ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Methode of Wall Street กฎแห่งการลงทุน 19 ข้อ

ที่มาhttp://www.oknation.net/blog/STRATEGICSTOCK/2008/09/21/entry-2
กฎการลงทุนทีคิดค้นโดย Victor Sperandeo ผู้มีชื่อเสียงในฐานะนักลงทุนทีประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น wall Street มาตลอดระยะเวลา 23 ปี โดยได้เขียนหนังสือที่ชื่อ Methode of Wall Street ซึ่งเป็นกฎแห่งการลงทุน 19 ข้อ ซึ่งเหมาะสำหรับการลงทุนในระยะสั้น


กฎข้อที่ 1 ลงทุนอย่างมีแบบแผน และปฏิบัติตามแผนที่ตนเองว่างไว้อย่างเคร่งครัด
ผู้ ลงทุนจะต้องมีเป้าหมายและคำนวณถึงโอกาสที่จะไปเป้าหมาย โดยการกำหนดแนวทางในการตัดสินใจ ในการลงทุน ต้องรู้จักประเภทการลงทุนของตัวเอง ซึ่งหมายความว่า นักลงทุนต้องทราบว่าตัวเองเป็นนักลงทุนประเภทใด ระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว

กฎข้อที่ 2 เล่นหุ้นตามแนวโน้มของตลาดที่เป็นอยู่
นัก ลงทุนต้องรู้ว่าขนาดนั้นตลาดอยู่ในแนวโน้มระยะใด ไม่ว่าแนวโน้มระยะสั้น แนวโน้มระยะกลาง หรือแนวโน้มระยะยาว ซึ่งแต่ละแนวโน้มล้วนมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

กฎข้อที่ 3 วางแผนในการตัดขาดทุนเมื่อราคาหุ้นไม่เป็นไปตามที่คาด
นัก ลงทุนต้องกำหนดระดับราคาที่จะตัดขายหุ้นเมื่อหุ้นลงถึงจุดที่กำหนด โดยการที่เรายอมตัดขาดทุนเพียงเล็กน้อย ดีกว่าปล่อยให้ราคาหุ้นตกลงไปจนไม่กล้าตัดสินใจขาย การตัดขาดทุนควรกำหนดไว้เมื่อราคาหุ้นตกลงไปในระดับ 10-20 %

กฎข้อที่ 4 เมื่อไม่มั่นใจในทิศทางของตลาด ควรหยุดรออยู่ข้างนอกตลาด
ถ้า นักลงทุนอ่านสภาพตลาดไม่ออก ถ้าไม่มีหุ้นอยู่ในมือ ควรหยุดรอไม่ควรซื้อ หรือถ้ามีหุ้นอยู่ควรจะทยอยลดพอร์ตลง โดยนักลงทุนไม่ควรเล่นหุ้นในช่วงทีตลาดที่มีอารมณ์ของคนทั่วไปครอบงำ ไม่ว่าความโลภ หรือความกลัว

กฎข้อที่ 5 รอจังหวะอย่างอดทน
ไม่ ควรซื้อหุ้นเพราะไม่มีอะไรให้ซื้อ หรือไม่ควรซื้อหุ้นทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะซื้อหุ้นบริษัทใด โดยต้องรอให้สิ่งต่างๆมีความชัดเจน สามารถพิจารณาได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว จึงเข้าลงทุน

กฎข้อที่ 6 เมื่อหุ้นขึ้นให้ขายช้า เมื่อหุ้นตกให้ขายเร็ว
เมื่อ ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ควรปล่อยให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปเรื่อยๆไม่ต้องรีบขายทำกำไร แต่เฝ้าดูตลาดอย่างใกล้ชิด แต่หากเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลงหรือเข้าจังหวะในการลงทุนผิด ต้องตัดขายให้เร็ว

กฎข้อที่ 7 อย่าทำกำไรให้กลายเป็นขาดทุน
โดยมีหลักการว่าเมื่อราคาหุ้นขึ้นไป 1/3 ของเป้าหมายที่วางไว้ ควรจะตัดขายหุ้นออกมาประมาณ 1 ใน 3

กฎข้อที่ 8 ซื้อเมื่อหุ้นมีราคาต่ำ ขายหุ้นเมื่อหุ้นมีราคาสูง
สิ่งที่นักลงทุนในระยะสั้นต้องจดจำคือ เมื่อแนวโน้มระยะสั้นราคาอ่อนตัว ให้ซื้อลงทุนได้

กฎข้อที่ 9 ช่วงต้นของตลาดกระทิง ให้ทำตัวเป็นนักลงทุน และเป็นนักเก่งกำไรเมื่อ อยู่ในช่วงท้ายของตลาดกระทิง และตลาดหมี
เมื่อ ตลาดหุ้นเปลี่ยนแนวโน้มจากภาวะหมี กลับขึ้นสู่ภาวะกระทิง จะต้องเป็นนักลงทุนในระยะกลาง ไม่ควรเล่นเก่งกำไรซึ่งจะทำให้ผลกำไร หดลงไป แต่หากภาวะตลาดกลับจากกระทิงเป็นภาวะหมี การลงทุนต้องเปลี่ยนไปเป็นเล่นระยะสั้นเก่งกำไร

กฎข้อที่ 10. การซื้อถัวเฉลี่ยจะทำให้ขาดทุนเพิ่มมากขึ้น
เพราะจะทำให้นักลงทุนจมสู่การขาดทุนไปมากยิ่งขึ้น ทางที่ดีควรขายตัดขาดทุนเพื่อที่จะรอโอกาสกลับมาซื้อใหม่ในราคาที่ถูกลง

กฎข้อที่ 11.อย่าซื้อหุ้นเพราะเห็นว่าราคาต่ำ และอย่าขายเพราะเห็นว่าหุ้นราคาสูงโดยไม่พิจารณาปัจจัยต่างๆให้ถ่องแท้
โดยไม่ควรนำเอาอดีตที่ราคาหุ้นได้ตกลงมาถึงจุดที่เคยลงมา และไม่ควรคิดว่าราคาหุ้นจะไม่สามารถผ่านจุดที่เคยขึ้นไปถึงได้

กฎข้อที่ 12.ลงทุนในตลาดที่มีสภาพคล่องสูง
การ ลงทุนในตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำ นักลงทุนตัวไปจะไม่มั่นใจในตลาด ซึ่งเป็นความกลัวในภาวะต่างๆ จะเกิดความไม่แน่นอนในการลงทุนเป็นอย่างยิ่ง

กฎ ข้อที่ 13.อย่าลงทุนในช่วงปลายตลาดขาขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่นักลงทุนทั่วไปขาดการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างถ่องแท้ จึงอาจพลาดในการซื้อหุ้นในราคาสูง

