ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักลงทุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักลงทุน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ความผิดพลาด 19 ประการ ที่นักลงทุนส่วนมากกระทำ

ความผิดพลาด 19 ประการ ที่นักลงทุนส่วนมากกระทำ

วันนี้ผมได้นำเอาบทความที่เก็บเอาไว้ในDATAของผมออกมาแบ่งปันเพื่อนๆครับเห็นว่าดีลองอ่านดูกันนะครับ
ความผิดพลาดสามัญ 19 ประการ ที่นักลงทุนส่วนมากกระทำ (Nineteen Common Mistakes Most Investors Make)
(จาก How to Make Money in Stocks ของ William J. O Neil

1. รั้นที่จะถือขาดทุนไว้เมื่อเป็นจำนวนเล็กน้อยและสมเหตุสมผล
(Stubbornly holding onto losses when they are small and reasonable.)
ข้อนี้เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมากเป็นอันดับหนึ่ง (นาย O Neil มีกฏให้ทำ Cut loss ทันทีเมื่อขาดทุนไป 7-8%)

2. ซื้อตอนหุ้นตก นั่นคือการตอกย้ำความลำเค็ญ (Buying on the way down in price, thus ensuring miserable results.)
หุ้นที่กำลังตกลงมาถูกกว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนดูท่าว่าถูกดี -แต่ จะจ้องรับกริชที่กำลังหล่นไปไย

3. ซื้อเฉลี่ยตอนลงมากกว่าตอนขึ้น (Averaging down in price rather than up when buying.)
นี่คือการเอาเงินดีไปปนเงินเลว เป็นกลยุทธแบบมือสมัครเล่นที่จะนำไปสู่การขาดทุนหนักๆ 

4. ซื้อหุ้นราคาต่ำจำนวนมาก แทนที่จะซื้อหุ้นราคาสูงจำนวนน้อย (Buying large amounts of low-priced stocks rather than smaller amounts of higher priced stocks.)
หุ้นคุณภาพดีราคาไม่มีต่ำ (ลองเทียบ SCC/1000++ กับ TMB/4++)
ควรซื้อหุ้นที่ดีที่สุด (ไม่ใช่ถูกที่สุด)

5. อยากรวยเร็วไม่อยากออกแรง (Wanting to make a quick and easy buck.)
โลภมากใจร้อนจี๋ มีโอกาสใจด่วนโดดเข้ากองไฟแล้วเสียดายไม่อยาก Cut loss เมื่อพลาด

6. ซื้อตามเขาว่า (Buying on tips, rumors, split announcements, and other news hear from supposed market experts on TV.)
หรืออีกนัยหนึ่ง เอาเงินที่ตนสะสมมาอย่างยากเย็นไปเชื่อตามคนอื่น แทนที่จะใช้เวลาฝึกศึกษาให้รู้ตัวว่ากำลังทำอะไร

7. เลือกหุ้นชั้นรองเพราะใด้ปันผลหรือ P/E ต่ำ (Selecting second-rate stocks because of dividends or low price-earnings ratios.)
มีปัจจัยข้อมูลอื่นๆอีกมากที่สำคัญกว่า เงินปันผล หรือ P/E (เช่นอัตราการเติบโต)

8. ไม่ยอมถอยแม้จะเลือกผิดและไม่รู้จริงในการหาบริษัทที่พบความสำเร็จ (Never getting out of the starting gate properly due to poor selection criteria and not knowing exactly what to look for in a successful company.)
หลายคนหลงอยู่กับหุ้นปลายแถวที่มีข้อมูลคลุมเครือ

9. ซื้อหุ้นที่คุณคุ้นชื่อ (Buying old names you're familiar with.)
แค่ที่คุณเคยทำงานการบินไทยไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุให้เป็นห้นดีที่คุณควรซื้อ มีหุ้นดีๆเกิดใหม่ขึ้นมาได้เสมอ

10. ไม่มีปัญญาจดจำทำตามข้อมูลคำแนะนำที่ดี (Not being able to recognize (and follow) good information and advice.)
ญาติ มิตร โบรกเกอร์ และ การบริให้คำแนะนำต่างๆ อาจเป็น -ต้นตอ- ของคำแนะนำที่เลว
มีนักกีฬามืออาชีพเพียงน้อยนิดที่โด่งดังโดดเด่นจริงๆ

11. ดูกราฟไม่เป็นและไม่กล้าซื้อเมื่อเป็น "new high" (Not using charts and being afraid to buy stocks that are going into new high ground in price.)
คนมากกว่า 98% คิดว่าราคาที่ new high แพงไป...แล้วก็ตกรถ

12. ชอบขายหมูแต่ชอบกอดของเน่า (Cashing in small, easy-to-take profits while holding the losers.)
อีกนัยหนึ่ง ควรทำตรงกันข้าม คือ ให้โอกาสเวลา เพื่อทำกำไรและรู้จัก cut loss

13. เป็นกังวลเกินไปกับค่าภาษีและค่าคอม (Worrying too much about taxes and commissions.)
(บ้านเราคงไม่เป็นนักเพราะไม่แพงอย่างเขา)

14. จดจ้องรู้แต่ตอนซื้อแต่ไม่รู้ตอนขาย (Concentrating your time on what to buy and once the buy decision is made, not undetrstanding when or under what conditions the stock must be sold.)
ส่วนมากทำการบ้านแค่ครึ่งเดียว

15. ไม่เข้าใจความสำคัญของการซื้อหุ้นคุณภาพและการดูทางเท็คนิคเพื่อปรับปรุงการเลือกของตน (Failing to understand the importance of buying quality companies with good institutional sponsorship and the importance of learning how to use charts to significantly improve selection and timing.)

16. ชอบเก็งกำไรหนักๆ พวก W/C เพราะเชื่อว่าเป็นทางลัดรวยเร็ว (Speculating too heavily in options or futures because they're thought to be a way to get rich quick.)
(คนที่ชนะคงค้าน -แต่มีกี่คนไม่รู้)

17. ไม่ค่อยทำตามตลาดแต่ชอบเคาะเพดาน (Rarely transacting "at the market" and preferring to put price limits on their buy and sell orders.)
(เลยชวดขายชวดซื้อ)

18. ละล้าละลังไม่รู้เวลาลงมือ (Not being able to make up your mind when a decision needs to be made.)
(หลายคนไม่รู้เวลาจะซื้อ จะขาย จะถือ ดูกระทู้ในสินธรก็ท่วมไปหมด)

19. ซื้อหุ้นอย่างไม่มีเป้าหมาย (Not looking at stocks objectively.)
ชอบซื้อตัวที่ชอบแล้วนั่งภาวนา แทนที่จะศึกษาสนใจทั้งตลาด

ไม่รู้ใครถูกใครผิดแค่ไหนเพียงไร โปรดใช้วิจารณญาณ
..........ตนป็นที่พึ่งแห่งตน.............

ขอให้โชคดีพบความสำเร็จโดยทั่วกัน

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

4ข้อผิดพลาดที่นักลงทุนควรหลีกเลี่ยง

4ข้อผิดพลาดที่นักลงทุนควรหลีกเลี่ยง


สิ่งที่จะถูกนำเสนอต่อไปนี้ เป็นข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับนักลงทุนจำนวนมาก แต่ก็เป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงได้ไม่ยากครับ


ข้อผิดพลาดที่หนึ่ง: บริษัทดีๆซื้อที่ราคาเท่าไรก็ได้

ก่อนที่จะลงทุน นักลงทุนต้องสามารถแย่งแยะได้อย่างชัดเจนว่า "บริษัทที่ดี" กับ "หุ้นที่ดี" ต่างกันอย่างไร

บริษัทที่ดี คือ บริษัทที่มีอนาคตที่ดี มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ชัดเจนและคงทน และถูกบริหารโดยผู้บริหารที่ มีทั้งคุณธรรมและความสามารถ

หุ้นทีดี คือ บริษัทที่ดีและมีราคาตลาดที่ค่อนข้างถูก

ในตลาดบ้านเรา มีบริษัทดีๆมากมาย แต่นักลงทุนควรถามตัวเองว่า ราคาตลาดของบริษัทเหล่านั้นได้สะท้อนปัจจัยบวกเหล่านั้นไปหมดหรือยัง ถ้า ราคาอยู่ในระดับที่สะท้อนปัจจัยบวกไปหมดแล้ว (หรืออยู่ในระดับที่สูงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจะรองรับได้) โอกาสทำ กำไรของเราก็มีไม่มากนัก ถึงแม้บริษัทนั้นจะดีแค่ไหนก็ตาม


