ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทเรียน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทเรียน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บทเรียนจากวิกฤติ

ที่มา http://www.oknation.net/blog/STRATEGICSTOCK/2008/12/16/entry-3
            นักลงทุนที่ดีนั้นจะต้องเรียนรู้จากประสบการณ์   ตลาดหุ้นในภาวะวิกฤตินั้นเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมากที่นักลงทุนจำเป็นต้องเรียนรู้    เพราะถึงแม้ว่าวิกฤติตลาดหุ้นจะเกิดขึ้นไม่บ่อยแต่ผลกระทบของมันมหาศาล    มันอาจจะหมายถึงความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิตการลงทุนได้   เพราะวิกฤติของตลาดหุ้นนั้นมักทำให้หุ้นตกลงไปกว่า  50%  บางครั้งอาจจะมากถึง  80-90%   ซึ่งทำให้ผลตอบแทนที่เราอุตส่าห์สร้างมา  บางทีนานนับสิบปี  หายวับไปกับตา   

            ดังนั้น  ถ้าจะประสบความสำเร็จในการลงทุนระยะยาวจริง ๆ   Value Investor จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับวิกฤติตลาดหุ้นและสามารถ  เอาตัวรอดมาได้      ว่าที่จริง   ผมเองคิดว่า   ก่อนที่ใครจะเป็น  เซียน  ในการลงทุนได้   เขาต้องผ่านวิกฤติตลาดหุ้นก่อน   อย่างน้อย  2  ครั้ง   สาเหตุที่บอกว่า 2  ครั้งก็เพราะว่า   ถ้าผ่านมาเพียงครั้งเดียวเขาอาจจะผ่านมาได้   โดยบังเอิญ   หรืออาจจะเป็นช่วงที่เขายังมีเงินลงทุนน้อย   ดังนั้น  การขาดทุนอาจจะยังไม่มีนัยสำคัญ   แต่ถ้าผ่านมาได้  2  ครั้งแล้วยังสามารถสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้อย่างน่าประทับใจ   นั่นก็แสดงว่าเขาแน่จริง    และ ต่อไปนี้ก็คือบทเรียนบางประการที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แม้ว่าอาจจะไม่ ใช่ความจริงแท้แน่นอนว่าจะต้องเกิดแบบนี้ทุกครั้งที่มีวิกฤติ 

            ข้อแรก ก็คือ  ภาวะวิกฤติตลาดหุ้นนั้น  มักจะมาโดย  ไม่รู้ตัว   ไม่มีใครคาดว่าจะเกิดขึ้น   ก่อนหน้านั้น  นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญต่างก็จะคาดการณ์ไปต่าง ๆ  นา ๆ   แต่ไม่มีใครคิดว่าตลาดหุ้นจะตกได้   ขนาดนี้   บางที   เช่นในตอนต้นปีนี้อาจจะมีคนพูดว่าดัชนีตลาดหุ้นอาจไปได้ถึง  1,000 จุดก่อนสิ้นปี   บางคนบอกว่าอาจจะอยู่แค่  800-900  จุด  แต่ไม่มีใครคิดว่ามันจะเหลือเพียง 400 จุดได้   ดังนั้น  สำหรับผมแล้ว   บทเรียนก็คือ   ตลาดหุ้นหรือดัชนีตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่ คาดไม่ได้  ซึ่งก็แปลว่า   วิกฤติตลาดหุ้นนั้นอาจจะมาได้เสมอ  

            ข้อสอง  ก็คือ   วิกฤติตลาดหุ้นนั้นเกิดขึ้นได้ทั้งในยามที่ตลาดหุ้นเฟื่องฟูหรือตลาดหุ้นซบเซา    และ  เกิดขึ้นได้ในยามที่หุ้นโดยทั่วไปมีราคาแพงเป็นฟองสบู่นั่นคือ  ค่า  PE  และ/หรือ PB   มีค่าสูงลิ่ว    หรือในยามที่ตลาดหุ้นโดยทั่วไปมีราคาถูก  ค่า  PE  และ/ หรือ PB  มีค่าต่ำอย่างที่ตลาดหุ้นไทยเป็นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา   ดังนั้น   อย่าพูดว่าดัชนีตลาดต่ำมากแล้วและคงไม่ต่ำลงไปได้อีกมากนัก    เพราะหุ้นที่ถูกมากแล้วนั้นอาจจะถูกลงไปได้อีกมากในยามวิกฤติ 