กฎข้อที่ 14.การตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นต้องอยู่ที่ตัวเองเท่านั้น
ไม่ควรที่จะเชื่อข่าวลือต่างๆ ที่ทำให้หลงให้เราเข้าไปติดหุ้น

กฎข้อที่ 15.หากเกิดความผิดพลาดต้องนำมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น
เพื่อจะได้ปรับปรุงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ซึ่งก็เหมือนกับว่าจะได้นำอดีตกลับไปเป็นครูเพื่ออนาคตต่อไป

กฎข้อที่ 16.เทคโอเวอร์ ข่าวอันตราย

กฎข้อที่ 17.การส่งคำสั่งซื้อขายแต่ละครั้งต้องตรวจสอบความถูกต้องให้เรียบร้อยก่อนเสมอ

กฎข้อที่ 18.บันทึกคำสั่งซื้อขายทุกครั้งเพื่อเป็นหลักฐานต่อไป

กฎข้อที่ 19.จดจำและปฏิบัติตามกฎ ทั้ง 18 ข้อ

ที่มา Methode of Wall Street

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

กฎของชีวิต-กฎของการลงทุน

ที่มาhttp://chulakorn.blogspot.com/2012/06/blog-post_1138.html
โลกในมุมมองของ Value Investor              วันที่ 5 มิถุนายน 2555
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Link : http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/nives/20120605/454896/กฎของชีวิต-กฎของการลงทุน.html

Credit : FaceBook 'MoneyTalkTV' และ ดร.นิเวศน์ ครับ

ผมได้อ่านหนังสือเรื่อง “กฎของชีวิต” (The Rules of Life) เขียนโดย Richard Templar แล้วก็นึกไปถึงเรื่องของการลงทุน

เพราะกฎหลาย ๆ  ข้อนั้น   ผมคิดว่ามันนำมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนได้เป็นอย่างดี  ลองมาดูกันทีละข้อ

  ข้อแรกที่ผมคิดว่านักลงทุนควรนำมาใช้ก็คือ  “รู้ว่าอะไรสำคัญและอะไรไม่สำคัญ”   ผมคงไม่พูดในเรื่องอื่น ๆ  ของชีวิต  แต่ในเรื่องของการลงทุนแล้ว  นี่คือสิ่งที่จะทำให้เราชนะหรือแพ้ได้  ยกตัวอย่างเช่น  เราคิดว่าการอยู่รอดของเศรษฐกิจกรีซนั้นสำคัญต่อการทำกำไรหรือผลประกอบการ ระยะยาวของบริษัทหรือหุ้นที่เราลงทุนอยู่ไหม?  ถ้าเราคิดว่าไม่  ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปกังวลว่ากรีซจะแก้ปัญหาของตนเองได้หรือไม่  ในความเป็นจริง  สิ่งที่สำคัญในเรื่องของการลงทุน  ก็เช่นเดียวกับในเรื่องของชีวิต  คือมันมีอยู่ไม่มาก  และเราก็ควรจะต้องรู้  อย่าสนใจหรือทุ่มเทกับสิ่งที่ไม่สำคัญมากนัก

  ข้อสอง   “ถ้าคุณจะกระโดดลงคลอง  ก็ขอให้แน่ใจว่าคุณรู้ว่าน้ำนั้นลึกเท่าไร”  นี่ก็เป็นเรื่องของการรู้ว่าความเสี่ยงของชีวิตและในกรณีของเราก็คือ  การลงทุน  เป็นอย่างไร  ตัวอย่างเช่น  ถ้าเราซื้อหุ้นตัวเดียวด้วยเงินทั้งหมดและใช้มาร์จินด้วยโดยที่เราคิดว่า หุ้นตัวนั้นดีเยี่ยมและถูกมากและมันจะทำให้เรารวยไปเลย  เราก็อาจจะพลาดและเกิดหายนะได้  ดังนั้น  ในการลงทุนทุกครั้งและตลอดเวลา  เราจะต้องรู้ว่า  “น้ำนั้น  ลึกแค่ไหน”  ประเด็นก็คือ  เราจะเสี่ยงอะไรก็ตาม  ตรวจสอบและวิเคราะห์ให้ถี่ถ้วนที่สุด  ดูว่าถ้าพลาดร้ายแรง  เราจะยังอยู่รอดได้และไม่เสียหายมากเกินไป

  ข้อสาม  ซึ่งผมจะรวมกฎสามข้อเข้าด้วยกันก็คือ  “มีระบบความเชื่อของตนเอง”    “มีความมั่นคงและยึดมั่นในสิ่งที่ทำ”  และ  “มีศรัทธาต่อสิ่งนั้น”  นี่คือกฎที่จะทำให้เราไม่วอกแวก   และความคิดและการกระทำของเราจะเป็นระบบที่ถูกต้องและสอดคล้องกันในระยะยาว  แต่สิ่งที่ผมอยากจะกล่าวเพิ่มเติมก็คือ  ระบบความเชื่อของเรานั้นจะต้องเป็นระบบที่ถูกต้องที่มีการพิสูจน์มาช้านาน  ตัวอย่างเช่น  ถ้าเรามีความเชื่อว่าการลงทุนในหุ้นนั้น  ก็คือการเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของธุรกิจ  วิธีที่จะชนะในระยะยาวก็คือ  การถือหุ้นหรือบริษัทที่ดีเยี่ยมในราคาที่ยุติธรรมให้ยาวที่สุด  เราก็จะต้องเชื่อและทำแบบนั้น  อย่ากลับไปกลับมาโดยการขายไปอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดสถานการณ์บางอย่างที่เรา อาจจะกลัวเกินเหตุหรือคิดว่าราคาหุ้นอาจจะสูงเกินไปแล้วชั่วคราว

บางคนอาจจะสงสัยว่า  “ระบบที่ถูกต้อง”  ที่ผมพูดถึงในข้อสามนั้น  มีเพียงระบบเดียวหรือ?  และใครจะเป็นคนบอกว่าระบบความคิดไหนเป็นระบบที่ดีและถูกต้องที่สุด  คำตอบของผมก็คือ  คงไม่มีใครบอกได้  มีระบบมากมายที่มีคนคิดและเสนอขึ้นมา  เราเองจะต้องเป็นคนเลือกที่จะเชื่อ  บางคนอาจจะบอกว่าวิธีการลงทุนที่จะได้ผลตอบแทนสูงที่สุดก็คือการซื้อหุ้นใน ยามที่มันมีราคาถูกและขายเมื่อมันมีราคายุติธรรมหรือแพงแล้ว  การคิดถึงหุ้นเราไม่ควรคิดว่าเราเป็นเจ้าของธุรกิจเพราะเราไม่ได้มีอำนาจ อะไรเลยในการควบคุมกิจการ  นี่ก็เป็นระบบความเชื่ออีกแบบหนึ่งซึ่งผมก็บอกไม่ได้ว่าดีกว่าแบบแรกหรือ ไม่  บางทีมันอาจจะดีกว่าในบางตลาดหุ้นและแย่กว่าในบางแห่ง  ประเด็นของผมก็คือ  ถ้าคุณเชื่อแบบไหน  คุณก็ควรจะทำแบบสม่ำเสมอและสอดคล้องกันทุกอย่าง- ด้วยความศรัทธา   อย่างเริ่มต้นซื้อหุ้นด้วยความคิดหนึ่งแต่ขายหุ้นด้วยความคิดอีกชุดหนึ่ง ซึ่งอยู่ตรงกันข้าม

