ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเงิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเงิน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ROE สำคัญกับการลงทุนอย่างไร


ที่มา http://chulakorn.blogspot.com/2012/03/roe.html
ROE สำคัญกับการลงทุนอย่างไร? : วิบูลย์ พึงประเสริฐ
การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ มีหลักการในการลงทุนหลายอย่าง บางท่านอาจจะให้ความสำคัญกับปริมาณการซื้อขายและราคาหุ้นเป็นหลัก โดยใช้หลักการทางเทคนิคเป็นจุดสำคัญ หรือ บางท่านอาจจะชอบลงทุนในระยะเวลาสั้นๆ เช่น ซื้อขายวันต่อวัน

การ ลงทุนในลักษณะดังกล่าว อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องรู้ซึ้งถึงตื้นลึกหนาบางของบริษัทที่จะลงทุนมากนัก สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นในระยะสั้นมากกว่า
แต่ “การลงทุนแบบเน้นคุณค่า” ที่เน้นการถือหุ้นที่มีศักยภาพในระยะยาว สิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับนักลงทุนก็คือ การที่นักลงทุนควรจะเข้าใจในพื้นฐานของธุรกิจที่จะลงทุนนั้นเป็นอย่างดี

คราว นี้ เราจะมาเจาะลึกถึงหัวข้อของอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญค่าหนึ่ง ก็คือ อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Return on Equity Ratio หรือ ROE) 

ROE คือ การหาความสัมพันธ์ระหว่าง ความสามารถในการทำกำไรกับเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้นๆ สูตรที่ใช้กันทั่วไปก็คือ

ROE = Net Profit/Equity หรือ กำไรสุทธิ หารด้วย ส่วนของผู้ถือหุ้น 

สมมติ บริษัท ก. มีงบกำไรขาดทุนและงบดุล ณ ปลายปี คร่าวๆดังนี้
งบกำไรขาดทุนบริษัท ก. (หน่วย: ล้านบาท) 
ยอดขาย 12,000
ต้นทุนรวมภาษี 10,800
กำไรสุทธิ 1,200
งบดุลบริษัท ก.(หน่วย: ล้านบาท) 
ทรัพย์สินหมุนเวียน 2,000 หนี้สินหมุนเวียน 2,000
ทรัพย์สินถาวร 8,000 หนี้สินระยะยาว 0
ส่วนของผู้ถือหุ้น 8,000
รวมทรัพย์สิน 10,000 รวมหนี้สินและส่วนผู้ถือหุ้น 10,000
ดังนั้น ROE ของบริษัท ก. คำนวณจาก กำไรสุทธิหารด้วยส่วนผู้ถือหุ้น ซึ่งเท่ากับ 1,200/8,000 = 15% 

ใน ทางปฏิบัติ ควรจะนำส่วนผู้ถือหุ้นของต้นปีและปลายปีมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อความถูกต้องมาก ขึ้น ROEที่คำนวณได้แสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถนำเงินของผู้ถือหุ้นไปลงทุนได้ผล ตอบแทนเท่ากับ 15% จากการดำเนินงานของบริษัทตามปกติ
นัก ลงทุนสามารถนำ ROE ไปเปรียบเทียบระหว่างบริษัทต่างๆในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อตรวจสอบความสามารถของผู้บริหารในการบริหารเงินลงทุนของบริษัท

สมมติ อีกบริษัทหนึ่ง คือ บริษัท ข. มี ROE เท่ากับ 5% เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัท ก. ข้างต้นที่มี ROE 15% แล้ว นักลงทุนจะพบว่า บริษัท ก. มีความสามารถในการทำกำไรมากกว่าในจำนวนเงินลงทุนที่เท่ากัน 

สำหรับ นักลงทุนระยะยาวแล้ว บริษัทที่มี ROE สูงกว่าจะน่าสนใจมากกว่า เพราะบริษัทที่มี ROE สูง สามารถที่จะสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้มากกว่าบริษัทที่มี ROE ต่ำกว่า 

แต่ ในขณะเดียวกัน การรักษา ROEให้สูงอย่างต่อเนื่องในระยะยาวเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนัก เพราะ เมื่อเวลาผ่านไปหลายๆปี ถ้าบริษัทดำเนินกิจการอย่างมีกำไรและเก็บบางส่วนไว้เป็นกำไรสะสม จะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การรักษา ROE ให้อยู่ในระดับเดิม บริษัทจำเป็นต้องทำกำไรให้มากขึ้นให้เพียงพอต่อการเติบโตของส่วนผู้ถือหุ้น

ตัวอย่าง เช่น ถ้าส่วนผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นปีละ 10% บริษัทที่ต้องการรักษา ROE ให้เท่าเดิมในปีถัดไป จำเป็นจะต้องมีผลกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 10% ด้วยเช่นกัน ซึ่งในความเป็นจริง ธุรกิจที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ได้ ต้องเป็นธุรกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันอย่างสูงมากทีเดียว

อีก กรณีหนึ่ง บางบริษัทอาจจะทำให้ ROE สูงขึ้นได้ โดยใช้ leverage จากการกู้ยืมทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นน้อยกว่าบริษัทที่ไม่มีหนี้สินระยะยาว 

ตัวอย่างเช่น บริษัท ก. และ ค. มีงบกำไรสุทธิเหมือนกัน แต่บริษัท ค. มีงบดุลดังต่อไปนี้
งบดุลบริษัท ค. (หน่วย: ล้านบาท) 
ทรัพย์สินหมุนเวียน 2,000 หนี้สินหมุนเวียน 500
ทรัพย์สินถาวร 8,000 หนี้สินระยะยาว 4,700
ส่วนของผู้ถือหุ้น 4,800
รวมทรัพย์สิน 10,000 รวมหนี้สินและส่วนผู้ถือหุ้น 10,000
ดัง นั้น ROE ของบริษัท ค. เท่ากับ 1,200/4,800 = 25% ซึ่งมากกว่าบริษัท ก. มาก แต่บริษัท ก. ไม่มีหนี้สินเลย ขณะที่บริษัท ข. มีหนี้สินอยู่เกือบเท่าส่วนผู้ถือหุ้น

ใน กรณีนี้ เราควรจะใช้อัตราส่วนทางการเงินอีกค่าหนึ่งในการเปรียบเทียบระหว่างธุรกิจ คือ Return on Total Capital Ratio (ROTC) คำนวณได้จาก
ROTC = Net Profit/(Longterm Liability + Equity) หรือ กำไรสุทธิหารด้วยผลบวกของหนี้สินระยะยาวกับส่วนผู้ถือหุ้น 
จาก ตัวอย่างข้างต้นจะพบว่าบริษัท ก. มี ROTC เท่ากับ 15% (1,200/8,000) ในขณะที่บริษัท ค. มี ROTC ลดลงเหลือเพียง 12% (1,200/(4,700+4,800))

ใน กรณีเช่นนี้ บริษัทที่มี ROE สูงกว่า อาจจะมี ROTC ต่ำกว่าได้ การใช้ ROE เพียงอย่างเดียวในการวิเคราะห์ความสามารถในการดำเนินงานของบริษัทที่จะลงทุน อาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้

ดัง นั้น นักลงทุนนอกจากจะใช้ ROE เปรียบเทียบระหว่างบริษัทแล้ว อาจจะต้องใช้ ROTC ในการเปรียบเทียบเพิ่มขึ้น เพราะ ROTC จะทำให้มองเห็นภาพความสามารถในการลงทุนของบริษัทได้ตรงความเป็นจริงมากขึ้น 

นอก เหนือจากนั้น บางบริษัทอาจจะมี ROE เพิ่มสูงขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยเฉพาะบริษัทที่เพิ่งออกจากหมวดฟื้นฟูกิจการ สาเหตุเนื่องมาจากการปรับโครงสร้างหนี้ โดยผลการดำเนินงานเปลี่ยนจากการขาดทุนในอดีตมาเป็นทำกำไรได้ในปีปัจจุบัน ทำให้ ROE เพิ่มสูงขึ้นทันทีได้

