เลือกหุ้นสไตล์ Warren Buffett: Part III การประเมินราคาหุ้น
Part III การประเมินราคาหุ้นในอนาคต
Mary Buffett ในหนังสือ The Warren Buffett Stock Portfolio กล่าวถึง หุ้นที่ Warren Buffett ถืออยู่ จำนวน17หลักทรัพย์ คือ
American
Express, The Bank of New York Mellon, Coca-Cola, Conoco Phillips,
Costco Wholesale Corp, GlaxoSmithKline, Johnson & Johnson, Kraft
Foods, Moody's Corp, Procter & Gamble, Sanofi S.A., Torchmark Corp,
Union Pacific Corp, U.S. Barncorp, Wal-Mart Stores, Washington Post,
Wells Fargo
ในที่นี้ เราจะเลือกหุ้นมาเพียงหนึ่งบริษัท คือ Procter & Gamble เพื่ออธิบายถึงการประเมินราคาหุ้นในอนาคตตามสไตล์ Buffett ตลอดจนเหตุผลที่เขาเลือกซื้อหุ้นนี้ (อะไรคือ competitive advantage ของบริษัทนี้) เพื่อเป็นตัวอย่างให้ท่านที่สนใจ ลองนำไปประยุกต์ใช้ในการลงทุนของตนเอง
ข้อมูลบริษัท Procter & Gamble Company
สำนักงานใหญ่: Cincinnati, USA
อุตสาหกรรม: สินค้าอุปโภค บริโภค
ข้อมูลสำคัญ
ก่อตั้งปี ค.ศ. 1837
ยอดขายต่อปี (2011) : $82,000 ล้าน
กำไรสุทธิ (2011) : $11,900 ล้าน
กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) : $3.98
อัตราการเติบโตของ EPS (2001-2011): 9.82% ต่อปี
ผลตอบแทนเงินปันผล (2011): $2.10 ต่อหุ้น = 3.3% ของราคาหุ้น
ปีที่ Berkshire ซื้อ : 2005
จำนวนหุ้นรวมที่ซื้อ : 72,391,036 หุ้น
ราคาเฉลี่ยที่ Berkshire ซื้อ : $6.40 ต่อหุ้น
ราคาในเดือนธันวาคม 2011 : $61 ต่อหุ้น
กำไรรวม (Unrealized gain) : $3,900 ล้าน
อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี (ไม่รวมเงินปันผล) : 45.6%
P&G เป็นผู้ผลิตและจำหน่าย สินค้าอุปโภค บริโภค ที่ใช้ในครัวเรือนจำนวนมากมายหลายชนิด ตัวอย่างสินค้าที่ท่านอาจใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ
Oral B - ยาสีฟัน และแปรงสีฟัน
Duracell - ถ่านแบตเตอรี่สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า
Gillette - มีดโกนหนวด และโฟม
Head & Shoulders - แชมพูขจัดรังแค
Olay – เครื่องสำอางประทินผิวสตรี
Pampers - ผ้าอ้อมสำเร็จรูป
Tide - ผงซักฟอก
ความได้เปรียบด้านการแข่งขัน (competitive advantage)
- มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง (ลูกค้ามีความภักดีต่อแบรนด์สูง) ซึ่งดูได้จาก ส่วนแบ่งการตลาด (market share) ที่อยู่อันดับต้นๆของแต่ละผลิตภัณฑ์ และอัตรากำไรต่อยอดขายที่สูงกว่าคู่แข่ง
- สินค้าของP&G ครอบ คลุมวิถีชีวิตประจำวันของคนทั่วไป ตั้งแต่ตื่นนอน ถึงเข้านอน และเป็นสินค้าที่ใช้หมดไปในเวลาอันสั้น ต้องมีการซื้อทดแทนบ่อยๆ
- P&G มีบริษัทในเครือกระจายอยู่ทั่วโลก กำไรสะสม(retained earnings ) ประมาณ 42% ที่ ปรากฏอยู่ในงบดุล เป็นกำไรจากสาขาที่อยู่นอกสหรัฐฯ ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของประเทศสหรัฐฯ (ตราบเท่าที่ไม่มีการโอนกำไรดังกล่าวกลับประเทศสหรัฐฯ) สิ่งนี้เป็นข้อได้เปรียบของบริษัทที่มียอดขาย และกำไรในสัดส่วนที่สูงจากบริษัทลูกที่อยู่ในต่างประเทศ
ความได้เปรียบด้านการแข่งขันนี้ได้สะท้อนอยู่ใน กำไรสุทธิต่อหุ้น(EPS) ที่มีอัตราการเติบโตสะสม (compound annual growth rate) เฉลี่ยปีละ 9.82% ในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา แม้ต้องเผชิญกับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในช่วงปี 2008-2009
