มนุษย์ในแต่ละยุคสมัย ย่อมมีวิธีการแสวงหาความมั่งคั่งและเสพสุขกับชีวิตไม่เหมือนกัน
ศตวรรษที่ 21
มนุษย์หลุดพ้นจากขีดจำกัดของการสื่อสารและคมนาคมที่เป็นเครื่องจำกัดการแสวง
หาความก้าวหน้าในยุคบรรพบุรุษ
ที่เคยทำให้อาชีพข้าราชการและนักการเมืองเป็นที่นิยมยกย่องกัน
หากทว่าโลกใบนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่แนวโน้มใหม่ในการสร้างสรรค์ธุรกิจด้วย
ตนเอง ทั้งในภาคเศรษฐกิจจริงและในภาคการลงทุน
แม้บางครั้งอาจจะมีความเสี่ยงและได้รับผลตอบแทนไม่เท่ากับเป็นผู้บริหารใน
บริษัทขนาดใหญ่ก็ตาม หากสิ่งที่ได้รับคือ อิสรภาพและความภาคภูมิใจ

ที่มา
http://www.siamintelligence.com/generation-y-investing/
คนรุ่นใหม่ในยุค GenY ระหว่างอายุ 20-35 ปี
กำลังเริ่มต้นสร้างธุรกิจและเป็นนายตัวเองกันอย่างถ้วนหน้า
และเครื่องมือหนึ่งในการแสวงหาความมั่งคั่งก็คือ
การลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนทางการเงินให้มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ
มนุษย์ในยุค GenY จึงมีแนวโน้มที่จะเป็น “นักลงทุนอาชีพ”
โดยศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ควบคู่ไปกับการพัฒนาธุรกิจส่วนตัว
โดยหากสามารถสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นเหนือตลาดได้
ก็อาจพัฒนาเป็นธุรกิจการเงินขึ้นมาอีกด้วย
1. ลงทุนให้สอดคล้องกับภาวะตลาด ทั้งสั้น กลาง ยาว ไม่เน้นการซื้อขายรายวัน
การเสพติดความเร็ว เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียของคนยุค GenY ในด้านดีก็คือ
การทำงานเกิดประสิทธิภาพ
สามารถปรับตัวตามความผันผวนของโลกได้อย่างทันท่วงที หากทว่าในทางร้ายก็คือ
เวลาและความละเมียดในการไตร่ตรองครุ่นคิดสร้างสรรค์สูญหายไป
การลงทุนที่อยู่ในยุคออนไลน์ ก็หลีกไม่พ้นที่จะต้องเคลื่อนไหวไปอย่างฉับไวช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติ
ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ระดับโลกและมีอิทธิพลต่อราคาซื้อขายหลักทรัพย์ใน
ประเทศไทย ไม่ได้มียุทธศาสตร์การลงทุนแบบซื้อขายรายวัน
หากทว่ามีการกำหนดช่วงเวลาซื้อขายที่ยาวนานพอสมควร อย่างน้อยก็เป็นรายเดือน
มื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเข้ามากระทบ
ก็อาจมีการซื้อหรือขายเป็นรายวันที่ผันผวนมาก หากทว่า
ปัจจัยพื้นฐานของประเทศย่อมไม่เคยเปลี่ยนไปเพราะเหตุอุบัติเฉพาะหน้า
ส่วนใหญ่แล้วความรุ่งเรืองเสื่อมโทรมของประเทศ
ย่อมมีสัญญาณบอกเหตุล่วงหน้าก่อนหลายสิบปี
