเป็นวงกว้าง บางคนอาจจะมีวงกลมที่มีขนาดเล็กหน่อย รู้เฉพาะสิ่งที่ตนเองมีประสบการณ์ตรง

บัฟเฟตต์บอกว่า นักลงทุนไม่จำเป็นจะต้องมีพื้นที่ในวงกลมนี้ที่กว้างใหญ่ไพศาล แค่รู้ว่าว่าพื้นที่ความรู้ ความสามารถของเรานี้มันสิ้นสุดตรงไหน แล้วอย่าออกนอกพื้นที่ดังกล่าวก็เพียงพอแล้ว

โดยส่วนตัวแล้ว บัฟเฟตต์บอกว่าจะเน้นลงทุนในธุรกิจที่เข้าใจง่าย  เขาเคยกล่าวในจดหมายถึง ผู้ถือหุ้นว่า หนทางสู่ความสำเร็จในการลงทุนนั้นมีหลายทาง บางคนอาจจะเลือกที่จะกระโดดข้ามรั้วที่สูงหลายๆฟุตเพื่อจะไปถึงจุดหมายปลาย ทาง แต่เขาเลือกเฉพาะรั้วเตี้ยๆ ที่ยกขาเดินข้ามนิดเดียวก็พ้นแล้ว ผลก็คือ หุ้นที่บัฟเฟตต์ที่อยู่จำนวนมากเป็น บริษัทของกินของใช้ที่มีชื่อเสียง มีกลุ่มลูกค้าที่ติดยี่ห้ออย่างเหนียวแน่นอยู่แล้ว เช่น บริษัทเครื่องดื่มCoca Cola บริษัทMcDonald's บริษัทรองเท้าและเสื้อผ้าNike บริษัทซุปกระป๋องCampbell Soup และบริษัทช็อกโกแล็ตHershey's

สรุปคือ ควรลงทุนในเฉพาะบริษัทที่เรามีความเข้าใจตัวธุรกิจอย่างถ่องแท้เท่านั้น รู้ว่าอะไรเป็นปัจจัยที่กระทบรายได้และต้นทุน ในอดีตผลประกอบการเป็นอย่างไรบ้าง ทำไมบางปีถึงดีมากกว่าปกติ หรือ แย่มากกว่าปกติ บริษัทมีศักยภาพในการเติบโตของยอดขายมากเพียงใด มีความ เสี่ยงที่จะถูกแย่งตลาดอันเนื่องมาจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ฯลฯ (บัฟเฟตต์เป็นนักลงทุนที่เน้นการศึกษาข้อมูลในอดีตมาก โดยจะดูงบย้อนหลังเป็นสิบปี และศึกษาข้อมูลต่างๆของบริษัทผ่านทางการอ่านเป็นหลัก)

2.) มีอนาคตในระยะยาวที่น่าพอใจ
วอร์เรน บัฟเฟตต์ สนใจอนาคตในระยะยาว เพราะเขาเป็นคนถือหุ้นยาวมาก ถือยาวเป็นเวลา5-10ปีนั้นเป็นเรื่องปกติ บางตัวถือยาวกว่าสิบปีก็มี

แล้วเราจะรู้ถึงอนาคตของธุรกิจได้อย่างไร? บัฟเฟตต์บอกว่า เขาจะเลือกลงทุนเฉพาะในธุรกิจที่ได้พิสูจน์ตัวเองผ่านทางผลประกอบการในอดีต แล้วว่า ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะเป็นเช่นไร บริษัทก็ยังเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคง เพราะ1.)บริษัทมีการจัดการที่ดี2.)มีสินค้าที่มีกลุ่มลูกค้าติดยี่ห้ออย่าง เหนียวแน่น ถ้าพูดให้สั้น คือ เขาจะเลือกลงทุนในบริษัทที่มี durable competitive advantage (ความได้เปรียบในการแข่งขันที่คงทน) เท่านั้น

เมื่อเห็นว่าในอดีตบริษัทมีผลงานดี ประกอบกับการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู๋ในปัจจุบันแล้วว่า ผลประกอบการที่ดีก็น่าจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต บัฟเฟตต์ก็จะนั่งตั้งหน้าตั้งตารอซื้อหุ้นของบริษัทดังกล่าวตอนที่ราคามันลง มาจนถูกเกินไปจริงๆ

ต่อไปนี้ คือตัวอย่างลักษณะของบริษัทที่บัฟเฟตต์มองหา และเชื่อว่ามีdurable competitive advantage
1.) ไม่ขาดทุนเลยตลอดระยะเวลา10ปีที่ผ่านมา แต่ถ้าจะขาดทุนก็ควรจะเป็นปีล่าสุดที่ขาดทุน และเกิดจากปัจจัยชั่วคราว ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นดิ่งลงมาจนต่ำมากเป็นโอกาสให้เราซื้อของถูกๆเก็บไว้
2.) กำไรต่อหุ้นมีการเติบโตตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา ถ้ากำไรต่อหุ้นลดลง ก็ห้ามลดลงรวมกันเกิน45%ในช่วงเวลาดังกล่าว

3.) ถูกบริหารโดยบุคลากรที่มีความซื่อสัตย์และมีความสามารถ
บริษัทจะเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพได้การจัดการต้องดีเยี่ยม บัฟเฟตต์ให้ความสำคัญกับผู้บริหารมาก เมื่อถึงเวลาประชุมผู้ถือหุ้น บัฟเฟตต์มักจะเอ่ยปากชื่นชมผู้บริหารบางคนในเครือBerkshire Hathawayว่าเก่งกาจเพียงใด เขาเคยถึงกับพูดว่าถ้าบริษัทที่เขากำลังกล่าวถึงอยู่นั้น ไม่ได้มีผู้บริหารคนนี้เป็นผู้นำอยู่ เขาคงไม่ซื้อบริษัทดังกล่าว

