ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกษตร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกษตร แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ประเทศไทย ก้าวเข้าสู่ครัวของโลก

ที่มาhttp://chulakorn.blogspot.com/2012/05/blog-post_27.html
ประเทศไทย ก้าวเข้าสู่ครัวของโลก  

            กลุ่มทุนขนาดใหญ่ ในประเทศไทยเอง โดยเฉพาะเจ้าใหญ่ 2 เจ้า ได้กำลังกว้านซื้อ ที่ดินจำนวนมหาศาล ด้วยเช่นกัน ด้วยจุดมุ่งหมาย สำคัญคือการบริหารจัดการข้าว ทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่จะทำ การกว้านซื้อที่ดินทำนา จ้างเกษตรกร หรือเจ้าของเดิมเข้าทำนา ผลผลิตที่อยู่ในมือจำนวนมาก และแทบจะผูกขาด ในอนาคต ก็จะทำให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ นี้มีพลังต่อรอง ในพืชอาหาร ที่กำลังจะขาดแคลน ของโลกใบนี้ ในอนาคตอย่างเบ็ดเสร็จ


            กลุ่มทุนรายใหญ่ ที่กำลังทำการกว้านซื้อ ที่ดินโดยเฉพาะที่ดิน ในภาคกลาง และเหนือตอนล่าง มีอยู่ 2 รายด้วยกัน หนึ่งคือ บริษัทซี.พี. ซึ่งมีลักษณะ การซื้อที่ดินผ่านบริษัท ในเครือ อีกหนึ่งเป็นของ เจ้าสัว เจริญ สิริวัฒนาภักดี เจ้าของเบียร์ช้าง หรือบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) มักจะมีการซื้อ ที่ดินเกษตรกรด้วย ชื่อตัวเอง การเข้ามารุก ในธุรกิจเกษตรของ 2 ยักษ์ใหญ่ครั้งนี้ เป็นเพราะเล็งเห็นแล้วว่า พืชเกษตรคือ "น้ำมันบนดิน"เก็บกินไม่หมดสิ้น .......โดยเจ้าสัวเจริญ จ้างมือดี อดีตข้าราชการ ก.เกษตร กำหนดทิศทาง เดินปลูกพืช เศรษฐกิจ มุ่งในพืช 4 ตัวหลักได้แก่ "ข้าว-ยางพารา-อ้อย-มันสำปะหลัง" ส่วนซี.พี.ยังเน้นคอนแทรกฟาร์มมิง หนุนเกษตรกร ปลูกข้าวลูกผสม หวังครองเจ้าตลาด เมล็ดพันธุ์ ขณะเดียวกัน ให้บริษัทลูก กว้านซื้อที่ดินเพิ่ม ....ซี.พี.จับมือนักการเมืองท้องถิ่น ตั้งบริษัทดำนา-ทำนา พร้อมร่วมทุนต่างชาติ จัดการระบบข้าวเบ็ดเสร็จ


            การรุกคืบเข้ามา สู่ภาคเกษตร ของเจ้าสัวเจริญนั้น เริ่มตั้งแต่ปี 2547 โดยเจ้าสัวเจริญใช้กลุ่มธุรกิจการเกษตร และบริษัท ทีซีซี อะโกร ในการเดินหน้าธุรกิจนี้ โดยเจ้าสัวเจริญใช้วิธีจ้าง คนสำคัญที่สุดคือ "อนันต์ ดาโลดม" อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้เริ่มจากการให้ ทำรายงานด้านฐาน ข้อมูลคลังที่ดิน ที่มีอยู่เกือบทุกจังหวัด ว่ามีอยู่ที่ไหน บ้าง เท่าไร และควรจะปลูก พืชเศรษฐกิจอะไร โดยพืชเกษตรที่สนใจ มากที่สุดที่จะลงทุนในระยะแรก คือ ยางพารา และเริ่มกระจายปลูก ในหลายจังหวัด ได้แก่ ระยอง ปราจีนบุรี หนองคาย ฯลฯ ถือว่าขณะนี้ เจ้าสัวเจริญเป็นเจ้าของ สวนยางพารา รายใหญ่ ที่สุดในประเทศไปแล้ว