ข้อผิดพลาดที่สอง: คำนึงถึงแต่ขาขึ้น

นักลงทุนหลายคนที่ทำการบ้านมาดีมาก มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนค้นคว้ามาสูง อาจจะพูดกับตัวเองว่า ถ้าเราซื้อหุ้นตัวนี้เก็บไว้นะ มันจะต้องขึ้นไป30%-50%แน่เลย เพราะเหตุผลต่างๆนาๆ ยังไงก็กำไรเห็นๆ เพราะฉะนั้น ต้องรีบซื้อเก็บไว้

ความจริงก็คือไม่ว่าคุณค้นคว้ามาดีแค่ไหนก็ตาม โอกาสที่จะเกิดเรื่องแย่ๆจนส่งผลลบต่อผลประกอบการและราคาหุ้นของบริษัทที่คน สนใจก็ยังคงมีอยู่ และของถูกก็มีโอกาสถูกลงได้อีก ผมขอยกตัวอย่างเลยละกันครับ

สมมุติว่า คุณค้นคว้าหุ้นCPFมาอย่างดี และมั่นใจว่าบริษัทดังกล่าวจะต้องมีอนาคตดี เพราะบริษัทนี้
1.) ควบคุมต้นทุนการผลิตได้ดีเยี่ยม
2.) มีฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก
3.) แนวโน้มลูกค้าจากยุโรปจะซื้อไก่จากภูมิภาคเอเชียมากขึ้น เพราะชาวนาชาวสวนในยุโรปมีโอกาสสูงมากที่จะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลน้อย ลง

คุณจึงได้ข้อสรุปว่า CPFจะเป็นการลงทุนที่ดีอันหนึ่งในระยะยาว และซื้อเก็บไว้อย่างมีความสุข

ถึงแม้ปัจจัยบวกและเหตุผลที่กล่าวมาอาจจะเป็นความจริงทั้งหมด ผลประกอบการของบริษัทก็ยังมีโอกาสแย่ลงจนส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นได้อยู่ดี ลองนึกดูสิครับว่า ถ้าเกิดไข้หวัดนกในไทยอีกจะเกิดอะไรขึ้นกับราคาหุ้นของCPF? ผมเดาว่าราคาคงตกลงไป25%-30%ได้ไม่ยาก

คำถามก็คือ คุณเตรียมใจกับราคาหุ้นที่ตกมาแรงๆหรือยัง? คุณได้ถามตัวเองหรือยังว่าถ้าหุ้นที่เราถืออยู่ ราคาตกลงมา50% คุณจะทำอย่างไร? ถ้าไม่ได้เตรียมพร้อมและเตรียมใจไว้ตั้งแต่แรก สิ่งที่เกิดขึ้นกับนักลงทุนส่วนใหญ่คือ เกิดความตื่นตระหนก ตกใจ ทำตัวไม่ถูก กลัวราคามันจะยิ่งลงลึกขึ้นไปอีกจนเราหมดเนื้อหมดตัว  และสุดท้ายก็จบด้วยการขายทิ้ง

การกระทำนี้เป็นข้อผิดพลาดที่จะเป็นตัวบั่นทอนกำไรจากการลงทุนได้ อย่างมหาศาล เพราะนักลงทุนจะต้องขายหุ้นที่ราคาต่ำกว่าที่ตนเองซื้อบ่อยครั้งจนเกินไป เพราะฉะนั้น สิ่งที่นักลงทุนควรทำเพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดนี้คือ

1.) ศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ มองหาทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และเตรียมใจไว้ว่า สิ่งที่แย่ที่สุดมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ ถามตัวเองไว้ล่วงหน้าเลยว่า ถ้าปัจจัยลบอันใดอันหนึ่งเกิดขึ้นจริง เราจะปฎิบัติตนอย่างไร
2.) หลังจากทำการซื้อ เมื่อปัจจัยลบอันใดอันหนึ่งเกิดขึ้นจริง วิเคราะห์ดูว่าสิ่งนี้จะเป็นปัญหาต่อบริษัทในระยะสั้น หรือระยะยาว
3.) ถ้าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพียงปัญหาระยะสั้น นักลงทุนควรพร้อมที่จะซื้อเพิ่ม เหมือนสาวๆพร้อมที่จะซื้อเสื้อผ้าและสินค้าคุณภาพช่วงลดกระหน่ำซัมเมอร์ เซลส์ นักลงทุนที่ดีต้องซื้อของดีตอนราคาถูกๆ

ผมต้องขอขยายความเรื่องความนานของปัจจัยลบนิดนึงครับ เพราะบางครั้ง มันก็ยากเหลือเกินที่จะบอกว่าอันไหนเป็นปัญหาระยะสั้น ระยะยาว

ตัวอย่างของปัญหาระยะยาว คือ การจัดการภายในบริษัทไม่ดี ผู้บริหารหรือเจ้าของไม่มีความซื่อสัตย์ สภาพการแข่งขันในธุรกิจที่รุนแรงจน แข่งกันตัดราคากันเพื่อแย่งลูกค้า  (ถ้าบริษัทมีปัจจัยลบเหล่านี้ คุณควรทราบ และไม่เข้าไปซื้อตั้งแต่แรกแล้วนะครับ)

ตัวอย่างของปัญหาระยะสั้น คือ ภาวะเศรษฐกิจหดตัว และอื่นๆอีกมากมาย แล้วแต่ภาคธุรกิจ

พูดสั้นๆคือ ปัญหาระยะยาวส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาภายในที่ขาดเดาไม่ได้ว่าจะจบเมื่อไร แต่ปัญหาระยะสั้น คือปัญหาที่ใครๆก็รู้ว่ามันจะต้องคลี่คลายในที่สุด เช่นวิกฤตเศรษฐกิจ และภัยธรรมชาติ เป็นต้น

สรุปว่า นักลงทุนควรเตรียมใจกับสถานการณ์แย่ๆที่อาจเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมที่จะซื้อเพิ่มเสมอ ถ้าราคาหุ้นตก เพราะปัญหาที่ไม่ใช่ปัจจัยระยะยาว แต่คุณกลับไม่กล้าซื้อเพิ่ม คุณก็ไม่ควรซื้อหุ้นตัวนั้นตั้งแต่แรก


ข้อผิดพลาดที่สาม: ขายเร็วไป

สิ่งที่บั่นทอนผลตอบแทนของนักลงทุนได้มากที่สุดตัวหนึ่งก็คือ การขายหุ้นดีๆเร็วจนเกินไป อย่าลืมว่าคุณสามารถขาดทุนจากหุ้นได้มากที่สุดเท่ากับ100% แต่ถ้าหุ้นที่คุณเลือกมานั้นมีคุณภาพ การที่จะได้ผลตอบแทนคืนมาเกิน100%นั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย ถ้าเป้าหมายของคุณคือการทำกำไรให้ได้มากที่สุดจากการลงทุน คุณต้องใจแข็งพอที่จะถือหุ้นที่ดีได้นานหลายๆปี

สาเหตุที่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถถือยาวได้นั้นก็คือ พวกเขาไม่ตระหนักว่าผลตอบแทนที่เราสามารถหาได้จากการลงทุนนั้นจะดีกว่าการ เก็งกำไรไปวันๆมากขนาดไหน พวกเขามีสมมุติฐานที่ผิดๆว่า ถ้าราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไป50%-100% หุ้นไม่น่าจะขึ้นต่อได้แล้ว อย่างไรก็ตาม คนที่ศึกษาประวัติของตลาดหุ้นดูสักนิดก็จะรู้ว่านั้นไม่ใช่ความจริง หุ้นดีๆหลายๆตัวก็ขึ้นได้5-10เท่า ไม่ว่าจะเป็นCPF BANPU PB SPALI และอื่นๆอีกมากมาย แต่ว่ากว่าจะขึ้นได้ขนาดนั้นก็ต้องใช้เวลาหลายปี คนที่ขายไปก่อนก็ต้องเสียโอกาสที่จะทำกำไรมหาศาลนั้นไป เหตุการณ์เช่นนี้ ผู้เขียนเจอกับตัวมาแล้วครับ เมื่อประมาณกลางปี2009 ผมซื้อSPALIไปที่ประมาณสองบาทกว่าๆ หลังจากซื้อได้ไม่ถึงปี ผมได้ขายไปที่ราคา6บาทกว่าๆ ปัจจุบัน SPALIราคา13.20แล้วครับ (ราคาปิดเมื่อวันศุกร์ 2 ธันวาคม)