ลักษณะ เช่นนี้ นักลงทุนควรพิจารณานำกำไรขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้ออกจากการคำนวณ เพราะจะทำให้ ROE ที่หาได้สูงเกินไป และไม่สะท้อนกับผลการดำเนินงานตามปกติของบริษัท 

บางบริษัท ที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีลักษณะเป็นวัฏจักร (Cyclical) เช่น วัสดุก่อสร้าง ปิโตรเคมี เหล็ก กระดาษ หรือ ผลิตภัณฑ์การเกษตร บางปีบริษัทจะมีผลกำไรตกต่ำ เพราะส่วนใหญ่แล้วราคาและต้นทุนของกิจการเหล่านั้น จะถูกกำหนดจากอุปสงค์และอุปทานของสินค้ามากกว่าที่จะถูกกำหนดโดยบริษัท

ถ้า ปีใดราคาสินค้าลดลงก็จะทำให้บริษัทมี ROE ในปีนั้นต่ำไปด้วย แต่บางปีอาจจะเป็นขาขึ้นของอุตสาหกรรมนั้นๆ ทำให้บริษัทมีผลการดำเนินงานดี และมีกำไรสูงขึ้น ผลพลอยได้ก็คือทำให้ ROE ของบริษัทในปีนั้นสูงตามขึ้นไปด้วย

เรา สามารถตรวจสอบได้ว่า บริษัทนั้นๆอยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นวัฏจักรหรือไม่ง่ายๆด้วยการตรวจสอบ ROE ย้อนหลังหลายๆปี ถ้าพบว่า ROE มีลักษณะที่มากบ้างน้อยบ้างสลับกันไปก็สันนิษฐานได้ว่า บริษัทนั้นอยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นวัฏจักร
จากเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้นจะพบว่า การที่บริษัทมี ROE สูงไม่ได้หมายความว่าจะเป็นธุรกิจที่ดีในระยะยาวเสมอไป

ดังนั้น สำหรับนักลงทุน ก่อนที่จะลงทุนซื้อหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ควรตรวจสอบ ROE ของบริษัทที่สนใจลงทุนก่อนว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่

บริษัท ที่มี ROE สม่ำเสมอจะเป็นบริษัทที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นว่า บริษัทมีการบริหารงานที่ดี สามารถสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเมื่อเวลาผ่านไป บริษัทก็เพิ่มพูนความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นได้เป็นอย่างดี
‘ROE’ สำคัญกับการลงทุนอย่างไร?

Value Way วิบูลย์ พึงประเสริฐ 

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556

2011 ยุคข้าวยากหมากแพง ตอน 2 ภาคการเงิน

2011 ยุคข้าวยากหมากแพง ตอน 2 ภาคการเงิน

ที่มา  http://pereira-john.blogspot.com/2011/04/2011-2.html
คราวนี้ขอเน้นเรื่อง ระบบการเงินของ USA ที่กำลังล้มเหลว และจะกระทบกันไปทั้งโลก

ไม่ ต้องแทงกั๊กกันอีกแล้ว  Mr. Jim Sinclair ปรมาจารย์เกี่ยวกับการลงทุนเขียนในบทความฟันธงว่า “Hyperinflation is assured” ยุคข้าวยากหมากแพงเกิดขึ้นแน่นอน เราอาจไม่เห็นสัญญาณของความล้มเหลวอะไรอีก เพราะ ระบบ (ทุนนิยมของ USA) ไดล้มเหลวพังทลายลงไปเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักเท่านั้น
สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปก็คือ มวลชน จะรับรู้ และ ตระหนักถึงความจริง (ความล้มเหลว) ที่กำลังเกิดขึ้น

เหมือนไฟลามทุ่ง จากก้นบุหรี่ ลามไปทั้งป่า !!
When Credit is lost, All is lost.

ถึงเวลานั้นความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของสหรัฐจะลดลงอย่างรวดเร็ว


  • ทำ ให้นักลงทุนขายทิ้งพันธบัตรรัฐบาลของ USA ออกไป >> คนขาย มากกว่า คนซื้อ >> ราคาตก ส่วนลด (ผลตอบแทน หรือดอกเบี้ย) เพิ่มขึ้น >> กระทบต่องบประมาณ USA ที่ทำตัวเลขออกมาขาดดุลมหาศาลต้องกู้เพิ่ม และ กำลังต้องแก้กฎหมายให้สามารถก่อหนี้ได้เกิน 100% ของ GDP 


เกิด ขึ้นให้เห็นแล้ว ต้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา PIMCO กองทุนรวมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ได้ขายพันธบัตรรัฐบาลที่ตนถือครองอยู่ออกจนหมดเกลี้ยง port เขาเห็นอะไรที่เราไม่เห็นหรือ?
http://www.reuters.com/article/2011/03/09/us-pimco-debt-idUSTRE7285M020110309

ญี่ปุ่น ซึ่งเคยเป็นประเทศผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลของ USA รายใหญ่ อันดับสองรองจากจีน อาจต้องเปลี่ยนสภาพจากผู้ซื้อเป็นผู้ขาย เพื่อนำเงินกลับไปฟื้นฟูประเทศอันเป็นผลจากแผ่นดินไหวและซึนามิ



ใน ขณะที่ ความต้องการใช้เงิน ของรัฐบาล USA ไม่ได้น้อยลดลงเลย ตัวเลขขาดดุลงบประมาณของ USA ในปี 2010 อยู่ที่ประมาณ 1,300,000,000,000 US$ และจะเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้ และ ปีหน้า



ต้องใช้เงิน แต่ไม่มีเงิน >> กู้เงิน (ขายพันธบัตรรัฐบาล) แต่ไม่มีคนซื้อ >> พิมพ์เงินใช้เอง
คุ้นๆ ไหมครับ แม้ว่าเหตุผลเบื้องหลัง และ เป้าหมายของการพิมพ์เงินของ USA ในช่วง 2 ปีที่ผ่านจะต่างไป แต่สุดท้าย All problems are met by QE (ปัญหาทั้งหมดถูกแก้ไขได้ด้วยการพิมพ์เงินเพิ่ม)

สิ่งที่หลีก เลี่ยงไม่พ้นคือ แบงค์กงเต็กเอฟเฟ็ก ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว แต่จะเกิดรุนแรงขึ้นอีก เมื่อมีปริมาณเงินเติมเข้าไปในระบบมากขึ้นเรื่อยๆ โดยธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อพยายามประคับประคองค่าเงินของตนผูกกับ US$

โอกาส เดียวในการชะลอผลกระทบนี้ คือรัฐบาลสหรัฐต้องตัดลดงบประมาณอย่างเฉียบพลัน ทันที เพื่อไม่ให้มีการกู้เพิ่ม ไม่พิมพ์เงินเพิ่มอีก (อย่าลืมว่า ทำได้เพียงชะลอปัญหา เพราะปัญหาเกิดขึ้นแล้ว) ซึ่งจะกระทบทันทีต่อสวัสดิการของประชาชนชาว USA ต้องปรับลดจำนวนพนักงานของรัฐ ซึ่งก็จะกระทบต่อตัวเลขการจ้างงาน กำลังซื้อในประเทศ ประชาชนจะไม่พอใจรัฐบาล เป็นทางรอดที่ต้องยอมเจ็บเจียนตาย (หากยังไม่ลืม นายกชวน และ นายธารินทร์ รมว. คลัง ยังโดนด่ามาจนถึงวันนี้เพราะทำแบบนี้)



แต่ คุณจะได้เห็น ความกล้าหาญแบบนี้จากนักการในโลกยุคนี้บ้างไหม ยุคที่นักการเมืองไม่ว่าหน้าไหน ประเทศไหน ทำนโยบายเพียงแต่หวังเพียงการเลือกตั้งครั้งหน้าเท่านั้น

ประชานิยม คือสิ่งเสพติด ติดทั้งประชาชน และ นักการเมือง
เรากำลังโกงจากลูกหลานของเรา


  • ค่าเงิน US$ กำลังจะอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว

ทุก ครั้งที่มีความไม่สงบ มีสงคราม US$ จะแข็งค่าให้เห็นเสมอ ในฐานะ safe heaven ที่ปลอดภัยแข็งแกร่ง ไม่มีวันล่มสลาย แต่เหตุการณ์ความไม่สงบ การจลาจล ที่กำลังลุกลามบานปลายอยู่ในขณะนี้ กลับไม่มีส่วนช่วยให้ค่าเงิน US$ แข็งขึ้นเลย

เพราะความเชื่อมั่นต่อ US$ ในฐานะ Safe Heaven มันหมดไปแล้ว
US$ กำลังถูกลดบทบาทลงเป็นเพียงเงินสกุลหนึ่ง เท่าเทียมกับเงินสกุล Euro, Yen, Yuan, ฯลฯ

When Credit is lost, All is lost.

