ครบสิบปีวิกฤติฟองสบู่ มาเรียนรู้จากแนวทางเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ตอนที่ 3)
เราสามารถมองเห็นถึงทัศนคติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อการ
สร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงให้กับประเทศได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เมื่อพิจารณาจากความสนพระราชหฤทัยทางด้านเทคโนโลยีสำหรับการเกษตรของพระองค์
ใคร
ก็ตามที่มีโอกาสได้เห็นพระราชวังที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใน
กรุงเทพมหานคร
ก็จะพบว่าพระราชวังแห่งนี้มีภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากพระราชวังแห่งใดในโลก
เพราะแค่เพียงมองจากภายนอก
ก็จะเห็นได้โดยง่ายว่าภายในเขตรั้วพระราชฐานเป็นที่ตั้งของโรงสีข้าว
โรงเลี้ยงโค ยุ้งฉาง กังหันสูบน้ำ และโรงงานเล็กๆ หลายหลัง
และยิ่งหากมีโอกาสเข้าไปถึงภายในเขตพระราชฐาน ก็จะพบทั้งไร่นาทดลอง
เรือนเพาะชำ โรงเห็ด บ่อปลา
กับห้องปฏิบัติการวิจัยทางการเกษตรและโรงงานแปรรูปผลิตผลการเกษตรอีกเป็น
จำนวนมาก
สิ่งเหล่านี้คือโครงการทดลองส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่
เริ่มต้นและค่อยๆขยายขอบข่ายงานตั้งแต่ปี 2504 เป็นต้นมา
โครงการส่วน
พระองค์ในเขตพระราชฐานแห่งนี้
ทรงมีวัตถุประสงค์ให้เป็นเสมือนห้องทดลองพื้นฐานสำหรับการเกษตรและ
อุตสาหกรรมการเกษตรแขนงต่างๆ เพื่อตัวอย่างสำหรับศึกษาดูงาน
และเพื่อสร้างองค์ความรู้เป็นต้นแบบนำไปถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรในภูมิภาคต่างๆ
ต่อไป
11
การดำเนินงานทั้งหมดในโครงการทดลองส่วนพระองค์
แม้จะมีขอบข่ายหลากหลาย ตั้งแต่การพัฒนาสายพันธุ์พืชและสัตว์,
การทดลองนวัตกรรมในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์
ไปจนถึงการพัฒนาเครื่องจักรและเทคโนโลยีในการแปรรูปผลิตผลการเกษตร
แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นลักษณะร่วมกันในโครงการทั้งหมดก็คือ
แม้ว่าจะมีหลักวิชาการชั้นสูงรองรับ
แต่ก็จะเน้นการใช้วิธีการและเครื่องจักรที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ราคาถูก
และหาได้ง่ายในประเทศ
ซึ่งเหมาะสำหรับเกษตรกรที่จะนำไปปรับใช้กับความต้องการของตนเอง
นอก
จากโครงการส่วนพระองค์ในพระราชวังแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ยังพระราชทานแนวพระราชดำริให้หน่วยราชการต่างๆ ร่วมกันจัดตั้ง
“ศูนย์ศึกษาการพัฒนา” ในภูมิภาคต่างๆของประเทศ
เพื่อดำเนินการทดลองวิจัยหาแนวทางยกระดับความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพของ
เกษตรกร ภายใต้แนวปรัชญาเดียวกัน
ทั้งยังทรงมีพระราชดำรัสต่อคณะบุคคลและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับการช่วย
เหลือเกษตรกรหลายครั้ง
ถึงความจำเป็นในการเสาะหาวิธีการหรือเทคโนโลยีที่ง่าย ไม่ใหญ่โต
แต่อำนวยประโยชน์ได้จริง
12
ทั้งหมดดังกล่าว
อาจนำมาสู่ข้อสรุปแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยว
กับเศรษฐกิจได้ว่า
ทรงให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรอันเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศมาแต่ดั้ง
เดิม
เน้นการส่งเสริมให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ในเบื้องต้นและรวมกลุ่มร่วมมือกัน
ในระดับชุมชนในรูปของสหกรณ์ โดยมีภาครัฐให้การสนับสนุนในด้านปัจจัยการผลิต,
ทุน, และช่องทางการตลาด
รวมทั้งช่วยในเรื่องการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตบนพื้น
ฐานของเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการสร้างผลผลิตให้
“พอมีพอกิน...อุ้มชูตัวเองได้...ให้มีพอเพียงกับตนเอง” เป็นอันดับแรก
การผลิตเพื่อค้าขายเป็นสิ่งที่ตามมา
ซึ่งได้ทรงพระราชทานแนวพระราชดำรินี้สู่สาธารณชนอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก
ตั้งแต่เมื่อปีพุทธศักราช 2517 คือตั้งแต่เมื่อ 23
ปีก่อนที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในประเทศไทย
13
ย่อม
ไม่มีผู้ใดสามารถระบุลงไปได้ว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงได้รับอิทธิพลจากแนวคิดด้านเศรษฐกิจของ
สำนักคิดเศรษฐศาสตร์แห่งใดหรือไม่และอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น
ยังทรงเคยมีพระราชดำรัสกล่าวถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์เองว่าเป็นแบบ
“ไม่ติดกับตำรามากเกินไป” เสียด้วยซ้ำ
14 อย่างไรก็ตาม ก็มีกรอบข้อเสนอของนักคิดที่สำคัญหลายท่านในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของโลกที่ขอนำมากล่าวถึงไว้ ณ ที่นี้
ฟรี
ดริค ลิส ( Friedrich List 1789-1846 ) นักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมัน
เสนอแนวคิดที่เรียกว่าเศรษฐกิจแห่งชาติ
อันเป็นแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในเยอรมนี สหรัฐอเมริกา
และญี่ปุ่น โดยสาระสำคัญในแนวคิดของ Friedrich List
เน้นการเพิ่มพลังทางการผลิตของชาติ
พัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นของคนในชาติ
ยึดหลักพึ่งตนเองภายในประเทศเป็นพื้นฐาน
คือเน้นการผลิตเพื่อตลาดภายในเป็นอันดับแรก
การแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศมีความสำคัญเป็นอันดับรอง
15
นัก
คิดสำคัญอีกคนที่เสนอให้พัฒนาประเทศโดยเริ่มจากชุมชนเป็นหลักคือ Mohandas
Karamchand Gandhi ( 1869-1948 )
ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาของประเทศอินเดีย Gandhi
เสนอว่าหน่วยเศรษฐกิจท้องถิ่นทุกหน่วย ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน
ตำบล และเหนือขึ้นไปทุกระดับ
จะต้องพยายามพึ่งตนเองหรืออยู่ด้วยตนเองให้ได้เป็นอันดับแรก
การแลกเปลี่ยนกับหน่วยเศรษฐกิจภายนอกนั้นเพื่อให้พอเพียงมากยิ่งขึ้น
ไม่ใช่เพื่อพึ่งพิง
โดยคิดรับใช้และใช้ประโยชน์จากหน่วยที่ใกล้ชิดกับตนเองมากที่สุดก่อน
ซึ่งเมื่อกระทำต่อเนื่องกันไป
ก็จะมีการเชื่อมโยงหน่วยเศรษฐกิจแต่ละหน่วยแต่ละระดับเข้าด้วยกันเป็นลูกโซ่