สิ่งที่ผมแนะนำให้ทำคือ หากราฟของราคาหุ้นของบริษัทดีๆมานั่งดูครับ ดูเทียบกับกำไรก็ได้ของบริษัทนั้นๆก็ได้ (เหมือนที่Peter Lynchทำ ในOne Up on Wall Street) ลองศึกษาดูครับแล้วคุณจะพบว่าการรีบขายอาจทำให้คุณพลาดอะไรไปบ้าง



ข้อผิดพลาดที่สี่: ซื้อเยอะไป สำหรับการตั้งซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว

การซื้อของดีตอนราคาถูกเป็นความคิดที่ถูกต้อง และสมเหตุสมผล แต่ของถูกย่อมมีราคาถูกลงได้อีกเสมอ ถ้าคนส่วนใหญ่ในตลาดยังแย่งกันขายหุ้นตัวนั้นอยู่ เพราะฉะนั้นการซื้อ หุ้นเยอะเกินไปภายในการตั้งซื้อครั้งเดียว มีผลเสียอยู่สองอย่างคือ

1.) นักลงทุนมีความเสี่ยงที่จะมีอารมณ์ที่เชื่อมโยงกับราคาหุ้นมาเกินไป เช่นถ้าซื้อทีเดียวเยอะๆ แล้วราคาหุ้นมันวิ่งขึ้นทันที นักลงทุนก็เห็นกำไรที่เป็นตัวเงินที่อยู่ในพอร์ทเพิ่มขึ้นเป็นกอบเป็นกำ ทำให้อดใจที่จะถือต่อไม่ไหวจนต้องขายเอากำไรไว้ก่อน รู้ตัวอีกทีหุ้นมันขึ้นไปอีกตั้งเยอะแล้ว
2.) นักลงทุนจะเสียโอกาส ซื้อหุ้นเพิ่มตอนที่ราคาหุ้นมันถูกลง

ทางแก้ก็ง่ายนิดเดียวครับ ทยอยซื้อ


สิ่งเหล่านี้คือ ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับนักลงทุนจำนวนมาก ถ้าท่านผู้อ่านทั้งหลายปิดจุดอ่อนเหล่านี้ได้ คุณได้นำหน้านักลงทุนส่วนใหญ่ไปอย่างน้อยหนึ่งก้าวแล้วครับ

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

ผู้ซื้อบ้าน และนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์: อ่านข่าวช่วงนี้แล้วต้องฟังหูไว้หู

ผู้ซื้อบ้าน และนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์:
อ่านข่าวช่วงนี้แล้วต้องฟังหูไว้หู

