ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความมั่งคั่ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความมั่งคั่ง แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

นักลงทุนมืออาชีพ กลยุทธในการสร้างความมั่งคั่งของคนยุค GENY

ที่มาhttp://chulakorn.blogspot.com/2012/06/geny.html
มนุษย์ในแต่ละยุคสมัย ย่อมมีวิธีการแสวงหาความมั่งคั่งและเสพสุขกับชีวิตไม่เหมือนกัน
ศตวรรษที่ 21 มนุษย์หลุดพ้นจากขีดจำกัดของการสื่อสารและคมนาคมที่เป็นเครื่องจำกัดการแสวง หาความก้าวหน้าในยุคบรรพบุรุษ ที่เคยทำให้อาชีพข้าราชการและนักการเมืองเป็นที่นิยมยกย่องกัน หากทว่าโลกใบนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่แนวโน้มใหม่ในการสร้างสรรค์ธุรกิจด้วย ตนเอง ทั้งในภาคเศรษฐกิจจริงและในภาคการลงทุน

แม้บางครั้งอาจจะมีความเสี่ยงและได้รับผลตอบแทนไม่เท่ากับเป็นผู้บริหารใน บริษัทขนาดใหญ่ก็ตาม หากสิ่งที่ได้รับคือ อิสรภาพและความภาคภูมิใจ

คนรุ่นใหม่ในยุค GenY ระหว่างอายุ 20-35 ปี กำลังเริ่มต้นสร้างธุรกิจและเป็นนายตัวเองกันอย่างถ้วนหน้า และเครื่องมือหนึ่งในการแสวงหาความมั่งคั่งก็คือ การลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนทางการเงินให้มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ

มนุษย์ในยุค GenY จึงมีแนวโน้มที่จะเป็น “นักลงทุนอาชีพ” โดยศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ควบคู่ไปกับการพัฒนาธุรกิจส่วนตัว โดยหากสามารถสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นเหนือตลาดได้ ก็อาจพัฒนาเป็นธุรกิจการเงินขึ้นมาอีกด้วย

1. ลงทุนให้สอดคล้องกับภาวะตลาด ทั้งสั้น กลาง ยาว ไม่เน้นการซื้อขายรายวัน

การเสพติดความเร็ว เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียของคนยุค GenY ในด้านดีก็คือ การทำงานเกิดประสิทธิภาพ สามารถปรับตัวตามความผันผวนของโลกได้อย่างทันท่วงที หากทว่าในทางร้ายก็คือ เวลาและความละเมียดในการไตร่ตรองครุ่นคิดสร้างสรรค์สูญหายไป

การลงทุนที่อยู่ในยุคออนไลน์ ก็หลีกไม่พ้นที่จะต้องเคลื่อนไหวไปอย่างฉับไวช่นกัน

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ระดับโลกและมีอิทธิพลต่อราคาซื้อขายหลักทรัพย์ใน ประเทศไทย ไม่ได้มียุทธศาสตร์การลงทุนแบบซื้อขายรายวัน หากทว่ามีการกำหนดช่วงเวลาซื้อขายที่ยาวนานพอสมควร อย่างน้อยก็เป็นรายเดือน

มื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเข้ามากระทบ ก็อาจมีการซื้อหรือขายเป็นรายวันที่ผันผวนมาก หากทว่า ปัจจัยพื้นฐานของประเทศย่อมไม่เคยเปลี่ยนไปเพราะเหตุอุบัติเฉพาะหน้า ส่วนใหญ่แล้วความรุ่งเรืองเสื่อมโทรมของประเทศ ย่อมมีสัญญาณบอกเหตุล่วงหน้าก่อนหลายสิบปี ทะยอยสะสมกันจนกระทั่งกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป หรือแม้กระทั่งวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ก็ได้มีสัญญาณบอกเหตุหลายก่อนหน้ามาหลายปี ไม่ใช่พึ่งมาเกิดเพียงเพราะมีข่าวร้ายขึ้นมาฉับพลัน ที่สำคัญข่าวร้ายรุนแรง ก็เป็นผลสะสมของข่าวร้ายก่อนหน้านี้เท่านั้น

นักลงทุนที่ดี จึงมักเลือกลงทุนในประเทศที่กำลังจะมีแนวโน้มที่สดใส แม้ว่าในระยะสั้นจะมีปัญหาอุปสรรคบ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรฉุดรั้งได้ ขณะที่ประเทศซึ่งกำลังเป็นขาลงหรือยังใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าจะเป็นขาขึ้น ก็ย่อมไม่อาจพุ่งทะยานขึ้นมาได้ เพียงเพราะมีข่าวดีมากระทบติดต่อกัน

ตัวอย่างเช่น

ตลาดหุ้นไทยที่ระดับประมาณ 1200 จุด เริ่มมีนักวิเคราะห์ออกมาเชียร์ซื้อกันมากมาย นักลงทุน GenY ที่เคยหวาดกลัวว่าราคาหุ้นจะสูงเกินพื้นฐานก็เริ่มหวั่นไหวคล้อยตาม ยิ่งเห็นราคายกตัวสูงขึ้นตลอด ก็ย่อมรู้สึกปวดร้าวว่าตนเองหวาดระแวงเกินไป จึงทำให้พลาดกำไรไปหลายครั้ง

นักลงทุน GenY จึงเริ่มคิดอยากจะเสี่ยงเข้าไปซื้อขายบ้าง เพราะเชื่อว่าหากนักลงทุนฝรั่งขายออกมา ตนเองก็จะสามารถชิงขายก่อนได้เร็วกว่า ดังนั้น ถึงแม้จะขาดทุนก็คงไม่มากนัก ดีกว่าจะปล่อยให้โอกาสในการทำกำไรหลายรอบก่อนที่ตลาดจะปรับตัวลงต้องหลุดลอย ไป

สิ่งที่นักลงทุน GenY ลืมตัวไปก็คือ นักลงทุนฝรั่งเล่นหุ้นระยะยาว ดังนั้น ราคาต้นทุนของฝรั่งที่ไล่ซื้อขึ้นมาจึงอาจอยู่ที่ประมาณ 1100 จุด ดังนั้นที่ระดับราคานี้ นักลงทุนฝรั่งจะขายเมื่อใดก็ได้ ขายติดต่อกันหลายวันก็ตามแต่ใจของเธอ

การเทขายของรายใหญ่อาจทำให้ราคาตกลงมา เพราะรายย่อยหนีหายได้เร็วกว่า แต่เนื่องจากนักลงทุนฝรั่งได้โยกหุ้นขึ้นลงเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร แล้ว นักลงทุนรายย่อยจึงเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะตัวเองได้เสียโอกาสทำกำไรไปหลายครั้ง จากการที่หุ้นลงมาแล้วไม่กล้าซื้อ

นักลงทุนที่พลาดโอกาสกำไรเหล่านี้ จะเป็นลูกค้าชั้นดีให้ฝรั่งหลอกขายได้ โดยกว่าจะทันรู้ตัว ฝรั่งรายใหญ่ก็ออกจากตลาดไปเรียบร้อยแล้ว

นักลงทุน GenY ที่ยังไม่หยุดซื้อขาย เพราะห่วงกำไรเฉพาะหน้า โดยไม่เข้าใจว่าฝรั่งสามารถจะขายได้ทุกเมื่อ และขายต่อเนื่องกันยาวนาน ก็อาจจะติดหล่มทางจิตวิทยา เมื่อขาดทุนเล็กน้อยก็ไม่อาจตัดใจขายเพราะกลัวจะขึ้นต่อ สุดท้ายเมื่อราคาไหลรูดต่อเนื่อง ก็จะหวาดกลัวและขายไปที่ราคาขาดทุนมหาศาลได้อย่างน่าเสียดายเป็นที่สุด

การลงทุนแบบระยะสั้นของ GenY เป็นสิ่งที่กระทำได้ หากทว่าก็จะต้องมีการกำหนดเป็นช่วงเวลา (Time Period) อย่างต่ำที่สุดก็ 2-3 วัน เพื่อให้เกิดการไตร่ตรองใคร่ครวญถึงแนวโน้มการขึ้นลง ไม่ใช่เป็นการซื้อขายรายวันและหวั่นไหวไปตามกระแสข่าวร้ายดี