            จากนั้นเจ้าสัวเจริญ จึงเริ่มมาลงทุน ในไร่ อ้อย และโรงงานเอทานอล เพื่อทดแทนวิกฤตพลังงานด้วย โดยมีการเข้าซื้อ โรงงานน้ำตาล 4 โรง และเริ่มปลูกอ้อย จำนวน 1 พันไร่ในจังหวัดอุตรดิตถ์ และเตรียมขยายเป็น 5 พันไร่ภายในปีนี้ โดยเป็นที่ใน จังหวัดกำแพงเพชร 7 พันไร่ และสุโขทัย 3 พันไร่ นอกจากนี้ ยังเตรียมปลูกมันสำปะหลัง ในที่ดินที่คลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร และมีสวนปาล์มน้ำมัน 1 พันไร่ ที่อำเภอละแม จังหวัดชุมพร

เจ้าสัวเจริญ ...ได้มุ่งหน้าจะรุก ธุรกิจข้าวเช่นกัน โดยประกาศว่ จะเป็นชาวนาปลูกข้าวเอง และจะเป็นเจ้าของ นาข้าวรายใหญ่ ที่สุดในประเทศ โดยเจ้าสัวเจริญ ได้ลงทุนปลูกข้าวบนที่ดิน ของตัวเองในอยุธยา ประมาณ 1 หมื่นไร่ และ ในจังหวัดเพชรบูรณ์ 2 พันไร่ และยังมีที่อยู่ ในจังหวัดหนองคาย 1 หมื่นไร่ ซึ่งเหมาะเป็นพื้นที่ทำนาด้วย

ขณะนี้เจ้าสัวเจริญ มีที่ดินเพื่อ ทำการปลูกพืชเกษตร มากที่สุด รวมทั่วประเทศ หลายแสนไร่ แล้ว
ซี.พี.เน้นข้าวลูกผสม หวังครองตลาดเมล็ดพันธุ์ ...เจ้าสัวธนินท์ ให้เกษตรกรป้อนผลผลิตให้ แต่สิ่งที่ ซี.พี.กำลังผลักดันอยู่ที่ "ข้าวลูกผสม" เพราะข้าวลูกผสม มีลักษณะเป็นหมัน จะทำให้เกษตรกร ไม่สามารถเก็บผลผลิต ไว้ปลูกในรอบต่อไปได้ ต้องซื้อข้าวลูกผสม ทุก รอบการผลิต ซึ่งเป็นการผูกขาด ผลผลิตเบ็ดเสร็จ ...ในอนาคต ซี.พี. มีเป้าหมาย ที่ชัดเจนในความต้องการ บริหารจัดการข้าว ทั้งระบบ หากเกิดวิกฤตการ ขาดแคลนอาหารโลก ขึ้นมาจริง ซี.พี.ก็จะเป็นหนึ่ง ในเจ้าตลาดข้าว ที่สำคัญ โดยหัวใจของ ซี.พี.คือ จะพยายามลด พื้นที่ทำนา จัดระบบชลประทานเพิ่ม เปลี่ยนให้เกษตรกร ใช้พันธุ์ข้าวลูกผสม ซึ่งไม่ได้ทำเดี่ยวๆ โดยร่วมกับ นักการเมืองท้องถิ่น จากข้อมูล ในพื้นที่ในเครือข่ายเกษตรกร 19 จังหวัด รายงานมาว่า ตอนที่ ทักษิณ พานักธุรกิจซาอุดิอาระเบีย ไปดูการสาธิตทำนาที่บ้านประภัตร โพธสุธน ครั้งนั้น ก็มีการใช้รถแทรกเตอร์ ของซี.พี. ใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ทั้งหมดของซี.พี. และยังใช้พันธุ์ข้าวลูกผสม ของซี.พี. ด้วย ...... ในการร่วมมือ กับนักการเมืองท้องถิ่น จะเห็นได้ ในรูปแบบของ การตั้งบริษัทรับจ้างดำนา หรือบริษัทรับจ้างทำนา ที่ขณะนี้ ได้มีผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ในพื้นที่การปลูกข้าว ที่สำคัญของประเทศ แล้ว ซึ่งตรงนี้ จะมีการกว้านซื้อที่ดิน และจ้างชาวนา ปลูกข้าวด้วย โดยจะใช้พันธุ์ข้าวลูกผสม ของซี.พี.ในการปลูก .... สิ่งที่น่ากลัว คือ การที่ต่างชาติ เข้ามาร่วมมือ กับบริษัทต่างๆ ที่กำพื้นที่ภาคการเกษตรของไทย อยู่ในมืออยู่แล้ว เข้าร่วมในกระบวนการ จัดการผลผลิตข้าว ร่วมกับบริษัทใหญ่ ซึ่งตรงนี้กลายเป็นเทรนด์ที่น่ากลัว เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ของการเข้ามา ของต่างชาติ ในเรื่องเกี่ยวกับภาคการเกษตรไทย

