ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผลตอบแทน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผลตอบแทน แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ลงทุนอย่างมีความสุข : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาhttp://chulakorn.blogspot.com/2012/06/blog-post_07.html
ความผันผวนของราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้นรุนแรงมากโดยเฉพาะในช่วงเวลา สั้นๆ สิ่งนี้ก่อให้เกิดกำไรหรือผลตอบแทนได้อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับความเสียหายมากมายให้กับคนที่เข้ามาเล่นหุ้นในตลาดแบบเก็งกำไร

   ความสุขแบบเพ้อฝันและความโศกเศร้าเสียใจดูเหมือนว่าจะเป็นวัฏจักรที่ไม่จบ สิ้นในตลาดหลักทรัพย์ ชีวิตของคนเล่นหุ้นจำนวนมากผูกพันอยู่กับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ นั่นก็คือเมื่อดัชนีปรับตัวขึ้นชีวิตเขาก็มีความสุข เมื่อดัชนีปรับตัวลงชีวิตเขาก็เป็นทุกข์

   ความหวาดกลัวต่อการสูญเสียทำให้นักเล่นหุ้นมีความวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลา ตราบที่ยังมีหุ้นอยู่ในมือ การแก้ปัญหาสำหรับหลายคนก็คือการถือหุ้นให้สั้นลง โดยเฉพาะในช่วงที่หุ้นผันผวนสูงนั้นคนจำนวนมากไม่ยอมถือหุ้นข้ามวันด้วยซ้ำ นั่นเป็นเหตุที่ทำให้การซื้อขายแบบหักลบกลบหนี้ภายในวันเดียวกันหรือเรียก ว่า Net Settlement หรือการซื้อหุ้นตอนเช้าแล้วขายตอนบ่ายมีมากถึง 20 – 30% ของการซื้อขายหุ้นทั้งตลาด

   คนเล่นหุ้นจำนวนมากคงเห็นว่านั่นคือความสุขของการเล่นหุ้น คือเมื่อลงเงินแล้วก็อยากเห็นผลเร็วว่าได้หรือเสีย และคำว่าได้หรือเสียก็คือต้องเห็นเม็ดเงินในบัญชีว่ามีเพิ่มขึ้นหรือลดลง แน่นอน ถ้าเม็ดเงินเพิ่มขึ้นความสุขก็ตามมา แต่ถ้าเม็ดเงินลดลง ความสุขจากการเล่นหุ้นก็กลายเป็นความทุกข์

   โดยเฉลี่ยแล้วคนที่เล่นหุ้นเก็งกำไรระยะสั้นซื้อๆขายๆเป็นนิจสินในช่วง เกือบ 30 ปีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดมานั้น ผมคิดว่านอกจากจะไม่ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนแล้ว ยังขาดทุนด้วย เพราะในช่วง 28 ปีของตลาดหลักทรัพย์นั้น การลงทุนให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยประมาณปีละ 6 – 7% เท่านั้น ในขณะที่คนเล่นหุ้นระยะสั้นต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นในการซื้อขายปีหนึ่งๆผมคิด ว่ามากกว่านั้น เพราะฉะนั้นข้อสรุปของผมก็คือ คนเล่นหุ้นในช่วงที่ผ่านมาเกือบ 30 ปี โดยเฉลี่ยแล้วมีความทุกข์มากกว่าความสุข และนั่นทำให้คนส่วนใหญ่ไม่อยากจะลงทุนในหุ้น

   วิธีการลงทุนในหุ้นที่จะมีความสุขมากกว่าความทุกข์ โดยเฉพาะสำหรับคนทั่วๆไปที่มีเงินออมระยะยาวนั้น ผมมีความเห็นว่าควรจะเป็นการลงทุนในแนว Value Investment ที่เน้นการลงทุนระยะยาวในหุ้นที่มีคุณภาพดีและราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ควรเป็น โดยสูตรง่ายๆที่ผมเสนอก็คือ

   ข้อแรก กันเงินประมาณ 30% ของทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องหรือเงินในบัญชีที่คุณไม่จำเป็นที่จะต้องใช้อีก นานมาก(ไม่ต่ำกว่า 5 ปี) เอามาลงทุนในหุ้น โดยที่เงินนี้ถ้าเกิดต้องสูญเสียไปมาก คุณก็ยังไม่เดือดร้อน แต่อย่าเพิ่งห่วงไปว่าคุณจะสูญเสียมาก ผมพูดเผื่อไว้เท่านั้นเพราะโอกาสเกิดอย่างนั้นมีน้อย ถ้าคุณปฏิบัติตามวิธีที่ผมจะพูดต่อไป

   ข้อสอง เลือกหุ้น 5 – 6 ตัวในอุตสาหกรรมต่างๆกัน โดยหุ้นแต่ละตัวจะต้องเป็นกิจการที่มีคุณภาพดี นั่นก็คือเป็นธุรกิจที่อยู่มานานพอสมควร มีกำไรและจ่ายปันผลตลอดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เจ้าของไม่มีประวัติที่เสียหาย และถ้าจะให้ปลอดภัยขึ้นไปอีก ก็ควรเป็นบริษัทที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของเขาก็จะยิ่งดี แต่นี่ก็ยังไม่พอจะต้องพิจารณาประกอบกับข้อสาม

   ข้อสาม ราคาที่ซื้อหุ้นดังกล่าวในข้อสองจะต้องถูก และการที่จะดูว่าหุ้นถูกหรือแพงนั้นจะต้องดูที่ค่า PE, PB และ DP โดยเงื่อนไขง่ายๆก็คือ ค่า PE ไม่ควรจะเกิน 10 เท่า ซึ่งแปลว่าการลงทุนจะให้ผลตอบแทนปีละไม่ต่ำกว่า 10% ค่า PB เป็นตัวประกอบว่าเราจ่ายเงินแพงกว่าผู้ถือหุ้นเดิมมากน้อยแค่ไหน พยายามอย่าให้เกิน 2 เท่า ค่า DP บอกว่าในแต่ละปีเราจะได้เงินปันผลคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินที่เราลงทุน ไป ซึ่งผมคิดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 4% ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเหลือเพียงปีละ 1%

   ข้อสี่ เมื่อซื้อเสร็จแล้วก็ให้กอดหุ้นเหล่านั้นไว้อย่าไปขายเมื่อหุ้นขึ้นหรือลงใน ช่วงสั้นๆ โดยเฉลี่ยแล้วผมคิดว่าควรถือหุ้นไว้สัก 5 ปี นั่นก็คือ ถ้าคุณมีเงินลงทุน 1 ล้านบาท ปีหนึ่งคุณควรขายออกไปโดยเฉลี่ยเพียง 200,000 บาท แต่เมื่อขายแล้วก็ต้องเอาเงินที่ได้ไปซื้อหุ้นตัวใหม่แทน โดยที่การตัดสินใจขายหุ้นและซื้อหุ้นตัวใหม่นั้นมาจากการวิเคราะห์และติดตาม ที่จะกล่าวถึงในข้อห้า

   ข้อห้า เมื่อคุณซื้อหุ้นแล้วคุณก็คือเจ้าของบริษัทคนหนึ่ง ดังนั้นคุณจะต้องติดตามผลการดำเนินงานของกิจการในทุกไตรมาส จะต้องติดตามข่าวคราวจากหน้าหนังสือพิมพ์แนวธุรกิจเป็นประจำ ติดตามการเคลื่อนไหวทางการตลาดของบริษัทซึ่งรวมถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ต่างๆ และถ้าบริษัทเป็นผู้ขายสินค้าอุปโภคบริโภค คุณก็ควรจะลองใช้หรือคอยสังเกตว่าสินค้าหรือบริการของบริษัทเป็นอย่างไรด้วย

   ข้อหก ในส่วนของราคาหุ้นนั้น คุณจะต้องไม่ตื่นเต้นเมื่อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งวิ่งขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็วใน บางช่วง คุณไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบขาย สิ่งที่คุณควรสนใจมากกว่าก็คือมูลค่าของราคาหุ้นทั้งพอร์ตหรือของหุ้นทั้ง หมดที่ถืออยู่ว่ามันปรับตัวขึ้นลงอย่างไร ถ้ามูลค่าปรับตัวขึ้นก็ถือว่าคุณมาถูกทาง และถ้ามันปรับตัวลงหลังจากลงทุนมานานพอสมควรแล้ว(เป็นปี) บางทีคุณอาจจะต้องทบทวนตัวหุ้นที่เลือกมา

   ถ้าคุณทำอย่างที่กล่าวมาทั้ง 6 ข้อ อย่างมั่นคง ผมคิดว่าโอกาสที่คุณจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 10% โดยที่บางส่วนประมาณ 4 – 5% จะมาจากเงินปันผล และอีกส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นจะมีสูง นั่นหมายความว่าภายในเวลาประมาณ 7 ปี มูลค่าของพอร์ตลงทุนของคุณจะโตขึ้นเป็นเท่าตัว โดยที่คุณจะไม่ต้องกังวลว่าดัชนีตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร

   คุณอาจจะกังวลบ้างในช่วงแรกๆที่คุณเริ่มลงทุนตามแบบที่กล่าว โดยเฉพาะถ้าคุณเฝ้าตามดัชนีหรือราคาหุ้นในพอร์ตมากเกินไป หรือคุณไปฟังนักเล่นหุ้นหรือเพื่อน “ผู้หวังดี” มากเกินไป

   แต่ถ้าคุณผ่านช่วงเวลามาพอสมควรและพอร์ตคุณเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ จนโอกาสที่คุณจะ “ขาดทุน” คือมูลค่าของพอร์ตลดลงต่ำกว่าต้นทุน มีน้อยลงมากแล้ว เมื่อนั้นคุณก็จะเลิกกังวล และจะรู้สึกว่าการลงทุนของคุณนั้นไม่เสี่ยง ความมั่นใจในการลงทุนจะเพิ่มขึ้น และที่สำคัญคุณจะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าการเล่นหุ้นระยะสั้น ทั้งหมดนี้จะทำให้คุณเป็นนักลงทุนที่มีความสุข

โพสต์เมื่อ โดย

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ROE สำคัญกับการลงทุนอย่างไร


ที่มา http://chulakorn.blogspot.com/2012/03/roe.html
ROE สำคัญกับการลงทุนอย่างไร? : วิบูลย์ พึงประเสริฐ
การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ มีหลักการในการลงทุนหลายอย่าง บางท่านอาจจะให้ความสำคัญกับปริมาณการซื้อขายและราคาหุ้นเป็นหลัก โดยใช้หลักการทางเทคนิคเป็นจุดสำคัญ หรือ บางท่านอาจจะชอบลงทุนในระยะเวลาสั้นๆ เช่น ซื้อขายวันต่อวัน