ปัญหาสำคัญคือ นักลงทุนย่อมไม่รู้ว่าจุดไหนจะเป็นช่วงเปลี่ยนจากขาขึ้นเป็นขาลง ดังนั้น ในช่วงเริ่มต้นขาขึ้น นักลงทุนจึงไม่ควรที่จะขายหุ้นทั้งหมดทิ้งและเล่นระยะสั้นอย่างเดียว หากควรจะเก็บหุ้นที่มีต้นทุนต่ำไว้เล่นในระยะกลางและระยะยาวด้วย

เมื่อหุ้นเริ่มสูงขึ้น จนกระทั่งเกินขอบเขตที่อยากจะซื้อแล้ว ก็อาจจะแบ่งหุ้นระยะกลางมาขายทิ้งไปบ้าง โดยเมื่อหุ้นลงมาน้อยกว่าระดับราคาที่ขายไปไม่ต่ำกว่า 10 % ก็อาจจะซื้อกลับมา เพื่อไปขายเล่นระยะสั้นในรอบต่อไปที่ระดับราคาสูงขึ้น

หากราคาขึ้นไปต่อเนื่องและยังรับหุ้นระยะกลางกลับคืนมาไม่ได้ ก็อาจนำหุ้นระยะยาวออกมาขายทิ้ง แล้วจึงใช้สูตรเดิมมารับกลับที่ 20% เพื่อจะเก็บไว้เล่นระยะสั้น ในช่วงสุดท้ายก่อนที่จะปรับเป็นขาลง

เมื่อกระทำแบบนี้ได้ นักลงทุนก็จะมีหุ้นที่ต้นทุนต่ำกว่าตลาดไว้เล่นระยะสั้น จึงทำให้เมื่อตลาดปรับตัวเป็นขาลงแล้ว นักลงทุนก็จะสามารถตัดใจขายทิ้งได้อย่างทันท่วงที ไม่ต้องติดหล่มจิตวิทยาของความเจ็บปวดจากการขาดทุนจนกระทั่งไม่กล้า Cut loss เพราะต้นทุนสูงกว่าคนอื่น

เคล็ดลับก็คือ การเว้นช่วงซื้อคืนไว้ที่ 10-20% ที่นอกจากทำให้นักลงทุนได้กำไรเป็นกอบเป็นกำมากขึ้นกว่าการรับคืนแค่ 5 % ยังทำให้นักลงทุนไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของข่าวดีร้ายรายวัน ที่ทำให้ไม่เห็นภาพรวมของการลงทุน

การเว้นช่วงราคาที่ยาวนาน แม้ว่าจะทำให้เสียรอบลงทุนไปบ้าง แต่ก็ช่วยเพิ่มเวลาไตร่ตรองให้มากขึ้น แถมยังได้กำไรจากส่วนต่างราคาที่มากกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยชดเชยรอบลงทุนที่เสียไป

10 % = 2% ของการลงทุน 5 รอบ

ใครที่ไม่เหลือหุ้นต้นทุนต่ำที่เก็บไว้ลงทุนแบบระยะกลางและยาวเลย ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาซื้อที่ 1200 จุด เพื่อเล่นระยะสั้นแล้ว เพราะมีคนต้นทุนต่ำกว่าอยู่จำนวนมากที่สามารถขายได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลขาด ทุน

หากว่า ทนรอไม่ไว้แล้ว ก็อาจนำเงินไปลงทุนฝากประจำ 3 เดือน เพื่อกินดอกเบี้ยเล็กน้อยก่อน แล้วค่อยรอเมื่อหุ้นเปลี่ยนเป็นขาลง

ถ้าเกิดว่าหุ้นยังคงทะยานต่อไป ก็อาจเปลี่ยนกลยุทธ์มาลงทุนในหุ้นเติบโตแล้วถือยาวไปเลยก็ได้ แม้ว่าในช่วงสั้นจะไม่ร้อนแรงเหมือนหุ้นใหญ่ แต่ก็มีผลตอบแทนในระยะยาวที่มหาศาลมากกว่าให้ชื่นใจ

2. แบ่งเงินลงทุน 50% เพื่อซื้อหุ้นที่จะขึ้นไป 10 เท่า ภายในเวลา 5 ปี

การลงทุนไปตามกระแสตลาด ข้อดีคือ กำไรได้ทันที เล่นได้หลายรอบ ขาดทุนก็หนีทัน หากทว่าก็ไม่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ในแต่ละรอบ ซ้ำยังมีช่วงเวลาตลาดขาลงที่ไม่เป็นใจ จึงทำให้ผลตอบแทนการลงทุนต้องสะดุดหยุดลงเป็นระยะ

ดังนั้น นักลงทุน GenY จึงต้องมีการแบ่งเงิน 50 % เพื่อใช้ลงทุนในหุ้นเติบโต (Growth Stock) ที่มีแนวโน้มจะขึ้นไปหลายเท่า ในอีกหลายปีข้างหน้า

การลงทุนแบบผสมผสาน 50 : 50 จึงน่าจะดีกว่าการเล่นเพียงแบบเดียว เพราะหากให้นักลงทุนต้องถือหุ้นเติบโตหลายปี คนยุค GenY ที่ชอบความรวดเร็ว ก็จะเหงาหัวใจ ทนไม่ได้ สุดท้าย สุขภาพจิตเสียก็จะต้องขายหุ้นเติบโตทิ้งไป และนำเงินมาเล่นหุ้นตัวใหญ่ (Blue Chip) ทำให้พลาดโอกาสได้กำไรหลายเท่าไปอย่างน่าเสียดาย

หากทว่า การแบ่งเงิน 50 % เป็นเพียงกลยุทธ์ระยะยาวเท่านั้น ในช่วงสั้นเมื่อตลาดหุ้นใหญ่กำลังขึ้น ก็อาจนำเงิน 100% เข้าไปลงทุนเพื่อเก็บกำไรก่อน รอจนกระทั่งเข้าสู่ขาลงแล้ว จึงค่อยทะยอยซื้อหุ้นเติบโต 100% ก็ได้ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้นักลงทุน GenY เผลอใจนำเงินไปเล่นในหุ้นใหญ่ช่วงขาลง ที่อาจทำให้ขาดทุนได้

เมื่อหุ้นกำลังทะยานขึ้นอีกรอบ จากขาลงที่ยาวนาน ก็อาจขายหุ้นเติบโตไป 50% และนำเงินไปซื้อหุ้นใหญ่ที่กำลังทะยาน โดยหากว่าหุ้นเติบโตขึ้นไปด้วย ก็ไม่ต้องไปเสียดาย เพราะหุ้นเติบโตก่อนที่จะขึ้นไปหลายเท่า จะมีการขึ้นลงแบบน่าอึดอัดหลายครั้ง ดังนั้น หากเรามัวแต่เฝ้ารอ ก็จะเซ็งจิต จึงควรนำเงิน 50% ไปทำกำไรก่อน แต่ก็ไม่ควรนำไปทั้งหมด เพราะเราไม่รู้ว่าหุ้นเติบโตจะขึ้นยาวเมื่อไร ซึ่งถ้าราคาขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว เราจะไม่กล้าซื้อตามเข้าไป เพราะกลัวว่าจะขึ้นหลอก สุดท้ายก็จะพลาดโอกาสกำไรครั้งใหญ่ไป

สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ หุ้นเติบโตจะขึ้นแบบหลายเท่า หลังจากอั้นมานาน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากตลาดขาลงครั้งใหญ่ที่ยาวนาน เพราะเป็นโอกาสให้นักลงทุนรายใหญ่เก็บหุ้นเติบโตได้มากเพียงพอที่จะลากราคา ขึ้นไปหลายเท่า

ดังนั้น หากตลาดยังไม่เป็นขาลงแบบเลวร้าย ก็ยังวางใจนำเงิน 100% ไปลงในหุ้นตัวใหญ่ได้ก่อน หากทว่า เพื่อความไม่ประมาทบางคนจะแบ่งเงิน 50% แช่นิ่งถือหุ้นเติบโตไว้เลยกันผิดพลาดก็ไม่ว่ากัน เพราะอย่างน้อยก็มีอีก 50% ไว้เก็บเกี่ยวผลกำไรได้อย่างเพลิดเพลิน