ทะยอยสะสมกันจนกระทั่งกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป
หรือแม้กระทั่งวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540
ก็ได้มีสัญญาณบอกเหตุหลายก่อนหน้ามาหลายปี
ไม่ใช่พึ่งมาเกิดเพียงเพราะมีข่าวร้ายขึ้นมาฉับพลัน ที่สำคัญข่าวร้ายรุนแรง
ก็เป็นผลสะสมของข่าวร้ายก่อนหน้านี้เท่านั้น
นักลงทุนที่ดี จึงมักเลือกลงทุนในประเทศที่กำลังจะมีแนวโน้มที่สดใส
แม้ว่าในระยะสั้นจะมีปัญหาอุปสรรคบ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรฉุดรั้งได้
ขณะที่ประเทศซึ่งกำลังเป็นขาลงหรือยังใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าจะเป็นขาขึ้น
ก็ย่อมไม่อาจพุ่งทะยานขึ้นมาได้ เพียงเพราะมีข่าวดีมากระทบติดต่อกัน
ตัวอย่างเช่น
ตลาดหุ้นไทยที่ระดับประมาณ 1200 จุด
เริ่มมีนักวิเคราะห์ออกมาเชียร์ซื้อกันมากมาย นักลงทุน GenY
ที่เคยหวาดกลัวว่าราคาหุ้นจะสูงเกินพื้นฐานก็เริ่มหวั่นไหวคล้อยตาม
ยิ่งเห็นราคายกตัวสูงขึ้นตลอด ก็ย่อมรู้สึกปวดร้าวว่าตนเองหวาดระแวงเกินไป
จึงทำให้พลาดกำไรไปหลายครั้ง
นักลงทุน GenY จึงเริ่มคิดอยากจะเสี่ยงเข้าไปซื้อขายบ้าง
เพราะเชื่อว่าหากนักลงทุนฝรั่งขายออกมา
ตนเองก็จะสามารถชิงขายก่อนได้เร็วกว่า ดังนั้น ถึงแม้จะขาดทุนก็คงไม่มากนัก
ดีกว่าจะปล่อยให้โอกาสในการทำกำไรหลายรอบก่อนที่ตลาดจะปรับตัวลงต้องหลุดลอย
ไป
สิ่งที่นักลงทุน GenY ลืมตัวไปก็คือ นักลงทุนฝรั่งเล่นหุ้นระยะยาว
ดังนั้น ราคาต้นทุนของฝรั่งที่ไล่ซื้อขึ้นมาจึงอาจอยู่ที่ประมาณ 1100 จุด
ดังนั้นที่ระดับราคานี้ นักลงทุนฝรั่งจะขายเมื่อใดก็ได้
ขายติดต่อกันหลายวันก็ตามแต่ใจของเธอ
การเทขายของรายใหญ่อาจทำให้ราคาตกลงมา เพราะรายย่อยหนีหายได้เร็วกว่า
แต่เนื่องจากนักลงทุนฝรั่งได้โยกหุ้นขึ้นลงเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร
แล้ว นักลงทุนรายย่อยจึงเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น
เพราะตัวเองได้เสียโอกาสทำกำไรไปหลายครั้ง
จากการที่หุ้นลงมาแล้วไม่กล้าซื้อ
นักลงทุนที่พลาดโอกาสกำไรเหล่านี้
จะเป็นลูกค้าชั้นดีให้ฝรั่งหลอกขายได้ โดยกว่าจะทันรู้ตัว
ฝรั่งรายใหญ่ก็ออกจากตลาดไปเรียบร้อยแล้ว
นักลงทุน GenY ที่ยังไม่หยุดซื้อขาย เพราะห่วงกำไรเฉพาะหน้า
โดยไม่เข้าใจว่าฝรั่งสามารถจะขายได้ทุกเมื่อ และขายต่อเนื่องกันยาวนาน
ก็อาจจะติดหล่มทางจิตวิทยา
เมื่อขาดทุนเล็กน้อยก็ไม่อาจตัดใจขายเพราะกลัวจะขึ้นต่อ
สุดท้ายเมื่อราคาไหลรูดต่อเนื่อง