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ (ข้อมูลบ้าน-ที่ดิน,ฉบับพิเศษ) ปีที่ 23 (1) ฉบับที่ 1,846 (3) เดือนตุลาคม 2546
ที่มา http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market_view.php?strquery=market14.htm
          ถ้าเราอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ทุกวันนี้ เพื่อความบันเทิงก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้าอ่านเพื่อนำไปคิดประกอบการวางแผนการลงทุนซื้อบ้านและอสังหาริมทรัพย์ แล้วไซร้ เราควรเฉลียวใจ/ฉุกคิดบ้าง เดี๋ยวจะเข้าใจไขว้เขว มองผิดทิศทาง นอกจากไม่ได้กำไรจากการลงทุนแล้ว ยังสูญทุนเสียอีก
          การอ่านข่าวก็คือการเก็บข้อมูลประการหนึ่ง ผู้ซื้อบ้านหรือนักลงทุนจึงต้อง “ตรอง” และ “กรอง” ให้ดีก่อนเชื่อ ลองดูจากข่าวเหล่านี้ครับ
ข่าวบางอย่างอาจทำให้ไขว้เขว
          เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มีข่าว “นักธุรกิจซื้อสด คฤหาสน์ 129 ล้าน: อสังหาฯ เดือดแข่งผุดบ้านหรูรับลูกค้า สนองตลาดอสังหาฯ ร้อนผุดโครงการเพิ่มต้นปี 47 ถอดแบบที่พักอาศัยแห่งจักรพรรดิ โรมัน สนองลูกค้า” (กรุงเทพธุรกิจ 3 ตุลาคม 2546 หน้า 1) ทำอย่างกับว่าตอนนี้บ้านเมืองเรารวยสุดขีด อสังหาริมทรัพย์ดีมากมายเหลือเกิน
          กรณีข้างต้นนี้ถือเป็นข้อยกเว้น เป็นเรื่องของคนกลุ่มเล็ก ๆ เช่น ตอนมอเตอร์โชว์ ก็มีเศรษฐีไปซื้อรถคันละ 20-30 ล้านสัก 4-5 คน ผมเองก็มีผู้ใหญ่ผู้มีคุณอยู่ท่านหนึ่ง ท่านสร้างบ้านของท่านเองราคา 500 ล้านบาทแถวเอกมัย อย่างนี้ไม่เป็นข่าวครับ เพราะไม่มีใครให้ข่าว ก็เลยไม่มีใครตื่นเต้น
          ความจริงแล้ว ผู้ประกอบการก็อยากให้มีข่าวดี ๆ เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ คนเขาจะได้เข้ามาซื้อ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ไม่อยากให้ข่าวดูดีมากนัก เพราะเดี๋ยวใคร ๆ จะมาแย่งอาชีพเหมือนช่วงก่อนฟองสบู่แตกอีก
ข่าวกระตุ้นให้ซื้อ
          การที่อสังหาริมทรัพย์ดูคึกคักขึ้น บางคนจึงยิ่งบอกว่า “ราคาบ้านจะขึ้นนะ” เพื่อให้คนรีบซื้อ จะได้ขายสินค้าได้หมดเร็ว และราคาจะได้ขยับขึ้นจริง เช่นข่าว “บ้านจัดสรรปรับราคาใหม่ รับมาตรการภาษีหมดอายุ/ส่วนราคาวัสดุก่อสร้างปัจจัยหนุนให้ปรับราคาเร็วขึ้น” (ฐานเศรษฐกิจ 11 กันยายน 2546 หน้า 33)
          แต่ความจริงแล้ว วัสดุก่อสร้างไม่ได้มีผลต่อราคาบ้านมากมายนัก เพราะต่อมาก็มีข่าว “สถาบันเหล็กเบรกมั่วนิ่มขึ้นราคาบ้าน” (ไทยรัฐ, เสาร์ที่ 13 กันยายน 2546 หน้า 8) เพราะถ้าต่อไปราคาเหล็กเพิ่มขึ้น 10% ก็จะทำให้บ้านเพิ่มราคาเพียง 1% เท่านั้น สังเกตดูจะเห็นว่าข่าวอย่างนี้ไม่ใช่ข่าวใหญ่ แต่ข่าวบอกราคาบ้านจะขึ้นมักเป็นข่าวใหญ่กว่าเสมอในหน้าหนังสือพิมพ์
ข่าวสร้างภาพพจน์
          จะสังเกตได้ว่า หนังสือพิมพ์ทุกวันนี้ จะมีข่าวที่เป็นการเสริมสร้างภาพพจน์ของเจ้าของโครงการบ้าง เช่น “อมรพันธ์ ปั้นทายาทลุยโครงการจัดสรรยุคใหม่” (ฐานเศรษฐกิจ 21-24 กันยายน 2546 หน้า 33) หรือสกู๊ป “แม่คือครูธุรกิจ (ของท่านอนันต์ อัศวโภคิน แห่งแลนด์แอนด์เฮาส์)” (ประชาชาติธุรกิจ 2 ตุลาคม 2546 หน้า 36)
          กรณีเช่นนี้นับเป็นเรื่องธรรมดา “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” และข่าวประเภทนี้ต่อไปก็จะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นก่อนยุคฟองสบู่แตก แม้แต่ในละครน้ำเน่ายุคนั้น หน้าตาของเศรษฐีก็มักจะเป็นนักพัฒนาที่ดิน อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ซื้อบ้านและนักลงทุน ถ้าจะทำธุรกรรมกับโครงการจัดสรร ก็คงต้องดูตามสัญญา (ที่เป็นธรรม) มากกว่าภาพพจน์ ยิ่งเมื่อในช่วงนี้ อสังหาริมทรัพย์ดูคึกคัก การขายกระดาษเปล่าก็กลับมาอีก เรายังไม่มีมาตรการคุ้มครองเงินดาวน์ของผู้บริโภคเลย แปลกไหม สิ่งนี้ควรทำตั้งแต่มีบทเรียนปี 2540 ก็ไม่ยอมทำ ตอนนี้ดู “บูม” อีกแล้ว ก็ยังไม่ยอมคุ้มครองผู้บริโภคอีก ทำอย่างกับจะให้ผู้ขาย “ฟัน” กำไรให้เต็มที่ก่อนในช่วงนี้อย่างงั้นแหละ
          การคุ้มครองผู้บริโภคด้านเงินดาวน์ก็คือ การป้องกันว่า วันใดผู้ประกอบการเกิด “เจ๊ง” ไป เงินดาวน์ของลูกค้า จะได้รับคืนก่อน (และควรคืนพร้อมดอกเบี้ย) ไม่ใช่รอให้เจ้าหนี้สถาบันการเงินหรืออื่น ๆ ชำระหนี้เสร็จก่อน ซึ่งมักจะไม่เหลือถึงผู้ซื้อบ้านเช่นที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ การคุ้มครองผู้บริโภคนี้ ไม่ใช่ทำให้ผู้ประกอบการเสียหายนะ แต่ทำให้ผู้ประกอบการได้ดี เพราะคนซื้อมั่นใจว่ามีหลักประกัน ทำให้สินค้าบ้านขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเสียอีก
          ในฐานะผู้อ่านหนังสือพิมพ์ เราต้องเข้าใจได้ว่า ถ้าไม่มีโฆษณา หนังสือพิมพ์ก็อยู่ไม่ได้ ดังนั้นในแง่หนึ่งหนังสือพิมพ์ก็ต้องเสนอข่าวในเชิงบวกบ้างตามประสาธุรกิจ และถ้าไม่มีอะไรจะเป็นข่าวที่ลบมากเกินไป ก็อาจไม่เป็นข่าว หรือเป็นแค่ข่าวเล็ก ๆ ไม่เตะตา เราคนอ่านหนังสือพิมพ์ก็จึงต้องตรองให้ดี
ข่าวให้สังวรในการลงทุน
          การลงทุนก็เป็นสิ่งดีหรอกครับ ถือเป็นสัมมาอาชีพ ซื้อบ้านไว้อยู่อาศัย ก็เป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง วันหน้าจับพลัดจับผลู อาจต้องขายมาเป็นทุนหรือใช้หนี้ อย่างไรก็ตามถ้าผู้มีทุนคิดออกว่าจะลงทุนทำอะไรก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าคิดไม่ออกว่าจะลงทุนแบบไหน ก็ต้องระวัง เดี๋ยวทุนจะหายกลายเป็นหนี้แทน
          การมีไม่มีหัวลงทุน แต่มีทุน บางทีอาจแปลงเป็นหนี้ได้ ดังเช่นข่าว “หวั่นแปลงสินทรัพย์ไปจบที่มอไซด์” (ไทยรัฐ 4 ตุลาคม 2546 หน้า 7) คือพอได้ทุนมาแทนที่จะเอาไปลงทุน กลับเอาไป “เสพสุข” ซื้อของสิ้นเปลือง ก็จบเห่ เพื่อนผมเป็นครูอยู่ต่างจังหวัด บอกว่าเดี๋ยวนี้ชาวบ้านรวยจนน่ากลัว!! รวยมือถือ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ครูเดี๋ยวนี้ไม่เอามอเตอร์ไซค์ห้างแล้ว เอารถกระบะทั้งคันเลย ดังนั้นที่น่ากลัวคือ น่ากลัวว่าจะเป็น NPL กันทั้งบางนั่นเอง
          ยังมีข่าวให้สังวรเพื่อการลงทุนอีกข่าวหนึ่งคือ “ผลวิจัยระบุ "คนกรุง"หนี้อื้อ – ใช้เงินเกินตัว” (กรุงเทพธุรกิจรายวัน, 1 ตุลาคม 2546 หน้า 1) ซึ่งระบุว่า “คนกรุงใช้เงินเกินตัว หนี้อื้อ เฉลี่ย 4.2 แสนบาทต่อคน … ขณะที่ตัวเลขการบริโภคสูงหลอกสายตาผู้ประกอบการให้เร่งขยายการผลิตจนอาจกลาย เป็นโศกนาฏกรรมคูณสอง” เราลองนึกดูนะว่า ถ้าเกิดวิกฤติเช่นนี้จริง โรงงานต่าง ๆ ก็เจ๊งก่อน เศรษฐกิจก็ทรุด คนซื้อบ้านก็จะไม่มี ราคาบ้านที่เราหวังว่าจะขึ้น มันจะตกต่ำลงเพียงใด
คิดมุมกลับเพื่อทำใจบ้าง
          อย่างไรก็ตามตอนนี้คนซื้ออสังหาริมทรัพย์มากขึ้น สาเหตุก็เพราะ ประการแรกดอกเบี้ยถูก ซื้ออสังหาริมทรัพย์ให้คนเช่า ยังได้กำไรต่อปีสูงกว่าดอกเบี้ย และประการที่สอง ไม่มีทางลงทุนทางอื่นที่มั่นใจได้เพียงพอ ในวันหน้า หากมีแนวโน้มว่าราคาจะขึ้น จะยิ่งมีการซื้อกันยกใหญ่อีก เพราะหวังว่าอัตราขึ้นของราคาน่าจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากหรือเงินกู้ ด้วยซ้ำ
          แต่สิ่งที่เราควรคิดในมุมกลับก็คือ หากใน 6 ปีข้างหน้า สิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เป็นดังหวัง คนจนยังมีและเพิ่มขึ้น (ไม่ได้หมดไป) หนี้เน่าของผู้ประกอบการกลับเพิ่มขึ้น (ไม่ได้หมดไป) ชาวบ้านมากมายเป็น NPL (แทนที่จะแปลงสินทรัพย์เป็นทุน กลับแปลงเป็นหนี้) บ้านเอื้ออาทรที่ว่าจะสร้าง 1 ล้านหน่วย ก็กลายเป็นความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ที่คนลืมไปแล้ว หรือเมืองใหม่ที่กำลังจะ “ฮอต” ก็ไม่ได้สร้าง ฯลฯ อะไรจะเกิดขึ้น
          ในแง่ลบ จะเป็นการดีหรือไม่ถ้าไหน ๆ ก็ไม่รู้จะลงทุนอะไรดีแล้วในขณะนี้ ดอกเบี้ยก็คาดว่าจะไม่ขึ้นอยู่แล้วในอีก 6 ปีข้างหน้า เงินเฟ้อก็น้อย ก็ทำใจยอมให้ทรัพย์ที่เรามี discount สัก 3% ต่อปีไปสัก 5 ปี ซึ่งก็จะเหลือ 86.3% เช่นถ้าเรามีเงิน 10 ล้านวันนี้ อีก 5 ปีข้างหน้าจะเหลือ 8.63 ล้านบาท แต่แทนที่จะถือเป็นเงิน ก็เอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อทองฝังตุ่มไปเลยเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งอย่างน้อยที่สุด ถึงวันนั้นก็ยังเอาทองมาแลกเป็นเงินได้ 8.63 ล้านบาท แต่ถ้าเศรษฐกิจเสื่อมทรุด กอดเงินหรือสมุดฝากเงินในแบงค์ไว้ อาจเหลือเพียงเศษกระดาษก็ได้!! จะเอาไงดี
          ย่อหน้าข้างต้น เป็นการ “พูดเล่น” เชื่อว่าไม่เป็นอย่างนี้หรอก อย่าห่วงไป (ฮา)

วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556

การเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน

การเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน

 ที่มา http://www.monkeyfreetime.com/2012/02/blog-post_26.html
นักลงทุนที่มีความรู้รอบตัวมากอาจจะเคยได้ยินหนังสือเล่มพระเอกของ จอร์จ โซรอส ที่ชื่อว่า The Alchemy of Finance หรือ "การเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน" ซึ่งเขาว่ากันว่ามันเป็นหนังสือดี แต่อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง และหนึ่งใน "เขา" ที่ว่านั้นก็คือ ดร.นิเวศน์ ปรมาจารย์วีไอของเมืองไทยเสียด้วย

เล่ามาเป็นคุ้งเป็นแคว แต่ผมเพียงจะบอกว่าผมไม่ได้เขียนเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้น (แป่ว...) เรื่องที่ผมจะเล่าใกล้ตัวกว่านั้นมาก เพราะมันเป็นเรื่องในตลาดหุ้นนี่เอง

นัก ลงทุนหลายท่านคงมีโอกาสได้เห็นพฤติกรรมแปลกๆ หลายอย่างในตลาดหุ้นไทยไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่การประกาศจ่ายเงินปันผลพิเศษแบบบ้าระห่ำของบริษัทโทรคมนาคมแห่งหนึ่ง การที่บริษัทเกษตรและอาหารรายใหญ่ของประเทศประกาศเข้าซื้อกิจการในต่าง ประเทศซึ่งที่จริงแล้วก็เป็นของเจ้าสัวผู้ถือหุ้นใหญ่นั่นเอง รวมทั้งการประกาศจ่ายปันผลเป็นหุ้นของบริษัทค้าปลีกชั้นนำ รวมทั้งอีกหลายบริษัท จนเรียกว่ากลายเป็นเทรนด์ใหม่ของปีนี้ไปเสียแล้ว