            ข้อสาม  ภาวะวิกฤตินั้น   มักเกิดขึ้นในยามที่เรามีหุ้นอยู่   เต็มมือ นั่นก็คือ  มันมักเกิดขึ้นในยามที่นักลงทุนมีความมั่นใจสูงและต่างถือหุ้นกันในสัดส่วนที่มากกว่าปกติ   บางคนเล่นหุ้นด้วยมาร์จินโดยอาจจะคิดว่าภาระดอกเบี้ยที่เสียไปแค่ปีละ  7-8%  นั้น  คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่จะได้จากการลงทุนในหุ้นด้วยเงินกู้ 

            ข้อสี่   หุ้นที่เราซื้อลงทุนโดยที่คิดว่ามี  Margin Of Safety สูง  คำนวณจากค่า  PE  ที่ต่ำมากนั้น  เมื่อเกิดวิกฤติ   ราคาก็ตกลงมามากและ  Margin Of Safety  กลับช่วยอะไรไม่ได้เลย   และนี่อาจจะเป็นบทเรียนว่า  การหา  Margin Of Safety โดยเน้นไปที่ตัวเลขกำไรของอดีตเพียงปีเดียวนั้น   อาจจะไม่ใช่  Margin Of Safety จริง     อย่างที่เราคิด   เพราะเมื่อเกิดวิกฤติขึ้น  ผลการดำเนินงานของบริษัทก็ตกลงมาทำให้ราคาหุ้นลดลงตาม   ค่า  PE   ก็ยังต่ำอยู่เหมือนเดิมหรือต่ำลงไปอีก   มันกลายเป็นหุ้นที่มี   “Margin Of  Safety”  ตลอดกาล     

            ข้อห้า   ในอีกด้านหนึ่ง   หุ้นที่มี  Margin Of Safety ในด้านของการดำเนินงาน   นั่นก็คือ  เป็นกิจการที่ผลการดำเนินงานมั่นคงและทนทานต่อภาวะเลวร้ายทางเศรษฐกิจได้นั้น   แม้ว่าราคาหุ้นจะไม่ถึงกับต่ำนั้น    ราคาหุ้นกลับสามารถยืนอยู่ได้หรือตกลงไปไม่มากเมื่อเกิดวิกฤติ    ดังนั้น  สำหรับผมแล้ว   Margin Of Safety  ที่เกิดจากความมั่นคงแข็งแกร่งของผลการดำเนินงานของบริษัท   มีค่ามากกว่า  Margin Of Safety เนื่องจากราคาหรือความถูกของหุ้น 

            ข้อหก   เมื่อเกิดวิกฤติขึ้น  แม้ว่าจะเกิดจากภายนอกประเทศและต่างชาติเป็นผู้ขายหุ้นสุทธิเป็นหลัก   หุ้นทุกกลุ่มทั้งหุ้นใหญ่ที่ต่างชาติเล่นและหุ้นเล็กที่ต่างชาติไม่ได้ถือ   ต่างก็มีราคาตกลงกันมาทั่วหน้า    ไม่มีหุ้นไหนรอดพ้นไปได้   สิ่งที่แย่ก็คือ   หุ้นใหญ่นั้นราคาอาจจะลดลงแต่ก็สามารถขายได้   ในขณะที่หุ้นเล็กจำนวนมากนั้น  หาสภาพคล่องได้ยากเหลือเกิน   หุ้นบางตัวราคาอาจจะลงมาไม่มากเท่าแต่จริง ๆ  แล้วที่ไม่ลงอาจจะเป็นเพราะไม่มีสภาพคล่องให้ซื้อหรือขายทำให้ดูเหมือนว่าหุ้นไม่ได้ลงมามาก



ข้อเจ็ด   วิกฤตินั้น  อาจจะเป็น  โรคติดต่อ  ได้   ในยามที่เศรษฐกิจโลกเป็นโลกาภิวัฒน์   เราจะดูแต่ความเป็นไปภายในประเทศเพียงอย่างเดียวไม่ได้   อันตรายจากการลงทุนจึงเพิ่มขึ้นมากและนี่นำไปสู่ปรัชญาใหญ่ของการลงทุนที่ว่า    ความเสี่ยงนั้นสำคัญยิ่งกว่าผลตอบแทน  และทำให้ผมต้องอ้างคำพูดของ วอเร็น  บัฟเฟตต์  ก่อนที่จะจบบทความนี้อีกครั้งหนึ่งว่า   หลักการลงทุนข้อที่หนึ่งก็คือ   อย่าขาดทุน  และหลักการลงทุนข้อสองก็คือ   ให้กลับไปดูข้อหนึ่ง    วิกฤตินั้นให้บทเรียนที่สำคัญมากที่นักลงทุนมักจะลืมเลือนหรือให้ความสำคัญน้อยในยามที่ตลาดหุ้นสดใสนั่นก็คือ   การลงทุนมีความเสี่ยง  ศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บทเรียนจากการไม่อ่านข้อมูลลงทุน

