ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ pe แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ pe แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556

#3 ยิ่งถูกยิ่งซื้อ ยิ่งซื้อยิ่งลง

#3 ยิ่งถูกยิ่งซื้อ ยิ่งซื้อยิ่งลง

ที่มาhttp://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=dooeasy
"การจะเข้าไปลงทุนในหุ้นตัวใด จะไม่ใช้หลักการว่า ราคาหุ้นยังซื้อขาย ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี และ P/E แล้วจึงเข้าไปลงทุน เพราะหากบริษัทนั้นมีพื้นฐานที่ดีจริง เหตุใดราคาหุ้นจึงไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามมูลค่าทางบัญชีและ P/E" …….. สมเกียรติ วงศ์คุณทรัพย์ (เสี่ยแตงโม) เซียนหุ้น หาดใหญ่ จาก "ช่างตัดผม" ผันสู่ นักลงทุน "พันล้าน"

การเล่นหุ้น มันก็คือการค้าขาย ภาษาอังกฤษจึงใช้คำว่า Stock trading แต่ไฉน พอแปลเป็นไทย กลายเป็น เล่นหุ้น ไปได้

ในเมื่อเราจะหาหุ้นมาขาย ก็ถูกแล้วครับ ที่จะต้องหาซื้อหุ้น ที่จะขายได้แพงกว่าต้นทุน มันถึงจะมีกำไร

แต่ สิ่งที่สำคัญกว่านั้น สำหรับ นักธุรกิจมืออาชีพ ก็คือ ต้องมองให้ออก ว่า เสื้อผ้า โทรศัพท์มือถือ หรือ สินค้าเหล่านั้น ตกรุ่นหรือยัง

ถ้าคนหมดความนิยม แฟชั่นล้าสมัย มีสินค้ารายใหม่ที่น่าสนใจกว่าเข้ามาแข่ง ของที่เคยขายได้แพง ก็จะราคาตก

โทรศัพท์ มือถือ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด สมัยที่โทรศัพท์มือถือรุ่นแรกๆ เข้ามาเมืองไทยใหม่ๆ อาจจะเครื่องละ 8 หมื่นก็ได้ แต่ถ้าเอารุ่นนั้น มาขายให้ท่านตอนนี้ ในราคา 20,000 บาท ท่านจะซื้อไหมครับ …………. อย่าว่าแต่ 20,000 เลย 500 ผมยังไม่ซื้อเลยนะ

เวลาหุ้นลง เห็น อากง อาม่า หรือ แม้กระทั่ง เด็กจบมหาวิทยาลัยมาใหม่ๆ ชอบถามหาแนวรับจัง คนไทยเนี่ยะเป็นนักช๊อปปิ้งอันดับต้นๆของโลกเลย ซื้อเก่ง แต่ขายไม่เป็น ชอบซื้อ แต่ลังเลอิดออดที่จะขาย

เวลาสินค้าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ราคาแพง ก็ไม่กล้าซื้อ เพราะจะรอซื้อถูก พอตกรุ่นขึ้นมา กลับแย่งกันซื้อจริงๆ ซื้อแล้วจะไปขายใครล่ะครับ

แล้วพวกเรารู้กัน หรือปล่าวครับ ว่าตอนหุ้นตก มันจะตกไปถึงตรงไหน หลายท่านกลัวจะไม่ได้ซื้อราคาถูก จนลืมคิดไปว่าจะขายได้แพงกว่าที่ซื้อหรือไม่ ส่วนนักวิเคราะห์ ก็หาแนวรับมาให้ได้เรื่อยแหละ

หุ้นบริษัทเดินเรือฝรั่ง เป็นหุ้นพื้นฐานดี พีอีต่ำ ปันผลสูง ……. สมัยรุ่งเรือง มันก็เติบโตสดใส ราคาขยับไปไกลถึง 60 บาทกว่า

เมื่อมันขึ้นไปถึงจุดสูงสุด ค่าระวางเรือถดถอย เทศกาลขายทำกำไรก็เกิดขึ้น

นัก วิเคราะห์ออกมายกยอ สรรหาเหตุผลสารพัด แม่น้ำทั้งห้า โขง ชี มูล เจ้าพระยา ท่าจีน ถูกชัก มาบรรยายให้เห็นคุณงามความดีของหุ้นเดินเรือ พร้อมบอกว่า ราคาลงมาที่แนวรับ 55 บาท ถือเป็นโอกาสในการซื้อ พวกเราก็เข้าไปตั้งซื้อที่ 55 หวังว่าจะเอาไปขายที่ 60 กว่าบาท

หลังจากซื้อแล้วลงอีก นักวิเคราะห์บอกว่าแนวรับถัดไปอยู่ที่ 50 บาท ถือเป็นโอกาสในการซื้อ พวกเราก็ไปตั้งซื้อที่ 50 เพราะหวังว่าต้นทุนถัวเฉลี่ยจะได้ลดลง
หลังจาก ซื้อแล้วลงอีก นักวิเคราะห์บอกว่าแนวรับถัดไปอยู่ที่ 45 บาท ถือเป็นโอกาสในการซื้อ พวกเราก็ไปตั้งซื้อที่ 45 เพราะหวังว่าต้นทุนถัวเฉลี่ยจะได้ลดลงมากๆ

หลังจากซื้อแล้วยังลงอีก นักวิเคราะห์บอกว่าแนวรับถัดไปอยู่ที่ 40 บาท ถือเป็นโอกาสในการซื้อ หุ้นตัวนี้ พื้นฐานดี พีอีต่ำ ปันผลสูง พวกเราก็จำขึ้นใจ “พื้นฐานดี พีอีต่ำ ปันผลสูง” แล้วก็พากันไปตั้งซื้อที่ 40 เพราะหวังเห็นว่า มันลงมามากแล้ว

พอราคาลงมาใกล้ 25 บาท นักวิเคราะห์ไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ครั้นจะเสี่ยงซื้อ ก็ไม่มีเงินซื้อถัวเฉลี่ยต้นทุนซะแล้ว

