ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิกฤต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิกฤต แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วิกฤตเศรษฐกิจเปรียบเทียบ สวีเดน เม็กซิโก และไทย

วิกฤตเศรษฐกิจเปรียบเทียบ สวีเดน เม็กซิโก และไทย

คงไม่เชยเกินไป ถ้าเราจะย้อนมองกลับไปศึกษาเหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจในอดีต และการตัดสินใจแก้ปัญหาในครั้งนั้น รศ.ดร.สมบูรณ์ ศิริประชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ได้ศึกษาเหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจ เปรียบเทียบสามประเทศคือ สวีเดนเมื่อคราว 1991 เม็กซิโกเมื่อคราว 1995 และประเทศไทยเมื่อคราว 1997

รศ.ดร.สมบูรณ์ ศิริประชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนงานวิจัยเรื่อง "วิกฤติการณ์เศรษฐกิจในสวีเดน เม็กซิโกและไทย: สาเหตุและการตอบสนองของนโยบาย" และได้นำเสนอประเด็นสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้ ในงานสัมมนาวิจัยหัวข้อ "วิกฤตเศรษฐกิจ" ที่จัดโดยคณะทำงานสัมมนาและเผยแพร่ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันจันทร์ที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา

รศ.ดร.สมบูรณ์ออกตัวว่า งานวิจัยดังกล่าวเป็นงานที่ใช้เวลาเขียนยาวนานถึง 6 ปี อันเป็นเวลาที่ยาวนานจนเหมือนว่าข้อค้นพบที่ได้อาจจะล้าสมัยไปแล้ว ทว่า การได้ย้อนศึกษาที่มาที่ไปของปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ แนวนโยบายที่ใช้แก้ปัญหา ประกอบกับภาวะความไม่น่าเชื่อมั่นของเศรษฐกิจและการเมืองของไทยเวลานี้ ยิ่งเสริมหนุนว่าให้เราต้องย้อนทบทวนไปเรียนรู้เรื่องราวในอดีตอีกครั้ง

ในงานวิจัยเรื่อง "วิกฤติการณ์เศรษฐกิจในสวีเดน เม็กซิโกและไทย: สาเหตุและการตอบสนองของนโยบาย" รศ.ดร.สมบูรณ์ กล่าวว่า สาเหตุของวิกฤติแต่ละประเทศอาจเกิดแตกต่างกัน แต่ละประเทศมีลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมต่างกัน แต่ถ้าเราเข้าใจสาเหตุของประเทศหนึ่งแล้วก็อาจจะนำมาป้องกันได้

วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับทั้งสามประเทศ ล้วนเกิดขึ้นนับแต่ ค.ศ. 1990 เป็นต้นมา นั่นคือ ประเทศสวีเดนในปี 1991 ประเทศเม็กซิโกในปี 1995 และประเทศไทยในปี 1997

"ทำไมวิกฤตเหล่านี้จึงเกิดขึ้นในทศวรรษที่ 20 ทำไมไม่เกิดก่อนหน้านั้น" รศ.ดร.สมบูรณ์ตั้งประเด็นพร้อมกล่าวต่อว่า วิกฤตทั้งสามประเทศ ล้วนเริ่มต้นที่วิกฤตการเงินก่อนทั้งสิ้น และมีมูลเหตุคล้ายๆ กัน คือ ทั้งสามประเทศเปิดเสรีทางการเงินในทศวรรษ 1990 เดินแบบภายใต้สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ฉันทามติวอชิงตัน (Washington Consensus)

รศ.ดร.สมบูรณ์ เริ่มต้นมุ่งประเด็นไปที่ประเทศสวีเดน ซึ่งมีมุมให้น่าขบคิดอย่างยิ่ง ความน่าสนใจของประเทศสวีเดน คือ เป็นประเทศที่ถือว่ามีระบบธรรมาภิบาลที่ดี และดำเนินระบบเศรษฐกิจแบบรัฐสวัสดิการ

โดย สวีเดนเป็นประเทศแรกในกลุ่มนอร์ดิกที่เปิดการเงินเสรี ซึ่งในเวลานั้นก็พบว่า ธนาคารต่างชาติค่อยๆ เข้ามาตั้งสาขาในประเทศ ผลที่น่าสนใจที่ตามมาก็คือ การปล่อยการเงินเสรีทำให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยเงินกู้อย่างมโหฬาร เป็นการปล่อยกู้โดยไม่ระมัดระวัง ไม่มีการกำกับที่ดีของสถาบันการเงิน และยังพบว่า เป็นการปล่อยกู้ให้กับความสัมพันธ์ส่วนตัว

แต่ อย่างไรก็ดี รศ.ดร.สมบูรณ์ย้ำว่า ก่อนที่ประเทศสวีเดนจะเปิดการเงินเสรี รัฐบาลได้ควบคุมการเงินอย่างเข้มข้นมาเป็นระยะเวลายาวนานประมาณ 40-50 ปี ทำให้ประเทศสวีเดนมีกำไรส่วนเกินจากการควบคุมการแข่งขันจากภายนอก

หลัง จากการเปิดเสรีทางการเงิน อันนำไปสู่การให้กู้เงินอย่างมโหฬารนั้น แม้เงินที่กู้ในตอนแรกจะกู้เงินจากสถาบันการเงิน แต่หลังจากนั้น ธนาคารในประเทศสวีเดนก็กู้เงินจากต่างประเทศเพื่อนำมาปล่อยกู้ให้กิจการ อสังหาริมทรัพย์ในประเทศ อันเป็นกิจการที่เฟื่องฟูมาก ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการรัฐสวัสดิการ ที่ต้องการให้ประชาชนมีความมั่นคงทางที่อยู่อาศัย

เมื่อ เกิดความอ่อนแอทางการควบคุมการเงิน กิจการบางอย่างทีปล่อยกู้ไป โดยเฉพาะกิจการอสังหาริมทรัพย์นั้น เมื่อถึงจุดหนึ่งก็เกิดความอิ่มตัว เพราะเป็นกิจการที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

ทำไม สวีเดนจึงลงทุนเรื่องบ้านและที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมหาศาล รศ.ดร.สมบูรณ์ตั้งประเด็นและกล่าวต่อว่า เพราะนโยบายรัฐที่สนับสนุน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ผู้คนก็ไม่มีความต้องการซื้อ ราคาของมันก็ลดลง ส่งผลให้เริ่มมีบริษัทอสังหาริมทรัพย์ล้มละลาย และผลถัดมาคือ ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งปล่อยกู้จำนวนมาก ก็เริ่มล้มละลาย

"วิกฤติของสวีเดน มีเหตุหลักจากการเปิดเสรีทางการเงิน แต่นั่นไม่ใช่เหตุเดียว" รศ.ดร.สมบูรณ์กล่าว "
สวีเดนเป็นประเทศที่ไม่ได้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว"

เมื่อ ปี ๑๙๙๑ ที่เกิดวิกฤตในช่วงปลายปี เพราะขาดความระมัดระวังในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ เวลานั้น รัฐบาลสวีเดนก็มองไม่เห็นว่าจะเกิดวิกฤต เพราะมีเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาหนุนมากมาย แต่วิกฤตเกิดขึ้นได้กับทุกประเทศ ไม่ใช่แค่ประเทศด้อยพัฒนา

และ น่าสนใจที่ประเทศสวีเดน เริ่มวิกฤติจากสถาบันการเงิน นำมาสู่วิกฤติอัตราแลกเปลี่ยน จนทำให้ต้องลดค่าเงินโครนลง และเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอย่างที่เรารู้กัน

"สวีเดน ดำเนินนโยบายผิดพลาด กดดอกเบี้ยไว้นาน พอแบงค์เสรีก็ปล่อยกู้อย่างไม่ระวัง"

แต่คำถามคือ ทำไมสวีเดนจึงไม่เดินไปหาไอเอ็มเอฟ รศ.ดร.สมบูรณ์ตั้งข้อสังเกต

วิกฤต คราวประเทศสวีเดนเมื่อเทียบกับไทยแล้วต่างกันมาก เพราะรัฐบาลสวีเดนสามารถแก้ปัญหาได้ภายในสองปี โดยสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลสวีเดนทำคือ ไม่พยายามอุ้มธนาคารพาณิชย์ ด้วยการแบกหนี้เสียแทน


ประสบการณ์จากเตอกีล่าเอฟเฟคส์
ในส่วนของวิกฤตเศรษฐกิจของเม็กซิโกที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1995 นั้น มีนักทฤษฎีวิเคราะห์ออกมาหลายสาเหตุ

ช่วง เวลานั้น เศรษฐกิจมหภาคของเม็กซิโกดูเหมือนไม่น่ามีปัญหา แต่ประเทศเม็กซิโกมีปัญหาเรื่องการกู้เงินของธนาคารพาณิชย์ ที่กู้เงินจากต่างประเทศมาถ่วงดุลบัญชีเดินสะพัด เนื่องจากมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมาก คือประมาณร้อยละ ๘

รัฐบาล เจอปัญหาว่า การขาดดุลดำเนินต่อไปเรื่อยๆ มีคำถามว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นต้นเหตุหรือไม่ บ้างว่าไม่ บ้างว่าเป็น เพราะเป็นการขาดดุลระยะยาว

ทั้ง นี้ ประเทศเม็กซิโกมีเงินทุนไหลเข้ามหาศาล ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเปโซสูงค่าขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนเปโซสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน แล้วมีปัญหาขาดดุลสูง นั่นทำให้ต้องเขาต้องนำเงินต่างประเทศมาหนุน

นอก จากนี้ เงินออมของเม็กซิโกก็ลดต่ำลงมาก เกิดภาวะไร้ดุลยภาพภายนอกประเทศ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ แต่นักเศรษฐศาสตร์ก็บอกว่า มันอาจไม่วิกฤต หากมีเงินทุนไหลเข้าเรื่อยๆ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เหตุการณ์ทางการเมืองต่างหาก รศ.ดร.สมบูรณ์กล่าว

ประเทศเม็กซิโกมีการลอบสังหารองประธานาธิบดี เป็นเหตุการณ์ตอนต้นปี ๑๙๙๔  แต่ ดูเหมือนเม็กซิโกจะไม่กังวลต่อวิกฤต เพราะตอนนั้นเม็กซิโกเพิ่งเข้าสมัครเป็นสมาชิกนาฟตา ซึ่งทำให้เม็กซิโกเชื่อว่า การเป็นสมาชิกจะทำให้การส่งออกดีขึ้น แต่ก็ดีขึ้นเฉพาะกับประเทศชายแดนเท่านั้น ไม่ใช่ดีขึ้นจริง ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนสูงขึ้น และไปบั่นทอนการส่งออกอื่นๆ

คนต่างชาติก็เริ่มเห็นว่า เสถียรภาพประเทศเม็กซิโกมีปัญหา นับแต่เกิดการลอบสังหาร เงินทุนระยะสั้นเริ่มถอนตัวออกไปจากเม็กซิโก

ปรากฏการณ์นี้เหมือน "สัตว์" นั่นคือ นักลงทุนต่างชาติมีความเกรงกลัวเกินกว่าเหตุ การถอนตัวในช่วงเวลาไม่กี่วันถึงหลายร้อยพันล้านเหรียญ

ตอนนั้นเม็กซิโกให้ต่างชาติถือพันธบัตรได้เต็มที่ในรูปของเงิน US เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว พอต่างชาติถอนเงินออกจำนวนมหาศาล ก็มีผลต่อเงินกองทุนสำรองที่ลดลงอย่างฮวบฮาบ จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เม็กซิโกต้องยกเลิกอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ในปี ๑๙๙๔ มาเป็นแบบลอยตัว และเม็กซิโกก็เป็นหนี้มหาศาล เพราะเงินกู้ กู้มาในรูปเงินดอลล่าร์ รัฐบาลไม่สามารถชำระหนี้ได้ และไม่ขายธนาคาร

ทาง เลือกในการแก้ปัญหานั้น เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ขณะที่ประเทศสวีเดนไม่พยายามอุ้มธนาคารพาณิชย์ ส่วนรัฐบาลประเทศเม็กซิโก ก็เลือกเดินเข้าหาไอเอ็มเอฟ

กรณี ของไทย คล้ายเม็กซิโก คือรัฐบาลไทยเดินตามฉันทามติวอชิงตัน ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยก็ไม่ได้ยกเลิกอัตราแลกเปลี่ยนให้เป็นแบบลอยตัว ไม่ทำให้มีความยืดหยุ่น

Jeffrey Sach นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Harvard วิพากษ์ กรณีของไทยเปรียบเทียบกับเม็กซิโกว่า กรณีประเทศไทย มีพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคที่ดีมากจนไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าเกิดวิกฤตในปี 1997 ขณะที่กรณีของประเทศเม็กซิโกมีปัญหาเงินเฟ้อมาก่อนหน้านั้น และอัตราแลกเปลี่ยนของเม็กซิโกที่ซ่อนเร้นอยู่มีค่าสูงเกินจริง

รศ.ดร.สมบูรณ์กล่าวว่า "นัก เศรษฐศาสตร์เวลานั้นมองแบบสุขนิยม คือมองว่า เงินทุนที่ไหลเข้า คงไม่ไหลออกไปในแบบทันทีทันใด ถ้าแบงค์ชาติในขณะนั้นได้ศึกษากรณีเม็กซิโกและสวีเดน ก็น่าจะเฉลียวใจ"

แต่ว่า เงินทุนไหลเข้านั้น ไหลออกอย่างรวดเร็วมาก นั่นเป็นความตื่นตระหนกของนักลงทุนอย่างไม่มีเหตุผล

เหล่านี้คือความคล้ายคลึงกันของวิกฤติเศรษฐกิจไทยและเม็กซิโก ต่างเพียงประเทศไทยไม่มีสถานการณ์สังหารผู้นำ

แต่ สิ่งที่น่าสนใจคือ การออกแบบวิธีแก้ปัญหาวิกฤตของสวีเดน เมื่อย้อนมองเทียบกับประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลเลือกที่จะโอนหนี้ของเอกชนมาเป็นของรัฐ แต่ประเทศสวีเดนเลือกที่จะขายธนาคารทิ้ง ไม่แบกหนี้นายทุนเอกชน

สรุป ทั้งสามประเทศดำเนินนโยบายภายใต้สิ่งที่เรียกว่าฉันทามติวอชิงตัน มูลเหตุวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นจากสถาบันการเงิน ตามด้วยธนาคารพาณิชย์ และเงินทุนระยะสั้น เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์