บทเรียนจากการไม่อ่านข้อมูลลงทุน

เรื่องราวดีๆในวันนี้ที่เก็บมาฝากคุณผู้อ่าน เป็นเรื่องจริงจากประสบการณ์ของ ผู้ลงทุนคุณภาพสองท่าน ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ชนิดชนะตลาดกันปีละ100-200% เคล็ดลับการลงทุนทั้งสองท่านบอกตรงกันว่าอยู่ที่ "อ่าน อ่านและก็อ่าน ข้อมูลการลงทุน" ค่ะ ฟังๆแล้วก็เหมือนไม่มีอะไรใหม่ เพราะทุกคนทราบดีว่าการอ่าน และติดตามข้อมูลการลงทุนเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว สิ่งที่รู้กับสิ่งที่ทำมักสวนทางกัน การลงทุนเลยไม่เป็นตามเป้าที่วางไว้

สิ่งที่น่าสนใจและสมควรเป็นกรณีศึกษาจากประสบการณ์ของผู้ลงทุนคุณภาพสองท่าน นั้น คือ ในอดีตพวกเขาเป็นผู้ลงทุนธรรมดาเหมือนคุณๆค่ะ ไม่ใช่ยอดมนุษย์เก่งฉกาจอัจฉริยะมาจากไหน ด้านการศึกษาก็ไม่ได้จบการเงินการลงทุนมาโดยตรง ตัดสินใจซื้อหุ้นทีก็อาศัย"verb to เดา" บวกความส่วนตัวเป็นหลัก แล้ววันหนึ่ง ผลลัพธ์จากวิการแบบนี้ก็ทำให้พวกเขาผิดหวังกันไปมิใช่น้อย

ผิดที่ตัดสินใจบน"ความเชื่อ&ความชอบ"
ผู้ลงทุนท่านแรกเริ่มจากการลงทุนในหุ้นกลุ่มอาหารตัวหนึ่งเพราะความชอบ เนื่องจากเห็นว่า อาหารเป็นปัจจัย4 ซึ่งอย่างไรคนก็ต้องกินอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นธุรกิจนี้น่าจะไปได้ดี ต่อมาไข้หวัดนกเริ่มระบาด แนวโน้มธุรกิจของหุ้นตัวที่เขาลงทุนอยู่เริ่มแย่ลงจากรายได้ที่ลดลงต่อ เนื่องทุกไตรมาส ราคาหุ้นก็ลดลงเรื่อยๆเช่นกัน แต่เขายังเชื่อมั่นอยู่ว่าขาดทุนไม่เป็นไร เพราะยังหวังเงินปันผลซึ่งจะจ่ายถึง50๔ของกำไรสุทธิ ในที่สุด กว่าความจริงจะออกมาว่าบริษัทขาดทุนไม่มีเงินจ่ายปันผลผู้ถือหุ้นในปีนั้น ราคาหุ้นก็รูดลงไปมากจนเขาต้องตัดสินใจขายขาดทุนไปกว่า30%

บทเรียนครั้งนั้น เขาพบว่าหากเขา อ่านงบการเงิน เป็น เขาคงรู้ก่อนแล้วว่าบริษัทมีหนี้สินเยอะ แถมรายได้ลดลงเรื่อยๆไม่น่าจะมีเงินสดพอที่จะมาจ่ายปันผลผู้ถือหุ้นได้ รวมทั้งยังมีเงินไม่พอในการดำเนินธุรกิจจนต้องเพิ่มทุนด้วย หลังจากนั้นเขาจึงเริ่มฝึกฝนตัวเองจนสามารถอ่านงบการเงินได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้สามารถเลืกซื้อหุ้นที่มีคุณภาพดีขึ้น แหล่งข้อมูลสำหรับดาวน์โหลดงบการเงินย้อนหลัง3ปีที่เขาชอบดูเป็นพิเศษ อยู่ในแบบ 56-1 (แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี) ดูได้จากเว็บไซต์ ก.ล.ต. http://www.sec.or.th/ (ตรงเมนูshortcutค่ะ)