  ข้อสี่  “อยู่ข้างเทพ  อย่าอยู่ข้างมาร”  นี่ก็เป็นกฎที่น่าจะมีคำถามตามมาว่า  ข้างไหนคือเทพและข้างไหนคือมาร?  คำตอบก็คือ  เราก็ต้องเป็นคนที่คิดและเลือก  ว่าที่จริง  คงไม่มีใครเลือกที่จะเป็นมารหรืออยู่ข้างมาร  เขาคิดว่าฝั่งที่เขาเลือกคือเทพ  สำหรับผมแล้ว  ผมคิดว่านักลงทุนนั้นจะต้องเลือกข้าง  “ผู้ชนะ”  ซึ่งก็คือ  ข้างเทพ  เพราะผู้ชนะนั้นจะเป็นคน  “เขียนประวัติศาสตร์”  และแน่นอน  เขาจะต้องเขียนว่าเขาเป็นฝ่ายเทพ  ความหมายของผมก็คือ  ในการลงทุน  เราควรเลือกบริษัทที่อยู่ในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่อยู่ในช่วงของการเติบโต  เป็นธุรกิจที่กำลังมี  “กระแส”  หรือมี  “ลมพัดมาทางข้างหลัง”  เป็นอุตสาหกรรม “เทพ”  นอกจากนั้น  เราควรเลือกบริษัทที่กำลังเป็น  “ผู้ชนะ”  เป็นบริษัท “เทพ”   วิธีที่เราจะเลือกได้ถูกต้องนั้น  นอกจากการวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง  ซึ่งบ่อยครั้งจะต้องมองไปถึง  “กระแสระดับโลก”  ที่อาจจะมาก่อนแล้ว    เรายังต้องพยายามตัดอคติและความรู้สึกส่วนตัวที่มีออกให้มากที่สุด  เพราะนั่นมักทำให้เรามีความลำเอียงจนทำให้วิเคราะห์ผิดไปได้

  ข้อห้า  “คุณจะไม่มีวันเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างได้”  ว่าที่จริงผมคิดว่าคนเราอาจจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งเฉพาะในบางเรื่องเท่านั้น  เรื่องส่วนใหญ่นั้นเราไม่ค่อยจะเข้าใจหรอกแต่เราอาจจะคิดว่าเราเข้าใจ  กฎข้อนี้เพื่อที่จะเตือนใจเราให้รู้ว่ายังมีเรื่องที่เราไม่เข้าใจอีกมาก  และถ้าเราไม่เข้าใจแต่เราตัดสินใจลงทุน  เราก็อาจจะพบกับความผิดหวังได้ง่าย ๆ  วิธีการของผมก็คือ  ถ้าเรายังไม่ค่อยจะเข้าใจหุ้นตัวไหน  ก็อย่าไปลงทุนหรืออย่าลงทุนมาก  ถ้าเราลงทุนก็จะต้องรู้ว่ามันคือการ  “เก็งกำไร”  และโอกาสเสียก็มีไม่น้อย   โดยส่วนตัวผมแล้ว  ผมจะพยายามทำความเข้าใจในเรื่องของโลกในวงกว้าง  ทั้งเรื่องการเมือง  เศรษฐกิจ  สังคม  วิทยาศาสตร์  ปรัชญา  และอื่น ๆ  อีกร้อยแปด  ผมพยายามที่จะเข้าใจ  “ภาพใหญ่”  ของสิ่งเหล่านี้  ในขณะที่ถ้าเป็นเรื่องที่ผมสนใจเป็นพิเศษ  เช่น  การลงทุน  ผมก็จะพยายามศึกษาให้มากเพื่อที่จะได้  “รู้จริง”  โชคดีที่ว่า  ในการลงทุนนั้น   การมีความรู้ในเรื่องของโลกอย่างกว้าง  สามารถที่จะช่วยทำให้การลงทุนดีขึ้นมาก

  ข้อหก “รักษาคุณธรรมและจริยธรรมให้สูงเข้าไว้”  นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับชีวิตเช่นเดียวกับการลงทุน  เป็นเรื่องธรรมชาติที่สิ่งมีชีวิตซึ่งรวมถึงคนจะต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด  บางครั้งก็เกิดการ  “แย่งชิง”  ทรัพยากรกัน   การที่เราจะมีชีวิตที่ดีได้  เราต้องยึดถือคุณธรรมและจริยธรรมที่ดีตลอดเวลาเพราะนี่คือ  “กติกา”  ที่คนส่วนใหญ่ยอมรับและยกย่อง  ถ้าเราทำผิดเราจะไม่ได้รับความเชื่อถือไปนานหรือตลอดไป   และนั่นจะทำให้ชีวิตในอนาคตของเราตกต่ำลงและยากที่จะแก้ไขได้  ในเรื่องของการลงทุนนั้น  ก็เช่นเดียวกัน  อย่าใช้วิธีการที่ไม่มีคุณธรรมในการลงทุนหรือเล่นหุ้นแม้ว่ามันจะทำให้เรา ได้กำไรเร็วและมาก  อะไรคือคุณธรรมในการลงทุนนี่ก็เป็นประเด็นอยู่เหมือนกัน  แน่นอน  การทำผิดกฎหมายไม่ว่าจะถูกจับได้หรือไม่ก็ต้องถือว่าไม่มีคุณธรรมแน่นอน  แต่การกระทำอย่างอื่นที่ทำให้นักลงทุนคนอื่นเสียหายโดยที่เราได้ประโยชน์   ตัวอย่างเช่น  เราแนะนำให้เขาซื้อหุ้นตัวหนึ่งแต่ในเวลาเดียวกันเราขาย  แล้วหลังจากนั้นราคาหุ้นก็ตกต่ำลงมามากเนื่องจากข้อมูลที่เรารู้อยู่ก่อน แล้ว   แบบนี้ก็อาจจะถือว่าเราไม่ได้มีคุณธรรมที่สูงพอ  แม้จะยอมรับกันว่า  ในเรื่องของการลงทุน  ทุกคนต้องรับผิดชอบกับการกระทำของตนเอง