แม้ หลายประเทศพยายามลดการใช้ US$ ในการทำธุรกรรมซื้อขายระหว่างกันมากขึ้น แต่โครงสร้างเศรษฐกิจโลกยังอ้างอิงกับ US$ อยู่เป็นหลักโดยเฉพาะการซื้อขาย commodities ต่างๆ เช่นน้ำมัน ทอง เงิน ทองแดง ยางพารา น้ำมันปาล์ม ข้าว ถั่วเหลือง ฯลฯ

เมื่อ US$ อ่อนค่า  หมายความว่า ราคา commodities ทั้งหลายกำลังจะแพงขึ้น ทั้งกระดาน โลหะทุกชนิด พืชอาหารทุกชนิด พลังงานทุกชนิด กำลังจะแพงขึ้น แพงขึ้นมาก

ยิ่ง ธนาคารกลางต่างๆ พยายามผูกค่าเงินของตนกับ US$ มากขึ้นเท่าใด ประชาชนในประเทศเหล่านั้นก็จะต้องก้มหน้าก้มตารับกับสภาพข้าวยากหมากแพง แบบเดียวกับที่กำลังจะเกิดขึ้นในสหรัฐ

ต่างกัน เพียง สหรัฐสามารถพิมพ์เงินขึ้นมาเอง เพื่อใช้ซื้อของเหล่านั้นได้เอง
แต่ประเทศเล็กๆ เช่นประเทศไทย ทำแบบนั้นไม่ได้!!!
(ตราบที่ยังไม่มีประเทศไหนยอมรับเงินบาทเพื่อแลกกับสินค้าของประเทศคู่ค้า)

มี การพูดคุยในกลุ่มประเทศชั้นนำทางเศรษฐกิจแล้ว นำโดย IMF เพื่อร่วมกันหาเงินสกุลใหม่ เป็นตัวกลางซื้อขายของเศรษฐกิจโลกแทน US$ แต่เราคงไม่สามารถได้รับความคืบหน้าในเรื่องนี้ในเวลาอันใกล้
http://www.guardian.co.uk/business/2011/feb/10/imf-boss-calls-for-world-currency

กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้  !!

ก่อนที่จะมีการพูดคุยกันเป็นรูปเป็นร่างอย่างจริงจัง US$ คงเสื่อมค่า และทำความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจโลกไปมากแล้ว

รัฐบาล จีน อินเดีย กระตุ้นให้ประชาชนในประเทศซื้อและถือครองทองคำมาตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพื่อ preserve value ของทรัพย์สินของตน ทำไม? เขามองเห็นว่าค่าเงินเขาจะอ่อนค่าลงใช่หรือไม่ (เปรียบเทียบกับราคาของสินค้า ไม่ใช่เปรียบเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ)  เพราะเขาผูกค่าเงินตัวเองไว้กับ US$ หากค่าเงิน US$ ล้ม มีปัญหา ค่าเงินของประเทศเหล่านี้ก็จะมีปัญหาตามไปด้วยอย่างแน่นอน


อย่า ลืมว่าระบบมันล่มไปแล้ว สิ่งที่ยืนอยู่ได้ตอนนี้ ตั้งอยู่บนขาของความเชื่อมั่นเพียงขาเดียว เมื่อเริ่มมีความหวามระแวงในความเชื่อมั่นในสกุล US$ หรือความสามารถในการชำระหนี้พันธบัตรรัฐบาลของ USA เพียงเล็กน้อย เศรษฐกิจจะล้มครืนในพริบตา  (ลองนึกภาพเศรษฐกิจไทยช่วงต้มยำกุ้ง เราดูเหมือนไม่มีปัญหา(ทั้งๆ ที่ปัญหาหมักหมมมานาน) จนกระทั่งวันที่มีการประกาศลอยตัวค่าเงินบาท เปรียบเหมือนฝีแตก หลังจากนั้นก็เห็นความฟอนเฟะทีหมักหมมอยู่)


คุณพร้อมหรือยัง กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
ซึ่งน่ากลัวว่าจะเกิดขึ้นแบบฉับพลันทันที มากกว่าแบบค่อยเป็นค่อยไป
เป็น ความจำเป็นเร่งด่วน ที่เราจะดำรงตนในความไม่ประมาท ดูแลตัวเอง ครอบครัว คนรัก มิตรสหาย ของคุณ เพื่อฝ่าฟันยุคข้าวยากหมากแพงที่กำลังใกล้เข้ามา ไปด้วยกัน

วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556

การเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน

การเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน

 ที่มา http://www.monkeyfreetime.com/2012/02/blog-post_26.html
นักลงทุนที่มีความรู้รอบตัวมากอาจจะเคยได้ยินหนังสือเล่มพระเอกของ จอร์จ โซรอส ที่ชื่อว่า The Alchemy of Finance หรือ "การเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน" ซึ่งเขาว่ากันว่ามันเป็นหนังสือดี แต่อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง และหนึ่งใน "เขา" ที่ว่านั้นก็คือ ดร.นิเวศน์ ปรมาจารย์วีไอของเมืองไทยเสียด้วย

เล่ามาเป็นคุ้งเป็นแคว แต่ผมเพียงจะบอกว่าผมไม่ได้เขียนเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้น (แป่ว...) เรื่องที่ผมจะเล่าใกล้ตัวกว่านั้นมาก เพราะมันเป็นเรื่องในตลาดหุ้นนี่เอง

นัก ลงทุนหลายท่านคงมีโอกาสได้เห็นพฤติกรรมแปลกๆ หลายอย่างในตลาดหุ้นไทยไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่การประกาศจ่ายเงินปันผลพิเศษแบบบ้าระห่ำของบริษัทโทรคมนาคมแห่งหนึ่ง การที่บริษัทเกษตรและอาหารรายใหญ่ของประเทศประกาศเข้าซื้อกิจการในต่าง ประเทศซึ่งที่จริงแล้วก็เป็นของเจ้าสัวผู้ถือหุ้นใหญ่นั่นเอง รวมทั้งการประกาศจ่ายปันผลเป็นหุ้นของบริษัทค้าปลีกชั้นนำ รวมทั้งอีกหลายบริษัท จนเรียกว่ากลายเป็นเทรนด์ใหม่ของปีนี้ไปเสียแล้ว

ผม เองยอมรับว่างงกับพฤติกรรมเหล่านี้ และที่งงยิ่งกว่าก็คือเสียงตอบรับจากเหล่าผู้ถือหุ้นซึ่งสะท้อนออกมาเป็น ราคาหุ้น เรามาว่ากันทีละกรณีเลยก็แล้วกัน ...เพื่อความเหมาะสม ผมขออนุญาตยกตัวอย่างบริษัทสมมติก็แล้วกันนะครับ

บริษัทไวกิ้งเทเลคอม - การจ่ายเงินปันผลพิเศษ

แม้ นักวิเคราะห์คาดการณ์กันมาก่อนว่าบริษัทไวกิ้งเทเลคอมซึ่งมีเงินสดล้นเหลือ จะประกาศจ่ายเงินปันผลพิเศษ แต่ครั้นบริษัทประกาศจ่ายขึ้นมาจริงๆ ถึง 16 บาท ก็ทำให้สาวน้อยสาวใหญ่พากันกรี๊ดกร๊าดแย่งกันซื้อหุ้นจนพุ่งขึ้นจาก 80 บาทไป 90 บาท ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมันก็ขึ้นล่วงหน้ามาก่อนนานแล้ว

