ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การลงทุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การลงทุน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Methode of Wall Street กฎแห่งการลงทุน 19 ข้อ

ที่มาhttp://www.oknation.net/blog/STRATEGICSTOCK/2008/09/21/entry-2
กฎการลงทุนทีคิดค้นโดย Victor Sperandeo ผู้มีชื่อเสียงในฐานะนักลงทุนทีประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น wall Street มาตลอดระยะเวลา 23 ปี โดยได้เขียนหนังสือที่ชื่อ Methode of Wall Street ซึ่งเป็นกฎแห่งการลงทุน 19 ข้อ ซึ่งเหมาะสำหรับการลงทุนในระยะสั้น


กฎข้อที่ 1 ลงทุนอย่างมีแบบแผน และปฏิบัติตามแผนที่ตนเองว่างไว้อย่างเคร่งครัด
ผู้ ลงทุนจะต้องมีเป้าหมายและคำนวณถึงโอกาสที่จะไปเป้าหมาย โดยการกำหนดแนวทางในการตัดสินใจ ในการลงทุน ต้องรู้จักประเภทการลงทุนของตัวเอง ซึ่งหมายความว่า นักลงทุนต้องทราบว่าตัวเองเป็นนักลงทุนประเภทใด ระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว

กฎข้อที่ 2 เล่นหุ้นตามแนวโน้มของตลาดที่เป็นอยู่
นัก ลงทุนต้องรู้ว่าขนาดนั้นตลาดอยู่ในแนวโน้มระยะใด ไม่ว่าแนวโน้มระยะสั้น แนวโน้มระยะกลาง หรือแนวโน้มระยะยาว ซึ่งแต่ละแนวโน้มล้วนมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

กฎข้อที่ 3 วางแผนในการตัดขาดทุนเมื่อราคาหุ้นไม่เป็นไปตามที่คาด
นัก ลงทุนต้องกำหนดระดับราคาที่จะตัดขายหุ้นเมื่อหุ้นลงถึงจุดที่กำหนด โดยการที่เรายอมตัดขาดทุนเพียงเล็กน้อย ดีกว่าปล่อยให้ราคาหุ้นตกลงไปจนไม่กล้าตัดสินใจขาย การตัดขาดทุนควรกำหนดไว้เมื่อราคาหุ้นตกลงไปในระดับ 10-20 %

กฎข้อที่ 4 เมื่อไม่มั่นใจในทิศทางของตลาด ควรหยุดรออยู่ข้างนอกตลาด
ถ้า นักลงทุนอ่านสภาพตลาดไม่ออก ถ้าไม่มีหุ้นอยู่ในมือ ควรหยุดรอไม่ควรซื้อ หรือถ้ามีหุ้นอยู่ควรจะทยอยลดพอร์ตลง โดยนักลงทุนไม่ควรเล่นหุ้นในช่วงทีตลาดที่มีอารมณ์ของคนทั่วไปครอบงำ ไม่ว่าความโลภ หรือความกลัว

กฎข้อที่ 5 รอจังหวะอย่างอดทน
ไม่ ควรซื้อหุ้นเพราะไม่มีอะไรให้ซื้อ หรือไม่ควรซื้อหุ้นทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะซื้อหุ้นบริษัทใด โดยต้องรอให้สิ่งต่างๆมีความชัดเจน สามารถพิจารณาได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว จึงเข้าลงทุน

กฎข้อที่ 6 เมื่อหุ้นขึ้นให้ขายช้า เมื่อหุ้นตกให้ขายเร็ว
เมื่อ ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ควรปล่อยให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปเรื่อยๆไม่ต้องรีบขายทำกำไร แต่เฝ้าดูตลาดอย่างใกล้ชิด แต่หากเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลงหรือเข้าจังหวะในการลงทุนผิด ต้องตัดขายให้เร็ว

กฎข้อที่ 7 อย่าทำกำไรให้กลายเป็นขาดทุน
โดยมีหลักการว่าเมื่อราคาหุ้นขึ้นไป 1/3 ของเป้าหมายที่วางไว้ ควรจะตัดขายหุ้นออกมาประมาณ 1 ใน 3

กฎข้อที่ 8 ซื้อเมื่อหุ้นมีราคาต่ำ ขายหุ้นเมื่อหุ้นมีราคาสูง
สิ่งที่นักลงทุนในระยะสั้นต้องจดจำคือ เมื่อแนวโน้มระยะสั้นราคาอ่อนตัว ให้ซื้อลงทุนได้

กฎข้อที่ 9 ช่วงต้นของตลาดกระทิง ให้ทำตัวเป็นนักลงทุน และเป็นนักเก่งกำไรเมื่อ อยู่ในช่วงท้ายของตลาดกระทิง และตลาดหมี
เมื่อ ตลาดหุ้นเปลี่ยนแนวโน้มจากภาวะหมี กลับขึ้นสู่ภาวะกระทิง จะต้องเป็นนักลงทุนในระยะกลาง ไม่ควรเล่นเก่งกำไรซึ่งจะทำให้ผลกำไร หดลงไป แต่หากภาวะตลาดกลับจากกระทิงเป็นภาวะหมี การลงทุนต้องเปลี่ยนไปเป็นเล่นระยะสั้นเก่งกำไร

กฎข้อที่ 10. การซื้อถัวเฉลี่ยจะทำให้ขาดทุนเพิ่มมากขึ้น
เพราะจะทำให้นักลงทุนจมสู่การขาดทุนไปมากยิ่งขึ้น ทางที่ดีควรขายตัดขาดทุนเพื่อที่จะรอโอกาสกลับมาซื้อใหม่ในราคาที่ถูกลง

กฎข้อที่ 11.อย่าซื้อหุ้นเพราะเห็นว่าราคาต่ำ และอย่าขายเพราะเห็นว่าหุ้นราคาสูงโดยไม่พิจารณาปัจจัยต่างๆให้ถ่องแท้
โดยไม่ควรนำเอาอดีตที่ราคาหุ้นได้ตกลงมาถึงจุดที่เคยลงมา และไม่ควรคิดว่าราคาหุ้นจะไม่สามารถผ่านจุดที่เคยขึ้นไปถึงได้

กฎข้อที่ 12.ลงทุนในตลาดที่มีสภาพคล่องสูง
การ ลงทุนในตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำ นักลงทุนตัวไปจะไม่มั่นใจในตลาด ซึ่งเป็นความกลัวในภาวะต่างๆ จะเกิดความไม่แน่นอนในการลงทุนเป็นอย่างยิ่ง

กฎ ข้อที่ 13.อย่าลงทุนในช่วงปลายตลาดขาขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่นักลงทุนทั่วไปขาดการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างถ่องแท้ จึงอาจพลาดในการซื้อหุ้นในราคาสูง

กฎข้อที่ 14.การตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นต้องอยู่ที่ตัวเองเท่านั้น
ไม่ควรที่จะเชื่อข่าวลือต่างๆ ที่ทำให้หลงให้เราเข้าไปติดหุ้น

กฎข้อที่ 15.หากเกิดความผิดพลาดต้องนำมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น
เพื่อจะได้ปรับปรุงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ซึ่งก็เหมือนกับว่าจะได้นำอดีตกลับไปเป็นครูเพื่ออนาคตต่อไป

กฎข้อที่ 16.เทคโอเวอร์ ข่าวอันตราย

กฎข้อที่ 17.การส่งคำสั่งซื้อขายแต่ละครั้งต้องตรวจสอบความถูกต้องให้เรียบร้อยก่อนเสมอ

กฎข้อที่ 18.บันทึกคำสั่งซื้อขายทุกครั้งเพื่อเป็นหลักฐานต่อไป

กฎข้อที่ 19.จดจำและปฏิบัติตามกฎ ทั้ง 18 ข้อ

ที่มา Methode of Wall Street

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

นักลงทุนมืออาชีพ กลยุทธในการสร้างความมั่งคั่งของคนยุค GENY

ที่มาhttp://chulakorn.blogspot.com/2012/06/geny.html
มนุษย์ในแต่ละยุคสมัย ย่อมมีวิธีการแสวงหาความมั่งคั่งและเสพสุขกับชีวิตไม่เหมือนกัน
ศตวรรษที่ 21 มนุษย์หลุดพ้นจากขีดจำกัดของการสื่อสารและคมนาคมที่เป็นเครื่องจำกัดการแสวง หาความก้าวหน้าในยุคบรรพบุรุษ ที่เคยทำให้อาชีพข้าราชการและนักการเมืองเป็นที่นิยมยกย่องกัน หากทว่าโลกใบนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่แนวโน้มใหม่ในการสร้างสรรค์ธุรกิจด้วย ตนเอง ทั้งในภาคเศรษฐกิจจริงและในภาคการลงทุน

แม้บางครั้งอาจจะมีความเสี่ยงและได้รับผลตอบแทนไม่เท่ากับเป็นผู้บริหารใน บริษัทขนาดใหญ่ก็ตาม หากสิ่งที่ได้รับคือ อิสรภาพและความภาคภูมิใจ

คนรุ่นใหม่ในยุค GenY ระหว่างอายุ 20-35 ปี กำลังเริ่มต้นสร้างธุรกิจและเป็นนายตัวเองกันอย่างถ้วนหน้า และเครื่องมือหนึ่งในการแสวงหาความมั่งคั่งก็คือ การลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนทางการเงินให้มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ

มนุษย์ในยุค GenY จึงมีแนวโน้มที่จะเป็น “นักลงทุนอาชีพ” โดยศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ควบคู่ไปกับการพัฒนาธุรกิจส่วนตัว โดยหากสามารถสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นเหนือตลาดได้ ก็อาจพัฒนาเป็นธุรกิจการเงินขึ้นมาอีกด้วย

1. ลงทุนให้สอดคล้องกับภาวะตลาด ทั้งสั้น กลาง ยาว ไม่เน้นการซื้อขายรายวัน

การเสพติดความเร็ว เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียของคนยุค GenY ในด้านดีก็คือ การทำงานเกิดประสิทธิภาพ สามารถปรับตัวตามความผันผวนของโลกได้อย่างทันท่วงที หากทว่าในทางร้ายก็คือ เวลาและความละเมียดในการไตร่ตรองครุ่นคิดสร้างสรรค์สูญหายไป

การลงทุนที่อยู่ในยุคออนไลน์ ก็หลีกไม่พ้นที่จะต้องเคลื่อนไหวไปอย่างฉับไวช่นกัน

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ระดับโลกและมีอิทธิพลต่อราคาซื้อขายหลักทรัพย์ใน ประเทศไทย ไม่ได้มียุทธศาสตร์การลงทุนแบบซื้อขายรายวัน หากทว่ามีการกำหนดช่วงเวลาซื้อขายที่ยาวนานพอสมควร อย่างน้อยก็เป็นรายเดือน

มื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเข้ามากระทบ ก็อาจมีการซื้อหรือขายเป็นรายวันที่ผันผวนมาก หากทว่า ปัจจัยพื้นฐานของประเทศย่อมไม่เคยเปลี่ยนไปเพราะเหตุอุบัติเฉพาะหน้า ส่วนใหญ่แล้วความรุ่งเรืองเสื่อมโทรมของประเทศ ย่อมมีสัญญาณบอกเหตุล่วงหน้าก่อนหลายสิบปี ทะยอยสะสมกันจนกระทั่งกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป หรือแม้กระทั่งวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ก็ได้มีสัญญาณบอกเหตุหลายก่อนหน้ามาหลายปี ไม่ใช่พึ่งมาเกิดเพียงเพราะมีข่าวร้ายขึ้นมาฉับพลัน ที่สำคัญข่าวร้ายรุนแรง ก็เป็นผลสะสมของข่าวร้ายก่อนหน้านี้เท่านั้น

นักลงทุนที่ดี จึงมักเลือกลงทุนในประเทศที่กำลังจะมีแนวโน้มที่สดใส แม้ว่าในระยะสั้นจะมีปัญหาอุปสรรคบ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรฉุดรั้งได้ ขณะที่ประเทศซึ่งกำลังเป็นขาลงหรือยังใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าจะเป็นขาขึ้น ก็ย่อมไม่อาจพุ่งทะยานขึ้นมาได้ เพียงเพราะมีข่าวดีมากระทบติดต่อกัน

ตัวอย่างเช่น

ตลาดหุ้นไทยที่ระดับประมาณ 1200 จุด เริ่มมีนักวิเคราะห์ออกมาเชียร์ซื้อกันมากมาย นักลงทุน GenY ที่เคยหวาดกลัวว่าราคาหุ้นจะสูงเกินพื้นฐานก็เริ่มหวั่นไหวคล้อยตาม ยิ่งเห็นราคายกตัวสูงขึ้นตลอด ก็ย่อมรู้สึกปวดร้าวว่าตนเองหวาดระแวงเกินไป จึงทำให้พลาดกำไรไปหลายครั้ง

นักลงทุน GenY จึงเริ่มคิดอยากจะเสี่ยงเข้าไปซื้อขายบ้าง เพราะเชื่อว่าหากนักลงทุนฝรั่งขายออกมา ตนเองก็จะสามารถชิงขายก่อนได้เร็วกว่า ดังนั้น ถึงแม้จะขาดทุนก็คงไม่มากนัก ดีกว่าจะปล่อยให้โอกาสในการทำกำไรหลายรอบก่อนที่ตลาดจะปรับตัวลงต้องหลุดลอย ไป