  สุดท้าย   สำหรับคนที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนจนทำให้มีเงินมากพอที่จะใช้ชีวิตแบบ เศรษฐี  หรือแม้แต่คนที่มุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่งคั่งอย่างรวดเร็วจากการลงทุนก็ คือ  “รู้ว่าความสุขที่แท้จริงมาจากไหน”  เรื่องนี้ผมขอตอบเองว่า   เงินนั้นก่อให้เกิดความสุขได้ถึงระดับหนึ่งเท่านั้น  เงินที่มากขึ้นจากนั้นจะสร้างความสุขเพิ่มขึ้นได้น้อยลงและน้อยลงเรื่อย ๆ   ดังนั้น  การมุ่งที่จะหาความสุขจากเงินมากเกินไปรังแต่จะก่อให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา แทน  เพราะความสุขที่แท้จริงนั้น  ผมว่าอยู่ในใจเสียมากกว่า

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

กฎสำคัญ 24 ข้อของ Peter Lynch


ที่มา http://chulakorn.blogspot.com/2012/06/24-peter-lynch.html
กฎสำคัญ 24 ข้อของ Peter Lynch

1. การลงทุนมันเป็นเรื่องที่น่าสนุกและตื่นเต้น แต่มันก็เป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยอันตราย หากคุณไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย

2. มุมมองการลงทุนที่เหนือกว่าของคุณไม่ได้เป็นสิ่งที่คุณได้มาจาก wall street มันเป็นเรื่องที่คุณมีอยู่แล้วในตัว คุณจะสามารถเอาชนะผู้เชี่ยวชาญได้ หากคุณใช้มุมมองที่เหนือกว่าของคุณไปลงทุนกับกิจการที่คุณมีความเข้าใจเป็น อย่างดี

3. ตลอดช่วงระยะเวลาสามทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดหุ้นถูกครอบงำโดยเหล่านักลงทุนมืออาชีพ มันอาจจะฟังดูขัดแย้งกับความเชื่อทั่วๆไป แต่สภาพดังกล่าวมันกลับทำให้การลงทุนของนักลงทุนมือสมัครเล่น มันง่ายขึ้น คุณจะสามารถเอาชนะตลาดได้โดยการละเลยฝูงชน

4. เบื้องหลังของหุ้นทุกตัวก็คือบริษัท จงค้นหาดูว่า บริษัทเหล่านั้นทำธุรกิจอะไรบ้าง

5. บ่อยครั้งที่ราคาหุ้นและความสำเร็จของบริษัทมักจะไม่ไปด้วยกัน อย่างไรก็ตามในระยะยาวแล้ว ราคาหุ้นและความสำเร็จของบริษัทจะไปด้วยกันร้อยเปอร์เซ็นต์เสมอ

6. ก่อนจะทำการซื้อหุ้น คุณต้องรู้ว่า ทำไมคุณต้องซื้อมัน หุ้นตัวนี้กำลังจะขึ้นมันไม่ใช่เหตุผล

7. บริษัทที่ประสบปัญหา มักจะมีเหตุการณ์ที่ผิดคาดเกิดขึ้นอยู่เสมอ

8. การเป็นเจ้าของหุ้นก็จะคล้ายๆกับการมีลูก ดังนั้นอย่ามีมากตัวจนเกินไป ห้าตัวกำลังดีและคุณสามารถติดตามดูแลเรื่องราวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

9. หากคุณไม่สามารถค้นหาบริษัทที่น่าสนใจในการลงทุน การฝากเงินไว้ก่อนก็ไม่เห็นเสียหายอะไรนี่

10. อย่าลงทุนในบริษัทใดๆ โดยที่คุณยังไม่ได้เข้าใจฐานะการเงินของบริษัทนั้น

11. หลีกเลี่ยงหุ้นร้อนอุตสาหกรรมที่ร้อนแรง บริษัทชั้นเยี่ยมในอุตสาหกรรมที่ไม่มีการเติบโต มักจะเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ

12. สำหรับการลงทุนในบริษัทขนาดเล็ก คุณควรจะรอพวกมันให้มีผลกำไรที่ชัดเจนก่อนแล้วค่อยเข้าไปลงทุน

13. หากคุณจะลงทุนในอุตสาหกรรมที่กำลังประสบปัญหา ให้เลือกบริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่ง และจะสามารถอยู่รอดได้และให้รอจนกว่าจะมีสัญญาณของการฟื้นตัวที่ชัดเจนก่อน อุตสาหกรรมรถม้าและวิทยุเป็นอุตสาหกรรมเป็นอุตสาหกรรมที่ประสบปัญหาและมันก็ ไม่เคยกลับมาอีกเลย

14. เงินลงทุนของคุณ 10,000 บาทในการซื้อหุ้น ทั้งหมดที่คุณจะขาดทุนได้ คือ 10,000 บาท แต่คุณอาจจะได้กำไร 10,000 หรือ 50,000 หรือแม้กระทั่ง 100,000 บาท หากคุณมีความอดทน นักลงทุนทั่วๆไปจะสามารถมุ่งเน้นไปที่บริษัทชั้นดีเพียงสองหรือสามแห่งเท่า นั้น คุณค่าของการลงทุนทั้งชีวิตจะอาศัยหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงมากๆเพียงไม่กี่ตัว เท่านั้น

15. ในทุกๆอุตสาหกรรมและในทุกๆพื้นที่ของประเทศ นักลงทุนมือสมัครเล่นจะสามารถพบเจอบริษัทโตเร็วชั้นเยี่ยมได้ก่อนนักลงทุน มืออาชีพนานเลยทีเดียว

16. การตกต่ำของตลาดหุ้นก็ไม่ต่างอะไรกับการเกิดพายุหิมะ หากคุณมีการเตรียมตัวที่ดี มันจะไม่สามารถทำร้ายคุณได้ การตกลงของราหุ้นจะเป็นโอกาสของการซื้อมากกว่าโอกาสของการขาย

17. ใครๆก็มีสติปัญญาสูงพอที่จะทำกำไรจากตลาดหุ้น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีสภาวะอารมณ์อันเหมาะสม หากคุณมีแนวโน้มที่จะขายทุกสิ่งทุกอย่างอกไปในสภาวะของการตื่นตระหนก คุณก็ควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นซะ

18. มันมีบางสิ่งบางอย่างให้วิตกกังวลอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการคิดวิตกกังวลในช่วงสุดสัปดาห์ และจงละเลยการคาดการณ์การอันเลวร้ายตามรายการโทรทัศน์และรายกาวิทยุต่างๆ ขายหุ้นออกไปก็ต่อเมื่อกิจการของคุณมีพื้นฐานที่เปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงหรือ เมื่อราคามันขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล (overvalue) แต่ไม่ใช่ขายเพราะกลัวว่าฟ้าจะถล่ม