ความ จริงเงินปันผลที่บริษัทไวกิ้งเทเลคอมจ่ายไม่ได้มาจากเงินสดที่ตัวเองมีเท่า นั้น แต่ส่วนหนึ่งมาจากการกู้ยืมจากธนาคาร แม้ว่าบริษัทจะระบุว่า "พ้มเอามาจากกำไรสะสม!" แต่ความเป็นจริงก็คือ เงินสดมันไม่ได้มีป้ายแปะไว้ว่ามันเอามาจากตรงไหน พอชักเอาเงินสดออกมาแล้วต้องไปกู้เพิ่มก็กระทบกับโครงสร้างเงินทุนของ บริษัทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การที่บริษัทกู้ยืมเงินมากขึ้นแม้จะส่ง ผลให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทลดลง แต่ต้องแลกกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของบริษัท โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าในอนาคตอันใกล้บริษัทจะต้องเตรียมเงินไว้ประมูลคลื่น ความถึ่ 3G ก็ยิ่งน่าสงสัยว่าการกระทำนี้จะส่งผลดีต่อ "บริษัท" หรือ "ผู้ถือหุ้น" กันแน่

หรือมันเป็นแค่การดึงเงินสดกลับบ้านแบบเนียนๆ ของใครบางคน?! และผู้ถือหุ้นที่เหลือก็ "สมรู้ร่วมคิด" อวยให้แบบเต็มใจเพราะเราได้ประโยชน์ร่วมกัน

ที่น่าตลกคือ มีหลายคนไล่ซื้อหุ้นในราคาแพง เพียงเพื่อจะได้เงินสดกลับมาในรูปของเงินปันผล ทั้งที่เจ้าเงินสดนี้มันอยู่ในกระเป๋าของเราตั้งแต่แรก แทนที่จะควัก 90 บาทซื้อตอนที่มันแพงแล้ว สู้เอาเงิน 80 บาทไปมองหาหุ้นตัวอื่นที่ยังถูกอยู่จะดีกว่า และก็เก็บ 10 บาทที่เหลือเอาไว้อุ่นใจ

บริษัทเวิลด์ฟู้ดส์ - การซื้อกิจการของผู้ถือหุ้นใหญ่

บริษัท เวิลด์ฟู้ดส์อ้างว่าการเข้าซื้อกิจการจะทำให้บริษัทสามารถเข้าสู่ตลาดใหญ่ใน จีนและเวียดนามได้ อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นที่สงสัยว่าราคาที่เจ้าสัวขายยัดให้กับบริษัทนั้นแพงเกินไปหรือไม่ แล้วถ้าบริษัทมันดีจริง เขาจะขายทำไม ทำไมไม่เก็บไว้เอง

ความจริง 2-3 ปีก่อนหน้านี้บริษัทเวิลด์ฟู้ดส์เคยซื้อหุ้นคืนและมี treasury stock ค้างอยู่ในกระเป๋า บริษัทอาจจะเลือกจดทะเบียนลดทุนเพื่อทำให้จำนวนหุ้นของบริษัทลดลงและมีกำไร ต่อหุ้นสูงขึ้นก็ได้ การทำเช่นนั้นจะส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง ...ทว่าบริษัทก็เลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น

หลายคนสงสัยว่ากิจการที่ เจ้าสัวเอามาขายให้กับบริษัทเวิลด์ฟู้ดส์เป็นกิจการที่มีความผันผวนของผล กำไรและมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด นอกจากนี้การเข้าซื้อกิจการดังกล่าวแม้จะทำให้บริษัทสามารถบุกตลาดจีนและ เวียดนามได้ แต่ก็ทำให้สัดส่วนผลิตภัณฑ์ margin สูงลดลง พวกเขาไม่แน่ใจว่าอนาคตของบริษัทจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ที่แน่ๆ บริษัทเวิลด์ฟู้ดส์ต้องกู้ยืมเพิ่มขึ้น ทำให้มีฐานะทางการเงินแย่ลง ผู้ถือหุ้นอดผลดีที่จะได้จากการลดทุน แต่เจ้าสัวได้เงินสดเข้ากระเป๋าเรียบร้อย และเผลอๆ จะได้ในราคาที่ดีเสียด้วย

บริษัทซื้อสะดวก - การจ่ายปันผลเป็นหุ้น

ใน บรรดาหุ้นเติบโต ผมรับรองว่าจะต้องมีหุ้นของบริษัทซื้อสะดวกเป็นหนึ่งในใจของนักลงทุน ความจริงผมเองก็ชอบบริษัทนี้ตลอดมา จนกระทั่งได้ยินว่าเขาจะจ่ายปันผลเป็นหุ้น และไม่ใช่จ่ายธรรมดาเสียด้วย เพราะเขาจ่ายในอัตรา 1:1

นั่นหมายความว่าผู้ถือหุ้นเดิม 1 หุ้น จะได้หุ้นใหม่ 1 หุ้น ซึ่งทำให้จำนวนหุ้นในตลาดเพิ่มเป็นหนึ่งเท่าตัวในทันที การทำเช่นนั้นจะทำให้มีหุ้น 4,500 ล้านหุ้นโผล่เข้ามาในตลาดและคิดเป็นเงินที่ต้องเสียภาษีถึง 450 ล้านบาท ผมมองยังไงก็ไม่เห็นว่าอยู่ๆ บริษัทจะมีเหตุผลอะไรที่จะจ่ายภาษีจำนวนนี้ (ความจริงผู้ถือหุ้นต้องเป็นคนจ่าย แต่ว่าบริษัทก็จ่ายปันผลเป็นเงินสดด้วย จึงเท่ากับว่าบริษัทจ่ายแทนให้) บริษัทอาจเลือกที่จะแตกพาร์ก็ได้ เพียงแต่ว่ามันไม่ให้อารมณ์ของการ "แจก" เหมือนกับได้หุ้นปันผล

การ จ่ายปันผลเป็นหุ้นไม่ได้ทำให้มีเงินสดเข้าสู่บริษัท และไม่ได้ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน ถ้าไปถาม ดร.นิเวศน์ ผมค่อนข้างมั่นใจว่าท่านจะส่ายหัวอย่างแน่นอน ที่จริงมีบางบริษัทเหมือนกันที่พยายามสงวนเงินสดเอาไว้และจ่ายปันผลออกมา เป็นหุ้นแทน ผู้ถือหุ้นบางคนอาจไม่รู้สึกอะไรเพราะเห็นว่าได้จำนวนหุ้นมากขึ้น แต่ที่จริงแล้วมันก็เป็นเพียงการเพิ่ม "ตัวหาร" และกดดันให้กำไรต่อหุ้นลดลงจากการ dilution และเป็นการเล่นแร่แปรธาตุทางการเงินล้วนๆ

จากมุมนี้ผมมองได้เพียง อย่างเดียวว่านี่คือการ "เล่นหุ้น" โดยตัวบริษัทเอง บริษัทซื้อสะดวกอาจจะคิดว่าตลาดจะตอบรับเงินปันผลสูงๆ + หุ้นปันผล ด้วยการผลักราคาหุ้นให้สูงขึ้น ครั้นพอเกิด dilution effect จนราคาลดลงมาราวครึ่งหนึ่ง จากนั้นพอคนเริ่มชินก็จะไล่ราคากันขึ้นมาเองตามความคุ้นชิน จนในที่สุดราคาหุ้นก็จะกลับมาแถวๆ ราคาเดิมได้ ซึ่งนั้นก็จะเท่ากับว่าทุกคน "รวยขึ้น" กันหมด

ฟังดูดีนะครับ ยกเว้นข้อเท็จจริงที่ว่าถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นจริงราคาหุ้นวิ่งเร็วกว่ามูลค่า ที่แท้จริงไปมาก และเมื่อพื้นฐานมันรองรับราคาหุ้นไม่ไหว เราก็คงทราบดีว่าอะไรจะเกิดขึ้น โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบผู้บริหารที่พยายามดูแลราคาหุ้นมากเกินไป ผมอยากให้ไปจดจ่อกับการบริหารตัวธุรกิจจริงๆ มากกว่า และอยากให้มูลค่าหุ้นเติบโตไปพร้อมกับราคาอย่างยั่งยืน แทนที่จะจงใจดันราคาราวกับว่ามันเป็นหุ้นปั่น

อย่าลืมนะครับว่า บริษัทที่ดีกับหุ้นที่ดีมันแตกต่างกัน

ส่งท้าย

มา ถึงตรงนี้ผมได้ทำหน้าที่ของผมอย่างดีที่สุดแล้ว และคงบอกได้เพียงว่าหากคิดจะเกาะไปกับ "การเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน" เหล่านี้แล้ว โปรดใช้ความระมัดระวังให้มากด้วยครับ ด้วยความปรารถนาดี
  
วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วันอังคารที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2555

หลักทรัพย์ที่ควรร้จัก

หลักทรัพย์ที่ควรร้จัก

ที่มาhttp://www.thaifinancialadvisor.com/index.php?