ก็จะหวาดกลัวและขายไปที่ราคาขาดทุนมหาศาลได้อย่างน่าเสียดายเป็นที่สุด
การลงทุนแบบระยะสั้นของ GenY เป็นสิ่งที่กระทำได้
หากทว่าก็จะต้องมีการกำหนดเป็นช่วงเวลา (Time Period) อย่างต่ำที่สุดก็ 2-3
วัน เพื่อให้เกิดการไตร่ตรองใคร่ครวญถึงแนวโน้มการขึ้นลง
ไม่ใช่เป็นการซื้อขายรายวันและหวั่นไหวไปตามกระแสข่าวร้ายดี
ปัญหาสำคัญคือ
นักลงทุนย่อมไม่รู้ว่าจุดไหนจะเป็นช่วงเปลี่ยนจากขาขึ้นเป็นขาลง ดังนั้น
ในช่วงเริ่มต้นขาขึ้น
นักลงทุนจึงไม่ควรที่จะขายหุ้นทั้งหมดทิ้งและเล่นระยะสั้นอย่างเดียว
หากควรจะเก็บหุ้นที่มีต้นทุนต่ำไว้เล่นในระยะกลางและระยะยาวด้วย
เมื่อหุ้นเริ่มสูงขึ้น จนกระทั่งเกินขอบเขตที่อยากจะซื้อแล้ว
ก็อาจจะแบ่งหุ้นระยะกลางมาขายทิ้งไปบ้าง
โดยเมื่อหุ้นลงมาน้อยกว่าระดับราคาที่ขายไปไม่ต่ำกว่า 10 %
ก็อาจจะซื้อกลับมา เพื่อไปขายเล่นระยะสั้นในรอบต่อไปที่ระดับราคาสูงขึ้น
หากราคาขึ้นไปต่อเนื่องและยังรับหุ้นระยะกลางกลับคืนมาไม่ได้
ก็อาจนำหุ้นระยะยาวออกมาขายทิ้ง แล้วจึงใช้สูตรเดิมมารับกลับที่ 20%
เพื่อจะเก็บไว้เล่นระยะสั้น ในช่วงสุดท้ายก่อนที่จะปรับเป็นขาลง
เมื่อกระทำแบบนี้ได้
นักลงทุนก็จะมีหุ้นที่ต้นทุนต่ำกว่าตลาดไว้เล่นระยะสั้น
จึงทำให้เมื่อตลาดปรับตัวเป็นขาลงแล้ว
นักลงทุนก็จะสามารถตัดใจขายทิ้งได้อย่างทันท่วงที
ไม่ต้องติดหล่มจิตวิทยาของความเจ็บปวดจากการขาดทุนจนกระทั่งไม่กล้า Cut
loss เพราะต้นทุนสูงกว่าคนอื่น
เคล็ดลับก็คือ การเว้นช่วงซื้อคืนไว้ที่ 10-20%
ที่นอกจากทำให้นักลงทุนได้กำไรเป็นกอบเป็นกำมากขึ้นกว่าการรับคืนแค่ 5 %
ยังทำให้นักลงทุนไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของข่าวดีร้ายรายวัน
ที่ทำให้ไม่เห็นภาพรวมของการลงทุน
การเว้นช่วงราคาที่ยาวนาน แม้ว่าจะทำให้เสียรอบลงทุนไปบ้าง
แต่ก็ช่วยเพิ่มเวลาไตร่ตรองให้มากขึ้น
แถมยังได้กำไรจากส่วนต่างราคาที่มากกว่าเดิม
ซึ่งจะช่วยชดเชยรอบลงทุนที่เสียไป
10 % = 2% ของการลงทุน 5 รอบ
ใครที่ไม่เหลือหุ้นต้นทุนต่ำที่เก็บไว้ลงทุนแบบระยะกลางและยาวเลย
ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาซื้อที่ 1200 จุด เพื่อเล่นระยะสั้นแล้ว
เพราะมีคนต้นทุนต่ำกว่าอยู่จำนวนมากที่สามารถขายได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลขาด
ทุน
หากว่า ทนรอไม่ไว้แล้ว ก็อาจนำเงินไปลงทุนฝากประจำ 3 เดือน เพื่อกินดอกเบี้ยเล็กน้อยก่อน แล้วค่อยรอเมื่อหุ้นเปลี่ยนเป็นขาลง
ถ้าเกิดว่าหุ้นยังคงทะยานต่อไป
ก็อาจเปลี่ยนกลยุทธ์มาลงทุนในหุ้นเติบโตแล้วถือยาวไปเลยก็ได้