พลาดตรงไม่ดูความเห็นผู้สอบบัญชี
ส่วนผู้ลงทุนคุณภาพอีกท่านหนึ่งที่ไม่เชิงว่าไม่อ่านข้อมูลการลงทุนค่ะแต่ เหมือนว่าอ่านไม่ครบถ้วนมากกว่า เขาเล่าว่าตัดสินใจลงทุนในหุ้นกลุ่มธุรกิจอินเทอร์เน็ต เพราะเห็นว่าในงบกำไรขาดทุนมีตัวเลขกำไรน่าใจมาก ปรากฏว่าไม่ได้ดูความเห็นของผู้สอบบัญชีที่แสดงต่อความถูกต้องของงบการเงิน บริษัทในหน้ารายงานสอบทานงบการเงินค่ะ โดยกรณีนี้ ผู้สอบบัญชีบอกไว้ว่างบการเงินไม่ถูกต้อง ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งสัญญานเตือนผู้ลงทุนให้ระมัดระวังในการใช้ข้อมูลงบการ เงินดังกล่าว แต่เผอิญเขาไม่ได้ "ไม่ได้เปิดรับสัญญาน" กว่าจะได้ทราบว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร ก็ตอนที่ทีข่าว ก.ล.ด. สั่งแก้ไขงบ และราคาหุ้นลดลงมา จนในที่สุด ต้องตัดสินใจขายขาดทุน หลังจากนั้น เขาตั้งใจไว้เลยค่ะว่าถ้าจะลงทุนหุ้นตัวไหนจะต้องดูข้อมูลรายละเอียดของบริษัททุกหน้า เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นงบการเงิน เขาจะพลิกไปหน้าความเห็นผู้สอบบัญชีก่อนเข้าไปดูรายละเอียดข้างในค่ะ

เคล็ดลับความสำเร็จ"พึ่งพิงจากข้อมูลการอ่านและการวิเคราะห์"
จากความผิดพลาดในอดีตที่ผ่านมานั้นเองกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผู้ลงทุน ทั้งสองท่านกลับมาทบทวนกลับหาสาเหตุและทางแก้ไขดดยให้ความสำคัญกับการอ่าน ข้อมูลการลงทุนเพิ่มมากขึ้นมาก เพราะบทเรียนจากการไม่อ่านข้อมูลการลงทุน หรืออ่านไม่ครบถ้วนนั้น พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทำให้การลงทุนของเขาพลาดเป้า ล้มเหลวอย่างไรบ้าง ก่อนจากวันนี้ มี เคล็ดลับการลงทุนที่ทำให้ประสบความสำเร็จ จากทั้งสองท่านมาฝากกันค่ะว่า อย่าเชื่อข่าวลือ อย่าดูเพียงข้อมูลตัวเลขในอดีต อย่าหวังเก็งกำไร แต่ให้พึ่งพิงการอ่านข้อมูลการลงทุนให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลจากแบบ 56-1 งบการเงิน รายงานประจำปี ข่าวบริษัทในหนังสือพิมพ์กฏหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งติดตามข่าวสารสถานการณ์ต่างๆ

สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การนำข้อมูลที่อ่านและศึกษามาวิเคราะห์แนวโน้มะรกิจ อย่างหุ้นกลุ่มวัฏจักรที่ผลประกอบการและราคาขึ้นลงเป็นรอบๆเช่นกลุ่ม ปิโตรเคมี กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ๆลๆ นั้น ควรจะเข้าลงทุนเมื่อใด หรือการวิเคราะห์เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของธุรกิจกับสถานการณ์รอบตัวได้ เช่นเมื่อเกิดภาวะโลกร้อนบริษัทที่ขายเครื่องดื่มอละบริษัทขายแอร์ก็น่าจะ ได้รับประโยชน์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นทักษะที่ช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการลงทุนและเป็นผู้ ลงทุนที่ชนะตลาดได้เช่นกัน และถ้าคุณไม่พร้อม ที่จะศึกษาและติดตามข้อมูลต่างๆอย่างละเอียดและสม่ำเสมอ ขอแนะนำให้ลงทุนผ่านผู้จัดการกองทุนที่เป็นมืออาชีพ จะเหมาะกว่าค่ะ


จากหนังสือพิมพ์ "กรุงเทพธุรกิจ(วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553): เศรษฐกิจการเงิน (หน้า18): ก.ล.ต. คู่คิดนักลงทุน"

โดย จารุพรรณ อินทรรุ่ง
สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. email : info@sec.or.th