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นเติบโต (Growth Stock) ยังไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก เพราะหุ้นที่มีภาพลักษณ์ดูดี ทำท่าว่าจะมีการขยายธุรกิจอย่างยิ่งใหญ่ มักจะสร้างความผิดหวังให้นักลงทุนอยู่เสมอ

หลักในการเลือกหุ้นเติบโต จึงต้องมองให้ลึกซึ้งกว่าคำพูดที่สวยงาม หากยังควรเจาะลึกไปถึงสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูงกว่า ในราคาถูกกว่าที่คิด ซึ่งแสดงถึงวินัยในการควบคุมต้นทุนและวัฒนธรรมองค์กรที่ล้ำเลิศของบริษัท

หุ้นเติบโตที่ยิ่งใหญ่ จะไม่รีบร้อนเผยแพร่นวัตกรรมเข้าสู่ตลาด หากจะมีช่วงเวลา “ทดลอง” เพื่อให้แน่ใจในคุณภาพ ประสิทธิภาพ และถูกอกถูกใจลูกค้า เมื่อทุกอย่างได้ถูกปรับปรุงให้เข้าที่เข้าทางแล้ว จึงถึงเวลาก้าวกระโดด ซึ่งนั่นคือ ห้วงยามที่นักลงทุนซึ่งอดทนจะได้เห็นผลตอบแทนมหาศาลสมกับที่ตั้งตารอ

3. เลือกการลงทุนที่เรามีความสุข เชื่อใจได้ และไม่ทำให้เจ็บปวดใจ

จุดอ่อนของวิชาจิตวิทยาการลงทุน (behavioral finance) ก็คือ วิเคราะห์ว่ามนุษย์ไม่มีเหตุผลในการลงทุนอย่างไรบ้าง โดยบอกให้มนุษย์แก้ไขด้วยการเป็นคนมีเหตุผล หรือมีสติตื่นตัวเพื่อมองเห็นเหตุผลให้ได้ท่ามกลางความไร้เหตุผล

หากทว่า วิวัฒนาการที่ยาวนานได้ทำให้มนุษย์มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลใด ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาความไร้เหตุผลที่ดีกว่า คือ การเลือกลงทุนในหุ้นที่ไม่ทำให้นักลงทุนเจ็บปวด ในช่วงจังหวะตลาดที่นักลงทุนมีโอกาสได้มากกว่าเสีย

สำหรับนักลงทุน GenY ที่ชอบซื้อหุ้นเติบโต จึงไม่ควรเลือกหุ้นที่มีขนาดเล็กเกินไป เพราะหุ้นเหล่านี้ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ตัวเองมามากพอ แน่นอนว่า การซื้อหุ้นเหล่านี้อาจทำให้กำไรมากกว่าเพราะซื้อตั้งแต่ยังเล็ก แต่ก็มีโอกาสขาดทุนสูงเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อภาวะเศรษฐกิจไม่เป็นใจ หุ้นที่เล็กกว่า ไม่เป็นที่รู้จัก ก็จะกระตุ้นจิตวิทยาความกลัวในหัวใจของนักลงทุน จนกระทั่งต้องขายทิ้ง

ถ้าหุ้นตัวนี้ไม่ผ่านการทดสอบของช่วงเวลาเลวร้าย เราอาจจะรู้สึกดีใจว่าได้ขายทิ้งไปก่อน แต่ภาวะขาดทุนก็ย่อมทำให้เจ็บปวดใจอยู่ดี ซึ่งสุดท้ายอาจส่งผลย้อนกลับทำให้เลิกที่จะเล่นหุ้นเติบโตไปเลย ทำให้เสียโอกาสดีในชิวิตกับหุ้นเติบโตตัวที่ใช่อีกหลายตัวที่จะผ่านเข้ามา

ถ้าหุ้นตัวนี้ผ่านการทดสอบและขึ้นไปหลายเท่า เราก็จะยิ่งเจ็บใจที่ไม่อดทนถือไว้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ามนุษย์มีแนวโน้มหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและความเจ็บปวด ดังนั้น ทางแก้ทีดีกว่า คือ การเลือกหุ้นเติบโตขนาดกลาง ที่ผ่านการพิสูจน์ตัวเองมาระดับหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เรามั่นใจและถือต่อไปได้ผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายเพื่อไปสู่แสง สว่างเรืองรอง

ในส่วนของนักลงทุน GenY ที่ชอบซื้อหุ้นใหญ่ตามการเคลื่อนไหวของตลาด ก็ควรจะเล่นหุ้นในช่วงขาขึ้นมากกว่าขาลง เพราะแม้จะไม่ได้ซื้อหุ้นตั้งแต่ที่ราคาเกือบต่ำสุด และมาขายที่ราคาเกือบสูงสุด แต่ก็จะทำให้มีความเชื่อมั่นในการลงทุนมากกว่า ไม่ต้องเข็ดขยาดกับการขาดทุนยาวนานก่อนจะกำไร เพราะบางทีอาจทนไม่ไหวและเลิกเล่นไปก่อน จึงทำให้พลาดโอกาสการทำกำไรในช่วงขาขึ้น

จุดที่นักลงทุน GenY จะต้องระวังก็คือ เมื่อใดช่วงขาขึ้นจะเปลี่ยนเป็นช่วงขาลง (Turning Point) เพราะการที่นักลงทุนเพลิดเพลินกับกำไรในช่วงขาขึ้น โดยคิดว่าเมื่อเปลี่ยนเป็นขาลงแล้วจะสามารถ Cut Loss ได้ทันท่วงที นักลงทุนก็จะผิดพลาดเพราะลืมคิดไปว่ามนุษย์หลีกเลี่ยงความเจ็บปวด ดังนั้น ในช่วงที่ขาดทุนเล็กน้อย เราจะทนไม่ได้ที่ต้อง Cut Loss ต้องรั้งรอจนกระทั่งบานปลายกลายเป็นขาดทุนมาก เมื่อตลาดถล่มลงมาและผู้คนส่วนใหญ่พากันแห่ขายทิ้ง

วิธีแก้คือ เมื่อหุ้นขึ้นมาสูงแล้ว ก็อาจต้องหยุดพัก แม้ว่าจะมีแนวโน้มขึ้นไปต่อ แต่ก็ไม่ควรเข้าไปเสี่ยง เพื่อจะได้ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องไปติดกับดักของการ Cut Loss โดยการตัดวงจรที่ต้อง Cut Loss ทิ้งไปเลย

แน่นอนว่า การไม่เข้าไปเล่นในบางช่วงเวลา อาจทำให้ได้กำไรน้อยกว่าการเข้าไปเล่นและมีกลไก Cut Loss สนับสนุน หากทว่า การยอมตัดใจจากกำไรในช่วงที่ไม่แน่ใจนี้ ก็จะเป็นการรักษากำไรที่เคยได้ส่วนใหญ่ในช่วงขาขึ้นไว้ ไม่ทำให้กำไรกลายเป็นขาดทุน

การลงทุนก็เช่นเดียวกับธุรกิจ ย่อมมีขีดจำกัดในการเติบโต ไม่ใช่ว่าในเวลาเพียง 1 ปีจะสามารถเติบโตได้ตลอด ย่อมต้องมีช่วงเวลาหยุดพักบ้าง

บางทีช่วงเวลาหยุดพักนี้ นักลงทุน GenY อาจแบ่งเวลาไปใส่ใจในการสร้างธุรกิจ เพื่อผลิตเม็ดเงินไว้ใช้ในการลงทุนครั้งต่อไป ซึ่งจะทำให้นักลงทุนเป็นอิสระในทางการเงินได้เร็วขึ้นกว่าการหมกมุ่นในการลง ทุนเพียงอย่างเดียว