นอกจากมีความสามารถแล้ว ผู้นำในองกรค์จะต้องมีความซื่อสัตย์ด้วย ถ้าบริษัทนั้นผ่านเกณฑ์ทุกอย่างที่บัฟเฟตต์มองหา แต่ผู้บริหารขาดจริยธรรม บัฟเฟตต์จะไม่ลงทุนซื้อบริษัทนั้นเด็ดขาด

4.) ราคาน่าสนใจ
ถ้ารวมแนวการลงทุนของวอร์เรน บัฟเฟตต์มาเป็นประโยคสั้นๆหนึ่งประโยค เราจะพบว่าเขาเลือกที่จะ "ซื้อบริษัทดีๆ ในช่วงเวลาแย่ๆ" เพราะจะทำให้เขาได้ของดี ในราคาถูกๆนั้นเอง

หุ้นจำนวนมากที่บัฟเฟตต์ซื้อนั้นมีราคาถูกเมื่อเทียบกับพื้นฐานบริษัท เพราะเขามักจะซื้อหุ้น ตอนที่ราคาหุ้นของบริษัทนั้นลดลงมาเยอะมากๆ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลต่อบริษัทนั้นบริษัทเดียว ปัจจัยที่ส่งผลถึงทั้งภาคอุตสาหกรรม หรือแม้กระทั้งวิกฤตที่ร้ายแรงจนทำให้ทั้งระบบเศรษฐกิจได้รับผลกระทบ สิ่งที่ค่อนข้างยากก็คือ เราต้องสืบเสาะจนรู้ว่า"ช่วงเวลาแย่ๆ"นี้ส่งผลกับบริษัทนี้ จะเกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น และเป็นโอกาสให้เราเก็บของถูกที่จะทำเงินให้กับเราในระยะยาว ไม่ใช่ปัญหาที่รุนแรงจนทำให้บริษัทไม่อาจฟื้นตัวขึ้นได้ แม้เวลาจะผ่านไปเป็นปีๆแล้วก็ตาม

กฎทั้งสี่ข้อที่กล่าวมานั้นเรียบๆและเข้าใจได้ง่าย แต่ล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น ถ้าคุณคือคนหนึ่งที่อยากเดินตามรอยนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ ลงทุนเฉพาะในบริษัทที่ผ่านกฎเหล็กสี่ข้อนี้เท่านั้น



“We get excited enough to commit a big percentage of insurance company net worth to equities only when we find (1) businesses we can understand, (2) with favorable long-term prospects, (3) operated by honest and competent people, and (4) priced very attractively. We usually can identify a small number of potential investments meeting requirements (1), (2), and (3), but (4) often prevents action.” - Warren Buffett

เลือกหุ้นสไตล์ Warren Buffett: Part II กลยุทธ

เลือกหุ้นสไตล์ Warren Buffett: Part II กลยุทธ


Part II กลยุทธในการลงทุนของ Warren Buffett และคุณลักษณของบริษัทที่เหมาะแก่การลงทุน

กลยุทธในการลงทุน

วิธีการลงทุนของ Warren Buffett เข้าใจได้ไม่ยาก แต่มักจะขัดกับสัญชาตญาณของคนส่วนใหญ่ กล่าวคือ

  • เมื่อคนส่วนใหญ่ ขายหุ้น Buffett จะ เริ่มซื้อหุ้นที่มีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว ณ ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม (อีกนัยหนึ่ง ณ.ราคาที่คาดว่าจะได้ผลตอบแทนที่น่าสนใจในอนาคต ) ยิ่งหุ้นตกมาก ยิ่งซื้อมาก
  • เมื่อคนส่วนใหญ่เข้าซื้อหุ้น ด้วยความคาดหวังสวยหรู จนทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปอย่างมาก (Bull Market) Buffett จะเริ่มขายหุ้นที่ราคาแพงเกินมูลค่าที่เหมาะสม และสะสมเงินสดไว้รอช่วงขาลงของตลาด (Bear Market)
Buffett ทำ เช่นนี้ ครั้งแล้ว ครั้งเล่า จนเขากลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้นๆของโลก และพอร์ทของเขาประกอบด้วยหุ้นชั้นดี ที่มีแนวโน้มการขยายตัวของธุรกิจ อย่างแข็งแรงในอนาคต

ในปี ค.ศ. 2007 Buffett รู้สึกว่าตลาดหลักทรัพย์ร้อนแรงเกินปัจจัยพื้นฐาน เขาทยอยขายหุ้น และสะสมเงินสดในBerkshire Hathaway (Buffett ถือหุ้นใหญ่ และเป็นประธานบริษัท) มากถึง 37,000 ล้านดอลล่าร์ นักลงทุนมืออาชีพใน Wall Street ค่อนแคะ Buffett ถึงการเก็บเงินสดไว้มากเกินไป เมื่อตลาดทรุดในปี ค.ศ. 2008 ด้วยเงินสดจำนวนมากในมือ Buffett สามารถซื้อหลักทรัพย์บริษัทชั้นนำภายใต้เงื่อนไขดีๆหลายรายการ เช่น

General Electric: หุ้นบุริมสิทธิ์ (preferred stock) มูลค่า 3,000 ล้านดอลล่าร์ เงินปันผล10%ต่อปี และสิทธิในการซื้อ(Warrants)หุ้นสามัญของGE ในราคา22.50ดอลล่าร์ ในช่วงเวลา 5 ปี

ขยันค้นคว้า เฟ้นหาของดีราคาถูก

ประเด็นสำคัญที่จำเป็นต้องเน้นในที่นี้ คือ Buffett ค้นคว้าข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาหุ้นที่น่าลงทุน ณ ระดับราคาที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจในระยะยาว

เมื่อทยอยซื้อจนได้จำนวนที่พอใจแล้ว Buffett จะถือหุ้นดังกล่าวเป็นเวลาหลายปี จะขายก็ต่อเมื่อมั่นใจว่า
ราคาหุ้นนั้นมีราคาสูงเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก หรือ ความได้เปรียบด้านการแข่งขัน กำลังจะหมดไป
หุ้นหลายๆบริษัท Buffett ซื้อ ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ บางบริษัทซื้อในช่วงที่เกิดปัญหากับอุตสาหกรรมใด อุตสาหกรรมหนึ่ง (ทำให้ราคาหุ้นบริษัทที่เขาจ้องอยู่ มีราคาถูกลงมาก) บางบริษัทซื้อในช่วงที่เกิดเหตุการณ์เฉพาะกิจบางอย่าง (one-time events) ที่ ทำให้คนส่วนใหญ่ขายหุ้นดังกล่าว มีไม่มากที่ซื้อในช่วงเหตุการณ์ปกติ ซึ่งเป็นกรณีที่เขาเชื่อว่าการลงทุน ณ.ระดับราคาดังกล่าว ยังจะให้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคต (แสดงว่าราคาตลาดค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับผลประกอบการที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต)


คุณลักษณะของบริษัททีเหมาะแก่การลงทุน

Buffett ให้ความสำคัญมากกับ ความได้เปรียบด้านการแข่งขันที่ยั่งยืน (durable competitive advantage) ของบริษัทที่เขาจะลงทุน ซึ่งหมายถึงความได้ความได้เปรียบด้านการแข่งขัน ที่จะไม่เสื่อมถอยง่ายๆเมื่อเวลาผ่านไป หรือมีคุ่แข่งมากขึ้น

ตัวอย่าง ของความได้เปรียบด้านการแข่งขัน ได้แก่ แบรนด์ที่โดดเด่น คุณภาพสินค้าที่แตกต่าง ต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำกว่า และ อำนาจผูกขาดในธุรกิจนั้นๆ ซึ่งอาจเกิดจาก ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร สัมปทาน นโยบายรัฐบาล ฯลฯ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความได้เปรียบด้านการแข่งขัน จากบทความ "5จุดแข็งของบริษัทที่น่าลงทุน")

ตามมุมมองของBuffett บริษัทที่มีความได้เปรียบด้านการแข่งขันที่ยั่งยืน มักจะมีลักษณะดังนี้

1.) มีประวัติการดำเนินงานที่ยาวนาน ภายใต้เครื่องหมายการค้าเดิม

2.) มีผลกำไรเติบโตค่อนข้างสม่ำเสมอ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

3.) ไม่ จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงมากมายเกี่ยวกับกระบวนการผลิตของบริษัท และวิธีการบริโภคของลูกค้า ทั้งในอดีต และในอนาคต (ทำให้บริษัทไม่ต้องลงทุนด้านวิจัย และพัฒนา ด้วยงบประมาณจำนวนมาก และบ่อยๆ)

บริษัทที่ตั้งมานานแล้ว และมีผลกำไรเติบโตสม่ำเสมอ ย่อมต้องมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันอย่างใด อย่างหนึ่ง หรือ หลายอย่าง

บริษัทที่มีผลกำไรขึ้นๆลงๆ น่าจะส่อถึงลักษณะของธุรกิจที่มีความผันผวนสูง (cyclical) หรือสินค้ามีลักษณะเป็นโภคภัณฑ์ (commodity) ซึ่งแข่งขันโดยใช้ราคาเป็นหลัก หรือ การจัดการมีปัญหา ฯลฯ

ตัวอย่างบริษัทที่มีคุณลักษณะบ่งบอกถึง ความได้เปรียบด้านการแข่งขันที่ยั่งยืน และเป็นที่ชื่นชอบของBuffett คือ

Procter & Gamble, Coca-Cola, Johnson & Johnson, Kraft Food, Wells Fargo, Costco Wholesale, Wal-Mart Stores , Moody’s Corporation, Sanofi S.A.

ในPart III จะกล่าวถึงการประเมินราคาหุ้นในอนาคตตามสไตล์ของBuffett ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กำหนด อัตราผลตอบแทนของหุ้นว่า น่าสนใจลงทุนหรือไม่ [คลิกเพื่ออ่านPart III]

วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2556

วิธีการและแนวทางในการลงทุน ของ วอร์เร็น บัฟเฟตต์

วิธีการและแนวทางในการลงทุน ของ วอร์เร็น บัฟเฟตต์

ที่มา http://nidaitmcontest2.org/article/ar-NIDAITM-CONTEST2-SET9.html
หุ้นไม่ใช่เพียงแค่กระดาษแผ่นหนึ่งอย่างที่หลายๆคนคิด มันเป็นเอกสารที่แสดงถึงความมีส่วนเป็นเจ้าของในกิจการนั้นด้วย เมือคิดจะลงทุน จงใช้มุมมองอย่างเจ้าของกิจการในการเลือกลงทุน มุ่งเน้นลงไปในกิจการและข้อมูลเบี้องหลัง ไม่ใช่แค่มองว่ามันเป็นแค่หุ้น ต้องรู้ใช้ชัดว่ากิจการนี้ทำอะไร และทำได้ดีแค่ไหน?
พิจารณาลงทุนเฉพาะกิจการที่เราเข้าใจได้ เพราะไม่เช่นนั้นเราจะไม่สามารถที่จะค้นหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการที่เราเป็นเจ้าของได้
มีกิจการที่ดีเพียงไม่กี่บริษัทที่เราจะสามารถลงทุนแล้วได้รับผลตอบแทนสูง ในโลกนี้ประกอบไปด้วยธุรกิจที่ดีเด่น ธุรกิจที่แย่ และธุรกิจที่ไม่ดีไม่เลว จงจำกัดการค้นหาธุรกิจนั้นโดยมองย้อนไปถึงประวัติเก่าๆของกิจการนั้นๆ