แม้ว่าในช่วงสั้นจะไม่ร้อนแรงเหมือนหุ้นใหญ่
แต่ก็มีผลตอบแทนในระยะยาวที่มหาศาลมากกว่าให้ชื่นใจ
2. แบ่งเงินลงทุน 50% เพื่อซื้อหุ้นที่จะขึ้นไป 10 เท่า ภายในเวลา 5 ปี
การลงทุนไปตามกระแสตลาด ข้อดีคือ กำไรได้ทันที เล่นได้หลายรอบ
ขาดทุนก็หนีทัน หากทว่าก็ไม่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ในแต่ละรอบ
ซ้ำยังมีช่วงเวลาตลาดขาลงที่ไม่เป็นใจ
จึงทำให้ผลตอบแทนการลงทุนต้องสะดุดหยุดลงเป็นระยะ
ดังนั้น นักลงทุน GenY จึงต้องมีการแบ่งเงิน 50 %
เพื่อใช้ลงทุนในหุ้นเติบโต (Growth Stock) ที่มีแนวโน้มจะขึ้นไปหลายเท่า
ในอีกหลายปีข้างหน้า
การลงทุนแบบผสมผสาน 50 : 50 จึงน่าจะดีกว่าการเล่นเพียงแบบเดียว
เพราะหากให้นักลงทุนต้องถือหุ้นเติบโตหลายปี คนยุค GenY ที่ชอบความรวดเร็ว
ก็จะเหงาหัวใจ ทนไม่ได้ สุดท้าย สุขภาพจิตเสียก็จะต้องขายหุ้นเติบโตทิ้งไป
และนำเงินมาเล่นหุ้นตัวใหญ่ (Blue Chip)
ทำให้พลาดโอกาสได้กำไรหลายเท่าไปอย่างน่าเสียดาย
หากทว่า การแบ่งเงิน 50 % เป็นเพียงกลยุทธ์ระยะยาวเท่านั้น
ในช่วงสั้นเมื่อตลาดหุ้นใหญ่กำลังขึ้น ก็อาจนำเงิน 100%
เข้าไปลงทุนเพื่อเก็บกำไรก่อน รอจนกระทั่งเข้าสู่ขาลงแล้ว
จึงค่อยทะยอยซื้อหุ้นเติบโต 100% ก็ได้ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้นักลงทุน GenY
เผลอใจนำเงินไปเล่นในหุ้นใหญ่ช่วงขาลง ที่อาจทำให้ขาดทุนได้
เมื่อหุ้นกำลังทะยานขึ้นอีกรอบ จากขาลงที่ยาวนาน ก็อาจขายหุ้นเติบโตไป
50% และนำเงินไปซื้อหุ้นใหญ่ที่กำลังทะยาน โดยหากว่าหุ้นเติบโตขึ้นไปด้วย
ก็ไม่ต้องไปเสียดาย เพราะหุ้นเติบโตก่อนที่จะขึ้นไปหลายเท่า
จะมีการขึ้นลงแบบน่าอึดอัดหลายครั้ง ดังนั้น หากเรามัวแต่เฝ้ารอ
ก็จะเซ็งจิต จึงควรนำเงิน 50% ไปทำกำไรก่อน แต่ก็ไม่ควรนำไปทั้งหมด
เพราะเราไม่รู้ว่าหุ้นเติบโตจะขึ้นยาวเมื่อไร
ซึ่งถ้าราคาขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว เราจะไม่กล้าซื้อตามเข้าไป
เพราะกลัวว่าจะขึ้นหลอก สุดท้ายก็จะพลาดโอกาสกำไรครั้งใหญ่ไป
สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ หุ้นเติบโตจะขึ้นแบบหลายเท่า หลังจากอั้นมานาน
ส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากตลาดขาลงครั้งใหญ่ที่ยาวนาน
เพราะเป็นโอกาสให้นักลงทุนรายใหญ่เก็บหุ้นเติบโตได้มากเพียงพอที่จะลากราคา
ขึ้นไปหลายเท่า
ดังนั้น หากตลาดยังไม่เป็นขาลงแบบเลวร้าย ก็ยังวางใจนำเงิน 100%
ไปลงในหุ้นตัวใหญ่ได้ก่อน หากทว่า เพื่อความไม่ประมาทบางคนจะแบ่งเงิน 50%