พอ หลุด 25 บาท ลงมา นักวิเคราะห์คนเดิมกลับมาอีกครั้ง พร้อมบอกว่า อ้อ หุ้นเดินเรือตัวนี้ เราปรับประมาณการลงแล้ว เปลี่ยนคำแนะนำเป็น “ขาย” …. แป่ววว Blah Blah (ฮาไม่ออกเลยคราวนี้)

หลังจากขายทิ้งไปได้ไม่นาน หุ้นเดินเรือตัวนั้น กลับเดินหน้าขึ้นรอบใหม่ อย่างต่อเนื่อง อีกต่างหาก

ป๋า บุญชัย พร่ำสอนมาตลอด เวลาหุ้นลง ไม่ต้องมาถามหาแนวรับ เวลาหุ้นลง ไม่ต้องมาถามว่าจะซื้อจุดไหนดี มันก็กะเก็งกันทั้งนั้นแหละ เก็งว่าตรงนั้น Low เก็งว่าตรงนี้ Low

“มันทำ low เมื่อไหร่ แล้วไม่ วก กลับไปทำ new low ก็นั่นแหละ low จริง ….. รอซื้อ ตอนมันฟื้นตัว ยังถูกกว่าซื้อถัวมาตลอดทาง” ป๋าบุญชัย อดีตเทรดเดอร์มือทองกองทุนข้ามชาติ ร่ายกลยุทธ์การซื้อหุ้นถูกจังหวะตามแบบฉบับรายใหญ่ในตลาดให้ฟัง

ง่ายไหมครับ เล่นหุ้นสไตล์ป๋าบุญ ถ้าลง ก็ปล่อยมันลงจนสุดก่อน พอฟื้นตัว เข้าซื้อแพงกว่า Low นิด ก็ยังไม่สาย

แต่ไม่วายได้ยินคนบ่น “ไม่ซื้อหรอก ถ้าไม่ได้ราคา low” ….. โถ เวรกรรม จ้องจะซื้อที่ Low ให้ได้ ว่างั้น

แล้ว ทำไม เซียนหุ้นพันล้านไม่ชอบซื้อของถูก เวลาที่มันกำลังไหลลงกันล่ะ เดี๋ยวย่องๆ ไปห้อง VIP ของห้องค้าหลักทรัพย์กัน ผมอยากจะไปสอบถามแนวคิด

“อ้าว คุณ ถ้าเมื่อไหร่ ยิ่งซื้อหุ้น ยิ่งได้ของถูก ยิ่งซื้อ ต้นทุนยิ่งลดลง ซวยเลยนะ แสดงว่า เราผิดแล้ว แย่แล้ว ไม่ดีแล้วล่ะ นั่นแหละ หุ้นหมดรอบแล้ว กำลังลดราคาล้างสต๊อค” …. เสี่ย “ม.” เซียนหุ้นพันล้าน ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม พูดดังฟังชัด สอนสั่งกบในกะลาอย่างผม

นี่คือ ความต่างระหว่างพ่อค้าหุ้นที่ยิ่งใหญ่ กับ พ่อค้าแม่ค้ามือใหม่สมัครเล่น จริงๆ

ยัง มีนักลงทุนกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งครับ ที่ไม่นิยมซื้อหุ้นยอดฮิตที่กำลังดิ่งลงจากที่สูง แต่ชอบแสวงหาหุ้นที่ราคาต่ำเตี้ยติดดิน และ มีราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี โดยคิดว่า ซื้อของได้ถูกกว่ามูลค่าทางบัญชี แล้วรอคอยด้วยหวังว่า สักวันหนึ่ง เดี๋ยวมันก็จะขึ้นมาได้ เพราะที่ผ่านมา ราคามันก็ต่ำพอแล้ว

ความคิดดูเหมือนจะดี แต่เราจะรู้ได้ยังไงครับ ว่าที่ราคาถูก เป็นเพราะคนในตลาดเลิกให้ความสำคัญกับมันไปแล้วหรือยัง

ฟัน ธงเลยครับ ว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้าซื้อหุ้นที่ราคาลงมามากแล้ว ราคาต่ำเตี้ยติดดินแล้ว และ ราคาหุ้นนั้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีด้วย ล้วนเงินจม หรือไม่ก็เสียหายหนัก ในภายภาคหน้า

ถ้าหุ้นนั้นมีอนาคต เจ้าของเขาไม่เห็นหรอครับ? กองทุนและต่างชาติ รวมทั้งรายใหญ่ ผู้บริหาร ผู้ตรวจสอบบัญชี นายธนาคาร เขาไม่เห็นหรอ?

และถ้าเขาเห็น แล้วอัดฉีดเม็ดเงินกว้านซื้อหุ้นตัวนั้น ราคามันจะไม่กระดิกขึ้น จนแพงกว่ามูลค่าทางบัญชี ในเวลาอันรวดเร็ว หรือครับ

ทำไมไม่มีใครสน? มีอะไรที่ข้อมูลในงบดุล งบกำไรขาดทุน และ งบกระแสเงินสด ยังไม่ได้บอกเรา?

ในโลกนี้ มีเพียงเรา เท่านั้นหรือครับ ที่เล็งเห็นว่า หุ้นตัวนี้ มีราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี

จริงๆ แล้ว ผู้จัดการกองทุน หรือ นักลงทุนต่างชาติ หรือ นักลงทุนรายใหญ่ เขาไม่ได้สนด้วยซ้ำไป ว่า ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี มากน้อยขนาดไหน ราคาถูกขนาดไหน เวลาเขาเฟ้นหาหุ้นในดวงใจ เขามองไปที่แนวโน้มของกิจการ เขาไปมองที่อนาคตมากกว่า

หุ้นลงทุนของกองทุนทั้งไทยเทศ จึงมีแต่หุ้นที่ราคาสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีทั้งนั้น เพราะหุ้นมันมี “ความต้องการซื้อ” สูงเกินกว่า ปริมาณหุ้น ที่ผู้ถือหุ้นนั้น ขนออกมาวางขาย ราคาของหุ้นที่ดี มีอนาคต จึงไม่ควรต่ำไปกว่ามูลค่าทางบัญชี