ผม เองยอมรับว่างงกับพฤติกรรมเหล่านี้ และที่งงยิ่งกว่าก็คือเสียงตอบรับจากเหล่าผู้ถือหุ้นซึ่งสะท้อนออกมาเป็น ราคาหุ้น เรามาว่ากันทีละกรณีเลยก็แล้วกัน ...เพื่อความเหมาะสม ผมขออนุญาตยกตัวอย่างบริษัทสมมติก็แล้วกันนะครับ

บริษัทไวกิ้งเทเลคอม - การจ่ายเงินปันผลพิเศษ

แม้ นักวิเคราะห์คาดการณ์กันมาก่อนว่าบริษัทไวกิ้งเทเลคอมซึ่งมีเงินสดล้นเหลือ จะประกาศจ่ายเงินปันผลพิเศษ แต่ครั้นบริษัทประกาศจ่ายขึ้นมาจริงๆ ถึง 16 บาท ก็ทำให้สาวน้อยสาวใหญ่พากันกรี๊ดกร๊าดแย่งกันซื้อหุ้นจนพุ่งขึ้นจาก 80 บาทไป 90 บาท ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมันก็ขึ้นล่วงหน้ามาก่อนนานแล้ว

ความ จริงเงินปันผลที่บริษัทไวกิ้งเทเลคอมจ่ายไม่ได้มาจากเงินสดที่ตัวเองมีเท่า นั้น แต่ส่วนหนึ่งมาจากการกู้ยืมจากธนาคาร แม้ว่าบริษัทจะระบุว่า "พ้มเอามาจากกำไรสะสม!" แต่ความเป็นจริงก็คือ เงินสดมันไม่ได้มีป้ายแปะไว้ว่ามันเอามาจากตรงไหน พอชักเอาเงินสดออกมาแล้วต้องไปกู้เพิ่มก็กระทบกับโครงสร้างเงินทุนของ บริษัทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การที่บริษัทกู้ยืมเงินมากขึ้นแม้จะส่ง ผลให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทลดลง แต่ต้องแลกกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของบริษัท โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าในอนาคตอันใกล้บริษัทจะต้องเตรียมเงินไว้ประมูลคลื่น ความถึ่ 3G ก็ยิ่งน่าสงสัยว่าการกระทำนี้จะส่งผลดีต่อ "บริษัท" หรือ "ผู้ถือหุ้น" กันแน่

หรือมันเป็นแค่การดึงเงินสดกลับบ้านแบบเนียนๆ ของใครบางคน?! และผู้ถือหุ้นที่เหลือก็ "สมรู้ร่วมคิด" อวยให้แบบเต็มใจเพราะเราได้ประโยชน์ร่วมกัน

ที่น่าตลกคือ มีหลายคนไล่ซื้อหุ้นในราคาแพง เพียงเพื่อจะได้เงินสดกลับมาในรูปของเงินปันผล ทั้งที่เจ้าเงินสดนี้มันอยู่ในกระเป๋าของเราตั้งแต่แรก แทนที่จะควัก 90 บาทซื้อตอนที่มันแพงแล้ว สู้เอาเงิน 80 บาทไปมองหาหุ้นตัวอื่นที่ยังถูกอยู่จะดีกว่า และก็เก็บ 10 บาทที่เหลือเอาไว้อุ่นใจ

บริษัทเวิลด์ฟู้ดส์ - การซื้อกิจการของผู้ถือหุ้นใหญ่

บริษัท เวิลด์ฟู้ดส์อ้างว่าการเข้าซื้อกิจการจะทำให้บริษัทสามารถเข้าสู่ตลาดใหญ่ใน จีนและเวียดนามได้ อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นที่สงสัยว่าราคาที่เจ้าสัวขายยัดให้กับบริษัทนั้นแพงเกินไปหรือไม่ แล้วถ้าบริษัทมันดีจริง เขาจะขายทำไม ทำไมไม่เก็บไว้เอง

ความจริง 2-3 ปีก่อนหน้านี้บริษัทเวิลด์ฟู้ดส์เคยซื้อหุ้นคืนและมี treasury stock ค้างอยู่ในกระเป๋า บริษัทอาจจะเลือกจดทะเบียนลดทุนเพื่อทำให้จำนวนหุ้นของบริษัทลดลงและมีกำไร ต่อหุ้นสูงขึ้นก็ได้ การทำเช่นนั้นจะส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง ...ทว่าบริษัทก็เลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น

หลายคนสงสัยว่ากิจการที่ เจ้าสัวเอามาขายให้กับบริษัทเวิลด์ฟู้ดส์เป็นกิจการที่มีความผันผวนของผล กำไรและมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด นอกจากนี้การเข้าซื้อกิจการดังกล่าวแม้จะทำให้บริษัทสามารถบุกตลาดจีนและ เวียดนามได้ แต่ก็ทำให้สัดส่วนผลิตภัณฑ์ margin สูงลดลง พวกเขาไม่แน่ใจว่าอนาคตของบริษัทจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ที่แน่ๆ บริษัทเวิลด์ฟู้ดส์ต้องกู้ยืมเพิ่มขึ้น ทำให้มีฐานะทางการเงินแย่ลง ผู้ถือหุ้นอดผลดีที่จะได้จากการลดทุน แต่เจ้าสัวได้เงินสดเข้ากระเป๋าเรียบร้อย และเผลอๆ จะได้ในราคาที่ดีเสียด้วย

บริษัทซื้อสะดวก - การจ่ายปันผลเป็นหุ้น

ใน บรรดาหุ้นเติบโต ผมรับรองว่าจะต้องมีหุ้นของบริษัทซื้อสะดวกเป็นหนึ่งในใจของนักลงทุน ความจริงผมเองก็ชอบบริษัทนี้ตลอดมา จนกระทั่งได้ยินว่าเขาจะจ่ายปันผลเป็นหุ้น และไม่ใช่จ่ายธรรมดาเสียด้วย เพราะเขาจ่ายในอัตรา 1:1

นั่นหมายความว่าผู้ถือหุ้นเดิม 1 หุ้น จะได้หุ้นใหม่ 1 หุ้น ซึ่งทำให้จำนวนหุ้นในตลาดเพิ่มเป็นหนึ่งเท่าตัวในทันที การทำเช่นนั้นจะทำให้มีหุ้น 4,500 ล้านหุ้นโผล่เข้ามาในตลาดและคิดเป็นเงินที่ต้องเสียภาษีถึง 450 ล้านบาท ผมมองยังไงก็ไม่เห็นว่าอยู่ๆ บริษัทจะมีเหตุผลอะไรที่จะจ่ายภาษีจำนวนนี้ (ความจริงผู้ถือหุ้นต้องเป็นคนจ่าย แต่ว่าบริษัทก็จ่ายปันผลเป็นเงินสดด้วย จึงเท่ากับว่าบริษัทจ่ายแทนให้) บริษัทอาจเลือกที่จะแตกพาร์ก็ได้ เพียงแต่ว่ามันไม่ให้อารมณ์ของการ "แจก" เหมือนกับได้หุ้นปันผล

การ จ่ายปันผลเป็นหุ้นไม่ได้ทำให้มีเงินสดเข้าสู่บริษัท และไม่ได้ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน ถ้าไปถาม ดร.นิเวศน์ ผมค่อนข้างมั่นใจว่าท่านจะส่ายหัวอย่างแน่นอน ที่จริงมีบางบริษัทเหมือนกันที่พยายามสงวนเงินสดเอาไว้และจ่ายปันผลออกมา เป็นหุ้นแทน ผู้ถือหุ้นบางคนอาจไม่รู้สึกอะไรเพราะเห็นว่าได้จำนวนหุ้นมากขึ้น แต่ที่จริงแล้วมันก็เป็นเพียงการเพิ่ม "ตัวหาร" และกดดันให้กำไรต่อหุ้นลดลงจากการ dilution และเป็นการเล่นแร่แปรธาตุทางการเงินล้วนๆ

จากมุมนี้ผมมองได้เพียง อย่างเดียวว่านี่คือการ "เล่นหุ้น" โดยตัวบริษัทเอง บริษัทซื้อสะดวกอาจจะคิดว่าตลาดจะตอบรับเงินปันผลสูงๆ + หุ้นปันผล ด้วยการผลักราคาหุ้นให้สูงขึ้น ครั้นพอเกิด dilution effect จนราคาลดลงมาราวครึ่งหนึ่ง จากนั้นพอคนเริ่มชินก็จะไล่ราคากันขึ้นมาเองตามความคุ้นชิน จนในที่สุดราคาหุ้นก็จะกลับมาแถวๆ ราคาเดิมได้ ซึ่งนั้นก็จะเท่ากับว่าทุกคน "รวยขึ้น" กันหมด