การ ลงทุนในลักษณะดังกล่าว อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องรู้ซึ้งถึงตื้นลึกหนาบางของบริษัทที่จะลงทุนมากนัก สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นในระยะสั้นมากกว่า
แต่ “การลงทุนแบบเน้นคุณค่า” ที่เน้นการถือหุ้นที่มีศักยภาพในระยะยาว สิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับนักลงทุนก็คือ การที่นักลงทุนควรจะเข้าใจในพื้นฐานของธุรกิจที่จะลงทุนนั้นเป็นอย่างดี

คราว นี้ เราจะมาเจาะลึกถึงหัวข้อของอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญค่าหนึ่ง ก็คือ อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Return on Equity Ratio หรือ ROE) 

ROE คือ การหาความสัมพันธ์ระหว่าง ความสามารถในการทำกำไรกับเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้นๆ สูตรที่ใช้กันทั่วไปก็คือ

ROE = Net Profit/Equity หรือ กำไรสุทธิ หารด้วย ส่วนของผู้ถือหุ้น 

สมมติ บริษัท ก. มีงบกำไรขาดทุนและงบดุล ณ ปลายปี คร่าวๆดังนี้
งบกำไรขาดทุนบริษัท ก. (หน่วย: ล้านบาท) 
ยอดขาย 12,000
ต้นทุนรวมภาษี 10,800
กำไรสุทธิ 1,200
งบดุลบริษัท ก.(หน่วย: ล้านบาท) 
ทรัพย์สินหมุนเวียน 2,000 หนี้สินหมุนเวียน 2,000
ทรัพย์สินถาวร 8,000 หนี้สินระยะยาว 0
ส่วนของผู้ถือหุ้น 8,000
รวมทรัพย์สิน 10,000 รวมหนี้สินและส่วนผู้ถือหุ้น 10,000
ดังนั้น ROE ของบริษัท ก. คำนวณจาก กำไรสุทธิหารด้วยส่วนผู้ถือหุ้น ซึ่งเท่ากับ 1,200/8,000 = 15% 

ใน ทางปฏิบัติ ควรจะนำส่วนผู้ถือหุ้นของต้นปีและปลายปีมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อความถูกต้องมาก ขึ้น ROEที่คำนวณได้แสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถนำเงินของผู้ถือหุ้นไปลงทุนได้ผล ตอบแทนเท่ากับ 15% จากการดำเนินงานของบริษัทตามปกติ
นัก ลงทุนสามารถนำ ROE ไปเปรียบเทียบระหว่างบริษัทต่างๆในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อตรวจสอบความสามารถของผู้บริหารในการบริหารเงินลงทุนของบริษัท

สมมติ อีกบริษัทหนึ่ง คือ บริษัท ข. มี ROE เท่ากับ 5% เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัท ก. ข้างต้นที่มี ROE 15% แล้ว นักลงทุนจะพบว่า บริษัท ก. มีความสามารถในการทำกำไรมากกว่าในจำนวนเงินลงทุนที่เท่ากัน 

สำหรับ นักลงทุนระยะยาวแล้ว บริษัทที่มี ROE สูงกว่าจะน่าสนใจมากกว่า เพราะบริษัทที่มี ROE สูง สามารถที่จะสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้มากกว่าบริษัทที่มี ROE ต่ำกว่า 

แต่ ในขณะเดียวกัน การรักษา ROEให้สูงอย่างต่อเนื่องในระยะยาวเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนัก เพราะ เมื่อเวลาผ่านไปหลายๆปี ถ้าบริษัทดำเนินกิจการอย่างมีกำไรและเก็บบางส่วนไว้เป็นกำไรสะสม จะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การรักษา ROE ให้อยู่ในระดับเดิม บริษัทจำเป็นต้องทำกำไรให้มากขึ้นให้เพียงพอต่อการเติบโตของส่วนผู้ถือหุ้น

ตัวอย่าง เช่น ถ้าส่วนผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นปีละ 10% บริษัทที่ต้องการรักษา ROE ให้เท่าเดิมในปีถัดไป จำเป็นจะต้องมีผลกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 10% ด้วยเช่นกัน ซึ่งในความเป็นจริง ธุรกิจที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ได้ ต้องเป็นธุรกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันอย่างสูงมากทีเดียว

อีก กรณีหนึ่ง บางบริษัทอาจจะทำให้ ROE สูงขึ้นได้ โดยใช้ leverage จากการกู้ยืมทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นน้อยกว่าบริษัทที่ไม่มีหนี้สินระยะยาว 

ตัวอย่างเช่น บริษัท ก. และ ค. มีงบกำไรสุทธิเหมือนกัน แต่บริษัท ค. มีงบดุลดังต่อไปนี้
งบดุลบริษัท ค. (หน่วย: ล้านบาท) 
ทรัพย์สินหมุนเวียน 2,000 หนี้สินหมุนเวียน 500
ทรัพย์สินถาวร 8,000 หนี้สินระยะยาว 4,700
ส่วนของผู้ถือหุ้น 4,800
รวมทรัพย์สิน 10,000 รวมหนี้สินและส่วนผู้ถือหุ้น 10,000
ดัง นั้น ROE ของบริษัท ค. เท่ากับ 1,200/4,800 = 25% ซึ่งมากกว่าบริษัท ก. มาก แต่บริษัท ก. ไม่มีหนี้สินเลย ขณะที่บริษัท ข. มีหนี้สินอยู่เกือบเท่าส่วนผู้ถือหุ้น

ใน กรณีนี้ เราควรจะใช้อัตราส่วนทางการเงินอีกค่าหนึ่งในการเปรียบเทียบระหว่างธุรกิจ คือ Return on Total Capital Ratio (ROTC) คำนวณได้จาก
ROTC = Net Profit/(Longterm Liability + Equity) หรือ กำไรสุทธิหารด้วยผลบวกของหนี้สินระยะยาวกับส่วนผู้ถือหุ้น 
จาก ตัวอย่างข้างต้นจะพบว่าบริษัท ก. มี ROTC เท่ากับ 15% (1,200/8,000) ในขณะที่บริษัท ค. มี ROTC ลดลงเหลือเพียง 12% (1,200/(4,700+4,800))

ใน กรณีเช่นนี้ บริษัทที่มี ROE สูงกว่า อาจจะมี ROTC ต่ำกว่าได้ การใช้ ROE เพียงอย่างเดียวในการวิเคราะห์ความสามารถในการดำเนินงานของบริษัทที่จะลงทุน อาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้

ดัง นั้น นักลงทุนนอกจากจะใช้ ROE เปรียบเทียบระหว่างบริษัทแล้ว อาจจะต้องใช้ ROTC ในการเปรียบเทียบเพิ่มขึ้น เพราะ ROTC จะทำให้มองเห็นภาพความสามารถในการลงทุนของบริษัทได้ตรงความเป็นจริงมากขึ้น 

นอก เหนือจากนั้น บางบริษัทอาจจะมี ROE เพิ่มสูงขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยเฉพาะบริษัทที่เพิ่งออกจากหมวดฟื้นฟูกิจการ สาเหตุเนื่องมาจากการปรับโครงสร้างหนี้ โดยผลการดำเนินงานเปลี่ยนจากการขาดทุนในอดีตมาเป็นทำกำไรได้ในปีปัจจุบัน ทำให้ ROE เพิ่มสูงขึ้นทันทีได้

ลักษณะ เช่นนี้ นักลงทุนควรพิจารณานำกำไรขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้ออกจากการคำนวณ เพราะจะทำให้ ROE ที่หาได้สูงเกินไป และไม่สะท้อนกับผลการดำเนินงานตามปกติของบริษัท 

บางบริษัท ที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีลักษณะเป็นวัฏจักร (Cyclical) เช่น วัสดุก่อสร้าง ปิโตรเคมี เหล็ก กระดาษ หรือ ผลิตภัณฑ์การเกษตร บางปีบริษัทจะมีผลกำไรตกต่ำ เพราะส่วนใหญ่แล้วราคาและต้นทุนของกิจการเหล่านั้น จะถูกกำหนดจากอุปสงค์และอุปทานของสินค้ามากกว่าที่จะถูกกำหนดโดยบริษัท

ถ้า ปีใดราคาสินค้าลดลงก็จะทำให้บริษัทมี ROE ในปีนั้นต่ำไปด้วย แต่บางปีอาจจะเป็นขาขึ้นของอุตสาหกรรมนั้นๆ ทำให้บริษัทมีผลการดำเนินงานดี และมีกำไรสูงขึ้น ผลพลอยได้ก็คือทำให้ ROE ของบริษัทในปีนั้นสูงตามขึ้นไปด้วย

เรา สามารถตรวจสอบได้ว่า บริษัทนั้นๆอยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นวัฏจักรหรือไม่ง่ายๆด้วยการตรวจสอบ ROE ย้อนหลังหลายๆปี ถ้าพบว่า ROE มีลักษณะที่มากบ้างน้อยบ้างสลับกันไปก็สันนิษฐานได้ว่า บริษัทนั้นอยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นวัฏจักร
จากเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้นจะพบว่า การที่บริษัทมี ROE สูงไม่ได้หมายความว่าจะเป็นธุรกิจที่ดีในระยะยาวเสมอไป

ดังนั้น สำหรับนักลงทุน ก่อนที่จะลงทุนซื้อหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ควรตรวจสอบ ROE ของบริษัทที่สนใจลงทุนก่อนว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่

บริษัท ที่มี ROE สม่ำเสมอจะเป็นบริษัทที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นว่า บริษัทมีการบริหารงานที่ดี สามารถสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเมื่อเวลาผ่านไป บริษัทก็เพิ่มพูนความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นได้เป็นอย่างดี
‘ROE’ สำคัญกับการลงทุนอย่างไร?