การประเมินราคาหุ้น (Valuation) ใน10 ปีข้างหน้า
1.) หาอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ที่ผ่านมาในอดีต
Buffett นิยมใช้ข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อย10 ปี แต่ในกรณีที่ท่านหาข้อมูลของหุ้นที่ท่านพิจารณาอยู่ ได้ไม่ถึง10 ปี สัก5-7ปีก็ยังดีครับ
ข้อสังเกต คือ EPS ของP&Gมีการเพิ่มขึ้นค่อนข้างสม่ำเสมอยกเว้นในช่วงปี 2009-2010 ซึ่งเกิดจากผลกระทบในทางลบจาก Hamburger Crisis
อัตราการเติบโตของ EPS ในช่วง10ปีที่ผ่านมาคำนวณให้จากสูตร
อัตราการเติบโตต่อปี = [((EPS ปีสุดท้าย/ EPS ปีแรก)^(1/n)) - 1] * 100%
โดย n = จำนวนปี
ในที่นี้ n = 10 (เริ่มต้นจากสิ้นปี 2001 สิ้นสุดที่ สิ้นปี 2011)
ดังนั้นอัตราการเติบโตต่อปีของEPS = [ ((3.98/1.56)^(1/10)) - 1 ] * 100%
= [ ((2.551)^(1/10)) -1 ] * 100%
= 9.82 %
2.) ประมาณการกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ใน 10 ปีข้างหน้า
โดยใช้สูตร
EPS ในอนาคต = (EPS ปัจจุบัน) * ( 1 + (อัตราการเติบโตต่อปีของEPS /100))^n
โดย n = จำนวนปี
ในที่นี้ n = 10 (เราอยากทราบว่าEPS ใน10 ปีข้างหน้ามีค่าเท่าไร)
อัตราการเติบโตต่อปีของEPS = 9.82 % (จากการคำนวณในข้อ 1 )
EPS ใน 10 ปีข้างหน้า = (3.98) * (1.0982)^(10)
= (3.98) * (2.55)
= 10.16
3.) คำนวณราคาหุ้นในอนาคต โดยใช้สูตร
Price per share = (Price per share/Earning per share) * Earning per share
= P/E ratio * EPS
ในขั้นตอนที่ 2 เราคำนวณ EPS ใน10ปีข้างหน้าได้เท่ากับ $10.16 คำถามคือ เราจะใช้P/E ratio เท่าไรในการคำนวณ เราอาจใช้P/E ratio เฉลี่ยในช่วงที่ผ่านมา หรือ P/E ratio ของปีที่ต่ำที่สุดเพื่อให้มี margin of safety
ในกรณีนี้ Mary Buffett ใช้ P/E ratio = 16.4 ซึ่งเป็นค่าต่ำสุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น
Price per share (ในปี 2021) = 16.4 * 10.16
= $166.62
4.) หาผลตอบแทนจากการลงทุน
ถ้าเราซื้อหุ้น P&G ตอนปลายปี 2011 ที่ราคาตลาด $61 และขายในปี 2021
ที่ราคา $166.62 ผลตอบแทนรวมจะเท่ากับ [(166.62 - 61)/61] * 100% = 173%
ส่วนผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีหาได้จากสูตร
ผลตอบแทนเฉลียต่อปี = [((ราคาหุ้นปีสุดท้าย / ราคาตั้งต้น)^(1/n)) - 1] * 100%
โดย n = จำนวนปี
ในที่นี้ n = 10 ปี (ซื้อหุ้นปลายปี 2011 ขายปลายปี 2021)
ดังนั้น ผลตอบแทนต่อปี (Compound Rate of Return)
= [((166.62/61) ^ (1/10)) -1] * 100%
= 10.57%
โดยสรุป เราซื้อหุ้นนี้ ณ ปลายปี 2011 ที่ราคา $61 ถ้าหุ้นนี้มีอัตราการเติบโตของEPS เท่ากับ9.82%ต่อปี (ตามสถิติในช่วงปี10ปีที่ผ่านมา) ทำให้EPS ใน10 ปีข้างหน้าเท่ากับ $10.16 นอกจากนั้น ถ้าตลาดให้ค่า P/E ratio ของหุ้นนี้ในปี 2021เท่ากับ 16.4 เท่า (ซึ่งเป็นค่า P/E ratio ที่ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา) ราคาหุ้นนี้ ณ ปลายปี 2021 จะเท่ากับ $166.62 ซึ่งคิดเป็นผลตอบแทนต่อเงินลงทุน เท่ากับ 173% หรือคิดเป็น ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีเท่ากับ 10.57% รวมกับปันผลอีกประมาณ3.3%ต่อปี เป็น 13.87% (ปันผล3.3%นั้นถูกนำมาจากปี2011)
ท่านคิดว่า ผลตอบแทนประมาณนี้น่าสนใจไหม?