สังเกตง่ายๆ หุ้นตัวไหน ราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี มันก็จะต่ำอย่างนั้นตลอดไป ไม่ว่าจะผ่านไปกี่เดือน กี่ปี ก็ตาม


ขอบคุณที่มา http://www.ThaiDayTrade.com


Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2552

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556

การใช้ PE เพื่อพิจารณาดูหุ้นถูกหรือหุ้นแพง

การใช้ PE เพื่อพิจารณาดูหุ้นถูกหรือหุ้นแพง

PE ย่อมากจา Price to earning ratio มาจากสูตร ราคาตลาดหารด้วยกำไรสุทธิต่อหุ้น

สมมุติ ว่าราคาหุ้นอยู่ที่ 100 บาท และมีกำไรสุทธิต่อหุ้น ณ ปัจจุบัน เท่ากับ 10 บาท ดังนั้น PE จะอยู่ที่ 100 หารด้วย 10 คือ 10 เท่า

ความหมายของ PE ง่าย ๆ ก็คือ กำไรสุทธิต่อหุ้นในเวลากี่ปีจึงจะคืนทุนเท่ากับราคาที่เราลงทุนเริ่มแรกครับ

ถ้าเป็นไปตามกรณีตัวอย่างนี้ก็ประมาณ 10 ปีคืนทุนครับ

แต่ จะเป็น 10 ปีคืนทุนได้ ก็หมายความว่า กำไรสุทธิต่อหุ้นต้องไม่ต่ำกว่า 10 บาททุกปี ถ้าต่ำกว่า 10 บาทเมื่อใด ระยะเวลาในการคืนทุนก็จะยาวกว่า 10 ปี หรือ PE ในอนาคตอาจสูงกว่า 10 เท่าได้ ทำนองเดียวกัน ถ้ากำไรสุทธิต่อหุ้นในอนาคตมันสูงกว่า 10 บาท ก็จะทำให้ระยะเวลาในการคืนทุนก็จะสั้นกว่า 10 ปี หรือ PE ในอนาคตอาจต่ำกว่า 10 เท่าก็ได้

นักลงทุน Vi จะสนใจข้อมูลในอดีตและปัจจุบัน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการประมาณการแนวโน้มของการทำกำไรว่ามีความสม่ำเสมอ เพียงใด ยั่งยืนเพียงใด ศักยภาพการทำกำไรมีความสามารถในการแข่งขันเพื่อปกป้องกำไรในอนาคตไม่ให้ตก ต่ำลงหรือไม่มีความเสี่ยงในอดีตในเรื่องการทำกำไรอย่างไรหรือไม่ที่ทำให้ กำไรผันผวนเกินกว่าการดำเนินงานปกติ

PE สูงในปัจจุบัน อาจเกิดจากการคาดการณ์กำไรในอนาคตที่จะเติบโตสูงขึ้น ยิ่งกำไรในอนาคตสูงขึ้นมากเท่าใด นักลงทุนก็อาจจะให้ Premium PE ที่สูงเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเราคาดคะเนกำไรในอนาคตจะเติบโตน้อย หรือไม่เติบโต หรืออาจลดลง แบบนี้นักลงทุนก็อาจจะให้ discount PE คือ กำหนด PE ให้ต่ำไว้เพื่อรองรับการปรับตัวของกำไรที่เกิดขึ้นในอนาคตที่ปรับลดลง

เนื่อง จากเป็นการคาดคะเน Mr market ก็อาจจะมีการคาดคะเนกำไรที่ผิดพลาดเกิดขึ้น ทำให้ราคาตลาดผันผวนไปตามการคาดการณ์ของนายตลาดซึ่งเราต้องถือว่า Market มันไม่ Efficiency ทำให้เกิดโอกาสของนักลงทุน VI ที่จะสามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่ Market คาดการณ์ผิดพลาดได้ เราจึงต้องวิเคราะห์หุ้นด้วยตนเองครับ แล้วใช้นายตลาดให้เป็นประโยชน์แต่ไม่ต้องทำตามนายตลาดครับ

ตัวอย่างที่ Mr Market ตีราคาหุ้น PE ครับ

เช่น คิดว่ากำไรจะเติบโตสูง นายตลาดก็ให้ PE ที่สูงมาก แต่กลายเป็นว่า กำไรอาจปรับลดลงในอนาคต แบบนี้ก็เสีย่งต่อการขาดทุน ดังนั้นการซื้อหุ้นที่ PE สูงมากในปัจจุบัน ก็มีความเสี่ยงต่อกำไรที่อาจไม่เติบโตตามที่ตลาดคาดการณ์ในอนาคตก็ได้

ทำนอง เดียวกันซื้อหุ้นที่ PE ต่ำมากเพราะคิดว่าถูกมาก ๆ เนื่องจากนายตลาดตีราคา PE ให้ต่ำ เพราะได้ Discount กำไรสุทธิต่อหุ้นในอนาคตที่จะต่ำลงไว้แล้ว แต่อาจกลายเป็นว่า กำไรสุทธิที่คาดว่าจะต่ำลง แต่กลับกลายเป็นว่ากำไรสุทธิที่เกิดขึ้นจริงในอนาคตกลับสูงขึ้นมากเพราะ ปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนแปลงไปมาก ๆ เป็นต้น แบบนี้เราก็อาจซื้อหุ้นได้ในราคาที่ถูกจริง และมีโอกาสที่หุ้น PE ต่ำดังกล่าวอาจปรับตัวเป็น PE ที่สูงขึ้นได้ในอนาคตหรือแม้แต่ PE เท่าเก่า แต่ราคาก็ปรับตัวสูงขึ้นตามผลกำไรที่มากขึ้นครับ เนื่องจากพื้นฐานหุ้นอาจเปลี่ยนแปลงไป ทำให้กำไรสุทธิเพิ่มสูงขึ้นมาก และมีสม่ำเสมอของกำไรที่ดีขึ้นในอนาคตครับ

ปกติทั่วไปแล้ว หุ้นทั่ว ๆ ไป เราควรลงทุนในระดับ PE ไม่เกิน 10 เท่า คือ 10 ปี คืนทุน หรือผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณ 10% ต่อปีใกล้เคียงกับผลตอบแทนของตลาดในเมืองไทยประมาณ 11% -12% ต่อปี