Value Way วิบูลย์ พึงประเสริฐ 

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556

หุ้นหลายเด้ง

หุ้นหลายเด้ง

 Wednesday, 31 August 2011


ที่มา http://portal.settrade.com/blog/nivate/2011/08/31/1052
นัก ลงทุนที่จะประสบความสำเร็จสูงในระยะยาวนั้น  หนีไม่พ้นที่เขาจะต้องมีหุ้นที่ทำกำไรสูงมากเป็นหลาย ๆ  เท่าตัวจากต้นทุนที่เขาซื้อมา  ในวงการนักลงทุนเรียกว่า  “หุ้นหลายเด้ง”   นอกจากกำไรเป็นหลายเท่าตัวแล้ว  หุ้นหลายเด้งที่ว่านั้น  จะต้องมีจำนวนเป็นเม็ดเงินอย่างมีนัยสำคัญ  ไม่ใช่มีเพียง 200-300 หุ้นซึ่งไม่มีความหมายต่อขนาดของพอร์ตโฟลิโอ  ตรงกันข้าม  หุ้นหลายเด้งนั้นจะต้องมีขนาดพอสมควรที่ทำให้ผลตอบแทนรวมของพอร์ตสูงกว่า ปกติต่อเนื่องกันหลายปี   พูดง่าย  ๆ  ถ้าตัดหุ้นตัวนี้ออก  ผลตอบแทนรวมของพอร์ตอาจจะดูธรรมดามาก  หรือพูดอีกทางหนึ่งก็คือ  หุ้นหลายเด้งเป็นหุ้นที่สร้างความแตกต่างระหว่าง “เซียน” กับนักลงทุนธรรมดา  ดังนั้น  เราจึงควรมาดูกันว่าเราจะหาหุ้นหลายเด้งได้อย่างไร






ข้อ แรกที่ผมคิดว่าสำคัญก็คือ  หุ้นที่จะเติบโตขึ้นมาหลาย ๆ  เท่าตัวได้ในระยะเวลาไม่นานเช่น  ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 3-5 เท่าตัวในเวลาไม่เกิน 5 ปี โดยที่หุ้นตัวนั้นไม่ได้ถูก  “ทำราคา”  หรือ “ปั่น”  นั้น  มักจะอยู่ในหุ้น  3  กลุ่มใหญ่ ๆ  นั่นก็คือ  หนึ่ง  เป็นหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีวัฎจักรขึ้นลงรุนแรง  เช่น  ธุรกิจเดินเรือ  ปิโตรเคมี  แร่ธาตุที่หายาก  หรือสินค้าเกษตรที่ต้องใช้เวลาในการปลูกยาวนานเช่นยางพารา  เป็นต้น   การที่จะทำกำไรได้หลายเด้งในหุ้นกลุ่มนี้  วิธีที่ได้ผลมากที่สุดก็คือ  ซื้อหุ้นในยามที่หุ้นอยู่ในช่วงที่อุตสาหกรรมตกต่ำสุดและไม่มีคนสนใจและพูด ถึงเลย  และ  เรารู้หรือมั่นใจว่าอุตสาหกรรมกำลังฟื้นตัวและการฟื้นตัวนั้น  จะฟื้นตัวอย่างแรงด้วยเหตุผลที่ชัดเจนถูกต้อง  และเมื่อสิ่งที่เราคาดไว้ถูกต้อง  หุ้นปรับตัวขึ้นแล้วในรอบแรก   เราจะต้องถือหุ้นต่อไปจนกว่าวัฏจักรจะเป็นขาขึ้นเต็มตัวซึ่งราคาหุ้นก็จะ ปรับตัวตามไปเรื่อย ๆ   เราจะขายต่อเมื่อทุกอย่าง “ดูดีหมด”  โบรกเกอร์เกือบทุกสำนักจะเชียร์หุ้นตัวนั้น  นักลงทุนแทบจะทุกกลุ่มต่างก็ดูว่าเป็นหุ้น  “สุดยอด”  เพราะ  “กำไรดีมาก”  ผู้บริหาร  “คาดการณ์แม่นมีวิสัยทัศน์”  บริษัท “ขยายตัวต่อเนื่อง”  และที่สุดยอดก็คือ  “เงินสดเพียบและไม่มีหนี้เลย”  เมื่อเกิดภาวการณ์แบบนี้  อย่ารอที่จะขายหุ้นทิ้ง  อย่ารอให้เห็นว่าเป็นวัฏจักรขาลงแล้ว  เพราะนั่นจะไม่ทันการ






หุ้น ที่จะมีโอกาสเป็นหุ้นหลายเด้งกลุ่มต่อไปก็คือ  “หุ้นฟื้นตัว”  นี่คือหุ้นที่ประสบปัญหาการดำเนินงานจนแทบจะเอาตัวไม่รอด  หลาย ๆ  บริษัทต้องเข้าแผนฟื้นฟู  บางบริษัทหุ้นถูกพักการซื้อขาย  ราคาหุ้นจะตกต่ำมาก  ดูจาก Market Cap. หรือมูลค่าตลาดของหุ้นทั้งบริษัทจะมีมูลค่าต่ำมากเทียบกับยอดขาย   ถึงแม้ว่าบริษัทจะขาดทุนอย่างหนักและติดต่อกันมานานพอสมควรแต่กิจการก็ยัง ดำเนินต่อไปและก็ยังสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้  ยี่ห้อสินค้าของบริษัทเองก็ยังเป็นที่ยอมรับของลูกค้า  ที่สำคัญก็คือ  ทรัพย์สินของบริษัทเองเช่นโรงงานและอุปกรณ์ต่าง ๆ  ก็ยังมีค่าและมีคนต้องการ   และที่สำคัญประเด็นสุดท้ายก็คือ  หนี้ของบริษัทไม่มากเกินไปเมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่มีอยู่ตามราคาตลาด  การซื้อหุ้นแบบนี้  บางครั้งก็ทำได้ยากเพราะปริมาณการซื้อขายหุ้นมีน้อยมากเนื่องจากบริษัทมี ขนาดเล็กมากในแง่ของมูลค่าหุ้น  อย่างไรก็ตาม  ถ้าบริษัทเริ่มฟื้นจริง ๆ  ราคาหุ้นก็มักจะปรับตัวขึ้นไปสูงและเร็วมาก  บางครั้งปรับตัวเกินพื้นฐานไปด้วยเนื่องจากแรงเก็งกำไรของนักลงทุน  ดังนั้น  เราอาจจะขายทิ้งไปเมื่อหุ้นกำลัง “ร้อนจัด” ดีกว่าที่จะรอซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อฟื้นแล้วบริษัทจะกำไรดีหรือเปล่า






หุ้น กลุ่มสุดท้ายที่จะเป็นหุ้นหลายเด้งได้ก็คือ  หุ้นโตเร็ว  นี่คือหุ้นที่เติบโตต่อไปได้ยาวนานไม่ต่ำกว่า 5 ปี โดยที่จะโตได้เป็นสองหลักทั้งในแง่รายได้และกำไร  และกำไรจะโตมากกว่ารายได้  เช่น  รายได้อาจจะโต 15% ต่อปี  ในขณะที่กำไรจะโตถึง 20%  ต่อปี โดยเฉลี่ย  ประเด็นสำคัญในการมองหาหุ้นในกลุ่มนี้ก็คือเรื่องของการวิเคราะห์คาดการณ์ การเติบโตและคุณสมบัติของตัวกิจการนั่นก็คือ  บริษัทต้องเป็นบริษัทที่โตอย่างแท้จริงซึ่งก็คือ  เมื่อรายได้และกำไรโตขึ้นแล้วจะต้องไม่ลดลงหรือเรียกว่า “โตอย่างถาวร”  ความเสี่ยงที่รายได้และกำไรจะลดลงในอนาคตมีน้อยมาก  ประการต่อมาก็คือ  การโตของบริษัทนั้น  ไม่ควรจะต้องมีการลงทุนในสินทรัพย์มาก   ถ้าโตได้โดยที่  “แทบไม่ต้องลงทุนเลย”  ก็ยิ่งดี  แต่ถ้าโตโดยที่ต้องลงทุนมากก็จะเป็นการเติบโตที่  “ไม่มีประโยชน์” เพราะกิจการอาจจะไม่สามารถจ่ายปันผลให้เราได้เพิ่มเติมเนื่องจากเวลามีกำไร  ก็มักจะต้องเอาเงินนั้นไปลงทุนต่อ  เงินนั้นไม่มาถึงผู้ถือหุ้นเท่าไรนัก  วิธีที่จะดูว่าเป็นการโตที่มีประโยชน์หรือไม่ทางหนึ่งก็คือ  ดูว่าค่า ROE หรือกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทสูงแค่ไหน  ถ้าต่ำกว่า 10%  ผมก็คิดว่าเป็นการโตที่ไม่มีประโยชน์  ถ้าสูงกว่า 20% ผมคิดว่าเป็นการโตที่ดีมาก  ข้อมูลอีกตัวหนึ่งก็คือ  บริษัทที่จะโต  ไม่ควรมีหนี้เงินกู้มาก  ถ้าจะให้ดีไม่ควรเกิน 1 เท่าของเงินทุนของบริษัท  ถ้าโตโดยไม่มีหนี้เลยก็ยิ่งดีใหญ่






การ ซื้อหุ้นของบริษัทที่โตเร็วนั้น  ควรซื้อในยามที่ราคาหุ้นยังไม่แพง  ซึ่งอาจจะเป็นเพราะคนยังไม่ตระหนักว่ามันเป็นหุ้นโตเร็ว  หรืออาจจะเกิดจากเหตุการณ์บางอย่างเช่นเรื่องของภาวะวิกฤติเศรษฐกิจหรือ ปัญหาบางอย่างของบริษัทที่สามารถแก้ไขได้  เมื่อซื้อแล้วและราคาหุ้นเริ่มปรับตัวขึ้นไป  อย่ารีบขาย  ถือไปเรื่อยไม่ต่ำกว่า 2-3 ปีขึ้นไป ที่จริง 5 ปีขึ้นไปยิ่งดี  แต่จุดขายจริง ๆ  น่าจะเป็นช่วงเวลาที่การเติบโตเริ่มชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญหรือบริษัทอาจจะ เริ่มเผชิญกับคู่แข่งที่น่ากลัว  อย่างไรก็ตาม  การขายหุ้นโตเร็วนั้น  ความจำเป็นที่จะต้องขายอย่างรีบเร่งน่าจะน้อยกว่าหุ้นวัฏจักรหรือหุ้นฟื้น ตัวมาก  เพราะหุ้นโตเร็วนั้น  ราคาหุ้นเมื่อการเติบโตเริ่มช้าลงนั้น  มักจะค่อย ๆ  ปรับตัวลงตามอย่างช้า ๆ  มากกว่าจะดิ่งลงเหมือนหุ้นกลุ่มอื่น






การ เล่นหุ้นหลายเด้งนั้น  แม้ว่าจะทำให้เรามีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงแต่ความเสี่ยงก็มีอยู่ไม่น้อย  ประเด็นก็คือ  เราอาจคาดการณ์ผิด  เราไม่รู้หรือไม่เข้าใจจริง  ที่สำคัญก็คือ  เราไปฟังการวิเคราะห์ของคนอื่นและเราเชื่อว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นถูกต้อง  โดยสิ่งที่ทำให้เราเชื่อนั้น  นอกจากเรื่องราวต่าง ๆ  เกี่ยวกับอุตสาหกรรมและตัวบริษัท  ก็คือ   ราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นไปอย่างแรงพร้อม ๆ  กับปริมาณการซื้อขายหุ้นที่มากเกินปกติ  ในลักษณะนี้  แม้ว่าสิ่งที่คาดการณ์ไว้เกี่ยวกับกิจการจะเป็นเรื่องจริง  แต่เราก็จะไม่ได้หุ้นหลายเด้ง  ถ้าโชคดี  เราก็อาจจะได้กำไรบ้าง  บางทีก็อาจจะได้สักหนึ่งเด้ง  แต่ถ้าโชคร้าย  เราก็อาจจะขาดทุนอย่างหนักได้เหมือนกัน  คนที่จะได้กำไรหลายเด้งนั้น  จะต้องเป็นคนที่ซื้อหุ้นในราคาที่ยังต่ำมาก  ก่อนที่หุ้นจะเป็นข่าวหรือเป็นที่กล่าวขวัญถึง  และนี่ก็คือ “เซียน”  ตัวจริง