สิ่งที่นักลงทุน GenY ลืมตัวไปก็คือ นักลงทุนฝรั่งเล่นหุ้นระยะยาว ดังนั้น ราคาต้นทุนของฝรั่งที่ไล่ซื้อขึ้นมาจึงอาจอยู่ที่ประมาณ 1100 จุด ดังนั้นที่ระดับราคานี้ นักลงทุนฝรั่งจะขายเมื่อใดก็ได้ ขายติดต่อกันหลายวันก็ตามแต่ใจของเธอ

การเทขายของรายใหญ่อาจทำให้ราคาตกลงมา เพราะรายย่อยหนีหายได้เร็วกว่า แต่เนื่องจากนักลงทุนฝรั่งได้โยกหุ้นขึ้นลงเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร แล้ว นักลงทุนรายย่อยจึงเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะตัวเองได้เสียโอกาสทำกำไรไปหลายครั้ง จากการที่หุ้นลงมาแล้วไม่กล้าซื้อ

นักลงทุนที่พลาดโอกาสกำไรเหล่านี้ จะเป็นลูกค้าชั้นดีให้ฝรั่งหลอกขายได้ โดยกว่าจะทันรู้ตัว ฝรั่งรายใหญ่ก็ออกจากตลาดไปเรียบร้อยแล้ว

นักลงทุน GenY ที่ยังไม่หยุดซื้อขาย เพราะห่วงกำไรเฉพาะหน้า โดยไม่เข้าใจว่าฝรั่งสามารถจะขายได้ทุกเมื่อ และขายต่อเนื่องกันยาวนาน ก็อาจจะติดหล่มทางจิตวิทยา เมื่อขาดทุนเล็กน้อยก็ไม่อาจตัดใจขายเพราะกลัวจะขึ้นต่อ สุดท้ายเมื่อราคาไหลรูดต่อเนื่อง ก็จะหวาดกลัวและขายไปที่ราคาขาดทุนมหาศาลได้อย่างน่าเสียดายเป็นที่สุด

การลงทุนแบบระยะสั้นของ GenY เป็นสิ่งที่กระทำได้ หากทว่าก็จะต้องมีการกำหนดเป็นช่วงเวลา (Time Period) อย่างต่ำที่สุดก็ 2-3 วัน เพื่อให้เกิดการไตร่ตรองใคร่ครวญถึงแนวโน้มการขึ้นลง ไม่ใช่เป็นการซื้อขายรายวันและหวั่นไหวไปตามกระแสข่าวร้ายดี

ปัญหาสำคัญคือ นักลงทุนย่อมไม่รู้ว่าจุดไหนจะเป็นช่วงเปลี่ยนจากขาขึ้นเป็นขาลง ดังนั้น ในช่วงเริ่มต้นขาขึ้น นักลงทุนจึงไม่ควรที่จะขายหุ้นทั้งหมดทิ้งและเล่นระยะสั้นอย่างเดียว หากควรจะเก็บหุ้นที่มีต้นทุนต่ำไว้เล่นในระยะกลางและระยะยาวด้วย

เมื่อหุ้นเริ่มสูงขึ้น จนกระทั่งเกินขอบเขตที่อยากจะซื้อแล้ว ก็อาจจะแบ่งหุ้นระยะกลางมาขายทิ้งไปบ้าง โดยเมื่อหุ้นลงมาน้อยกว่าระดับราคาที่ขายไปไม่ต่ำกว่า 10 % ก็อาจจะซื้อกลับมา เพื่อไปขายเล่นระยะสั้นในรอบต่อไปที่ระดับราคาสูงขึ้น

หากราคาขึ้นไปต่อเนื่องและยังรับหุ้นระยะกลางกลับคืนมาไม่ได้ ก็อาจนำหุ้นระยะยาวออกมาขายทิ้ง แล้วจึงใช้สูตรเดิมมารับกลับที่ 20% เพื่อจะเก็บไว้เล่นระยะสั้น ในช่วงสุดท้ายก่อนที่จะปรับเป็นขาลง

เมื่อกระทำแบบนี้ได้ นักลงทุนก็จะมีหุ้นที่ต้นทุนต่ำกว่าตลาดไว้เล่นระยะสั้น จึงทำให้เมื่อตลาดปรับตัวเป็นขาลงแล้ว นักลงทุนก็จะสามารถตัดใจขายทิ้งได้อย่างทันท่วงที ไม่ต้องติดหล่มจิตวิทยาของความเจ็บปวดจากการขาดทุนจนกระทั่งไม่กล้า Cut loss เพราะต้นทุนสูงกว่าคนอื่น

เคล็ดลับก็คือ การเว้นช่วงซื้อคืนไว้ที่ 10-20% ที่นอกจากทำให้นักลงทุนได้กำไรเป็นกอบเป็นกำมากขึ้นกว่าการรับคืนแค่ 5 % ยังทำให้นักลงทุนไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของข่าวดีร้ายรายวัน ที่ทำให้ไม่เห็นภาพรวมของการลงทุน

การเว้นช่วงราคาที่ยาวนาน แม้ว่าจะทำให้เสียรอบลงทุนไปบ้าง แต่ก็ช่วยเพิ่มเวลาไตร่ตรองให้มากขึ้น แถมยังได้กำไรจากส่วนต่างราคาที่มากกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยชดเชยรอบลงทุนที่เสียไป

10 % = 2% ของการลงทุน 5 รอบ

ใครที่ไม่เหลือหุ้นต้นทุนต่ำที่เก็บไว้ลงทุนแบบระยะกลางและยาวเลย ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาซื้อที่ 1200 จุด เพื่อเล่นระยะสั้นแล้ว เพราะมีคนต้นทุนต่ำกว่าอยู่จำนวนมากที่สามารถขายได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลขาด ทุน

หากว่า ทนรอไม่ไว้แล้ว ก็อาจนำเงินไปลงทุนฝากประจำ 3 เดือน เพื่อกินดอกเบี้ยเล็กน้อยก่อน แล้วค่อยรอเมื่อหุ้นเปลี่ยนเป็นขาลง

ถ้าเกิดว่าหุ้นยังคงทะยานต่อไป ก็อาจเปลี่ยนกลยุทธ์มาลงทุนในหุ้นเติบโตแล้วถือยาวไปเลยก็ได้ แม้ว่าในช่วงสั้นจะไม่ร้อนแรงเหมือนหุ้นใหญ่ แต่ก็มีผลตอบแทนในระยะยาวที่มหาศาลมากกว่าให้ชื่นใจ

2. แบ่งเงินลงทุน 50% เพื่อซื้อหุ้นที่จะขึ้นไป 10 เท่า ภายในเวลา 5 ปี

การลงทุนไปตามกระแสตลาด ข้อดีคือ กำไรได้ทันที เล่นได้หลายรอบ ขาดทุนก็หนีทัน หากทว่าก็ไม่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ในแต่ละรอบ ซ้ำยังมีช่วงเวลาตลาดขาลงที่ไม่เป็นใจ จึงทำให้ผลตอบแทนการลงทุนต้องสะดุดหยุดลงเป็นระยะ

ดังนั้น นักลงทุน GenY จึงต้องมีการแบ่งเงิน 50 % เพื่อใช้ลงทุนในหุ้นเติบโต (Growth Stock) ที่มีแนวโน้มจะขึ้นไปหลายเท่า ในอีกหลายปีข้างหน้า

การลงทุนแบบผสมผสาน 50 : 50 จึงน่าจะดีกว่าการเล่นเพียงแบบเดียว เพราะหากให้นักลงทุนต้องถือหุ้นเติบโตหลายปี คนยุค GenY ที่ชอบความรวดเร็ว ก็จะเหงาหัวใจ ทนไม่ได้ สุดท้าย สุขภาพจิตเสียก็จะต้องขายหุ้นเติบโตทิ้งไป และนำเงินมาเล่นหุ้นตัวใหญ่ (Blue Chip) ทำให้พลาดโอกาสได้กำไรหลายเท่าไปอย่างน่าเสียดาย

หากทว่า การแบ่งเงิน 50 % เป็นเพียงกลยุทธ์ระยะยาวเท่านั้น ในช่วงสั้นเมื่อตลาดหุ้นใหญ่กำลังขึ้น ก็อาจนำเงิน 100% เข้าไปลงทุนเพื่อเก็บกำไรก่อน รอจนกระทั่งเข้าสู่ขาลงแล้ว จึงค่อยทะยอยซื้อหุ้นเติบโต 100% ก็ได้ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้นักลงทุน GenY เผลอใจนำเงินไปเล่นในหุ้นใหญ่ช่วงขาลง ที่อาจทำให้ขาดทุนได้

เมื่อหุ้นกำลังทะยานขึ้นอีกรอบ จากขาลงที่ยาวนาน ก็อาจขายหุ้นเติบโตไป 50% และนำเงินไปซื้อหุ้นใหญ่ที่กำลังทะยาน โดยหากว่าหุ้นเติบโตขึ้นไปด้วย ก็ไม่ต้องไปเสียดาย เพราะหุ้นเติบโตก่อนที่จะขึ้นไปหลายเท่า จะมีการขึ้นลงแบบน่าอึดอัดหลายครั้ง ดังนั้น หากเรามัวแต่เฝ้ารอ ก็จะเซ็งจิต จึงควรนำเงิน 50% ไปทำกำไรก่อน แต่ก็ไม่ควรนำไปทั้งหมด เพราะเราไม่รู้ว่าหุ้นเติบโตจะขึ้นยาวเมื่อไร ซึ่งถ้าราคาขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว เราจะไม่กล้าซื้อตามเข้าไป เพราะกลัวว่าจะขึ้นหลอก สุดท้ายก็จะพลาดโอกาสกำไรครั้งใหญ่ไป

สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ หุ้นเติบโตจะขึ้นแบบหลายเท่า หลังจากอั้นมานาน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากตลาดขาลงครั้งใหญ่ที่ยาวนาน เพราะเป็นโอกาสให้นักลงทุนรายใหญ่เก็บหุ้นเติบโตได้มากเพียงพอที่จะลากราคา ขึ้นไปหลายเท่า

ดังนั้น หากตลาดยังไม่เป็นขาลงแบบเลวร้าย ก็ยังวางใจนำเงิน 100% ไปลงในหุ้นตัวใหญ่ได้ก่อน หากทว่า เพื่อความไม่ประมาทบางคนจะแบ่งเงิน 50% แช่นิ่งถือหุ้นเติบโตไว้เลยกันผิดพลาดก็ไม่ว่ากัน เพราะอย่างน้อยก็มีอีก 50% ไว้เก็บเกี่ยวผลกำไรได้อย่างเพลิดเพลิน

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นเติบโต (Growth Stock) ยังไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก เพราะหุ้นที่มีภาพลักษณ์ดูดี ทำท่าว่าจะมีการขยายธุรกิจอย่างยิ่งใหญ่ มักจะสร้างความผิดหวังให้นักลงทุนอยู่เสมอ

หลักในการเลือกหุ้นเติบโต จึงต้องมองให้ลึกซึ้งกว่าคำพูดที่สวยงาม หากยังควรเจาะลึกไปถึงสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูงกว่า ในราคาถูกกว่าที่คิด ซึ่งแสดงถึงวินัยในการควบคุมต้นทุนและวัฒนธรรมองค์กรที่ล้ำเลิศของบริษัท

หุ้นเติบโตที่ยิ่งใหญ่ จะไม่รีบร้อนเผยแพร่นวัตกรรมเข้าสู่ตลาด หากจะมีช่วงเวลา “ทดลอง” เพื่อให้แน่ใจในคุณภาพ ประสิทธิภาพ และถูกอกถูกใจลูกค้า เมื่อทุกอย่างได้ถูกปรับปรุงให้เข้าที่เข้าทางแล้ว จึงถึงเวลาก้าวกระโดด ซึ่งนั่นคือ ห้วงยามที่นักลงทุนซึ่งอดทนจะได้เห็นผลตอบแทนมหาศาลสมกับที่ตั้งตารอ

3. เลือกการลงทุนที่เรามีความสุข เชื่อใจได้ และไม่ทำให้เจ็บปวดใจ

จุดอ่อนของวิชาจิตวิทยาการลงทุน (behavioral finance) ก็คือ วิเคราะห์ว่ามนุษย์ไม่มีเหตุผลในการลงทุนอย่างไรบ้าง โดยบอกให้มนุษย์แก้ไขด้วยการเป็นคนมีเหตุผล หรือมีสติตื่นตัวเพื่อมองเห็นเหตุผลให้ได้ท่ามกลางความไร้เหตุผล

หากทว่า วิวัฒนาการที่ยาวนานได้ทำให้มนุษย์มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลใด ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาความไร้เหตุผลที่ดีกว่า คือ การเลือกลงทุนในหุ้นที่ไม่ทำให้นักลงทุนเจ็บปวด ในช่วงจังหวะตลาดที่นักลงทุนมีโอกาสได้มากกว่าเสีย