"นักลงทุนควรที่จะคิดเสมอว่าการลงทุนนั้นเปรียบเสมือนการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตซึ่งมีได้เพียงยี่สิบครั้งเท่านั้น ดังนั้นการตัดสินใจทุกครั้งจะต้องไตร่ตรองให้ดีเพราะหากพลาดไปจะเหลือโอกาสอีกไม่มาแล้ว"

ธุรกิจที่ดีจะเสมือนว่ามีทางด่วน ซึ่งลูกค้าต้องจ่ายเพื่อข้ามไปสู่จุดหมายปลายทางที่เขาต้องการ และสิ่งนี้จะทำให้กิจการนั้นสามารถเติบโตได้ตลอดไป
ดังตัวอย่างเช่น
• บริษัทหลายบริษัทจำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ สินค้าและบริการของตัวเอง ซึ่งบริษัทโฆษณาก็จะสามารถได้รับผลประโยชน์จากความต้องการโฆษณานี้ด้วย

• ผู้ชายส่วนใหญ่จำเป็นต้องโกนหนวด และผู้หญิงก็อาจจะโกนขนขา สำหรับกิจการที่ผลิตมีดโกนที่ใหญ่ที่สุดในโลก อย่างเช่น Gillette ซึ่งสามารถยึดคลองตลาดที่ไม่มีวันหดหายไปได้เลย และจะเติบโตไปตามการขยายตัวของจำนวนประชากรโลก

ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่มักจะมีคุณสมบัติต่างๆดังนี้

1 ไม่ซับซ้อน (Simplicity) กิจการเหล่านี้จะเข้าใจได้ง่ายๆ และใช้การบริหารแบบธรรมดา

2 ธุรกิจเสมือนมีสิทธิพิเศษที่แข็งแกร่ง (Strong business franchises) ธุรกิจเหล่านี้จะได้รับประโยชน์จาก ค่าความนิยมทางเศรษฐกิจ (Economic Goodwill) เช่นสามารถปรับราคาขึ้นได้โดยที่ลูกค้าไม่มีความขัดข้อง

3 สามารถคาดการได้ (predictability) สามารถคาดการผลประกอบการได้อย่างมั่นใจ

4 ผลตอบแทนจากเงินทุนสูง (High return on Equity) สามารถที่จะมีผลตอบแทนจากเงินทุนได้สูงโดยไม่ต้องอาศัยการตบแต่งบัญชี (Creative Accounting) หรือการใช้เงินลงทุนจากการกู้ ซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนนี้สำคัญกว่าตัวเลขกำไรต่อหุ้นที่หลายๆคนให้ความสำคัญเสียอีก

5 สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ดี (Strong Cash Generation) เป็นธุรกิจที่ไม่ต้องมีการลงทุนอย่างมหาศาลเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันให้สูงอยู่ตลอดเวลา ธุรกิจที่แข็งแกร่งจริงจะใช้เงินลงทุนเพียงเล็กน้อยก็สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมั่นคง

6 อุทิศทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น (Devotion to Shareholder Value) การที่มีผู้บริหารที่ซื่อสัตย์ และมีฝีมือทุ่มแรงกายแรงใจให้แก่งานของบริษัท เพื่อสร้างมูลค่าให้กิจการตลอดเวลา

ในการประเมินมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจจงจำไว้ว่า "ราคาคือสิ่งที่เราจ่าย มูลค่าคือสิ่งที่เราได้รับ" ดังนั้นการลงทุนใดๆเราต้องคำนึงถึงส่วนต่างเพื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) ระหว่างราคากับมูลค่าให้มากไว้ เพื่อหากว่าเราเกิดความผิดพลาดขึ้นก็ยังไม่ทำให้เราขาดทุนมาก

ในการประเมินมูลค่าที่แท้จริงนั้น วอร์เร็น มักจะใช้วิธีคิดลดกระแสเงินสด (Discount Cash flow) หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า DCF วิธีการนี้คือการประมาณกระแสเงินสดในอนาคตที่กิจการจะได้รับ และคิดลดกระแสเงินสดนั้นกลับมา ณ ปัจจุบันโดยใช้อัตราคิดลดที่ปราศจากความเสี่ยงโดยเทียบกับการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล อาจจะเป็น10ปีหรือน้อยกว่านั้น ซึ่งผลที่ได้สามารถบอกเราได้ถึงส่วนต่างของราคาปัจจุบันกับมูลค่าซึ่งนั่นก็คือส่วนต่างเพื่อความปลอดภัย (Margin of Safety)

ไม่สนในการเปลี่ยนแปลงของตลาดหุ้น วอร์เร็นเคยพูดไว้ว่า "หลังจากที่ซื้อหุ้นแล้ว ผมจะไม่สนใจตลาดหุ้นเลยและถึงแม้ว่าตลาดหุ้นจะปิดทำการยาวนานถึง10ปีก็ตาม ทั้งนี้ก็เพราะว่าผมมั่นใจธุรกิจที่ลงทุนไปแล้วนั้นมีมูลค่าที่แท้จริงของมันซึ่งผมไม่จำเป็นต้องให้ตลาดหุ้นมารับรู้ด้วยก็ได้"

วอร์เร็นจะขายหุ้นก็ต่อเมื่อ

• ถ้ามูลค่าที่แท้จริงของกิจการไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นตามอัตราที่ควรจะเป็น

• ถ้ามูลค่าตลาดของกิจการเพิ่มสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงที่ประเมินได้มากจนเกินไป



วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

พรานบัฟเฟตต์ นิทาน VI

พรานบัฟเฟตต์ นิทาน VI

ที่มา http://www.monkeyfreetime.com/2011/12/vi.html
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ตำนานนักลงทุนแนว VI (Value Investment) ระดับโลกเคยเปรียบเทียบสไตล์การลงทุนของตนเองว่าเป็นเหมือนสิงโตที่ซุ่มอยู่ ในพงหญ้า (a lion in the tall grass) เพื่อรอตะครุบเหยื่อเมื่อมันเข้ามาใกล้ แต่ผมเองกลับคิดว่าบัฟเฟตต์มีความคล้ายคลึงกับนายพรานในนิทานต่อไปนี้เสีย ยิ่งกว่า...