19. หากคุณทำการศึกษาบริษัท 10 แห่ง คุณจะพบบริษัทแห่งหนึ่งที่มีเรื่องราวที่ดีกว่าที่คุณคิด และหากคุณศึกษา 50 แห่ง คุณก็มักจะพบบริษัท 5 แห่งที่ดีกกว่าที่คุณคิด มันมีความประหลาดใจที่น่ายินดีให้เราได้ค้นหาเสมอในตลาดหุ้น ผมหมายถึงบริษัทชั้นดีที่มักถูกมองข้ามโดยตลาด wall street

20. หากคุณไม่ได้ศึกษาบริษัทใดเลย การลงทุนของคุณก็จะเหมือนกับการเดิมพันในการเล่นไพ่โป๊กเกอร์ โดยที่ไม่ได้ดูไพ่

21. เวลาจะอยู่ข้างเดียวกับคุณ หากคุณลงทุนในบริษัทชั้นเยี่ยม คุณสามารถที่จะรอได้ กระทั่งว่าคุณพลาดการลงทุนในหุ้น wal-mart ในช่วงระยะเวลาห้าปีแรก มันก็ยังเป็นหุ้นที่น่าซื้อยู่ในอีกห้าปีต่อมา เวลาจะเป็นศัตรูกับคุณหากคุณซื้อ options

22. หากคุณพบว่าคุณเป็นคนที่มีภาวะอารมณ์ที่เหมาะสมกับการลงทุนในหุ้น แต่ไม่มีเวลาหรือไม่อยากที่จะทำการศึกษาบริษัท ก็สามารถลงทุนในกองทุนหุ้นได้

23. ไม่มีใครที่จะสามารถทำนายอัตราดอกเบี้ย ทิศทางเศรษฐกิจในอนาคตหรือตลาดหุ้นได้ เลิกฟังการคาดการณ์เหล่านั้น และมุ่งเน้นไปยังสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับบริษัทที่คุณกำลังลงทุนอยู่

24. ในระยะยาวแล้ว portfolio ที่ประกอบไปด้วยหุ้นที่ได้รับการคัดสรรอย่างดีแล้วจะให้ผลตอบแทนสูงกว่า portfolio ที่ประกอบไปด้วยตราสารหนี้หรือตลาดเงิน แต่ portfolio ของหุ้นที่ได้รับการคัดสรรมาแบบแย่ๆ จะไม่สามารถให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการเก็บเงินไว้ไต้พรมเสียอีก

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ลงทุนแบบWarren Buffett: Part II กฏ4ข้อในการลงทุน

ลงทุนแบบWarren Buffett: Part II กฏ4ข้อในการลงทุน


ในปี1978 บัฟเฟตต์เคยกล่าวในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นว่า เขาจะลงทุนในบริษัทใดบริษัทหนึ่งก็ต่อเมื่อ เขาเจอบริษัทที่มีสี่คุณลักษณะดังต่อไปนี้

1.) ธุรกิจที่เขาสามารถเข้าใจได้
บัฟเฟตต์เคยกล่าวไว้ในหลายๆที่ว่า นักลงทุนควรลงทุนในธุรกิจที่ตนมีความรู้ ความเข้าใจดีเท่านั้น หรือ ลงทุนเฉพาะในธุรกิจที่อยู่ใน circle of competence ของตน

circle of competence ถ้าแปลตรงตัว หมายความว่า "วงกลมแห่งความสามารถ" ทุกคนมีวงกลมประเภทนี้ที่มีลักษณะแตกต่างกันไป นักลงทุนที่ประกอบอาชีพเป็นวิศกรไฟฟ้าก็อาจจะพบว่า ในวงกลมของตนมีธุรกิจต่างๆที่เกี่ยวข้องอิเล็คโทรนิคส์ ส่วนผู้ที่ประกอบอาชีพแพทย์ก็อาจจะพบว่าในวงกลมแห่งความรู้การลงทุนนี้ มีทั้งธุรกิจโรงพยาบาล และธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยาเป็นต้น นอกจากนี้ พื้นที่ในวงกลมของแต่ละคนอาจมีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกัน บางคนอาจจะค้นคว้ามาเยอะจนวงกลมนั้นขยายกว้างใหญ่ จนคลอบคลุมพื้นที่ธุรกิจต่างๆเป็นวงกว้าง บางคนอาจจะมีวงกลมที่มีขนาดเล็กหน่อย รู้เฉพาะสิ่งที่ตนเองมีประสบการณ์ตรง

บัฟเฟตต์บอกว่า นักลงทุนไม่จำเป็นจะต้องมีพื้นที่ในวงกลมนี้ที่กว้างใหญ่ไพศาล แค่รู้ว่าว่าพื้นที่ความรู้ ความสามารถของเรานี้มันสิ้นสุดตรงไหน แล้วอย่าออกนอกพื้นที่ดังกล่าวก็เพียงพอแล้ว

โดยส่วนตัวแล้ว บัฟเฟตต์บอกว่าจะเน้นลงทุนในธุรกิจที่เข้าใจง่าย  เขาเคยกล่าวในจดหมายถึง ผู้ถือหุ้นว่า หนทางสู่ความสำเร็จในการลงทุนนั้นมีหลายทาง บางคนอาจจะเลือกที่จะกระโดดข้ามรั้วที่สูงหลายๆฟุตเพื่อจะไปถึงจุดหมายปลาย ทาง แต่เขาเลือกเฉพาะรั้วเตี้ยๆ ที่ยกขาเดินข้ามนิดเดียวก็พ้นแล้ว ผลก็คือ หุ้นที่บัฟเฟตต์ที่อยู่จำนวนมากเป็น บริษัทของกินของใช้ที่มีชื่อเสียง มีกลุ่มลูกค้าที่ติดยี่ห้ออย่างเหนียวแน่นอยู่แล้ว เช่น บริษัทเครื่องดื่มCoca Cola บริษัทMcDonald's บริษัทรองเท้าและเสื้อผ้าNike บริษัทซุปกระป๋องCampbell Soup และบริษัทช็อกโกแล็ตHershey's

สรุปคือ ควรลงทุนในเฉพาะบริษัทที่เรามีความเข้าใจตัวธุรกิจอย่างถ่องแท้เท่านั้น รู้ว่าอะไรเป็นปัจจัยที่กระทบรายได้และต้นทุน ในอดีตผลประกอบการเป็นอย่างไรบ้าง ทำไมบางปีถึงดีมากกว่าปกติ หรือ แย่มากกว่าปกติ บริษัทมีศักยภาพในการเติบโตของยอดขายมากเพียงใด มีความ เสี่ยงที่จะถูกแย่งตลาดอันเนื่องมาจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ฯลฯ (บัฟเฟตต์เป็นนักลงทุนที่เน้นการศึกษาข้อมูลในอดีตมาก โดยจะดูงบย้อนหลังเป็นสิบปี และศึกษาข้อมูลต่างๆของบริษัทผ่านทางการอ่านเป็นหลัก)