แต่ ถ้า PE ที่สูงกว่านี้ หรือต่ำมาก ๆ ตรงนี้เราต้องใช้ความรู้พิเศษจริงๆ ที่จะต้องศึกษาเพิ่มเติมว่า กำไรสุทธิในระยะยาวจะเป็นอย่างไรครับ เพราะ PE ที่ต่ำมากปัจจุบัน หรือสูงมาก ๆ ในปัจจุบัน จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตเมื่อกำไรสุทธิเทียบกับการคาดการณ์นั้นไม่เป็นไปตาม ที่ Mr market คาดการณ์ไว้ครับ ซึ่งทำให้เกิดโอกาสและความเสี่ยงจากการลงทุนได้ครับ

จริง ๆ แล้วในตลาดก็มี Case ให้เห็นหลาย ๆ ตัวนะครับ

PE ต่ำแล้วในวันนี้ อาจจะเป็น PE ที่สูงมากในอนาคต คือเป็นหุ้นที่แพงมาก ๆ เพราะกำไรสุทธิต่อหุ้นมันปรับลดลงมาก จนบางตัวถึงกับขาดทุนไปเลยก็มีครับ เช่นหุ้นกลุ่มสิ่งทอหลายตัวครับ แต่ก็มีอีกหลาย ๆ ตัวที่ PE ต่ำในวันนี้ และจะต่ำมากยิ่งขึ้น เพราะแทนที่กำไรสุทธิจะต่ำลงตามที่คาดการณ์ แต่กลับปรับตัวสูงขึ้นมากในอนาคตเป็นต้นครับ ยกตัวอย่างหุ้น TR draco SVI ครับ กำไรเพิ่มขึ้นมากเลยครับ

หรือ PE ที่สูงในวันนี้ อาจจะเป็น PE ที่ต่ำมากในอนาคต แม้ปัจจุบันเราจะรู้สึกว่าราคาแพงไปแล้วก็ตาม เพราะกำไรสุทธิต่อหุ้นในอนาคตมันปรับเพิ่มขึ้น หรือเติบโตสูงที่เราเรียกว่า Growth stock คือหุ้นที่ยังเติบโตในอัตราสูงกว่าอัตราเฉลี่ยการเติบโตทั่วไปเมื่อเทียบกับ ผลงานอดีต เทียบกับภาวะอุตสาหกรรม หรือเทียบกับ GDP ก็ตามเป็นต้น ซึ่งก็มีให้เห็นหลายตัว ตัวอย่างเช่น หุ้น Mint เป็นต้นครับ หรือ Pe ที่สูงวันนี้ และแต่ราคาตรงนี้กลับรู้สึกแพงเกินไปยิ่งขึ้นในอนาคตเพราะคาดการณ์ว่าเติบโต สูงแต่ไม่สูงจริง แบบนี้ก็คือแพงในวันนี้แล้วยังแพงยิ่งขึ้นในอนาคตครับ เช่นหุ้นโรงพยาบาลบางตัวครับ ไม่อยากเอ่ยชื่อหุ้นครับ อิ อิ

ดัง นั้นอย่าเพียงดูเฉพาะ PE ในอดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ต้องประมาณการณ์ผลกำไรเพื่อดูเป้าหมาย PE อนาคต ณ ราคาปัจจุบันด้วยครับว่าเป็นอย่างไร นักลงทุนทั่วไปจะตกหลุมพราง PE ปัจจุบันที่ต่ำหรือสูง แต่ไม่ได้คาดการณ์อนาคตของกำไรสุทธิต่อหุ้นครับ ทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการลงทุนได้ง่าย

เวลา VI เขามองนั้นจึงควรจะเน้นที่ผลการดำเนินงานเป็นหลักเพราะเป็นพื้นฐานที่เป็น จริงมากกว่าการดูราคาระยะสั้น ๆ โดยการปรับขึ้นลงของราคาระยะสั้น ๆ นั้นปล่อยให้ Mr market เขาทำงานของเขาไปครับ เพราะเราเชื่อว่าท้ายสุด ราคาตลาดจะสะท้อนตามมูลค่าพื้นฐานที่เป็นจริงต่อไปในอนาคต และได้พิสูจน์ในหุ้นหลาย ๆ ตัวแล้วว่า หากผลการดำเนินงานในระยะยาวดีขึ้นสม่ำเสมอ นอกจากปันผลที่ดีขึ้นแล้ว ราคาก็มักจะเป็นไปตามทิศทางของพื้นฐานที่ควรจะเป็นในระยะยาว แม้ว่าระยะสั้นจะเกิดความผันผวนของราคาที่ปรับลดลงไม่ตรงกับมูลค่าพื้นฐาน ที่เป็นจริงบ้าง เพราะนายตลาดก็จะทำให้หน้าที่ตีราคา สูงกว่า หรือต่ำกว่า ราคาที่แท้จริง แล้วแต่ Mood ของผู้ลงทุนในแต่ละช่วงเวลาที่บางครั้งเราก็ควบคุมกลไกของ Mr market ไม่ได้ครับ

ทั้งหมดนี้เป็นการวิเคราะห์คือหุ้นทั่ว ๆ ไปนะครับ แต่ยกเว้นไม่รวมหุ้นปั่น หรือ หุ้น Big Cap ซึ่งพวกนี้ปรับขึ้นลงบางครั้งไม่ใช่จากปัจจัยพื้นฐานตามที่กล่าวเพียงอย่าง เดียว แต่ปรับราคาบางครั้งก็มาจากเหตุผลอื่น เช่น จาก fund flow บ้าง จากนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้ามาปั่นหรือเก็งกำไรบ้างครับ โดยอาจไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับแต่อย่างใดครับ



โดย: ต่างมุมมอง วันที่: 8 มกราคม 2551 เวลา:17:13:03 น.  

วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การวัดราคาหุ้นด้วย P/E Ratio : สันติ สิงหวังชา

การวัดราคาหุ้นด้วย P/E Ratio : สันติ สิงหวังชา

peratio220
ที่มาhttp://www.sarut-homesite.net/2009

pe-ratio-%E0%B8%AA%E0%B8%B1/
การประเมินราคาอย่างที่ได้บอกไว้ในคราวที่แล้ว แบ่งได้เป็น 2 วิธีหลักๆ วิธี discount (DCF) นั้นผมไม่ค่อยได้ใช้งานเท่าไหร่ แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่าเป็นวิธีที่ไม่ดี เพราะถ้านักลงทุนสามารถที่จะประมาณและคาดการณ์อนาคตได้ค่อยข้างแม่นยำ วิธี discount เป็นวิธีที่ให้คำตอบได้ดีมาก ใครสนใจการประเมินแบบ discount แนะนำให้อ่านหนังสือ วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง เขียนโดย คุณสุมาอี้(นามแฝง) ผมเองเพิ่งอ่านจบไปเมื่อกี้นี้เอง อ่านเข้าใจง่ายและมีตัวอย่างการวิเคราะห์หุ้นของจริงๆให้เห็นหลายรูปแบบ ซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

คราวนี้เรากลับมาพูดถึงวิธี Relative กันบ้างดีกว่า ติดค้างกันไว้นานแล้ว

วิธี Relative ที่ผมใช้บ่อยที่สุดคือ P/E ratio โดยที่ P คือ ราคาหุ้น ในขณะที่ E คือกำไรต่อหุ้น ความหมายของ p/e มองได้ง่ายๆคือ จำนวนปีที่จะคืนทุนโดนสมมุติว่ากำไรคงที่ตลอด เช่น เราซื้อหุ้นราคา 10 บาท กำไรต่อหุ้น 2 บาท เพราะฉะนั้นถ้ากำไรของบริษัทยังคงที่ไปตลอด การลงทุนครั้งนี้ก็จะมีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 5 ปี ดังนั้นถ้าสมมติว่าหุ้นทุกตัวในตลาดมีกำไรคงที่ตลอด หุ้นที่น่าซื้อที่สุดคือหุ้นที่ pe ต่ำที่สุด หรือ มีระยะเวลาคืนทุนต่ำที่สุดนั้นเอง

แต่ชีวิตจริงมันไม่ง่ายอย่างที่เราสมมตินะซิ กำไรของหุ้นในตลาดนั้นมีทั้งเพิ่มขึ้น ลดลง หรือคงที่ ด้วยอัตราที่แตกต่างกันไป เลยเป็นที่มาว่าหุ้นแต่ละตัวจะมี pe ที่เหมาะสมไม่เท่ากัน ลองมาดูตัวอย่างง่ายๆ ข้างล่างนี้
หุ้น a มีกำไรคงที่ตลอดมี
หุ้น b มีแนวโน้มกำไรเติบโต
หุ้น c มีแนวโน้มกำไรลดลง
หุ้น d มีกำไรผันผวนเอาแน่เอานอนไม่ได้

สมมติหุ้นทั้ง 4 ตัวมี pe เท่ากับ 6 เหมือนกันหมด ถ้าให้เลือกหุ้นได้ตัวเดียวเราควรจะซื้อหุ้นตัวไหน จริงๆแล้วคงตอบได้ไม่ยากว่าหุ้น b น่าจะเป็นการลงทุนที่ดีที่สุด เพราะถ้ากำไรไม่โตก็ใช้เวลา 6 ปีในการคืนทุน ถ้ากำไรโตขึ้นด้วยเวลาคืนทุนก็น่าจะสั้นกว่า 6 ปี แต่ถ้าถามกลับกันว่าหุ้นตัวไหนที่ไม่ควรซื้ออย่างมาก ก็น่าจะเป็นหุ้น c เพราะระยะเวลาคืนทุนน่าจะยาวกว่า 6 ปีเป็นแน่ หรือดีไม่ดีอาจจะไม่มีโอกาสคืนทุนเลยก็ได้ถ้าบริษัทกำไรลดลงจนกลายเป็นขาด ทุนไปเลย

ส่วนหุ้น a นั้นแม้ว่าจะไม่ใช่การลงทุนที่ดีที่สุด แต่อย่างไรก็ใช้เวลาคืนทุนประมาณ 6 ปี ก็ไม่ถือว่าเป็นการลงทุนที่แย่เท่าไหร่ ถ้าเปลี่ยนโจทย์ให้สามารถลงทุนได้ 2 ตัว หุ้น a ก็น่าจะอยู่ในตัวเลือกด้วยได้
แต่ปัญหาอยู่ที่หุ้น d นี่แหละครับ จะว่าน่าซื้อหรือว่าไม่น่าซื้อตอบยากเหลือเกิน เพราะกำไรมันเอาแน่เอานอนไม่ได้ เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง บางปีอาจจะขาดทุนมาก บางปีอาจจะพลิกมาเป็นกำไรมาก ในความเป็นจริงแล้วหุ้นที่อยู่ในตลาดมีหุ้นกลุ่มนี้อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น ข้อแนะนำข้อแรก สำหรับการใช้วิธีวิเคราะหุ้นด้วย pe อย่างแรกคือ หลีกเลียงการใช้ pe กับหุ้นที่มี ธุรกิจ รายได้ หรือกำไรที่ผันผวน (จริงๆวิธีดัดแปลงนำไปใช้ก็พอมีอยู่ แต่ในเบื้องต้นยังไม่เอามาพูดดีกว่า เดี๋ยวจะพากันงงไปซะก่อน)

ตอนนี้เราพอจะเข้าใจแนวคิดคร่าวๆของการวัดมูลค่าหุ้นด้วย pe กันบ้างแล้ว ถ้าลองย้อนกลับไปอ่านที่ผมวิเคราะห์หุ้น ilink เอาไว้จะเห็นว่าผมกำหนด pe ที่เหมาะสมของหุ้น ilink เอาไว้ที่ 8 สมมติว่ากำไรที่จะเกิดในปี 49 นี้คิดเป็น e เท่ากับ 1.2 ต่อหุ้น ราคาเหมาะสมก็เอา 8 คูณกับ 1.2 ก็ได้ 9.6 บาท ดูแล้วง่ายเหลือเกิน แต่จริงๆแล้วกว่าที่จะกลายมาเป็น pe ที่ 8 กับ e (กำไรในอนาคต ณ สิ้นปี 49) ที่ 1.2 ก็มีที่มาที่จะเอามาคุยกันได้พอสมควร ติดตามตอนต่อไปครับ
####