ฟังดูดีนะครับ ยกเว้นข้อเท็จจริงที่ว่าถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นจริงราคาหุ้นวิ่งเร็วกว่ามูลค่า ที่แท้จริงไปมาก และเมื่อพื้นฐานมันรองรับราคาหุ้นไม่ไหว เราก็คงทราบดีว่าอะไรจะเกิดขึ้น โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบผู้บริหารที่พยายามดูแลราคาหุ้นมากเกินไป ผมอยากให้ไปจดจ่อกับการบริหารตัวธุรกิจจริงๆ มากกว่า และอยากให้มูลค่าหุ้นเติบโตไปพร้อมกับราคาอย่างยั่งยืน แทนที่จะจงใจดันราคาราวกับว่ามันเป็นหุ้นปั่น

อย่าลืมนะครับว่า บริษัทที่ดีกับหุ้นที่ดีมันแตกต่างกัน

ส่งท้าย

มา ถึงตรงนี้ผมได้ทำหน้าที่ของผมอย่างดีที่สุดแล้ว และคงบอกได้เพียงว่าหากคิดจะเกาะไปกับ "การเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน" เหล่านี้แล้ว โปรดใช้ความระมัดระวังให้มากด้วยครับ ด้วยความปรารถนาดี
  
วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

“นักลงทุนมืออาชีพ” กลยุทธ์ในการสร้างความมั่งคั่งของคนยุค GenY

“นักลงทุนมืออาชีพ” กลยุทธ์ในการสร้างความมั่งคั่งของคนยุค GenY

มนุษย์ในแต่ละยุคสมัย ย่อมมีวิธีการแสวงหาความมั่งคั่งและเสพสุขกับชีวิตไม่เหมือนกัน
ศตวรรษที่ 21 มนุษย์หลุดพ้นจากขีดจำกัดของการสื่อสารและคมนาคมที่เป็นเครื่องจำกัดการแสวง หาความก้าวหน้าในยุคบรรพบุรุษ ที่เคยทำให้อาชีพข้าราชการและนักการเมืองเป็นที่นิยมยกย่องกัน หากทว่าโลกใบนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่แนวโน้มใหม่ในการสร้างสรรค์ธุรกิจด้วย ตนเอง ทั้งในภาคเศรษฐกิจจริงและในภาคการลงทุน

แม้บางครั้งอาจจะมีความเสี่ยงและได้รับผลตอบแทนไม่เท่ากับเป็นผู้บริหารใน บริษัทขนาดใหญ่ก็ตาม หากสิ่งที่ได้รับคือ อิสรภาพและความภาคภูมิใจ


ที่มา http://www.siamintelligence.com/generation-y-investing/
คนรุ่นใหม่ในยุค GenY ระหว่างอายุ 20-35 ปี กำลังเริ่มต้นสร้างธุรกิจและเป็นนายตัวเองกันอย่างถ้วนหน้า และเครื่องมือหนึ่งในการแสวงหาความมั่งคั่งก็คือ การลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนทางการเงินให้มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ

มนุษย์ในยุค GenY จึงมีแนวโน้มที่จะเป็น “นักลงทุนอาชีพ” โดยศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ควบคู่ไปกับการพัฒนาธุรกิจส่วนตัว โดยหากสามารถสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นเหนือตลาดได้ ก็อาจพัฒนาเป็นธุรกิจการเงินขึ้นมาอีกด้วย

1. ลงทุนให้สอดคล้องกับภาวะตลาด ทั้งสั้น กลาง ยาว ไม่เน้นการซื้อขายรายวัน
การเสพติดความเร็ว เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียของคนยุค GenY ในด้านดีก็คือ การทำงานเกิดประสิทธิภาพ สามารถปรับตัวตามความผันผวนของโลกได้อย่างทันท่วงที หากทว่าในทางร้ายก็คือ เวลาและความละเมียดในการไตร่ตรองครุ่นคิดสร้างสรรค์สูญหายไป

การลงทุนที่อยู่ในยุคออนไลน์ ก็หลีกไม่พ้นที่จะต้องเคลื่อนไหวไปอย่างฉับไวช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ระดับโลกและมีอิทธิพลต่อราคาซื้อขายหลักทรัพย์ใน ประเทศไทย ไม่ได้มียุทธศาสตร์การลงทุนแบบซื้อขายรายวัน หากทว่ามีการกำหนดช่วงเวลาซื้อขายที่ยาวนานพอสมควร อย่างน้อยก็เป็นรายเดือน

มื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเข้ามากระทบ ก็อาจมีการซื้อหรือขายเป็นรายวันที่ผันผวนมาก หากทว่า ปัจจัยพื้นฐานของประเทศย่อมไม่เคยเปลี่ยนไปเพราะเหตุอุบัติเฉพาะหน้า ส่วนใหญ่แล้วความรุ่งเรืองเสื่อมโทรมของประเทศ ย่อมมีสัญญาณบอกเหตุล่วงหน้าก่อนหลายสิบปี ทะยอยสะสมกันจนกระทั่งกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป หรือแม้กระทั่งวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ก็ได้มีสัญญาณบอกเหตุหลายก่อนหน้ามาหลายปี ไม่ใช่พึ่งมาเกิดเพียงเพราะมีข่าวร้ายขึ้นมาฉับพลัน ที่สำคัญข่าวร้ายรุนแรง ก็เป็นผลสะสมของข่าวร้ายก่อนหน้านี้เท่านั้น

นักลงทุนที่ดี จึงมักเลือกลงทุนในประเทศที่กำลังจะมีแนวโน้มที่สดใส แม้ว่าในระยะสั้นจะมีปัญหาอุปสรรคบ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรฉุดรั้งได้ ขณะที่ประเทศซึ่งกำลังเป็นขาลงหรือยังใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าจะเป็นขาขึ้น ก็ย่อมไม่อาจพุ่งทะยานขึ้นมาได้ เพียงเพราะมีข่าวดีมากระทบติดต่อกัน
ตัวอย่างเช่น

ตลาดหุ้นไทยที่ระดับประมาณ 1200 จุด เริ่มมีนักวิเคราะห์ออกมาเชียร์ซื้อกันมากมาย นักลงทุน GenY ที่เคยหวาดกลัวว่าราคาหุ้นจะสูงเกินพื้นฐานก็เริ่มหวั่นไหวคล้อยตาม ยิ่งเห็นราคายกตัวสูงขึ้นตลอด ก็ย่อมรู้สึกปวดร้าวว่าตนเองหวาดระแวงเกินไป จึงทำให้พลาดกำไรไปหลายครั้ง

นักลงทุน GenY จึงเริ่มคิดอยากจะเสี่ยงเข้าไปซื้อขายบ้าง เพราะเชื่อว่าหากนักลงทุนฝรั่งขายออกมา ตนเองก็จะสามารถชิงขายก่อนได้เร็วกว่า ดังนั้น ถึงแม้จะขาดทุนก็คงไม่มากนัก ดีกว่าจะปล่อยให้โอกาสในการทำกำไรหลายรอบก่อนที่ตลาดจะปรับตัวลงต้องหลุดลอย ไป

สิ่งที่นักลงทุน GenY ลืมตัวไปก็คือ นักลงทุนฝรั่งเล่นหุ้นระยะยาว ดังนั้น ราคาต้นทุนของฝรั่งที่ไล่ซื้อขึ้นมาจึงอาจอยู่ที่ประมาณ 1100 จุด ดังนั้นที่ระดับราคานี้ นักลงทุนฝรั่งจะขายเมื่อใดก็ได้ ขายติดต่อกันหลายวันก็ตามแต่ใจของเธอ

การเทขายของรายใหญ่อาจทำให้ราคาตกลงมา เพราะรายย่อยหนีหายได้เร็วกว่า แต่เนื่องจากนักลงทุนฝรั่งได้โยกหุ้นขึ้นลงเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร แล้ว นักลงทุนรายย่อยจึงเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะตัวเองได้เสียโอกาสทำกำไรไปหลายครั้ง จากการที่หุ้นลงมาแล้วไม่กล้าซื้อ

นักลงทุนที่พลาดโอกาสกำไรเหล่านี้ จะเป็นลูกค้าชั้นดีให้ฝรั่งหลอกขายได้ โดยกว่าจะทันรู้ตัว ฝรั่งรายใหญ่ก็ออกจากตลาดไปเรียบร้อยแล้ว