      โลก ของเราเปลี่ยนแปลงทุกวัน  สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนคือ  คนเราต้องแก่ลง  และต้องมีเงินเก็บไว้ใช้ยามเกษียณ  การลงทุนจะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น  ขณะเดียวกัน  การลงทุนโดยไม่มีความเข้าใจที่มากพอ  ก็อาจทำลายเงินออมทั้งก้อนที่เราเฝ้าอุตส่าห์เก็บมาตลอดชีวิตก็ได้
         ใน บทความชิ้นนี้  จะเป็นเพียงการแนะนำหลักทรัพย์ทางการเงินชนิดต่างๆให้เรารู้จักแบบคร่าวๆ  หากเราสนใจจะลงทุนสินค้าชนิดใดคงต้องไปศึกษาข้อมูลลึกลงไปในหลักทรัพย์ นั้นๆ   ก่อนตัดสินใจลงทุนจริงๆ
         หลักทรัพย์ทางการเงินที่ควรรู้จัก
        1. หุ้นสามัญ  (  COMMON  SHARE  ,  STOCK  )  คือ  เอกสารที่แสดงสิทธิในความเป็นเจ้าของของบริษัท  หรือ  กิจการใดกิจการหนึ่ง
        วัตถุประสงค์ของบริษัทที่ออกขายหุ้น  เพื่อระดมเงินทุนขยายกิจการ  แต่ผู้ซื้อหุ้นหรือผู้ถือหุ้น  มีวัตถุประสงค์เพื่อหวังผลกำไรจากเงินปันผล  และการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น
       การเป็นผู้ถือหุ้น  ยังทำให้เรามีสิทธิมีส่วนในการกำหนดแนวนโยบายของบริษัท  แต่สิทธิดังกล่าวจะมากน้อยเพียงใด  ขึ้นกับว่า  เราถือหุ้นบริษัทนั้นมากน้อยเพียงใดด้วย

        2. หุ้นบุริมสิทธิ์  (  PREFERED  SHARE  )  คือหุ้นประเภทหนึ่งที่ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ถือหุ้นมากกว่าหุ้นสามัญ  อย่างน้อยสองประการ  คือ
       ประการแรก  มีสิทธิรับเงินปันผลในอัตราที่แน่นอนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ  เงินปันผลที่ไม่จ่ายในปีปัจจุบันก็ให้สะสมไปจ่ายในอนาคตได้  ขึ้นกับข้อกำหนดในการออกหุ้นบุริมสิทธิ์ในครั้งนั้นๆ
       ประการที่สอง  หากบริษัทต้องเลิกกิจการ  ผู้ถือหุ้นมีสิทธิได้รับการแบ่งทรัพย์สินก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ  โดยทั่วไป  บริษัทจะออกหุ้นบุริมสิทธิ์ในภาวะที่บริษัทเกิดวิกฤต  ระดมเงินทุนไม่ได้  จึงต้องจูงใจผู้คน   โดยให้สิทธิพิเศษมากกว่าผู้ถือหุ้นเดิม  แต่บริษัทมักกำหนดให้  ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์  ไม่มีสิทธิในการออกเสียงและไม่มีสิทธิในการรับเลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท

        3. หุ้นกู้  (  DEBENTURE  ,  CORPORATE  BOND  )  คือ  เอกสารที่แสดงสิทธิเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท  หรือ  กิจการใดกิจการหนึ่ง
      บริษัทออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุนขยายกิจการ  แต่ทำในรูปของการกู้ยืมประชาชนโดยกำหนดระยะเวลา  และอัตราดอกเบี้ยที่แน่นอน  (  ว่าเป็นคงที่หรือลอยตัวตามอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง  )  โดยทั่วไปหุ้นกู้จะมีอายุ  3-7  ปี  ดอกเบี้ยมักสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร   แต่เป็นการกู้ที่ไม่มีหลักประกัน  การจ่ายดอกเบี้ยจะจ่ายเป็นงวดๆ   เมื่อครบกำหนดผู้ลงทุนจะได้รับเงินต้นคืน
      บริษัทเลือกจะกู้เงินจากประชาชนโดยตรง  เพราะอัตราดอกเบี้ยถูกกว่าการกู้เงินจากธนาคาร  ระยะเวลากู้ยาวนานกว่า  ทำให้บริหารเงินได้ง่าย  หรือ  อยู่ในภาวะที่ธนาคารอาจไม่ยอมปล่อยกู้เพิ่มเติมให้แล้ว  จึงต้องหาช่องทางกู้เงินจากประชาชนแทน
      ส่วนผู้ลงทุนซื้อหุ้นกู้  เพราะ  ต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าฝากธนาคาร  ,  มีผลตอบแทนคงที่  และยังสามารถทำกำไรได้จากการขายหุ้นกู้  ในกรณีที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดมีแนวโน้มลดลง  หุ้นกู้จะมีราคาสูงขึ้น
     หุ้นกู้มีหลายประเภท  เช่น
     - หุ้นกู้แปลงสภาพ  คือ  หุ้นกู้ที่ได้รับสิทธิพิเศษสามารถเลือกแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญได้  หรือจะถือเป็นหุ้นกู้ต่อเพื่อรับดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้  จนครบกำหนดก็ได้   ผู้ลงทุนจะใช้สิทธิแปลงสภาพก็ต่อเมื่อราคาหุ้นสามัญอยู่สูงกว่าราคาแปลงสภาพ
     - หุ้นกู้มีหลักประกัน  คือ  หุ้นกู้ที่มีสถาบันการเงิน  หรือ  บริษัทอื่นที่มั่นคงกว่ามาค้ำประกันหนี้สินให้  หรือ  บริษัทผู้ออกหุ้นกู้  อาจยินยอมให้เอาทรัพย์สิน  เช่น  ที่ดิน  ,ตัวโรงงาน  มาค้ำประกันหนี้สิน
     - หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์  คือหุ้นกู้ที่กำหนดให้มีสิทธิเรียกร้องต่อบริษัทเป็นลำดับท้ายๆในกลุ่มหุ้น กู้ด้วยกันในกรณีที่บริษัทปิดกิจการลง  แต่มักให้ดอกเบี้ยสูงมาก
       หมาย เหตุ  ลำดับสิทธิ์ในการเรียกร้องต่อสินทรัพย์ของบริษัท  ในกรณีที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งปิดกิจการ  คือ รัฐบาล  (  กรมสรรพากร  ) , พนักงาน ลูกจ้าง  ,  เจ้าหนี้หรือผู้ถือหุ้นกู้มีหลักประกัน  , เจ้าหนี้การค้า  ,  เจ้าหนี้ทั่วไป  ,  ผู้ถือหุ้นกู้  ,  หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์  ,  หุ้นบุริมสิทธิ์  และหุ้นสามัญ