2.) มีอนาคตในระยะยาวที่น่าพอใจ
วอร์เรน บัฟเฟตต์ สนใจอนาคตในระยะยาว เพราะเขาเป็นคนถือหุ้นยาวมาก ถือยาวเป็นเวลา5-10ปีนั้นเป็นเรื่องปกติ บางตัวถือยาวกว่าสิบปีก็มี

แล้วเราจะรู้ถึงอนาคตของธุรกิจได้อย่างไร? บัฟเฟตต์บอกว่า เขาจะเลือกลงทุนเฉพาะในธุรกิจที่ได้พิสูจน์ตัวเองผ่านทางผลประกอบการในอดีต แล้วว่า ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะเป็นเช่นไร บริษัทก็ยังเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคง เพราะ1.)บริษัทมีการจัดการที่ดี2.)มีสินค้าที่มีกลุ่มลูกค้าติดยี่ห้ออย่าง เหนียวแน่น ถ้าพูดให้สั้น คือ เขาจะเลือกลงทุนในบริษัทที่มี durable competitive advantage (ความได้เปรียบในการแข่งขันที่คงทน) เท่านั้น

เมื่อเห็นว่าในอดีตบริษัทมีผลงานดี ประกอบกับการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู๋ในปัจจุบันแล้วว่า ผลประกอบการที่ดีก็น่าจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต บัฟเฟตต์ก็จะนั่งตั้งหน้าตั้งตารอซื้อหุ้นของบริษัทดังกล่าวตอนที่ราคามันลง มาจนถูกเกินไปจริงๆ

ต่อไปนี้ คือตัวอย่างลักษณะของบริษัทที่บัฟเฟตต์มองหา และเชื่อว่ามีdurable competitive advantage
1.) ไม่ขาดทุนเลยตลอดระยะเวลา10ปีที่ผ่านมา แต่ถ้าจะขาดทุนก็ควรจะเป็นปีล่าสุดที่ขาดทุน และเกิดจากปัจจัยชั่วคราว ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นดิ่งลงมาจนต่ำมากเป็นโอกาสให้เราซื้อของถูกๆเก็บไว้
2.) กำไรต่อหุ้นมีการเติบโตตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา ถ้ากำไรต่อหุ้นลดลง ก็ห้ามลดลงรวมกันเกิน45%ในช่วงเวลาดังกล่าว

3.) ถูกบริหารโดยบุคลากรที่มีความซื่อสัตย์และมีความสามารถ
บริษัทจะเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพได้การจัดการต้องดีเยี่ยม บัฟเฟตต์ให้ความสำคัญกับผู้บริหารมาก เมื่อถึงเวลาประชุมผู้ถือหุ้น บัฟเฟตต์มักจะเอ่ยปากชื่นชมผู้บริหารบางคนในเครือBerkshire Hathawayว่าเก่งกาจเพียงใด เขาเคยถึงกับพูดว่าถ้าบริษัทที่เขากำลังกล่าวถึงอยู่นั้น ไม่ได้มีผู้บริหารคนนี้เป็นผู้นำอยู่ เขาคงไม่ซื้อบริษัทดังกล่าว

นอกจากมีความสามารถแล้ว ผู้นำในองกรค์จะต้องมีความซื่อสัตย์ด้วย ถ้าบริษัทนั้นผ่านเกณฑ์ทุกอย่างที่บัฟเฟตต์มองหา แต่ผู้บริหารขาดจริยธรรม บัฟเฟตต์จะไม่ลงทุนซื้อบริษัทนั้นเด็ดขาด

4.) ราคาน่าสนใจ
ถ้ารวมแนวการลงทุนของวอร์เรน บัฟเฟตต์มาเป็นประโยคสั้นๆหนึ่งประโยค เราจะพบว่าเขาเลือกที่จะ "ซื้อบริษัทดีๆ ในช่วงเวลาแย่ๆ" เพราะจะทำให้เขาได้ของดี ในราคาถูกๆนั้นเอง

หุ้นจำนวนมากที่บัฟเฟตต์ซื้อนั้นมีราคาถูกเมื่อเทียบกับพื้นฐานบริษัท เพราะเขามักจะซื้อหุ้น ตอนที่ราคาหุ้นของบริษัทนั้นลดลงมาเยอะมากๆ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลต่อบริษัทนั้นบริษัทเดียว ปัจจัยที่ส่งผลถึงทั้งภาคอุตสาหกรรม หรือแม้กระทั้งวิกฤตที่ร้ายแรงจนทำให้ทั้งระบบเศรษฐกิจได้รับผลกระทบ สิ่งที่ค่อนข้างยากก็คือ เราต้องสืบเสาะจนรู้ว่า"ช่วงเวลาแย่ๆ"นี้ส่งผลกับบริษัทนี้ จะเกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น และเป็นโอกาสให้เราเก็บของถูกที่จะทำเงินให้กับเราในระยะยาว ไม่ใช่ปัญหาที่รุนแรงจนทำให้บริษัทไม่อาจฟื้นตัวขึ้นได้ แม้เวลาจะผ่านไปเป็นปีๆแล้วก็ตาม

กฎทั้งสี่ข้อที่กล่าวมานั้นเรียบๆและเข้าใจได้ง่าย แต่ล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น ถ้าคุณคือคนหนึ่งที่อยากเดินตามรอยนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ ลงทุนเฉพาะในบริษัทที่ผ่านกฎเหล็กสี่ข้อนี้เท่านั้น



“We get excited enough to commit a big percentage of insurance company net worth to equities only when we find (1) businesses we can understand, (2) with favorable long-term prospects, (3) operated by honest and competent people, and (4) priced very attractively. We usually can identify a small number of potential investments meeting requirements (1), (2), and (3), but (4) often prevents action.” - Warren Buffett