ทั้งสามประเทศมีอาการร่วมกัน คือมีการใช้เสรีการเงินอย่างรุนแรง โดยไม่เคยคิดเลยว่าจะถอยกลับดีไหม

"สิ่งที่น่าสนใจคือบทเรียนในการแก้วิกฤต แต่เรากลับไม่เอาบทเรียนนั้นมาใช้" รศ.ดร.สมบูรณ์ กล่าว


วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บทเรียนจากวิกฤติ

ที่มา http://www.oknation.net/blog/STRATEGICSTOCK/2008/12/16/entry-3
            นักลงทุนที่ดีนั้นจะต้องเรียนรู้จากประสบการณ์   ตลาดหุ้นในภาวะวิกฤตินั้นเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมากที่นักลงทุนจำเป็นต้องเรียนรู้    เพราะถึงแม้ว่าวิกฤติตลาดหุ้นจะเกิดขึ้นไม่บ่อยแต่ผลกระทบของมันมหาศาล    มันอาจจะหมายถึงความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิตการลงทุนได้   เพราะวิกฤติของตลาดหุ้นนั้นมักทำให้หุ้นตกลงไปกว่า  50%  บางครั้งอาจจะมากถึง  80-90%   ซึ่งทำให้ผลตอบแทนที่เราอุตส่าห์สร้างมา  บางทีนานนับสิบปี  หายวับไปกับตา   

            ดังนั้น  ถ้าจะประสบความสำเร็จในการลงทุนระยะยาวจริง ๆ   Value Investor จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับวิกฤติตลาดหุ้นและสามารถ  เอาตัวรอดมาได้      ว่าที่จริง   ผมเองคิดว่า   ก่อนที่ใครจะเป็น  เซียน  ในการลงทุนได้   เขาต้องผ่านวิกฤติตลาดหุ้นก่อน   อย่างน้อย  2  ครั้ง   สาเหตุที่บอกว่า 2  ครั้งก็เพราะว่า   ถ้าผ่านมาเพียงครั้งเดียวเขาอาจจะผ่านมาได้   โดยบังเอิญ   หรืออาจจะเป็นช่วงที่เขายังมีเงินลงทุนน้อย   ดังนั้น  การขาดทุนอาจจะยังไม่มีนัยสำคัญ   แต่ถ้าผ่านมาได้  2  ครั้งแล้วยังสามารถสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้อย่างน่าประทับใจ   นั่นก็แสดงว่าเขาแน่จริง    และ ต่อไปนี้ก็คือบทเรียนบางประการที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แม้ว่าอาจจะไม่ ใช่ความจริงแท้แน่นอนว่าจะต้องเกิดแบบนี้ทุกครั้งที่มีวิกฤติ 

            ข้อแรก ก็คือ  ภาวะวิกฤติตลาดหุ้นนั้น  มักจะมาโดย  ไม่รู้ตัว   ไม่มีใครคาดว่าจะเกิดขึ้น   ก่อนหน้านั้น  นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญต่างก็จะคาดการณ์ไปต่าง ๆ  นา ๆ   แต่ไม่มีใครคิดว่าตลาดหุ้นจะตกได้   ขนาดนี้   บางที   เช่นในตอนต้นปีนี้อาจจะมีคนพูดว่าดัชนีตลาดหุ้นอาจไปได้ถึง  1,000 จุดก่อนสิ้นปี   บางคนบอกว่าอาจจะอยู่แค่  800-900  จุด  แต่ไม่มีใครคิดว่ามันจะเหลือเพียง 400 จุดได้   ดังนั้น  สำหรับผมแล้ว   บทเรียนก็คือ   ตลาดหุ้นหรือดัชนีตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่ คาดไม่ได้  ซึ่งก็แปลว่า   วิกฤติตลาดหุ้นนั้นอาจจะมาได้เสมอ  

            ข้อสอง  ก็คือ   วิกฤติตลาดหุ้นนั้นเกิดขึ้นได้ทั้งในยามที่ตลาดหุ้นเฟื่องฟูหรือตลาดหุ้นซบเซา    และ  เกิดขึ้นได้ในยามที่หุ้นโดยทั่วไปมีราคาแพงเป็นฟองสบู่นั่นคือ  ค่า  PE  และ/หรือ PB   มีค่าสูงลิ่ว    หรือในยามที่ตลาดหุ้นโดยทั่วไปมีราคาถูก  ค่า  PE  และ/ หรือ PB  มีค่าต่ำอย่างที่ตลาดหุ้นไทยเป็นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา   ดังนั้น   อย่าพูดว่าดัชนีตลาดต่ำมากแล้วและคงไม่ต่ำลงไปได้อีกมากนัก    เพราะหุ้นที่ถูกมากแล้วนั้นอาจจะถูกลงไปได้อีกมากในยามวิกฤติ 

            ข้อสาม  ภาวะวิกฤตินั้น   มักเกิดขึ้นในยามที่เรามีหุ้นอยู่   เต็มมือ นั่นก็คือ  มันมักเกิดขึ้นในยามที่นักลงทุนมีความมั่นใจสูงและต่างถือหุ้นกันในสัดส่วนที่มากกว่าปกติ   บางคนเล่นหุ้นด้วยมาร์จินโดยอาจจะคิดว่าภาระดอกเบี้ยที่เสียไปแค่ปีละ  7-8%  นั้น  คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่จะได้จากการลงทุนในหุ้นด้วยเงินกู้ 

            ข้อสี่   หุ้นที่เราซื้อลงทุนโดยที่คิดว่ามี  Margin Of Safety สูง  คำนวณจากค่า  PE  ที่ต่ำมากนั้น  เมื่อเกิดวิกฤติ   ราคาก็ตกลงมามากและ  Margin Of Safety  กลับช่วยอะไรไม่ได้เลย   และนี่อาจจะเป็นบทเรียนว่า  การหา  Margin Of Safety โดยเน้นไปที่ตัวเลขกำไรของอดีตเพียงปีเดียวนั้น   อาจจะไม่ใช่  Margin Of Safety จริง     อย่างที่เราคิด   เพราะเมื่อเกิดวิกฤติขึ้น  ผลการดำเนินงานของบริษัทก็ตกลงมาทำให้ราคาหุ้นลดลงตาม   ค่า  PE   ก็ยังต่ำอยู่เหมือนเดิมหรือต่ำลงไปอีก   มันกลายเป็นหุ้นที่มี   “Margin Of  Safety”  ตลอดกาล     

            ข้อห้า   ในอีกด้านหนึ่ง   หุ้นที่มี  Margin Of Safety ในด้านของการดำเนินงาน   นั่นก็คือ  เป็นกิจการที่ผลการดำเนินงานมั่นคงและทนทานต่อภาวะเลวร้ายทางเศรษฐกิจได้นั้น   แม้ว่าราคาหุ้นจะไม่ถึงกับต่ำนั้น    ราคาหุ้นกลับสามารถยืนอยู่ได้หรือตกลงไปไม่มากเมื่อเกิดวิกฤติ    ดังนั้น  สำหรับผมแล้ว   Margin Of Safety  ที่เกิดจากความมั่นคงแข็งแกร่งของผลการดำเนินงานของบริษัท   มีค่ามากกว่า  Margin Of Safety เนื่องจากราคาหรือความถูกของหุ้น 

            ข้อหก   เมื่อเกิดวิกฤติขึ้น  แม้ว่าจะเกิดจากภายนอกประเทศและต่างชาติเป็นผู้ขายหุ้นสุทธิเป็นหลัก   หุ้นทุกกลุ่มทั้งหุ้นใหญ่ที่ต่างชาติเล่นและหุ้นเล็กที่ต่างชาติไม่ได้ถือ   ต่างก็มีราคาตกลงกันมาทั่วหน้า    ไม่มีหุ้นไหนรอดพ้นไปได้   สิ่งที่แย่ก็คือ   หุ้นใหญ่นั้นราคาอาจจะลดลงแต่ก็สามารถขายได้   ในขณะที่หุ้นเล็กจำนวนมากนั้น  หาสภาพคล่องได้ยากเหลือเกิน   หุ้นบางตัวราคาอาจจะลงมาไม่มากเท่าแต่จริง ๆ  แล้วที่ไม่ลงอาจจะเป็นเพราะไม่มีสภาพคล่องให้ซื้อหรือขายทำให้ดูเหมือนว่าหุ้นไม่ได้ลงมามาก



ข้อเจ็ด   วิกฤตินั้น  อาจจะเป็น  โรคติดต่อ  ได้   ในยามที่เศรษฐกิจโลกเป็นโลกาภิวัฒน์   เราจะดูแต่ความเป็นไปภายในประเทศเพียงอย่างเดียวไม่ได้   อันตรายจากการลงทุนจึงเพิ่มขึ้นมากและนี่นำไปสู่ปรัชญาใหญ่ของการลงทุนที่ว่า    ความเสี่ยงนั้นสำคัญยิ่งกว่าผลตอบแทน  และทำให้ผมต้องอ้างคำพูดของ วอเร็น  บัฟเฟตต์  ก่อนที่จะจบบทความนี้อีกครั้งหนึ่งว่า   หลักการลงทุนข้อที่หนึ่งก็คือ   อย่าขาดทุน  และหลักการลงทุนข้อสองก็คือ   ให้กลับไปดูข้อหนึ่ง    วิกฤตินั้นให้บทเรียนที่สำคัญมากที่นักลงทุนมักจะลืมเลือนหรือให้ความสำคัญน้อยในยามที่ตลาดหุ้นสดใสนั่นก็คือ   การลงทุนมีความเสี่ยง  ศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน

วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556

World Case : Johnson & Johnson ภาพลักษณ์ดีช่วยให้ผ่านวิกฤติมาได้ด้วยดี

World Case : Johnson & Johnson ภาพลักษณ์ดีช่วยให้ผ่านวิกฤติมาได้ด้วยดี


สิ่งที่นักบริหารแบรนด์ทั้งหลายหวาดกลัวกันมากคือ ข่าวร้าย ที่จะทำลายชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของแบรนด์ แม้จะถือคติว่า ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์แย่ๆ ขึ้นมาแล้ว การเข้าไปจัดการภาวะวิกฤติโดยเร็ว ย่อมช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นมาก โดยเฉพาะหากเป็นแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์ดีและมั่นคงด้วยแล้ว ย่อมสามารถกู้ชื่อเสียงคืนมาได้เร็วมาก กรณีนี้ไม่มีใครทำได้ดีไปกว่า Johnson & Johnson

ผู้นำความปลอดภัย
Johnson & Johnson ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1886 ในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาสู่วงการแพทย์สหรัฐฯ  บริษัทที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนี้นับเป็นรายแรกที่ผลิตสำลีและผ้าพันแผลซึ่งปลอดภัยพอที่จะใช้ในห้องผ่าตัด ก่อนหน้าที่จะมี Johnson & Johnson หมอและพยาบาลทั้งหลายต้องใช้สำลีที่ได้จากเศษฝ้ายซึ่งตกเกลื่อนกลาดอยู่ตาม พื้นของโรงทอ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมผู้ป่วยจำนวนมากถึงเสียชีวิตจากการติดเชื้อ เมื่อศัลยแพทย์ชาวอังกฤษชื่อ โจเซฟ ลิสเตอร์ เสนอทฤษฎี ฆาตรกรล่องหนที่ ล่องลอยอยู่ในอากาศและทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อจากการผ่าตัด จึงมีความตื่นตัวในเรื่องการรักษาความสะอาดของแผลและขั้นตอนการทำแผลมากขึ้น นี่เองจึงเป็นจุดกำเนิดของ Johnson & Johnson ผู้ผลิตสำลีและผ้าก๊อซอนามัยรายแรกของโลก

ก้าวย่างอย่างมั่นคง
จากจุดกำเนิดในวงการแพทย์นี้เอง ทำให้ Johnson & Johnson มีภาพลักษณ์ที่ผูกติดกับสุขภาพและความปลอดภัยเรื่อยมา ถัดจากสำลีและผ้าพันแผล Johnson & Johnson ยังคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ ช่วงทศวรรษ 1920 Johnson & Johnson เปิดตัวพลาสเตอร์ Band-Aid ที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน ไม่นานก็ขยายสายผลิตภัณฑ์ไปสู่ครีมทาผิวสำหรับเด็กและทารก สินค้าของ Johnson & Johnson เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากสินค้าทางการแพทย์ ไปสู่สินค้าสำหรับครัวเรือน เช่น แป้ง สบู่ ครีมทาผิว แปรงสีฟัน ฯลฯ แม้ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าสำหรับเด็ก แต่ก็มีผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยที่ใช้ Johnson & Johnson ด้วยเหมือนกัน เนื่องจากเชื่อถือว่าสินค้าที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ก็ย่อมปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่ด้วย

ความรับผิดชอบ
นอกเหนือจากภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาผู้บริโภคแล้ว ในวงการธุรกิจนั้น Johnson & Johnson ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิวัติจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจด้วย  ในปี 1935 นั้น หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Johnson & Johnson คือ Robert Wood Johnson ได้ประกาศปรัชญาในการดำเนินธุรกิจของ Johnson & Johnson ว่า ต้องรับผิดชอบต่อผู้บริโภคซึ่งเป็นลูกค้า และต้องรับผิดชอบต่อพนักงานของบริษัท รวมทั้งต้องรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคมโดยรวมด้วย  คำประกาศนี้ดูจริงจังมากขึ้น เมื่อในปี 1943 โรเบิร์ต จอห์นสัน ได้กำหนดบทบัญญัติของบริษัทที่เรียกว่า “Johnson & Johnson Credo” ซึ่งมีการระบุอย่างชัดเจนว่าความรับผิดชอบที่กล่าวมานั้น จะนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไร เมื่อทีมผู้บริหารนำหลักการนี้ไปปฏิบัติ  Johnson & Johnson Credo (ซึ่งประกาศให้ความสำคัญแก่ลูกค้าเป็นอันดับแรก แต่ให้ความสำคัญผู้ถือหุ้นเป็นอันดับสุดท้าย) จึงได้รับความสนใจจากประชาชนและวงการธุรกิจอย่างมาก เนื่องจากเป็นแนวคิดในการดำเนินธุรกิจที่ไม่เคยมีมาก่อนในขณะนั้น