พราน VI
บน ภูเขาสูงที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ การหาของป่าหรือล่าสัตว์เป็นเรื่องยากสำหรับนายพรานทั้งหลาย และหนึ่งในนั้นก็คือพรานหนุ่มแววดีผู้มีนามว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์

พราน บัฟเฟตต์เรียนรู้ศาสตร์แห่งการล่าสัตว์จากพรานเบนซึ่งเปรียบเสมือนอาจารย์ ของเขา อาจารย์บอกบัฟเฟตต์ว่า "เจ้าเห็นพรานไร้ฝีมือพวกนั้นมั๊ย พวกเขาเสียเวลา เสียกระสุน แต่กลับล่าได้เพียงกระต่ายป่าตัวกระจ้อย"

เบน สอนบัฟเฟตต์ว่า กระต่ายตัวเล็กและว่องไว ยิงถูกยาก และต่อให้ยิงได้ พอเอาไปขายในเมืองก็ไม่ค่อยได้ราคา พรานส่วนมากได้เงินมาเล็กๆ น้อยๆ แค่พอซื้อกระสุนล็อตใหม่กับเงินติดตัวอีกหน่อย จากนั้นก็ขึ้นเขามาล่ากระต่ายอีก นายพรานพวกนี้ไม่ยิงกวาง เพราะกวางหายาก ขณะที่กระต่ายมีเยอะกว่ามาก และพวกเขาไม่อดทนพอที่จะรอให้กวางผ่านมา

"เราต้องล่ากวาง" พรานเบนย้ำ "และกวางต้องตัวไม่ใหญ่มาก ไม่เช่นนั้นเจ้าจะต้องใช้กระสุนหลายนัดเพื่อหยุดมัน"

คำ สอนนี้บัฟเฟตต์ปฏิบัติตามมาระยะหนึ่ง แต่เมื่อเรียนรู้เพิ่มจากพรานฟิลซึ่งเป็นนายพรานที่มีชื่อเสียง บัฟเฟตต์ก็พบว่าหากเขายอมเสียกระสุนหลายนัดล่ากวางตัวโต เมื่อเอาไปขายจะได้ราคากว่ากวางผอมๆ ตัวเล็กมากมายนัก

"เราพบหนทางรวยแล้ว!" พรานบัฟเฟตต์กล่าวกับตัวเองด้วยความเชื่อมั่น

Circle of Competence
ครั้ง แล้วครั้งเล่าที่พรานต่างๆ เดินผ่านไปพร้อมกับลังบรรจุกระต่ายป่า บัฟเฟตต์ยังคงซุ่มรอให้กวางผ่านมา บางครั้งเขาซุ่มรออยู่ทั้งวันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เขาก็ไม่คิดจะเปลี่ยนไปล่ากระต่ายป่า

วันหนึ่งมีม้าป่าหลุดเข้ามา ในบริเวณที่พรานบัฟเฟตต์และเพื่อนซุ่มอยู่ เพื่อนสะกิดเขาบอกว่า "เราล่ากวางยังไม่ได้ ตอนนี้จับม้าป่านี่ไปขายเสียก่อนดีกว่า น่าจะได้เงินดีเหมือนกัน" บัฟเฟตต์ตอบโดยทันที "ไม่มีทาง เราชำนาญแต่การล่าสัตว์ ตอนนี้จะให้โดดออกไปจับม้าป่า เดี๋ยวโดนม้าเตะคางเหลืองไปจะว่าไง" ว่าแล้วพรานบัฟเฟตต์ก็ซุ่มอยู่ในพุ่มไม้เช่นเดิม ขณะที่เพื่อนไม่ฟังเสียวิ่งออกไปพร้อมเชือก กะว่าจะจับม้าไปขาย ทันไดนั้นเขาก็โดนม้าดีดเข้าให้ โครม! แล้วมันก็วิ่งหนีเข้าป่าไปอย่างรวดเร็ว

"บอกแล้วไม่ฟัง" บัฟเฟตต์ส่ายหัวอย่างระอา

นายพรานผู้ร่ำรวย
พราน บัฟเฟตต์ล่ากวางไปขาย ได้เงินมาก็เอาไว้ใช้สอยเพียงเล็กน้อย ที่เหลือก็เอาไปซื้อกระสุนล็อตใหม่ แล้วก็กลับมาล่ากวางไปขายอีก วนเวียนเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เขาร่ำรวยขึ้นมาเป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่เขาไปซื้อกระสุนในเมือง มิตรสหายที่เจอต่างพร่ำบอกให้เขาซื้อเสื้อใหม่บ้าง รองเท้าใหม่บ้าง นาฬิกาใหม่บ้าง

"มีเงินแล้วแต่งตัวให้มันสมฐานะหน่อย" ใครบางคนพูด แต่บัฟเฟตต์ตอบว่า "ของพวกนั้นมันช่วยให้ผมล่าสัตว์ได้มากขึ้นหรือเปล่าล่ะ เสื้อผ้าและรองเท้าของเดิมก็อุ่นดี นาฬิกาก็ยังเดินตรง ตอนนี้ผมแฮปปี้มากพออยู่แล้ว" ก่อนจะวางกระป๋องเชอร์รี่โค้กของโปรดลงและหยิบวอชิงตันโพสต์ขึ้นมาอ่าน

การ ใช้ชีวิตของเขาแตกต่างกับพรานคนอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง พรานส่วนมากได้เงินมาเล็กๆ น้อยๆ ก็เอามาซื้อกระสุนส่วนหนึ่ง ที่เหลือก็เอาไปซื้อรองเท้าใหม่ เสื้อคลุมใหม่ หรือไม่ก็เอาไปกินไปเที่ยวจนหมด พวกเขาจึงไม่เคยสร้างเนื้อสร้างตัวได้อย่างแท้จริง