หมาคานู
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I12151799/I12151799.html

โพสต์เมื่อ โดย

วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ครบสิบปีวิกฤติฟองสบู่ มาเรียนรู้จากแนวทางเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ตอนที่ 3)

ครบสิบปีวิกฤติฟองสบู่ มาเรียนรู้จากแนวทางเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ตอนที่ 3)


      เราสามารถมองเห็นถึงทัศนคติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อการ สร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงให้กับประเทศได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อพิจารณาจากความสนพระราชหฤทัยทางด้านเทคโนโลยีสำหรับการเกษตรของพระองค์

      ใคร ก็ตามที่มีโอกาสได้เห็นพระราชวังที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใน กรุงเทพมหานคร ก็จะพบว่าพระราชวังแห่งนี้มีภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากพระราชวังแห่งใดในโลก เพราะแค่เพียงมองจากภายนอก ก็จะเห็นได้โดยง่ายว่าภายในเขตรั้วพระราชฐานเป็นที่ตั้งของโรงสีข้าว โรงเลี้ยงโค ยุ้งฉาง กังหันสูบน้ำ และโรงงานเล็กๆ หลายหลัง และยิ่งหากมีโอกาสเข้าไปถึงภายในเขตพระราชฐาน ก็จะพบทั้งไร่นาทดลอง เรือนเพาะชำ โรงเห็ด บ่อปลา กับห้องปฏิบัติการวิจัยทางการเกษตรและโรงงานแปรรูปผลิตผลการเกษตรอีกเป็น จำนวนมาก สิ่งเหล่านี้คือโครงการทดลองส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ เริ่มต้นและค่อยๆขยายขอบข่ายงานตั้งแต่ปี 2504 เป็นต้นมา

      โครงการส่วน พระองค์ในเขตพระราชฐานแห่งนี้ ทรงมีวัตถุประสงค์ให้เป็นเสมือนห้องทดลองพื้นฐานสำหรับการเกษตรและ อุตสาหกรรมการเกษตรแขนงต่างๆ เพื่อตัวอย่างสำหรับศึกษาดูงาน และเพื่อสร้างองค์ความรู้เป็นต้นแบบนำไปถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรในภูมิภาคต่างๆ ต่อไป 11

      การดำเนินงานทั้งหมดในโครงการทดลองส่วนพระองค์ แม้จะมีขอบข่ายหลากหลาย ตั้งแต่การพัฒนาสายพันธุ์พืชและสัตว์, การทดลองนวัตกรรมในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ไปจนถึงการพัฒนาเครื่องจักรและเทคโนโลยีในการแปรรูปผลิตผลการเกษตร แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นลักษณะร่วมกันในโครงการทั้งหมดก็คือ แม้ว่าจะมีหลักวิชาการชั้นสูงรองรับ แต่ก็จะเน้นการใช้วิธีการและเครื่องจักรที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ราคาถูก และหาได้ง่ายในประเทศ ซึ่งเหมาะสำหรับเกษตรกรที่จะนำไปปรับใช้กับความต้องการของตนเอง