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

มูลค่าของคน สัตว์และสิ่งของขึ้นอยู่กับอะไร

มูลค่าของคน สัตว์และสิ่งของขึ้นอยู่กับอะไร

Hi-Class เดือนพฤศจิกายน 2552 หน้า 38-39
          คน สัตว์ สิ่งของล้วนมีค่าที่แน่นอน ทรัพย์สินหนึ่ง ๆ จะมีมูลค่าสูงหรือต่ำเพียงใด ย่อมต้องขึ้นอยู่กับปัจจัย-เงื่อนไขชี้นำบางประการ ทั้งนี้เพราะอสังหาริมทรัพย์ คือตัวแปรตามที่ขึ้นต่ออิทธิพลของปัจจัยภายนอกอื่น ‘กฎ’ ทั้ง 11 ข้อนี้สามารถปรับใช้ได้ทั้งกับคน สัตว์ สิ่งของ หรืออสังหาริมทรัพย์
1. กฎแห่งความคาดหวัง
          ค่าของคน สัตว์ สิ่งของเกิดแต่การคาดการณ์ประโยชน์ซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคต และการนี้มูลค่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็อยู่ที่ประโยชน์หรือการเสียประโยชน์ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตนั่นเอง คนที่มีค่า ก็คือคนที่จะยังประโยชน์ (แก่คนที่วัดค่าหรือสังคมโดยรวม) ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น ว่าที่คู่ครอง บุตรหลานหรือปูชนียบุคคลก็ตาม
          ในกรณีอสังหาริมทรัพย์ มูลค่าที่ดินแปลงหนึ่งจะเพิ่มค่าขึ้นทันทีที่ผู้เกี่ยวข้อง ‘ได้คิด’ ว่าในอนาคตจะมีถนนตัดผ่าน หรือในทางตรงกันข้าม มูลค่าจะลดลงทันทีที่ทราบ (จาก พรก.เวนคืน) ว่า ที่ดินบริเวณนี้จะต้องถูกเวนคืน เป็นต้น
2. กฎแห่งความเปลี่ยนแปลง
          มูลค่าของสิ่งใด ๆ ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ไม่หยุดนิ่งหรือคงที่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นการลดหรือเพิ่มค่าก็ได้ ความเปลี่ยนแปลงทาง กายภาพ เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองทำให้มูลค่าอสังหาริมทรัพย์เปลี่ยนแปลงไป เช่น ความผุพัง ภัยธรรมชาติ พฤติกรรม ความต้องการ สถานการณ์ตลาด วัฒนธรรม ล้วนมีผลสำคัญทั้งสิ้น ผู้ประเมินจึงต้องตระหนักถึงหลักแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้เสมอ
3. กฎแห่งการแข่งขัน
          มูลค่าส่วนเกินหรือประโยชน์ที่คาดหวัง ทำให้เกิดการแข่งขันเพื่อให้ได้มา ได้มี ได้เป็น เช่น ถ้ามีศูนย์การค้าแห่งหนึ่งเปิดในย่านหนึ่งแล้วทำได้ดี ก็จะมีคนคิดจะเปิดขึ้นบ้าง ซึ่งถ้าเปิดขึ้นมาอีก 1 แห่งก็จะแย่งลูกค้ากัน (เพราะจำนวนลูกค้าจะเท่าเดิม เว้นแต่จะมีความต้องการเพิ่มขึ้น) และถ้าทั้งสองแห่งยังขายได้ดีเช่นเดิม ก็จะมีรายใหม่เปิดขึ้นอีก และด้วยคาดว่าหากมีลักษณะคล้ายคลึงกับ 2 รายแรกก็คงไม่อาจได้รับประโยชน์สูงสุดนัก จึงต้องทำให้ดีกว่า ใหญ่กว่า มีกลยุทธ์มากกว่า จึงจะอยู่ได้
          ในกรณีของคนก็เช่นกัน มีคำกล่าวว่า ‘คนดีต้องดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เช่นนั้นจะเน่า คนเลวต้องเลวลงไปเรื่อย ๆ ไม่เช่นนั้นจะตาย’ คนดีต้อง (แข่งกัน) ดีขึ้น ถ้าหยุดก็ไม่พัฒนา ก็จะ ‘เน่า’ (เช่น นักบวชบางคนที่เคยทำดี พอทำไม่ดีก็เสื่อม) ในทางตรงกันข้ามคนที่เลว ต้อง (แข่งกัน) เลวลงไปอีก จึงจะอยู่ได้ ถ้าหยุดเลว จะถูกคนที่เลวกว่ากำจัด เช่น หัวหน้าโจรเมื่อไหร่เสื่อมถอย ก็จะมีคนอื่นมาทดแทน
4. กฎแห่งความสอดคล้อง
          มูลค่าของ คน สัตว์ สิ่งของใดจะปรากฏขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีองค์ประกอบที่สอดคล้องเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน กับสิ่งแวดล้อมรอบข้าง  สัตว์ที่ปรับตัวไม่ได้ก็สูญพันธุ์ คนที่ไม่พยายามปรับตัวเข้าหาเพื่อนก็จะไม่มีคุณค่าต่อเพื่อน (แต่ไม่จำเป็นต้องปรับตัวเข้าหาเพื่อนเลว ๆ - เพราะนั่นเข้าหลัก ‘คบค้าเสเพล’ ซึ่งคือเหตุแห่งความล้มเหลว)
          มูลค่าสูงสุดของอสังหาริมทรัพย์หนึ่งที่พึงประเมินได้ จะต้องมีการพัฒนาที่สอดคล้องกับพื้นที่โดยรอบ เช่น ในกรณีบ้านเดี่ยวในโครงการหนึ่ง ตัวอาคาร ควรจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับอาคารอื่น ๆ ทั้งในด้านรูปแบบ (เช่นถ้าทุกบ้านเป็นทรงโรมัน เราปลูกทรงไทยก็คงไม่ ‘เข้าท่า’) การก่อสร้าง วัสดุ อายุอาคาร เป็นต้น
5. กฎแห่งการเกื้อหนุน
          องค์ประกอบหนึ่งของทรัพย์สินจะมีมูลค่าเท่าไร วัดได้จากความเกื้อหนุนที่ทำให้ทรัพย์สินนั้นโดยรวมมีค่าเพิ่มขึ้น เช่น การเอาอาคารสำนักงานเก่าแห่งหนึ่ง มา ‘ปรุงแต่ง’ ใหม่ โดยลงทุนปรับปรุงระบบลิฟท์ ระบบปรับอากาศ ทำ ‘หน้ากาก’ ใหม่ มักทำให้มูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นสูงกว่าเงินลงทุนนั้น ดังนั้นเงินลงทุนนั้นจึงคุ้มค่า เป็นต้น