ผม คงจะจบบทความไม่ได้ถ้าไม่ได้พูดว่า   เราไม่ควรคิดจะลงทุนเฉพาะหุ้นที่อาจจะกลายเป็นหุ้นหลายเด้ง  เพราะการทำแบบนั้นเป็นเรื่องที่อันตรายเนื่องจากมันจะทำให้พอร์ตของเราจะมี ความเสี่ยงที่สูงเกินไป  อย่าไปคิดว่าเราจะคาดการณ์ได้ถูกต้อง  ว่าที่จริงเป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์หรือหาหุ้นหลาย ๆ  เด้งได้ถูกต้อง  บ่อยครั้งเราเห็นหุ้นที่กลายเป็นหุ้นหลายเด้งแล้วเราจึงมาสรุปถึงเหตุผล  แล้วเราก็คิดว่าเรารู้ตั้งแต่วันแรก  ประสบการณ์ของผมก็คือ  หุ้นหลายเด้งส่วนใหญ่ที่ผมได้นั้น  ในวันที่ผมซื้อ  ผมไม่รู้และไม่ได้คิดว่ามันจะได้กำไรถึงขนาดนั้น  ผมซื้อเนื่องจากกิจการมันดีและมีราคาที่เหมาะสมที่มันน่าจะทำให้ผมได้กำไร ซักปีละ 10-15%  ในอีก 5 ปีข้างหน้า  แต่บังเอิญมันมา  “เด้ง” ทีหลัง  ผมอยากเรียกว่า  มันเป็นโชคดีที่เกิดจากการทำสิ่งที่ดีมากกว่า

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

โมเดลการรวยด้วยแก้ว 3 ประการของ ดร.นิเวศน์

โมเดลการรวยด้วยแก้ว 3 ประการของ ดร.นิเวศน์

คงจะไม่ผิดถ้าจะบอกว่าคนส่วนใหญ่มีความ "อยากรวย" อยู่ในใจ คนจนที่หาเช้ากินค่ำก็อยากมีเงินล้าน พนักงานออฟฟิศก็อยากสุขสบายมีรถหลายคันมีเงินหลายล้าน ส่วนคนที่รวยอยู่แล้วก็อยากรวยยิ่งขึ้น แต่ความอยากเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ เราจะต้องรู้วิธี และเมื่อรู้วิธีแล้วก็จะต้องทำด้วย

ผมเคยอ่านบทความของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ซึ่งนอกจากจะเป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าชั้นแนวหน้าของเมืองไทยแล้วยังเป็น บุคคลต้นแบบหรือ idol ของนักลงทุนรุ่นใหม่จำนวนมาก ท่านกล่าวถึง "แก้ว 3 ประการของการลงทุน" ไว้ได้อย่างดีตามลิงก์ด้านล่างนี้ ผมจึงไม่ขอพูดซ้ำมากมาย ถ้าใครยังไม่เคยอ่านผมแนะนำให้ลองอ่านดูก่อน แล้วเดี๋ยวเรามาว่ากันต่อว่าแก้วแต่ละดวงมันมาได้อย่างไร แต่สิ่งที่ผมอยากเน้นย้ำมากๆ คือ โปรดอ่านอย่างตั้งใจ ถ้าอยากอ่านซ้ำหรือ print ไปแปะฝาบ้านได้ยิ่งดี เพราะยิ่งคุณทุ่มเทให้กับแนวคิดนี้มากเท่าไหร่ โอกาสรวยก็มีมากขึ้นเท่านั้น

http://portal.settrade.com/blog/nivate/2011/02/28/992

แก้ว 3 ประการ

สรุปสั้นๆ ว่าแก้วทั้งสามดวง ได้แก่


  1. เงินลงทุนเริ่มแรก (amount หรือ A)

  2. อัตราผลตอบแทนที่ทำได้ (rate of return หรือ r)

  3. ระยะเวลาที่ลงทุน (time หรือ t)
ผม อาจจะใช้เลขง่ายๆ มาคำนวณให้ดู คนเกลียดคณิตศาสตร์อาจจะไม่ดูก็ได้ แต่ท่านก็จะเสียโอกาสทราบเคล็ดลับของความร่ำรวยซึ่งจะอยู่กับท่านไปชั่ว ชีวิต และที่สำคัญมันใช้ความรู้แค่เลข ม.ต้น เท่านั้น

คนทั่วไปทราบ วิธีคิดดอกเบี้ยพื้นฐานอยู่แล้ว เช่น ถ้าเราเอาเงินต้น A = 1 ล้านบาท ไปฝากธนาคารแล้วได้อัตราดอกเบี้ย r = 8% เมื่อผ่านไปหนึ่งปีเงินในบัญชีของเราจะเป็น 1 ล้านบาท (เงินต้น) บวกด้วย 8 หมื่นบาท (ดอกเบี้ย)

A (1 + r) = 1000000 x (1 + 0.08) = 1.08 ล้านบาท

และ เงิน 1.08 ล้านบาทนี้จะกลายเป็นเงินต้นของปีต่อไป ถ้าฝากเงินหลายปี ผมก็เอาเทอม (1 + r) คูณกันเท่ากับจำนวนปีที่ฝากเงิน เช่น ฝากเงิน t = 5 ปี เงินในบัญชีของผมจะเป็น


หรือ 1000000 x (1 + 0.08)^5 = 1.47 ล้านบาท ซึ่งเราเอาวิธีคิดนี้ไปใช้คำนวณผลตอบแทนจากการลงทุนได้เช่นกัน

ทำอย่างไรให้เงินก้อนนี้โต

ตอบ แบบกำปั้นทุบดิน เราก็เพิ่ม A (เพิ่มเงินลงทุน) เพิ่ม r (ลงทุนให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น) และเพิ่ม t (ลงทุนให้นานหรือเริ่มลงทุนตั้งแต่ยังเด็ก) แต่การเพิ่มแต่ละตัวก็มีข้อคิดและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน เราลองมาดูกันทีละตัวดีกว่า

การเพิ่มเงินลงทุน

การ เพิ่มเงินลงทุนเป็นวิธีที่ชัดเจนที่สุด สมมติว่าเรามีเงิน 1 ล้าน เอาไปลงทุนได้กำไร 5% หรือ 5 หมื่นบาท ถ้าอยากได้กำไร 2 แสนหรือครับ ก็เพิ่มเงินลงทุนเป็น 4 ล้านบาทสิ! การเพิ่มความมั่งคั่งด้วยการเพิ่มเงินลงทุนเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด เราทำทุกอย่างเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนสเกลให้ใหญ่ขึ้นเท่านั้นเอง ข้อด้อยอย่างเดียวของวิธีนี้คือ กำไรที่เพิ่มขึ้นจะเพิ่มแบบเชิงเส้นครับ เพราะตัว A เป็นเพียง "ตัวคูณ" ที่แปะอยู่ข้างหน้าของสมการ ดังนั้นอยากรวย 10 เท่าก็ต้องลงเงินเพิ่มเป็น 10 เท่า

คนส่วนใหญ่มักจะอ้างว่าตัวเองไม่รวยและก็ไม่ใช่ลูกคนรวยด้วย จะไปหาเงินที่ไหนมาลงทุน ความจริงทริกมันก็มีอยู่เหมือนกันครับ อย่างแรกคือ พยายามเอาเงินเก็บมาลงทุน อย่าปล่อยให้เงินนอนว่างงานอยู่เฉยๆ ถ้าสำรวจให้ดีจะพบว่ามีเพียงเสี้ยวหนึ่งของความมั่งคั่งของเราเท่านั้นที่ เป็นเงินลงทุนและสามารถงอกเงยได้ ลองคิดดูว่าความมั่งคั่งของคุณจมอยู่กับบ้านขนาดใหญ่ที่ยังต้องผ่อนอีก 30 ปีหรือหมดไปกับรถคันโตหรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้นโอกาสรวยคงจะน้อยลง เพราะทรัพย์สินเหล่านั้นไม่สามารถงอกเงยในลักษณะเดียวกับเงินลงทุนได้ครับ

อย่างที่สอง พยายามลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งจะทำให้มีเงินเหลือเก็บสำหรับการลงทุนมากขึ้นโดยแทบไม่กระเทือนการกิน อยู่ตามปกติของคุณ สำรวจตัวเองดูว่าทุกครั้งที่โบนัสออก คุณเอาเงินนั้นไปทำอะไร? ซื้อมือถือใหม่ กล้องถ่ายรูปรุ่นเจ๋งๆ หรือหมดไปกับกระเป๋า-รองเท้าแบรนด์ดัง? การที่เราเอาเงินโบนัสไปซื้อ นั่นแสดงว่ามันไม่ใช่ "ของจำเป็น" ต่อการดำรงชีพจริงๆ แต่เป็นของชิ้นพิเศษหรือ extra ที่เป็นส่วนเพิ่มให้กับชีวิต ผมเสนอว่าซื้อแค่หอมปากหอมคอก็พอ เก็บเงินส่วนที่เหลือไปลงทุน แล้วมันจะออกลูกออกหลานให้คุณได้จับจ่ายในวันข้างหน้ามากกว่านี้อีกหลายเท่า นัก

อย่างที่สาม เมื่อได้เงินปันผลมาอย่าเพิ่งเอาไปกินไปใช้หมด แต่ให้เก็บเอาไว้ลงทุนซ้ำบ้าง ผมเคยแนะนำให้ญาติผู้ใหญ่แบ่งเงินไปลงทุนในกองทุนอสังหาฯ พอได้เงินปันผลมาเขาก็เอาไปกินไปใช้เสียเกือบหมดผมพยายามแนะนำต่อว่าหากเรา แบ่งเงินนี้บางส่วนไปซื้อหน่วยลงทุนเพิ่ม เงินปันผลคราวหน้าจะมากขึ้นไปอีก ภาษาเก๋ๆ คือให้เก็บเงินปันผลไป reinvest ... เป็นอย่างไรบ้าง การเพิ่มเงินลงทุนทั้ง 3 ข้อนี้ไม่ยากใช่มั๊ยครับ

การลงทุนให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น

การ ลงทุนที่ว่าอาจเป็นอะไรก็ได้ หุ้น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่การเปิดร้านค้าของคุณเอง แต่สิ่งที่ควรจำไว้คือ พยายามมองเงินของคุณเป็น portion หรือเป็นส่วนๆ ส่วนที่ฝากธนาคารให้ผลตอบแทนน้อยแต่มีสภาพคล่องจึงควรมีแต่น้อยเท่าที่จำ เป็น ส่วนลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงและคุณมีความเชี่ยวชาญควรมีไว้มากๆ ส่วนลงทุนที่ช่วยประหยัดภาษีก็มีประโยชน์ แต่ต้องชั่งน้ำหนักว่าภาษีที่ประหยัดได้คุ้มกับผลตอบแทนหรือไม่

ผล ตอบแทนที่ดีขึ้นเพียงเล็กน้อยจะให้ผลอย่างมากในระยะยาว เช่น ถ้าเราลงทุน 10 ล้านบาทเป็นเวลา 20 ปี และทำผลตอบแทนได้ 12% จะมีเงิน 96.5 ล้านบาท แต่ถ้าทำผลตอบแทนได้ 13% จะมีเงินถึง 115.2 ล้านบาท และถ้าทำผลตอบแทนได้ 15% จะมีเงินถึง 163.7 ล้านบาท!