      นอก จากโครงการส่วนพระองค์ในพระราชวังแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังพระราชทานแนวพระราชดำริให้หน่วยราชการต่างๆ ร่วมกันจัดตั้ง “ศูนย์ศึกษาการพัฒนา” ในภูมิภาคต่างๆของประเทศ เพื่อดำเนินการทดลองวิจัยหาแนวทางยกระดับความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพของ เกษตรกร ภายใต้แนวปรัชญาเดียวกัน ทั้งยังทรงมีพระราชดำรัสต่อคณะบุคคลและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับการช่วย เหลือเกษตรกรหลายครั้ง ถึงความจำเป็นในการเสาะหาวิธีการหรือเทคโนโลยีที่ง่าย ไม่ใหญ่โต แต่อำนวยประโยชน์ได้จริง 12

      ทั้งหมดดังกล่าว อาจนำมาสู่ข้อสรุปแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยว กับเศรษฐกิจได้ว่า ทรงให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรอันเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศมาแต่ดั้ง เดิม เน้นการส่งเสริมให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ในเบื้องต้นและรวมกลุ่มร่วมมือกัน ในระดับชุมชนในรูปของสหกรณ์ โดยมีภาครัฐให้การสนับสนุนในด้านปัจจัยการผลิต, ทุน, และช่องทางการตลาด รวมทั้งช่วยในเรื่องการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตบนพื้น ฐานของเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการสร้างผลผลิตให้ “พอมีพอกิน...อุ้มชูตัวเองได้...ให้มีพอเพียงกับตนเอง” เป็นอันดับแรก การผลิตเพื่อค้าขายเป็นสิ่งที่ตามมา ซึ่งได้ทรงพระราชทานแนวพระราชดำรินี้สู่สาธารณชนอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก ตั้งแต่เมื่อปีพุทธศักราช 2517 คือตั้งแต่เมื่อ 23 ปีก่อนที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในประเทศไทย 13 

      ย่อม ไม่มีผู้ใดสามารถระบุลงไปได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงได้รับอิทธิพลจากแนวคิดด้านเศรษฐกิจของ สำนักคิดเศรษฐศาสตร์แห่งใดหรือไม่และอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ยังทรงเคยมีพระราชดำรัสกล่าวถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์เองว่าเป็นแบบ “ไม่ติดกับตำรามากเกินไป” เสียด้วยซ้ำ 14 อย่างไรก็ตาม ก็มีกรอบข้อเสนอของนักคิดที่สำคัญหลายท่านในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของโลกที่ขอนำมากล่าวถึงไว้ ณ ที่นี้

      ฟรี ดริค ลิส        ( Friedrich List 1789-1846 ) นักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมัน เสนอแนวคิดที่เรียกว่าเศรษฐกิจแห่งชาติ อันเป็นแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในเยอรมนี สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น โดยสาระสำคัญในแนวคิดของ Friedrich List เน้นการเพิ่มพลังทางการผลิตของชาติ พัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นของคนในชาติ ยึดหลักพึ่งตนเองภายในประเทศเป็นพื้นฐาน คือเน้นการผลิตเพื่อตลาดภายในเป็นอันดับแรก การแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศมีความสำคัญเป็นอันดับรอง 15

      นัก คิดสำคัญอีกคนที่เสนอให้พัฒนาประเทศโดยเริ่มจากชุมชนเป็นหลักคือ Mohandas Karamchand Gandhi ( 1869-1948 ) ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาของประเทศอินเดีย Gandhi เสนอว่าหน่วยเศรษฐกิจท้องถิ่นทุกหน่วย ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน ตำบล และเหนือขึ้นไปทุกระดับ จะต้องพยายามพึ่งตนเองหรืออยู่ด้วยตนเองให้ได้เป็นอันดับแรก การแลกเปลี่ยนกับหน่วยเศรษฐกิจภายนอกนั้นเพื่อให้พอเพียงมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่เพื่อพึ่งพิง โดยคิดรับใช้และใช้ประโยชน์จากหน่วยที่ใกล้ชิดกับตนเองมากที่สุดก่อน ซึ่งเมื่อกระทำต่อเนื่องกันไป ก็จะมีการเชื่อมโยงหน่วยเศรษฐกิจแต่ละหน่วยแต่ละระดับเข้าด้วยกันเป็นลูกโซ่ จากครอบครัวสู่ชุมชน จนไปถึงประเทศชาติ และถึงระดับนานาชาติในที่สุด