สำหรับนักลงทุน GenY ที่ชอบซื้อหุ้นเติบโต จึงไม่ควรเลือกหุ้นที่มีขนาดเล็กเกินไป เพราะหุ้นเหล่านี้ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ตัวเองมามากพอ แน่นอนว่า การซื้อหุ้นเหล่านี้อาจทำให้กำไรมากกว่าเพราะซื้อตั้งแต่ยังเล็ก แต่ก็มีโอกาสขาดทุนสูงเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อภาวะเศรษฐกิจไม่เป็นใจ หุ้นที่เล็กกว่า ไม่เป็นที่รู้จัก ก็จะกระตุ้นจิตวิทยาความกลัวในหัวใจของนักลงทุน จนกระทั่งต้องขายทิ้ง

ถ้าหุ้นตัวนี้ไม่ผ่านการทดสอบของช่วงเวลาเลวร้าย เราอาจจะรู้สึกดีใจว่าได้ขายทิ้งไปก่อน แต่ภาวะขาดทุนก็ย่อมทำให้เจ็บปวดใจอยู่ดี ซึ่งสุดท้ายอาจส่งผลย้อนกลับทำให้เลิกที่จะเล่นหุ้นเติบโตไปเลย ทำให้เสียโอกาสดีในชิวิตกับหุ้นเติบโตตัวที่ใช่อีกหลายตัวที่จะผ่านเข้ามา

ถ้าหุ้นตัวนี้ผ่านการทดสอบและขึ้นไปหลายเท่า เราก็จะยิ่งเจ็บใจที่ไม่อดทนถือไว้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ามนุษย์มีแนวโน้มหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและความเจ็บปวด ดังนั้น ทางแก้ทีดีกว่า คือ การเลือกหุ้นเติบโตขนาดกลาง ที่ผ่านการพิสูจน์ตัวเองมาระดับหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เรามั่นใจและถือต่อไปได้ผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายเพื่อไปสู่แสง สว่างเรืองรอง

ในส่วนของนักลงทุน GenY ที่ชอบซื้อหุ้นใหญ่ตามการเคลื่อนไหวของตลาด ก็ควรจะเล่นหุ้นในช่วงขาขึ้นมากกว่าขาลง เพราะแม้จะไม่ได้ซื้อหุ้นตั้งแต่ที่ราคาเกือบต่ำสุด และมาขายที่ราคาเกือบสูงสุด แต่ก็จะทำให้มีความเชื่อมั่นในการลงทุนมากกว่า ไม่ต้องเข็ดขยาดกับการขาดทุนยาวนานก่อนจะกำไร เพราะบางทีอาจทนไม่ไหวและเลิกเล่นไปก่อน จึงทำให้พลาดโอกาสการทำกำไรในช่วงขาขึ้น

จุดที่นักลงทุน GenY จะต้องระวังก็คือ เมื่อใดช่วงขาขึ้นจะเปลี่ยนเป็นช่วงขาลง (Turning Point) เพราะการที่นักลงทุนเพลิดเพลินกับกำไรในช่วงขาขึ้น โดยคิดว่าเมื่อเปลี่ยนเป็นขาลงแล้วจะสามารถ Cut Loss ได้ทันท่วงที นักลงทุนก็จะผิดพลาดเพราะลืมคิดไปว่ามนุษย์หลีกเลี่ยงความเจ็บปวด ดังนั้น ในช่วงที่ขาดทุนเล็กน้อย เราจะทนไม่ได้ที่ต้อง Cut Loss ต้องรั้งรอจนกระทั่งบานปลายกลายเป็นขาดทุนมาก เมื่อตลาดถล่มลงมาและผู้คนส่วนใหญ่พากันแห่ขายทิ้ง

วิธีแก้คือ เมื่อหุ้นขึ้นมาสูงแล้ว ก็อาจต้องหยุดพัก แม้ว่าจะมีแนวโน้มขึ้นไปต่อ แต่ก็ไม่ควรเข้าไปเสี่ยง เพื่อจะได้ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องไปติดกับดักของการ Cut Loss โดยการตัดวงจรที่ต้อง Cut Loss ทิ้งไปเลย

แน่นอนว่า การไม่เข้าไปเล่นในบางช่วงเวลา อาจทำให้ได้กำไรน้อยกว่าการเข้าไปเล่นและมีกลไก Cut Loss สนับสนุน หากทว่า การยอมตัดใจจากกำไรในช่วงที่ไม่แน่ใจนี้ ก็จะเป็นการรักษากำไรที่เคยได้ส่วนใหญ่ในช่วงขาขึ้นไว้ ไม่ทำให้กำไรกลายเป็นขาดทุน

การลงทุนก็เช่นเดียวกับธุรกิจ ย่อมมีขีดจำกัดในการเติบโต ไม่ใช่ว่าในเวลาเพียง 1 ปีจะสามารถเติบโตได้ตลอด ย่อมต้องมีช่วงเวลาหยุดพักบ้าง

บางทีช่วงเวลาหยุดพักนี้ นักลงทุน GenY อาจแบ่งเวลาไปใส่ใจในการสร้างธุรกิจ เพื่อผลิตเม็ดเงินไว้ใช้ในการลงทุนครั้งต่อไป ซึ่งจะทำให้นักลงทุนเป็นอิสระในทางการเงินได้เร็วขึ้นกว่าการหมกมุ่นในการลง ทุนเพียงอย่างเดียว

ปล. ความรู้ต่างๆที่ได้หา และที่ได้อ่านมา เรารู้ครับ แต่ยากมากในการเข้าถึงเพื่อปฎิบัติ ซึ่งเป็นพื้นฐานของทุกสิ่งครับ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ใจเป็นสำคัญด้วยครับ  หากเอาชนะใจตัวเองไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะชนะตลาดได้ แล้ววันนี้เป้าหมายหรือเงื่อนไขในการลงทุนของเราไซด์เวย์ไปตามตลาดหรือปล่าว แม้แต่นักเทคนิคก็เคยบ่นกราฟไม่โกหก แต่ไม่เชื่อกราฟเป็นต้น นั่นเพราะใจตัดสินบนอารมณ์ที่สายตามองเห็น...แต่เงื่อนไขและเส้นสายตัดสินมา แล้วบนพื้นฐานข้อมูล  แล้วเราจะแก้ไขกันอย่างไรดีครับ  



credit คุณทองเนื้อเก้า @sinthorn

กฎของชีวิต-กฎของการลงทุน

ที่มาhttp://chulakorn.blogspot.com/2012/06/blog-post_1138.html
โลกในมุมมองของ Value Investor              วันที่ 5 มิถุนายน 2555
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Link : http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/nives/20120605/454896/กฎของชีวิต-กฎของการลงทุน.html

Credit : FaceBook 'MoneyTalkTV' และ ดร.นิเวศน์ ครับ

ผมได้อ่านหนังสือเรื่อง “กฎของชีวิต” (The Rules of Life) เขียนโดย Richard Templar แล้วก็นึกไปถึงเรื่องของการลงทุน

เพราะกฎหลาย ๆ  ข้อนั้น   ผมคิดว่ามันนำมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนได้เป็นอย่างดี  ลองมาดูกันทีละข้อ

  ข้อแรกที่ผมคิดว่านักลงทุนควรนำมาใช้ก็คือ  “รู้ว่าอะไรสำคัญและอะไรไม่สำคัญ”   ผมคงไม่พูดในเรื่องอื่น ๆ  ของชีวิต  แต่ในเรื่องของการลงทุนแล้ว  นี่คือสิ่งที่จะทำให้เราชนะหรือแพ้ได้  ยกตัวอย่างเช่น  เราคิดว่าการอยู่รอดของเศรษฐกิจกรีซนั้นสำคัญต่อการทำกำไรหรือผลประกอบการ ระยะยาวของบริษัทหรือหุ้นที่เราลงทุนอยู่ไหม?  ถ้าเราคิดว่าไม่  ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปกังวลว่ากรีซจะแก้ปัญหาของตนเองได้หรือไม่  ในความเป็นจริง  สิ่งที่สำคัญในเรื่องของการลงทุน  ก็เช่นเดียวกับในเรื่องของชีวิต  คือมันมีอยู่ไม่มาก  และเราก็ควรจะต้องรู้  อย่าสนใจหรือทุ่มเทกับสิ่งที่ไม่สำคัญมากนัก

  ข้อสอง   “ถ้าคุณจะกระโดดลงคลอง  ก็ขอให้แน่ใจว่าคุณรู้ว่าน้ำนั้นลึกเท่าไร”  นี่ก็เป็นเรื่องของการรู้ว่าความเสี่ยงของชีวิตและในกรณีของเราก็คือ  การลงทุน  เป็นอย่างไร  ตัวอย่างเช่น  ถ้าเราซื้อหุ้นตัวเดียวด้วยเงินทั้งหมดและใช้มาร์จินด้วยโดยที่เราคิดว่า หุ้นตัวนั้นดีเยี่ยมและถูกมากและมันจะทำให้เรารวยไปเลย  เราก็อาจจะพลาดและเกิดหายนะได้  ดังนั้น  ในการลงทุนทุกครั้งและตลอดเวลา  เราจะต้องรู้ว่า  “น้ำนั้น  ลึกแค่ไหน”  ประเด็นก็คือ  เราจะเสี่ยงอะไรก็ตาม  ตรวจสอบและวิเคราะห์ให้ถี่ถ้วนที่สุด  ดูว่าถ้าพลาดร้ายแรง  เราจะยังอยู่รอดได้และไม่เสียหายมากเกินไป

  ข้อสาม  ซึ่งผมจะรวมกฎสามข้อเข้าด้วยกันก็คือ  “มีระบบความเชื่อของตนเอง”    “มีความมั่นคงและยึดมั่นในสิ่งที่ทำ”  และ  “มีศรัทธาต่อสิ่งนั้น”  นี่คือกฎที่จะทำให้เราไม่วอกแวก   และความคิดและการกระทำของเราจะเป็นระบบที่ถูกต้องและสอดคล้องกันในระยะยาว  แต่สิ่งที่ผมอยากจะกล่าวเพิ่มเติมก็คือ  ระบบความเชื่อของเรานั้นจะต้องเป็นระบบที่ถูกต้องที่มีการพิสูจน์มาช้านาน  ตัวอย่างเช่น  ถ้าเรามีความเชื่อว่าการลงทุนในหุ้นนั้น  ก็คือการเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของธุรกิจ  วิธีที่จะชนะในระยะยาวก็คือ  การถือหุ้นหรือบริษัทที่ดีเยี่ยมในราคาที่ยุติธรรมให้ยาวที่สุด  เราก็จะต้องเชื่อและทำแบบนั้น  อย่ากลับไปกลับมาโดยการขายไปอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดสถานการณ์บางอย่างที่เรา อาจจะกลัวเกินเหตุหรือคิดว่าราคาหุ้นอาจจะสูงเกินไปแล้วชั่วคราว

บางคนอาจจะสงสัยว่า  “ระบบที่ถูกต้อง”  ที่ผมพูดถึงในข้อสามนั้น  มีเพียงระบบเดียวหรือ?  และใครจะเป็นคนบอกว่าระบบความคิดไหนเป็นระบบที่ดีและถูกต้องที่สุด  คำตอบของผมก็คือ  คงไม่มีใครบอกได้  มีระบบมากมายที่มีคนคิดและเสนอขึ้นมา  เราเองจะต้องเป็นคนเลือกที่จะเชื่อ  บางคนอาจจะบอกว่าวิธีการลงทุนที่จะได้ผลตอบแทนสูงที่สุดก็คือการซื้อหุ้นใน ยามที่มันมีราคาถูกและขายเมื่อมันมีราคายุติธรรมหรือแพงแล้ว  การคิดถึงหุ้นเราไม่ควรคิดว่าเราเป็นเจ้าของธุรกิจเพราะเราไม่ได้มีอำนาจ อะไรเลยในการควบคุมกิจการ  นี่ก็เป็นระบบความเชื่ออีกแบบหนึ่งซึ่งผมก็บอกไม่ได้ว่าดีกว่าแบบแรกหรือ ไม่  บางทีมันอาจจะดีกว่าในบางตลาดหุ้นและแย่กว่าในบางแห่ง  ประเด็นของผมก็คือ  ถ้าคุณเชื่อแบบไหน  คุณก็ควรจะทำแบบสม่ำเสมอและสอดคล้องกันทุกอย่าง- ด้วยความศรัทธา   อย่างเริ่มต้นซื้อหุ้นด้วยความคิดหนึ่งแต่ขายหุ้นด้วยความคิดอีกชุดหนึ่ง ซึ่งอยู่ตรงกันข้าม