แช่นิ่งถือหุ้นเติบโตไว้เลยกันผิดพลาดก็ไม่ว่ากัน เพราะอย่างน้อยก็มีอีก
50% ไว้เก็บเกี่ยวผลกำไรได้อย่างเพลิดเพลิน
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นเติบโต (Growth Stock)
ยังไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก เพราะหุ้นที่มีภาพลักษณ์ดูดี
ทำท่าว่าจะมีการขยายธุรกิจอย่างยิ่งใหญ่
มักจะสร้างความผิดหวังให้นักลงทุนอยู่เสมอ
หลักในการเลือกหุ้นเติบโต จึงต้องมองให้ลึกซึ้งกว่าคำพูดที่สวยงาม
หากยังควรเจาะลึกไปถึงสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูงกว่า
ในราคาถูกกว่าที่คิด
ซึ่งแสดงถึงวินัยในการควบคุมต้นทุนและวัฒนธรรมองค์กรที่ล้ำเลิศของบริษัท
หุ้นเติบโตที่ยิ่งใหญ่ จะไม่รีบร้อนเผยแพร่นวัตกรรมเข้าสู่ตลาด
หากจะมีช่วงเวลา “ทดลอง” เพื่อให้แน่ใจในคุณภาพ ประสิทธิภาพ
และถูกอกถูกใจลูกค้า เมื่อทุกอย่างได้ถูกปรับปรุงให้เข้าที่เข้าทางแล้ว
จึงถึงเวลาก้าวกระโดด ซึ่งนั่นคือ
ห้วงยามที่นักลงทุนซึ่งอดทนจะได้เห็นผลตอบแทนมหาศาลสมกับที่ตั้งตารอ
3. เลือกการลงทุนที่เรามีความสุข เชื่อใจได้ และไม่ทำให้เจ็บปวดใจ
จุดอ่อนของวิชาจิตวิทยาการลงทุน (behavioral finance) ก็คือ
วิเคราะห์ว่ามนุษย์ไม่มีเหตุผลในการลงทุนอย่างไรบ้าง
โดยบอกให้มนุษย์แก้ไขด้วยการเป็นคนมีเหตุผล
หรือมีสติตื่นตัวเพื่อมองเห็นเหตุผลให้ได้ท่ามกลางความไร้เหตุผล
หากทว่า
วิวัฒนาการที่ยาวนานได้ทำให้มนุษย์มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด
โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลใด ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาความไร้เหตุผลที่ดีกว่า คือ
การเลือกลงทุนในหุ้นที่ไม่ทำให้นักลงทุนเจ็บปวด
ในช่วงจังหวะตลาดที่นักลงทุนมีโอกาสได้มากกว่าเสีย
สำหรับนักลงทุน GenY ที่ชอบซื้อหุ้นเติบโต
จึงไม่ควรเลือกหุ้นที่มีขนาดเล็กเกินไป
เพราะหุ้นเหล่านี้ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ตัวเองมามากพอ แน่นอนว่า
การซื้อหุ้นเหล่านี้อาจทำให้กำไรมากกว่าเพราะซื้อตั้งแต่ยังเล็ก
แต่ก็มีโอกาสขาดทุนสูงเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อภาวะเศรษฐกิจไม่เป็นใจ
หุ้นที่เล็กกว่า ไม่เป็นที่รู้จัก
ก็จะกระตุ้นจิตวิทยาความกลัวในหัวใจของนักลงทุน จนกระทั่งต้องขายทิ้ง
ถ้าหุ้นตัวนี้ไม่ผ่านการทดสอบของช่วงเวลาเลวร้าย
เราอาจจะรู้สึกดีใจว่าได้ขายทิ้งไปก่อน
แต่ภาวะขาดทุนก็ย่อมทำให้เจ็บปวดใจอยู่ดี
ซึ่งสุดท้ายอาจส่งผลย้อนกลับทำให้เลิกที่จะเล่นหุ้นเติบโตไปเลย