นักลงทุน GenY ที่ยังไม่หยุดซื้อขาย เพราะห่วงกำไรเฉพาะหน้า โดยไม่เข้าใจว่าฝรั่งสามารถจะขายได้ทุกเมื่อ และขายต่อเนื่องกันยาวนาน ก็อาจจะติดหล่มทางจิตวิทยา เมื่อขาดทุนเล็กน้อยก็ไม่อาจตัดใจขายเพราะกลัวจะขึ้นต่อ สุดท้ายเมื่อราคาไหลรูดต่อเนื่อง ก็จะหวาดกลัวและขายไปที่ราคาขาดทุนมหาศาลได้อย่างน่าเสียดายเป็นที่สุด

การลงทุนแบบระยะสั้นของ GenY เป็นสิ่งที่กระทำได้ หากทว่าก็จะต้องมีการกำหนดเป็นช่วงเวลา (Time Period) อย่างต่ำที่สุดก็ 2-3 วัน เพื่อให้เกิดการไตร่ตรองใคร่ครวญถึงแนวโน้มการขึ้นลง ไม่ใช่เป็นการซื้อขายรายวันและหวั่นไหวไปตามกระแสข่าวร้ายดี

ปัญหาสำคัญคือ นักลงทุนย่อมไม่รู้ว่าจุดไหนจะเป็นช่วงเปลี่ยนจากขาขึ้นเป็นขาลง ดังนั้น ในช่วงเริ่มต้นขาขึ้น นักลงทุนจึงไม่ควรที่จะขายหุ้นทั้งหมดทิ้งและเล่นระยะสั้นอย่างเดียว หากควรจะเก็บหุ้นที่มีต้นทุนต่ำไว้เล่นในระยะกลางและระยะยาวด้วย

เมื่อหุ้นเริ่มสูงขึ้น จนกระทั่งเกินขอบเขตที่อยากจะซื้อแล้ว ก็อาจจะแบ่งหุ้นระยะกลางมาขายทิ้งไปบ้าง โดยเมื่อหุ้นลงมาน้อยกว่าระดับราคาที่ขายไปไม่ต่ำกว่า 10 % ก็อาจจะซื้อกลับมา เพื่อไปขายเล่นระยะสั้นในรอบต่อไปที่ระดับราคาสูงขึ้น

หากราคาขึ้นไปต่อเนื่องและยังรับหุ้นระยะกลางกลับคืนมาไม่ได้ ก็อาจนำหุ้นระยะยาวออกมาขายทิ้ง แล้วจึงใช้สูตรเดิมมารับกลับที่ 20% เพื่อจะเก็บไว้เล่นระยะสั้น ในช่วงสุดท้ายก่อนที่จะปรับเป็นขาลง
เมื่อกระทำแบบนี้ได้ นักลงทุนก็จะมีหุ้นที่ต้นทุนต่ำกว่าตลาดไว้เล่นระยะสั้น จึงทำให้เมื่อตลาดปรับตัวเป็นขาลงแล้ว นักลงทุนก็จะสามารถตัดใจขายทิ้งได้อย่างทันท่วงที ไม่ต้องติดหล่มจิตวิทยาของความเจ็บปวดจากการขาดทุนจนกระทั่งไม่กล้า Cut loss เพราะต้นทุนสูงกว่าคนอื่น

เคล็ดลับก็คือ การเว้นช่วงซื้อคืนไว้ที่ 10-20% ที่นอกจากทำให้นักลงทุนได้กำไรเป็นกอบเป็นกำมากขึ้นกว่าการรับคืนแค่ 5 % ยังทำให้นักลงทุนไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของข่าวดีร้ายรายวัน ที่ทำให้ไม่เห็นภาพรวมของการลงทุน

การเว้นช่วงราคาที่ยาวนาน แม้ว่าจะทำให้เสียรอบลงทุนไปบ้าง แต่ก็ช่วยเพิ่มเวลาไตร่ตรองให้มากขึ้น แถมยังได้กำไรจากส่วนต่างราคาที่มากกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยชดเชยรอบลงทุนที่เสียไป
10 % = 2% ของการลงทุน 5 รอบ

ใครที่ไม่เหลือหุ้นต้นทุนต่ำที่เก็บไว้ลงทุนแบบระยะกลางและยาวเลย ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาซื้อที่ 1200 จุด เพื่อเล่นระยะสั้นแล้ว เพราะมีคนต้นทุนต่ำกว่าอยู่จำนวนมากที่สามารถขายได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลขาด ทุน

หากว่า ทนรอไม่ไว้แล้ว ก็อาจนำเงินไปลงทุนฝากประจำ 3 เดือน เพื่อกินดอกเบี้ยเล็กน้อยก่อน แล้วค่อยรอเมื่อหุ้นเปลี่ยนเป็นขาลง

ถ้าเกิดว่าหุ้นยังคงทะยานต่อไป ก็อาจเปลี่ยนกลยุทธ์มาลงทุนในหุ้นเติบโตแล้วถือยาวไปเลยก็ได้ แม้ว่าในช่วงสั้นจะไม่ร้อนแรงเหมือนหุ้นใหญ่ แต่ก็มีผลตอบแทนในระยะยาวที่มหาศาลมากกว่าให้ชื่นใจ

2. แบ่งเงินลงทุน 50% เพื่อซื้อหุ้นที่จะขึ้นไป 10 เท่า ภายในเวลา 5 ปี
การลงทุนไปตามกระแสตลาด ข้อดีคือ กำไรได้ทันที เล่นได้หลายรอบ ขาดทุนก็หนีทัน หากทว่าก็ไม่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ในแต่ละรอบ ซ้ำยังมีช่วงเวลาตลาดขาลงที่ไม่เป็นใจ จึงทำให้ผลตอบแทนการลงทุนต้องสะดุดหยุดลงเป็นระยะ

ดังนั้น นักลงทุน GenY จึงต้องมีการแบ่งเงิน 50 % เพื่อใช้ลงทุนในหุ้นเติบโต (Growth Stock) ที่มีแนวโน้มจะขึ้นไปหลายเท่า ในอีกหลายปีข้างหน้า

การลงทุนแบบผสมผสาน 50 : 50 จึงน่าจะดีกว่าการเล่นเพียงแบบเดียว เพราะหากให้นักลงทุนต้องถือหุ้นเติบโตหลายปี คนยุค GenY ที่ชอบความรวดเร็ว ก็จะเหงาหัวใจ ทนไม่ได้ สุดท้าย สุขภาพจิตเสียก็จะต้องขายหุ้นเติบโตทิ้งไป และนำเงินมาเล่นหุ้นตัวใหญ่ (Blue Chip) ทำให้พลาดโอกาสได้กำไรหลายเท่าไปอย่างน่าเสียดาย

หากทว่า การแบ่งเงิน 50 % เป็นเพียงกลยุทธ์ระยะยาวเท่านั้น ในช่วงสั้นเมื่อตลาดหุ้นใหญ่กำลังขึ้น ก็อาจนำเงิน 100% เข้าไปลงทุนเพื่อเก็บกำไรก่อน รอจนกระทั่งเข้าสู่ขาลงแล้ว จึงค่อยทะยอยซื้อหุ้นเติบโต 100% ก็ได้ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้นักลงทุน GenY เผลอใจนำเงินไปเล่นในหุ้นใหญ่ช่วงขาลง ที่อาจทำให้ขาดทุนได้

เมื่อหุ้นกำลังทะยานขึ้นอีกรอบ จากขาลงที่ยาวนาน ก็อาจขายหุ้นเติบโตไป 50% และนำเงินไปซื้อหุ้นใหญ่ที่กำลังทะยาน โดยหากว่าหุ้นเติบโตขึ้นไปด้วย ก็ไม่ต้องไปเสียดาย เพราะหุ้นเติบโตก่อนที่จะขึ้นไปหลายเท่า จะมีการขึ้นลงแบบน่าอึดอัดหลายครั้ง ดังนั้น หากเรามัวแต่เฝ้ารอ ก็จะเซ็งจิต จึงควรนำเงิน 50% ไปทำกำไรก่อน แต่ก็ไม่ควรนำไปทั้งหมด เพราะเราไม่รู้ว่าหุ้นเติบโตจะขึ้นยาวเมื่อไร ซึ่งถ้าราคาขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว เราจะไม่กล้าซื้อตามเข้าไป เพราะกลัวว่าจะขึ้นหลอก สุดท้ายก็จะพลาดโอกาสกำไรครั้งใหญ่ไป

สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ หุ้นเติบโตจะขึ้นแบบหลายเท่า หลังจากอั้นมานาน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากตลาดขาลงครั้งใหญ่ที่ยาวนาน เพราะเป็นโอกาสให้นักลงทุนรายใหญ่เก็บหุ้นเติบโตได้มากเพียงพอที่จะลากราคา ขึ้นไปหลายเท่า

ดังนั้น หากตลาดยังไม่เป็นขาลงแบบเลวร้าย ก็ยังวางใจนำเงิน 100% ไปลงในหุ้นตัวใหญ่ได้ก่อน หากทว่า เพื่อความไม่ประมาทบางคนจะแบ่งเงิน 50% แช่นิ่งถือหุ้นเติบโตไว้เลยกันผิดพลาดก็ไม่ว่ากัน เพราะอย่างน้อยก็มีอีก 50% ไว้เก็บเกี่ยวผลกำไรได้อย่างเพลิดเพลิน

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นเติบโต (Growth Stock) ยังไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก เพราะหุ้นที่มีภาพลักษณ์ดูดี ทำท่าว่าจะมีการขยายธุรกิจอย่างยิ่งใหญ่ มักจะสร้างความผิดหวังให้นักลงทุนอยู่เสมอ
หลักในการเลือกหุ้นเติบโต จึงต้องมองให้ลึกซึ้งกว่าคำพูดที่สวยงาม หากยังควรเจาะลึกไปถึงสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูงกว่า ในราคาถูกกว่าที่คิด ซึ่งแสดงถึงวินัยในการควบคุมต้นทุนและวัฒนธรรมองค์กรที่ล้ำเลิศของบริษัท

หุ้นเติบโตที่ยิ่งใหญ่ จะไม่รีบร้อนเผยแพร่นวัตกรรมเข้าสู่ตลาด หากจะมีช่วงเวลา “ทดลอง” เพื่อให้แน่ใจในคุณภาพ ประสิทธิภาพ และถูกอกถูกใจลูกค้า เมื่อทุกอย่างได้ถูกปรับปรุงให้เข้าที่เข้าทางแล้ว จึงถึงเวลาก้าวกระโดด ซึ่งนั่นคือ ห้วงยามที่นักลงทุนซึ่งอดทนจะได้เห็นผลตอบแทนมหาศาลสมกับที่ตั้งตารอ

3. เลือกการลงทุนที่เรามีความสุข เชื่อใจได้ และไม่ทำให้เจ็บปวดใจ
จุดอ่อนของวิชาจิตวิทยาการลงทุน (behavioral finance) ก็คือ วิเคราะห์ว่ามนุษย์ไม่มีเหตุผลในการลงทุนอย่างไรบ้าง โดยบอกให้มนุษย์แก้ไขด้วยการเป็นคนมีเหตุผล หรือมีสติตื่นตัวเพื่อมองเห็นเหตุผลให้ได้ท่ามกลางความไร้เหตุผล

หากทว่า วิวัฒนาการที่ยาวนานได้ทำให้มนุษย์มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลใด ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาความไร้เหตุผลที่ดีกว่า คือ การเลือกลงทุนในหุ้นที่ไม่ทำให้นักลงทุนเจ็บปวด ในช่วงจังหวะตลาดที่นักลงทุนมีโอกาสได้มากกว่าเสีย

สำหรับนักลงทุน GenY ที่ชอบซื้อหุ้นเติบโต จึงไม่ควรเลือกหุ้นที่มีขนาดเล็กเกินไป เพราะหุ้นเหล่านี้ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ตัวเองมามากพอ แน่นอนว่า การซื้อหุ้นเหล่านี้อาจทำให้กำไรมากกว่าเพราะซื้อตั้งแต่ยังเล็ก แต่ก็มีโอกาสขาดทุนสูงเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อภาวะเศรษฐกิจไม่เป็นใจ หุ้นที่เล็กกว่า ไม่เป็นที่รู้จัก ก็จะกระตุ้นจิตวิทยาความกลัวในหัวใจของนักลงทุน จนกระทั่งต้องขายทิ้ง

ถ้าหุ้นตัวนี้ไม่ผ่านการทดสอบของช่วงเวลาเลวร้าย เราอาจจะรู้สึกดีใจว่าได้ขายทิ้งไปก่อน แต่ภาวะขาดทุนก็ย่อมทำให้เจ็บปวดใจอยู่ดี ซึ่งสุดท้ายอาจส่งผลย้อนกลับทำให้เลิกที่จะเล่นหุ้นเติบโตไปเลย ทำให้เสียโอกาสดีในชิวิตกับหุ้นเติบโตตัวที่ใช่อีกหลายตัวที่จะผ่านเข้ามา

ถ้าหุ้นตัวนี้ผ่านการทดสอบและขึ้นไปหลายเท่า เราก็จะยิ่งเจ็บใจที่ไม่อดทนถือไว้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ามนุษย์มีแนวโน้มหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและความเจ็บปวด ดังนั้น ทางแก้ทีดีกว่า คือ การเลือกหุ้นเติบโตขนาดกลาง ที่ผ่านการพิสูจน์ตัวเองมาระดับหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เรามั่นใจและถือต่อไปได้ผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายเพื่อไปสู่แสง สว่างเรืองรอง

ในส่วนของนักลงทุน GenY ที่ชอบซื้อหุ้นใหญ่ตามการเคลื่อนไหวของตลาด ก็ควรจะเล่นหุ้นในช่วงขาขึ้นมากกว่าขาลง เพราะแม้จะไม่ได้ซื้อหุ้นตั้งแต่ที่ราคาเกือบต่ำสุด และมาขายที่ราคาเกือบสูงสุด แต่ก็จะทำให้มีความเชื่อมั่นในการลงทุนมากกว่า ไม่ต้องเข็ดขยาดกับการขาดทุนยาวนานก่อนจะกำไร เพราะบางทีอาจทนไม่ไหวและเลิกเล่นไปก่อน จึงทำให้พลาดโอกาสการทำกำไรในช่วงขาขึ้น

จุดที่นักลงทุน GenY จะต้องระวังก็คือ เมื่อใดช่วงขาขึ้นจะเปลี่ยนเป็นช่วงขาลง (Turning Point) เพราะการที่นักลงทุนเพลิดเพลินกับกำไรในช่วงขาขึ้น โดยคิดว่าเมื่อเปลี่ยนเป็นขาลงแล้วจะสามารถ Cut Loss ได้ทันท่วงที นักลงทุนก็จะผิดพลาดเพราะลืมคิดไปว่ามนุษย์หลีกเลี่ยงความเจ็บปวด ดังนั้น ในช่วงที่ขาดทุนเล็กน้อย เราจะทนไม่ได้ที่ต้อง Cut Loss ต้องรั้งรอจนกระทั่งบานปลายกลายเป็นขาดทุนมาก เมื่อตลาดถล่มลงมาและผู้คนส่วนใหญ่พากันแห่ขายทิ้ง

วิธีแก้คือ เมื่อหุ้นขึ้นมาสูงแล้ว ก็อาจต้องหยุดพัก แม้ว่าจะมีแนวโน้มขึ้นไปต่อ แต่ก็ไม่ควรเข้าไปเสี่ยง เพื่อจะได้ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องไปติดกับดักของการ Cut Loss โดยการตัดวงจรที่ต้อง Cut Loss ทิ้งไปเลย

แน่นอนว่า การไม่เข้าไปเล่นในบางช่วงเวลา อาจทำให้ได้กำไรน้อยกว่าการเข้าไปเล่นและมีกลไก Cut Loss สนับสนุน หากทว่า การยอมตัดใจจากกำไรในช่วงที่ไม่แน่ใจนี้ ก็จะเป็นการรักษากำไรที่เคยได้ส่วนใหญ่ในช่วงขาขึ้นไว้ ไม่ทำให้กำไรกลายเป็นขาดทุน

การลงทุนก็เช่นเดียวกับธุรกิจ ย่อมมีขีดจำกัดในการเติบโต ไม่ใช่ว่าในเวลาเพียง 1 ปีจะสามารถเติบโตได้ตลอด ย่อมต้องมีช่วงเวลาหยุดพักบ้าง

บางทีช่วงเวลาหยุดพักนี้ นักลงทุน GenY อาจแบ่งเวลาไปใส่ใจในการสร้างธุรกิจ เพื่อผลิตเม็ดเงินไว้ใช้ในการลงทุนครั้งต่อไป ซึ่งจะทำให้นักลงทุนเป็นอิสระในทางการเงินได้เร็วขึ้นกว่าการหมกมุ่นในการลง ทุนเพียงอย่างเดียว