  ข้อสี่  “อยู่ข้างเทพ  อย่าอยู่ข้างมาร”  นี่ก็เป็นกฎที่น่าจะมีคำถามตามมาว่า  ข้างไหนคือเทพและข้างไหนคือมาร?  คำตอบก็คือ  เราก็ต้องเป็นคนที่คิดและเลือก  ว่าที่จริง  คงไม่มีใครเลือกที่จะเป็นมารหรืออยู่ข้างมาร  เขาคิดว่าฝั่งที่เขาเลือกคือเทพ  สำหรับผมแล้ว  ผมคิดว่านักลงทุนนั้นจะต้องเลือกข้าง  “ผู้ชนะ”  ซึ่งก็คือ  ข้างเทพ  เพราะผู้ชนะนั้นจะเป็นคน  “เขียนประวัติศาสตร์”  และแน่นอน  เขาจะต้องเขียนว่าเขาเป็นฝ่ายเทพ  ความหมายของผมก็คือ  ในการลงทุน  เราควรเลือกบริษัทที่อยู่ในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่อยู่ในช่วงของการเติบโต  เป็นธุรกิจที่กำลังมี  “กระแส”  หรือมี  “ลมพัดมาทางข้างหลัง”  เป็นอุตสาหกรรม “เทพ”  นอกจากนั้น  เราควรเลือกบริษัทที่กำลังเป็น  “ผู้ชนะ”  เป็นบริษัท “เทพ”   วิธีที่เราจะเลือกได้ถูกต้องนั้น  นอกจากการวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง  ซึ่งบ่อยครั้งจะต้องมองไปถึง  “กระแสระดับโลก”  ที่อาจจะมาก่อนแล้ว    เรายังต้องพยายามตัดอคติและความรู้สึกส่วนตัวที่มีออกให้มากที่สุด  เพราะนั่นมักทำให้เรามีความลำเอียงจนทำให้วิเคราะห์ผิดไปได้

  ข้อห้า  “คุณจะไม่มีวันเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างได้”  ว่าที่จริงผมคิดว่าคนเราอาจจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งเฉพาะในบางเรื่องเท่านั้น  เรื่องส่วนใหญ่นั้นเราไม่ค่อยจะเข้าใจหรอกแต่เราอาจจะคิดว่าเราเข้าใจ  กฎข้อนี้เพื่อที่จะเตือนใจเราให้รู้ว่ายังมีเรื่องที่เราไม่เข้าใจอีกมาก  และถ้าเราไม่เข้าใจแต่เราตัดสินใจลงทุน  เราก็อาจจะพบกับความผิดหวังได้ง่าย ๆ  วิธีการของผมก็คือ  ถ้าเรายังไม่ค่อยจะเข้าใจหุ้นตัวไหน  ก็อย่าไปลงทุนหรืออย่าลงทุนมาก  ถ้าเราลงทุนก็จะต้องรู้ว่ามันคือการ  “เก็งกำไร”  และโอกาสเสียก็มีไม่น้อย   โดยส่วนตัวผมแล้ว  ผมจะพยายามทำความเข้าใจในเรื่องของโลกในวงกว้าง  ทั้งเรื่องการเมือง  เศรษฐกิจ  สังคม  วิทยาศาสตร์  ปรัชญา  และอื่น ๆ  อีกร้อยแปด  ผมพยายามที่จะเข้าใจ  “ภาพใหญ่”  ของสิ่งเหล่านี้  ในขณะที่ถ้าเป็นเรื่องที่ผมสนใจเป็นพิเศษ  เช่น  การลงทุน  ผมก็จะพยายามศึกษาให้มากเพื่อที่จะได้  “รู้จริง”  โชคดีที่ว่า  ในการลงทุนนั้น   การมีความรู้ในเรื่องของโลกอย่างกว้าง  สามารถที่จะช่วยทำให้การลงทุนดีขึ้นมาก

  ข้อหก “รักษาคุณธรรมและจริยธรรมให้สูงเข้าไว้”  นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับชีวิตเช่นเดียวกับการลงทุน  เป็นเรื่องธรรมชาติที่สิ่งมีชีวิตซึ่งรวมถึงคนจะต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด  บางครั้งก็เกิดการ  “แย่งชิง”  ทรัพยากรกัน   การที่เราจะมีชีวิตที่ดีได้  เราต้องยึดถือคุณธรรมและจริยธรรมที่ดีตลอดเวลาเพราะนี่คือ  “กติกา”  ที่คนส่วนใหญ่ยอมรับและยกย่อง  ถ้าเราทำผิดเราจะไม่ได้รับความเชื่อถือไปนานหรือตลอดไป   และนั่นจะทำให้ชีวิตในอนาคตของเราตกต่ำลงและยากที่จะแก้ไขได้  ในเรื่องของการลงทุนนั้น  ก็เช่นเดียวกัน  อย่าใช้วิธีการที่ไม่มีคุณธรรมในการลงทุนหรือเล่นหุ้นแม้ว่ามันจะทำให้เรา ได้กำไรเร็วและมาก  อะไรคือคุณธรรมในการลงทุนนี่ก็เป็นประเด็นอยู่เหมือนกัน  แน่นอน  การทำผิดกฎหมายไม่ว่าจะถูกจับได้หรือไม่ก็ต้องถือว่าไม่มีคุณธรรมแน่นอน  แต่การกระทำอย่างอื่นที่ทำให้นักลงทุนคนอื่นเสียหายโดยที่เราได้ประโยชน์   ตัวอย่างเช่น  เราแนะนำให้เขาซื้อหุ้นตัวหนึ่งแต่ในเวลาเดียวกันเราขาย  แล้วหลังจากนั้นราคาหุ้นก็ตกต่ำลงมามากเนื่องจากข้อมูลที่เรารู้อยู่ก่อน แล้ว   แบบนี้ก็อาจจะถือว่าเราไม่ได้มีคุณธรรมที่สูงพอ  แม้จะยอมรับกันว่า  ในเรื่องของการลงทุน  ทุกคนต้องรับผิดชอบกับการกระทำของตนเอง


  สุดท้าย   สำหรับคนที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนจนทำให้มีเงินมากพอที่จะใช้ชีวิตแบบ เศรษฐี  หรือแม้แต่คนที่มุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่งคั่งอย่างรวดเร็วจากการลงทุนก็ คือ  “รู้ว่าความสุขที่แท้จริงมาจากไหน”  เรื่องนี้ผมขอตอบเองว่า   เงินนั้นก่อให้เกิดความสุขได้ถึงระดับหนึ่งเท่านั้น  เงินที่มากขึ้นจากนั้นจะสร้างความสุขเพิ่มขึ้นได้น้อยลงและน้อยลงเรื่อย ๆ   ดังนั้น  การมุ่งที่จะหาความสุขจากเงินมากเกินไปรังแต่จะก่อให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา แทน  เพราะความสุขที่แท้จริงนั้น  ผมว่าอยู่ในใจเสียมากกว่า

หนทางสู่ความสำเร็จในการลงทุน

ที่มาhttp://chulakorn.blogspot.com/2012/06/blog-post.html
หนทางสู่ความสำเร็จในการลงทุน
โลกในมุมมองของ Value Investor:ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

นักลงทุนหรือคนเล่นหุ้นที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนนั้นผมคิดว่าเขาน่าจะ มีวิธีการและ/หรือคุณสมบัติที่สำคัญอย่างน้อย 3-4  อย่างดังที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้

ข้อแรกคือ   เขาจะต้องมี  ความรอบรู้  ความฉลาดหลักแหลม  ความสามารถในการวิเคราะห์และคาดการณ์อนาคตของธุรกิจต่าง ๆ  หลายอย่าง   คนที่เก่งมาก ๆ  ในด้านนี้มักจะได้รับการยอมรับว่าเป็นคนอัจฉริยะในด้านของการลงทุน  หลาย ๆ คนมักจะเป็นคนที่มี IQ ค่อนข้างสูง

ข้อสอง  เขาจะต้องทำงาน  เป็นคนขยันไม่เกียจคร้าน  โดยเฉพาะที่เป็นงานเกี่ยวกับการลงทุน   การหมั่นค้นคว้าหาโอกาสในการลงทุน   ต้องเป็นคนที่อ่านหนังสือมาก   คนที่ทำงานมาก ๆ  เป็น  Workaholic  หรือคนบ้างาน  ก็จะมีโอกาสได้รู้จักและเข้าใจบริษัทจดทะเบียนต่าง  ๆ   เป็นอย่างดี  ซึ่งจะเป็นพื้นฐานและข้อมูลสำคัญสำหรับการลงทุนที่จะประสบความสำเร็จ  คนที่สามารถทำงานหนัก  ๆ  ได้มากนั้น   นอกจากจะต้องเป็นคนหนุ่มสาวและมีสุขภาพดีแล้ว   เขามักจะต้องมี  Passion หรือความหลงใหลในการลงทุนที่รุนแรงด้วย

ข้อสาม   เขาจะต้องมี  EQ  หรือความสามารถทางอารมณ์ที่จะควบคุมตนเองไม่ให้ผันผวนไปตามภาวะของตลาดและ ราคาหุ้น  มีความสามารถที่จะคิดได้อย่างเป็นอิสระด้วยตนเอง  และสามารถปฏิบัติตามแผนและนโยบายที่ได้วางไว้อย่างมั่นคง

ข้อสี่   เขาจะต้องมีความเข้าใจหรือมี  Sense  หรือ  ความรู้สึกหรือไหวพริบเกี่ยวกับภาวะของผู้คนและนักลงทุนในตลาด   Sense  นี้เป็นเรื่องยากที่จะสอนกัน   แต่การลงทุนมานานผ่านร้อนผ่านหนาวมามากก็ช่วยให้เรามี  Sense ดีขึ้นได้

คุณสมบัติทั้งสี่ข้อนี้   ผมคิดว่านักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จในระยะยาวต้องมี   อย่างไรก็ตาม   เป็นเรื่องยากที่คน ๆ  หนึ่งจะมีคุณสมบัติดีเด่นในทุกข้อ   โดยปกติแล้ว   นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมักจะมีคุณสมบัติข้อหนึ่งข้อใดหรือสักสองข้อที่ เด่น   และมีคุณสมบัติในข้อที่เหลือพอใช้    แบบนี้เขาก็จะประสบความสำเร็จได้    ว่าที่จริง   “เซียน”  หรือคนที่ประสบความสำเร็จมากนั้น   มักจะมีคุณสมบัติยอดเยี่ยมมาก ๆ  จริง  ๆ  เพียงบางข้อเท่านั้น   และนั่นยังเป็นการแบ่งแยกด้วยว่าเขาเป็น  “เซียน”  ประเภทไหน

คนที่อาศัยความรอบรู้หรือ  IQ  ทางการลงทุนเป็นหลักมักจะเป็น  “เซียน”  ระดับอัจฉริยะที่มักจะประสบความสำเร็จสูงและมีชื่อเสียงยาวนาน   ตัวอย่างก็แน่นอน   ประเภท   วอเร็น  บัฟเฟตต์   บิล  มิลเลอร์   จอห์น  เทมเปิลตัน  คนเหล่านี้จะมีความคิดและความเข้าใจลึกซึ้งมากในด้านของการลงทุนและของ กิจการ   พวกเขาจะสามารถมองเหตุการณ์ไปข้างหน้าได้ไกลกว่าและถูกต้องกว่า   และลงทุนซื้อหุ้นจำนวนมากเพื่อรอเก็บเกี่ยวผลในระยะยาวซึ่งผลการลงทุนนั้น มักจะประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง     นักลงทุนทั่วไปมักจะชื่นชมและยกย่องพวกเขา  “หลังจาก”  เห็นผลแล้ว   แต่ในขณะที่พวกเขากำลังซื้อหุ้นนั้น   เรามักจะแปลกใจและคิดว่าพวกเขากำลังคิดผิด   เราไม่อยากซื้อหุ้นตามพวกเขาเพราะเรามองว่าหุ้นที่พวกเขากำลังซื้อนั้นดูไม่ น่าจะดีและเราไม่เข้าใจว่าเขาซื้อทำไม

คนที่อาศัยความขยันทำงานหนักเป็นหนทางสู่ความสำเร็จนั้น    คือคนที่อาจจะเข้าสำนักงานตั้งแต่เช้าตรู่และกลับบ้านเมื่อตะวันลับฟ้าไป แล้ว  พวกเขาต้องอ่านบทวิเคราะห์เป็นสิบ  ๆ   เล่มในแต่ละสัปดาห์และต้องเข้าประชุมฟังการบรรยายของบริษัทจดทะเบียนเกือบจะ ทุกวัน   เวลาที่ว่างจากการอ่านพวกเขาก็มักจะต้องพูดโทรศัพท์เพื่อหาข้อมูลที่จะนำไป สู่ชัยชนะในการลงทุน    หลังเลิกงานพวกเขายังต้องหอบแฟ้มกลับไปทำที่บ้าน   วันหยุดก็มักจะไม่เป็นวันหยุดอย่างที่ควรเป็น   แน่นอน   ผมกำลังพูดถึงคนจำนวนมากหรือส่วนใหญ่ที่ทำหน้าที่บริหารกองทุนรวมที่ต้อง ติดตามบริษัทเป็นร้อย  ๆ   แห่งหรืออย่างในสหรัฐนั้นเป็นพัน ๆ  แห่ง   คนเหล่านี้ส่วนใหญ่กลับไม่ประสบความสำเร็จเพราะพวกเขาต่างก็ขยันและทำงาน หนักพอ ๆ   กัน   คนที่ประสบความสำเร็จสูงมากในกลุ่มนี้ก็คือ   ปีเตอร์  ลินช์  ที่สุดท้ายต้องลาเวทีไปก่อนเกษียณเนื่องจากรับกับการทำงานแบบนั้นไม่ไหว