การวัดราคาหุ้นด้วย P/E ratio 2
การใช้ pe ในการหาราคาเหมาะสมของหุ้น จะเห็นได้ว่า ตัวแปรที่มีความสำคัญมากๆคือ pe ที่เหมาะสม กับ e ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คราวนี้จะขอพูดเฉพาะ e ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกันก่อนนะครับ
e ในที่นี้คือกำไรต่อหุ้นที่จะเกิดขึ้น โดยปกติผม ถ้าอยู่ในช่วงต้นๆหรือกลางๆปี ผมก็จะคาดการณ์กำไรในอนาคตออกไปจนจบปี อย่างตอนนี้เดือน 8 เหลือเวลาอีก 4 เดือนที่บริษัทจะดำเนินงานจนครบปี ผมก็จะประมาณกำไรออกไปอีก 2 ไตรมาสก็จะได้เป็นกำไรของทั้งปี 49 ซึ่งจะประกาศผลออกมาในช่วงประมาณปลายเดือน กุมภาพันธ์ปี 50 เพราะฉะนั้น ราคาเป้าหมายของหุ้นที่คิดจาก e ตัวนี้จะเป็นเป้าหมายราคาในช่วง ปลายเดือน 2 ปีหน้า ด้วยเช่นเดียวกัน

เวลาส่วนใหญ่ในการวิเคราะห์หุ้นของผม คือการทำความเข้าใจกับธุรกิจให้เพียงพอที่จะสามารถประมาณกำไรให้ได้แม่นยำ ยิ่งแม่นเท่าไหร่โอกาสที่ผมจะถูกก็มีมากขึ้นเท่านั้น ที่นี้คนส่วนใหญ่ก็คงจะงงว่ากำไรจะประมาณอย่างไร อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจในตัวธุรกิจของหุ้นนั้นๆด้วย เราสามารถของย้อนไปดูอดีตของบริษัทว่ารายได้มีแนวโน้มเป็นอย่างไร ต้นทุนผันผวนรึเปล่า .. โดยปกติผมมักจะชอบลงทุนในหุ้นที่ผลงานไม่ค่อยผันผวนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการคาดการณ์อนาคตก็จะไม่ซับซ้อนมาก 

สิ่งต่อมาที่ต้องดูคือ พยายามหาให้ได้ว่าบริษัทมีการตั้งเป้าการเติบโตอย่างไร ซึ่งหุ้นหลายตัวมักจะมีการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวโน้มของธุรกิจอยู่เรื่อยๆ เราก็สามารถนำตัวเลขเหล่านี้มาประมาณรายได้คร่าวๆได้ แต่จะให้ดีควรจะดู Track ย้อนหลังไปด้วยว่าในอดีตที่ผู้บริหารมีการคาดการณ์อนาคต ผลลัพธ์ที่ออกมาใกล้เคียงความจริงเท่าไหร่ เพราะผู้บริหารมีหลายประเภท พวกหนึ่งก็มักจะมองโลกในแง่ดี คือประมาณเกินความจริง อีกพวกก็อาจจะ conservative หน่อย คือประมาณไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง อีกพวก็อาจจะประมาณได้ใกล้เคียงความจริง หรือกลุ่มสุดท้ายคือไม่ค่อยซื่อเท่าไหร่ ออกมาให้ข่าวเพื่อสร้างราคา โดยไม่ได้มีความสัมพันธ์กับความจริงเลย เราจำเป็นต้องนำปัจจัยเหล่านี้มาคำนึงในการประมาณรายได้ด้วย แต่ถ้าเป็นผู้บริหารกลุ่มสุดท้ายที่เชื่อถือไม่ค่อยได้ หลีกให้ห่างเลยดีกว่า ไม่ต้องไปเสียเวลาประมาณเพราะยังไงก็คงเดาไม่ถูก (ถ้าความมั่นใจในการประมาณน้อย ควรจะประมาณรายได้ให้ต่ำไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัย)

หลังจากประมาณรายได้แล้วต่อมาก็ประมาณกำไร โดยใช้ดูเอาจากอดีตว่ามีอัตราการทำกำไรเท่าไหร่ กำไรขั้นต้นเป็นอย่างไร ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเป็นกี่ % ของรายได้ แล้วประมาณออกมาเป็นกำไร (ถ้าผู้บริหารมีการคาดการณ์อัตรากำไรขั้นต้นมาให้ด้วย ก็สามารถเอามาใช้ได้ แต่อย่าลึมนะว่าเป็นผู้บริหารประเภทไหน) เรื่องที่ควรคำนึงถึงในขึ้นตอนนี้คือ ต้นทุน (วัตถุดิบ ค่าแรง การลงทุนในสินทรพย์ถาวร ที่จะเกิดมาเป็นค่าเสื่อมราคา ฯลฯ) มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญรึเปล่า ถ้าต้นทุนเพิ่มสูงมาก ก็ควรประมาณอัตรากำไรขั้นต้นให้ลดลงมากหน่อย ค่าใช้จ่ายขายและบริหารปกติจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเร็วมาก โดยส่วนใหญ่แล้ว ถ้ารายได้เพิ่มขึ้น 10% ค่าขายและบริหารมักจะเพิ่มไม่ถึง 10% ถ้าไม่แน่ใจก็ประมาณให้ค่าใช้จ่ายสูงๆไว้ก่อนเป็นดี (อันนี้ขึ้นอยู่กับธุรกิจ ควรดูเปลี่ยนเทียบจากงบการเงินในอีตว่าค่าใช้จ่ายขายและบริหารมีการเปลี่ยน แปลงอย่างไรเทียบกับรายได้)