ปล. ความรู้ต่างๆที่ได้หา และที่ได้อ่านมา เรารู้ครับ แต่ยากมากในการเข้าถึงเพื่อปฎิบัติ ซึ่งเป็นพื้นฐานของทุกสิ่งครับ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ใจเป็นสำคัญด้วยครับ  หากเอาชนะใจตัวเองไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะชนะตลาดได้ แล้ววันนี้เป้าหมายหรือเงื่อนไขในการลงทุนของเราไซด์เวย์ไปตามตลาดหรือปล่าว แม้แต่นักเทคนิคก็เคยบ่นกราฟไม่โกหก แต่ไม่เชื่อกราฟเป็นต้น นั่นเพราะใจตัดสินบนอารมณ์ที่สายตามองเห็น...แต่เงื่อนไขและเส้นสายตัดสินมา แล้วบนพื้นฐานข้อมูล  แล้วเราจะแก้ไขกันอย่างไรดีครับ  



credit คุณทองเนื้อเก้า @sinthorn

วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556

เคล็ดลับความร่ำรวยมั่งคัง

เคล็ดลับความร่ำรวยมั่งคัง

ที่มา http://coachkitti.com/
หลายคนเสาะแสวงหา วิธีการที่จะ ร่ำรวย มั่งคั่ง ต่างคนก็ต่างความคิด บางคนก็บอกว่า ต้องขยันสิ ต้องเรียนสูงๆ ต้องหางานดีๆ ทำ ต้องเรียนเก่งๆ ต้อง… ฯลฯ
แต่ทำไมบางคนที่ ขยัน เรียนเก่ง มีหน้าที่การที่ดูดี แต่ก็ไม่เห็นจะได้อย่างที่เขาต้องการเลย?
ผมจะบอกเคล็ดลับ 4 ข้อ ที่จะทำให้คุณ ร่ำรวย มั่งคั่ง และที่สำคัญคือ “อย่างยั่งยืน”
เคล็ดลับนี้ ถูกค้นพบมานานกว่า 2,500 ปี และถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรมายาวนานกว่า 2,000 ปี…
คุณจะได้รู้ว่า เคล็ดลับสู่ความมั่งคั่งและร่ำรวยนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากอะไรเลย และใครๆ ก็สามารถทำได้

 
1.รู้จักหาทรัพย์
การรู้จักหาทรัพย์ ไม่ใช่เพียงแค่ขยันหาทรัพย์เท่านั้น แต่จะต้องฉลาดที่จะสร้างทรัพย์สินขึ้นมา ค่านิยมที่จะบอกว่า ขยัน อดทน แล้วจะร่ำรวยนั้น เป็นจริงหรือไม่? คงจะเห็นกันอยู่มากมายนะครับ ถ้าขยัน อดทน แต่ไม่ถูกเรื่อง ไม่ถูกที่ ก็ไม่ใช่ว่าจะร่ำรวยนะครับ…

2.รักษาทรัพย์ได้
การรู้จักรักษาทรัพย์ที่หามาได้ เรียกง่ายๆ ว่า ใช้เงินให้เป็น… แต่อย่างไรล่ะ ที่เรียกว่า การใช้เงินเป็น!!! ใช้เงินเป็น เป็นยังไง? ใช้เงินเป็น ไม่ใช่การใช้เงินให้หมด เหมือนกับที่ เราชอบเอามาพูดเล่นกันนะครับ แต่การใช้เงินเป็นนั้น คือ จะต้องใช้เงินกับสิ่งที่ “ปลอดภัย” “เหมาะสม” และ “คุ้มค่า”

 

3.มีเครือข่ายเพื่อนที่ดี
เพื่อนที่ดี จะคอยช่วยเหลือ และแนะนำเรา ให้เราสามารถก้าวเดินไปข้าวหน้าได้อย่างสวยงาม เพื่อนจะเป็นผู้คอยประคับประคองกันและกัน จนไปสุ่ความสำเร็จ

4.ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง
คนส่วนใหญ่ ไม่รวย เพราะใช้ชีวิตไม่เป็น คนที่ใช้ชีวิตเป็น และรู้จักที่จะมีความสุขกับความพอดีในการใช้ชีวิต จะร่ำรวยทั้งเงินทอง และความสุข แต่คนส่วนมากมักคิดว่า เมื่อร่ำรวยเงินทองแล้ว จะมีความสุข ซึ่งมันเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างมาก แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่เลือกที่จะเข้าใจอย่างนั้น ทำให้เกิดการแข่งขันกันอย่างมากมาย อย่างเช่นในปัจจุบันนี้ ที่ต่างคนต่างแข่งขันเพื่อให้ตัวเองร่ำรวยเงินทองที่สุด โดยลืมพิจารณาถึงคนรอบข้าง
ความร่ำรวยมั่งคั่งไม่ใช่เรื่องเลวร้าย อะไรครับ
และความร่ำรวยกับความสุข ก็ไม่ได้ถูกแยกออกจากกันนะครับ!!

จะดีกว่าไหมครับ ถ้าจะสามารถร่ำรวย และมีความสุขไปพร้อมๆ กันได้ด้วย!!

วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

“นักลงทุนมืออาชีพ” กลยุทธ์ในการสร้างความมั่งคั่งของคนยุค GenY

“นักลงทุนมืออาชีพ” กลยุทธ์ในการสร้างความมั่งคั่งของคนยุค GenY

มนุษย์ในแต่ละยุคสมัย ย่อมมีวิธีการแสวงหาความมั่งคั่งและเสพสุขกับชีวิตไม่เหมือนกัน
ศตวรรษที่ 21 มนุษย์หลุดพ้นจากขีดจำกัดของการสื่อสารและคมนาคมที่เป็นเครื่องจำกัดการแสวง หาความก้าวหน้าในยุคบรรพบุรุษ ที่เคยทำให้อาชีพข้าราชการและนักการเมืองเป็นที่นิยมยกย่องกัน หากทว่าโลกใบนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่แนวโน้มใหม่ในการสร้างสรรค์ธุรกิจด้วย ตนเอง ทั้งในภาคเศรษฐกิจจริงและในภาคการลงทุน

แม้บางครั้งอาจจะมีความเสี่ยงและได้รับผลตอบแทนไม่เท่ากับเป็นผู้บริหารใน บริษัทขนาดใหญ่ก็ตาม หากสิ่งที่ได้รับคือ อิสรภาพและความภาคภูมิใจ


ที่มา http://www.siamintelligence.com/generation-y-investing/
คนรุ่นใหม่ในยุค GenY ระหว่างอายุ 20-35 ปี กำลังเริ่มต้นสร้างธุรกิจและเป็นนายตัวเองกันอย่างถ้วนหน้า และเครื่องมือหนึ่งในการแสวงหาความมั่งคั่งก็คือ การลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนทางการเงินให้มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ

มนุษย์ในยุค GenY จึงมีแนวโน้มที่จะเป็น “นักลงทุนอาชีพ” โดยศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ควบคู่ไปกับการพัฒนาธุรกิจส่วนตัว โดยหากสามารถสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นเหนือตลาดได้ ก็อาจพัฒนาเป็นธุรกิจการเงินขึ้นมาอีกด้วย

1. ลงทุนให้สอดคล้องกับภาวะตลาด ทั้งสั้น กลาง ยาว ไม่เน้นการซื้อขายรายวัน
การเสพติดความเร็ว เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียของคนยุค GenY ในด้านดีก็คือ การทำงานเกิดประสิทธิภาพ สามารถปรับตัวตามความผันผวนของโลกได้อย่างทันท่วงที หากทว่าในทางร้ายก็คือ เวลาและความละเมียดในการไตร่ตรองครุ่นคิดสร้างสรรค์สูญหายไป

การลงทุนที่อยู่ในยุคออนไลน์ ก็หลีกไม่พ้นที่จะต้องเคลื่อนไหวไปอย่างฉับไวช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ระดับโลกและมีอิทธิพลต่อราคาซื้อขายหลักทรัพย์ใน ประเทศไทย ไม่ได้มียุทธศาสตร์การลงทุนแบบซื้อขายรายวัน หากทว่ามีการกำหนดช่วงเวลาซื้อขายที่ยาวนานพอสมควร อย่างน้อยก็เป็นรายเดือน