Buffett คิดว่าน่าสนใจ นั่นคือเหตุผลที่เขายังถือหุ้นนี้ต่อไป แม้ว่า ณ ราคาตลาดในปัจจุบัน เขาจะมีกำไรจากหุ้นบริษัทนี้ประมาณ $3,900 ล้าน
ถึงบรรทัดนี้ ท่านผู้อ่านคงจะพอเข้าใจแล้วว่า แนวทางในการพิจารณาเลือกหุ้นของ Buffett เป็น
อย่างไร (เข้าใจง๊ายง่าย แต่ทำย๊ากยาก)
และการประเมินราคาหุ้นในอนาคตอย่างเรียบง่ายของเขาทำอย่างไร
(ใช้เครื่องคิดเลขราคาไม่กี่ร้อยก็คำนวณได้แล้ว) ส่วนที่ยากที่สุด
และเราไม่สามารถช่วยท่านได้ คือ การเปลี่ยนทัศนคติของท่าน (และของเราด้วย)
ให้ลงทุนลงแรง ค้นคว้า ศึกษาข้อมูล ของบริษัทที่เราจะลงทุน
เพื่อเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า
บริษัทนั้นๆมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันที่ยั่งยืน (durable competitive advantage) ด้านใด ที่จะทำให้กำไรของบริษัทมีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอในอนาคต
ในตอนต่อไป ซึ่งเป็นPart สุดท้ายของบทความชุดนี้ เราจะลองหาบริษัทในSETที่คาดว่ามี durable competitive advantage มาเป็นกรณีศึกษาในการประมาณการผลตอบแทนจากการลงทุนตาม สไตล์ Warren Buffett.
หุ้นถูกและหุ้นแพง ในมุมมองของนักลงทุนที่มีแนวความคิดในการเลือกซื้อหุ้นที่ต่างกัน
ที่มาhttp://www.bloggang.com/mainblog.php?id=shareideaบางคนเชื่อว่าซื้อหุ้นถูก ๆ ไว้ก่อน เพราะเชื่อว่า หุ้นที่ถืออยู่หากถือ Asset จำนวนมากไว้ และเราสามารถซื้อได้ราคาถูกกว่าราคาประเมินของสินทรัพย์ที่ถือครองเป็นต้น ยิ่งถูก ๆ มาก ๆ ยิ่งน่าสนใจ แต่ลืมไปว่า เราไม่ใช่โรงรับจำนำ ที่รับสินทรัพย์ราคาถูก ๆ มา และเมื่อไม่มีใครมาเอาของที่จำนำไว้คืน เราก็ค่อยปล่อยขายในท้องตลาดต่อไป เพราะความเป็นจริง ถ้าหุ้นถูก ๆ เหล่านี้ไม่มี story ปลดล้อคมูลค่า ผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ปล่อยสินทรัพย์นั้นออกมา หุ้นก็คงเป็นหุ้นที่ราคาถูก ๆ ต่อไปนานแสนนาน ตราบเท่าที่จะมีผู้ถือหุ้นรายอื่นที่สามารถเข้าไป Takeover แล้วปรับเปลี่ยนการบริหารงานใหม่ จนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มนั้น ๆ หรือซื้อหุ้นนั้นแล้วเอาทรัพย์สินไปขายในท้องตลาดแล้วเอากำไรของทรัพย์สินมา แบ่งกันครับ
มาอ่านแนวความคิดของ ดร.นิเวศน์ดูครับ
3 ข้อของชาร์ลี ที่เตือนในการลงทุนในหุ้นครับ