      ความ คิดและปฏิบัติการทางความคิดด้านเศรษฐกิจของคานธีเช่นที่กล่าวมานี้ เป็นที่รู้จักกันไม่มากนักเมื่อเทียบกับบทบาทการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อกอบ กู้เอกราชให้แก่อินเดียของเขา ยิ่งกว่านั้น ความคิดดังกล่าวยังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักเศรษฐศาสตร์โดยทั่วไปว่าเป็นแนว คิดอุดมคติที่ไม่น่าจะชี้นำสังคมได้ในความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม ยังมีนักคิดเศรษฐศาสตร์บางคน เช่น E.F. SCHUMACHER เจ้าของแนวคิด Small is Beautiful ได้เคยกล่าวถึงคานธีว่า “เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่เกิดอยู่ในโลกของเราในปัจจุบัน คานธีถือได้ว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์พัฒนาการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก” 16

      พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเคยมีพระราชดำรัสถึงแนวคิดของพระองค์ ว่าสอดคล้องกับแนวคิด Small is Beautiful ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานปรัชญาทางพุทธศาสนา มีสาระสำคัญอยู่ที่การสร้างความกินดีอยู่ดีให้มากที่สุด ด้วยรูปแบบการบริโภคที่ดีและใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด ดังความในพระราชดำรัสที่ว่า “....คิดแบบนี้ ว่าจะทำเล็กๆ ทำอะไรที่ไม่วุ่นวายใหญ่โตเกินไป ก่อนนี้ก็คิดมาตลอด แต่ทีหลังได้มาเจอหนังสือของนายชูมาเกอร์ เขาบอกว่าSmall is Beautiful ในนั้นเขาก็พูดถึงวิธีคิดแบบพุทธศาสนาด้วย ก็พอใจว่า เออ..เขาก็คิดอย่างนั้น.....” 17      

      อาจมีผู้โต้แย้ง ว่า แนวคิดทางเศรษฐกิจของนักคิดบางท่านดังที่กล่าวถึง รวมทั้งแนวคิดทางเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นแนวคิดที่ไม่น่าจะสอดคล้องกับยุคสมัย คือไม่สอดคล้องกับกระแสเศรษฐกิจหลักของโลกในยุคปัจจุบันที่ครอบงำอยู่ด้วย ระบบทุนนิยมเสรีข้ามชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเองก็ทรงประจักษ์ในความจริงข้อนี้ และทรงเคยมีพระราชอรรถาธิบายหลายครั้งว่าแนวทางเศรษฐกิจที่ทรงเสนอนั้นไม่ ใช่สำหรับจะให้ใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตทั้งหมด เพราะจะไม่เหมาะแก่กาลสมัย แต่เป็นแนวทางที่น่าจะนำมายึดถือเป็นบางส่วน คือราว 1 ใน 4 ของการดำเนินชีวิต 18

      สำหรับภายในประเทศไทย ซึ่งระบบเศรษฐกิจหลักเป็นแบบทุนนิยมเสรีและมีการพึ่งพาการลงทุนกับการค้า ต่างประเทศในปริมาณสูงมาอย่างต่อเนื่องนั้น  ระบบเศรษฐกิจที่มีจุดเน้นอยู่ที่ภาคการเกษตรในชนบท ( ซึ่งบางครั้งก็เรียกกันว่า “เศรษฐกิจชุมชน” หรือ “เศรษฐกิจชุมชนชาวนา” ) ถูกนำเสนอให้เป็นอีกทางเลือกของระบบเศรษฐกิจ และได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในวงกว้างมากขึ้นทุกขณะ กระทั่งในที่สุด แนวคิดนี้ก็ถูกระบุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 พศ.2540-2544 ว่า “การพัฒนาในอนาคตจะเน้นที่การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในภูมิภาคและชนบท ให้สามารถพึ่งตนเองได้ โดยมีเศรษฐกิจชุมชนที่มั่นคงเป็นตัวนำ และเป็นฐานในการยกระดับคุณภาพชีวิตในอนาคต”