คนที่อาศัย  EQ  เป็นหลักในการประสบความสำเร็จนั้น   คือคนที่มีศรัทธายึดมั่นในหลักการและนโยบายการลงทุนที่ตนเองเห็นว่าดีและ เหมาะกับตนเองแล้ว   นโยบายและกลยุทธ์เหล่านั้นอาจจะไม่ใช่หนทางที่ทำให้เขารวยเร็วที่สุดแต่อาจ จะปลอดภัยและให้ผลตอบแทนคุ้มค่า   เขาเชื่อมั่นว่าถ้าเขายึดหลักการที่กำหนดไว้ดีแล้วนั้น   ในระยะยาวเขาก็จะบรรลุเป้าหมายและประสบความสำเร็จได้   ตัวอย่างเช่น  เขาอาจจะกำหนดว่าเขาจะลงทุนแบบสะสมเงินที่หาได้จากการทำงานไปเรื่อย  ๆ   ทุกเดือน  โดยแบ่งเงินลงทุนไปในหุ้นและพันธบัตรเท่า ๆ  กัน  โดยที่หุ้นลงทุนอาจจะเป็นหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดในแต่ละอุตสาหกรรม หลัก  ๆ   ห้าบริษัทเป็นต้น   และการลงทุนนี้จะเป็นการลงทุนตลอดเวลาไม่ว่าภาวะตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร  

ตัวอย่างของคนที่ใช้  EQ  เป็นหลักและประสบความสำเร็จสูงมากก็คือ  “คนธรรมดา”  ที่ชื่อว่า    แอนน์  ไชเบอร์  ซึ่งผมเคยเขียนมานานแล้ว   เธอเป็นสาวโสดที่ไม่เคยแต่งงาน   อยู่ตัวคนเดียว   ไม่มีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจ   เป็นคนกินเงินเดือนที่ไม่มีทรัพย์สมบัติ    เริ่มลงทุนเมื่ออายุ  50 ปีไปแล้ว   เธอยึดมั่นลงทุนในบริษัทที่เธอเห็นว่าเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่อย่างเช่น   โค๊ก  ถือยาว  ติดตามผลการดำเนินงาน   รับปันผล   ลงทุนเพิ่ม   วันที่เธอเสียชีวิต  พอร์ตของเธอเกือบ  พันล้านบาท  เธอทำได้เพราะอายุวันตายประมาณ  100  ปี

คนที่ใช้  Sense  ในการลงทุนเป็นหลักแล้วประสบความสำเร็จนั้น   ผมคิดว่าส่วนใหญ่ก็คือคนที่เราเรียกว่า   “ขาใหญ่ ”  ในตลาดหุ้น    แน่นอน  ขาใหญ่ในตลาดหุ้นไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จทุกคน   หลายคนก็ขาดทุนหรืออยู่ไม่นาน   คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น  ผมคิดว่าพวกเขาต้องมีคุณสมบัติข้ออื่น ๆ  ดังที่กล่าวข้างต้นด้วย   แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จก็คือ  ความสามารถในด้านของจิตวิทยาการอ่านใจนักเล่นหุ้นในตลาดได้ดีกว่าคนอื่น   นอกจากการอ่านเกมออกแล้วพวกเขายังน่าจะมีความสามารถในการจูงใจให้คนอื่นเล่น ตามด้วย   และนี่อาจจะเป็นศาสตร์ที่คนอื่นไม่สามารถทำได้และทำให้พวกเขาประสบความ สำเร็จสูงมากในการลงทุนโดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทย

ทั้งหมดนั้นก็คือหนทางสู่ความสำเร็จในการลงทุน  4  แบบ  นักลงทุนแต่ละคนต้องเลือกว่าวิธีไหนที่เราชอบและมีศักยภาพที่สามารถทำได้   การค้นหาตัวตนก่อนที่จะเลือกเดินทางนั้นสำคัญมาก  เลือกถูกก็สำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว   เลือกผิดเราอาจจะพบกับความผิดหวังหรือหายนะ   สำหรับคน  “กลาง ๆ”   ผมแนะนำว่าแนวทางของการใช้  EQ  เป็นหลักในการลงทุนเป็นวิถีทางที่น่าสนใจ  และย้ำอีกครั้ง  ไม่ว่าจะเลือกแนวไหน  เราจำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจทุกทางด้วยมิฉะนั้นก็จะไม่ประสบความสำเร็จ

โพสต์เมื่อ โดย

ความรู้สำหรับมือใหม่

ที่มา http://chulakorn.blogspot.com/2012/05/blog-post_2306.html
ความรู้สำหรับมือใหม่ และประสบการณ์ของรุ่นพี่บางท่าน  
จากประสบการณ์ของนักลงทุนบางท่านที่ได้ถ่ายทอดในห้องสินธร ผมได้เซฟเอาไว้ วันนี้ได้เปิดมาอ่านเห็นว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมีประโบขน์จึงขอนำมาถ่ายทอด ต่อ เป็นวิทยาทาน และขอมอบความดีทั้งหมดให้กับเจ้าของประสบการณ์นะครับ (ขออภัยที่ไม่ได้เซฟชื่อไว้)ผมขออนุญาตเจ้าของประสบการณ์ขอแก้ไขดัดแปลง และเพิ่มเติมบางส่วนจากประสบการณของผมเข้าไปด้วยนะครับ

คนส่วนมากที่เข้าตลาดหุ้น เพราะหวังรวยเร็ว และไม่ต้องทำงานหนัก  เรียกว่า อยากรวยง่ายๆและรวยเร็วนั่นเอง


ก็ไม่แปลกที่อยากรวยง่ายและเร็วเช่นนั้น  แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีอะไรน้อยมากๆที่จะรวยง่ายและรวยเร็วเหมือนลงทุนหุ้น แต่ก็หมดตัวได้เร็งวและง่ายได้เช่นกัน


แต่หุ้นสามารถให้สิ่งนั้นได้ แต่ก็ไม่ได้ง่ายนักที่จะทำสำเร็จ เว้นแต่จะมีความรู้ มีฝีมือจริง ๆ และมีความตั้งใจ ความอดทน และจิตใจเข้มแข็งไม่โลเลตามกระแสนักลงทุนและตลาดจนเกินไป ต้องมีความเชื่อมั่นในหุ้นที่ลงทุนว่าเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนตามที่เนชรา ต้องการได้  และสามารถรอให้มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นตามการเจริญเติบโตของบริษัทที่เราคัด เลือกแล้วได้


แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินไปที่จะรวยง่ายและรวยเร็ว หากมุ่งมั่นหาความรู้ และสั่งสมประสบการณ์อย่างถูกต้องและต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แต่จะบอกว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนนั้นก็ยาก อยู่ที่ตัวเราเองว่ามีเวลากับการสั่งสมประสบการณ์ได้แค่ไหน เป็นแก่น หรือ พี้ในการลงทุน รวมทั้งอารมณ์และการตัดสินใจเลือกหุ้นได้ดีและเหมาะสมแค่ไหน รวมทั้งเงินทุนที่มีในการลงทุนด้วย เพราะเงินทุนมาก โอกาสเงินสร้างเงินได้เร็วเป็นทวีคูณ ดังจะได้อ่านเจอว่าเงินล้านแรกหาได้ยาก แต่ล้านต่อไปง่ายกว่ามาก ซึ่งก็เป็นความจริง
ต้องมีประสบการณ์และพื้นฐานที่ดีเกี่ยวกับหุ้นมาก่อน

การลงทุนหุ้นให้รวยนั้นไม่ได้ยากมากนัก  แต่ก็ไม่ได้เร็วนัก หุ้นของบริษัทชั้นดีนั้นก็เหมือนกับน้ำซึมบ่อทราย ค่อยๆให้ผลตอบแทนออกมาเรื่อยๆ ไม่ได้ไหลออกมาแรงๆ  แต่จะค่อยๆซึมออกมาเรื่อยๆ ยิ่งนานยิ่งไหลได้แรง เพราะกิจการได้เติบโตต่อเนื่องทุกปี  ต้องออทนรอให้กิจการค่อยๆเติบโตไปเรื่อยๆ ควรเป็นกิจการที่มั่นคง ก่อตั้งมานานพอสมควรและมีการเติบโตต่อเนื่องมาทุกๆปี มีความเสี่ยงต่ำ กิจการไม่ผันผวนมากแม้เศรษฐกิจไม่ดี และไม่ใช่หุ้นปั่น


หุ้นในตลาดส่วนใหญ่ก็มีความเสี่ยงต่ำที่จะเจ๊งจนต้องปิดกิจการ แต่การเลือกหุ้นในลงทุนของนักลงทุนเองเป็นตัวแปรที่จะทำให้เกิดความเสี่ยง มากหรือน้อย  การเลือกแนวทางการลงทุน(ระยะเวลาที่ลงทุนสั้นยาว)และการเลือกประเภท หุ้น(เก็งกำไรสั้นๆ หรือลงทุนยาว) ก็เป็นตัวแปรที่กำหนดความเสี่ยง
บางคนลงทุนหุ้นพื้นฐานดีความเสี่ยงต่ำ เติบโตเร็ว แต่อยากมีกำไรภายในไม่กี่วัน หรือไม่กี่สัปดาห์ เห็นหุ้นตัวอื่นขึ้นเร็ว ก็ไม่สบายใจ ก็คัตลอส ไปซื้อหุ้นที่เห็นว่าราคาขึ้นลงเร็วตามกระแส ก็ขาดทุนอีก เราใจร้อนอยากกำไรเร็ว กลับขาดทุนและติดดอย


ความสี่ยง เกิดจากความรู้ และประสบการณ์ในการเลือกหุ้นและการลงทุนหุ้นมากน้อยแค่ไหน  หากรู้น้อยแต่ เห็นคนอื่นกำไรเร็ว เสี่ยงแล้วกำไร ก็เสี่ยงตามโดยไม่มีความรู้ ไม่รู้ว่าหุ้นนั้นพื้นฐานหรือความเสี่ยงของกิจการคืออะไร เห็นหุ้นขึ้นต่อเนื่องทุกวันก็อยากกำไรบ้าง กลายเป็นเหยื่อรายใหญ่ (น่าเศร้า)  เพราะความรู้ ประสบการณ์ต่างกัน ก็ทำให้เกิดความเสี่ยง

การลดความเสี่ยง คือควรเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อให้สามารถไขงฃว่คว้าโอกาสที่จะลงทุนให้ได้กำไรสูงแต่ละช่วงของโอกาสนั้นๆได้จริง


หากเรามีความพร้อม มีความรู้ในหุ้นที่จะลงทุนจริงๆว่า เป็นหุ้นประเภทพื้นฐาน ต้องถือยาว หรือประเภทเข้าเร็วออกเร็ว 


สำคัญที่เรามีความรู้ ความสามารถในการเลือกหุ้น และจิตใจเย็นพอที่จะรอให้หุ้นเติบโตตามเวลาที่หุ้นนั้ๆควรจะเป็นไปได้แค่ไหน


ส่วนใหญ่ใจร้อน อยากกำไรเร็ว โดยไม่มีความอดทนที่จะรอให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมา ก็จะขายขาดทุน หรือพอขายไปแล้ว หุ้นก็ขึ้นทันที


สิ่งสำคัญก็คือ "อย่าโลภ"  ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็ควรพอ  หากเป็นแนว VI ก็ต้องอดทนรอได้ หากหุ้นที่เราเลือกลงทุนยังมีพื้นฐานที่ดีอยู่ เหมือนตอนที่เราเลือกลงทุน เว้นแต่มีหุ้นอื่นที่ดีกว่าจริงๆ
แต่หากเลือกหุ้นผิด หรือหุ้นไม่ดีอย่างที่คิดไว้  ก็ต้องยอมคัตลอส เปลี่ยนตัวอื่นที่เราคิดว่าดี ที่เหมาะกับเรา แต่ไม่ควรคัตลอสบ่อยๆ เพราะการคัตลอสเป็นการเสียโอกาสให้เงินทำงาน เพราะเงินทุนที่จะนำไปลงทุนหากำไรลดลง


ควรพิจารณาตัวเองว่าเราจะลงทุนในแนวไหน เก็งกำไร หรือหุ้นพื้นฐานดี ลงทุนยาวให้เติบโตไปพร้อมบริษัทในแนวVI และควรหาความรู้ในแนวที่เลือกอย่างเพียงพอ ไม่รีบร้อนในการลงทุน หากจะลงทุนเพื่อสั่งสมประสบการณ์ ก็ควรลงทุนเพียงน้อยๆไม่กี่ร้อยหุ้น ขาดทุนก้ไม่เสียใจ เป็นค่าครูหากได้กำไรก็ไม่ควรเพิ่มเงินมากๆ (เฉพาะมือใหม่)  เพราะอาจสำคัญผิดคิดว่าการลงทุนง่ายจะตายทำไมโง่จัง เพิ่งมาลงทุนก็ได้กำไรตั้งเยอะแยะ  หรือคิดว่าเพราะเราเก่ง ควรค่อยๆเรียนรู้ตัวหุ้น เทคนิคการลงทุน และอ่านอารมณ์ของตลาดไปเรื่อยๆสักปี สองปีก่อน ค่อยลงทุนเต็มตัว (ติดดอยมาเยอะแล้ว)