ทำให้เสียโอกาสดีในชิวิตกับหุ้นเติบโตตัวที่ใช่อีกหลายตัวที่จะผ่านเข้ามา
ถ้าหุ้นตัวนี้ผ่านการทดสอบและขึ้นไปหลายเท่า
เราก็จะยิ่งเจ็บใจที่ไม่อดทนถือไว้
แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ามนุษย์มีแนวโน้มหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและความเจ็บปวด
ดังนั้น ทางแก้ทีดีกว่า คือ การเลือกหุ้นเติบโตขนาดกลาง
ที่ผ่านการพิสูจน์ตัวเองมาระดับหนึ่ง
ซึ่งจะทำให้เรามั่นใจและถือต่อไปได้ผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายเพื่อไปสู่แสง
สว่างเรืองรอง
ในส่วนของนักลงทุน GenY ที่ชอบซื้อหุ้นใหญ่ตามการเคลื่อนไหวของตลาด
ก็ควรจะเล่นหุ้นในช่วงขาขึ้นมากกว่าขาลง
เพราะแม้จะไม่ได้ซื้อหุ้นตั้งแต่ที่ราคาเกือบต่ำสุด
และมาขายที่ราคาเกือบสูงสุด แต่ก็จะทำให้มีความเชื่อมั่นในการลงทุนมากกว่า
ไม่ต้องเข็ดขยาดกับการขาดทุนยาวนานก่อนจะกำไร
เพราะบางทีอาจทนไม่ไหวและเลิกเล่นไปก่อน
จึงทำให้พลาดโอกาสการทำกำไรในช่วงขาขึ้น
จุดที่นักลงทุน GenY จะต้องระวังก็คือ
เมื่อใดช่วงขาขึ้นจะเปลี่ยนเป็นช่วงขาลง (Turning Point)
เพราะการที่นักลงทุนเพลิดเพลินกับกำไรในช่วงขาขึ้น
โดยคิดว่าเมื่อเปลี่ยนเป็นขาลงแล้วจะสามารถ Cut Loss ได้ทันท่วงที
นักลงทุนก็จะผิดพลาดเพราะลืมคิดไปว่ามนุษย์หลีกเลี่ยงความเจ็บปวด ดังนั้น
ในช่วงที่ขาดทุนเล็กน้อย เราจะทนไม่ได้ที่ต้อง Cut Loss
ต้องรั้งรอจนกระทั่งบานปลายกลายเป็นขาดทุนมาก
เมื่อตลาดถล่มลงมาและผู้คนส่วนใหญ่พากันแห่ขายทิ้ง
วิธีแก้คือ เมื่อหุ้นขึ้นมาสูงแล้ว ก็อาจต้องหยุดพัก
แม้ว่าจะมีแนวโน้มขึ้นไปต่อ แต่ก็ไม่ควรเข้าไปเสี่ยง
เพื่อจะได้ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องไปติดกับดักของการ Cut Loss
โดยการตัดวงจรที่ต้อง Cut Loss ทิ้งไปเลย
แน่นอนว่า การไม่เข้าไปเล่นในบางช่วงเวลา
อาจทำให้ได้กำไรน้อยกว่าการเข้าไปเล่นและมีกลไก Cut Loss สนับสนุน หากทว่า
การยอมตัดใจจากกำไรในช่วงที่ไม่แน่ใจนี้
ก็จะเป็นการรักษากำไรที่เคยได้ส่วนใหญ่ในช่วงขาขึ้นไว้
ไม่ทำให้กำไรกลายเป็นขาดทุน
การลงทุนก็เช่นเดียวกับธุรกิจ ย่อมมีขีดจำกัดในการเติบโต
ไม่ใช่ว่าในเวลาเพียง 1 ปีจะสามารถเติบโตได้ตลอด
ย่อมต้องมีช่วงเวลาหยุดพักบ้าง
บางทีช่วงเวลาหยุดพักนี้ นักลงทุน GenY
อาจแบ่งเวลาไปใส่ใจในการสร้างธุรกิจ
เพื่อผลิตเม็ดเงินไว้ใช้ในการลงทุนครั้งต่อไป
ซึ่งจะทำให้นักลงทุนเป็นอิสระในทางการเงินได้เร็วขึ้นกว่าการหมกมุ่นในการลง
ทุนเพียงอย่างเดียว