      4. สลิปส์ -  แคปส์  (  SLIPS  ,  CAPS  )  คือ  หุ้นบุริมสิทธิ์ควบหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์  ที่สถาบันการเงินนำออกมาขายระดมทุนในช่วงเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงิน  เนื่องจากไม่สามารถเพิ่มทุนในรูปของหุ้นสามัญได้  จึงระดมทุนในรูปหุ้นบุริมสิทธิ์  ที่มีหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ดอกเบี้ยสูงถึง  22  %  มาจูงใจ  โดยคาดการณ์ว่า  ในช่วง  5  ปีแรก  บริษัทคงยังไม่มีกำไรมาจ่ายเงินปันผลให้หุ้นบุริมสิทธิ์  ดอกเบี้ยรับเฉลี่ยจึงตกปีละ  11  %  เมื่อครบ  5  ปีสถาบันการเงินเหล่านี้มีสิทธิไถ่ถอนหลักทรัพย์ดังกล่าวได้
       5.  พันธบัตร   (  GOVERNMENT  BOND  )  คือ  หุ้นกู้ที่ออกโดยรัฐบาล  หรือรัฐวิสาหกิจโดยมีรัฐบาลค้ำประกัน  ความเสี่ยงจากการไม่ได้เงินลงทุนคืนจึงแทบไม่มี  ดอกเบี้ยมักจะต่ำกว่าหุ้นกู้ทั่วไป  แต่ยังคงสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร  เนื่องจากระยะถือครองยาวนานกว่า
       6.  วอร์แรนท์   (  WARRANT  )  คือ  เอกสารแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นสามัญในอนาคตในจำนวนและราคาที่กำหนดไว้  บริษัทมักออกวอร์แรนท์เพื่อจูงใจผู้ถือหุ้นในกรณีต้องการเพิ่มทุนโดยอาจจะ ให้ฟรี  หรือ  จำหน่ายในราคาถูก  ผู้ถือวอร์แรนท์จะใช้สิทธิก็ต่อเมื่อราคาหุ้นสามัญสูงกว่าราคาใช้สิทธิแปลง สภาพ  โดยที่ต้นทุนในการถือวอรํแรนท์ต่ำกว่าหุ้นสามัญ  แต่  การเปลี่ยนแปลงของราคาใกล้เคียงกับหุ้นสามัญ  จึงถือเป็นหลักทรัพย์ที่มีความผันผวนของราคาสูงมาก
       7.  สัญญาสิทธิ์  (   OPTION  )   คือ  เอกสารแสดงสิทธิที่จะซื้อ  หรือ  ขายทรัพย์สินที่ระบุไว้  โดยไม่บังคับว่าต้องซื้อ  หรือขายตามที่ระบุไว้นั้น  โดยทั่วไปตราสารนี้จะระบุเงื่อนไขต่างๆ  เช่น  วันที่ใช้สิทธิ์  ราคาหรือจำนวนของตราสาร  ที่ผู้ถือสามารถใช้สิทธิ์ซื้อหรือขายให้
      สิทธิ์ในการซื้อหลักทรัพย์ที่ระบุไว้  เรียกว่า    CALL  OPTION  สิทธิ์ในการขายเรียกว่า  PUT  OPTION   วอร์แรนท์จัดเป็นสัญญาสิทธิ์ชนิด CALL  OPTION

      8. สัญญาซื้อขายล่วงหน้า  (  FORWARD หรือ  FUTURE  )  คือ  สัญญา  หรือข้อตกลงที่ผู้ถือหุ้น  และผู้ออกตราสารต้องดำเนินการซื้อหรือขาย  และส่งมอบทรัพย์สินตามราคาและจำนวนที่ระบุไว้  ณ วันสิ้นสัญญา เป็นการเก็งกำไรภาวะการณ์ในอนาคตที่มีความเสี่ยงสูงสุด  เนื่องจากถูกบังคับให้ปฎิบัติตามสัญญาซึ่งกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว
       9. บัตรเงินฝาก  (  NEGOTIABLE  CERTIFICATE  OF  DEPOSIT  /  NCD  )  คือตราสารชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายการฝากเงินแบบประจำ  ที่ธนาคารพาณิชย์ออกให้แก่ผู้ฝากเงิน  ต่างจากการฝากประจำตรงที่สามารถเปลี่ยนมือจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้  และจำนวนเงินขั้นต่ำในการฝากเงินอยู่ที่  5  แสนบาท  โดยระยะเวลาที่ฝากจะอยู่ระหว่าง 3  เดือนถึง  3  ปี  แล้วแต่จะกำหนด   ผู้ถือจะได้รับเงินต้น   และดอกเบี้ยทั้งหมดก็ต่อเมื่อถือจนครบกำหนด  ดังนั้นผลตอบแทนจึงมักมากกว่าการฝากประจำ  
       10.  ตั๋วสัญญาใช้เงิน   (  PROMISSORY  NOTE  /   P/N  )  เป็นหนังสือซึ่งผู้ออกตั๋วให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่ง  ให้แก่บุคคลหนึ่ง   คล้ายๆการเขียนเช็คล่วงหน้าเพียงแต่ผู้ออกตั๋วต้องอยู่ในรูปของบริษัท  และตั๋วเงินนี้ต้องติดอากรแสตมป์ให้เรียบร้อย
         แต่ความหมายของตั๋วสัญญาใช้เงินในท้องตลาดหมายถึง   ตั๋วเงินที่บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์  จะออกให้กับผู้ฝากเงิน  ซึ่งมักให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าการฝากธนาคาร  การฝากเงินสามารถฝากได้ตั้งแต่  10,000  บาทขึ้นไป  ตามกำหนดเวลาที่ต้องการ

       11.  ตั๋วแลกเงิน  (  BILL  OF  EXCHANGE  /   B/E  )  เป็นตั๋วเงินชนิดหนึ่งที่ออกโดยบริษัทจำกัด  ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน  เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนระยะสั้น  3 - 12  เดือนมีอัตราผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารและตั๋วสัญญาใช้เงิน  ( P/ N )  ของบริษัทเงินทุน
       บริษัทเอกชนนิยมออกตั๋วแลกเงินแทนหุ้นกู้  เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทต่อสาธารณชน   และไม่ต้องการเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างบริษัทจัดอันดับเครดิตมาจัด ทำอันดับความน่าเชื่อถือให้เหมือนการจำหน่ายหุ้นกู้
       ตามปกติ  บริษัทจะออกตั๋วแลกเงินเพื่อใช้หมุนเวียนในธุรกิจการค้า  มากกว่าใช้เป็นเครื่องมือในการระดมทุนระยะยาว  แต่ระยะหลังเริ่มมีบริษัทบางแห่งใช้ตั๋วแลกเงินในการระดมทุนระยะยาว  โดยขยายเวลาเป็น  3  ปี  เพื่อทดแทนการออกหุ้นกู้
        ตั๋วแลกเงิน  สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้  มีระยะเวลาไถ่ถอนสั้นกว่าตราสารอื่น ทำให้เกิดความคล่องตัว  บริหารได้ง่าย  และบริษัทที่ออกตั๋วแลกเงินมักเป็นบริษัทขนาดใหญ่   จึงได้รับความนิยมจากนักลงทุนสถาบัน  เช่น บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
       ตั๋วแลกเงิน  จะมีธนาคารพาณิชย์ค้ำประกัน  (  อาวัล  )  ให้หรือไม่ก็ได้   หากผู้ออกตั๋วต้องการให้ตั๋วแลกเงินของตนดูน่าเชื่อถือและได้รับความนิยม  ก็ให้ธนาคารค้ำประกัน  โดยในการนี้  ต้องเสียค่าใช้จ่ายบางส่วนให้ธนาคาร