หลังจากประมาณกำไรได้แล้วก็หารด้วยจำนวนหุ้น กลายเป็น eps จนจบปี แล้วก็เอามาคูณ pe ที่เหมาะสมของหุ้นนั้นๆ ก็จะได้ราคาเป้าหมายออกมาได้ไม่ยาก …. อย่าลืมที่ในขั้นตอนการประมาณถ้ามีจุดไหนที่ไม่มั่นใจให้ประมาณโดยกดให้กำไรต่ำไว้เสมอ และ ที่สำคัญห้ามหลอกตัวเอง อย่ามองโลกในแง่ดีจนเกินเหตุเพราะจะทำให้เราคำนวณราคาเป้าหมายได้สูง โอกาสขาดทุนจะเยอะ ในขณะที่มองโลกในแง่ร้ายเกินเหตุอย่างน้อยก็ไม่ทำให้เราขาดทุน แค่อาจจะทำให้เสียโอกาสในการซื้อหุ้นราคาถูกเท่านั้นเอง (ยังไงเสียดายน้ำลายหก ก็ยังดีกว่าเสียใจน้ำตาตกอยู่ดี)

สำหรับผม ถ้าจะประมาณกำไรได้แม่นๆนั้น ส่วนใหญ่จะต้องมีโอกาสได้คุยกับผู้บริหารด้วย เพราะทำให้เราเข้าใจธุรกิจเค้ามากขึ้น โดยปกติผมชอบยิงคำถามเหล่านี้ เช่น ตั้งเป้ารายได้โตกี่ % อัตรากำไรขั้นต้นจะรักษาระดับเดิมไว้ได้มั๊ย มีปัจจัยอะไรที่น่าเป็นห่วงสำหรับธุรกิจมั๊ย ฯลฯ ก็จะทำให้เราได้ข้อมูลในการประมาณกำไรได้พมสมควร นอกจากนี้การพูดคุยยังทำให้เราพอจะมองออกได้ว่านิสัยของผู้บริหารเป็นอย่าง ไร ขี้โม้หรือเปล่า ซื่อสัตย์รึเปล่า หรือว่า มีฝีมือรึ้เปล่า โอกาสที่จะได้คุยกับผู้บริหารก็อาจจะน้อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเลย ไว้จะมาเล่าอีกที่ครับ วันนี้เท่านี้ก่อนละกัน
####

การวัดราคาหุ้นด้วย P/E ratio 3

ในการเลือกซื้อหุ้นเราต้องเทียบระหว่างราคาที่เราจะจ่ายกับ คุณภาพของหุ้น ยิ่งหุ้นมีคุณภาพสูง pe ที่เหมาะสมของหุ้นนั้นๆก็ควรจะสูงไปด้วยการประเมินคุณภาพของหุ้น ผมมองว่าเป็นศิลปะ ไม่มีสูตรตายตัวในการคิดออกมาเป็นตัวเลข เพราะคุณภาพนั้นมันวัดออกมาเป็นตัวเลขได้ยาก ก็อาศัยใช้ประสบการณ์ฝึกดูไปเรื่อยๆก็พอจะได้ไอเดียว่าหุ้นประเภทไหนควรมี pe เท่าไหร่ 

โดยผมจะมี check list คร่าวๆในใจ เอาไว้ประเมินคุณภาพของหุ้นดังนี้
การเติบโตของรายได้ : แนวโน้มอุตสาหกรรม , ความสามารถของคู่แข่ง , ความสามารถในการเพิ่มยอดขายของบริษัท

ความสามารถในการควบคุมต้นทุน : อำนาจต่อรองเทียบกับ supplier , ความสามารถในการผลักภาระไปให้ลูกค้า


ความผันผวนของรายได้และกำไร : ยิ่งผันผวนมาก ผมมองว่าคุณภาพจะค่อนข้างต่ำ
ผู้บริหาร : ความซื่อสัตย์ , ความขยัน , ความเก่ง (ต้องระวังผู้บริหารที่ขี้โม้เก่งนิดนึง เพราะเราอาจจะคิดว่าฝีมือดีทั้งที่จริงๆแล้วอาจจะไม่ได้เรื่องเลยก็ได้)


โครงสร้างการเงินของบริษัท : หนี้สินเทียบกับส่วนทุน , หนี้สินเทียบกับกำไร , เงินสดที่เหลืออยู่หักด้วยหนี้สิน

ฯลฯ

จากปัจจัยต่างๆข้างต้นที่เป็นตัววัดคุณภาพ ลองพยายามประเมินออกมาให้ได้ว่าหุ้นที่เราวิเคราะห์นั้นอยู่ในกลุ่มไหน แล้วลองเอามาเทียบกับหุ้น 5 กลุ่มข้างล่างที่ผมเขียนเอาไว้

หุ้นที่มีคุณภาพแย่ (หุ้นเกรด F) กิจการที่ขาดทุน หนี้สินเยอะๆ หรือกำไรเอาแน่เอานอนไม่ได้ ปีนึงกำไร ปีนึงขาดทุน หรือพวกที่ผู้บริหารไว้ใจไม่ได้ พวกนี้ไม่ต้องประเมิน pe หรอกครับอย่าไปซื้อมันเลยดีกว่า

หุ้นที่มีคุณภาพกลางๆ (หุ้นเกรด C)
หนี้สินกลางๆ รายได้และกำไรไม่ค่อยเติบโต หรือเติบโตช้าไม่เกิน 5% ต่อปี pe ควรจะอยู่แถวๆ 5-6

หุ้นคุณภาพดีพอใช้ (หุ้นเกรด B)
หนี้ไม่มาก รายได้ไม่ผันผวนโตอย่างสม่ำเสมอ กำไรในอนาคตเติบโตระดับ 5-15% ต่อปี pe น่าจะประมาณ 6-9

หุ้นคุณภาพดี (เกรด A) หนี้น้อย หรือไม่มีเลย รายได้โตอย่างต่อเนื่อง กำไรในอนาคตคาดว่าจะโตในระดับ 15% ขึ้นไป pe เหมาะสมประมาณ 9-12

