ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อัตราส่วน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อัตราส่วน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ROE สำคัญกับการลงทุนอย่างไร


ที่มา http://chulakorn.blogspot.com/2012/03/roe.html
ROE สำคัญกับการลงทุนอย่างไร? : วิบูลย์ พึงประเสริฐ
การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ มีหลักการในการลงทุนหลายอย่าง บางท่านอาจจะให้ความสำคัญกับปริมาณการซื้อขายและราคาหุ้นเป็นหลัก โดยใช้หลักการทางเทคนิคเป็นจุดสำคัญ หรือ บางท่านอาจจะชอบลงทุนในระยะเวลาสั้นๆ เช่น ซื้อขายวันต่อวัน

การ ลงทุนในลักษณะดังกล่าว อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องรู้ซึ้งถึงตื้นลึกหนาบางของบริษัทที่จะลงทุนมากนัก สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นในระยะสั้นมากกว่า
แต่ “การลงทุนแบบเน้นคุณค่า” ที่เน้นการถือหุ้นที่มีศักยภาพในระยะยาว สิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับนักลงทุนก็คือ การที่นักลงทุนควรจะเข้าใจในพื้นฐานของธุรกิจที่จะลงทุนนั้นเป็นอย่างดี

คราว นี้ เราจะมาเจาะลึกถึงหัวข้อของอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญค่าหนึ่ง ก็คือ อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Return on Equity Ratio หรือ ROE) 

ROE คือ การหาความสัมพันธ์ระหว่าง ความสามารถในการทำกำไรกับเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้นๆ สูตรที่ใช้กันทั่วไปก็คือ

ROE = Net Profit/Equity หรือ กำไรสุทธิ หารด้วย ส่วนของผู้ถือหุ้น 

สมมติ บริษัท ก. มีงบกำไรขาดทุนและงบดุล ณ ปลายปี คร่าวๆดังนี้
งบกำไรขาดทุนบริษัท ก. (หน่วย: ล้านบาท) 
ยอดขาย 12,000
ต้นทุนรวมภาษี 10,800
กำไรสุทธิ 1,200
งบดุลบริษัท ก.(หน่วย: ล้านบาท) 
ทรัพย์สินหมุนเวียน 2,000 หนี้สินหมุนเวียน 2,000
ทรัพย์สินถาวร 8,000 หนี้สินระยะยาว 0
ส่วนของผู้ถือหุ้น 8,000
รวมทรัพย์สิน 10,000 รวมหนี้สินและส่วนผู้ถือหุ้น 10,000
ดังนั้น ROE ของบริษัท ก. คำนวณจาก กำไรสุทธิหารด้วยส่วนผู้ถือหุ้น ซึ่งเท่ากับ 1,200/8,000 = 15% 

ใน ทางปฏิบัติ ควรจะนำส่วนผู้ถือหุ้นของต้นปีและปลายปีมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อความถูกต้องมาก ขึ้น ROEที่คำนวณได้แสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถนำเงินของผู้ถือหุ้นไปลงทุนได้ผล ตอบแทนเท่ากับ 15% จากการดำเนินงานของบริษัทตามปกติ
นัก ลงทุนสามารถนำ ROE ไปเปรียบเทียบระหว่างบริษัทต่างๆในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อตรวจสอบความสามารถของผู้บริหารในการบริหารเงินลงทุนของบริษัท

สมมติ อีกบริษัทหนึ่ง คือ บริษัท ข. มี ROE เท่ากับ 5% เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัท ก. ข้างต้นที่มี ROE 15% แล้ว นักลงทุนจะพบว่า บริษัท ก. มีความสามารถในการทำกำไรมากกว่าในจำนวนเงินลงทุนที่เท่ากัน 

สำหรับ นักลงทุนระยะยาวแล้ว บริษัทที่มี ROE สูงกว่าจะน่าสนใจมากกว่า เพราะบริษัทที่มี ROE สูง สามารถที่จะสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้มากกว่าบริษัทที่มี ROE ต่ำกว่า 

แต่ ในขณะเดียวกัน การรักษา ROEให้สูงอย่างต่อเนื่องในระยะยาวเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนัก เพราะ เมื่อเวลาผ่านไปหลายๆปี ถ้าบริษัทดำเนินกิจการอย่างมีกำไรและเก็บบางส่วนไว้เป็นกำไรสะสม จะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การรักษา ROE ให้อยู่ในระดับเดิม บริษัทจำเป็นต้องทำกำไรให้มากขึ้นให้เพียงพอต่อการเติบโตของส่วนผู้ถือหุ้น