จากครอบครัวสู่ชุมชน จนไปถึงประเทศชาติ และถึงระดับนานาชาติในที่สุด
ความ
คิดและปฏิบัติการทางความคิดด้านเศรษฐกิจของคานธีเช่นที่กล่าวมานี้
เป็นที่รู้จักกันไม่มากนักเมื่อเทียบกับบทบาทการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อกอบ
กู้เอกราชให้แก่อินเดียของเขา ยิ่งกว่านั้น
ความคิดดังกล่าวยังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักเศรษฐศาสตร์โดยทั่วไปว่าเป็นแนว
คิดอุดมคติที่ไม่น่าจะชี้นำสังคมได้ในความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม
ยังมีนักคิดเศรษฐศาสตร์บางคน เช่น E.F. SCHUMACHER เจ้าของแนวคิด Small is
Beautiful ได้เคยกล่าวถึงคานธีว่า
“เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่เกิดอยู่ในโลกของเราในปัจจุบัน
คานธีถือได้ว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์พัฒนาการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก”
16
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเคยมีพระราชดำรัสถึงแนวคิดของพระองค์
ว่าสอดคล้องกับแนวคิด Small is Beautiful
ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานปรัชญาทางพุทธศาสนา
มีสาระสำคัญอยู่ที่การสร้างความกินดีอยู่ดีให้มากที่สุด
ด้วยรูปแบบการบริโภคที่ดีและใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด
ดังความในพระราชดำรัสที่ว่า “....คิดแบบนี้ ว่าจะทำเล็กๆ
ทำอะไรที่ไม่วุ่นวายใหญ่โตเกินไป ก่อนนี้ก็คิดมาตลอด
แต่ทีหลังได้มาเจอหนังสือของนายชูมาเกอร์ เขาบอกว่าSmall is Beautiful
ในนั้นเขาก็พูดถึงวิธีคิดแบบพุทธศาสนาด้วย ก็พอใจว่า
เออ..เขาก็คิดอย่างนั้น.....”
17
อาจมีผู้โต้แย้ง
ว่า แนวคิดทางเศรษฐกิจของนักคิดบางท่านดังที่กล่าวถึง
รวมทั้งแนวคิดทางเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เป็นแนวคิดที่ไม่น่าจะสอดคล้องกับยุคสมัย
คือไม่สอดคล้องกับกระแสเศรษฐกิจหลักของโลกในยุคปัจจุบันที่ครอบงำอยู่ด้วย
ระบบทุนนิยมเสรีข้ามชาติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเองก็ทรงประจักษ์ในความจริงข้อนี้
และทรงเคยมีพระราชอรรถาธิบายหลายครั้งว่าแนวทางเศรษฐกิจที่ทรงเสนอนั้นไม่
ใช่สำหรับจะให้ใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตทั้งหมด
เพราะจะไม่เหมาะแก่กาลสมัย แต่เป็นแนวทางที่น่าจะนำมายึดถือเป็นบางส่วน
คือราว 1 ใน 4 ของการดำเนินชีวิต
18
สำหรับภายในประเทศไทย
ซึ่งระบบเศรษฐกิจหลักเป็นแบบทุนนิยมเสรีและมีการพึ่งพาการลงทุนกับการค้า
ต่างประเทศในปริมาณสูงมาอย่างต่อเนื่องนั้น
ระบบเศรษฐกิจที่มีจุดเน้นอยู่ที่ภาคการเกษตรในชนบท (
ซึ่งบางครั้งก็เรียกกันว่า “เศรษฐกิจชุมชน” หรือ “เศรษฐกิจชุมชนชาวนา” )
ถูกนำเสนอให้เป็นอีกทางเลือกของระบบเศรษฐกิจ
และได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในวงกว้างมากขึ้นทุกขณะ กระทั่งในที่สุด
แนวคิดนี้ก็ถูกระบุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8
พศ.2540-2544 ว่า