หลายคนไม่รู้ (และไม่สนใจจะรู้) ช่องทางที่จะสร้างผลตอบแทนให้ได้สูงๆ หรืออาจจะเรียกว่า "ขี้เกียจ" ก็คงไม่ผิด อย่างนี้ผมต้องบอกว่าคนเหล่านั้น "ขี้เกียจรวย" ครับ น่าเสียดายตรงที่มีช่องทางการลงทุนหลายทางที่ใช้ความพยายามเพิ่มน้อยมาก อย่างเช่น การเอาเงินไปซื้อกองทุนหุ้น ซื้อ LTF หรือ RMF หรือแม้แต่กองทุนอสังหาริมทรัพย์ซึ่งให้ผลตอบแทนค่อนข้างมั่นคงและมีความ ผันผวนต่ำ ถ้าคนขี้เกียจเหล่านี้ switch เงินไปลงทุนในรูปแบบต่างๆ บ้างก็จะเพิ่มผลตอบแทนได้อย่างไม่ลำบาก

ที่น่าเสียดายหนักเข้าไปอีก คือ อัตราผลตอบแทนหรือ r ในสมการนั้นไม่ได้ส่งผลต่อกำไรในลักษณะเชิงเส้นในแบบเดียวกับการเพิ่มเงินลง ทุน หรือพูดให้ง่ายคือ เพิ่ม r นั้นได้ผล "แรง" กว่าการเพิ่มเงินลงทุน เพราะการเพิ่ม r นั้น พจน์ (1 + r) จะถูกเอาไปยกกำลังด้วยจำนวนปี ดังนั้นผลกำไรจะเพิ่มขึ้นแบบเร่งตัวหรือที่เรียกว่า exponential และนี่คือความลับที่ทำให้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ร่ำรวยขึ้นมาได้ถึงทุกวันนี้ครับ

การลงทุนให้นาน

เรา ไม่สามารถย้อนเวลาได้ การเริ่มลงทุนให้เร็วที่สุดก็คือ เริ่มเลย! และที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ พยายามอยู่ในการลงทุนชั้นเยี่ยมให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ คุณอาจมีเงินลงทุนมาก คุณมีหุ้นเด็ดอยู่ในมือและสร้างผลตอบแทนได้สูงๆ แต่ถ้าคุณ "เล่นรอบ" คือทำกำไรสั้นๆ เป็นรอบไป ผลตอบแทนของคุณจะไม่ต่อเนื่องและผิดหลักของการลงทุนให้นาน นั่นเป็นเหตุผลที่เราไม่ค่อยเห็นคนเล่นหุ้นระยะสั้นแบบสุจริตแล้วรวย

สมมติ ว่าผมมีหุ้นแจ๋วแหววอยู่ตัวหนึ่งซึ่งทำผลตอบแทนให้ผมได้ถึง 120% ในช่วงสองปีที่ผ่านมา แต่เนื่องจากผมไม่ได้วิเคราะห์อย่างสม่ำเสมอ ถัดมาอีกสามปีตัวธุรกิจก็ทรงตัวและราคาของมันก็ไม่ไปไหน เบ็ดเสร็จห้าปีผมได้ผลตอบแทน 120% เท่าเดิมซึ่งถ้าคิดต่อปีแล้วเท่ากับผมได้ผลตอบแทน 17% ต่อปีเท่านั้น ทั้งที่จบปีที่สองดูท่าจะทำได้ดีกว่านี้ ดังนั้นการลงทุนให้นาน ต้องเป็นการลงทุนในผลตอบแทนสูงๆ ให้นานด้วยครับ

ระยะ เวลาการลงทุนหรือตัว t ในสมการก็ให้ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นเชิงเส้นเหมือนกันกับอัตราผลตอบแทนหรือตัว r ในสมการ ผลลัพธ์ของมัน "แรง" เหมือนๆ กับตัว r เพียงแต่ว่าแรงกันคนละลักษณะ

ขอ ให้ทุกท่านศึกษารูปข้างล่างนี้ไว้ให้ลึกซึ้ง แล้วความรวยจะตามมาเอง ส่วนจะรวยเร็ว-รวยช้า รวยมาก-รวยน้อย ก็คงต้องแล้วแต่ฝีมือและความมุ่งมั่นของแต่ละคนล่ะครับ







วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556

คุณลักษณะ 10 ประการของหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง

คุณลักษณะ 10 ประการของหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง
ที่มาhttp://nidaitmcontest2.org/article/ar-NIDAITM-CONTEST2-SET6.html
1. มีอัตราส่วนผลกำไรต่อราคา(ตรงข้ามกับP/E) เป็น2เท่า ของผลตอบแทนของหุ้นกู้ระดับAAA ถ้าหุ้นกู้ระดับAAAให้ผลตอบแทน6% อัตราส่วนผลกำไรต่อราคาก็ควรจะเป็น 12%

2. มีค่าP/E ไม่สูงกว่า40%ของค่าP/E เฉลี่ยสูงสุดของหุ้นในช่วง5ปีที่ผ่านมา

3. ให้ผลตอบแทนเงินปันผลเป็นสองในสามของดอกเบี้ยหุ้นกู้ระดับAAA หุ้นที่ไม่จ่ายปันผลหรือไม่มีผลกำไรจะถูกตัดออกโดยอัตโนมัติ

4. มีราคาหุ้นเพียงสองในสามของมูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์ที่มีตัวตนต่อหุ้น p/bv ต่ำกว่า0.6

5. มีราคาหุ้นเพียงสองในสามของมูลค่าสินทรัพย์หมุนเวียนสุทธิ หรือมูลค่าขายทอดตลาดสุทธิ

6. มีหนี้สินทั้งหมด ในจำนวนที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์ที่มีตัวตน

7. มีอัตราส่วนทุนหมุนเวียน อย่างน้อยเท่ากับสอง สิ่งนี้จะเป็นตัววัดสภาพคล่องหรือความสามารถที่จะชำระหนี้สินจากรายได้ของบริษัท

8. มีหนี้สินรวมไม่สูงไปกว่ามูลค่าขายทอดตลาดสุทธิ

9. มีผลกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

10. มีผลกำไรลดลงไม่เกิน5% และไม่เกิน2ครั้งในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา



- นักลงทุนที่ต้องการรายได้ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษกับข้อ1-7 โดยเฉพาะข้อ3

- นักลงทุนที่ต้องการความสมดุลระหว่างความปลอดภัยและการเติบโต อาจจะไม่ต้องสนใจข้อ3เลย แต่ต้องไปเน้นที่ข้อ1-5 ข้อ9และ10

- นักลงทุนที่ต้องการได้การเติบโตของราคาหุ้นสูงๆสามารถมองข้ามข้อ3 ไปได้เลย และให้น้ำหนักเล็กน้อยกับข้อ4,5และ6 แต่ต้องเน้นหนักในข้อ9และ10

วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2556

มาเป็นนักลงทุนระยะยาวกันเถอะ: Evidence from the Stock Exchange of Thailand

มาเป็นนักลงทุนระยะยาวกันเถอะ: Evidence from the Stock Exchange of Thailand

แนวทางการลงทุนในหุ้นนั้น มีหลายรูปแบบนะครับ ส่วนใหญ่รูปแบบที่คนไทยเรานิยมกัน
ก็คือการ “เล่นหุ้น” หรือการซื้อ-ขายหุ้น เพื่อทำกำไรในระยะเวลาสั้นๆ
คำว่าสั้นนี้ ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนครับ อาจจะสั้นในระดับหลายเดือน จนสั้นแค่ไม่กี่นาทีก็ยังได้
โดยเฉพาะตลาดหุ้นในช่วงนี้ (ส.ค. 52) เป็นตลาดที่เราจะมีนักลงทุนประเภทนี้เกิดขึ้นมากเป็นพิเศษ
เพราะตลาดอยู่ในช่วงสวิงตัวขึ้น แบบค่อนข้างหวือหวา หุ้นหลายตัวสามารถจะทำผลตอบแทน
รายวันได้ 5-6% ต่อๆ กันเป็นเรื่องธรรมดา

ผู้ที่จะลงทุนในแนวทางนี้ ก็ต้องมั่นใจว่าตัวเองมีทักษะที่ดี มีเครื่องมือที่ดีในการอ่านภาวะตลาด หรืออ่านแนวโน้มราคาของหุ้นนั้น ที่สำคัญคือ ต้องมีวินัยที่ดีมากๆ ราคาหุ้นในระยะสั้นนั้น แทบไม่ได้อิงกับผลการดำเนินงานของบริษัทเลย  อีกแนวทางหนึ่ง ก็คือแนวทางการลงทุนที่อาศัยปัจจัยพื้นฐาน
เป็นการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีศักยภาพ และเรารู้ว่าเราสามารถซื้อหุ้นนั้นได้ ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น

การถือลงทุนของเราในหุ้นเหล่านี้ ก็มักจะเป็นการถือลงทุนในระยะยาว เพื่อรอให้กิจการที่เราเลือกมาอย่างดี ได้แสดงศักยภาพของมันในเวทีการแข่งขัน แล้ววันหนึ่งที่ผลประกอบการของบริษัทเติบโตขึ้น
ความสามารถนั้น ก็จะสะท้อนออกมาในราคาหุ้นที่สูงขึ้น

นักลงทุนระดับโลกที่มีแนวทางการลงทุนแบบนี้ก็เช่น Warren Buffet
ซึ่งสามารถทำผลตอบแทนทบต้นเฉลี่ยต่อปี ได้ที่ราวๆ 20% ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 40 ปี
หรือในประเทศไทยเอง เราก็มี ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรณ์