ตัวอย่าง เช่น ถ้าส่วนผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นปีละ 10% บริษัทที่ต้องการรักษา ROE ให้เท่าเดิมในปีถัดไป จำเป็นจะต้องมีผลกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 10% ด้วยเช่นกัน ซึ่งในความเป็นจริง ธุรกิจที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ได้ ต้องเป็นธุรกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันอย่างสูงมากทีเดียว

อีก กรณีหนึ่ง บางบริษัทอาจจะทำให้ ROE สูงขึ้นได้ โดยใช้ leverage จากการกู้ยืมทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นน้อยกว่าบริษัทที่ไม่มีหนี้สินระยะยาว 

ตัวอย่างเช่น บริษัท ก. และ ค. มีงบกำไรสุทธิเหมือนกัน แต่บริษัท ค. มีงบดุลดังต่อไปนี้
งบดุลบริษัท ค. (หน่วย: ล้านบาท) 
ทรัพย์สินหมุนเวียน 2,000 หนี้สินหมุนเวียน 500
ทรัพย์สินถาวร 8,000 หนี้สินระยะยาว 4,700
ส่วนของผู้ถือหุ้น 4,800
รวมทรัพย์สิน 10,000 รวมหนี้สินและส่วนผู้ถือหุ้น 10,000
ดัง นั้น ROE ของบริษัท ค. เท่ากับ 1,200/4,800 = 25% ซึ่งมากกว่าบริษัท ก. มาก แต่บริษัท ก. ไม่มีหนี้สินเลย ขณะที่บริษัท ข. มีหนี้สินอยู่เกือบเท่าส่วนผู้ถือหุ้น

ใน กรณีนี้ เราควรจะใช้อัตราส่วนทางการเงินอีกค่าหนึ่งในการเปรียบเทียบระหว่างธุรกิจ คือ Return on Total Capital Ratio (ROTC) คำนวณได้จาก
ROTC = Net Profit/(Longterm Liability + Equity) หรือ กำไรสุทธิหารด้วยผลบวกของหนี้สินระยะยาวกับส่วนผู้ถือหุ้น 
จาก ตัวอย่างข้างต้นจะพบว่าบริษัท ก. มี ROTC เท่ากับ 15% (1,200/8,000) ในขณะที่บริษัท ค. มี ROTC ลดลงเหลือเพียง 12% (1,200/(4,700+4,800))

ใน กรณีเช่นนี้ บริษัทที่มี ROE สูงกว่า อาจจะมี ROTC ต่ำกว่าได้ การใช้ ROE เพียงอย่างเดียวในการวิเคราะห์ความสามารถในการดำเนินงานของบริษัทที่จะลงทุน อาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้

ดัง นั้น นักลงทุนนอกจากจะใช้ ROE เปรียบเทียบระหว่างบริษัทแล้ว อาจจะต้องใช้ ROTC ในการเปรียบเทียบเพิ่มขึ้น เพราะ ROTC จะทำให้มองเห็นภาพความสามารถในการลงทุนของบริษัทได้ตรงความเป็นจริงมากขึ้น 

นอก เหนือจากนั้น บางบริษัทอาจจะมี ROE เพิ่มสูงขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยเฉพาะบริษัทที่เพิ่งออกจากหมวดฟื้นฟูกิจการ สาเหตุเนื่องมาจากการปรับโครงสร้างหนี้ โดยผลการดำเนินงานเปลี่ยนจากการขาดทุนในอดีตมาเป็นทำกำไรได้ในปีปัจจุบัน ทำให้ ROE เพิ่มสูงขึ้นทันทีได้

ลักษณะ เช่นนี้ นักลงทุนควรพิจารณานำกำไรขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้ออกจากการคำนวณ เพราะจะทำให้ ROE ที่หาได้สูงเกินไป และไม่สะท้อนกับผลการดำเนินงานตามปกติของบริษัท 

บางบริษัท ที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีลักษณะเป็นวัฏจักร (Cyclical) เช่น วัสดุก่อสร้าง ปิโตรเคมี เหล็ก กระดาษ หรือ ผลิตภัณฑ์การเกษตร บางปีบริษัทจะมีผลกำไรตกต่ำ เพราะส่วนใหญ่แล้วราคาและต้นทุนของกิจการเหล่านั้น จะถูกกำหนดจากอุปสงค์และอุปทานของสินค้ามากกว่าที่จะถูกกำหนดโดยบริษัท