      อย่างไรก็ตาม ระบบเศรษฐกิจตามแนวคิดที่มุ่งให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งจากระดับ ชุมชนเช่นที่กล่าวมานี้ ก็เพิ่งได้รับการศึกษาและนำเสนอในประเทศไทยอย่างจริงจังและเป็นระบบโดยนัก วิชาการ นักคิด และนักพัฒนาชนบทเมื่อประมาณ 15 ปีมานี้เอง 19  การ ศึกษาดังกล่าวส่วนใหญ่ยังเป็นการอาศัยแนวคิดและทฤษฎีจากต่างประเทศ ตั้งเป็นสมมุติฐาน หรือศึกษาจากกรณีตัวอย่าง ซึ่งนับได้ว่าองค์ความรู้ว่าด้วยเศรษฐกิจชุมชนชาวนาไทยยังมีอยู่จำกัด นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์เองก็ได้ระบุว่าการศึกษาโดยรวมที่ผ่านมานั้น “ยังขาดการศึกษาตามสภาพความเป็นจริง...คือการทำความเข้าใจการทำมาหากินของ ชาวนา...ทิศทางการพัฒนาของครอบครัวและชุมชนชาวนา และความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจชาวนากับเศรษฐกิจแห่งชาติ” ทั้งยังเรียกร้องให้มีการศึกษาการประยุกต์ใช้ทฤษฎีกับชีวิตที่เป็นจริงใน ประเทศ 20

      ต่อข้อสังเกตของนักเศรษฐศาสตร์ในประเด็นดัง กล่าว อาจถือได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงก้าวนำทางไปก่อนแล้ว ด้วยการพระราชทานแนวทางการดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริด้านเศรษฐกิจของ พระองค์ออกเผยแพร่ในชื่อที่รู้จักกันว่า “ทฤษฎีใหม่” ซึ่งเป็นประหนึ่งการนำผลการศึกษาทดลองสาขาต่างๆ ที่ดำเนินมาตลอดรัชสมัย สรุปเรียบเรียงออกมาเป็นแนวทางการประกอบอาชีพหาเลี้ยงชีวิต สำหรับเกษตรกรรายย่อยที่เป็นเจ้าของที่ดินแปลงเล็กจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ ได้อย่างเป็นขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ให้พออยู่พอกินเลี้ยงตนเองได้ในระดับครอบครัว แล้วรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งในการผลิตและการตลาด ไปจนถึงการเชื่อมโยงการผลิตกับระบบธุรกิจขนาดใหญ่ ทรงคำนวนและระบุสัดส่วนการจัดการบริหารปัจจัยการผลิตแต่ละด้านอย่างละเอียด พร้อมทั้งสรุปแนวทางปฏิบัติที่เป็นไปได้จริงในแต่ละขั้นตอน สำหรับเกษตรกรจะได้นำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาการดำรงชีวิตของ ตนเองได้อย่างชัดเจน