“การพัฒนาในอนาคตจะเน้นที่การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในภูมิภาคและชนบท
ให้สามารถพึ่งตนเองได้ โดยมีเศรษฐกิจชุมชนที่มั่นคงเป็นตัวนำ
และเป็นฐานในการยกระดับคุณภาพชีวิตในอนาคต”
อย่างไรก็ตาม
ระบบเศรษฐกิจตามแนวคิดที่มุ่งให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งจากระดับ
ชุมชนเช่นที่กล่าวมานี้
ก็เพิ่งได้รับการศึกษาและนำเสนอในประเทศไทยอย่างจริงจังและเป็นระบบโดยนัก
วิชาการ นักคิด และนักพัฒนาชนบทเมื่อประมาณ 15 ปีมานี้เอง
19 การ
ศึกษาดังกล่าวส่วนใหญ่ยังเป็นการอาศัยแนวคิดและทฤษฎีจากต่างประเทศ
ตั้งเป็นสมมุติฐาน หรือศึกษาจากกรณีตัวอย่าง
ซึ่งนับได้ว่าองค์ความรู้ว่าด้วยเศรษฐกิจชุมชนชาวนาไทยยังมีอยู่จำกัด
นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์เองก็ได้ระบุว่าการศึกษาโดยรวมที่ผ่านมานั้น
“ยังขาดการศึกษาตามสภาพความเป็นจริง...คือการทำความเข้าใจการทำมาหากินของ
ชาวนา...ทิศทางการพัฒนาของครอบครัวและชุมชนชาวนา
และความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจชาวนากับเศรษฐกิจแห่งชาติ”
ทั้งยังเรียกร้องให้มีการศึกษาการประยุกต์ใช้ทฤษฎีกับชีวิตที่เป็นจริงใน
ประเทศ
20
ต่อข้อสังเกตของนักเศรษฐศาสตร์ในประเด็นดัง
กล่าว อาจถือได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงก้าวนำทางไปก่อนแล้ว
ด้วยการพระราชทานแนวทางการดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริด้านเศรษฐกิจของ
พระองค์ออกเผยแพร่ในชื่อที่รู้จักกันว่า “ทฤษฎีใหม่”
ซึ่งเป็นประหนึ่งการนำผลการศึกษาทดลองสาขาต่างๆ ที่ดำเนินมาตลอดรัชสมัย
สรุปเรียบเรียงออกมาเป็นแนวทางการประกอบอาชีพหาเลี้ยงชีวิต
สำหรับเกษตรกรรายย่อยที่เป็นเจ้าของที่ดินแปลงเล็กจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้
ได้อย่างเป็นขั้นตอน
เริ่มตั้งแต่ให้พออยู่พอกินเลี้ยงตนเองได้ในระดับครอบครัว
แล้วรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งในการผลิตและการตลาด
ไปจนถึงการเชื่อมโยงการผลิตกับระบบธุรกิจขนาดใหญ่
ทรงคำนวนและระบุสัดส่วนการจัดการบริหารปัจจัยการผลิตแต่ละด้านอย่างละเอียด
พร้อมทั้งสรุปแนวทางปฏิบัติที่เป็นไปได้จริงในแต่ละขั้นตอน
สำหรับเกษตรกรจะได้นำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาการดำรงชีวิตของ
ตนเองได้อย่างชัดเจน
หากจะกล่าวโดยสรุป
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแบ่งการปฏิบัติตามแนวทาง “ทฤษฎีใหม่” เป็น 3
ขั้นตอน ขั้นตอนแรกมุ่งให้เกษตรกรเลี้ยงตัวเองได้ในระดับชีวิตที่ประหยัด
โดยมีหลักสำคัญคือให้มีข้าวบริโภคพอเพียงตลอดปี
จากข้อเท็จจริงที่ว่าเกษตรกรรายย่อยจะมีที่ดินโดยเฉลี่ยประมาณครอบครัวละ 15
ไร่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงคำนวนตามหลักวิชาการได้ผลออกมาว่าจะต้อง
แบ่งที่ดินเพื่อใช้ทำนา 5 ไร่
จึงจะมีข้าวเพียงพอบริโภคทั้งปีสำหรับหนึ่งครอบครัว
พื้นที่ที่เหลือนำมาใช้ปลูกพืชไร่หรือไม้ผลอีก 5 ไร่ ขุดสระเก็บน้ำ 3 ไร่
กับใช้อยู่อาศัยและใช้ประโยชน์อื่นๆ อีก 2 ไร่