ถ้า ปีใดราคาสินค้าลดลงก็จะทำให้บริษัทมี ROE ในปีนั้นต่ำไปด้วย แต่บางปีอาจจะเป็นขาขึ้นของอุตสาหกรรมนั้นๆ ทำให้บริษัทมีผลการดำเนินงานดี และมีกำไรสูงขึ้น ผลพลอยได้ก็คือทำให้ ROE ของบริษัทในปีนั้นสูงตามขึ้นไปด้วย

เรา สามารถตรวจสอบได้ว่า บริษัทนั้นๆอยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นวัฏจักรหรือไม่ง่ายๆด้วยการตรวจสอบ ROE ย้อนหลังหลายๆปี ถ้าพบว่า ROE มีลักษณะที่มากบ้างน้อยบ้างสลับกันไปก็สันนิษฐานได้ว่า บริษัทนั้นอยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นวัฏจักร
จากเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้นจะพบว่า การที่บริษัทมี ROE สูงไม่ได้หมายความว่าจะเป็นธุรกิจที่ดีในระยะยาวเสมอไป

ดังนั้น สำหรับนักลงทุน ก่อนที่จะลงทุนซื้อหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ควรตรวจสอบ ROE ของบริษัทที่สนใจลงทุนก่อนว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่

บริษัท ที่มี ROE สม่ำเสมอจะเป็นบริษัทที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นว่า บริษัทมีการบริหารงานที่ดี สามารถสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเมื่อเวลาผ่านไป บริษัทก็เพิ่มพูนความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นได้เป็นอย่างดี
‘ROE’ สำคัญกับการลงทุนอย่างไร?

Value Way วิบูลย์ พึงประเสริฐ 

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556

การใช้ PE เพื่อพิจารณาดูหุ้นถูกหรือหุ้นแพง

การใช้ PE เพื่อพิจารณาดูหุ้นถูกหรือหุ้นแพง

PE ย่อมากจา Price to earning ratio มาจากสูตร ราคาตลาดหารด้วยกำไรสุทธิต่อหุ้น

สมมุติ ว่าราคาหุ้นอยู่ที่ 100 บาท และมีกำไรสุทธิต่อหุ้น ณ ปัจจุบัน เท่ากับ 10 บาท ดังนั้น PE จะอยู่ที่ 100 หารด้วย 10 คือ 10 เท่า

ความหมายของ PE ง่าย ๆ ก็คือ กำไรสุทธิต่อหุ้นในเวลากี่ปีจึงจะคืนทุนเท่ากับราคาที่เราลงทุนเริ่มแรกครับ

ถ้าเป็นไปตามกรณีตัวอย่างนี้ก็ประมาณ 10 ปีคืนทุนครับ

แต่ จะเป็น 10 ปีคืนทุนได้ ก็หมายความว่า กำไรสุทธิต่อหุ้นต้องไม่ต่ำกว่า 10 บาททุกปี ถ้าต่ำกว่า 10 บาทเมื่อใด ระยะเวลาในการคืนทุนก็จะยาวกว่า 10 ปี หรือ PE ในอนาคตอาจสูงกว่า 10 เท่าได้ ทำนองเดียวกัน ถ้ากำไรสุทธิต่อหุ้นในอนาคตมันสูงกว่า 10 บาท ก็จะทำให้ระยะเวลาในการคืนทุนก็จะสั้นกว่า 10 ปี หรือ PE ในอนาคตอาจต่ำกว่า 10 เท่าก็ได้

นักลงทุน Vi จะสนใจข้อมูลในอดีตและปัจจุบัน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการประมาณการแนวโน้มของการทำกำไรว่ามีความสม่ำเสมอ เพียงใด ยั่งยืนเพียงใด ศักยภาพการทำกำไรมีความสามารถในการแข่งขันเพื่อปกป้องกำไรในอนาคตไม่ให้ตก ต่ำลงหรือไม่มีความเสี่ยงในอดีตในเรื่องการทำกำไรอย่างไรหรือไม่ที่ทำให้ กำไรผันผวนเกินกว่าการดำเนินงานปกติ

PE สูงในปัจจุบัน อาจเกิดจากการคาดการณ์กำไรในอนาคตที่จะเติบโตสูงขึ้น ยิ่งกำไรในอนาคตสูงขึ้นมากเท่าใด นักลงทุนก็อาจจะให้ Premium PE ที่สูงเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเราคาดคะเนกำไรในอนาคตจะเติบโตน้อย หรือไม่เติบโต หรืออาจลดลง แบบนี้นักลงทุนก็อาจจะให้ discount PE คือ กำหนด PE ให้ต่ำไว้เพื่อรองรับการปรับตัวของกำไรที่เกิดขึ้นในอนาคตที่ปรับลดลง