นอกจากนั้น นักลงทุนรุ่นใหม่ๆ หลายคนก็ยังหันมาให้ความสนใจลงทุนแนว VI นี้มากขึ้น
นักลงทุนที่จะลงทุนในแนวนี้ ก็จะต้องเป็นคนที่ทุ่มเทให้กับการศึกษาค้นคว้า อย่างน้อย ก็ต้องเป็นคนที่เข้าใจในหุ้นที่ตัวเองลงทุนดีมากๆ คนหนึ่ง และวินัยก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน อีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างจะเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้มากๆ เป็นแนวทางการลงทุนที่ค่อนข้างจะเป็นในรูปแบบเชิงรับ หรือ Passive Investing คือตัวผู้ลงทุนอาจจะไม่ต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญมาก ในการคัดเลือกหุ้น
แต่อาศัยการลงทุนในกองทุนรวม ประเภทที่มีการบริหารให้ได้ผลตอบแทนในทิศทางเดียวกับดัชนี
อาจจะเป็นกองทุนดัชนี (Index Fund) หรือเป็นกองทุนหุ้นที่มักมี NAV เคลื่อนไหวตามดัชนีก็ได้
นักลงทุนกลุ่มนี้ อาจจะเป็นคนทำงานที่ลงทุนเป็นประจำผ่านกองทุนประเภท LTF และ RMF
ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ผมค่อนข้างห่วงเป็นพิเศษ เพราะเงินก้อนนี้ มักเป็นเงินก้อนสำคัญ
และนักลงทุนกลุ่มนี้ มักไม่มีความรู้ด้านการลงทุนมากนัก เมื่อมาลงทุน ต้องอยู่ภายใต้ภาวะตลาด
ที่ผันผวน อาจจะทำให้ตัดสินใจหลายๆ อย่างผิดพลาด เช่น
.
  • อดทนไม่ได้ที่เห็นตลาดลงมาก จนขายกองทุนทิ้งจนหมด
    แม้ว่าจะยังไม่ได้รีบใช้เงินก็ตาม

    .
  • ซื้อแพงขายถูก เพราะอารมณ์บงการ เช่นการ
    ซื้อกองทุนเพิ่มอย่างมาก ในขณะที่ตลาดเป็นบวก (ซึ่งมีแนวโน้มสูง ที่ตลาดจะลง) หรือ
    ขายกองทุนทิ้งอย่างมาก ในขณะที่ตลาดเป็นลบ (ซึ่งมีแนวโน้มสูง ที่ตลาดจะขึ้น)

    .
  • เน้นเลือกกองทุนรวมที่มีผลตอบแทนระยะสั้นๆ สูงๆ เป็นหลัก
    โดยไม่ได้สนใจปัจจัยอื่นๆ โดยเฉพาะความสม่ำเสมอของผลตอบแทนระยะยาวๆ

    .
  • เมื่อครบกำหนดเงื่อนไข LTF ก็จะขายกองทุนทิ้งทันที ทั้งที่ยังไม่ได้รีบใช้เงิน
    จนทำให้อาจสูญเสียโอกาสในการลงทุนเพิ่มเติม

    .
ประเด็นที่ผมอยากจะเน้นในบทความนี้ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ลงทุนแนว Passive อยู่ คือ
  1. อยากให้กำหนดเป้าหมายในการลงทุนระยะยาวให้ชัดเจน
    เรื่องของ Time Horizon ในการลงทุนเป็นสิ่งสำคัญมาก
    ระยะเวลาการลงทุนที่ยาว มักจะทำให้เราได้ผลตอบแทนที่ดี และสามารถจำกัดการสูญเสียได้มาก

    .
  2. อยากจะให้นักลงทุนเชื่อว่า ผลตอบแทนในระดับที่เหมาะสมกับการลงทุนระยะยาว
    เช่นประมาณ 7-8% ต่อปีนั้น สามารถที่จะทำได้ หากเรามีวินัยเพียงพอ

    .
  3. กองทุนรวมหุ้น ธรรมดาๆ นี่แหละครับ ก็สามารถทำให้เรามีผลตอบแทนที่ดีได้
    แม้จะไม่เท่ากับการลงทุนแบบ Active แต่ก็น่าจะเพียงพอกับการใช้จ่ายในอนาคต

    .
ข้อมูลด้านล่างนี้ เป็นข้อมูลประกอบนะครับ ว่าทำไมผมถึงชวนให้มาลงทุนระยะยาวกัน
โดยเฉพาะถ้าเราไม่ค่อยมีความรู้มาก แต่อยากมีความมั่นคงทางการเงินในอนาคต
.
ผลตอบแทนย้อนหลังของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
สมมติฐานอย่างคร่าวๆ
.

..- ผลตอบแทนนี้คำนวณจากข้อมูลเผยแพร่ในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
..- ผลตอบแทนที่แสดงเป็นผลตอบแทนที่รวมทั้ง Capital Gain Yield และ Dividend Yield เข้าด้วยกันแล้ว
..- ค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนรายปีทั้งหมดที่แสดงในกราฟและตาราง
....เป็นค่าเฉลี่ยแบบ Geometric Mean หรือเทียบเท่ากับผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นต่อปี
..- ผลตอบแทนที่แสดงเป็นผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นการลงทุนแบบลงทุนครั้งเดียว
....แล้วให้เงินเติบโตจนถึงระยะเวลาที่กำหนด
..- การลงทุนและการคำนวณต่างๆ สิ้นสุดลง ณ สิ้นปี 2008
.
กรณีที่ 1 : ระยะเวลาการลงทุน 1 ปี
.

1 Year - Holding Period
.
ที่มาhttp://a-academy.net/2009/08/26/set-long-term/
จากกราฟ ถ้าเราลงทุนใน SET เป็นเวลา 1 ปี โดยการเริ่มลงทุน ณ ต้นปีที่ 1 และขาย ณ ปลายปีที่ 1
ตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการมา จนถึง ปี 2008
เราจะสามารถจำลองการลงทุนได้ 34 ครั้ง
ใน 34 ครั้งนี้ เราจะได้ผลตอบแทนเป็นบวก 20 ครั้ง เป็นลบ 14 ครั้ง (บวก 59% ลบ 41%)
.
กรณีที่ 2 : ระยะเวลาการลงทุน 5 ปี
.

5 Years - Holding Period
.
จากกราฟ ถ้าเราลงทุนใน SET เป็นเวลา 5 ปี โดยการเริ่มลงทุน ณ ต้นปีที่ 1 และขาย ณ ปลายปีที่ 5
(ตัวอย่างเช่น จากกราฟ ตัวเลขปี 2005 หมายถึง เราเริ่มลงทุน ณ ต้นปี 2001 และขาย ณ ปลายปี 2005)
ตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการมา จนถึง ปี 2008
เราจะสามารถจำลองการลงทุนได้ 29 ครั้ง
ใน 29 ครั้งนี้ เราจะได้ผลตอบแทนเป็นบวก 22 ครั้ง เป็นลบ 7 ครั้ง (บวก 76% ลบ 24%)
.
กรณีที่ 3 : ระยะเวลาการลงทุน 10 ปี
.

10 Years - Holding Period
.
จากกราฟ ถ้าเราลงทุนใน SET เป็นเวลา 10 ปี โดยการเริ่มลงทุน ณ ต้นปีที่ 1 และขาย ณ ปลายปีที่ 10
(ตัวอย่างเช่น จากกราฟ ตัวเลขปี 2000 หมายถึง เราเริ่มลงทุน ณ ต้นปี 1991 และขาย ณ ปลายปี 2000)
ตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการมา จนถึง ปี 2008
เราจะสามารถจำลองการลงทุนได้ 24 ครั้ง
ใน 24 ครั้งนี้ เราจะได้ผลตอบแทนเป็นบวก 17 ครั้ง เป็นลบ 7 ครั้ง (บวก 71% ลบ 29%)
.
กรณีที่ 4 : ระยะเวลาการลงทุน 15 ปี
.

15 Years - Holding Period Return
.
จากกราฟ ถ้าเราลงทุนใน SET เป็นเวลา 15 ปี โดยการเริ่มลงทุน ณ ต้นปีที่ 1 และขาย ณ ปลายปีที่ 15
(ตัวอย่างเช่น จากกราฟ ตัวเลขปี 2005 หมายถึง เราเริ่มลงทุน ณ ต้นปี 1991 และขาย ณ ปลายปี 2005)
ตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการมา จนถึง ปี 2008
เราจะสามารถจำลองการลงทุนได้ 19 ครั้ง
ใน 19 ครั้งนี้ เราจะได้ผลตอบแทนเป็นบวก 18 ครั้ง เป็นลบ 1 ครั้ง (บวก 95% ลบ 5%)
.
กรณีที่ 5 : ระยะเวลาการลงทุน 20 ปี
.

20 Years - Holding Period Return
.
จากกราฟ ถ้าเราลงทุนใน SET เป็นเวลา 20 ปี โดยการเริ่มลงทุน ณ ต้นปีที่ 1 และขาย ณ ปลายปีที่ 20
(ตัวอย่างเช่น จากกราฟ ตัวเลขปี 2005 หมายถึง เราเริ่มลงทุน ณ ต้นปี 1986 และขาย ณ ปลายปี 2005)
ตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการมา จนถึง ปี 2008
เราจะสามารถจำลองการลงทุนได้ 14 ครั้ง
ใน 14 ครั้งนี้ เราจะได้ผลตอบแทนเป็นบวก 14 ครั้ง เป็นลบ 0 ครั้ง (บวก 100% ลบ 0%)
.
สรุปผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาว
.