วิธีล่าสัตว์ระดับเทพ

แม้ วิธีล่าสัตว์ในช่วงต้นของพรานบัฟเฟตต์จะเน้นไปที่กวางตัวผอมๆ ตามแบบฉบับของพรานเบนผู้เป็นอาจารย์ ซึ่งสอนให้เขากะประมาณขนาดเขากวางเทียบกับส่วนสูง สัดส่วนระหว่างหัวกับลำตัว ฯลฯ เพราะพรานเบนให้ความสำคัญกับเชิงปริมาณอยู่ค่อนข้างมาก แต่เมื่อชำนาญมากขึ้นบัฟเฟตต์กลับเลือกที่จะให้ความสำคัญกับเชิงคุณภาพ มากกว่า ตามแนวทางของพรานฟิล ผู้เป็นเสมือนอาจารย์อีกคนหนึ่งของเขา

เคล็ดลับของพรานบัฟเฟตต์ คือ

1. ล่ากวางเท่านั้น ไม่ล่ากระต่ายป่า
2. กวางต้องตัวโต ขายได้ราคาดี
3. ใช้กระสุนอย่างคุ้มค่า
4. ไม่ซื้อข้าวของไร้สาระ
5. อดทนเฝ้ารออย่างใจเย็น ถ้าไม่มีกวางที่ตรงตามเกณฑ์ก็จะไม่ยิงเด็ดขาด และไม่ทำนอกแผน (เช่น จับม้าป่ามาขาย) เป็นอันขาด

และที่สำคัญ ต้องแยกแยะให้เป็นว่าตัวไหนเป็นกวาง ตัวไหนเป็นกระต่าย ...แล้วเราล่ะ แยกแยะเป็นไหมครับ?

วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555

คาถาของ..บัฟเฟตต์ “เงินสด..เงินสด..เงินสด”

คาถาของ..บัฟเฟตต์ “เงินสด..เงินสด..เงินสด”
ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
www.facebook.com/doctorweraphong
วอร์เรน บัฟเฟตต์ หนึ่งในมหาเศรษฐีชาวอเมริกันที่รวยที่สุดคนหนึ่งของโลก อาจกล่าวได้ว่า เขาเป็นคนธรรมดาๆที่พลิกผันชีวิตของตนด้วยการลงทุนและการซื้อกิจการ จนกลายไปเป็นบุคคลที่มั่งคั่งติดอันดับโลก บัฟเฟตต์เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับ “การถือเงินสด” เป็นอย่างยิ่ง โดยสังเกตได้จากปริมาณเงินสดที่บริษัทของบัฟเฟตต์ที่ชื่อ เบิร์กไชร์ ฮาทาเวย์ ถืออยู่ซึ่งพบว่า งบดุลของเบิร์กไชร์เมื่อสิ้นไตรมาสที่ 2 ปี 2555 มีเงินสดอยู่ 40.7 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของงบประมาณของประเทศไทยทั้งประเทศ) ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมากทีเดียว แล้วทำไม? บัฟเฟตต์จึงต้องถือเงินสดมากมายถึงเพียงนี้ ผมพอมีคำตอบที่อยากจะเล่าให้คุณผู้อ่านได้อ่านดังนี้ครับ

หนึ่ง เงินสด สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่..แย่มาก แต่อาจให้โอกาสการลงทุนที่..ดีมาก
ในเวลานี้อัตราผลตอบแทนของการฝากเงินในสถาบันการเงินของกลุ่มประเทศยูโรโซน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ต่างให้อัตราผลตอบแทนเกือบจะเป็นศูนย์ ดังนั้นการถือครองเงินสดโดยหวังว่าจะได้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยนั้น ในระยะยาวคงจะให้ผลตอบแทนที่..แทบจะไม่ได้อะไรเลย
ในช่วงเหตุการณ์ล่มสลายของบริษัทเลห์แมน บราเดอร์ส วาณิชธนกิจชั้นนำของโลกเมื่อเดือนกันยายนปี 2551  บัฟเฟตต์ได้ออกมาพูดถึงกลยุทธ์การลงทุนของเขาว่า “การลงทุนในหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินสดอย่างมากในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่การถือเงินสดของนักลงทุนที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ก็อาจสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากพวกเขาโยกเงินสดกลับไปลงทุนในเวลาที่เหมาะสม” ประโยคดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า บัฟเฟตต์พร้อมที่จะ “ใช้เงินสดทันที..เมื่อโอกาสมาถึง”

สอง เปลี่ยนจาก “การถือ..เงินสด” เป็น “กลยุทธ์การลงทุนด้วย..เงินสด”
ตามที่รู้กันว่า บัฟเฟตต์ไม่ได้ถือเงินสดเพราะว่า เขาต้องการผลตอบแทนจากดอกเบี้ย แต่บัฟเฟตต์ถือว่าการถือเงินสดเป็น..กลยุทธ์การลงทุนอย่างหนึ่ง เขามักจะเฝ้ารอเวลาที่ “ตลาดหุ้นถล่ม” ด้วยความอดทนอย่างสูง จากนั้นจึงนำเงินสดที่บริษัทตนถือครอง เข้าไปกวาดซื้อของถูกๆ..ที่อยู่เต็มไปหมดทั่วตลาดหุ้น
อลิซ โชรเดอร์ (Alice Schroeder) ผู้แต่งหนังสือเรื่อง “The Snowball: Warren Buffett and the Business of Life.” ได้พูดถึงกลยุทธ์ดังกล่าวของบัฟเฟตต์ไว้ว่า “เขามองการถือเงินสดต่างจากนักลงทุนทั่วๆไปอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ดิฉันได้เรียนรู้จากบัฟเตต์ก็คือ โอกาสของการถือเงินสด เขาจะมองว่า การถือเงินสดก็คือ อนุพันธ์ประเภทหนึ่ง ที่ไม่มีวันหมดอายุ และสามารถเปลี่ยนไปสินทรัพย์ได้ทุกชนิดได้อย่างรวดเร็ว”  