      หากจะกล่าวโดยสรุป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแบ่งการปฏิบัติตามแนวทาง “ทฤษฎีใหม่” เป็น 3 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกมุ่งให้เกษตรกรเลี้ยงตัวเองได้ในระดับชีวิตที่ประหยัด โดยมีหลักสำคัญคือให้มีข้าวบริโภคพอเพียงตลอดปี จากข้อเท็จจริงที่ว่าเกษตรกรรายย่อยจะมีที่ดินโดยเฉลี่ยประมาณครอบครัวละ 15 ไร่  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงคำนวนตามหลักวิชาการได้ผลออกมาว่าจะต้อง แบ่งที่ดินเพื่อใช้ทำนา 5 ไร่ จึงจะมีข้าวเพียงพอบริโภคทั้งปีสำหรับหนึ่งครอบครัว พื้นที่ที่เหลือนำมาใช้ปลูกพืชไร่หรือไม้ผลอีก 5 ไร่ ขุดสระเก็บน้ำ 3 ไร่ กับใช้อยู่อาศัยและใช้ประโยชน์อื่นๆ อีก 2 ไร่ ทั้งยังทรงคำนวนปริมาณน้ำฝนเปรียบเทียบกับความต้องการใช้น้ำสำหรับการเพาะ ปลูก ได้ข้อสรุปว่าสระน้ำควรลึกประมาณ 4 เมตร เพื่อให้ได้ความจุทั้งหมดประมาณ 19,000 ลูกบาศก์เมตร สามารถเก็บกักน้ำฝนจากธรรมชาติเอาไว้ใช้ประโยชน์ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อทรงคำนวนอัตราเฉลี่ยการระเหยของน้ำเปรียบเทียบกับปริมาตรกักเก็บแล้ว ก็ทรงพบว่าน้ำในสระของแต่ละครอบครัวจะไม่พอเพียงต่อการเพาะปลูกตลอดทั้งปี จำเป็นที่ทางราชการจะต้องช่วยจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม นอกจากนั้น ทางราชการหรือองค์กรเอกชนต่างๆ ยังจะต้องเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกร ในการลงทุนเบื้องต้นด้วย

      รายละเอียดของทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ดังกล่าวข้างต้นนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประมวลจากผลการทดลองปฏิบัติในพื้นที่จริงนาน นับ 10 ปี โดยทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์กับเงินที่มีผู้ทูลเกล้าฯถวายโดยเสด็จพระ ราชกุศล นำไปซื้อที่ดินประมาณ 15 ไร่ในจังหวัดสระบุรี ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของกรุงเทพฯประมาณ 100 กิโลเมตรเศษ และทรงทดลองพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวโดยมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมสนับสนุน จนสามารถทำการเพาะปลูก “...อย่างธรรมดาอย่างชาวบ้าน...” ในที่สุดก็ “...ได้ข้าวและได้ผัก ขายข้าวกับผักนี่มีกำไร... 2 หมื่นบาทต่อปี หมายความว่า โครงการนี้ใช้การได้...”21

      เมื่อเกษตรกร สามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับครอบครัวแล้ว ก็สามารถดำเนินการตามทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 2 คือรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งทั้งในด้านการผลิต การตลาด การเป็นอยู่ สวัสดิการ การศึกษา รวมทั้งด้านสังคมและศาสนา โดยความร่วมมือของหน่วยราชการและองค์กรเอกชน

      ในทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 3 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสนอให้กลุ่มเกษตรกรติดต่อร่วมมือกับแหล่ง เงินและแหล่งพลังงาน ( เช่น ธนาคารและบริษัทน้ำมัน ) ซึ่งจะสามารถเชื่อมโยงการผลิตในระดับครอบครัวและชุมชนเข้ากับระบบทุนและระบบ เศรษฐกิจหลักได้ต่อไป 22

      ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ เศรษฐกิจไทยมีพัฒนาการตามกระแสโลกมาอย่างต่อเนื่อง พระราชดำริและพระราชกรณียกิจด้านเศรษฐกิจตามแบบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวก็ดำเนินคู่กันตลอดมา และในท่ามกลางวิกฤติที่แผ่ขยายผลกระทบไปทั่วทั้งประเทศ  แนวพระราชดำริเดียวกันนี้เอง ก็ได้รับการยอมรับเป็นประหนึ่งดวงประทีปให้ประชาชาติไทยได้ส่องทางเพื่อก้าว ให้พ้นความมืดมิด ไปสู่อนาคตที่มีความสว่างไสวรอคอยอยู่เบื้องหน้า 23


ที่มา:http://www.oknation.net/blog/print.php?id=65802