       12. ตั๋วเงินคลัง  (  TREASURY  BILL  )  คือ  ตราสารทางการเงิน   ที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ออก  เพื่อกู้ยืมเงินระยะสั้นๆ  ไม่เกิน  1  ปี  จากสถาบันการเงินในประเทศ  จำหน่ายโดยวิธีประมูล  ซึ่งกระทรวงการคลังได้มอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย  เป็นผู้จัดการประมูลแทน  ผู้มีสิทธิเข้าร่วมประมูลได้แก่  สถาบันการเงินต่างๆ  เช่น  ธนาคาร  , บริษัทเงินทุน  ,  บริษัทหลักทรัพย์  ,  บริษัทประกันภัย  ,  บริษัทประกันชีวิต  ,  กองทุนรวมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  โดยจะจัดสรรให้แก่ผู้ที่เสนอผลตอบแทนต่ำสุดก่อน  แล้วจึงจัดสรรให้ผู้ประมูลที่เสนอผลตอบแทนสูงขึ้นตามลำดับ  จนกว่าจะครบวงเงิน
        13.  กองทุนรวมตราสารหนี้  (  FIXED  INCOME  FUND /   BOND  FUND  ) คือ  กองทุนรวมที่บริษัทจัดการกองทุน  จะนำเงินของผู้ลงทุนไปซื้อหุ้นกู้  , พันธบัตรรัฐบาล  ตั๋วแลกเงิน  ตั๋วสัญญาใช้เงินและเงินฝากเป็นหลัก  เหมาะกับผู้ออมเงินรายย่อยที่ต้องการความเสี่ยงต่ำ   และต้องการสภาพคล่องในการขายหน่วยลงทุน   แต่ต้องยอมรับว่าผลตอบแทนของเราส่วนหนึ่งจะถูกหักเป็นค่าใช้จ่ายในการบริ หาร   คิดแล้วประมาณ  1  %  ของเงินลงทุน
       14.  กองทุนรวมตราสารทุน  (  EQUITY  FUND  )  คือ  กองทุนรวมที่บริษัทจัดการกองทุน  จะนำเงินของผู้ลงทุนไปซื้อหุ้นเป็นหลัก  (  บางกองทุนอาจลงทุนในวอร์แรนท์ด้วย  )  เหมาะกับนักลงทุนรายย่อยที่ไม่มีความรู้เรื่องการลงทุน  แต่ต้องการผลตอบแทนสูง  ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่ามีความเสี่ยงสูงด้วย
       15.  กองทุนเพื่อการลงทุนในต่างประเทศ  (  FOREIGN  INVESTMENT  FUND  /FIF  )  เป็นกองทุนที่ได้รับอนุญาตให้ไปลงทุนในต่างประเทศได้  เป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถแสวงหาแหล่งลงทุนที่มีผลตอบแทนที่ดีกว่า  เป็นการกระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของอัตราแลกเปลี่ยนและภาวะเศรษฐกิจ ในประเทศ  โดยทางการได้เปิดให้เริ่มลงทุนได้ในไตรมาสที่  2  ของปี  2545  นี้  เฉพาะกองทุนรวมที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น 
       16.   กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์  (  PROPERTY   FUND )คือ  กองทุนรวมที่บริษัทจัดการกองทุน  จะนำเงินของผู้ลงทุนไปซื้ออาคารสำนักงาน  หรืออาคารที่พักอาศัย  ที่อยู่ในทำเลที่ดีใจกลางเมือง  และมีผู้เช่าตั้งแต่  80  %  ขึ้นไป  มีรายได้จากการเช่าสม่ำเสมอ  สามารถสร้างผลตอบแทนในรูปของค่าเช่าหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วประมาณ  8-10  %  ต่อปี  ซึ่งกำไรสุทธินี้จะถูกนำไปจ่ายคืนให้ผู้ลงทุนในรูปของเงินปันผลและยังมี โอกาสทำกำไรเพิ่มได้จากการขายอาคารต่อ  หากมีผู้สนใจจะซื้ออาคารนี้ในอนาคต
       โดยทั่วไปหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์จะต้องถูกนำเข้าไปจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์เพื่อให้ผู้ถือหน่วยลงทุนสามารถขายทำกำไร  หรือเปลี่ยนเป็นเงินสดได้  ขณะที่นักลงทุนอื่นที่ยังไม่ได้ซื้อหน่วยลงทุนนี้ตั้งแต่แรก  ก็สามารถไปซื้อหน่วยลงทุนนี้ได้ในตลาดหลักทรัพย์

      17. กองทุนส่วนบุคคล  (  PRIVATE  FUND  )  คือ  กองทุนที่สถาบันการเงินผู้ได้
รับ อนุญาต  จัดการการลงทุนให้กับบุคคล  หรือ  คณะบุคคลไม่เกิน  10  ราย  โดยมีจำนวนเงินต่อกองทุนไม่น้อยกว่า  10  ล้านบาท  ซึ่งเจ้าของเงินทุนสามารถมีส่วนในการกำหนดนโยบายการลงทุนของตนเองได้

       18. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  (  PROVIDENT  FUND  /  PVD  )  คือ  กองทุนที่ลูกจ้างและนายจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้นโดยความสมัครใจ  เงินกองทุนมาจากเงินที่ลูกจ้างจ่ายสะสมและเงินที่นายจ้างจ่ายสมทบให้ทุก เดือน  เพื่อเป็นหลักประกันแก่ลูกจ้างเมื่อลูกจ้างเกษียณอายุหรือ  ออกจากงาน  ลูกจ้างจะถูกกำหนดให้จ่ายเงินสะสมตั้งแต่ร้อยละ  2-15  ของเงินเดือนและนายจ้างจะต้องสมทบเงินไม่น้อยกว่าเงินสะสมของลูกจ้างแต่ไม่ เกินร้อยละ  15  ของเงินเดือนลูกจ้าง  เงินสะสมที่ลูกจ้างจ่ายสามารถนำมาหักลดหย่อนในการคำนวณเงินได้เพื่อเสียภาษี ตามที่จ่ายจริง  แต่ไม่เกินปีละ  10,000  บาท  ส่วนที่เกิน  10,000  บาทแต่ไม่เกิน 290,000  บาทได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำไปคำนวณเงินได้เพื่อเสียภาษี
       19.  กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  (  GOVERNMENT  PENSION  FUND  /GPF  /  กบข.  )  คือ  กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นเพื่อบริหารเงินเกษียณอายุให้ข้า ราชการแทนระบบบำเหน็จบำนาญเดิม  ให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและฐานะทางการคลังของประเทศ  ข้าราชการจะถูกกำหนดให้จ่ายเงินสะสมร้อยละ 3 ของเงินเดือน  ส่วนรัฐจะจ่ายเงินสมทบให้ร้อยละ 3 เช่นกัน
       เมื่อสมาชิกเกษียณ อายุ  หากอายุราชการไม่ถึง 10 ปี จะได้รับเงินสะสม   เงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น  หากทำงาน 10 ปีขึ้นไป  แต่ไม่ถึง 25 ปี จะได้รับเงินสะสม  เงินสมทบ  และดอกผลจากกบข.  พร้อมมีเงินบำเหน็จให้อีกก้อนหนึ่ง  ซึ่งเท่ากับเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยอายุราชการ  หากทำงาน 25 ปีขึ้นไป  สมาชิกกองทุนจะได้รับเงินสะสม  เงินสมทบและดอกผลจากกบข.  พร้อมบำเหน็จหรือบำนาญ   หากเป็นบำเหน็จจะเท่ากับเงินเดือนสุดท้ายคูณอายุราชการ  ถ้าเป็นบำนาญจะเท่ากับเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายคูณอายุราชการหารด้วยห้าสิบ   รับป็นรายได้ต่อเดือน  ไปตลอดชีวิต