          ในกรณีของคนก็เช่น ถ้าเราลงทุนทำดีกับใครแล้ว เชื่อว่า (แต่ไม่จำเป็นต้องหวัง) เขาจะตระหนักถึงคุณค่าของเรา ซึ่งเป็นการสร้างมิตรภาพที่ดีงามและเป็นประโยชน์แก่กันในวันหน้า และการ ‘ลงทุน’ คบมิตรแต่แรกนี้ ก็ ‘คุ้ม’ ที่จะทำดี (เสียแต่วันนี้) เสียบ้าง
6. ประโยชน์สูงสุดและดีที่สุด
          มูลค่าของทรัพย์สิน วัดได้จากประโยชน์สูดสุดและดีที่สุดที่ทรัพย์สินนั้นก่อขึ้นได้ เช่น ที่ดินสีลม ควรจะสร้างอาคารสำนักงานมากกว่าทาวน์เฮาส์ ที่ดินหนองจอกควรสร้างบ้านเดี่ยวมากกว่าศูนย์การค้า ทั้งนี้ประโยชน์สูงสุดและดีที่สุดนี้ต้องสอดคล้องกับภาวะตลาดขณะที่ประเมิน ค่า ข้อกฎหมาย การเงินและสภาพทางกายภาพ
          ในทำนองเดียงกัน จะเอาม้าศึกไปเทียมสีข้าวก็คงไม่เหมาะ จะเอาควายออกรบก็คงไม่ควร (ยกเว้นจำเป็น เช่น ชาวบ้านบางระจัน!) เพราะคุณค่าประโยชน์ใช้สอยต่างกัน เป็นต้น และประโยชน์สูงสุดของคนแต่ละคนก็ต่างกัน เราจึงต้องเข้าใจกฎเกณฑ์นี้และรู้จักใช้คน
7. กฎแห่งความพอดี
          อะไรที่ขาดไป ก็ย่อมทำให้ไม่มีคุณค่าทัดเทียมกับสิ่งอื่น (ตามกฎข้อ 4) และอะไรที่เกินไปก็ไม่ได้มีผลต่อมูลค่าเช่นกัน เช่น ห้องชุดราคา 4 แสนบาท แต่ตบแต่งจน ‘เกินเหตุ’ โดยใช้วัสดุเช่นเดียวกับบ้านราคาแพงมาก โดยตบแต่งไปถึง 3 แสนบาท ก็ใช่ว่าห้องชุดนั้นจะขายได้ 7 แสนบาท เพราะการตบแต่งที่เกินพอดีนั่นเอง 
          เช่นเดียวกัน ‘ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง’ แต่ย่อมไม่ใช่แต่งจน ‘เกินงาม’ หรือหากแต่ง ‘ปอนๆ’ เกินไปก็ไม่มีคุณค่าเท่าที่ควร ดุลยภาพจึงเป็นสิ่งที่ต้องยึดถืออยู่ตลอดเวลา
8. กฎแห่งพลังรวมตัว
          การรวมที่ดินสองแปลงเข้าด้วยกัน ราคาจะสูงกว่าราคาของที่ดินแต่ละแปลงรวมกัน เช่น ที่ดินแปลงหน้า1 ไร่ ติดถนนราคา 40 ล้านบาท แปลงหลัง 1 ไร่ ไม่ติดถนน ราคา 20 ล้านบาท แต่ถ้าที่ดินนี้เป็นแปลงเดียวกัน รวม 2 ไร่ ที่ดินแปลงใหม่นี้จะมีราคา 65, 70 หรือ 80 ล้านบาทขึ้นไป (สูงกว่า 40+20 ล้านบาท) หรือกรณีการรวมที่ดินหลายแปลงให้เป็นแปลงใหญ่ ต้นทุนในการรวม (ราคาที่ดินแต่ละแปลงรวมกัน) ย่อมต่ำกว่าราคาที่ดินแปลงใหญ่เสมอทั้งนี้เพราะเกิดศักยภาพเพิ่มขึ้น ที่ดินตาบอดด้านในแปลงเดียวอาจใช้ทำนา แต่พอรวมเป็นแปลงใหญ่ ก็สามารถจัดสรรขายได้ เป็นต้น
          ภาษาที่ปรับใช้สำหรับชาวบ้านทั่วไปก็คือ ‘สามัคคีคือพลัง’
9. กฎแห่งความผกผัน
          ‘ถ้าไร้ซึ่งคนเลว ไฉนเลยจะรู้จัก (คุณค่า) ของคนดี’ ในเชิงผกผัน บ้านที่สร้างสวยงามหลังหนึ่ง ที่มีต้นทุนเทียบเคียงกับบ้านของบริษัทแลนด์แอนด์เฮาส์ (โครงการระดับ ‘ลดาวัลย์’) ถ้าไป ‘ผุด’ อยู่ ‘ดง’ โรงงานหรือ ‘ดง’ สลัม ย่อมมีค่าต่ำกว่าบ้านในโครงการลดาวัลย์แน่นอน หรือในทางตรงกันข้ามในแง่บวก บ้านหลังเล็ก ๆ ในโครงการที่ดีย่อมมีคุณค่ากว่าบ้านแบบเดียวกันในหมู่บ้านที่มีคุณภาพต่ำ กว่า
10. กฎแห่งการทดแทน
          มูลค่าสุดสุดของสิ่งหนึ่ง ๆ มักจะเท่ากับต้นทุนของการหาซื้ออีกสิ่งหนึ่งที่มีคุณค่าเทียบเคียงกันได้มา ทดแทน กฎข้อนี้เกี่ยวข้องกับค่าเสื่อม ต้นทุนการผลิต จุดคุ้มทุนในการผลิต โดยเป็นพื้นฐานของการประเมินค่าทรัพย์สินด้วยวิธีต้นทุน
11. อุปสงค์และอุปทาน
          มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์หนึ่ง ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนอสังหาริมทรัพย์ที่มีเสนอขายอยู่ในตลาด กับจำนวนคนจะซื้อที่มีกำลังซื้อและมีความประสงค์จะซื้อ กรณีตัวอย่างหนึ่งก็เช่น ในภาวะอุปสงค์สูง ราคาบ้านหลังสุดท้ายที่ขายได้ในโครงการหนึ่ง จะสูงกว่าราคาบ้านหลังแรกที่ขาย และจะกลับเป็นตรงกันข้ามหากอุปทานสูงกว่า (จึงต้องขาย ‘โละ’ ลดราคา) ดังนั้นไม่เฉพาะแต่ผู้ประกอบการ ผู้ประเมินก็ต้องรู้ ‘หั่งเช้ง’ (สถานการณ์ตลาด) เช่นกัน จึงจะมีการตัดสินใจในมูลค่าที่ถูกต้อง
          ดังนั้น ในการที่เราจะตีค่าหรือประเมินค่าทรัพย์สินใด เราจึงต้องพิจารณาให้ดีว่า ทรัพย์สินนั้นมีความสอดคล้องกับปัจจัยหรือ ‘กฎ’ ข้างต้นอะไรบ้าง เพื่อให้มูลค่าที่ประเมินได้ ไม่เกิดความผิดพลาดสร้างความเสียหายแก่เราในฐานะนักลงทุน คนซื้อบ้าน ผู้ร่วมทุน หรือแม้กระทั่งผู้รับมรดก เป็นต้น