มื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเข้ามากระทบ ก็อาจมีการซื้อหรือขายเป็นรายวันที่ผันผวนมาก หากทว่า ปัจจัยพื้นฐานของประเทศย่อมไม่เคยเปลี่ยนไปเพราะเหตุอุบัติเฉพาะหน้า ส่วนใหญ่แล้วความรุ่งเรืองเสื่อมโทรมของประเทศ ย่อมมีสัญญาณบอกเหตุล่วงหน้าก่อนหลายสิบปี ทะยอยสะสมกันจนกระทั่งกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป หรือแม้กระทั่งวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ก็ได้มีสัญญาณบอกเหตุหลายก่อนหน้ามาหลายปี ไม่ใช่พึ่งมาเกิดเพียงเพราะมีข่าวร้ายขึ้นมาฉับพลัน ที่สำคัญข่าวร้ายรุนแรง ก็เป็นผลสะสมของข่าวร้ายก่อนหน้านี้เท่านั้น

นักลงทุนที่ดี จึงมักเลือกลงทุนในประเทศที่กำลังจะมีแนวโน้มที่สดใส แม้ว่าในระยะสั้นจะมีปัญหาอุปสรรคบ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรฉุดรั้งได้ ขณะที่ประเทศซึ่งกำลังเป็นขาลงหรือยังใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าจะเป็นขาขึ้น ก็ย่อมไม่อาจพุ่งทะยานขึ้นมาได้ เพียงเพราะมีข่าวดีมากระทบติดต่อกัน
ตัวอย่างเช่น

ตลาดหุ้นไทยที่ระดับประมาณ 1200 จุด เริ่มมีนักวิเคราะห์ออกมาเชียร์ซื้อกันมากมาย นักลงทุน GenY ที่เคยหวาดกลัวว่าราคาหุ้นจะสูงเกินพื้นฐานก็เริ่มหวั่นไหวคล้อยตาม ยิ่งเห็นราคายกตัวสูงขึ้นตลอด ก็ย่อมรู้สึกปวดร้าวว่าตนเองหวาดระแวงเกินไป จึงทำให้พลาดกำไรไปหลายครั้ง

นักลงทุน GenY จึงเริ่มคิดอยากจะเสี่ยงเข้าไปซื้อขายบ้าง เพราะเชื่อว่าหากนักลงทุนฝรั่งขายออกมา ตนเองก็จะสามารถชิงขายก่อนได้เร็วกว่า ดังนั้น ถึงแม้จะขาดทุนก็คงไม่มากนัก ดีกว่าจะปล่อยให้โอกาสในการทำกำไรหลายรอบก่อนที่ตลาดจะปรับตัวลงต้องหลุดลอย ไป

สิ่งที่นักลงทุน GenY ลืมตัวไปก็คือ นักลงทุนฝรั่งเล่นหุ้นระยะยาว ดังนั้น ราคาต้นทุนของฝรั่งที่ไล่ซื้อขึ้นมาจึงอาจอยู่ที่ประมาณ 1100 จุด ดังนั้นที่ระดับราคานี้ นักลงทุนฝรั่งจะขายเมื่อใดก็ได้ ขายติดต่อกันหลายวันก็ตามแต่ใจของเธอ

การเทขายของรายใหญ่อาจทำให้ราคาตกลงมา เพราะรายย่อยหนีหายได้เร็วกว่า แต่เนื่องจากนักลงทุนฝรั่งได้โยกหุ้นขึ้นลงเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร แล้ว นักลงทุนรายย่อยจึงเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะตัวเองได้เสียโอกาสทำกำไรไปหลายครั้ง จากการที่หุ้นลงมาแล้วไม่กล้าซื้อ

นักลงทุนที่พลาดโอกาสกำไรเหล่านี้ จะเป็นลูกค้าชั้นดีให้ฝรั่งหลอกขายได้ โดยกว่าจะทันรู้ตัว ฝรั่งรายใหญ่ก็ออกจากตลาดไปเรียบร้อยแล้ว

นักลงทุน GenY ที่ยังไม่หยุดซื้อขาย เพราะห่วงกำไรเฉพาะหน้า โดยไม่เข้าใจว่าฝรั่งสามารถจะขายได้ทุกเมื่อ และขายต่อเนื่องกันยาวนาน ก็อาจจะติดหล่มทางจิตวิทยา เมื่อขาดทุนเล็กน้อยก็ไม่อาจตัดใจขายเพราะกลัวจะขึ้นต่อ สุดท้ายเมื่อราคาไหลรูดต่อเนื่อง ก็จะหวาดกลัวและขายไปที่ราคาขาดทุนมหาศาลได้อย่างน่าเสียดายเป็นที่สุด

การลงทุนแบบระยะสั้นของ GenY เป็นสิ่งที่กระทำได้ หากทว่าก็จะต้องมีการกำหนดเป็นช่วงเวลา (Time Period) อย่างต่ำที่สุดก็ 2-3 วัน เพื่อให้เกิดการไตร่ตรองใคร่ครวญถึงแนวโน้มการขึ้นลง ไม่ใช่เป็นการซื้อขายรายวันและหวั่นไหวไปตามกระแสข่าวร้ายดี

ปัญหาสำคัญคือ นักลงทุนย่อมไม่รู้ว่าจุดไหนจะเป็นช่วงเปลี่ยนจากขาขึ้นเป็นขาลง ดังนั้น ในช่วงเริ่มต้นขาขึ้น นักลงทุนจึงไม่ควรที่จะขายหุ้นทั้งหมดทิ้งและเล่นระยะสั้นอย่างเดียว หากควรจะเก็บหุ้นที่มีต้นทุนต่ำไว้เล่นในระยะกลางและระยะยาวด้วย

เมื่อหุ้นเริ่มสูงขึ้น จนกระทั่งเกินขอบเขตที่อยากจะซื้อแล้ว ก็อาจจะแบ่งหุ้นระยะกลางมาขายทิ้งไปบ้าง โดยเมื่อหุ้นลงมาน้อยกว่าระดับราคาที่ขายไปไม่ต่ำกว่า 10 % ก็อาจจะซื้อกลับมา เพื่อไปขายเล่นระยะสั้นในรอบต่อไปที่ระดับราคาสูงขึ้น

หากราคาขึ้นไปต่อเนื่องและยังรับหุ้นระยะกลางกลับคืนมาไม่ได้ ก็อาจนำหุ้นระยะยาวออกมาขายทิ้ง แล้วจึงใช้สูตรเดิมมารับกลับที่ 20% เพื่อจะเก็บไว้เล่นระยะสั้น ในช่วงสุดท้ายก่อนที่จะปรับเป็นขาลง
เมื่อกระทำแบบนี้ได้ นักลงทุนก็จะมีหุ้นที่ต้นทุนต่ำกว่าตลาดไว้เล่นระยะสั้น จึงทำให้เมื่อตลาดปรับตัวเป็นขาลงแล้ว นักลงทุนก็จะสามารถตัดใจขายทิ้งได้อย่างทันท่วงที ไม่ต้องติดหล่มจิตวิทยาของความเจ็บปวดจากการขาดทุนจนกระทั่งไม่กล้า Cut loss เพราะต้นทุนสูงกว่าคนอื่น

เคล็ดลับก็คือ การเว้นช่วงซื้อคืนไว้ที่ 10-20% ที่นอกจากทำให้นักลงทุนได้กำไรเป็นกอบเป็นกำมากขึ้นกว่าการรับคืนแค่ 5 % ยังทำให้นักลงทุนไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของข่าวดีร้ายรายวัน ที่ทำให้ไม่เห็นภาพรวมของการลงทุน

การเว้นช่วงราคาที่ยาวนาน แม้ว่าจะทำให้เสียรอบลงทุนไปบ้าง แต่ก็ช่วยเพิ่มเวลาไตร่ตรองให้มากขึ้น แถมยังได้กำไรจากส่วนต่างราคาที่มากกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยชดเชยรอบลงทุนที่เสียไป
10 % = 2% ของการลงทุน 5 รอบ

ใครที่ไม่เหลือหุ้นต้นทุนต่ำที่เก็บไว้ลงทุนแบบระยะกลางและยาวเลย ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาซื้อที่ 1200 จุด เพื่อเล่นระยะสั้นแล้ว เพราะมีคนต้นทุนต่ำกว่าอยู่จำนวนมากที่สามารถขายได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลขาด ทุน