       20. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ  (  RETIREMENT  MUTUAL  FUND  /  RMF  )เป็น กองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้นเพื่อบริหารเงินเกษียณอายุให้ประชาชนทั่วไป  โดยเฉพาะคนที่ทำงานอิสระ  ไม่ได้ทำงานบริษัทหรือรับราชการ  เพื่อให้สามารถเตรียมเงินเกษียณอายุได้อย่างเป็นระบบเหมือนสมาชิกของกองทุน สำรองเลี้ยงชีพตามบริษัทต่างๆ
       กองทุนนี้  ผู้ลงทุนต้องออกเงินออมแต่เพียงฝ่ายเดียวและมีข้อกำหนดให้  ต้องลงทุนสม่ำเสมออย่างน้อยปีละครั้ง  ไม่น้อยกว่าร้อยละ  3  ของเงินได้ในปีภาษีนั้นหรือไม่น้อยกว่า  5,000  บาทต่อปี  ทั้งนี้  ต้องไม่ขาดการลงทุนในแต่ละกองทุนรวมเกินกว่า  1  ปีติดต่อกัน  โดยกองทุนรวมนี้จะไม่มีการจ่ายเงินปันผล  หรือ  เงินตอบแทนใดๆให้แก่ผู้ลงทุนจะจ่ายเงินทั้งหมดก็ต่อเมื่อผู้ลงทุนแจ้งไถ่ถอน
     ผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี  คือ  ผลตอบแทนการลงทุนไม่ต้องเสียภาษี  และ  เงินลงทุนที่เติมเข้าไปในแต่ละปี  ได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้  ตามที่จ่ายจริง  โดยเมื่อรวมเงินลงทุนนี้เข้ากับเงินสะสมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือ  กบข.แล้ว   ต้องไม่เกิน  500,000  บาทในแต่ละปีภาษี
      เงินที่ลงทุนไปทั้งหมดพร้อมผลตอบแทนจะไถ่ถอนได้ก็ต่อเมื่อผู้ลงทุนมีอายุไม่ น้อยกว่า  55  ปี  และลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า  5  ปี  หรือ  ไถ่ถอนได้ในกรณีผู้ลงทุนทุพลภาพหรือตาย  โดยสิทธิประโยชน์ทางภาษีจะเริ่มในปีเงินได้  2544  เป็นต้นไป
      กรณีผู้ลงทุนทำผิดเงื่อนไข  ไถ่ถอนก่อนข้อกำหนด    สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับจากการลงทุน  ในส่วนของ 5 ปีสุดท้ายจะต้องถูกเรียกคืนและผลตอบแทนการลงทุนของ  5  ปีท้ายสุดจะต้องถือเป็นรายได้นำมารวมคำนวณภาษีด้วย
       กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพนี้  สามารถลงทุนในหลักทรัพย์ทุกประเภท  เช่น  หุ้นสามัญ  ,  หุ้นกู้  ,  พันธบัตร  , เงินฝาก  หรือ  วอร์แรนท์  แต่ผู้ลงทุนสามารถกำหนดได้ว่าจะเลือกลงทุนในกองทุนประเภทใด  และผู้ลงทุนสามารถโอนย้ายกองทุนจาก  RMF  หนึ่งไปยังอีก RMF หนึ่งได้ เพื่อเลือกนโยบายการลงทุนที่เหมาะสมกับอายุและภาวะตลาดในตอนนั้น

       21.  กรมธรรม์ประกันชีวิต  (  LIFE  INSURANCE  POLICY  )  เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเรื่องการออมทรัพย์และการคุ้มครองในเวลาเดียว กัน  ผลตอบแทนของกรมธรรม์ประกันชีวิต  มักกำหนดไว้คงที่ที่  5-6  %  ต่อปี  จึงเหมาะกับผู้ที่ไม่ชอบความเสี่ยง  หรือผู้ที่เก็บเงินไม่ค่อยได้  เนื่องจากการเก็บออมโดยการทำประกันชีวิตเป็นวิธีเก็บเงินที่เป็นระบบระเบียบ มากที่สุดวิธีหนึ่ง  ผู้ลงทุนต้องเจียดเงินมาเก็บทุกปีเป็นเวลายาวนานถึง  20  ปี  หรือจนครบอายุสัญญา
        สำหรับผู้ลงทุน    ที่ต้องการเก็บเงินเพื่อใช้ยามเกษียณอายุ         มีรูปแบบที่น่าสนใจ 2   แบบคือ  แบบสะสมทรัพย์ซึ่งเป็นการเก็บออมเงินแล้วไปรับเงินก้อน  ไว้ใช้เป็นเงินบำเหน็จเมื่อตอนครบสัญญา  หรือแบบมีเงินได้ประจำ  เป็นแบบเก็บเงินระยะเวลาหนึ่ง  (  ประมาณ 20 ปี  )  หลังจากนั้นไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันอีกแล้ว    แต่จะได้รับเงินบำนาญไว้ใช้ทุกปี   ไปตลอดชีวิต  ซึ่งแบบหลังนี้ยังสามารถป้องกันญาติพี่น้องหรือคนรู้จัก   มาหยิบยืมเงินก้อนสุดท้ายที่จะเก็บไว้ใช้ในบั้นปลายของชีวิตได้
        เนื่องจากรัฐบาลสนับสนุนให้ประชาชนรู้จักเก็บออมเงิน   เพื่อจะได้ดูแลรับผิดชอบตนเองเมื่อตอนแก่  จึงสนับสนุนให้ลดหย่อนภาษีได้ถึงปีละ  100,000  บาท  ดอกผลที่เกิดจากการทำประกันชีวิตทุกบาททุกสตางค์ไม่ต้องเสียภาษี  และยังมีกฎหมายคุ้มครองพิเศษ  ให้เงินสินไหมประกันชีวิตเป็นเงินปลอดหนี้สิน  เจ้าหนี้ไม่สามารถยึดได้เกินกว่าเบี้ยประกันที่ได้จ่ายไปซึ่งจะแตกต่างจาก สินทรัพย์อื่นๆที่จะถูกยึดจากเจ้าหนี้ได้  เมื่อผู้ลงทุนเสียชีวิตไป

       22. อินเวสต์เมนต์ลิงค์  /  ยูนิตลิงค์  (  INVESTMENT  LINKED  /  UNIT  LINK  )คือ  แบบประกันชนิดหนึ่งที่มีส่วนผสมของประกันแบบชั่วระยะเวลา  และ  กองทุนรวมอยู่ในฉบับเดียวกัน  เบี้ยประกันที่จ่ายทุกปี  ได้รวมเบี้ยประกันปกติและเงินลงทุนเข้าไว้ด้วยกันแล้ว แต่ผู้เอาประกันสามารถเพิ่มเงินลงทุนได้ตลอดเวลา  และในเวลาเดียวกันก็สามารถขายหน่วยลงทุนที่ซื้อเพิ่มนี้ได้ทุกเวลาเช่นกัน
        บริษัทประกันจะนำเงินเหล่านี้ไปลงทุนในหลักทรัพย์เหมือนกองทุนรวมทั่วไป  และให้สิทธิลูกค้าเลือกได้ว่าจะลงทุนในกองทุนประเภทใด  ในสัดส่วนเท่าไร  หรือ  จะโอนย้ายประเภทของกองทุนก็ได้เช่นกัน
        เนื่องจาก  อินเวสต์เมนต์  ลิงค์  นับเป็นประกันชีวิตชนิดหนึ่ง  จึงต้องมีขั้นตอนพิจารณา  อายุ  ,  สุขภาพ  ,ฐานะทางการเงิน   เหมือนประกันชีวิตทั่วไป  แต่ก็ได้สิทธิรับความคุ้มครองเงินลงทุนจากเจ้าหนี้  และได้สิทธิประโยชน์เรื่องภาษีเหมือนประกันชีวิตทุกประการ

                เรา ได้รู้จักหลักทรัพย์ หรือช่องทางการลงทุนข้างต้นแบบคร่าวๆแล้ว  ตอนนี้อยู่ที่ว่าเราสนใจแนวทางการลงทุนแบบไหน  เรามีความชำนาญมากน้อยเพียงใด  หรือ  จะมอบหมายให้นักลงทุนมืออาชีพจากสถาบันการเงินช่วยลงทุนให้เรา  
        แต่ที่ แน่ๆ  เราต้องจัดพอร์ตการลงทุนให้หลากหลายเพื่อกระจายความเสี่ยง   เพราะการลงทุนใดๆล้วนมีความเสี่ยง  ขนาดเงินคงคลังของประเทศที่มีอยู่เป็นแสนล้านยังหายวับไปในชั่วพริบตา  บริษัทเงินทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศยังล้มละลายในชั่วข้ามคืน  แล้วเราคิดว่า  ในโลกนี้  ยังมีอะไรที่แน่นอนอีกล่ะ