ข่าวร้าย
Johnson & Johnson เป็นแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อถือเรื่องความปลอดภัยมาโดยตลอด จนกระทั่งเกิดวิกฤติการครั้งประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า วิกฤติไทลินอล (Tylenol crises) ซึ่งอาจสร้างความเสียหายรุนแรงถึงขั้นทำลายภาพลักษณ์ดีงามของบริษัทที่สั่งสมมานานนับสิบปี
                ไทลินอล (Tylenol) เป็นยาแก้ปวดแบรนด์ดังของ Johnson & Johnson นับตั้งแต่วางจำหน่ายก็ได้รับความนิยมใช้กันแพร่หลาย แต่ในปี 1982 มีชาวชิคาโกถึง 7 คน ที่เสียชีวิตหลังจากกินยาไทลินอลเข้าไป ข่าวร้ายกระจายไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนต่างตื่นกลัว หน่วยงานของรัฐและบริษัทเองต่างเร่งเข้ามาดำเนินการสืบสวน ในที่สุดก็พบว่า ยาไทลินอลเจ้าปัญหานั้นปนเปื้อนไซยาไนด์

รับมือภาวะวิกฤติ
วิธีที่ Johnson & Johnson รับมือวิกฤติการณ์ครั้งนี้ถือว่าทำได้ดีมาก และจนถึงปัจจุบันนี้ยังมีผู้นำมาใช้เป็นกรณีศึกษาในการจัดการภาวะวิกฤติอยู่บ่อยๆ  การแก้วิกฤติการณ์ของ Johnson & Johnson นั้น เริ่มตั้งแต่ไม่รีรอที่จะเผชิญหน้ากับสื่อมวลชนอย่างเปิดเผย ไม่หลบเลี่ยง มีการแถลงข่าวและให้ข้อมูลต่างๆ เป็นระยะ  จาก นั้นก็เรียกเก็บยาไทลินอลชนิดเม็ดกลับคืนมาทั้ง 31,000,000 ขวด และยังยินยอมให้ลูกค้าที่มียาไทลินอลชนิดเม็ดสามารถนำยามาแลกไทลินอลชนิด แคปซูลได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ  ในเวลาต่อมา Johnson & Johnson จึงได้เปิดตัวบรรจุภัณฑ์แบบใหม่ที่ปิดผนึกมิดชิดเพื่อป้องกันการปนเปื้อน ซึ่งปัจจุบันบริษัทยาทั้งหลายยังใช้บรรจุภัณฑ์แบบนี้อยู่

เคล็ดลับความสำเร็จ
วิกฤติ การณ์ครั้งนั้นทำให้ส่วนแบ่งตลาดของไทลินอลลดฮวบฮาบจาก 35 เปอร์เซ็นต์ เหลือแค่ 7 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นเพียง 9 เดือน ไทลินอลก็กลับมาครองส่วนแบ่งตลาดได้ 35 เปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม ปัจจัยที่ทำให้ Johnson & Johnson รักษาแบรนด์ไทลินอลไว้ได้คือ การเข้ามาจัดการสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ความเปิดเผยไม่หลบเลี่ยงสื่อ และความรับผิดชอบต่อลูกค้า แน่นอนที่ภาพลักษณ์และชื่อเสียงดีๆ ที่สั่งสมมานานก็มีส่วนช่วยเรียกความน่าเชื่อถือกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเช่นกัน

ผู้บริโภคเป็นหลัก
ปัจจุบันนี้ Johnson & Johnson ยังคงสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินผลว่าบริษัทยังคงทำตามบัญญัติ Johnson & Johnson Credo ได้ครบถ้วนดีหรือไม่ ซึ่งถ้าพบข้อบกพร่อง ก็ต้องมีการแก้ไขให้ถูกต้องทันที อาจเป็นเพราะการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคนี้เอง ที่ทำให้องค์กรที่หวงเนื้อหวงตัวอย่างองค์การกาชาดยอมให้ Johnson & Johnson ใช้สัญลักษณ์ของกาชาดได้ ทั้งๆ ที่คัดค้านธุรกิจอื่นๆ ที่นำเครื่องหมายกาชาดไปใช้มาโดยตลอด
ดูเหมือนว่าแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบจะถูกใจผู้บริโภคทั่วโลกด้วยเช่นกัน เพราะทุกวันนี้ Johnson & Johnson เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลกในตลาดผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดยมีพนักงานกว่า110,000 คน ในกว่า 57 ประเทศ สินค้าของ Johnson & Johnson ที่วางขายในกว่า 175 ประเทศนั้น นอกจากผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Johnson & Johnson แล้ว ยังมีแบรนด์ย่อยอย่าง Band-Aid  เครื่องสำอาง Neutrogena และแปรงสีฟัน Reach ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั่วโลกด้วยเช่นกัน

 ฉบับที่ 63 พฤษภาคม 2548

วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2556

หลักชัยของความพอเพียง


December 6, 2012
Posted by

หลักชัยของความพอเพียง

คอลัมน์ ไขปัญหาเศรษฐกิจกับดร.กอบ
ท่ามกลางความมืดมิดของวิกฤตเมื่อ 15 ปีที่แล้ว หลายคนคงจำกันได้ ถึงความสิ้นหวังที่เข้าครอบงำเศรษฐกิจไทย ครอบงำเราทุกคน ที่ไม่รู้ว่าประเทศไทยจะดิ่งลงเหว ลึกไปอีกเท่าไร ไม่รู้ว่าจะอีกนานแค่ไหนที่เราจะกลับมายืนอย่างสง่าผ่าเผยในเศรษฐกิจโลกได้ อีกครั้ง และไม่รู้ว่าไทยจะยังมีอนาคตหรือไม่
 เพราะมองไปที่ไหนก็เห็นแต่ข่าวร้าย แบงก์ถูกยึด เงินฝากติดอยู่ที่บริษัทเงินทุน ถอนไม่ได้ ธุรกิจนับหมื่นนับพันต้องปิดกิจการ ล้มละลาย ทั้งใหญ่และเล็ก นอกจากนี้ แรงงานจำนวนมาก นับล้าน ได้รับผลกระทบ ต้องตกงาน แยกย้ายกันกลับถิ่นฐานเดิม

ตอนนั้น หลายคนถามว่า ทำไมเราจึงมาถึงจุดนี้ได้ ประเทศไทยเคยประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง จนใครๆ ก็ต้องขอมาดูงาน เป็นตัวอย่างของการพัฒนาที่หลายคนยกย่อง เคยอยากเลียนแบบ แต่ท้ายสุด เราก็จบลงอย่างน่าอเน็จอนาถ เศรษฐกิจล้มระเนระนาด มองไม่เห็นจุดจบ ไม่เห็นทางว่า จะออกจากวิกฤตได้อย่างไร

ผมยังจำวันที่ 4 ธันวาคม เมื่อ 15 ปีที่แล้วได้ดี วันนั้น ทุกคนเฝ้ารอ รอที่จะฟังพระราชดำรัสของในหลวง ว่าจะทำอย่างไรเราจึงจะออกจากวิกฤตได้ และเป็นครั้งแรกที่หลายคนได้รู้จักคำว่า “พอเพียง”
ที่เราต้องตกอยู่ในวิกฤต ถ้าจะว่าไปแล้ว ก็เพราะความไม่พอเพียงของทุกคน เรามั่นใจกันเกินไป ทำอะไรเกินตัวเกินไป ลงทุนกู้กันอย่างไม่เกรงกลัว (ประเภทคนเคยสำเร็จ จับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง เสร็จโครงการหนึ่ง ก็ไปทำอีกโครงการหนึ่ง) ไม่เคยเตรียมใจ เผื่อเหลือ เผื่อขาดเลยว่า ถ้าเศรษฐกิจสะดุดลง จะเอาตัวรอดกันอย่างไร

ช่วงนั้น แบงก์แย่งกันปล่อยสินเชื่อ จนโตปีละ 20-30% หลายปีซ้อน บริษัทแย่งกันลงทุน แข่งกันกู้ แข่งขยายกิจการ กู้ทั้งเงินบาทและเงินดอลลาร์ จนหนี้ท่วมตัว ส่วนต่างชาติก็ชอบเรามาก ปล่อยกู้เราอย่างไม่รู้จักพอ เงินหลั่งไหลเข้าไทยปีละ 2-3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ส่วนใหญ่เป็นหนี้สั้นๆ) ซึ่งพอเราหลงเดินไปตามทางนี้กันระยะหนึ่ง เศรษฐกิจก็สะสมความเปราะบางไว้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหุ้น ภาคแบงก์ ภาคอสังหา ภาคธุรกิจ ต่างสุ่มเสี่ยง รอเกิดเหตุ

พอเริ่มล้มลง ปัญหาก็ประเด ประดัง ถาโถมกันเข้ามา ท้ายสุด ทุกคนก็เจ็บตัวกันถ้วนหน้า
ทางออกของวิกฤต  และทางที่จะทำให้เราไม่กลับไปสู่วิกฤตอีกครั้ง ก็คือ การรู้จัก พอเพียง”
หัวใจสำคัญอยู่ที่ การทำอะไร การใช้จ่าย การทำธุรกิจ ด้วยสติ รู้ฐานะของเรา รู้จักพอประมาณ ไม่ทำอะไรเกินตัว ไม่โลภเกินไป จนหน้ามืดตาลาย มองไม่เห็นถึงความเสี่ยงที่รอเราอยู่ รู้จักมีเหตุมีผล เผื่อเหลือเผื่อขาด ไม่ทุ่มลงไปหมด เหลือบางส่วนเอาไว้ เผื่อว่าจะมีช่องพอขยับขยายได้ หากการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาด โดยในช่วงที่ทุกอย่างไปได้ดี ก็พยายามเก็บออม พยายามลดหนี้ เอาไว้ เป็นช่องทางออก ในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี

ในประเด็นนี้ หลังปี 40 ทุกคนก็พยายามน้อมนำพระราชดำริเรื่อง “พอเพียง” มาประยุกต์ใช้ ปรับปรุงตัวเอง ปรับปรุงบริษัท ขายกิจการที่เราไม่สันทัดออกไป มุ่งเน้นแต่สิ่งที่เราชำนาญ กลับมาสู่ฐานะของตนเอง ไม่เกินตัว ไม่กู้เกินไป เก็บออม เรียนรู้ที่จะบริหารจัดการความเสี่ยง สร้างภูมิคุ้มกันให้เกิดขึ้น
แต่ที่น่าเสียดายก็คือ การประยุกต์ใช้ของเราเรื่อง “พอเพียง” เกิดเป็นช่วงๆ ในระหว่างที่ชีวิตเราคับขัน เข้าตาจน เราก็จะหยิบยกเรื่อง “พอเพียง” มาใช้ แต่พอครั้นทุกอย่างดีขึ้น เราก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง และเมื่อเศรษฐกิจดีมาก บางคนก็อาจจะลืมหลักยึดเรื่อง ความพอเพียง พอประมาณ ไม่เกินตน เพราะตอนนี้ เราเริ่มรู้สึกว่า เรามั่นใจในตนเองกันอีกครั้งหนึ่ง เห็นทุกอย่างเป็นโอกาสที่ต้องหยิบฉวย พยายามขวนขวาย มือยาวสาวได้สาวเอา แม้ต้องเสี่ยง ก็จะทำกันอีกรอบ

มองไปข้างหน้า 5 ปี ช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นช่วงสำคัญ ที่เศรษฐกิจเอเชียและอาเซียนของเราจะเฟื่องฟู ไปได้ดีอย่างยิ่ง (โดยเฉพาะหลังจากมรสุมของยุโรปเริ่มสงบลง) ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ เราจะสามารถตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท พอประมาณ ได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ หรือเราจะกลับไปหลงแสงสี เดินตามกระแสของการวิ่งรุดไปข้างหน้า ตามคู่แข่ง ตามโอกาสที่เปิดออกมา ยิ่งทุกอย่างไปได้ดีเท่าไร เราก็ยิ่งหลงละเลิง สนุกสนานกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

คนที่จะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงในช่วงที่โอกาสรอบใหม่เปิด ขึ้น ก็คือ คนที่รู้จักยึดหลักความพอเพียง พอประมาณ เป็นหลักชัย เป็นที่ตั้ง ซึ่งจะเป็นเกราะคุ้มกันภัย นำพาให้เราก้าวไปข้างหน้าอย่างมีสติ สามารถขยายกิจการให้เจริญรุ่งเรือง บนพื้นฐานที่มั่นคง ไม่ใหญ่นอกแต่กลวงใน สามารถพ้นภัยต่างๆ ในวิกฤตรอบใหม่ที่รอเราอยู่ได้ ส่วนคนที่หลงเพลิดเพลินไปกับแสงสี กับโอกาสรอบใหม่กันเกินไป ช่วงสั้นๆ อาจจะดูว่าประสบความสำเร็จมาก แต่ท้ายสุดวิกฤตก็อาจมาเยือนเขาอีกรอบก็ได้ ก็ขอเอาข้อคิดเหล่านี้มาฝากทุกคน ขอเอาใจช่วยครับ

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ประจำวันที่ 6 ธ.ค. 55
คอลัมน์ ไขปัญหาเศรษฐกิจกับดร.กอบ

วันจันทร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เศรษฐกิจฟองสบู่

เศรษฐกิจฟองสบู่


รศ.ธนรักษ์ เมฆขยาย  คณะเศรษฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พ.ศ. 2550
ที่มาhttp://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/2011
โอกาส ครบรอบ 10 ปีวิกฤตเศรษฐกิจ เราควรทบทวนเพื่อเป็นบทเรียน และไม่เพียงจะไม่ก้าวพลาดอีกครั้ง แต่ช่วยกันปฏิบัติ (ไม่ดีแต่พูด) ในทางนำพาเศรษฐกิจของเราให้แข็งแกร่ง

ถ้านับตั้งแต่ทศวรรษ 2470 เป็นต้นมา วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540  นับเป็นวิกฤตร้ายแรงที่สุดของระบบเศรษฐกิจตกต่ำ  สร้างความเสียหายต่อทุกชนชั้น   ในขณะที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างสูงสุด วิกฤตการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร   สมมติฐานคือ เป็นเรื่องของวัฎจักรเศรษฐกิจ  เป็นความผิดพลาดของรัฐบาลในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค  หรือเป็นเพราะภาคประชาชน   อย่างไรก็ดี อาจกล่าวในเชิงลักษณะอาการได้ว่า เป็นเพราะ “ฟองสบู่แตก”