Value Investor จำนวนมากหรือน่าจะเป็นส่วนใหญ่ ชอบที่จะซื้อหุ้นที่มีราคาถูกมาก โดยที่คุณภาพของธุรกิจเป็นตัวรอง การลงทุนแบบนี้คือการลงทุนในสไตล์แบบเกรแฮมหรือที่บัฟเฟตต์เรียกว่าลงทุนแบบ “หุ้นก้นบุหรี่” แนวคิดก็คือ ถ้าหุ้นมีราคาถูกมาก โอกาสที่หุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นมากก็เป็นไปได้ง่าย และเมื่อหุ้นปรับตัวขึ้นไปแล้ว เราก็สามารถขายทำกำไรและนำเงินไปลงทุนในหุ้นก้นบุหรี่ตัวต่อไป การลงทุนแบบนี้บางทีเราก็รู้สึกว่าสามารถทำกำไรได้มากและเร็วกว่าการลงทุนใน สไตล์แบบบัฟเฟตต์ที่เน้นลงทุนในหุ้นคุณภาพดีและถือไว้ให้นานที่สุด เหตุผลก็คือ เราคิดว่าเราสามารถ “เล่นรอบ” กับหุ้นก้นบุหรี่ได้ ในขณะที่หุ้นที่มีคุณภาพทางธุรกิจดีมากนั้น ราคาก็มักจะแพงหรือไม่ถูกมาก การปรับตัวของราคาหุ้นก็มักจะไปอย่างช้า ๆ หรือถ้าเร็วเราก็มักจะกลัวและต้องขายหุ้นทิ้งไปเสียก่อน สรุปแล้ว เรารู้สึกว่า ประเด็นของคุณภาพของกิจการไม่ใช่เรื่องใหญ่ ราคาหุ้นต่างหากที่เป็นตัวตัดสินใจซื้อหุ้นของเรา
ประเด็นว่าเราควร ซื้อหุ้นแบบไหนหรือการลงทุนสไตล์ไหนดีกว่ากันนี้ ชาร์ลี มังเกอร์ หุ้นส่วนและเพื่อนซี้ของบัฟเฟตต์ ได้ให้กฎการลงทุนที่เป็นเหมือนบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ 3 ข้อ สำหรับการลงทุน และบทเรียนนี้ ว่าที่จริง เป็นสิ่งที่ดูเหมือนว่าบัฟเฟตต์ได้เรียนรู้จากชาร์ลีและนำมาใช้ปฏิบัติในการ ลงทุนของตนเองมาจนถึงปัจจุบันจนคนทั่วไปรับรู้กันว่านี่คือสไตล์การลงทุนแบบ บัฟเฟตต์ บทเรียน 3 ข้อของชาร์ลีก็คือ
1)ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในราคาปานกลางนั้น เหนือกว่าธุรกิจปานกลางในราคาที่ยิ่งใหญ่
2)ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในราคาปานกลางนั้น เหนือกว่าธุรกิจปานกลางในราคาที่ยิ่งใหญ่
3)ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในราคาปานกลางนั้น เหนือกว่าธุรกิจปานกลางในราคาที่ยิ่งใหญ่
ความหมายก็คือ สำหรับชาร์ลีแล้ว เขาคิดว่า คุณภาพของธุรกิจสำคัญกว่าเรื่องของราคา
แน่ นอน ราคานั้นต้องไม่แพงแต่ไม่จำเป็นต้องถูก เพราะบางทีกิจการที่ดีมากนั้น โอกาสที่จะได้หุ้นราคาถูกอาจจะไม่มีหรือถ้ามีก็มักจะเกิดขึ้นชั่วคราวในช่วง ที่บริษัทมีปัญหาร้ายแรงบางอย่าง ซึ่งถ้าปัญหานั้นสามารถแก้ไขได้ นั่นก็จะเป็นโอกาสทองที่เราจะได้ซื้อหุ้นของกิจการที่ยิ่งใหญ่ในราคาถูกและ นี่ก็คือสิ่งที่บัฟเฟตต์ทำตลอดมาเมื่อมีโอกาส ชาร์ลีเชื่อว่า การซื้อหุ้นของกิจการที่ยิ่งใหญ่ในราคาที่เหมาะสมนั้น ดีกว่าการซื้อหุ้นของกิจการพื้น ๆ ในราคาที่ถูกมาก เพราะหุ้นประเภทหลังนั้น ถึงจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ แต่ก็มักจะไปไม่ได้มาก เพราะศักยภาพของธุรกิจมักมีจำกัด ยิ่งถือไว้นานก็ยิ่งเสียโอกาสที่เงินจะเติบโตขึ้น แม้ว่าหุ้นจะราคาถูก แต่มันก็อาจจะถูกอยู่นั่นเอง