หากว่า ทนรอไม่ไว้แล้ว ก็อาจนำเงินไปลงทุนฝากประจำ 3 เดือน เพื่อกินดอกเบี้ยเล็กน้อยก่อน แล้วค่อยรอเมื่อหุ้นเปลี่ยนเป็นขาลง

ถ้าเกิดว่าหุ้นยังคงทะยานต่อไป ก็อาจเปลี่ยนกลยุทธ์มาลงทุนในหุ้นเติบโตแล้วถือยาวไปเลยก็ได้ แม้ว่าในช่วงสั้นจะไม่ร้อนแรงเหมือนหุ้นใหญ่ แต่ก็มีผลตอบแทนในระยะยาวที่มหาศาลมากกว่าให้ชื่นใจ

2. แบ่งเงินลงทุน 50% เพื่อซื้อหุ้นที่จะขึ้นไป 10 เท่า ภายในเวลา 5 ปี
การลงทุนไปตามกระแสตลาด ข้อดีคือ กำไรได้ทันที เล่นได้หลายรอบ ขาดทุนก็หนีทัน หากทว่าก็ไม่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ในแต่ละรอบ ซ้ำยังมีช่วงเวลาตลาดขาลงที่ไม่เป็นใจ จึงทำให้ผลตอบแทนการลงทุนต้องสะดุดหยุดลงเป็นระยะ

ดังนั้น นักลงทุน GenY จึงต้องมีการแบ่งเงิน 50 % เพื่อใช้ลงทุนในหุ้นเติบโต (Growth Stock) ที่มีแนวโน้มจะขึ้นไปหลายเท่า ในอีกหลายปีข้างหน้า

การลงทุนแบบผสมผสาน 50 : 50 จึงน่าจะดีกว่าการเล่นเพียงแบบเดียว เพราะหากให้นักลงทุนต้องถือหุ้นเติบโตหลายปี คนยุค GenY ที่ชอบความรวดเร็ว ก็จะเหงาหัวใจ ทนไม่ได้ สุดท้าย สุขภาพจิตเสียก็จะต้องขายหุ้นเติบโตทิ้งไป และนำเงินมาเล่นหุ้นตัวใหญ่ (Blue Chip) ทำให้พลาดโอกาสได้กำไรหลายเท่าไปอย่างน่าเสียดาย

หากทว่า การแบ่งเงิน 50 % เป็นเพียงกลยุทธ์ระยะยาวเท่านั้น ในช่วงสั้นเมื่อตลาดหุ้นใหญ่กำลังขึ้น ก็อาจนำเงิน 100% เข้าไปลงทุนเพื่อเก็บกำไรก่อน รอจนกระทั่งเข้าสู่ขาลงแล้ว จึงค่อยทะยอยซื้อหุ้นเติบโต 100% ก็ได้ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้นักลงทุน GenY เผลอใจนำเงินไปเล่นในหุ้นใหญ่ช่วงขาลง ที่อาจทำให้ขาดทุนได้

เมื่อหุ้นกำลังทะยานขึ้นอีกรอบ จากขาลงที่ยาวนาน ก็อาจขายหุ้นเติบโตไป 50% และนำเงินไปซื้อหุ้นใหญ่ที่กำลังทะยาน โดยหากว่าหุ้นเติบโตขึ้นไปด้วย ก็ไม่ต้องไปเสียดาย เพราะหุ้นเติบโตก่อนที่จะขึ้นไปหลายเท่า จะมีการขึ้นลงแบบน่าอึดอัดหลายครั้ง ดังนั้น หากเรามัวแต่เฝ้ารอ ก็จะเซ็งจิต จึงควรนำเงิน 50% ไปทำกำไรก่อน แต่ก็ไม่ควรนำไปทั้งหมด เพราะเราไม่รู้ว่าหุ้นเติบโตจะขึ้นยาวเมื่อไร ซึ่งถ้าราคาขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว เราจะไม่กล้าซื้อตามเข้าไป เพราะกลัวว่าจะขึ้นหลอก สุดท้ายก็จะพลาดโอกาสกำไรครั้งใหญ่ไป

สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ หุ้นเติบโตจะขึ้นแบบหลายเท่า หลังจากอั้นมานาน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากตลาดขาลงครั้งใหญ่ที่ยาวนาน เพราะเป็นโอกาสให้นักลงทุนรายใหญ่เก็บหุ้นเติบโตได้มากเพียงพอที่จะลากราคา ขึ้นไปหลายเท่า

ดังนั้น หากตลาดยังไม่เป็นขาลงแบบเลวร้าย ก็ยังวางใจนำเงิน 100% ไปลงในหุ้นตัวใหญ่ได้ก่อน หากทว่า เพื่อความไม่ประมาทบางคนจะแบ่งเงิน 50% แช่นิ่งถือหุ้นเติบโตไว้เลยกันผิดพลาดก็ไม่ว่ากัน เพราะอย่างน้อยก็มีอีก 50% ไว้เก็บเกี่ยวผลกำไรได้อย่างเพลิดเพลิน

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นเติบโต (Growth Stock) ยังไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก เพราะหุ้นที่มีภาพลักษณ์ดูดี ทำท่าว่าจะมีการขยายธุรกิจอย่างยิ่งใหญ่ มักจะสร้างความผิดหวังให้นักลงทุนอยู่เสมอ
หลักในการเลือกหุ้นเติบโต จึงต้องมองให้ลึกซึ้งกว่าคำพูดที่สวยงาม หากยังควรเจาะลึกไปถึงสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูงกว่า ในราคาถูกกว่าที่คิด ซึ่งแสดงถึงวินัยในการควบคุมต้นทุนและวัฒนธรรมองค์กรที่ล้ำเลิศของบริษัท

หุ้นเติบโตที่ยิ่งใหญ่ จะไม่รีบร้อนเผยแพร่นวัตกรรมเข้าสู่ตลาด หากจะมีช่วงเวลา “ทดลอง” เพื่อให้แน่ใจในคุณภาพ ประสิทธิภาพ และถูกอกถูกใจลูกค้า เมื่อทุกอย่างได้ถูกปรับปรุงให้เข้าที่เข้าทางแล้ว จึงถึงเวลาก้าวกระโดด ซึ่งนั่นคือ ห้วงยามที่นักลงทุนซึ่งอดทนจะได้เห็นผลตอบแทนมหาศาลสมกับที่ตั้งตารอ

3. เลือกการลงทุนที่เรามีความสุข เชื่อใจได้ และไม่ทำให้เจ็บปวดใจ
จุดอ่อนของวิชาจิตวิทยาการลงทุน (behavioral finance) ก็คือ วิเคราะห์ว่ามนุษย์ไม่มีเหตุผลในการลงทุนอย่างไรบ้าง โดยบอกให้มนุษย์แก้ไขด้วยการเป็นคนมีเหตุผล หรือมีสติตื่นตัวเพื่อมองเห็นเหตุผลให้ได้ท่ามกลางความไร้เหตุผล

หากทว่า วิวัฒนาการที่ยาวนานได้ทำให้มนุษย์มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลใด ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาความไร้เหตุผลที่ดีกว่า คือ การเลือกลงทุนในหุ้นที่ไม่ทำให้นักลงทุนเจ็บปวด ในช่วงจังหวะตลาดที่นักลงทุนมีโอกาสได้มากกว่าเสีย

สำหรับนักลงทุน GenY ที่ชอบซื้อหุ้นเติบโต จึงไม่ควรเลือกหุ้นที่มีขนาดเล็กเกินไป เพราะหุ้นเหล่านี้ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ตัวเองมามากพอ แน่นอนว่า การซื้อหุ้นเหล่านี้อาจทำให้กำไรมากกว่าเพราะซื้อตั้งแต่ยังเล็ก แต่ก็มีโอกาสขาดทุนสูงเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อภาวะเศรษฐกิจไม่เป็นใจ หุ้นที่เล็กกว่า ไม่เป็นที่รู้จัก ก็จะกระตุ้นจิตวิทยาความกลัวในหัวใจของนักลงทุน จนกระทั่งต้องขายทิ้ง