ความหมายของเศรษฐกิจฟองสบู่

การที่ เศรษฐกิจสาขาใดสาขาหนึ่งพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ได้ผลตอบแทนมากกว่าสาขาอื่น และส่งผลกระทบอย่างรุนแรง  เป็นสภาพที่ระบบเศรษฐกิจเติบโตแบบลวงตา  ซึ่งเฉพาะมูลค่าเท่านั้นสูงขึ้น ไม่ส่งผลให้ปริมาณผลผลิต การจ้างงาน และรายได้ที่แท้จริงของประชาชนเพิ่มขึ้น  ไม่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจพื้นฐาน (Real Sector)  เช่น ปรากฏการณ์ที่มูลค่าในทางเศรษฐกิจหรือทรัพยากรถูกดึงไปรวมกัน  เมื่อเศรษฐกิจภาคการเงินการธนาคารพองขึ้นเสมือนลูกโป่งที่ลอยขึ้นไป  สุดท้ายจะแตกและตกลงมาสู่พื้นฐานความจริง

เศรษฐกิจฟองสบู่ (Bubble Economy)  หรือ สินทรัพย์ที่พองตัวขึ้นมา (Inflated Asset) เป็นภาวะบูม (Boom) ของเศรษฐกิจที่เกิดจากมายาภาพของคนที่เชื่อว่า ราคาสินค้าที่อยู่ในเศรษฐกิจสต็อก (Stock Economy) จะมีราคาสูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน   ทุกคนจึงแห่กันมาเล่นเกมเงินตรา (เก็งกำไร) เพื่อแสวงหา Capital Gain สะท้อนถึงเศรษฐกิจขยายตัวเพราะอุปสงค์เทียม


ประเภทของเศรษฐกิจฟองสบู่
ตั้งแต่ คริสต์ศตวรรษที่ 16  ในเมืองการค้าของยุโรปที่มีการขยายตัวของการค้า  เคยเกิดการเก็งกำไร พร้อมๆ กับวิวัฒนาการของเศรษฐกิจทุนนิยม หลังจากนั้นฟองสบู่ได้ทวีความซับซ้อนและรุนแรงยิ่งขึ้น   เศรษฐกิจฟองสบู่อาจแบ่งตามลักษณะของกลุ่มคนที่ทำให้เกิดออกเป็น 3 ประเภท  ดังนี้

1.  มวลชนทั่วไปที่ไม่รู้ความ เริ่มจากการเป็นเศรษฐีในชั่วพริบตาของผู้คนจำนวนมากที่เข้ามาเล่นเก็งกำไร  ไปกระตุ้นความโลภของคนอื่นให้เข้ามาผสมโรง  จนคลั่งไคล้ลุกลามไปทั่วภายในเวลาไม่นาน  เช่น เหตุการณ์คลั่งไคล้ดอกทิวลิปที่ฮอลแลนด์ในศตวรรษที่ 17

2.  มวลชนผู้มีอันจะกิน สร้างกระแสการเก็งกำไรเพื่อให้มีรายได้ที่ทัดเทียม  และการเลียนแบบเพื่อความเท่าเทียมทางสังคม  เช่น เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกาเมื่อทศวรรษที่ 1920  เนื่องจากภาวะมอเตอร์ไรเซชั่น (ประชายานยนต์) ที่ผู้คนต้องการมีรถยนต์เป็นของตนเอง  ทำให้เกิดกระแสการเก็งกำไร  เพื่อนำผลได้มาซื้อรถยนต์เพื่อสร้างความทัดเทียมกันทางสังคม

3.  บริษัทขนาดใหญ่ ระดมเงินจำนวนมหาศาลจากตลาดทุนด้วยต้นทุนที่ต่ำ  แต่ไม่นำเงินไปลงทุนทางการผลิตเช่นในอดีต  กลับหมุนเงินจำนวนมหาศาลนี้มาเล่นเก็งกำไร  ประกอบกับการเปิดเสรีทางการเงิน  ทำให้สร้างผลกำไรได้สูงกว่าจากการผลิต   ต่อมาบริษัทอื่นๆ ทั้งใหญ่และเล็ก ต่างเอาอย่าง  เช่น เศรษฐกิจฟองสบู่ช่วงครึ่งหลังทศวรรษที่ 1980  

 กลไกการเกิดเศรษฐกิจฟองสบู่

สามารถแบ่งตามวิวัฒนาการของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเป็น 2 ห้วง ดังนี้

(1)  ห้วงศตวรรษที่ 19 (ปี ค.ศ. 1800-1899)

แบ่งออกเป็น 8 ขั้นตอน ดังนี้

1.  มีการสะสมความมั่งคั่งก่อนที่วัฎจักรเศรษฐกิจหนึ่งๆ จะเริ่มขึ้น ยิ่งถ้าสะสมก่อนห้วงบูม พอถึงห้วงบูม การเก็งกำไรยิ่งมีมากขึ้น  ทำให้ความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ (Panic) รุนแรงยิ่งขึ้น

2.  มีปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจ   ถ้าหลายๆ ปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกัน หรือเป็นปัจจัยที่ทรงพลัง  เช่น ค่าเงินเยนญี่ปุ่นแข็งขึ้น  จะผลักดันให้เศรษฐกิจโตแบบพุ่งโลด  การเก็งกำไรเกิดขึ้นง่ายและรุนแรงกว่าปกติ

3.  ราคาสินค้าแพงขึ้น   เนื่องจากเศรษฐกิจคึกคัก  เกิดการขยายการผลิต  การนำเข้าวัตถุดิบ  การก่อสร้างโรงงาน  การติดตั้งเครื่องจักร   เศรษฐกิจจริงจะขยายตัวและต้องใช้เงินทุน  การระดมเงินทุนโดยผ่านการออกพันธบัตรหรือตลาดหลักทรัพย์มีมากขึ้น

4.  เกิดการเก็งกำไร   ยิ่งภาวะเศรษฐกิจบูมนานต่อเนื่อง ราคาสินค้าจะยิ่งถีบตัวสูงขึ้นตาม   ผู้คนแห่กันซื้อคุณสมบัติใหม่ของสินค้า โดยไม่เกี่ยวข้องกับคุณค่าใช้สอย (Use Value)  อันเป็นคุณสมบัติเดิมของสินค้านั้น

5.  การเคลื่อนไหวของเงินรวดเร็วมาก   สินเชื่อขยายตัวอย่างรวดเร็ว  การเก็งกำไรขยายไปสู่หุ้นหรือพันธบัตร   ความมั่งคั่งที่สะสมมา (ในขั้นตอนที่ 1) ถูกนำไปใช้เล่นเก็งกำไร

6.  เกิดอุปสงค์เพิ่มเติมในภาคเศรษฐกิจจริง   โดยเฉพาะอุปสงค์ต่อสินค้าฟุ่มเฟือย  เนื่องจากรายได้เพิ่มขึ้นจากกำไรที่ได้มาจากการเก็งกำไรระยะสั้นชั่วคราว

7.  ทางการเข้าแทรกแซงการปล่อยสินเชื่อ   เมื่อเห็นว่า ถึงขีดที่จะเป็นอันตรายต่อสถาบันการเงินทั้งระบบ  ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะเข้ามาควบคุมการปล่อยสินเชื่อ  การพองตัวออกคล้ายฟองสบู่ของสินเชื่อถูกทำให้แฟบลง

8.  อวสานของการเก็งกำไร   อุปสงค์ในข้อที่ 6 จะสูญสลายไปก่อน  ต่อมาการผลิตในภาคเศรษฐกิจจริงลดลง  เกิดการว่างงาน   ผลกระทบจากฟองสบู่แตกจะแผ่กระจายไปสู่ภาคเศรษฐกิจโดยรวม  เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยยาวนาน 

 (2)  ห้วงศตวรรษที่ 20  (ปี ค.ศ. 1900-1999)

เงิน ในยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ไม่ได้เป็นไปตามทฤษฏีเศรษฐศาสตร์คลาสสิก ที่เป็นแค่สื่อกลางแลกเปลี่ยนกับใช้สะสมทรัพย์  แต่เป็นทรัพย์ที่งอกเงยได้โดยตัวมันเอง  เป็นทุนที่ทรงประสิทธิภาพในการสร้างความมั่งคั่ง   ปรากฏการณ์ที่ทำให้ทฤษฏีมูลค่าเกิดจากแรงงานไม่อาจอธิบายได้มีอยู่ 3 กรณี คือ

1.  แรงงานมนุษย์ถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์หรือคอมพิวเตอร์
2.  ความเหลื่อมล้ำกันของค่าแรงสูงมาก
3.  ราคามิได้ถูกกำหนดจากต้นทุนที่แท้จริงเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความต้องการ (กฎอุปสงค์) และปริมาณสินค้า (กฎอุปทาน)

ต่อไปอธิบายกลไกการเกิดเศรษฐกิจฟองสบู่  อาจแบ่งตามวิวัฒนาการของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเป็น 4 ขั้น (ศุภวุฒิ สายเชื้อ 2543)

1.  ก่อนจัดตั้งสถาบันการเงินหรือธนาคารออมทรัพย์   การสะสมทรัพย์เกิดขึ้นภายในตัวเศรษฐกิจจริง  ในรูปของ ทองคำ  เหรียญ  อัญมณี  ฯลฯ

2.  มีสถาบันการเงิน   แต่การฝากเงินยังเป็นเพื่อให้ธนาคารดูแลรักษาแทน  ผู้ฝากนอกจากไม่ได้รับดอกเบี้ยแล้ว ยังต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่ธนาคารที่ช่วยดูแลรักษาให้   เมื่อจะนำเงินไปใช้ในการลงทุนจึงค่อยถอนออกมา  

3.  ธนาคารพาณิชย์เริ่มปล่อยกู้   ผู้ประกอบการนำเงินไปลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริง  สร้างงาน  ผลิตสินค้า  ก่อให้เกิดผลกำไร  แล้วนำเงินมาใช้หนี้พร้อมดอกเบี้ยเงินกู้   ธนาคารจ่ายดอกเบี้ยแก่ผู้ฝาก เพื่อระดมเงินฝาก  

4.  ปริมาณเงินตราใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว   การไหลเวียนของสินค้าและบริการคล่องตัว  ภาคเศรษฐกิจจริงขยายตัว   รายได้ของผู้คนเพิ่มสูงขึ้นกว่าอัตราการบริโภค  มีเงินออมเพิ่มขึ้นโดยสัมพัทธ์   ต่อมาผู้ประกอบการกลายเป็นบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ที่มีกำไรสะสมมากจนไม่ต้องกู้ ยืมจากธนาคาร

ปริมาณเงินที่อยู่ในสภาพคล่องจำนวนมหาศาลนี้ต้องดิ้นรน หาทางออก  โดยนำไปเก็งกำไรในเศรษฐกิจสต็อก ต่อมาเติบโตอย่างเป็นอิสระโดยสัมพัทธ์จากเศรษฐกิจจริงและมีขนาดใหญ่กว่า   ทำให้ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่กลายเป็นสิ่งที่ไร้พรมแดนไปโดยอัตโนมัติ 

 การเกิดและแตกเศรษฐกิจฟองสบู่

กรณีฟองสบู่แตกในปี 2540  อธิบายได้ 3 ระยะ  ดังนี้

1.  การก่อตัวของฟองสบู่

ใน ห้วงปี 2527-2529  เศรษฐกิจไทยยังตกต่ำ  เกิดปัญหาสถาบันการเงิน (“ราชาเงินทุน”) ล้ม จนเป็นที่มาของการเกิดโครงการ 4 เมษายน 2527  โดยรัฐบาลต้องไปขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)  และหั่นงบประมาณรายจ่ายในปี 2528 และ 2529  ติดต่อกัน  เพื่อรักษาวินัยการเงินและการคลัง

ก่อนเข้าสู่ปี 2530 เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว  พอดีกับนักลงทุนจากญี่ปุ่นหนีพิษเงินเยนที่ปรับตัวสูงขึ้นเท่าตัวในช่วงไม่ กี่ปีก่อนหน้า ได้ตัดสินใจย้ายฐานการผลิตเพื่อการส่งออกเข้ามา  ตามมาด้วยนักลงทุนจากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ในเอเชีย  เช่น ไต้หวัน  ฮ่องกง  สิงคโปร์   ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางการพัฒนาประเทศจากเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรม และภาคบริการ  จนกลายเป็นภาวะ “บูม” ทางเศรษฐกิจในเวลาต่อมา 

 2.  การพองตัวของฟองสบู่

ความ ต้องการที่ดินเพื่อตั้ง โรงงาน  สำนักงาน  สนามกอล์ฟ  รีสอร์ท  ที่อยู่อาศัย  โรงแรม  ฯลฯ   เพิ่มสูงขึ้น  ธุรกิจซื้อขายที่ดินเติบโตขึ้น   พวกนายหน้าค้าที่ดินได้กำไรอย่างงดงามในชั่วข้ามคืน  เกิดเศรษฐีใหม่กว่า 200,000 คนที่ร่ำรวยจากการค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ และการเล่นหุ้น   มีการปั่นราคาที่ดิน ทำให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมเป็นร้อยเท่า

สภาพ คล่องทางการเงินมีสูงมาก  เงินนอกประเทศสามารถเข้าง่ายออกง่าย  อัตราดอกเบี้ยเพียง 11.5%   ธนาคารพาณิชย์สนับสนุนการปล่อยกู้สินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินกันอย่างเต็มที่  แสดงว่า ส่งเสริมพวกนักเก็งกำไรให้เข้ามาสู่ธุรกิจฟองสบู่

ต้นปี 2533  ความเคลื่อนไหวของการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มแผ่วลง  เนื่องจากปัญหาขาดแคลนวัสดุก่อสร้าง ตามจำนวนโครงการลงทุนที่เริ่มก่อสร้าง   รัฐบาลโดยผ่าน ธปท.ได้ขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินให้ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อที่ไม่ ก่อประโยชน์ต่อการเพิ่มผลผลิต  โดยเฉพาะที่นำไปเก็งกำไร  ประจวบกับสงครามอ่าวเปอร์เซียในช่วงปลายปี 2533  ทำให้การเก็งกำไรหดหายไป  ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซา  ราคาที่ดินเข้าสู่ภาวะทรงตัวและหยุดเคลื่อนไหว

ขณะ ที่ฟองสบู่ลูกที่หนึ่งเริ่มแตก  กลับปรากฏว่า มีกลุ่มนักธุรกิจต่างชาติที่มีความพร้อมทั้งเงินทุนและเทคโนโลยีทันสมัย ได้เข้ามาลงทุนอยู่ตลอดเวลาในช่วงปี 2534  เป็นการต่ออายุให้แก่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์   ส่วนใหญ่เป็นญี่ปุ่นและฮ่องกงเข้ามา “ร่วมทุน” กับกลุ่มตระกูลดังๆ

เหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 2535  ได้กระหน่ำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้หยุดชะงักอีกครั้งหลังจากที่กำลังจะเริ่มฟื้นตัว 

 ต่อมาเกิดปัจจัยกระตุ้นทำให้ผู้ประกอบ การธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีแหล่งเงินทุนใหม่  ดอกเบี้ยต่ำ  มากระตุ้นขยาย “ฟองสบู่” ให้พองโตขึ้นและใหญ่กว่าเดิมได้อีกครั้ง  ดังนี้

1.  ประกาศหลักเกณฑ์มาตรฐานการดำรงเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) ของรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2536  ทำให้การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีที่ดินหรือทรัพย์สินค้ำประกัน ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง 50%  จากเดิมที่ให้เป็นความเสี่ยง 100%  ยิ่งทำให้สินเชื่อด้านอสังหาริมทรัพย์มีมากขึ้น

2.  การอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ไทยและต่างประเทศสามารถเปิดให้บริการวิเทศธนกิจ (BIBF)  ซึ่งบริการให้กู้เงินและรับฝากเงินตราต่างประเทศได้เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2536

3.  คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุญาตให้บริษัทสามารถออกตราสารได้   ตั้งแต่ปี 2536 กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จึงกลับมาทุ่มเทลงทุนในโครงการใหม่ๆ อย่างคึกคัก  เกิดภาวการณ์ซื้อที่ดินเพื่อกักตุนไว้เป็นแลนด์แบงก์ (Land Bank)  ตามข้อกำหนดของ ก.ล.ต.