หุ้นสุดยอด (Super stock) หนี้น้อยหรือไม่มี รายได้มั่นคงมากและโตขึ้นอย่างสม่ำเสมอ กำไรโตขึ้นในระดับ 20-30% ผู้บริหารเก่ง ขยัน ซื่อสัตย์ แนวโน้มธุรกิจดี มีอำนาจในการต่อรองต่อ supplier สูง อยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่แข่งขันกันเรื่องราคาเป็นหลัก สามารถผลักภาระให้ลูกค้าได้ ฯลฯ พวกหุ้นชั้นยอดพวกนี้ pe ตั้งแต่ 12 ขึ้นไปจนถึง 20

ตัวเลขที่แสดงเป็นเพียงแค่ Guideline คร่าวๆเท่านั้นนะครับ อย่าไปคิดว่าเป็นสูตรตายตัวอะไร ที่แบ่งออกมาเป็นกลุ่มแบบนี้ผมว่าเข้าใจง่ายดี อ่าน Blog วันนี้แล้วจำเกรดของหุ้นไว้ด้วยก็ดีนะครับ เผื่อในอนาคตผมอาจจะยกเกรดเหล่านี้มาใช้ในสื่อสารให้เข้าใจได้ตรงกัน

ปล.ตามการประเมินมูลค่าหุ้นด้วย pe ก็ยังมีข้อจำกัด และข้อควรระวังหลายประการ ซึ่งจะเอามาพูดกันต่อในคราวหน้านะครับ
####

ข้อจำกัดของการใช้ pe
ที่บอกไปวันก่อนนะครับว่าการใช้ pe ประเมินราคาหุ้นยังมีข้อจำกัดอยู่บางกรณี ผมจะขอยกตัวอย่างให้ดูกันนะครับ

มีอยู่ช่วงนึงที่หุ้นกลุ่มเดือนเรือวิ่งขึ้นกันกระจาย ตอนนั้นเองผมก็เล่นไปกับเค้าด้วย แต่ตอนนั้นยอมรับครับว่าไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเท่าไหร่ อาศัยเล่นตามๆเค้าไป เห็นเค้าบอกว่าค่าระวางเรืออยู่ในช่วงขาขึ้น psl หุ้นเรือเทกอง วิ่งจากประมาณ 6 (ปรับการแตกหุ้นแล้ว) ไปถึง 50 กว่าบาท หุ้น tta วึ่งจาก 10 บาทไป 40 บาท ตอนนั้นผลประกอบการของกลุ่มเรือออกมาดีจนน่าใจหาย กำไรพุ่งพรวดเป็นประวัติการณ์ แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปพักนึง ค่าระวางเรือเริ่มไหลจากจุดสูงสุดลงมาเรื่อยๆ ราคาของหุ้นเดินเรือก็ไหลลงตามเช่นเดียวกัน psl ไหลจาก 50 ลงมา เหลือ 30 กว่าๆ (ผมขายไปแถว 35-38 บาท) tta ก็ไหลลงมาเหลือ 20 กว่าๆ เพราะคนส่วนใหญ่มองว่าอนาคตของกลุ่มเดินเรือจะไม่หรูหราเหมือนงบที่ประกาศ ออกมาอีกแล้ว

เรื่องที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเดินเรือข้างต้น ก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดในตลาดหุ้นที่ธุรกิจก็มีขึ้นมีลง ราคาหุ้นก็มีขึ้นมีลง เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่คนเล่นหุ้นอย่างเราต้องยอมรับกันแต่มีเรื่องที่น่า สังเกตอยู่อย่างหนึ่งก็คือ เราสามารถใช้ pe ในการวิเคราะห์หุ้นเรือได้รึเปล่า? เนื่องจากค่าระวางเรือที่เพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงนั้นทำให้ผลประกอบการที่ผ่าน มาของกลุ่มเรือสูงมาก การใช้ pe ที่คำนวณจากผลประกอบการในอดีต (ที่เห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์) จะทำให้หุ้นกลุ่มนี้มี pe ต่ำมากๆ บางตัวอาจจะมี pe เพียงแค่ 3-4 เท่านั้น แต่หุ้นเรือนี้ราคาถูกจริงรึเปล่า? ผมว่าเนื่องจากความเป็นวัฏจักรของธุรกิจเดินเรือที่จะมีช่วงที่ ค่าระวางเพิ่มขึ้นสูงจนกำไรดีมาก และช่วงที่ค่าระวางลดลงจนถึงกับทำให้บริษัทเหล่านี้ขาดทุนได้ง่ายๆ ถ้าค่าระวางเรือเป็นขาลง ผลกำไรของกลุ่มจะลดลง จนทำให้ e ที่ใช้คำนวณนั้นลดลง ถ้าหุ้นราคาไม่ลง pe ก็จะทำให้ pe นั้นเพิ่มขึ้นอย่างมากหุ้นก็จะมีถูกอีกต่อไป ใครซื้อเข้าไปตอน pe ต่ำๆก็อาจจะขาดทุนได้ง่ายๆเหมือนกัน

โดยสรุปแล้วจะเห็นว่าหุ้นที่เป็นวัฏจักรรายได้มีช่วงขาขึ้นและขา ลง การใช้ pe ประเมินราคาไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมนัก เพราะหุ้นที่ดูเหมือนราคาถูกอาจจะกลายที่ราคาแพงขึ้นมาได้ทันทีที่ผลกำไรของ บริษัทลดลงตามวัฏจักร

ปล. ผมไม่ได้บอกว่าหุ้นเรือไม่ดีนะครับ เพราะที่ผ่านมาหุ้นก็วิ่งขึ้นลงตามดัชนีค่าระวางเรือที่ผันผวนมาตลอด การจะทำกำไรจากหุ้นเรือได้คงต้องเข้าใจธุรกิจนี้เป็นอย่างมากพอที่บอกได้ว่า ค่าระวางเรือจะเป็นอย่างไหรในอนาคต (ซึงยากเอามากๆ) อย่าลืมนะครับ สำหรับหุ้นที่เป็นวัฏจักร (พวกเรือ เคมี ปิโตรเลียม ฯลฯ) อย่าเผลอไปใช้ pe ในการประเมินราคา ไม่งั้นเดี๋ยวจะหาว่าผมไม่เตือน

การวัดราคาหุ้นด้วย P/E ratio
Yoyo’s Value Investing Way
สันติ สิงหวังชา