เนื่อง จากเป็นการคาดคะเน Mr market ก็อาจจะมีการคาดคะเนกำไรที่ผิดพลาดเกิดขึ้น ทำให้ราคาตลาดผันผวนไปตามการคาดการณ์ของนายตลาดซึ่งเราต้องถือว่า Market มันไม่ Efficiency ทำให้เกิดโอกาสของนักลงทุน VI ที่จะสามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ Market คาดการณ์ผิดพลาดได้ เราจึงต้องวิเคราะห์หุ้นด้วยตนเองครับ แล้วใช้นายตลาดให้เป็นประโยชน์แต่ไม่ต้องทำตามนายตลาดครับ

ตัวอย่างที่ Mr Market ตีราคาหุ้น PE ครับ

เช่น คิดว่ากำไรจะเติบโตสูง นายตลาดก็ให้ PE ที่สูงมาก แต่กลายเป็นว่า กำไรอาจปรับลดลงในอนาคต แบบนี้ก็เสีย่งต่อการขาดทุน ดังนั้นการซื้อหุ้นที่ PE สูงมากในปัจจุบัน ก็มีความเสี่ยงต่อกำไรที่อาจไม่เติบโตตามที่ตลาดคาดการณ์ในอนาคตก็ได้

ทำนอง เดียวกันซื้อหุ้นที่ PE ต่ำมากเพราะคิดว่าถูกมาก ๆ เนื่องจากนายตลาดตีราคา PE ให้ต่ำ เพราะได้ Discount กำไรสุทธิต่อหุ้นในอนาคตที่จะต่ำลงไว้แล้ว แต่อาจกลายเป็นว่า กำไรสุทธิที่คาดว่าจะต่ำลง แต่กลับกลายเป็นว่ากำไรสุทธิที่เกิดขึ้นจริงในอนาคตกลับสูงขึ้นมากเพราะ ปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนแปลงไปมาก ๆ เป็นต้น แบบนี้เราก็อาจซื้อหุ้นได้ในราคาที่ถูกจริง และมีโอกาสที่หุ้น PE ต่ำดังกล่าวอาจปรับตัวเป็น PE ที่สูงขึ้นได้ในอนาคตหรือแม้แต่ PE เท่าเก่า แต่ราคาก็ปรับตัวสูงขึ้นตามผลกำไรที่มากขึ้นครับ เนื่องจากพื้นฐานหุ้นอาจเปลี่ยนแปลงไป ทำให้กำไรสุทธิเพิ่มสูงขึ้นมาก และมีสม่ำเสมอของกำไรที่ดีขึ้นในอนาคตครับ

ปกติทั่วไปแล้ว หุ้นทั่ว ๆ ไป เราควรลงทุนในระดับ PE ไม่เกิน 10 เท่า คือ 10 ปี คืนทุน หรือผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณ 10% ต่อปีใกล้เคียงกับผลตอบแทนของตลาดในเมืองไทยประมาณ 11% -12% ต่อปี

แต่ ถ้า PE ที่สูงกว่านี้ หรือต่ำมาก ๆ ตรงนี้เราต้องใช้ความรู้พิเศษจริงๆ ที่จะต้องศึกษาเพิ่มเติมว่า กำไรสุทธิในระยะยาวจะเป็นอย่างไรครับ เพราะ PE ที่ต่ำมากปัจจุบัน หรือสูงมาก ๆ ในปัจจุบัน จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตเมื่อกำไรสุทธิเทียบกับการคาดการณ์นั้นไม่เป็นไปตาม ที่ Mr market คาดการณ์ไว้ครับ ซึ่งทำให้เกิดโอกาสและความเสี่ยงจากการลงทุนได้ครับ

จริง ๆ แล้วในตลาดก็มี Case ให้เห็นหลาย ๆ ตัวนะครับ

PE ต่ำแล้วในวันนี้ อาจจะเป็น PE ที่สูงมากในอนาคต คือเป็นหุ้นที่แพงมาก ๆ เพราะกำไรสุทธิต่อหุ้นมันปรับลดลงมาก จนบางตัวถึงกับขาดทุนไปเลยก็มีครับ เช่นหุ้นกลุ่มสิ่งทอหลายตัวครับ แต่ก็มีอีกหลาย ๆ ตัวที่ PE ต่ำในวันนี้ และจะต่ำมากยิ่งขึ้น เพราะแทนที่กำไรสุทธิจะต่ำลงตามที่คาดการณ์ แต่กลับปรับตัวสูงขึ้นมากในอนาคตเป็นต้นครับ ยกตัวอย่างหุ้น TR draco SVI ครับ กำไรเพิ่มขึ้นมากเลยครับ