4.  ปลายปี 2536  กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศหลักเกณฑ์ให้บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกัน วินาศภัยสามารถปล่อยสินเชื่อให้แก่โครงการพัฒนาที่ดิน รวมทั้งสินเชื่อรายย่อย  และยังยินยอมให้ปล่อยสินเชื่อเพื่อการลงทุนต่างๆ ได้ถึง 30% ของสินทรัพย์ในบริษัทประกัน  จากเดิมเพียง 10%

อาจกล่าว ได้ว่า เป็นความผิดพลาดของทางการที่ดำเนินนโยบายสนับสนุนฟองสบู่  แทนที่จะปรามปราบฟองสบู่  ผลจึงเป็นความหายนะทางเศรษฐกิจในอีก 4 ปีต่อมา  เมื่อฟองสบู่ลูกที่สองแตกอย่างถาวร 

3.  สภาวะฟองสบู่แตก

เมื่อทาง การจำเป็นต้องตัดสินใจลอยตัวค่าเงินบาท และดำเนินการปิด 56 สถาบันการเงิน ระบบการเงินจึงเข้าสู่ภาวะวิกฤต  สถาบันการเงินขาดสภาพคล่อง   ทั้งๆ ที่สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของ ธปท.และกระทรวงการคลัง   ขณะที่อีกด้านหนึ่งมาจาก ขาดความสามารถ  ความโลภ  ไร้ประสิทธิภาพในการบริหารเงิน และการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน   ประชาชน นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขาดความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงินไทย

นโยบายการเงินที่เห็นได้ชัด คือ การใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ (ตะกร้าเงิน)  อิงกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเวลานานถึง 10 กว่าปี  โดยไม่ได้ใช้เป็นเครื่องมือในการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

การส่ง สัญญาณเตือนภัยล่าช้า  วิเคราะห์สถานการณ์ผิดพลาด  เช่น  การใช้นโยบายเปิดเสรีทางการเงินเพราะต้องการเร่งระดมทุนจากต่างประเทศเข้า มาขยายการลงทุน เนื่องจากเงินออมในประเทศไม่เพียงพอ   ต่อมาเมื่อเงินทุนไหลเข้ามามากจนกระตุ้นให้เกิด “ฟองสบู่” ลูกใหม่   ธปท.กลับควบคุมสถานการณ์ไม่ได้  และมิได้ตระหนักถึงภัยอันตราย   สถาบันการเงินไทยหันไปพึ่งพาเงินทุนนำเข้าจากต่างประเทศ  โดยอาศัยส่วนต่างค่อนข้างมากของอัตราดอกเบี้ยมาทำกำไรจำนวนมหาศาล  ด้วยการปล่อยสินเชื่อให้แก่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  ทำตัวเป็น “เสือนอนกิน”

ปริมาณ เงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิ ในปี 2530 มีเพียง 27.6 พันล้านบาท  หลังเปิดเสรีทางการเงินในปี 2536  ได้เพิ่มขึ้นเป็น 260.9 พันล้านบาท หรือเกือบ 20 เท่าในช่วงเวลาเพียง 7-8 ปี   และกว่า 90% เป็นการนำเข้าเงินทุนของภาคเอกชนโดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์

เงินทุนนำ เข้าจากต่างประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นเงินทุนระยะสั้น เพื่อนำมาปล่อยสินเชื่อระยะยาวในประเทศ   ส่วนใหญ่กระจุกตัวที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน และหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงในช่วงฟองสบู่พองตัว   เมื่อภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นจุดเริ่มฟองสบู่แตก  จึงลุกลามไปถึงสถาบันการเงิน
 

วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
การลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ การลงทุนตามมูลค่า (อังกฤษ: value investing) เป็นแนวทางการลงทุนที่ริเริ่มและพัฒนาขึ้นโดย เบนจามิน เกรแฮม และต่อมาถูกนำมาใช้โดยวอเรน บัฟเฟต เป็นแนวทางการลงทุนที่เน้นลงทุนในกิจการที่ผู้ลงทุนเชื่อว่ามีราคาหุ้นต่ำ กว่ามูลค่าพื้นฐานโดยการวิเคราะห์มูลค่าทางบัญชีหรือสัดส่วนทางการเงินแบบ ต่างๆ เช่นมูลค่าหุ้นตามบัญชี (book value) สัดส่วนราคาหุ้นต่อกำไร (price-to-earning ratios) สัดส่วนราคาหุ้นต่อมูลค่าตามบัญชี (price-to-book ratios) หรือสัดส่วนเงินปันผล (dividend yields) อย่างไรก็ตาม คำว่า "มูลค่าพื้นฐาน" นี้ยังถูกตีความในแบบต่างๆและยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ในวงวิชาการ

หลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่า

ตามหลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่า นักลงทุนจะประเมินมูลค่าบริษัทและหุ้นของบริษัทด้วยปัจจัยพื้นฐาน เมื่อได้มูลค่าที่เหมาะสมแล้วจึงพิจารณาราคาในตลาดหลักทรัพย์ หากพบว่าราคาของหลักทรัพย์ทั้งหมดต่ำกว่า ก็จะเข้าซื้อหุ้น ทั้งนี้เพราะเชื่อว่าราคาในตลาดจะวิ่งไปหามูลค่าที่เหมาะสมในระยะยาว อันที่จริง หลักการลงทุนทุกรูปแบบยกเว้นแบบเทคนิคอล จะเลือกซื้อหุ้นเมื่อพบว่าราคาหลักทรัพย์ต่ำกว่ามูลค่าตามปัจจัยพื้นฐาน (หลักการทางเศรษฐศาสตร์ก็บอกเช่นกันว่า ให้ลงทุนในโครงการที่มี Abnormal Profit หรือ Economic Profit) ดังนั้น การเลือกหุ้นที่ราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน จึงมิไม่เป็นหลักการเฉพาะของการลงทุนแบบคุณค่าแต่อย่างใด ที่หลักการการลงทุนแบบคุณค่าแตกต่างกับวิธีการการลงทุนแบบอื่นๆก็คือ การลงทุนแบบคุณค่าเชื่อว่าอัตราส่วนทางบัญชี เช่น P/E และ P/BV ที่ต่ำ สามารถบ่งบอกว่าราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน ในขณะที่การลงทุนแบบอื่น อาทิ แบบ Growth เชื่อว่าอัตราเติบโตเร็วบ่งบอกว่ามูลค่าพื้นฐานของหุ้นนั้นสูงกว่าราคา ปัจจุบัน (ซึ่งก็แปลว่า ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานเช่นกัน นั่นเอง) สาเหตุที่หุ้นที่ P/E และ P/BV ต่ำมักจะมีราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน งานวิจัยบางส่วนบ่งบอกว่าเกิดจากปัจจัยทางจิตวิทยา โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ประเมินหุ้นที่มีผลการดำเนินงานช่วงหลังๆไม่ค่อยดี หรือว่าหุ้นที่มีอัตราการเติบโตต่ำ ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ผลตรงนี้สนับสนุนความเชื่อของ เบนจามิน เกรแฮม

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการวิจัยพบว่าการลงทุนแบบเน้นคุณค่าจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ย ของตลาดในระยะยาว ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในวงวิชาการว่า สาเหตุของกำไรเกิดจากอะไร ฝ่ายหนึ่งดังที่กล่าวไปแล้ว เชื่อว่าสาเหตุเกิดจากผลทางจิตวิทยา (Behavioural Finance) นำโดยศาสตราจารย์ ริชาร์ด ทาเลอร์ เดเนียล คาห์เนมาน (โนเบล 2004) ฯลฯ โดยการงานวิจัยทางจิตวิทยาสนับสนุนในขณะที่อีกฝ่ายเชื่อว่าสาเหตุเกิดจากการ ที่หุ้นที่มีอัตราส่วนทางบัญชีต่ำนั้นมีความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นโดยทั่วไป ซึ่งค่ายนี้นำโดย ยูจีน ฟามา มาร์ค รูบินสไตน์ ฯลฯ โดยมีหลักฐานชี้ว่า หากมีการปรับ Asset Pricing Model โดยพิจารณาความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราส่วนบัญชีเข้าไปด้วย การลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้นไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนแบบทั่วไปแต่ อย่างใด กำไรที่สูงกว่าเกิดขึ้นจากความเสี่ยงที่มากกว่าเท่านั้นเอง (ข้อมูลเพิ่มเติม: Fama and French (1996) )

ปัจจุบันได้มีหนังสือที่ออกมาเกี่ยวกับแนวทางดังกล่าวหลายเล่ม ที่ยอมรับนับถือว่าเป็นคัมภีร์ของนักลงทุนก็เช่น Security Analysis และ The Intelligent Investor โดยเบนจามิน เกรแฮม
อย่างไรก็ตาม ด้วยวิวัฒนาการในการลงทุน จึงมีแนวคิดอื่นเช่นการลงทุนในหุ้นโตเร็ว และปัจจัยทางการบริหารจัดการ ฟิล ฟิชเชอร์เป็นเจ้าของแนวคิดดังกล่าว ท่านเป็นนักลงทุนอีกท่านในยุคนั้นที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และได้แต่งหนังสือชื่อ Common Stock and Uncommon Profit ขึ้นมา ในหนังสือนี้จะสอนให้นักลงทุนพิจารณาปัจจัยทางคุณภาพมากกว่า ปัจจัยทางปริมาณซึ่งหลักการนี้ต่างจากหลักการของเกรแฮมที่สอนให้นักลงทุนศึกษาปัจจัยทางปริมาณ
ปัจจุบันมีแนวคิดและหลักการต่างๆ ประยุกต์และแตกแขนงออกไปจากหลักการพื้นฐาน แต่ทุกแนวคิดก็ยังต้องอิงกับปัจจัยทางปริมาณ และปัจจัยทางคุณภาพ ร่วมกันเพื่อประเมินมูลค่าหุ้นที่เหมาะสม

การประเมินมูลค่ากิจการ

การลงทุนแบบคุณค่านั้นมีหลายแนวทางอยู่ที่การตีความ วิธีประเมินมูลค่าตามแบบของการลงทุนแบบเน้นคุณค่าของ ตามหนังสือ Value Investing from Graham to Buffett and Beyond ของ Greenwald และคณะ ได้แสดงไว้ 3 วิธี
  1. วิธีต้นทุนทดแทน (Replacement Cost) คือการหาว่าหากต้องการสร้างกิจการนี้ขึ้นมาใหม่ จะต้องใช้เงินเท่าไหร่ วิธีนี้จะแก้ไขการใช้มูลค่าทางบัญชี ซึ่งไม่ได้รวมต้นทุนการสร้างกิจการไว้ทั้งหมด เช่นค่าลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร แบรนด์ ความนิยมหรือใบอนุญาตประกอบกิจการเฉพาะ
  2. ความสามารถในการทำกำไร (Earning Power Value) พิจารณามูลค่ากิจการจากความสามารถในการสร้างเงินสด และ/หรือกำไรจากผลประกอบการ
  3. การเติบโต (Growth) พิจารณาความเติบโตของผลกำไร

การใช้อัตราส่วนต่างๆเพื่อหามูลค่า

อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) หรือมูลค่าทางบัญชี (P/B) นำมาใช้ประเมินมูลค่าแบบคร่าวๆ ได้ เช่น
  1. P/E ของกิจการใดต่ำกว่า P/E เฉลี่ยของกิจการอื่นที่ทำธุรกิจเดียวกันและมีขนาดใกล้เคียงกัน ทั้งที่ไม่มีปัญหาอะไร ย่อมถือว่า เป็นหุ้นที่ถูกกว่า ตลาดอาจจะให้มูลค่าผิดไปในบางช่วงเวลา และราคาจะกลับมาที่ควรจะเป็นได้
  2. P/B ที่ต่ำกว่า 1 หมายถึงราคาตลาดของหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี โดยหลักการทางบัญชีแล้ว หากการบันทึกราคาครอบคลุมทั้งสินทรัพยที่มีและไม่มีตัวตนเป็นไปอย่างสมบูรณ์ P/B ควรจะเท่ากับ 1 ที่ P/B ต่ำกว่า 1 อาจจะเป็นไปได้จากหลายสาเหตุ อาทิ การบันทึกมูลค่าสินทรัพย์ไม่ได้ปรับราคาตามความเป็นจริง (เช่นที่ดิน เครื่องจักร มูลค่าแบรนด์ ลิขสิทธิ์ หรือมูลค่าโอกาสทางธุรกิจในอนาคต) หรือหากเป็นตามความเชื่อของการลงทุนแบบคุณค่าก็คือ นักลงทุนในตลาดประเมินมูลค่าหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง หากเป็นกรณีนี้ นักลงทุนก็จะมีโอกาสทำกำไรหากราคาหุ้นกลับเข้ามาสู่มูลค่าที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตามการใช้อัตราส่วนทั้ง P/E และ P/B ก็มีข้อจำกัดหลายอย่างเช่น
  1. มาตรฐานการบันทึกมูลค่าทางบัญชีของแต่ละบริษัทต่างกัน จึงไม่สามารถเทียบกันได้อย่างสมบูรณ์
  2. วิธีการทำบัญชีของแต่ละประเทศต่างกัน
  3. บอกความเสี่ยงของกิจการได้ไม่สมบูรณ์ อันที่จริง หุ้นที่ P/E และ P/B ต่ำนั้น จะมีค่าความเสี่ยงสูงกว่าโดยเฉลี่ย (ข้อมูลเพิ่มเติม ลองอ่าน Fama (1991) และ Fama (1998) )
  4. มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า P/E ไม่บอกถึงความเติบโตของกิจการ อันที่จริง หุ้นที่มี P/E สูงก็เนื่องจากว่านักลงทุกคาดหมายการเติบโตที่สูงมากนั่นเอง