=====================================================================

จากประสบการณ์ของนักลงทุนบางท่านที่ได้ถ่ายทอดในห้องสินธร ผมได้เซฟเอาไว้ วันนี้ได้เปิดมาอ่านเห็นว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมีประโบขน์จึงขอนำมาถ่ายทอด ต่อ เป็นวิทยาทาน และขอมอบความดีทั้งหมดให้กับเจ้าของประสบการณ์นะครับ (ขออภัยที่ไม่ได้เซฟชื่อไว้)ผมขออนุญาตเจ้าของประสบการณ์ขอแก้ไขดัดแปลง และเพิ่มเติมบางส่วนจากประสบการณของผมเข้าไปด้วยนะครับ (อีกท่านหนึ่งนะครับ)

จากประสบการณ์การลงทุนที่ผ่านมา ทำให้รู้ว่า

อย่าไปยุ่งกับตัวที่เป็นตำนาน คือ ตำ ซะนาน กว่าจะขยับขึ้นขยับลง
อย่าโลภ เพราะเห็นตัวอื่นขยับเร็ว ขยับบ่อย เลยทิ้งตัวที่ศึกษามาดีแล้ว(อาจได้ไม่คุ้มเสีย ติดดอยสูงอีกต่างหาก)


อย่าขายเข้าขายออก บ่อยนัก เพราะ ค่าคอม มิใช่น้อย
หากมีเงินทุนมาก กำไรช่วงเดียวก็ได้เยอะ พยายามขยายพอร์ต ให้ได้มากขึ้น (ควรออมเงินให้มากที่สุด เพราะเงินจะต่อเงินเหมือนพวกเศรษฐีไง ยิ่งรวยก็รวยขึ้น)


พยายาม ลดข้อผิดพลาดในการเลือกตัวลงทุน เพราะนั้นคือสาเหตุ ของขาดทุน (เอาข้อผิดพลาดมาแก้ไข อย่าเดินตามแนวเดิม)


ไม่สนใจคำพูด คำกล่าว ของกูรูมากนัก แต่ให้หาข้อมูลต่างๆ มาตัดสินใจเอง(ความเห็นของกูรู เป็นข้อมูลดิบ ควรนำมาปรุงก่อนครับ แล้วค่อยตัดสินใจ)


ไม่ลงหุ้น ตัวที่ดีดตัวสูง ต้องหักห้ามใจ เพราะติดดอยง่าย (หรือหากกำไรก็เสี่ยง อาจไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่แฝงอยู่ ควาโลภทำให้คนลืมตาย สู้เพราะคิดว่าคนที่อยู่ดอยคงไม่ใช่กรู 555 )
น้ำมีวันลง ก็ย่อมมีวันขึ้น น้ำมีวันขึ้น ก็ย่อมมีวันลงฉันท์ใด หุ้นก็ฉันท์นั้น
คนที่จะประสบความสำเร็จได้ จะต้องมีความอดทนสูง
เดินผิดทาง อย่าลังเล ตัดสินใจเดินทางใหม่ที่ถูกต้องทันที


Cut loss อย่างผิดๆ จะคิดหนักจนตาย (ไม่ควร Cut loss บ่อยๆ เพราะเท่ากับกำไรลดลง 2เท่า ควรเลือกหุ้นอย่างระมัดระวัง หากพื้นฐานยังดีเหมือนตอนตัดสินใจตอนลงทุน ไม่ควร Cut loss ครับ)
ทุกคนอยากได้กำไร และความอยากได้มาก ทำให้ติดกับดักง่าย (ควรดูจังหวะและFund flow และเป้าหมายราคาที่ตั้งไว้ว่าถึงแล้วหรือยัง หากถึงแล้วควรขายทำกำไรตามแนวทางที่ตั้งไว้)
ศึกษาให้ดีว่า หุ้นแต่ละตัว ขึ้นได้เท่าไหร่ ลงได้เท่าไหร่ (Target price ของหุ้นนั้น)
มีจุดตั้งรับที่ชัดเจน และมีวินัยในการลงทุนที่แน่วแน่


ไม่มีใครไม่ผิดพลาด ดังนั้นพลาดแล้วอย่าเก็บไปคิดมากเริ่มใหม่ให้ดี (เอาความผิดพลากมาเป็นบทเรียน และทำตรงข้ามกับที่ผิดพลาด หาความรู้เพิ่มเติมเรื่อยๆ)
เมื่อได้ของถูกมาแล้ว อดทนรอให้เป็น  (ให้หุ้นทำงานไปเรื่อยๆ หากของถูกและเป็นกิจการดี เติบโตต่อเนื่อง ไม่มีความจำเป็นต้องขายทำกำไร เพราะอาจทำให้เสียโอกาสที่ไม่กล้าซื้อคืนเพราะต้องซื้อคืนกว่าราคาที่ขายไป แต่ไม่ซื้อคืนก็เสียดายเพราะกิจการเติบโตอยู่ทุกปี)

=====================================================================


บทเรียนเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากประสบการณ์ในการเป็นผู้จัดการ กองทุนมานาน 25 ปีของผม (เป็นของผู้เขียนนะครับ ไม่ใช่ของWild Rabbit นะครับ เดี๋ยวเข้าใจผิด 5555)

1. เข้าใจความได้เปรียบเชิงแข่งขันและคุณภาพของบริษัท
- คุณจะต้องรู้ฐานะการแข่งขันของบริษัทและรู้ว่าบริษัททำผลกำไรได้ด้วยวิธีการ ใด ธุรกิจที่ผมชอบคือ ธุรกิจที่มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันที่ยั่งยืนเป็นระยะเวลายาวนาน สิ่งที่ผมจะถามก็คือ “ในอีก 10 ปีข้างหน้า บริษัทนี้จะยังอยู่หรือไม่และบริษัทน่าจะมีมูลค่าสูงกว่านี้หรือเปล่า?”

2. เข้าใจตัวแปรสำคัญๆ ที่เป็นตัวผลักดันธุรกิจ
- ระบุตัวแปรหลักๆ ที่จะส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัทออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวแปรที่บริษัทควบคุมไม่ได้อย่างเช่น ค่าเงิน, อัตราดอกเบี้ย และภาษี สำหรับผม ธุรกิจที่ดีคือ ธุรกิจที่สามารถควบคุมชะตากรรมส่วนใหญ่ของตัวเองได้

3. สนใจธุรกิจที่เข้าใจได้ง่ายมากกว่าธุรกิจที่ซับซ้อน
- ธุรกิจที่ซับซ้อนจะวิเคราะห์ได้ยากว่ามีความได้เปรียบเชิงแข่งขันอย่าง ยั่งยืนหรือเปล่า สำหรับผมแล้ว ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดเป็นคุณสมบัติที่น่าสนใจ ธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูงๆ ในการดำเนินธุรกิจจะมีความน่าสนใจน้อยกว่า

4. ฟังข้อมูลจากผู้บริหารโดยตรง
- ผมชอบผู้บริหารที่ตรงไปตรงมาและไม่ขี้โม้ ผมอยากได้ยินทั้งข่าวดีและข่าวร้าย

5. หลีกเลี่ยงบริษัทที่มีผู้บริหารไม่ซื่อสัตย์และไม่มีความน่าเชื่อถือในทุกกรณี

6. พยายามคิดล้ำหน้ากว่าคนอื่นๆ ไปสองก้าว
- ดูว่าอะไรถูกมองข้ามไปในปัจจุบัน แต่มันจะสร้างความตื่นเต้นให้กับนักลงทุนในอนาคตได้ โดยทั่วไปแล้ว ตลาดหุ้นไม่ได้มองอะไรไกลๆ นัก ดังนั้น หากเรามองไกลกว่าคนอื่นๆ เราจะทำกำไรได้

7. เข้าใจความเสี่ยงในงบดุล
- การลงทุนเป็นการจำกัดความเสี่ยงและการหลีกเลี่ยงความหายนะ คุณต้องวิเคราะห์งบดุลอย่างละเอียด ดูเรื่องหนี้สินของบริษัทให้ดี

8. เสาะหาความคิดจากหลายๆแหล่ง
- ยิ่งคุณมีแหล่งความคิดหลากหลายขึ้นเท่าไร คุณก็จะมีโอกาสหาหุ้นเด็ดๆ ได้สูงขึ้นเท่านั้น แหล่งความคิดที่ชัดเจนที่สุดอาจจะไม่ใช่แหล่งที่ดีที่สุดเสมอไป ผมจะชอบแหล่งข้อมูลที่คนอื่นๆ ไม่ค่อยใช้กัน

9. ดูการซื้อขายหุ้นของผู้บริหารบริษัทด้วย
- มันไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ถูกต้องเสมอไป แต่มันก็มีประโยชน์มาก ดูจำนวนรายการที่เกิดขึ้น การซื้อจะบอกอะไรได้มากกว่าการขาย และผู้บริหารบางคนจะน่าสนใจกว่าคนอื่นๆ

10. ตรวจสอบเหตุผลในการลงทุนของคุณเป็นระยะๆ
- การซื้อหุ้นต้องมีเหตุผลรองรับ และคุณต้องตรวจสอบเหตุผลเหล่านั้นเป็นระยะๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข้อมูลใหม่ๆ เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม อย่าปล่อยให้ความเชื่อมั่นพัฒนากลายเป็นความดื้อรั้น

11. ลืมต้นทุนของคุณซะ
- ราคาที่คุณซื้อหุ้นมาไม่มีความเกี่ยวข้องเลย มันแค่มีความสำคัญในเชิงจิตวิทยาเท่านั้น เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปในเชิงลบ อย่างลังเลที่จะตัดขาดทุน

12. ผลงานที่ผ่านมาไม่ได้บ่งบอกถึงอนาคต
- อย่างไรก็ตามคุณต้องวิเคราะห์ความผิดพลาดของคุณและเรียนรู้จากมัน

13. ใส่ใจกับมูลค่าเฉพาะของบริษัทนั้นๆ ไม่ใช่ดูแต่มูลค่าเชิงเปรียบเทียบ
- หากคุณดูแต่มูลค่าเชิงเปรียบเทียบ คุณอาจจะซื้อหุ้นตัวที่แพงน้อยกว่ามาซึ่งมันจะทำให้คุณขาดทุนอยู่ดี

14. ใช้วิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นตัวบ่งชี้เพิ่มเติม
- ผมจะใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคมาช่วยกำหนดขนาดการซื้อหุ้นของผม หากปัจจัยทางเทคนิคช่วยยืนยันการวิเคราะห์เชิงพื้นฐาน ผมจะซื้อหุ้นในปริมาณที่มากขึ้น แต่ถ้าไม่ ผมจะซื้อหุ้นอยู่ดีแต่จะซื้อในปริมาณที่ลดลง เมื่อไรก็ตามที่ปัจจัยทางเทคนิคชี้ว่าหุ้นกำลังอ่อนแอ ผมจะตรวจ
สอบปัจจัยพื้นฐานของบริษัทอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ผมพบว่ามันจะมีประโยชน์สำหรับหุ้นขนาดใหญ่มากกว่าหุ้นขนาดกลาง – เล็ก

15. หลีกเลี่ยงการทำนายทิศทางตลาดและการลงทุนตามเศรษฐกิจมหภาค
- ผมจะลงทุนในบริษัทที่ผมคิดว่ามีความได้เปรียบเชิงแข่งขัน

16. จงสวนกระแส
หากคุณรู้สึกสบายใจที่จะลงทุนในหุ้น คุณอาจจะเข้ามาสายไปแล้ว จงลงทุนสวนกระแสฝูงชน

อย่ารู้สึกมั่นใจสูงขึ้น เมื่อราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้น
เวลาที่ทุกคนปราศจากความกังวลจะเป็นเวลาที่น่ากลัวที่สุด
เวลาที่ทุกคนกังวลอย่างมาก ความกังวลมันจะไปสะท้อนในราคาแล้ว

by Wild rabbit @pantip.com/cafe/sinthorn

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

โมเดลการรวยด้วยแก้ว 3 ประการของ ดร.นิเวศน์

โมเดลการรวยด้วยแก้ว 3 ประการของ ดร.นิเวศน์

คงจะไม่ผิดถ้าจะบอกว่าคนส่วนใหญ่มีความ "อยากรวย" อยู่ในใจ คนจนที่หาเช้ากินค่ำก็อยากมีเงินล้าน พนักงานออฟฟิศก็อยากสุขสบายมีรถหลายคันมีเงินหลายล้าน ส่วนคนที่รวยอยู่แล้วก็อยากรวยยิ่งขึ้น แต่ความอยากเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ เราจะต้องรู้วิธี และเมื่อรู้วิธีแล้วก็จะต้องทำด้วย