Returns Summary
จะเห็นว่าจากการทดลองจำลองการลงทุน ระยะยาว ทั้ง 5 รูปแบบดังกล่าว
ระยะเวลาการลงทุนใน SET ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุด คือระยะเวลา 1 ปี มีผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 18.65%
แต่สิ่งที่ยอมรับไม่ได้คือค่าความเสี่ยง หรือส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (STDEV) สูงถึง 45.07%
ค่า STDEV นั้น เป็นค่าที่บอกว่า ค่าเฉลี่ยค่านี้มีความผันผวนสูงมากๆ
(ในทางสถิติ ถือว่ามีโอกาสประมาณเกือบ 70% ที่ผลตอบแทนที่ได้จะ +/- เท่ากับค่า STDEV)
นั่นคือ ถ้าเราลงทุนระยะ 1 ปี โอกาสถึง 70% ที่เราจะได้ผลตอบแทนตั้งแต่ -26% ถึง + 63%
เวลามันสวิงขึ้นเราไม่กลัวหรอกครับ เพราะถือว่าเป็นโชคดี แต่เราไม่อยากให้มันสวิงลงจนติดลบ
นอกจากนั้นเมื่อดูสถิติจากการลงทุนแบบถือหุ้น 1 ปี โอกาสที่เราถือไว้แล้วจะขาดทุน มีถึง 41%
ในขณะที่การลงทุนในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น โดยเฉพาะระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปนั้น
แม้ค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนจะต่ำลง แต่ค่าความผันผวนหรือ STDEV ก็จะต่ำลงด้วย
นอกจากนั้นโอกาสที่เราจะลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนเป็นลบ ก็จะมีต่ำลง
ตัวอย่างเช่น ถ้าเราถือลงทุนระยะ 15 ปี โอกาสที่ผ่านไป 15 ปีแล้ว ผลตอบแทนเราจะติดลบมีแค่ 5%
.
การนำข้อมูลนี้ไปประยุกต์ใช้
ผมเชื่อว่าสำหรับคนในวัยทำงานตอนต้นถึงตอนกลาง เรายังคงมีเวลาเหลือให้ลงทุน
เพื่อเตรียมตัวสำหรับเหตุการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะการเกษียณอายุอยู่เกิน 15 ปีขึ้นไป
ดังนั้นในการประยุกต์ใช้ผมขออ้างอิงจากสถิติผลตอบแทนระยะยาวในการถือหุ้นลงทุน 15 ปี
คือมีผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี ปีละประมาณ 11%
ซึ่งในความเป็นจริงนั้น เราไม่ได้ลงทุนต้นปี และขายปลายปีเหมือนกับการคำนวณของผม
ดังนั้นผลตอบแทนที่ได้ อาจจะต่ำกว่าค่าที่ได้จากการคำนวณข้างต้น
โดยผมจะสมมติว่าเราจะลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุน (DCA) ไปเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาการลงทุนของเรา
จากการทดลองเรื่อง DCA ที่ผมเคยโพสไปก่อนหน้า จะพบว่าเมื่อลงทุนด้วยวิธี DCA แล้ว
ผลตอบแทนระยะยาวที่ได้ จะอยู่ที่ประมาณ 70% ของผลตอบแทนเฉลี่ยรายปี (กรณีซื้อแล้วถือยาว)
ดังนั้น ในความคาดหวังของผม ผมคิดว่า การลงทุนระยะยาว 15 ปีขึ้นไป ใน SET (ผ่านกองทุนหุ้น)
น่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ = 0.7 x 11% = 7.7% ต่อปี
ด้วยตัวเลขผลตอบแทนเท่านี้ ลองมาดูกันนะครับ ว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง
ตัวอย่างที่ 1
นาย เงินเดือนน้อยคอยได้ ปัจจุบันอายุ 25 ปี เพิ่งจะทำงาน วางแผนจะเกษียณตอนอายุ 60
ตั้งใจลงทุนเดือนละ 3000 บาท ไปเรื่อยๆ จนถึงวันเกษียณ ถ้าเค้าได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 7.7%
เค้าจะมีเงินใช้เพื่อการเกษียณ ประมาณ 5.8 ล้าน (จากเงินลงทุนที่ใส่ไป 1.2 ล้าน)
ตัวอย่างที่ 2
นาย เงินไม่เยอะแต่อดเอา ปัจจุบันอายุ 30 ปี ทำงานมาได้ซักพัก วางแผนจะเกษียณตอนอายุ 60
ตั้งใจลงทุนเดือนละ 5000 บาท ไปเรื่อยๆ จนถึงวันเกษียณ ถ้าเค้าได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 7.7%
เค้าจะมีเงินใช้เพื่อการเกษียณ ประมาณ 6.4 ล้าน (จากเงินลงทุนที่ใส่ไป 1.8 ล้าน)
ตัวอย่างที่ 3
นาย เงินเยอะแล้วแต่ก็ยังอยากออม ปัจจุบันอายุ 35 ปี การงานกำลังมั่นคง วางแผนจะเกษียณตอนอายุ 60
ตั้งใจลงทุนเดือนละ 10000 บาท ไปเรื่อยๆ จนถึงวันเกษียณ ถ้าเค้าได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 7.7%
เค้าจะมีเงินใช้เพื่อการเกษียณ ประมาณ 8.4 ล้าน (จากเงินลงทุนที่ใส่ไป 3 ล้าน)
จากตัวอย่างทั้ง 3 ข้อ ผมพยายามยกตัวอย่าง บุคคลในวัยต่างๆ
เพื่ออยากให้ท่านผู้อ่านลองจินตนาการไปตามๆ กันดูนะครับ ว่าถ้าเราอยู่ในวัยเช่นนั้น
เราควรที่จะคิดเตรียมการอะไรไว้ เพื่ออนาคตหรือไม่ เพราะในการวางแผนการเงินนั้น
เราให้คนอื่นช่วยคิดให้เราได้ครับ แต่เราต้องเป็นผู้ลงมือปฏิบัติเอง
.
บทเรียนที่อยากฝากให้ทุกท่าน
.

  • ถ้าท่านเป็นคนวัยทำงาน และลงทุนใน LTF อยู่แล้ว
    ผมอยากแนะนำให้ท่านลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้จะครบกำหนด 5 ปีแล้วก็ตาม
    ท่านอาจย้ายเงินมาอยู่ในกองทุนหุ้นอื่น ที่คิดว่าจะให้ผลตอบแทนได้ดี
    และในทุกๆ ปี ขอให้ท่านซื้อ LTF เพิ่มเถอะครับ เพราะสิ่งที่ท่านจะได้เพิ่มขึ้น จากการคำนวณของผม
    คือผลตอบแทนในขั้นต้น จากการลดหย่อนภาษี
    .
  • ถ้าท่านเป็นคนวัยทำงาน แล้วยังไม่กล้าซื้อ RMF ที่เป็นกองทุนหุ้น
    ผมขอแนะนำให้ ท่านแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปซื้อเถอะครับ
    เพราะ RMF เป็นเครื่องมือหนึ่ง ที่จะช่วยบังคับให้ท่านมีวินัย และสามารถลงทุนได้ต่อเนื่อง
    อย่างน้อย ก็จนถึงวันที่ท่านอายุ 55 ปี นอกจากนั้น ท่านก็ยังได้รับลดหย่อนภาษี
    และกรณี ฉุกเฉิน เช่น ท่านเห็นว่า ไม่ไหวแล้ว ไม่เอาหุ้นแล้ว ท่านก็ยังสามารถย้ายไปกองตราสารหนี้ได้
    วิธีนี้ ยังไงซะ ท่านก็จะพอแน่ใจได้ว่า ณ วันที่ท่าน 55 ท่านยังจะมีเงินก้อนนึงไว้ใช้อยู่
    .
  • ถ้าท่านไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีใดๆ แต่สนใจลงทุนในหุ้นระยะยาว
    ผมแนะนำให้ท่านซื้อกองทุนหุ้น จากบลจ. ที่มีบริการซื้อเฉลี่ย DCA ให้ท่าน โดยอัตโนมัติ
    เพราะวิธีนี้ จะช่วยให้ท่านมีวินัย และทำให้ท่านลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดตอน
    และลงทุนได้ในทุกๆ ภาวะตลาด
    .
  • ถ้าท่านต้องการบริหารเงินลงทุนนี้ด้วยตัวเอง ขอให้ท่านลงทุนให้ต่อเนื่อง
    ไม่ว่าภาวะตลาดจะเป็นเช่นไร อย่าให้อารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผล
    แม้ว่าวันนี้มูลค่าพอร์ตท่านอาจจะลดลง แต่ว่าท่านยังจะต้องลงทุนต่ออีกร่วมสิบๆ ปี
    ก็ไม่มีเหตุผลที่ท่านจะต้องกลัวอะไร ควรจะต้องลงทุนเพิ่มเรื่อยๆ ด้วยซ้ำ เพราะเงินเท่าเดิม ท่านจะซื้อหุ้นได้มากขึ้นอีก
    (ข้อนี้ เฉพาะท่านที่ถือกองทุนเท่านั้น ถ้าถือหุ้นรายตัว ท่านต้องคิดให้ดีๆ ก่อนทำแบบนี้นะครับ)
    .
  • ไม่มีใครบอกได้ครับ ว่าอนาคตนั้น ตลาดหุ้น จะเป็นเช่นไร
    การคำนวณ การวางแผน เราทำภายใต้ข้อมูลที่เราพอจะหาได้ ดังนั้น
    โอกาสผิดพลาดไม่ใช่ไม่มีนะครับ การตัดสินใจต่างๆ ท่านต้องเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายด้วยตัวท่านเอง
    .
===============================================================
เอาล่ะครับ วันนี้ผมก็ได้เสนอสถิติที่น่าสนใจ ที่หลายๆ ท่าน อาจจะเอาไปใช้ประกอบการตัดสินใจ
ทั้งตัดสินใจลงทุน ตัดสินใจวางแผนการเงิน เพื่ออนาคตของตัวท่านเองได้
แต่การลงทุนในระยะยาวนั้น ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่นี้นะครับ ตัวอย่างเช่น ท่านยังมีตัวเลือกนอกจากหุ้น
ที่อาจจะช่วยทำให้พอร์ตของท่านในระยะยาวดีขึ้นกว่าการลงทุนในหุ้นอย่างเดียว

นอกจากนั้น ก่อนท่านจะเริ่มลงทุน ก็ยังมีเรื่องมากมายที่ท่านต้องเตรียมพร้อมก่อน
เช่น การวางแผนเรื่องเงินทุนหมุนเวียน เงินสำรอง เงินเตรียมไว้เพื่อค่าใช้จ่ายฉุกเฉินต่างๆ
หรือแม้กระทั่ง การตัดสินใจซื้อประกันประเภทต่างๆ ซึ่งในอนาคต ผมจะได้มีโอกาสเขียนถึงหัวข้อเหล่านี้แน่ๆ ครับ
ทุกท่านสามารถติดตามได้ที่บล๊อคแห่งนี้ล่ะครับ ^_^
.

วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

“ทองคำ” ภาพลวงตาของการออมเงินที่ปลอดภัย

“ทองคำ” ภาพลวงตาของการออมเงินที่ปลอดภัย

การลงทุนไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่มีทางเลือกใดที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง แม้แต่การฝากเงินในธนาคาร ก็อาจมีความเสี่ยงได้ เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้รับต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อในช่วงเวลานั้น

“ทองคำ” ที่เป็นสินทรัพย์ยอดฮิตในช่วงที่ผ่านมา ย่อมทำให้เกิดภาพลักษณ์สวยหรูว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย มีแต่ขึ้นอย่างเดียวเท่านั้น

gold mask
ที่มา http://www.siamintelligence.com/gold-illusion/#disqus_thread
นี่เป็น ความจริงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น หากนักลงทุนหลงติดกับความจริงนี้ โดยลืมเลือนความจริงที่ซ่อนอยู่อีกครึ่งหนึ่งไป ก็อาจพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ได้ โดยไม่รู้ตัว

ทองคำ มีลักษณะพิเศษที่ให้ความรู้สึกปลอดภัย คือ ราคาเพิ่มขึ้นเสมอในระยะยาว ตามอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา

แต่มีข้อดีก็ย่อมต้องมีข้อเสีย นั่นคือ แม้ทองคำจะไม่เคยพ่ายแพ้เงินเฟ้อเลย แต่มันก็ไม่เคยชนะ เช่นเดียวกัน ทำได้เพียงเสมอตัวเท่านั้น

สำหรับคนที่แสวงหาความมั่นคงและเกลียดกลัวความเสี่ยง ก็อาจรู้สึกพึงพอใจกับทางเลือกนี้
แต่โลกความจริงไม่ได้ง่ายเช่นนั้น

ความยุ่งยากของการลงทุนในทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ก็คือ ราคาทองคำในวันที่ซื้อ เพราะแม้ในระยะยาวราคาทองคำจะเคลื่อนไหวตามเงินเฟ้อ แต่ในระยะสั้นราคาทองคำอาจสูงหรือต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อไปมากมาย ดังนั้น หากผู้ซื้อได้ราคาทองคำที่สูงกว่าเงินเฟ้อ ในระยะยาวผู้ซื้อก็จะได้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าเงินเฟ้อ เพราะต้องหักต้นทุนส่วนที่ซื้อมาแพงเกินไปทิ้ง

ตัวอย่างเช่น ในระหว่างปี 1971-1980 เมื่อราคาทองคำในตลาดโลก (เมื่อเทียบเป็นเงินไทยแล้ว) มีราคาทะยานสูงขึ้นจาก 400 บาทไปจนกระทั่งถึง 10000 บาท แล้วนักลงทุนโชคร้ายเข้าซื้อที่ราคาสุงสุดคือ 10000 บาท หลังจากนั้นราคาทองคำได้ตกรูดอย่างต่อเนื่องจนเกือบจะแน่นิ่งอยู่ในระดับ ราคา 5000 บาท ยาวนานถึง 20 ปี พึ่งมาเริ่มฟื้นตัวเมื่อปี 2002 เท่านั้นเอง

หากคิดผลตอบแทนในช่วง 20 ปี นักลงทุนย่อมขาดทุนถึง 50 % ซึ่งไม่ใช่ข่าวดีสำหรับคนที่เกลียดกลัวความเสี่ยงเลย ถึงแม้จะหารเฉลี่ยต่อปีแบบไม่ทบต้นจะได้รับผลขาดทุนเพียง 2.5 % แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า หากเพียงฝากเงินไว้เฉยๆ ก็คงไม่ประสบภาวะขาดทุนเช่นนี้ แถมยังได้ดอกเบี้ยอีกด้วย

บางคนอาจเถียงว่า เมื่อปล่อยให้เวลาผ่านไปยาวกว่านี้ จนกระทั่งถึงปี 2012 นักลงทุนย่อมจะพลิกกลับมาได้กำไร เพราะราคาจะขึ้นไปสูงสุดถึง 27000 บาท

แน่นอนว่า ผลตอบแทน 270% เมื่อคิดหารเฉลี่ยต่อปีแบบไม่ทบต้นแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป 32 ปี ย่อมได้รับผลตอบแทนโดยประมาณ 8.4 % ซึ่งนับว่าน่าพอใจเลยทีเดียว

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ราคา 27000 เป็นราคาในช่วงสูงที่สุด เป็นราคาในห้วงเวลาที่ทองคำมีราคาสูงกว่าเงินเฟ้อ ดังนั้น ภาวะนี้จะอยู่ได้ไม่นาน ในที่สุดเมื่อราคาตกลงมาในระดับที่ใกล้เคียงกับอัตราเงินเฟ้อ ก็อาจจะซ้ำรอยปี 1980 ที่ราคาตกลงจากจุดสูงสุดถึง 50 % นั่นก็คือ ราคาทองคำอาจจะตกไปอยู่ที่ประมาณ 13500 บาท

ผลตอบแทนก็จะเหลือ 4.2 % ยังไม่นับว่า ถ้าต้องถือทองคำต่อไปอีกเกือบ 20 ปีกว่าจะถึงขาขึ้นรอบใหม่ ผลตอบแทนจะเหลือเท่าไร

อย่างไรก็ตาม หากยึดตัวเลข 4.2 % เป็นค่าหลัก ก็นับว่าสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป แต่ถ้าเราฝากประจำระยะยาวแบบไม่เกิน 10 ปีในจังหวะเวลาที่เหมาะสม ก็อาจได้รับผลตอบแทนที่มากกว่า แถมยังนำเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยเมื่อครบอายุมาฝากซ้ำแบบทบต้นได้อีกด้วย

ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ หากเราเข้าซื้อทองคำในจังหวะเวลาที่เหมาะสม นั่นคือ ระดับราคาประมาณ 5000 บาท ในปี 2000 ซึ่งระดับราคาทองคำอยู่ในภาวะที่ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ แล้วมาขายในระดับราคาประมาณ 20000 บาท (ไม่ได้ขายที่จุดสูงสุด) เราย่อมได้กำไรถึง 400 % ในเวลาเพียง 12 ปีเท่านั้น หากคิดเป็นผลตอบแทนแบบไม่ทบต้นย่อมได้ที่ประมาณ 33 %

โดยสรุปแล้ว ราคาทองคำมีรอบวัฏจักรของตัวเอง นั่นคือ ในช่วงเวลาหนึ่งจะมีการเพิ่มขึ้นของราคาที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ ขณะที่อีกช่วงเวลาหนึ่งจะมีการเพิ่มขึ้นของราคาที่ต่ำกว่าเงินเฟ้อ ซึ่งเมื่อคิดจนครบรอบแล้ว ก็จะได้การเพิ่มขึ้นของราคาที่ใกล้เคียงกับอัตราเงินเฟ้อ

ดังนั้น หากเราต้องการซื้อทองคำเพื่อลงทุนระยะยาวมาก หรืออย่างต่ำ 10 ปี เราก็ควรที่จะเลือกซื้อในช่วงเวลาที่ทองคำมีระดับการเพิ่มขึ้นของราคาที่ต่ำ กว่าเงินเฟ้อ เพื่อที่ว่าเมื่อครบรอบวัฎจักรแล้ว เราก็จะได้กำไรมากกว่าเงินเฟ้อ

แน่นอนว่า การหาจังหวะเวลาเข้าซื้อที่เหมาะสมที่สุด เป็นเรื่องที่กระทำได้ยาก แต่จากวัฎจักรการเคลื่อนไหวของราคาในหลายสิบปีที่ผ่านมา ย่อมจะทำให้เราเห็นว่าทองคำที่ราคาประมาณ 24000 บาท น่าจะเป็นช่วงที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาสูงกว่าเงินเฟ้อ

นักลงทุนบางคนอาจแย้งอีกว่า หากซื้อทองเมื่อ 2-3 ปีก่อน ถึงแม้ว่าการเพิ่มขึ้นของราคาอาจจะสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อแล้ว แต่ก็ทำกำไรให้นักลงทุนเป็นกอบเป็นกำ อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าราคาทองคำจะมีช่วงเวลาที่ราคาสูงเกินกว่าอัตราเงินเฟ้ออยู่ใน ระยะหนึ่ง ดังนั้น ราคาที่สูงแล้ว ก็จะสูงขึ้นอีกได้ อย่างน้อยก็ช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนจะหมดรอบวัฎจักรแล้วกลับไปสู่ระดับราคาปกติ ซึ่งสำหรับนักลงทุนที่เน้นแบบเก็งกำไร โดยยอมรับความเสี่ยงที่จะขาดทุนได้ การเข้าไปย่อมสมเหตุสมผล แต่สำหรับนักลงทุนที่เกลียดกลัวความเสี่ยง โดยยอมได้ผลตอบแทนไม่สูงมากนัก หากมีความปลอดภัยและมั่นใจ ก็ควรที่จะเข้าซื้อในช่วงจังหวะปกติมากกว่า เพราะนั่นคือราคาที่เหมาะสม และหากโชคดีได้ซื้อในช่วงที่การเพิ่มขึ้นของราคามีอัตราที่ต่ำกว่าเงินเฟ้อ ย่อมถือเป็นกำไรพิเศษ เพื่อตอบแทนสำหรับผู้อดทนและรอคอยโอกาส

การลงทุนทองคำ ก็เฉกเช่นเดียวกับการลงทุนประเภทอื่น นั่นคือ เมื่อราคาสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับต่ำ ก็ไม่มีใครสนใจ ไม่มีข่าวดี ไม่มีคุณค่าใด หากเมื่อราคาเริ่มทะยานขึ้น คนก็จะเริ่มสนใจแต่ยังไม่กล้าเข้าซื้อ แต่ครั้นเมื่อราคาได้สูงเกินจริงไปแล้ว นักลงทุนก็มักจะสนใจ และนั่นเป็นเวลาที่งานเลี้ยงกำลังใกล้จะสิ้นสุดลง

“ทองคำ มีแต่ขึ้นอย่างเดียว” เป็นความรู้ที่รับทราบกันมานานแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญ จนกระทั่งว่าทองคำพุ่งทะยานจาก 5000 บาทมาอยู่ที่ 10000 บาท ผู้คนก็เริ่มโจษจันกันไปทั่ว แต่เมื่อราคาได้ถีบตัวมาที่จุดสูงสุด 27000 บาท แล้วตกลงมาเลี้ยงตัวที่ระหว่าง 23000-26000 บาท ความรู้เรื่องเดียวกันนี้ก็เป็นที่รับรู้กันทั่ว ที่สำคัญ ราคาทองคำยืนระยะที่ราคาระดับนี้ได้นานนับปี บวกกับราคาที่เคลื่อนไหวขาขึ้นมาตลอด 10 ปี ก็ยิ่งทำให้คนเชื่อถือความรู้ชิ้นนี้เข้าไปอีก

หากเราไม่ถูกความโลภและข่าวสารที่แพร่สะพัดมาตลอด 10 ปี เข้ามาบดบังสติปัญญา เราก็จะมองเห็นวัฎจักรของทองคำ และสามารถเลือกช่วงเวลาซื้อที่เหมาะสมได้ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องการเพียงปกป้องเงินออมของตนเองจากเงินเฟ้อที่กัดกิน โดยไม่ปรารถนาข้องแวะกับความผันผวนในช่วงขาขึ้นของราคาทองคำ ที่แม้จะมีโอกาสได้กำไรเกินปกติ แต่ก็มีโอกาสขาดทุนเกินปกติเช่นเดียวกัน
เมื่อภาพลวงตาสลายคลาย ท้องฟ้าก็แจ่มใสทันใด