การลงทุนแบบเน้นคุณค่าในประเทศไทย

[ต้องการอ้างอิง] ในประเทศไทย ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่ามีการลงทุนแบบเน้นคุณค่าตั้งแต่เมื่อใด หลักฐานการตื่นตัวในการลงทุนแบบเน้นคุณค่าในประเทศไทย เริ่มจากการล่มสลายของตลาดหุ้นในวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 แต่ยังมีนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่สามารถเอาตัวรอดและทำกำไรในภาวะวิกฤติได้ ในหนังสือ "ตีแตก" ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เชื่อว่าที่ท่านสามารถเอาตัวรอดได้ในเหตุการณ์นั้น[ต้องการอ้างอิง] ซึ่งหลักการนั้นก็คือหลักการของการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั่นเอง การลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้นเป็นที่นิยมในหมู่นักลงทุนทั่วไปเนื่องจากใช้วิธี การไม่ซับซ้อน ไม่ต้องอาศัยความรู้แคลคูลัสหรือสถิติซับซ้อนแบบที่ต้องใช้ในทฤษฎีการลงทุน สมัยใหม่
นักลงทุนไทยอีกท่านหนึ่งที่ถือว่าเป็นแนวเน้นคุณค่าก็คือ โกศล ไกรฤกษ์ ผู้ล่วงลับ ท่านเป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งสามารถฟื้นตัวหลังจากวิกฤติได้[ต้องการอ้างอิง] แม้จะต้องสูญเสีย บงล.ตะวันออกฟายแนนซ์ ไปกับการสั่งปิดสถาบันการเงินก็ตาม

จุดอ่อนของการลงทุนแบบคุณค่า

การลงทุนแบบคุณค่านั้นไม่ได้รับประกันความสำเร็จในการลงทุนแต่อย่างใด ประการแรกคือ การหามูลค่าที่เหมาะสมเป็นไปได้ยากและขึ้นอยู่กับสมมติฐาน วิธีการการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้นค่อนข้างคลุมเครือและขาดหลักฐานทางวิทยา ศาสตร์ในแง่ของสถิติและคณิตศาสตร์ประกอบ ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้ว่านักลงทุนจะมีวิธีที่ทำให้แน่ใจได้ว่ามูลค่ายุติธรรมนั้นสูงกว่า ราคาตลาดจริง ก็ไม่ได้แปลว่าราคาตลาดจะกลับเข้าสู่ราคายุติธรรมในเวลาอันสั้นแต่อย่างใด นักลงทุนจำนวนมากต้องประสบกับการขาดทุนอย่างหนักเนื่องจากเชื่อมั่นว่าราคา หุ้นควรจะกลับเข้าสู่ราคายุติธรรมในไม่ช้า โดยละเลยวลีคลาสสิคของ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ "The market can stay irrational longer than you can stay solvent" กรณีตัวอย่างที่น่าสนใจได้แก่ LTCM ที่แม้ว่าจะมีวิธีการทางคณิตศาสตร์ชั้นสูงที่ทำให้สามารถหาส่วนต่างของราคา ได้แม่นยำอย่างเหลือเชื่อ ก็ยังต้องพบจุดจบในลักษณะนี้

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Jesse Livermore นักเก็งกำไรบันลือโลก

Jesse Livermore นักเก็งกำไรบันลือโลก

โลกในมุมมองของ Value Investor             4 กันยายน 53
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


ในโลกของ Value Investor นั้น  ทุกคนรู้จักและนับถือ วอเร็น บัฟเฟตต์ ว่าเป็นนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก  แต่ในโลกของนักเก็งกำไรนั้น  ชื่อของ Jesse Livermore ได้รับการยอมรับว่าเป็นตำนานของนักเก็งกำไรที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งเคียงบ่าเคียง ไหล่กับคนอย่าง  Bernard Baruch และ Gerald Loeb  ว่าที่จริง  บางคนบอกว่าเขาเป็นนักเก็งกำไรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก  ฉายาของเขาคือ  “หมีใหญ่แห่งวอลสตรีท”  เพราะเขาชอบเก็งกำไรโดยเฉพาะในช่วงตลาด  “ขาลง” นั่นคือ เขาจะชอร์ตหุ้นและ/หรือสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดล่วงหน้า  ชีวิตและหลักการเก็งกำไรของ ลิเวอร์มอร์นั้นน่าสนใจไม่เฉพาะแต่นักเก็งกำไร  Value Investor ก็ควรจะรู้ไว้

ลิเวอร์มอร์ หรือที่คนชอบเรียกเขาว่า  J.L. เกิดในครอบครัวชาวไร่ที่ยากจน  เขาเรียนจบแค่มัธยมและต้องออกมาทำงานตั้งแต่อายุ 14 ปี   งานแรกและน่าจะเรียกว่าเป็นงานแบบเดียวในชีวิตก็คือ  เป็นเด็ก  “เคาะกระดานหุ้น”  หลังจากนั้นเพียงปีเดียว  เขาก็เริ่ม  “เล่นหุ้น”  แต่เนื่องจากมีเงินน้อย  เขาจึงเริ่มเล่นตาม  “ห้องค้าเถื่อน”  ที่รับ “แทงหุ้น” โดยอิงกับราคาหุ้นบนกระดาน  

เขาเล่นเก่งมากและทำกำไรจนทำให้ห้องค้าเถื่อนเกือบทุกแห่ง  “แบล็กลิสต์”  ไม่ให้เขาเข้าเล่นในห้องค้า  ในที่สุดเขาก็เข้าสู่ตลาดหุ้นและเริ่มชีวิตของนักเก็งกำไรเต็มตัว  J.L. ทำเงินจากตลาดหุ้นได้มากและ “เจ๊ง” หมดตัวถึงสองครั้งก่อนที่จะกลายเป็น “ซุปเปอร์สตาร์”  หลังเหตุการณ์วิกฤติตลาดหุ้นในปี 1907  เหตุการณ์หุ้นถล่มทลายในครั้งนั้น  J.L. ได้ขายหุ้นชอร์ตไว้จำนวนมาก  ยิ่งหุ้นตก  เขาก็ยิ่งขายและทำให้หุ้นตกลงไปอีก  การขายหุ้นชอร์ตของเขาทำได้มากขึ้นเรื่อย ๆ  เนื่องจากเมื่อหุ้นตก  พอร์ตเขาก็ได้กำไรซึ่งก็จะทำให้เขามีวงเงินใช้มาร์จินเพิ่มขึ้นอีก  เขาขายชอร์ตมากเสียจนทำให้ J. P. Morgan ประธานบริษัทหลักทรัพย์ยักษ์ใหญ่  และเป็น “จ้าวพ่อตลาดหุ้น”  ในช่วงนั้นต้องออกมาขอให้เขาหยุดขาย  เพราะมิฉะนั้น  ตลาดหลักทรัพย์อาจจะต้อง “ล่มสลาย”  เนื่องจากสถาบันการเงินต่างก็ขาดสภาพคล่องอันเป็นผลจากการที่หุ้นตกลงมา อย่างหนัก
 
หลังจากเหตุการณ์วิกฤติตลาดหุ้น ปี 1907  J.L. ก็ร่ำรวยและกลายเป็น  “เซเลบ”   เขาใช้ชีวิตหรูหราสุด ๆ   เขาซื้อเรือยอร์ชหรูหราไว้ใช้ท่องเที่ยวและจับปลาในทะเลซึ่งเป็นงานอดิเรก ที่เขารัก  เขาจีบและแต่งงานกับผู้หญิงโดยใช้ชีวิตแบบ “เพลบอย”   เขาคบกับคนชั้นสูงเช่น Alfred Sloan ประธานบริษัท General Motor ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกในยุคนั้น  Walter Chrysler แห่งบริษัทรถยนต์ใหญ่ Chrysler  และดาราตลกดังอย่าง ชาร์ลี แชบปลิน เป็นต้น
วิกฤติตลาดหุ้นปี 1929 เป็นอีกครั้งหนึ่งที่  J.L. ทำกำไรได้มากมายจากการชอร์ตหุ้นในตลาด  เขาผ่านวิกฤติมาพร้อมกับเงินนับ 100 ล้านเหรียญ  และนี่เป็นความรุ่งโรจน์ครั้งสุดท้ายของชีวิตเขา เพราะหลังจากนั้นเขาก็เริ่มตกต่ำลงเรื่อย ๆ  ทั้งชีวิตการเก็งกำไรและชีวิตส่วนตัว   ในชีวิตของการเก็งกำไรนั้น  เขาเคยล้มละลายมา 2 ครั้งและสามารถฟื้นขึ้นมาได้  แต่ในครั้งนี้  เขา  “หมดตัว”  มีหนี้มากกว่าทรัพย์สิน  ในชีวิตส่วนตัวนั้น  เขาเคยมีภรรยาหลายคน  แต่ละคนใช้เงินที่เขาได้กำไรมาอย่างฟุ่มเฟือยเช่นเดียวกับตัวเขา  ภรรยาคนหนึ่งมีเรื่องขนาดยิงลูกตัวเองเกือบเสียชีวิต  ตัว J.L. เองนั้น  เขามีปัญหาและน่าจะเป็นโรคซึมเศร้า  เขายิงตัวตายในวันที่ 28 พฤศจิกายน 1940 สิริอายุ 63 ปี

กฎและกลยุทธการเก็งกำไรของ J.L. นั้นสามารถสรุปอย่างย่อ ๆ  ได้ดังต่อไปนี้

1)     อย่าขาดทุน  นักเก็งกำไรที่ไม่มีเงินก็เหมือนกับเจ้าของร้านที่ไม่มีสินค้าอยู่ในสต็อก  ดังนั้นถ้าคุณไม่มีเงิน คุณก็จะไม่มีธุรกิจ   เก็งกำไรไม่ได้  J.L. บอกว่าการซื้อหุ้นเต็มจำนวนในคราวเดียวที่ราคาเดียวนั้นอันตราย  คุณควรทยอยซื้อเมื่อแน่ใจว่าสิ่งที่คิดไว้ถูกต้อง  ตัวอย่างเช่น  ถ้าคุณต้องการซื้อ 1000 หุ้น  คุณควรจะเริ่มที่ 200 หุ้น  ซื้อแล้วดูว่าราคาขึ้นหรือไม่  ถ้าใช่ ทยอยซื้อเพิ่มอีก 200 หุ้น แล้วก็รอดูว่าขึ้นไหม  ถ้าใช่ก็ซื้ออีก 200 หุ้น และถ้าขึ้นอีก  คราวนี้ให้ซื้อไปอีก 400 หุ้นจนเต็ม 1000 หุ้น  สรุปก็คือ  ทยอยซื้อเมื่อราคาขึ้น  ห้ามซื้อเฉลี่ยเมื่อหุ้นลง

2)    กำหนดจุดตัดขาดทุน  ถ้าซื้อหุ้นแล้วขาดทุน  ต้องกำหนดว่าจะยอมขาดทุนได้ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์  สำหรับเขาจะไม่ยอมให้ขาดทุนเกิน 10%  เพราะเขาคิดว่าเวลาขาดทุนนั้น  การจะเอาทุนคืนได้จะต้องกำไรมากกว่าเปอร์เซ็นต์ที่ขาดทุนจึงจะเสมอตัว  เช่น  ถ้าขาดทุน 50% กว่าจะคืนทุนก็ต้องกำไร 100%  อีกอย่างก็คือ  ถ้าซื้อแล้วหุ้นลงแสดงว่าสิ่งที่คุณคิดไว้คงผิด  อย่าไปฝืนกระแส  ตัดขาดทุนเสียแล้วไปเล่นตัวใหม่เมื่อเห็นโอกาส

3)    จะต้องมีเงินสดสำรองเสมอ  เงินสดนี้จะมีความสำคัญมากเมื่อถึงจุดที่โอกาสในการเก็งกำไรเปิด  และเมื่อมีโอกาสดี  เราก็จะต้อง  “อัด”  หรือลงเงินให้เต็มที่  J.L. เชื่อว่าคุณไม่จำเป็นต้องลงทุนตลอดเวลาและไม่ควรลงตลอดเวลา  จะเล่นต่อเมื่อมีโอกาสเท่านั้น

4)    อย่ารีบทำกำไร  หรือ Let Profit Run นั่นคือ  ถ้าหุ้นยังวิ่งไปเรื่อย ๆ  อย่ารีบขายเสียก่อน  ตรงกันข้าม  ถ้าซื้อหุ้นแล้วขาดทุน  หุ้นตกลงไปเร็ว  อย่ารอหรือพยายามหาเหตุผลที่มันตก  ต้องรีบขายทันที  เขาบอกว่า  “กำไรดูแลตัวมันเองได้  แต่ขาดทุนไม่เคย”  อย่างไรก็ตาม  การ Let Profit Run ไม่ได้แปลว่าซื้อแล้วถือแบบนักลงทุน  เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ต้องขาย

5)    เมื่อได้กำไรต้องเก็บเป็นเงินสด  เช่น  ถ้าได้กำไรมาร้อยเหรียญ  ก็ต้องเก็บเป็นเงินสดไว้ในแบ็งค์  50 เหรียญ  อย่าจมอยู่ในหุ้นหรือไปเล่นต่อทั้งหมด  นี่ก็เหมือนกับเวลาเล่นไพ่  ถ้าได้กำไรก็เก็บเงินเข้ากระเป๋าเอาทุนคืนมาก่อน  และนี่ก็เป็นกฏที่ J.L. บอกว่าตนเองผิดพลาดที่ไม่ได้ทำเท่าที่ควร  ทำให้เงินที่ได้มามาก ๆ  ในที่สุดก็เสียคืนกลับไปหมด

และทั้งหมดนั้นก็คือชีวิตและหลัก การเก็งกำไรของ ลิเวอร์มอร์ แบบย่อที่สุด ในช่วงที่เขายังมีชีวิตอยู่นั้น  ชื่อของเขาดูเหมือนจะร้อนแรงและเป็นที่กล่าวขวัญถึงเสมอแม้ว่าโดยธรรมชาติ ของเขาแล้ว  เขาเป็นคนที่เก็บตัวและทำตัวลึกลับ  