ทั้งยังทรงคำนวนปริมาณน้ำฝนเปรียบเทียบกับความต้องการใช้น้ำสำหรับการเพาะ
ปลูก ได้ข้อสรุปว่าสระน้ำควรลึกประมาณ 4 เมตร
เพื่อให้ได้ความจุทั้งหมดประมาณ 19,000 ลูกบาศก์เมตร
สามารถเก็บกักน้ำฝนจากธรรมชาติเอาไว้ใช้ประโยชน์ได้ อย่างไรก็ตาม
เมื่อทรงคำนวนอัตราเฉลี่ยการระเหยของน้ำเปรียบเทียบกับปริมาตรกักเก็บแล้ว
ก็ทรงพบว่าน้ำในสระของแต่ละครอบครัวจะไม่พอเพียงต่อการเพาะปลูกตลอดทั้งปี
จำเป็นที่ทางราชการจะต้องช่วยจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม นอกจากนั้น
ทางราชการหรือองค์กรเอกชนต่างๆ ยังจะต้องเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกร
ในการลงทุนเบื้องต้นด้วย
รายละเอียดของทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1
ดังกล่าวข้างต้นนี้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประมวลจากผลการทดลองปฏิบัติในพื้นที่จริงนาน
นับ 10 ปี
โดยทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์กับเงินที่มีผู้ทูลเกล้าฯถวายโดยเสด็จพระ
ราชกุศล นำไปซื้อที่ดินประมาณ 15 ไร่ในจังหวัดสระบุรี
ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของกรุงเทพฯประมาณ 100 กิโลเมตรเศษ
และทรงทดลองพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวโดยมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมสนับสนุน
จนสามารถทำการเพาะปลูก “...อย่างธรรมดาอย่างชาวบ้าน...” ในที่สุดก็
“...ได้ข้าวและได้ผัก ขายข้าวกับผักนี่มีกำไร... 2 หมื่นบาทต่อปี
หมายความว่า โครงการนี้ใช้การได้...”
21
เมื่อเกษตรกร
สามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับครอบครัวแล้ว
ก็สามารถดำเนินการตามทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 2 คือรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์
เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งทั้งในด้านการผลิต การตลาด การเป็นอยู่ สวัสดิการ
การศึกษา รวมทั้งด้านสังคมและศาสนา
โดยความร่วมมือของหน่วยราชการและองค์กรเอกชน
ในทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 3
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสนอให้กลุ่มเกษตรกรติดต่อร่วมมือกับแหล่ง
เงินและแหล่งพลังงาน ( เช่น ธนาคารและบริษัทน้ำมัน )
ซึ่งจะสามารถเชื่อมโยงการผลิตในระดับครอบครัวและชุมชนเข้ากับระบบทุนและระบบ
เศรษฐกิจหลักได้ต่อไป
22
ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่
เศรษฐกิจไทยมีพัฒนาการตามกระแสโลกมาอย่างต่อเนื่อง
พระราชดำริและพระราชกรณียกิจด้านเศรษฐกิจตามแบบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่
หัวก็ดำเนินคู่กันตลอดมา
และในท่ามกลางวิกฤติที่แผ่ขยายผลกระทบไปทั่วทั้งประเทศ
แนวพระราชดำริเดียวกันนี้เอง
ก็ได้รับการยอมรับเป็นประหนึ่งดวงประทีปให้ประชาชาติไทยได้ส่องทางเพื่อก้าว
ให้พ้นความมืดมิด ไปสู่อนาคตที่มีความสว่างไสวรอคอยอยู่เบื้องหน้า
23
ที่มา:http://www.oknation.net/blog/print.php?id=65802