ผมเคยอ่านบทความของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ซึ่งนอกจากจะเป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าชั้นแนวหน้าของเมืองไทยแล้วยังเป็น บุคคลต้นแบบหรือ idol ของนักลงทุนรุ่นใหม่จำนวนมาก ท่านกล่าวถึง "แก้ว 3 ประการของการลงทุน" ไว้ได้อย่างดีตามลิงก์ด้านล่างนี้ ผมจึงไม่ขอพูดซ้ำมากมาย ถ้าใครยังไม่เคยอ่านผมแนะนำให้ลองอ่านดูก่อน แล้วเดี๋ยวเรามาว่ากันต่อว่าแก้วแต่ละดวงมันมาได้อย่างไร แต่สิ่งที่ผมอยากเน้นย้ำมากๆ คือ โปรดอ่านอย่างตั้งใจ ถ้าอยากอ่านซ้ำหรือ print ไปแปะฝาบ้านได้ยิ่งดี เพราะยิ่งคุณทุ่มเทให้กับแนวคิดนี้มากเท่าไหร่ โอกาสรวยก็มีมากขึ้นเท่านั้น

http://portal.settrade.com/blog/nivate/2011/02/28/992

แก้ว 3 ประการ

สรุปสั้นๆ ว่าแก้วทั้งสามดวง ได้แก่


  1. เงินลงทุนเริ่มแรก (amount หรือ A)

  2. อัตราผลตอบแทนที่ทำได้ (rate of return หรือ r)

  3. ระยะเวลาที่ลงทุน (time หรือ t)
ผม อาจจะใช้เลขง่ายๆ มาคำนวณให้ดู คนเกลียดคณิตศาสตร์อาจจะไม่ดูก็ได้ แต่ท่านก็จะเสียโอกาสทราบเคล็ดลับของความร่ำรวยซึ่งจะอยู่กับท่านไปชั่ว ชีวิต และที่สำคัญมันใช้ความรู้แค่เลข ม.ต้น เท่านั้น

คนทั่วไปทราบ วิธีคิดดอกเบี้ยพื้นฐานอยู่แล้ว เช่น ถ้าเราเอาเงินต้น A = 1 ล้านบาท ไปฝากธนาคารแล้วได้อัตราดอกเบี้ย r = 8% เมื่อผ่านไปหนึ่งปีเงินในบัญชีของเราจะเป็น 1 ล้านบาท (เงินต้น) บวกด้วย 8 หมื่นบาท (ดอกเบี้ย)

A (1 + r) = 1000000 x (1 + 0.08) = 1.08 ล้านบาท

และ เงิน 1.08 ล้านบาทนี้จะกลายเป็นเงินต้นของปีต่อไป ถ้าฝากเงินหลายปี ผมก็เอาเทอม (1 + r) คูณกันเท่ากับจำนวนปีที่ฝากเงิน เช่น ฝากเงิน t = 5 ปี เงินในบัญชีของผมจะเป็น


หรือ 1000000 x (1 + 0.08)^5 = 1.47 ล้านบาท ซึ่งเราเอาวิธีคิดนี้ไปใช้คำนวณผลตอบแทนจากการลงทุนได้เช่นกัน

ทำอย่างไรให้เงินก้อนนี้โต

ตอบ แบบกำปั้นทุบดิน เราก็เพิ่ม A (เพิ่มเงินลงทุน) เพิ่ม r (ลงทุนให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น) และเพิ่ม t (ลงทุนให้นานหรือเริ่มลงทุนตั้งแต่ยังเด็ก) แต่การเพิ่มแต่ละตัวก็มีข้อคิดและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน เราลองมาดูกันทีละตัวดีกว่า

การเพิ่มเงินลงทุน

การ เพิ่มเงินลงทุนเป็นวิธีที่ชัดเจนที่สุด สมมติว่าเรามีเงิน 1 ล้าน เอาไปลงทุนได้กำไร 5% หรือ 5 หมื่นบาท ถ้าอยากได้กำไร 2 แสนหรือครับ ก็เพิ่มเงินลงทุนเป็น 4 ล้านบาทสิ! การเพิ่มความมั่งคั่งด้วยการเพิ่มเงินลงทุนเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด เราทำทุกอย่างเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนสเกลให้ใหญ่ขึ้นเท่านั้นเอง ข้อด้อยอย่างเดียวของวิธีนี้คือ กำไรที่เพิ่มขึ้นจะเพิ่มแบบเชิงเส้นครับ เพราะตัว A เป็นเพียง "ตัวคูณ" ที่แปะอยู่ข้างหน้าของสมการ ดังนั้นอยากรวย 10 เท่าก็ต้องลงเงินเพิ่มเป็น 10 เท่า

คนส่วนใหญ่มักจะอ้างว่าตัวเองไม่รวยและก็ไม่ใช่ลูกคนรวยด้วย จะไปหาเงินที่ไหนมาลงทุน ความจริงทริกมันก็มีอยู่เหมือนกันครับ อย่างแรกคือ พยายามเอาเงินเก็บมาลงทุน อย่าปล่อยให้เงินนอนว่างงานอยู่เฉยๆ ถ้าสำรวจให้ดีจะพบว่ามีเพียงเสี้ยวหนึ่งของความมั่งคั่งของเราเท่านั้นที่ เป็นเงินลงทุนและสามารถงอกเงยได้ ลองคิดดูว่าความมั่งคั่งของคุณจมอยู่กับบ้านขนาดใหญ่ที่ยังต้องผ่อนอีก 30 ปีหรือหมดไปกับรถคันโตหรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้นโอกาสรวยคงจะน้อยลง เพราะทรัพย์สินเหล่านั้นไม่สามารถงอกเงยในลักษณะเดียวกับเงินลงทุนได้ครับ

อย่างที่สอง พยายามลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งจะทำให้มีเงินเหลือเก็บสำหรับการลงทุนมากขึ้นโดยแทบไม่กระเทือนการกิน อยู่ตามปกติของคุณ สำรวจตัวเองดูว่าทุกครั้งที่โบนัสออก คุณเอาเงินนั้นไปทำอะไร? ซื้อมือถือใหม่ กล้องถ่ายรูปรุ่นเจ๋งๆ หรือหมดไปกับกระเป๋า-รองเท้าแบรนด์ดัง? การที่เราเอาเงินโบนัสไปซื้อ นั่นแสดงว่ามันไม่ใช่ "ของจำเป็น" ต่อการดำรงชีพจริงๆ แต่เป็นของชิ้นพิเศษหรือ extra ที่เป็นส่วนเพิ่มให้กับชีวิต ผมเสนอว่าซื้อแค่หอมปากหอมคอก็พอ เก็บเงินส่วนที่เหลือไปลงทุน แล้วมันจะออกลูกออกหลานให้คุณได้จับจ่ายในวันข้างหน้ามากกว่านี้อีกหลายเท่า นัก

อย่างที่สาม เมื่อได้เงินปันผลมาอย่าเพิ่งเอาไปกินไปใช้หมด แต่ให้เก็บเอาไว้ลงทุนซ้ำบ้าง ผมเคยแนะนำให้ญาติผู้ใหญ่แบ่งเงินไปลงทุนในกองทุนอสังหาฯ พอได้เงินปันผลมาเขาก็เอาไปกินไปใช้เสียเกือบหมดผมพยายามแนะนำต่อว่าหากเรา แบ่งเงินนี้บางส่วนไปซื้อหน่วยลงทุนเพิ่ม เงินปันผลคราวหน้าจะมากขึ้นไปอีก ภาษาเก๋ๆ คือให้เก็บเงินปันผลไป reinvest ... เป็นอย่างไรบ้าง การเพิ่มเงินลงทุนทั้ง 3 ข้อนี้ไม่ยากใช่มั๊ยครับ

การลงทุนให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น

การ ลงทุนที่ว่าอาจเป็นอะไรก็ได้ หุ้น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่การเปิดร้านค้าของคุณเอง แต่สิ่งที่ควรจำไว้คือ พยายามมองเงินของคุณเป็น portion หรือเป็นส่วนๆ ส่วนที่ฝากธนาคารให้ผลตอบแทนน้อยแต่มีสภาพคล่องจึงควรมีแต่น้อยเท่าที่จำ เป็น ส่วนลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงและคุณมีความเชี่ยวชาญควรมีไว้มากๆ ส่วนลงทุนที่ช่วยประหยัดภาษีก็มีประโยชน์ แต่ต้องชั่งน้ำหนักว่าภาษีที่ประหยัดได้คุ้มกับผลตอบแทนหรือไม่

ผล ตอบแทนที่ดีขึ้นเพียงเล็กน้อยจะให้ผลอย่างมากในระยะยาว เช่น ถ้าเราลงทุน 10 ล้านบาทเป็นเวลา 20 ปี และทำผลตอบแทนได้ 12% จะมีเงิน 96.5 ล้านบาท แต่ถ้าทำผลตอบแทนได้ 13% จะมีเงินถึง 115.2 ล้านบาท และถ้าทำผลตอบแทนได้ 15% จะมีเงินถึง 163.7 ล้านบาท!

หลายคนไม่รู้ (และไม่สนใจจะรู้) ช่องทางที่จะสร้างผลตอบแทนให้ได้สูงๆ หรืออาจจะเรียกว่า "ขี้เกียจ" ก็คงไม่ผิด อย่างนี้ผมต้องบอกว่าคนเหล่านั้น "ขี้เกียจรวย" ครับ น่าเสียดายตรงที่มีช่องทางการลงทุนหลายทางที่ใช้ความพยายามเพิ่มน้อยมาก อย่างเช่น การเอาเงินไปซื้อกองทุนหุ้น ซื้อ LTF หรือ RMF หรือแม้แต่กองทุนอสังหาริมทรัพย์ซึ่งให้ผลตอบแทนค่อนข้างมั่นคงและมีความ ผันผวนต่ำ ถ้าคนขี้เกียจเหล่านี้ switch เงินไปลงทุนในรูปแบบต่างๆ บ้างก็จะเพิ่มผลตอบแทนได้อย่างไม่ลำบาก

ที่น่าเสียดายหนักเข้าไปอีก คือ อัตราผลตอบแทนหรือ r ในสมการนั้นไม่ได้ส่งผลต่อกำไรในลักษณะเชิงเส้นในแบบเดียวกับการเพิ่มเงินลง ทุน หรือพูดให้ง่ายคือ เพิ่ม r นั้นได้ผล "แรง" กว่าการเพิ่มเงินลงทุน เพราะการเพิ่ม r นั้น พจน์ (1 + r) จะถูกเอาไปยกกำลังด้วยจำนวนปี ดังนั้นผลกำไรจะเพิ่มขึ้นแบบเร่งตัวหรือที่เรียกว่า exponential และนี่คือความลับที่ทำให้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ร่ำรวยขึ้นมาได้ถึงทุกวันนี้ครับ

การลงทุนให้นาน

เรา ไม่สามารถย้อนเวลาได้ การเริ่มลงทุนให้เร็วที่สุดก็คือ เริ่มเลย! และที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ พยายามอยู่ในการลงทุนชั้นเยี่ยมให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ คุณอาจมีเงินลงทุนมาก คุณมีหุ้นเด็ดอยู่ในมือและสร้างผลตอบแทนได้สูงๆ แต่ถ้าคุณ "เล่นรอบ" คือทำกำไรสั้นๆ เป็นรอบไป ผลตอบแทนของคุณจะไม่ต่อเนื่องและผิดหลักของการลงทุนให้นาน นั่นเป็นเหตุผลที่เราไม่ค่อยเห็นคนเล่นหุ้นระยะสั้นแบบสุจริตแล้วรวย

สมมติ ว่าผมมีหุ้นแจ๋วแหววอยู่ตัวหนึ่งซึ่งทำผลตอบแทนให้ผมได้ถึง 120% ในช่วงสองปีที่ผ่านมา แต่เนื่องจากผมไม่ได้วิเคราะห์อย่างสม่ำเสมอ ถัดมาอีกสามปีตัวธุรกิจก็ทรงตัวและราคาของมันก็ไม่ไปไหน เบ็ดเสร็จห้าปีผมได้ผลตอบแทน 120% เท่าเดิมซึ่งถ้าคิดต่อปีแล้วเท่ากับผมได้ผลตอบแทน 17% ต่อปีเท่านั้น ทั้งที่จบปีที่สองดูท่าจะทำได้ดีกว่านี้ ดังนั้นการลงทุนให้นาน ต้องเป็นการลงทุนในผลตอบแทนสูงๆ ให้นานด้วยครับ

ระยะ เวลาการลงทุนหรือตัว t ในสมการก็ให้ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นเชิงเส้นเหมือนกันกับอัตราผลตอบแทนหรือตัว r ในสมการ ผลลัพธ์ของมัน "แรง" เหมือนๆ กับตัว r เพียงแต่ว่าแรงกันคนละลักษณะ

ขอ ให้ทุกท่านศึกษารูปข้างล่างนี้ไว้ให้ลึกซึ้ง แล้วความรวยจะตามมาเอง ส่วนจะรวยเร็ว-รวยช้า รวยมาก-รวยน้อย ก็คงต้องแล้วแต่ฝีมือและความมุ่งมั่นของแต่ละคนล่ะครับ







วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
การลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ การลงทุนตามมูลค่า (อังกฤษ: value investing) เป็นแนวทางการลงทุนที่ริเริ่มและพัฒนาขึ้นโดย เบนจามิน เกรแฮม และต่อมาถูกนำมาใช้โดยวอเรน บัฟเฟต เป็นแนวทางการลงทุนที่เน้นลงทุนในกิจการที่ผู้ลงทุนเชื่อว่ามีราคาหุ้นต่ำ กว่ามูลค่าพื้นฐานโดยการวิเคราะห์มูลค่าทางบัญชีหรือสัดส่วนทางการเงินแบบ ต่างๆ เช่นมูลค่าหุ้นตามบัญชี (book value) สัดส่วนราคาหุ้นต่อกำไร (price-to-earning ratios) สัดส่วนราคาหุ้นต่อมูลค่าตามบัญชี (price-to-book ratios) หรือสัดส่วนเงินปันผล (dividend yields) อย่างไรก็ตาม คำว่า "มูลค่าพื้นฐาน" นี้ยังถูกตีความในแบบต่างๆและยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ในวงวิชาการ

หลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่า

ตามหลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่า นักลงทุนจะประเมินมูลค่าบริษัทและหุ้นของบริษัทด้วยปัจจัยพื้นฐาน เมื่อได้มูลค่าที่เหมาะสมแล้วจึงพิจารณาราคาในตลาดหลักทรัพย์ หากพบว่าราคาของหลักทรัพย์ทั้งหมดต่ำกว่า ก็จะเข้าซื้อหุ้น ทั้งนี้เพราะเชื่อว่าราคาในตลาดจะวิ่งไปหามูลค่าที่เหมาะสมในระยะยาว อันที่จริง หลักการลงทุนทุกรูปแบบยกเว้นแบบเทคนิคอล จะเลือกซื้อหุ้นเมื่อพบว่าราคาหลักทรัพย์ต่ำกว่ามูลค่าตามปัจจัยพื้นฐาน (หลักการทางเศรษฐศาสตร์ก็บอกเช่นกันว่า ให้ลงทุนในโครงการที่มี Abnormal Profit หรือ Economic Profit) ดังนั้น การเลือกหุ้นที่ราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน จึงมิไม่เป็นหลักการเฉพาะของการลงทุนแบบคุณค่าแต่อย่างใด ที่หลักการการลงทุนแบบคุณค่าแตกต่างกับวิธีการการลงทุนแบบอื่นๆก็คือ การลงทุนแบบคุณค่าเชื่อว่าอัตราส่วนทางบัญชี เช่น P/E และ P/BV ที่ต่ำ สามารถบ่งบอกว่าราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน ในขณะที่การลงทุนแบบอื่น อาทิ แบบ Growth เชื่อว่าอัตราเติบโตเร็วบ่งบอกว่ามูลค่าพื้นฐานของหุ้นนั้นสูงกว่าราคา ปัจจุบัน (ซึ่งก็แปลว่า ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานเช่นกัน นั่นเอง) สาเหตุที่หุ้นที่ P/E และ P/BV ต่ำมักจะมีราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน งานวิจัยบางส่วนบ่งบอกว่าเกิดจากปัจจัยทางจิตวิทยา โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ประเมินหุ้นที่มีผลการดำเนินงานช่วงหลังๆไม่ค่อยดี หรือว่าหุ้นที่มีอัตราการเติบโตต่ำ ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ผลตรงนี้สนับสนุนความเชื่อของ เบนจามิน เกรแฮม

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการวิจัยพบว่าการลงทุนแบบเน้นคุณค่าจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ย ของตลาดในระยะยาว ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในวงวิชาการว่า สาเหตุของกำไรเกิดจากอะไร ฝ่ายหนึ่งดังที่กล่าวไปแล้ว เชื่อว่าสาเหตุเกิดจากผลทางจิตวิทยา (Behavioural Finance) นำโดยศาสตราจารย์ ริชาร์ด ทาเลอร์ เดเนียล คาห์เนมาน (โนเบล 2004) ฯลฯ โดยการงานวิจัยทางจิตวิทยาสนับสนุนในขณะที่อีกฝ่ายเชื่อว่าสาเหตุเกิดจากการ ที่หุ้นที่มีอัตราส่วนทางบัญชีต่ำนั้นมีความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นโดยทั่วไป ซึ่งค่ายนี้นำโดย ยูจีน ฟามา มาร์ค รูบินสไตน์ ฯลฯ โดยมีหลักฐานชี้ว่า หากมีการปรับ Asset Pricing Model โดยพิจารณาความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราส่วนบัญชีเข้าไปด้วย การลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้นไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนแบบทั่วไปแต่ อย่างใด กำไรที่สูงกว่าเกิดขึ้นจากความเสี่ยงที่มากกว่าเท่านั้นเอง (ข้อมูลเพิ่มเติม: Fama and French (1996) )

ปัจจุบันได้มีหนังสือที่ออกมาเกี่ยวกับแนวทางดังกล่าวหลายเล่ม ที่ยอมรับนับถือว่าเป็นคัมภีร์ของนักลงทุนก็เช่น Security Analysis และ The Intelligent Investor โดยเบนจามิน เกรแฮม
อย่างไรก็ตาม ด้วยวิวัฒนาการในการลงทุน จึงมีแนวคิดอื่นเช่นการลงทุนในหุ้นโตเร็ว และปัจจัยทางการบริหารจัดการ ฟิล ฟิชเชอร์เป็นเจ้าของแนวคิดดังกล่าว ท่านเป็นนักลงทุนอีกท่านในยุคนั้นที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และได้แต่งหนังสือชื่อ Common Stock and Uncommon Profit ขึ้นมา ในหนังสือนี้จะสอนให้นักลงทุนพิจารณาปัจจัยทางคุณภาพมากกว่า ปัจจัยทางปริมาณซึ่งหลักการนี้ต่างจากหลักการของเกรแฮมที่สอนให้นักลงทุนศึกษาปัจจัยทางปริมาณ
ปัจจุบันมีแนวคิดและหลักการต่างๆ ประยุกต์และแตกแขนงออกไปจากหลักการพื้นฐาน แต่ทุกแนวคิดก็ยังต้องอิงกับปัจจัยทางปริมาณ และปัจจัยทางคุณภาพ ร่วมกันเพื่อประเมินมูลค่าหุ้นที่เหมาะสม

การประเมินมูลค่ากิจการ

การลงทุนแบบคุณค่านั้นมีหลายแนวทางอยู่ที่การตีความ วิธีประเมินมูลค่าตามแบบของการลงทุนแบบเน้นคุณค่าของ ตามหนังสือ Value Investing from Graham to Buffett and Beyond ของ Greenwald และคณะ ได้แสดงไว้ 3 วิธี
  1. วิธีต้นทุนทดแทน (Replacement Cost) คือการหาว่าหากต้องการสร้างกิจการนี้ขึ้นมาใหม่ จะต้องใช้เงินเท่าไหร่ วิธีนี้จะแก้ไขการใช้มูลค่าทางบัญชี ซึ่งไม่ได้รวมต้นทุนการสร้างกิจการไว้ทั้งหมด เช่นค่าลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร แบรนด์ ความนิยมหรือใบอนุญาตประกอบกิจการเฉพาะ
  2. ความสามารถในการทำกำไร (Earning Power Value) พิจารณามูลค่ากิจการจากความสามารถในการสร้างเงินสด และ/หรือกำไรจากผลประกอบการ
  3. การเติบโต (Growth) พิจารณาความเติบโตของผลกำไร

การใช้อัตราส่วนต่างๆเพื่อหามูลค่า

อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) หรือมูลค่าทางบัญชี (P/B) นำมาใช้ประเมินมูลค่าแบบคร่าวๆ ได้ เช่น
  1. P/E ของกิจการใดต่ำกว่า P/E เฉลี่ยของกิจการอื่นที่ทำธุรกิจเดียวกันและมีขนาดใกล้เคียงกัน ทั้งที่ไม่มีปัญหาอะไร ย่อมถือว่า เป็นหุ้นที่ถูกกว่า ตลาดอาจจะให้มูลค่าผิดไปในบางช่วงเวลา และราคาจะกลับมาที่ควรจะเป็นได้
  2. P/B ที่ต่ำกว่า 1 หมายถึงราคาตลาดของหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี โดยหลักการทางบัญชีแล้ว หากการบันทึกราคาครอบคลุมทั้งสินทรัพยที่มีและไม่มีตัวตนเป็นไปอย่างสมบูรณ์ P/B ควรจะเท่ากับ 1 ที่ P/B ต่ำกว่า 1 อาจจะเป็นไปได้จากหลายสาเหตุ อาทิ การบันทึกมูลค่าสินทรัพย์ไม่ได้ปรับราคาตามความเป็นจริง (เช่นที่ดิน เครื่องจักร มูลค่าแบรนด์ ลิขสิทธิ์ หรือมูลค่าโอกาสทางธุรกิจในอนาคต) หรือหากเป็นตามความเชื่อของการลงทุนแบบคุณค่าก็คือ นักลงทุนในตลาดประเมินมูลค่าหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง หากเป็นกรณีนี้ นักลงทุนก็จะมีโอกาสทำกำไรหากราคาหุ้นกลับเข้ามาสู่มูลค่าที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตามการใช้อัตราส่วนทั้ง P/E และ P/B ก็มีข้อจำกัดหลายอย่างเช่น
  1. มาตรฐานการบันทึกมูลค่าทางบัญชีของแต่ละบริษัทต่างกัน จึงไม่สามารถเทียบกันได้อย่างสมบูรณ์
  2. วิธีการทำบัญชีของแต่ละประเทศต่างกัน
  3. บอกความเสี่ยงของกิจการได้ไม่สมบูรณ์ อันที่จริง หุ้นที่ P/E และ P/B ต่ำนั้น จะมีค่าความเสี่ยงสูงกว่าโดยเฉลี่ย (ข้อมูลเพิ่มเติม ลองอ่าน Fama (1991) และ Fama (1998) )
  4. มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า P/E ไม่บอกถึงความเติบโตของกิจการ อันที่จริง หุ้นที่มี P/E สูงก็เนื่องจากว่านักลงทุกคาดหมายการเติบโตที่สูงมากนั่นเอง

การลงทุนแบบเน้นคุณค่าในประเทศไทย

[ต้องการอ้างอิง] ในประเทศไทย ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่ามีการลงทุนแบบเน้นคุณค่าตั้งแต่เมื่อใด หลักฐานการตื่นตัวในการลงทุนแบบเน้นคุณค่าในประเทศไทย เริ่มจากการล่มสลายของตลาดหุ้นในวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 แต่ยังมีนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่สามารถเอาตัวรอดและทำกำไรในภาวะวิกฤติได้ ในหนังสือ "ตีแตก" ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เชื่อว่าที่ท่านสามารถเอาตัวรอดได้ในเหตุการณ์นั้น[ต้องการอ้างอิง] ซึ่งหลักการนั้นก็คือหลักการของการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั่นเอง การลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้นเป็นที่นิยมในหมู่นักลงทุนทั่วไปเนื่องจากใช้วิธี การไม่ซับซ้อน ไม่ต้องอาศัยความรู้แคลคูลัสหรือสถิติซับซ้อนแบบที่ต้องใช้ในทฤษฎีการลงทุน สมัยใหม่
นักลงทุนไทยอีกท่านหนึ่งที่ถือว่าเป็นแนวเน้นคุณค่าก็คือ โกศล ไกรฤกษ์ ผู้ล่วงลับ ท่านเป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งสามารถฟื้นตัวหลังจากวิกฤติได้[ต้องการอ้างอิง] แม้จะต้องสูญเสีย บงล.ตะวันออกฟายแนนซ์ ไปกับการสั่งปิดสถาบันการเงินก็ตาม

จุดอ่อนของการลงทุนแบบคุณค่า

การลงทุนแบบคุณค่านั้นไม่ได้รับประกันความสำเร็จในการลงทุนแต่อย่างใด ประการแรกคือ การหามูลค่าที่เหมาะสมเป็นไปได้ยากและขึ้นอยู่กับสมมติฐาน วิธีการการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้นค่อนข้างคลุมเครือและขาดหลักฐานทางวิทยา ศาสตร์ในแง่ของสถิติและคณิตศาสตร์ประกอบ ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้ว่านักลงทุนจะมีวิธีที่ทำให้แน่ใจได้ว่ามูลค่ายุติธรรมนั้นสูงกว่า ราคาตลาดจริง ก็ไม่ได้แปลว่าราคาตลาดจะกลับเข้าสู่ราคายุติธรรมในเวลาอันสั้นแต่อย่างใด นักลงทุนจำนวนมากต้องประสบกับการขาดทุนอย่างหนักเนื่องจากเชื่อมั่นว่าราคา หุ้นควรจะกลับเข้าสู่ราคายุติธรรมในไม่ช้า โดยละเลยวลีคลาสสิคของ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ "The market can stay irrational longer than you can stay solvent" กรณีตัวอย่างที่น่าสนใจได้แก่ LTCM ที่แม้ว่าจะมีวิธีการทางคณิตศาสตร์ชั้นสูงที่ทำให้สามารถหาส่วนต่างของราคา ได้แม่นยำอย่างเหลือเชื่อ ก็ยังต้องพบจุดจบในลักษณะนี้