การใช้ชีวิตและแนวความคิดในการลง ทุนของ J.L. นั้น  Value Investor หลายคนอาจจะไม่เห็นด้วยและไม่เชื่อว่ามันเป็นหลักการที่ถูกต้อง  อย่างไรก็ตาม  การศึกษาทำความเข้าใจนั้น  ผมคิดว่ามีประโยชน์ไม่น้อย  เหนือสิ่งอื่นใด  VI  กับนักเก็งกำไรนั้น  ต่างก็เล่นอยู่ในตลาดเดียวกัน  บางครั้งก็เล่นหุ้นตัวเดียวกัน  เส้นแบ่งระหว่างนักเก็งกำไรกับ VI นั้น  บางทีก็บางมากจนในบางครั้งเราก็อาจจะไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้น  เราเก็งกำไรหรือลงทุนกันแน่

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เซอร์ จอห์น เทมเพิลตัน (Sir. John Templeton)

เซอร์ จอห์น เทมเพิลตัน (Sir. John Templeton)



 เซอร์จอห์น เทมเพิลตัน เป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าในยุคบุกเบิก เขาเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของเบนจามิน เกรแฮม และเป็นหนึ่งในนักลงทุนชั้นนำของโลกไม่กี่คนที่ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นอัศวิน 

เทมเพิลตันเกิดเมื่อปี 1912 ในชุมชนเล็กๆ ที่เงียบสงบในเมืองวินเชสเตอร์ รัฐเทนเนสซี่ สหรัฐอเมริกา เขาถูกปลูกฝังด้านคุณธรรมและจริยธรรมจากพ่อแม่ที่เป็นคนเคร่งศาสนา
พ่อของเขาเป็นนักกฎหมาย  แต่ก็รู้จักลงทุนและทำธุรกิจ โดยมักลงทุนซื้อไร่นาที่ไม่ค่อยมีใครต้องการมาด้วยราคาถูกๆ และขายทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ สิ่งนี้ช่วยปลูกฝังจอห์นให้รู้จักมองหาสินทรัพย์ที่ต่ำกว่ามูลค่าอยู่เสมอ

เทมเพิลตันเรียนเก่งมาตั้งแต่เด็ก โดยได้เกรด A แทบทุกวิชา เมื่อโตขึ้น เขาสอบเข้าเรียนที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล และเริ่มศึกษาหาความรู้ด้านการลงทุนอย่างจริงจัง

ระหว่างนั้น สหรัฐอเมริกาได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง หรือ “The Great Depression” ทำให้พ่อของเขาประสบปัญหาทางการเงินและไม่มีเงินส่งเขาเรียน จอห์นจึงยิ่งต้องเรียนให้ดีเพื่อให้ได้ทุนการศึกษา มิเช่นนั้นจะไม่มีเงินมาจ่ายค่าเล่าเรียน

แม้วิกฤตเศรษฐกิจจะทำให้ครอบครัวประสบปัญหาทางการเงิน แต่มันก็เป็นจุดสตาร์ทที่ทำให้เทมเพิลตันในวัย 20 เริ่มต้นลงทุนในหุ้น ด้วยความรู้ที่สั่งสมมาประกอบกับสายตาอันเฉียบคม รู้จักมองหาสินทรัพย์ที่ “Undervalued” อยู่เสมอ ทำให้เขามองเห็นว่าหุ้นทั้งตลาดในขณะนั้นราคาถูกจนไม่น่าเชื่อ
พอเรียนจบจากเยล เทมเพิลตันได้ทุนไปศึกษาต่อด้านกฏหมายที่มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด แต่เขาก็ยังมุ่งมั่นลงทุนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ จอห์นยังออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก ประสบการณ์จากการท่องเที่ยว ทำให้เขาได้ศึกษาธุรกิจของประเทศต่างๆ ตลอดจนเรียนรู้สังคมและวัฒนธรรมของประเทศเหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง เทมเพิลตันเชื่อว่า การจะเข้าใจในบริษัทหนึ่งๆ อย่างถ่องแท้ คุณต้องเข้าใจบริษัทคู่แข่งซึ่งอยู่ในประเทศอื่นๆ ด้วย

ในปี 1937 หลังจากจบอ็อกซ์ฟอร์ด เทมเพิลตันก็เริ่มต้นชีวิตการทำงานในฐานะที่ปรึกษาการลงทุนของบริษัทแห่ง หนึ่งในนิวยอร์ค จอห์นเปลี่ยนงานอยู่ 1-2 ครั้ง ครั้นถึงปี 1940 เขาได้เข้าซื้อบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนแห่งหนึ่งด้วยเงิน 5,000 เหรียญ และเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองอย่างเต็มตัว

ในปี 1954 เทมเพิลตันได้ตั้งกองทุนชื่อ Templeton Growth Fund หรือ TGF เริ่มต้นด้วยสินทรัพย์ 7 ล้านเหรียญ (ตอนนั้นเขามั่งคั่งระดับหนึ่งแล้ว)

พอถึงปี 1992 หรือเกือบ 40 ปีต่อมา สินทรัพย์ของกองทุนก็ทวีค่าเพิ่มเป็น 22,000 ล้านเหรียญ ครั้นถึงปี 1997 TGF มีสินทรัพย์ถึง 80,000 ล้านเหรียญ มีผู้ถือหน่วยกว่า 4 ล้านคน เป็นผลงานการลงทุนที่น่าอัศจรรย์มาก

ช่วงปลายทศวรรษ 1960 เทมเพิลตันได้ย้ายถิ่นฐานไปพำนักที่เกาะบาฮามาส ในอาณานิคมของสหราชอาณาจักร ด้วยความศรัทธาในวิถีชีวิตของชาวเกาะที่นั่น และอยากทุ่มเทเวลาเพื่องานการกุศลและศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเชื่อมั่นและศรัทธา โดยตั้งสำนักงานเล็กๆ อยู่บนชั้นสองของร้านตัดผม

ต่อมา เขาได้สัญชาติอังกฤษและได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “อัศวิน” จากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบ็ธที่สอง เมื่อปี 1987 ซึ่งเป็นหนึ่งในนักลงทุนชั้นนำของโลกไม่กี่คนที่ได้รับเกียรติยศอันนี้

เซอร์จอห์น เทมเพิลตัน เสียชีวิตลงในปี 2008 ขณะอายุ 95 ปี มีผู้คำนวณไว้ว่า ใครก็ตามที่ลงทุนใน Templeton Growth Fund ด้วยเงิน 10,000 เหรียญ ในปี 1954 จนถึงวันที่เทมเพิลตันตาย เงินจำนวนนั้นจะเพิ่มมูลค่ากลายเป็น 7 ล้านเหรียญ เลยทีเดียว

หัวใจสำคัญแห่งความสำเร็จของเทมเพิลตัน เกิดจากการมุ่งมั่นค้นหาหุ้นราคาถูกไปทั่วโลก เขาไปลงทุนในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมทั้งจีน ซึ่งนักลงทุนในเวลานั้นไม่เคยสนใจ และทำกำไรได้มหาศาล การกระจายการลงทุนแบบไร้พรมแดน ทำให้จอห์นพบโอกาสงามๆ มากกว่าคนอื่น และยังช่วยให้เขารอดตัวจากการพังครืนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงปลายทศวรรษ 60 ด้วย

หลักการลงทุนของเทมเพิลตันที่น่าจดจำไปใช้มีอยู่มากมาย เช่น จงอย่าลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะนั่นเท่ากับเป็นการจำกัดโอกาสของตัวเอง โดยให้ติดตามข่าวสารทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ของประเทศต่างๆ ซึ่งจะช่วยในการวิเคราะห์ธุรกิจได้อย่างดียิ่ง อีกทั้งต้องมองการณ์ไกลไปข้างหน้าหลายๆ ปี อย่ามองสั้นๆ เพียงแค่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับบริษัทนี้ในเดือนต่อไปหรือไตรมาสถัดไป
ที่สำคัญคือต้องรู้จัก “ทำตรงข้ามกับฝูงชน” ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นที่สุดของเทมเพิลตัน เขาเป็นเจ้าของคำขวัญ “จงซื้อเมื่อคนอื่นขายอย่างสิ้นหวัง และจงขายเมื่อคนอื่นซื้ออย่างหิวกระหายบ้าคลั่ง”  ซึ่งเป็นจุดยืนที่ชัดเจนมาก

เซอร์จอห์น เทมเพิลตัน ถูกยกย่องว่าเป็นครูผู้ชี้ทางให้นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าทั่วโลก ซึ่งนอกจากความสามารถในการลงทุนแล้ว การดำรงตนอยู่ในศีลธรรม รู้จักให้ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น ใช้ชีวิตอย่างสมถะ มัธยัสถ์อดออม ..


แม้ว่าโดย พื้นฐานแล้ว เซอร์ จอห์น เทมป์เพิลตัน เป็นนักลงทุนในแนวคุณค่าของบริษัท แต่ก็นับได้ว่าเป็นเซียนนักลงทุนในแนวปรัชญาท่านหนึ่งในความคิดของผม ด้วยแนวความคิดที่แตกต่างและไม่เหมือนใครในการพิจารณาสภาวะตลาดและรูปแบบการ ลงทุน ทำให้ผลตอบแทนที่ได้รับก็แตกต่างจากคน "หมู่มาก" เช่นกัน

เซอร์ จอห์น เทมป์เพิลตัน มีหลักการพื้นฐานในการเลือกลงทุนดังนี้:
1. ลงทุนเพื่อผลตอบแทน การลงทุนก็เพื่อได้ให้ผลตอบแทน โดยเฉพาะเมื่อคิดหักภาษีเรียบร้อยแล้ว

2. เปิดใจให้กว้าง ทำตัวให้ยืดหยุ่น เราสามารถปรับการลงทุนได้เสมอเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ในขณะเดียวกันก็ต้องเปิดใจให้กว้าง เพื่อรอรับความคิดใหม่ๆ ในโลกที่เปลี่ยนไปได้เสมอ

3. ไม่ทำตามคนหมู่มาก ท่านเซอร์ บอกว่าหากทำตามคนหมู่มากแล้ว ก็จะได้รับผลตอบแทนเท่าๆ กับคนหมู่มากนั้น (มือเก่าหัดขับ: อันนี้น่าคิดเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบ้านเรา เนื่องจากว่านักลงทุนส่วนใหญ่นั้น เรียกได้ว่า "ขาดทุน" ดังนั้นหากเราทำตัวเหมือนกับคนอื่นๆ ทั่วๆไป อาจจะต้องขาดทุนไปด้วยหรือเปล่า?)

4. ทุกสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ท่านเซอร์เชื่อว่าตลาดที่ซบเซาหรือตลาดหมีนั้น จะเป็นระยะเวลาเพียงชั่วคราวเท่านั้น หลังจากนั้นแล้วจะเปลี่ยนเป็นตลาดขาขึ้น

5. หลีกเลี่ยงหุ้นที่กำลังนิยมกัน เพราะคนที่ไล่ซื้อหุ้นพวกนั้น อาจจะเข้าซื้อเมื่อผิดจังหวะและผิดเวลาได้

6. เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง (มือเก่าหัดขับ: อันนี้ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ เมื่อเราวิเคราะห์ผิด หรือเข้าซื้อหุ้นที่ผิดจังหวะราคา คือแพงไป "มาก" จะต้องยอมรับข้อผิดพลาดและแก้ไขทันที อย่ามัวหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง หรือมัวแต่โทษคนอื่นอีก ซึ่งไม่ได้ประโยชน์อะไร) และเมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นก็จะต้อง - ดูข้อถัดไป

7. เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง ว่าเราผิดตรงไหน คำนวณอะไรผิดไป หรือวิเคราะห์ธุรกิจผิดไปอย่างไร แล้วแก้ไขป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดในอนาคต

8. ซื้อเมื่อมีแต่ข่าวร้าย ขายเมื่อมีแต่ข่าวดี (มือเก่าหัดขับ: ซื้อตอนข่าวดีก็ติดดอยน่ะสิ)

9. มองหาราคาที่ถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าของหุ้น ช่วงเวลาที่ดีในการซื้อหุ้นก็คือตอนที่คนอื่นขายหุ้นออกมาเยอะๆ อย่าลืมดูพื้นฐานด้วยล่ะ

10. มองหาโอกาสในทุกที่ หรือมองให้ทั่วโลก (มือเก่าหัดขับ: เรื่องนี้จะง่ายขึ้นหากเราอยู่ในโลกของ "เงินไม่มีพรหมแดน" คือสามารถโยกย้ายเงินจากที่ไหนไปที่ไหนก็ได้ และลงทุนได้อย่างถูกกฏหมายในทุกๆที่ นอกจากนั้น เราอาจจะต้องมองถึงโอกาสในการลงทุนด้านอื่นนอกจากตลาดทุนด้วย เช่นในเรื่องอสังหาริมทรัพย์, ตราสารหนี้, ทรัพย์สินเพื่อการลงทุน - เช่นทองคำ เป็นต้น)

ที่มา http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15161.0
http://clubvi.com/2012/09/24/templeton/

ยืดอายุโลกด้วยเศรษฐกิจพอเพียง

ยืดอายุโลกด้วยเศรษฐกิจพอเพียง      


รหัส : CMT-5007
21/8/12
“เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่ทฤษฎีสำหรับคนจน” 
“เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาในการดำรงชีวิต” 
“เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้รังเกียจกำไร” 
“ปรับชีวิตสู่วิถีพอเพียงคือแนวทางแห่งความยั่งยืน” 
ฯลฯ 
“ผมพูดและบรรยายซ้ำซากอย่างนี้มาไม่รู้กี่ครั้ง 
พูดมา 10 กว่าปี ใครได้ยินแล้วก็ให้ได้ยินอีก” 