ในประเด็นเดียวกันนี้ บัฟเฟตต์เองก็เคยพูดไว้ว่า “เป้าหมายของคุณในฐานะของนักลงทุนก็คือ คุณควรซื้อหุ้น ในราคาที่สมเหตุผล เพื่อเข้าเป็นหุ้นส่วนของธุรกิจที่เข้าใจได้ง่าย ที่มีกำไรและผลกำไรจะต้องเติบโตขึ้นอย่างแน่นอนและอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 5, 10 และ 20 ปีจากวันนี้”
คำพูดของบัฟเฟตต์สอดคล้องกับบทเรียนของ ชาร์ลีที่ว่า เราควรซื้อหุ้นของกิจการที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งในความหมายของบัฟเฟตต์ก็คือ ควรเป็นกิจการที่เข้าใจได้ง่าย กำไรต้องเติบโต อย่างแน่นอน และเติบโตต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่วนราคาหุ้นนั้น จะต้องมีราคาที่เหมาะสม
จากการติดตามธุรกิจที่ บัฟเฟตต์และชาร์ลีลงทุนนั้น เราพบว่า กิจการที่ “ยิ่งใหญ่” ในความเห็นของทั้งสองคนนั้นมักจะมีคุณสมบัติเพิ่มขึ้นมาอีก 3 – 4 ข้อ ที่ชัดเจนก็คือ ธุรกิจจะมีสิ่งที่เรียกว่า “ความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน” เมื่อเทียบกับคู่แข่ง ซึ่งมักจะมาจากการที่เป็นผู้ผลิตสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าที่โดดเด่น ระดับโลก ต้องมีผู้บริหารที่ดี ถ้ามองที่ตัวเลขงบการเงิน เราก็มักจะพบว่า กิจการที่เขาลงทุนมักจะมีผลการดำเนินงานที่สม่ำเสมอ ผลกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ค่อนข้างสูง อย่างน้อยน่าจะ 15% ขึ้นไป ธุรกิจมักจะไม่ค่อยต้องลงทุนมากนักเวลายอดขายเพิ่มขึ้น พูดง่าย ๆ ธุรกิจต้องไม่เพิ่มทุน ว่าที่จริงกิจการที่บัฟเฟตต์ลงทุนนั้นมักจะ “คืนทุน” คือบริษัทมักจะซื้อหุ้นคืนทำให้จำนวนหุ้นน้อยลงและกำไรต่อหุ้นสูงขึ้น
ทั้ง หมดนั้นก็คือ บทเรียนของชาร์ลี มังเกอร์ ซึ่งไม่ใช่นัก “นักคิด-นักลงทุน” อย่าง เบน เกรแฮม หรือ ฟิลิปส์ ฟิสเชอร์ ที่บัฟเฟตต์ยอมรับนับถือเป็นอาจารย์ แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ชาร์ลี มังเกอร์ คืออีกคนหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดในการลงทุนของบัฟเฟตต์อย่างลึกซึ้ง และอาจจะพูดได้ว่า เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญที่สุดในการปรับสไตล์การลงทุนของบัฟเฟตต์จากแนวทางของ เกรแฮมมาเป็นแนวของบัฟเฟตต์ดังที่เป็นอยู่ในวันนี้
สำหรับ Value Investor ในเมืองไทยนั้น วิวัฒนาการการลงทุนแบบเน้นคุณค่าของเรายังเป็นเรื่องใหม่ คงจะยังไม่ได้สามารถบอกได้ว่าสไตล์การลงทุนแบบไหนจะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด นักลงทุนแต่ละคนคงจะต้องเลือกกันเองและเรียนรู้เองว่าตนเองทำได้ดีในสไตล์ ไหน ที่สำคัญก็คือ เราควรจะต้องตรวจสอบตลอดเวลาว่าสถานการณ์การลงทุนในบ้านเราเป็นอย่างไร เราจะต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้…อย่างช้า ๆ และนั่นคือแนวทางที่ถูกต้องของ Value Investor แม้ในระดับโลก