ถ้าหุ้นตัวนี้ไม่ผ่านการทดสอบของช่วงเวลาเลวร้าย เราอาจจะรู้สึกดีใจว่าได้ขายทิ้งไปก่อน แต่ภาวะขาดทุนก็ย่อมทำให้เจ็บปวดใจอยู่ดี ซึ่งสุดท้ายอาจส่งผลย้อนกลับทำให้เลิกที่จะเล่นหุ้นเติบโตไปเลย ทำให้เสียโอกาสดีในชิวิตกับหุ้นเติบโตตัวที่ใช่อีกหลายตัวที่จะผ่านเข้ามา

ถ้าหุ้นตัวนี้ผ่านการทดสอบและขึ้นไปหลายเท่า เราก็จะยิ่งเจ็บใจที่ไม่อดทนถือไว้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ามนุษย์มีแนวโน้มหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและความเจ็บปวด ดังนั้น ทางแก้ทีดีกว่า คือ การเลือกหุ้นเติบโตขนาดกลาง ที่ผ่านการพิสูจน์ตัวเองมาระดับหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เรามั่นใจและถือต่อไปได้ผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายเพื่อไปสู่แสง สว่างเรืองรอง

ในส่วนของนักลงทุน GenY ที่ชอบซื้อหุ้นใหญ่ตามการเคลื่อนไหวของตลาด ก็ควรจะเล่นหุ้นในช่วงขาขึ้นมากกว่าขาลง เพราะแม้จะไม่ได้ซื้อหุ้นตั้งแต่ที่ราคาเกือบต่ำสุด และมาขายที่ราคาเกือบสูงสุด แต่ก็จะทำให้มีความเชื่อมั่นในการลงทุนมากกว่า ไม่ต้องเข็ดขยาดกับการขาดทุนยาวนานก่อนจะกำไร เพราะบางทีอาจทนไม่ไหวและเลิกเล่นไปก่อน จึงทำให้พลาดโอกาสการทำกำไรในช่วงขาขึ้น

จุดที่นักลงทุน GenY จะต้องระวังก็คือ เมื่อใดช่วงขาขึ้นจะเปลี่ยนเป็นช่วงขาลง (Turning Point) เพราะการที่นักลงทุนเพลิดเพลินกับกำไรในช่วงขาขึ้น โดยคิดว่าเมื่อเปลี่ยนเป็นขาลงแล้วจะสามารถ Cut Loss ได้ทันท่วงที นักลงทุนก็จะผิดพลาดเพราะลืมคิดไปว่ามนุษย์หลีกเลี่ยงความเจ็บปวด ดังนั้น ในช่วงที่ขาดทุนเล็กน้อย เราจะทนไม่ได้ที่ต้อง Cut Loss ต้องรั้งรอจนกระทั่งบานปลายกลายเป็นขาดทุนมาก เมื่อตลาดถล่มลงมาและผู้คนส่วนใหญ่พากันแห่ขายทิ้ง

วิธีแก้คือ เมื่อหุ้นขึ้นมาสูงแล้ว ก็อาจต้องหยุดพัก แม้ว่าจะมีแนวโน้มขึ้นไปต่อ แต่ก็ไม่ควรเข้าไปเสี่ยง เพื่อจะได้ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องไปติดกับดักของการ Cut Loss โดยการตัดวงจรที่ต้อง Cut Loss ทิ้งไปเลย

แน่นอนว่า การไม่เข้าไปเล่นในบางช่วงเวลา อาจทำให้ได้กำไรน้อยกว่าการเข้าไปเล่นและมีกลไก Cut Loss สนับสนุน หากทว่า การยอมตัดใจจากกำไรในช่วงที่ไม่แน่ใจนี้ ก็จะเป็นการรักษากำไรที่เคยได้ส่วนใหญ่ในช่วงขาขึ้นไว้ ไม่ทำให้กำไรกลายเป็นขาดทุน

การลงทุนก็เช่นเดียวกับธุรกิจ ย่อมมีขีดจำกัดในการเติบโต ไม่ใช่ว่าในเวลาเพียง 1 ปีจะสามารถเติบโตได้ตลอด ย่อมต้องมีช่วงเวลาหยุดพักบ้าง

บางทีช่วงเวลาหยุดพักนี้ นักลงทุน GenY อาจแบ่งเวลาไปใส่ใจในการสร้างธุรกิจ เพื่อผลิตเม็ดเงินไว้ใช้ในการลงทุนครั้งต่อไป ซึ่งจะทำให้นักลงทุนเป็นอิสระในทางการเงินได้เร็วขึ้นกว่าการหมกมุ่นในการลง ทุนเพียงอย่างเดียว

วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555

หนี้เป็นพิษ

หนี้เป็นพิษ
Read more at : http://www.thorfun.com/story/view/UNUiTa7rWTxCAA06#ixzz2Ge5qjhLt
เงินเดือนเป็นแสนแต่เกือบต้องติดคุกเพราะเป็นหนี้ เกือบต้องเสียเพื่อนเพราะหนี้ หนี้ก้อนโตจึงเป็นเครื่องกัดกร่อนความมั่งคั่งตัวฉกาจที่สุด และยังเป็นตัวทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อน หรือคนสนิท หรือแม้แต่ญาติด้วยกันเอง มีข่าวทำร้ายร่างกายหรือทวงหนี้ด้วยวิธีโหดร้าย มีบางกรณีฆ่าตัวตายหนีหนี้ ฆ่าเพื่อน ฆ่าญาติ ฆ่าพี่น้องที่คลานตามกันมา ต่อไปนี้คือเรื่องราวหนี้เป็นพิษที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตผม
หนี้เป็นพิษ
   เล่าย้อนอดีต ผ่านการเรียนประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย ผมมีความรู้เรื่องเกี่ยวกับการเงินน้อยมาก หรือ จะเรียกได้ว่าไม่มีความรู้เรื่องการเงินเลยก็ว่าได้ เข้าใจว่าหลังเรียนจบต้องขยันทำงานจึงจะมีเงินมีทอง หลังจากเรียนจบแพทย์ เริ่มมีเงินเดือน รู้สึกว่ามีเงิน เห็นคนอื่นมีอะไร เราก็อยากได้ไปหมด เครื่องเสียง รถยนต์ บ้าน หรือที่ดิน อยากได้ไปหมด ผมซื้อแหลกกกกก... ไม่ มีเงิน ก็กู้ธนาคาร ธนาคารก็ใจดีให้กู้ เริ่มรู้จักบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ไปขอธนาคารไหนก็ได้ ไม่ไปขอ  ธนาคารเองก็มาเสนอให้ เพราะมีเงินเดือนสูง ในกระเป๋าสตางค์ไม่มีเงินสด มีแต่บัตร  สารพัดบัตร  รูดปรื๊ดๆๆๆ....
     5 ปี แรกของการทำงานจึงเต็มไปด้วยหนี้  สารพัดหนี้  ผมเป็นหนี้รวมยอดหนี้เกือบ 3 ล้านบาท ยิ่งช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ดอกเบี้ยการกู้ยืมสูงปรี๊ด... ยิ่งดอกเบี้ยคงค้างของบัตรเครดิต และดอกเบี้ยบัตรกดเงินสด สูงขึ้นไปเกือบ24% ดอกเบี้ยการกู้ยืมซื้อบ้าน ซื้อที่ดินสูง 15%  แม้ว่าผมจะเป็นหมอที่ขยันทำงานเป็นที่สุด ขยันมากกว่าใครๆ เงินเดือนและเงินโอที ที่ได้มาแทบไม่พอจ่ายดอกเบี้ย บางเดือนไม่เพียงพอ หนี้ของผมแต่มันคือทรัพย์สินของธนาคาร
   หากดอกเบี้ยธนาคาร 15% หากไม่ชำระเลย พลังดอกเบี้ยทบต้นจากเงิน 3 ล้านบาท จะกลายเป็นเงิน 6 ล้านบาท
   หากดอกเบี้ย ร้อยละ24%   เงินที่ผมกู้ยืมมา 3 ล้านบาท หากผมไม่ชำระเลย 5ปี พลังดอกเบี้ยทบต้น จะทำให้เงินที่กู้ยืมมา 3 ล้านบาทจะกลายเป็น  9 ล้านบาท โอ้ววว แม่เจ้า...นี่มันปล้นกันชัดๆ
  ผมตกอยู่ในวังวนของหนี้ เมื่อจนตรอก สิ้นเดือนถึงเวลาชำระหนี้  เงินเดือนเป็นแสนก็ไม่พอชำระ เพราะหนี้ส่วนใหญ่ของผมเป็นหนี้ระยะสั้น การหมุนหนี้จึงเกิดขึ้น ผมกดบัตรเครดิต ไปใส่บัตรกดเงินสด กดจากบัตรกดเงินสดไปชำระเงินกู้โอดีของแบงค์ เงินหมุนไปๆ หนี้หมุนมาๆ นานเข้าหนี้ก้อนโตพอกพูน ดอกเบี้ยเร็วกว่าดอกไม้ชนิดใดๆที่ผมเคยเห็นในโลก
   ในที่สุดแพทย์ที่ขยันที่สุด ทำงานหนักที่สุด ได้เงินเดือนสูงกว่าใครๆ ต้องถูกฟ้องคดีเช็คเด้ง(เช็คเด้งเป็นคดีอาญา หากแพ้คดีก็ต้องติดคุก) ขึ้นโรงขึ้นศาล เพราะเรื่องหนี้ แม้ผมจะมีเพื่อนเป็นทนายที่เก่ง แต่มันเป็นประสบการณ์ที่แย่มากๆ มันบั่นทอนจิตใจ มันบั่นทอนอะไรหลายๆอย่าง มันทำให้ผมขาดอิสรภาพที่จะทำอะไรๆอยากทำหลายอย่างในชีวิต
       