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิ ชัยพัฒนา กล่าวประโยคนี้ก่อนนำเข้าสู่สาระของเศรษฐกิจพอเพียง...อีกครั้ง 
ครั้ง นี้เป็นแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ต้องการย้ำให้เห็นว่า การรู้จักคำว่า “พอเพียง” ไม่เพียงแต่เป็นการหยุดกิเลสหรือความอยากของแต่ละบุคคล แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้โลกที่กำลังถูกครอบงำด้วยระบบบริโภคนิยมแบบเกิน ตัว ลามไปจนถึงการมีพฤติกรรมอันน่ารังเกียจอย่างคอร์รัปชั่นที่กำลังแพร่ระบาด อยู่ รู้จักหยุดคิดและปรับตัวสู่ความพอเพียงเพื่อยืดอายุให้กับโลกใบนี้
คน จำนวนมากนอกจากไม่ยอมรับว่าสร้างมลภาวะต่อโลก บางครั้งถึงกับลืมไปเสียอีกว่า ทุกสิ่งที่ตนกระทำล้วนส่งผลต่อโลก ปัญหาที่เกิดจึงไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นตอ
“เรา อาศัยโลกยังชีวิตเรา แต่เรากิน โลกในทุกลักษณะ กินอากาศ แก๊ส สูดหายใจเข้าไปก็ถ่ายคาร์บอนไดออกไซด์ใส่โลก น้ำ ต้นไม้ อาหาร และหนักข้อขึ้นเพราะไม่บริโภคธรรมดาแต่โลภและมักง่าย จะใช้ประโยชน์จากดินแค่จะไถจะพรวนเหนื่อยก็ไม่ทำ ใช้ไฟเผาง่ายดี ทำลายหมด และทำลายเลยไปถึงลูกถึงหลาน” ดร.สุเมธ ยกเหตุการณ์ที่กลายเป็นปัญหามลภาวะทางอากาศที่หลายจังหวัดในภาคเหนือของไทย ต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้มาเปรียบเปรย 

ปัจจุบันโลกมีประชากร 6,400 ล้านคน พฤติกรรมเหล่านี้ยิ่งเกิดขึ้นมากเท่าไรก็ยิ่งเร่งให้โลกแตกดับ หรือเกิด Mass Execution หมายถึงสิ่งมีชีวิตมากกว่า 90% จะดับสูญเร็วเท่านั้น และคนที่ต้องเผชิญกับมหันตภัยก็คือมนุษย์ ซึ่งองค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่า ในอีก 30 ปีข้างหน้า ประชากรของโลกจะเพิ่มขึ้น เป็น 9,000 ล้านคน ซึ่งไม่รู้ว่าประชากรโลกจะอยู่กันสภาพไหนในภาวะที่ทรัพยากร แทบไม่มีโอกาสเพิ่มขึ้นเลยทั้งในแง่ปริมาณ และคุณภาพ
ดร.สุเมธ เล่าว่ามีกลุ่มนักวิทยา ศาสตร์ศึกษาย้อนดูประวัติศาสตร์ของโลกซึ่งเกิดมาแล้วมากกว่า 4,600 ล้านปีพบว่า โลกนี้เคยแตกมาแล้วถึง 4 หน และในหนหลังๆ มีความถี่สูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสิ่งมีชีวิตพัฒนาขึ้นจากสัตว์เซลล์เดียวไปเป็นสัตว์มีกระดูก สันหลัง แม้แต่ในปัจจุบันโลกก็ส่งสัญญาณเตือนอยู่เสมอ ทั้งในรูปแบบพายุ สึนามิ น้ำท่วม ไฟป่า ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสัญญาญเตือนชีวิตที่มาจาก 4 ธาตุพื้นฐาน ดิน น้ำ ลม ไฟ ทั้งสิ้น 
“ถ้าเรายังอยู่แบบไม่ระมัดระวัง ทำไมมันจะไม่มีหนที่ 5 แต่เมื่อรู้จักว่าโลกเป็นมาอย่างไรเราก็ควรจะรู้จักระมัดระวัง” 

จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ในรายงาน Living Planet Report 2010 แสดงข้อมูลไว้ว่า จุดสมดุลระหว่างจำนวน ประชากรทั่วโลกกับทรัพยากรที่โลกเหลืออยู่เกิดขึ้นผ่านไปนานแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2518 และคาดการณ์ไว้ว่าเมื่อถึงปี 2573 และปี 2593 การบริโภคที่เพียงพอต่อความต้อง การของประชากรโลกจะต้องมีทรัพยากรเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และ 2.8 เท่า ตามลำดับ
 “หมาย ความว่าเราต้องมีโลก 2 ใบ หรือเกือบ 3 ใบถึงจะพอให้มนุษย์กินอยู่อาศัย จากข้อมูลตอนนี้มนุษย์เราก็บริโภคเกินจากทรัพยากรที่มีอยู่ 1.5 เท่า อย่าว่าแต่อาหารเลย คนในบางมุมโลกไม่มีแม้กระทั่งน้ำสะอาดจะดื่ม” 

การบริโภคทรัพยากรของมนุษย์ที่เป็นอยู่ เข้าหลักการมือใครยาวสาวได้สาวเอา ระดับการบริโภคขึ้นอยู่กับระดับการพัฒนา ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งบริโภค เป็นผลมาจาก พื้นฐานความเชื่อในการพัฒนาและระบบเศรษฐกิจที่ยึดถือกันมาตลอด โดยเฉพาะความเชื่อในระบบการค้าการลงทุนที่เน้นกำไรสูงสุดของระบบทุนนิยม 

“พฤติกรรมของคนไม่ว่าที่ไหน ยิ่งรวยยิ่งกินเยอะ ถ้าแบ่งโซนก็จะเห็นว่าประเทศเจริญแล้วอย่างชาติฝรั่งบริโภคมากกว่าเรา 2.8 เท่า ในเอเชียเฉลี่ยออกมายังอยู่ในระดับพอดี แต่ในแอฟริกาทรัพยากรก็ไม่พอบริโภค ถ้าเราเปลี่ยนระบบความเชื่อนี้เสียใหม่ เปลี่ยนตัวชี้วัดใหม่ บริหารจัดการให้เกิดภาวะที่สมดุลขึ้น ก็จะช่วยยืดอายุของโลกได้” 

ดร.สุเมธอธิบายว่า ในอดีตถึงปัจจุบันองค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ล้วนพัฒนาโดยใช้ความรู้เพื่อสร้าง อำนาจ สร้างเงินใช้ความร่ำรวยเป็นตัววัด ซึ่งเป็นต้นเหตุที่นำไปสู่การบริโภคเกินตัว เกิดการแข่งขันแก่งแย่ง และส่งผลต่อการทำลายและใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย กลายเป็นตัวเร่งให้เกิดมลภาวะ ภัยพิบัติ และปัญหาสังคม 

“ถ้าทำธุรกิจโดยไม่มองว่าจะทำอยู่ได้นานเท่าไร คอยแต่ถามว่าวันนี้รวยเท่าไร ใช้ทรัพยากรอย่างมโหฬาร ทำลายโลกเสร็จแล้วพอประชุมกันเพื่อหาทางแก้ ประเทศมหาอำนาจก็ไม่เคยลงนามร่วมแก้ไขอย่างจริงจัง แต่เลี่ยงที่จะให้ประเทศกำลังพัฒนาเป็นผู้ลดมลพิษนั้นแทน แล้วประเทศเหล่านี้ก็ตื่นเต้นที่ได้เงินมาปลูกต้นไม้ขายคาร์บอนเครดิต แต่สำหรับโลกไม่ได้รับการดูแลที่ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะโลก ฝั่งที่ยังเร่งผลิต ก็ยังเผาทำลายกันต่อไปเหมือนเดิม” 
แต่ เมื่อภัยธรรมชาติคุกคามมนุษย์หนักขึ้น ทำให้โลกเกิดกระแสใหม่แทรกเข้ามา เป็นความหวังของการยืดอายุให้โลกนี้อยู่ได้นานขึ้น มนุษย์จำนวนหนึ่งเริ่มตระหนักแล้วว่า ต่อให้รวยแค่ไหนแต่ถ้าไม่มีโลกที่สวยงามให้อาศัย ชีวิตมนุษย์ก็คงหาความสุขไม่ได้
ใน เมืองไทยถือว่าโชคดีอย่างยิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงกระแสที่ว่านี้ได้ง่าย มาก เพียงแค่เรียนรู้หลักการของเศรษฐกิจ พอเพียง ที่มีคนจำนวนไม่น้อยนำไปใช้จนเห็นผลเป็นรูปธรรม เป็นชีวิตทางเลือกที่พิสูจน์ได้จริงมาแล้วทั้งในระดับบุคคลและในองค์กร ธุรกิจขนาดใหญ่ 

ถ้าจะอธิบายในหลักสากล กระแส แห่งอนาคตที่กำลังมาแทนที่ระบบทุนนิยมที่ส่งเสริมให้คนบริโภคเกินตัว คือหลักการที่ใช้ GCK (Goodness Culture Know-ledge) เป็นตัวนำ หรือเปลี่ยนการใช้สติปัญญาความรู้เพื่อสร้างอำนาจและความร่ำรวย ไปใช้สร้างความดีและดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมแทน
 “GCK ไม่พูดเรื่อง GDP เลย แต่พูดถึง GNH (Gross National Happiness) วัดกันที่ความสุข ใช้เศรษฐกิจแบบพึ่งพาตัวเองในเบื้องต้น อนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น อนุรักษ์และหวงแหนทรัพยากรเป็นกระแส เล็กแต่สวย ที่พาเราย้อนกลับไปสู่สมดุลของธรรมชาติ เป็นแนวทางเดียวกับที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเรามาแล้ว 2,555 ปี จากหลักธรรมะที่ให้มีเหตุ มีผล มีภูมิคุ้ม กัน ไม่ประมาท และรู้จักประมาณตน” 

หากนำการประมาณตนทางธรรมะ มาเทียบกับหลักบริหารก็จะพบว่า การประมาณหรือประเมินตนก็เหมือนกับหลักการเบื้องต้นในการเริ่มต้นธุรกิจ หรือที่เรียกว่า Corporate Assessment นั่นเอง 

“เพราะฉะนั้นใครผู้ใดที่บอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับคนยากจน เลิกคิดเสียทีเถิด ดวงตาเห็นธรรมบ้าง หลักธรรมะใช้ได้หมดแม้กระทั่งเศรษฐี ถ้าเข้าใจ หลักการนี้ ยังทำให้ลดความอยาก ลดอะไร ต่างๆ รวมทั้งลดการทุจริตคอร์รัปชั่นลงได้ ด้วย เพราะจะเริ่มมีสติรู้ตัวว่า จะสะสมไปทำไม จะบริโภคเกินไปทำไม ถ้าคิดไม่ออกให้นึกถึงโรคเศรษฐีที่เป็นกัน ส่วนมากก็เป็นโรคจากบริโภคเกินทั้งนั้น หัวใจ ความดัน เบาหวาน สุดท้ายก็ถูกหมอบังคับ ให้ลดทุกอย่าง มีเงินก็กินไม่ได้ แล้วทำไมเราไม่เริ่มลดจากตัวเองเสียตั้งแต่ต้น ลดความอยาก ตัดกิเลส ประเมินตน และรู้ที่จะพอเพียง” 
ดร.สุเมธ ยกตัวอย่างบริษัทปูนซิเมนต์ ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี บริษัทที่มีสินทรัพย์กว่า 4 แสนล้านบาท เป็นตัวอย่างองค์กรของไทยที่ปรับเปลี่ยนแนว คิดการบริหารองค์กรจากเดิมใช้หลักทุน นิยมเต็มตัวต้องเติบโตสูงสุด กวาดซื้อทุกบริษัทที่ขวางหน้าเพื่อทำกำไร สุดท้ายปรับมาใช้หลักการของเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหาร 

พ.ศ.2539 ก่อนฟองสบู่แตกจากวิกฤติต้มยำกุ้ง เอสซีจีขาดทุนประมาณ 4.8 หมื่นล้าน ดีที่ตั้งสติได้ หันกลับมาตรวจสอบและประเมินองค์กรเสียใหม่ หาความถนัดที่แท้จริงของตัวเองก่อนจะค่อยๆ ตัดขายบริษัทที่ไม่ถนัดออกไป จาก 200 บริษัท หายไปประมาณ 50 บริษัท เหลือไว้แต่ธุรกิจหลัก 

“เอสซีจีเป็นตัวอย่างที่เห็นชัดที่ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงแก้ปัญหา เศรษฐกิจ พอเพียงเก่งอะไรทำอย่างนั้น เก่งอย่างทำอีกอย่าง เจ๊ง พอขายธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักไป ผอมลงไป 1 ใน 4 แต่ปรากฏว่าแข็งแรงขึ้น ทำกำไรได้ทุกจุดเลย 4-5 ปีถัดมา ลบตัวแดง 4.8 หมื่นล้านหายไปหมด ถัดมาอีก 7-8 ปี ทำกำไรสูงสุดในรอบ 35 ปี แปลกไหม แม้เศรษฐกิจไม่ค่อยดีเท่าไร แต่ยังแข็งแรง ไม่ต้องโตสูงสุดแต่โตได้ทุกปี” 

ดร.สุเมธเปรียบเทียบว่า เอสซีจีก็เหมือนกับปราชญ์ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่เริ่มต้นจากการเป็นหนี้สินแล้ว ปลดหนี้ได้หลังจากหันมายึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และอยู่อย่างพอเพียงจนถึงร่ำรวยด้วยสินทรัพย์ในที่ดิน ซึ่งมีความสมดุลของธาตุ ทั้งสี่อย่าง ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เหมาะกับการ ดำรงชีวิตอย่างมีความสุข 

“เพราะฉะนั้น ถ้าใช้คำว่าพอประมาณ มีเหตุ มีผล มีภูมิคุ้มกันแล้ว ไม่ใช่จน ย้ำอีกที แต่มันรวยอย่างยั่งยืนและมีชีวิตสมดุลมั่นคง” 

ถึงบรรทัดนี้ จากตัวอย่างที่พิสูจน์มาแล้ว ภัยธรรมชาติที่หลายคนเห็นมากับตาด้วยตัวเอง คงเป็นเครื่องตอกย้ำความเชื่อได้ดีว่า การบริโภคเกินพอดีนอกจากไม่ส่งผลดีต่อโลกซึ่งสุดท้ายภัยก็จะย้อนมาถึงมนุษย์ แถมระหว่างทางของความโลภยังเป็นตัวกระตุ้นการคอร์รัปชั่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ ได้ เพราะยิ่งหากินแบบธรรมดาภายใต้ทรัพยากรที่ลดลงทุกวันยากขึ้น การทุจริตคอร์รัปชั่นก็มีแต่จะเพิ่มขึ้น แต่ทาง ออกสำหรับปัญหาอาการ “อยากจนเกินพอดี” ถ้าเปลี่ยนมาใช้ “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นตัวแก้ ก็ยังพอเห็นหนทางยืดอายุโลกและมนุษย์ออกไปได้อีก 
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ขอบคุณแหล่งข้อมูล : นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา  กุมภาพันธ์ 2555  บทความโดย  ปิยาณี รุ่งรัตน์ธวัชชัย