หรือ PE ที่สูงในวันนี้ อาจจะเป็น PE ที่ต่ำมากในอนาคต แม้ปัจจุบันเราจะรู้สึกว่าราคาแพงไปแล้วก็ตาม เพราะกำไรสุทธิต่อหุ้นในอนาคตมันปรับเพิ่มขึ้น หรือเติบโตสูงที่เราเรียกว่า Growth stock คือหุ้นที่ยังเติบโตในอัตราสูงกว่าอัตราเฉลี่ยการเติบโตทั่วไปเมื่อเทียบกับ ผลงานอดีต เทียบกับภาวะอุตสาหกรรม หรือเทียบกับ GDP ก็ตามเป็นต้น ซึ่งก็มีให้เห็นหลายตัว ตัวอย่างเช่น หุ้น Mint เป็นต้นครับ หรือ Pe ที่สูงวันนี้ และแต่ราคาตรงนี้กลับรู้สึกแพงเกินไปยิ่งขึ้นในอนาคตเพราะคาดการณ์ว่าเติบโต สูงแต่ไม่สูงจริง แบบนี้ก็คือแพงในวันนี้แล้วยังแพงยิ่งขึ้นในอนาคตครับ เช่นหุ้นโรงพยาบาลบางตัวครับ ไม่อยากเอ่ยชื่อหุ้นครับ อิ อิ

ดัง นั้นอย่าเพียงดูเฉพาะ PE ในอดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ต้องประมาณการณ์ผลกำไรเพื่อดูเป้าหมาย PE อนาคต ณ ราคาปัจจุบันด้วยครับว่าเป็นอย่างไร นักลงทุนทั่วไปจะตกหลุมพราง PE ปัจจุบันที่ต่ำหรือสูง แต่ไม่ได้คาดการณ์อนาคตของกำไรสุทธิต่อหุ้นครับ ทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการลงทุนได้ง่าย

เวลา VI เขามองนั้นจึงควรจะเน้นที่ผลการดำเนินงานเป็นหลักเพราะเป็นพื้นฐานที่เป็น จริงมากกว่าการดูราคาระยะสั้น ๆ โดยการปรับขึ้นลงของราคาระยะสั้น ๆ นั้นปล่อยให้ Mr market เขาทำงานของเขาไปครับ เพราะเราเชื่อว่าท้ายสุด ราคาตลาดจะสะท้อนตามมูลค่าพื้นฐานที่เป็นจริงต่อไปในอนาคต และได้พิสูจน์ในหุ้นหลาย ๆ ตัวแล้วว่า หากผลการดำเนินงานในระยะยาวดีขึ้นสม่ำเสมอ นอกจากปันผลที่ดีขึ้นแล้ว ราคาก็มักจะเป็นไปตามทิศทางของพื้นฐานที่ควรจะเป็นในระยะยาว แม้ว่าระยะสั้นจะเกิดความผันผวนของราคาที่ปรับลดลงไม่ตรงกับมูลค่าพื้นฐาน ที่เป็นจริงบ้าง เพราะนายตลาดก็จะทำให้หน้าที่ตีราคา สูงกว่า หรือต่ำกว่า ราคาที่แท้จริง แล้วแต่ Mood ของผู้ลงทุนในแต่ละช่วงเวลาที่บางครั้งเราก็ควบคุมกลไกของ Mr market ไม่ได้ครับ

ทั้งหมดนี้เป็นการวิเคราะห์คือหุ้นทั่ว ๆ ไปนะครับ แต่ยกเว้นไม่รวมหุ้นปั่น หรือ หุ้น Big Cap ซึ่งพวกนี้ปรับขึ้นลงบางครั้งไม่ใช่จากปัจจัยพื้นฐานตามที่กล่าวเพียงอย่าง เดียว แต่ปรับราคาบางครั้งก็มาจากเหตุผลอื่น เช่น จาก fund flow บ้าง จากนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้ามาปั่นหรือเก็งกำไรบ้างครับ โดยอาจไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับแต่อย่างใดครับ



โดย: ต่างมุมมอง วันที่: 8 มกราคม 2551 เวลา:17:13:03 น.