“คำสอนในการลงทุน” ของบัฟเฟตต์ ตอนที่ 1

“คำสอนในการลงทุน” ของบัฟเฟตต์ ตอนที่ 1

สวัสดีครับ  เพื่อนๆ พี่ๆ เฟสบุ๊ค
ไม่เจอกันหลายวันนะครับ
ในเวลานี้ เราเปลี่ยนแปลงเวลามาพบกันทุกวันเสาร์ อาทิตย์
วันนี้ ผมอยากจะพาเพื่อนๆมาอ่านเรื่องราวของ “บัฟเฟตต์”
ในตอน  “คำสอนในการลงทุน” ของบัฟเฟตต์  ตอนที่ 1

ที่มา http://www.doctorwe.com/variety/20120812/3010
หนึ่ง  อย่าสนใจเรื่องเล็กๆที่สั่นคลอน “ตลาด”
จดหมายถึงผู้ถือหุ้นปี 2008 ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2009
ที่กล่าวไว้ว่า “เศรษฐกิจจะยังคงเซื่องซึมต่อไปจนถึงปี 2009”
คำพูดดังกล่าวได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วผ่านอินเทอร์เน็ต โทรทัศน์ และอื่นๆ
เมื่อตลาดหุ้นปิดในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2009
ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ก็ตกลงมาสู่ระดับที่ต่ำที่สุดในรอบสองทศวรรษ


แต่จริงๆแล้วประโยคเต็มๆของมันคือ
“เศรษฐกิจจะยังคงเซื่องซึมต่อไปจนถึงปี 2009  แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ราคาหุ้นจะขึ้นหรือจะลง
แต่ทำไมประโยคท่อนที่ตามมาจึงไม่มีการเผยแพร่ไปด้วยล่ะ?
เหตุผลหนึ่งที่พอเป็นไปได้ก็คือ
นักวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ต้องการสร้างเหตุการณ์ต่างๆให้เป็นเหมือนละคร


เขาทำเพียงเพื่อจะได้… เพิ่มความนิยมต่อสื่อที่พวกเขาทำงานอยู่
แต่พวกเขากลับไม่ได้คำนึงว่า สิ่งที่พวกเขาทำลงไปนั้น
ได้สร้างความสับสนโกลาหลอย่างรุนแรงให้แก่โลกใบนี้
ดังนั้นจึงจำไว้ว่า…
ข้อสรุปของภาวะทางเศรษฐกิจ ไม่ได้บอกเราว่าตลาดหุ้น “จะขึ้น” หรือ “จะลง”


สอง  จงยินดี เมื่อตลาดหุ้นเข้าสู่ภาวะที่ “เลวร้าย”
คำว่า “การจัดสรรเงินลงทุน” ของบัฟเฟตต์นั้นหมายความว่าอย่างไร?
อันที่จริงบัฟเฟตต์คิดว่าตัวเขาเองไม่ได้เป็นแค่ผู้บริหาร  เท่านั้น
แต่เขายังเป็นประธานเจ้าหน้าที่จัดสรรการลงทุน อีกด้วย
เขาจึงต้องทำให้เงินสดของบริษัทของเขาอยู่ในที่ที่ปลอดภัย
เพื่อจะได้ใช้เงินดังกล่าวในยามที่จะต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อการลงทุน


เช่นเดียวกับนายพลผู้ยิ่งใหญ่ในสนามรบ
บัฟเฟตต์รู้ถึงคุณค่าของช่วงเวลาที่ผิดปกติซึ่งเป็นหลักการที่ได้พิสูจน์มาแล้ว
เขาได้พัฒนาจิตใจที่แข็งแกร่งเพื่อที่จะเผชิญหน้ากับภาวะตลาดที่เลวร้าย
และนำเอาความคิดในแง่ร้ายต่างๆมาเป็นเพื่อนเขา
เมื่อทุกคนกำลังวิ่งหนีมุ่งหน้าไปสู่ภูเขา เขาก็จะเริ่มใช้เงินทุนที่เก็บสะสมไว้
นั่นคือ บัฟเฟตต์กำลังจะแสวงหาโอกาส ที่ยากจะแสวงหาได้ในยามปกตินั่นเอง


ความสำเร็จของบัฟเฟตต์นั้นวัดได้ง่าย
เขามักจะชนะสงครามเมื่อเขานำเงินที่บรรดาผู้บริหารของบริษัทในเครือหามาได้
ไปลงทุนต่อและสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าต้นทุนของเงินจำนวนนั้น
โดยการใช้สายตาอันเฉียบคมแสวงหาเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำและผลตอบแทนที่สูง


บัฟเฟตต์ก็สามารถทำให้ราคาหุ้นของบริษัทของบัฟเฟตต์เพิ่มขึ้น
ในอัตราทบต้น 20.3 เปอร์เซ็นต์ต่อปีเป็นเวลานานถึง 45 ปี
ซึ่งนั่นก็คือ ผลตอบแทนที่มากกว่าสองเท่าของอัตราที่เพิ่มขึ้นของดัชนีเอสแอนด์พี 500 ในช่วงเวลาเดียวกัน
ดังนั้นจึงควรจำไว้ว่า…นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ จะต้องเป็นผู้จัดสรรเงินลงทุนที่ “มีวินัย”
สาม ตรวจดูอีกที ถ้าคุณคิดว่า “ฟ้าจะถล่ม”
ในปี 2008 ราคาหุ้นของบริษัทของบัฟเฟตต์ตกลงมาจาก 90,343 ดอลลาร์ต่อหุ้น
ลงมาเหลือเพียง 77,793 ดอลลาร์ต่อหุ้น
ซึ่งการลดลงในครั้งนั้นเป็นเพราะการร่วงลงของตลาดโดยรวม
มิใช่เป็นเพราะว่ามูลค่าสุทธิของหุ้นลดลง
ซึ่งตัวเลขเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย


ในช่วงสิ้นปี 2008 เขาได้รายงานการลงทุนของพอร์ตของบริษัทของบัฟเฟตต์
ว่าตกลงมาถึง 14 เปอร์เซ็นต์ …และมันก็ยังคงตกต่อไป
นักลงทุนที่ชาญฉลาดที่สุดในโลกก็ได้รับความเจ็บปวดเช่นเดียวกับบรรดาผู้ถือหุ้น
และนี่คือสิ่งที่ทำให้คนทั่วไปประหลาดใจว่า
ทั้งๆที่บัฟเฟตต์ฉลาดถึงอย่างนั้นแล้ว
ทำไมเขาจึงขาดทุนในการลงทุนด้วยล่ะ?


คำตอบง่ายๆก็คือ บัฟเฟตต์ก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง
จากนั้นก็มีคำถามตามมาอีกว่า…
แล้วบัฟเฟตต์ทำอะไรต่อ หลังจากที่หุ้นของเขาตก?
คำตอบง่ายๆก็คือ เขาอยู่เฉยๆ..และไม่ได้ทำอะไรเลย


ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของเขา บัฟเฟตต์เขียนชัดเจนว่า
การตกลงของราคาหุ้นเป็นผลมาจากสภาพโดยรวมของตลาดที่ตกลงมา
มิใช่เป็นเพราะว่ามูลค่าสุทธิของหุ้นบริษัทของบัฟเฟตต์ตกต่ำลง
การตกลงมาของราคาหุ้นในครั้งนั้นเป็นการตกลงมาแค่ตัวเลขเท่านั้น


บัฟเฟตต์ทราบดีว่ามันก็เหมือนสภาพภูมิอากาศ ในที่สุดตลาดก็จะเปลี่ยนไป
และก็ชัดเจนว่าคุณภาพของหุ้นของบริษัทของบัฟเฟตต์ก็จะสูงขึ้นตามมูลค่าสุทธิของมัน
อะไรจะเกิดขึ้นถ้าบัฟเฟตต์เกิดตกใจเหมือนกับไก่ในภาพยนตร์เรื่อง “Chicken Little” 
เมื่อมันถูกลูกต้นโอ๊คตกใส่หัว และคิดว่าฟ้ากำลังจะถล่ม


แต่บัฟเฟตต์ไม่ได้ขายหุ้นที่ราคาต่ำสุด และบริษัทของบัฟเฟตต์ก็ไม่ได้ขาดทุนอย่างมหาศาล
และในที่สุดตลาดหุ้นก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกเช่นเคย
และผู้ถือหุ้นบริษัทของบัฟเฟตต์ก็ยังคงโชคดีที่มีบัฟเฟตต์เป็นหัวเรือใหญ่
นั่นเป็นเพราะว่า เมื่อใดก็ตามที่ตลาดเริ่มฟื้นตัว
ราคาของหุ้นบริษัทของบัฟเฟตต์ก็จะพลอยขึ้นตามไปด้วย
คติพจน์:  จงหลีกเลี่ยง “โรคกระต่ายตื่นตูม”
สี่  ซื้อหุ้นที่มีคุณภาพ เมื่อมัน “ราคาตก”
บัฟเฟตต์พยายามที่จะหนีห่างจากโรค “กระต่ายตื่นตูม”
ตามคำสอนของ เบน เกรแฮม ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย
เกรแฮม เป็นนักลงทุนที่เน้นคุณค่า และเป็นผู้สร้างวินัยในการวิเคราะห์หุ้น
หลักการที่สำคัญที่สุดในเรื่องนี้ก็คือ “ราคาคือ สิ่งที่เราจ่ายไป แต่คุณค่าคือ สิ่งที่เราได้มา”


วิธีในการหาคุณค่าของหุ้นแบบนี้มักจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของนักเก็งกำไร
บัฟเฟตต์เองไม่ได้มองหุ้นของบริษัทที่เข้าไปลงทุนเป็นเพียงใบหุ้นธรรมดาๆเท่านั้น
แต่เขากลับแสวงหาที่จะซื้อธุรกิจที่เขาสามารถจะเข้าใจได้
มีความได้เปรียบในการแข่งขัน
และมีการบริหารโดยผู้บริหารที่ซื่อสัตย์


ด้วยคุณสมบัติทั้ง 3 ประการข้างต้น
ก็จะทำให้บัฟเฟตต์คาดการณ์ได้ว่าจะมีเม็ดเงินไหลมาหาเขาจากธุรกิจเหล่านั้นตลอดอายุของมัน
เขาก็จะซื้อหุ้นของบริษัทดีๆที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นนั้นๆ
เพื่อจะทำให้ผลตอบแทนของเขาดีขึ้นไปอีก


อะไรคือมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นที่เราจะเข้าไปซื้อ?
ทุกวันนี้ในยามที่ตลาดซบเซา มูลค่าของมันมีค่ามากกว่าเงินที่เราต้องจ่ายไปเพื่อซื้อมัน
ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว เราก็จะซื้อหุ้นอย่างชาญฉลาด
แต่อะไรจะเกิดขึ้นล่ะ? ถ้าคุณซื้อหุ้นตอนราคาขึ้นถึงจุดสูงสุด


ทุกวันนี้ หุ้นที่คุณซื้อไว้ควรจะมีมูลค่าที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมัน
สำหรับบัฟเฟตต์แล้ว ราคาหุ้นที่จะซื้อจะต้องต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงเท่านั้น
ไม่ใช่ซื้อหุ้นในราคาที่ผันผวนตามภาวะฟองสบู่ที่เป็นอยู่
คติพจน์:  ราคาคือ สิ่งที่เราจ่ายไป แต่คุณค่าคือ สิ่งที่เราได้มา