 สรุปแล้วผมติดบ่วงหนี้อยู่เกือบ10ปี
      ยามยากลำบาก  ผมหันหน้าไปยืมเงินใครล้วนแต่ถูกปฏิเสธ แต่ไม่ได้โกรธ เพราะรู้ว่าในสภาพตอนนั้น ใครๆก็คงยากลำบากเหมือนกัน มีเพื่อนบางคนที่ให้ผมยืมเงิน แต่เนื่องจากจำนวนไม่มาก และผมก็พยายามใช้จนหมด แต่ก็เกือบจะแย่ เกือบต้องเสียเพื่อนดีๆไป
   ผมนึกย้อนกลับไป เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่เพื่อนและคนรู้จักไม่ให้ผมยืมเงินใน วันนั้น หรือให้ผมยืมแต่ปริมาณน้อย  เพราะหากพวกเขาให้ยืมจำนวนมากๆ  ป่านนี้ผมคงเสียเพื่อน เสียคนที่รู้จักคุ้นเคยไปแน่ๆ เพราะให้ผมยืมมา ผมต้องผิดนัดชำระหนี้แน่ๆ และเมื่อผิดนัดชำระหนี้ เพื่อนก็คงไม่กล้าทวงหนี้ผม ผมเองก็ไม่กล้ามีหน้าไปพบเพื่อนเพราะผิดคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับเพื่อน  สัมพันธภาพที่อุตส่าห์สร้างมาตั้งหลายปีต้องมีอันสะบั้นไป
        ผมเองประสบ หรือได้รับทราบเรื่องราว ของผู้คนที่จบการศึกษาแล้วเริ่มทำงานใหม่ๆ ต่างตกเป็นหนี้ ติดอยู่ในบ่วงหนี้ ทำให้ชีวิตไม่ก้าวหน้า หรือบางคนเสียคนไปก็มี  ผมเองก็หลงเดินวนไปวนมาในเขาวงกตแห่งหนี้ กว่าจะหาทางออกเจอ

   หนี้ก้อนโตจึงเป็นเครื่องกัดกร่อนความมั่งคั่งตัวฉกาจที่สุด และยังเป็นตัวทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อน หรือ คนสนิท หรือแม้แต่ญาติด้วยกันเอง มีข่าวทำร้ายร่างกายหรือทวงหนี้ด้วยวิธีโหดร้าย มีบางกรณีฆ่าตัวตายหนีหนี้  ฆ่าเพื่อน ฆ่าญาติ ฆ่าพี่น้องที่คลานตามกันมาก็มีให้เห็นในข่าวบ่อยๆ
  ผมอดทนทำงานอย่างหนักลดละเลิกสิ่ง ฟุ่มเฟือยทุกชนิด ประหยัดสุด ทำงานหนักสุดๆผมเคยอยู่เวร24ชั่วโมงทุกวันติดต่อกันเป็นเดือน เพื่อหาทางใช้หนี้ มีอะไรที่พอจะขายได้ ทรัพย์สินส่วนเกิน ผมขนไปขายหมด ขายแม้กระทั่งเครื่องประดับ สร้อยคอ กำไร แหวนที่ผมซื้อให้ภรรยาวันแต่งงาน สร้อยทองที่เป็นของขวัญของลูกสาวที่ได้รับมาตอนเกิดจนในที่สุดผมปลอดหนี้ทุก ชนิดตอนอายุ39ปี เป็นวันที่ผมปลอดโปร่งโล่งสบายที่สุด เหมือนยกภูเขาออกจากอก นี่กระมังที่เขากล่าวว่า ไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ
  ผมปฏิญาณไว้กับตัวเองและครอบครัวว่าจะไม่ยอมเป็นหนี้ใคร ไม่กู้ ไม่ยืมเงินใครเด็ดขาด  บัตร เครดิตที่มีเพียงใบเดียว ก็ขอลดวงเงิน เอาไว้ใช้เท่าที่จำเป็นและจ่ายเงินคืนเต็มจำนวนทุกครั้ง ทุกเดือน ไม่เหลือค้าง ส่วนใหญ่การใช้จ่ายเป็นเงินสด
  และเช่นเดียวกันผมและครอบครัวปฏิญาณว่าจะไม่ยอมให้ใครยืมเงินเด็ดขาด ไม่ยอมไปค้ำประกันให้ใครๆทั้งสิ้น  ไม่ใช่ไม่มีน้ำใจ แต่ผมไม่อยากเสียเพื่อนรัก ไม่อยากเสียสัมพันธ์อันดีกับญาติ หรือคนสนิทไป
    ผมและภรรยาจึงสอนลูกไม่ให้เป็นหนี้ และไม่ยอมให้ใครยืมเงิน ปฏิเสธที่จะค้ำประกันใครๆทั้งสิ้น มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย บางคนต้องติดคุก หรือต้องเป็นหนี้เพิ่มจากการค้ำประกันให้คนอื่น
   ฟังดูเหมือนคนใจร้าย ไม่มีน้ำใจต่อเพื่อนต่อญาติ  แต่ผมและครอบครัวจะใช้วิธีหากเพื่อน หรือญาติตกระกำลำบากจริงๆ
ผมให้เลย ให้เท่าที่จะให้ได้ ให้ในจำนวนที่ไม่เดือดร้อน ให้พอที่เขาจะประทังชีวิตได้ เช่นค่าอาหาร ค่ายาเมื่อเจ็บป่วย ให้แล้วไม่ต้องเอามาคืนผม  ผมให้ได้แค่นั้นจริงๆ
  ลูกสาวสองคนก็เช่นกัน หากเพื่อนขอยืมสตางค์ ผมสอนลูกให้เขาปฏิเสธไปเลย เขาถามว่าหากเพื่อนลืมเอาเงินมาโรงเรียนแล้วมาขอยืมเงินไปกินข้าว หนูจะทำอย่างไร  ผมบอกว่าหากเกิดกรณีอย่างนี้ หนูก็เลี้ยงข้าวเพื่อนเลยสิ ไม่ต้องให้ยืมแต่เลี้ยงข้าวเพื่อนไปเลยจะได้สบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าเพื่อนจะคืนเงินหรือไม่
   ทุกวันนี้ชีวิตของผมและครอบครัวปลอดหนี้  ไม่ยอมเป็นหนี้ใคร และไม่ยอมให้ใครเป็นหนี้
                                               นพ.ชาญชัย กิจประเสริฐ