ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อมูล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อมูล แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บทเรียนจากการไม่อ่านข้อมูลลงทุน

บทเรียนจากการไม่อ่านข้อมูลลงทุน

เรื่องราวดีๆในวันนี้ที่เก็บมาฝากคุณผู้อ่าน เป็นเรื่องจริงจากประสบการณ์ของ ผู้ลงทุนคุณภาพสองท่าน ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ชนิดชนะตลาดกันปีละ100-200% เคล็ดลับการลงทุนทั้งสองท่านบอกตรงกันว่าอยู่ที่ "อ่าน อ่านและก็อ่าน ข้อมูลการลงทุน" ค่ะ ฟังๆแล้วก็เหมือนไม่มีอะไรใหม่ เพราะทุกคนทราบดีว่าการอ่าน และติดตามข้อมูลการลงทุนเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว สิ่งที่รู้กับสิ่งที่ทำมักสวนทางกัน การลงทุนเลยไม่เป็นตามเป้าที่วางไว้

สิ่งที่น่าสนใจและสมควรเป็นกรณีศึกษาจากประสบการณ์ของผู้ลงทุนคุณภาพสองท่าน นั้น คือ ในอดีตพวกเขาเป็นผู้ลงทุนธรรมดาเหมือนคุณๆค่ะ ไม่ใช่ยอดมนุษย์เก่งฉกาจอัจฉริยะมาจากไหน ด้านการศึกษาก็ไม่ได้จบการเงินการลงทุนมาโดยตรง ตัดสินใจซื้อหุ้นทีก็อาศัย"verb to เดา" บวกความส่วนตัวเป็นหลัก แล้ววันหนึ่ง ผลลัพธ์จากวิการแบบนี้ก็ทำให้พวกเขาผิดหวังกันไปมิใช่น้อย

ผิดที่ตัดสินใจบน"ความเชื่อ&ความชอบ"
ผู้ลงทุนท่านแรกเริ่มจากการลงทุนในหุ้นกลุ่มอาหารตัวหนึ่งเพราะความชอบ เนื่องจากเห็นว่า อาหารเป็นปัจจัย4 ซึ่งอย่างไรคนก็ต้องกินอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นธุรกิจนี้น่าจะไปได้ดี ต่อมาไข้หวัดนกเริ่มระบาด แนวโน้มธุรกิจของหุ้นตัวที่เขาลงทุนอยู่เริ่มแย่ลงจากรายได้ที่ลดลงต่อ เนื่องทุกไตรมาส ราคาหุ้นก็ลดลงเรื่อยๆเช่นกัน แต่เขายังเชื่อมั่นอยู่ว่าขาดทุนไม่เป็นไร เพราะยังหวังเงินปันผลซึ่งจะจ่ายถึง50๔ของกำไรสุทธิ ในที่สุด กว่าความจริงจะออกมาว่าบริษัทขาดทุนไม่มีเงินจ่ายปันผลผู้ถือหุ้นในปีนั้น ราคาหุ้นก็รูดลงไปมากจนเขาต้องตัดสินใจขายขาดทุนไปกว่า30%

บทเรียนครั้งนั้น เขาพบว่าหากเขา อ่านงบการเงิน เป็น เขาคงรู้ก่อนแล้วว่าบริษัทมีหนี้สินเยอะ แถมรายได้ลดลงเรื่อยๆไม่น่าจะมีเงินสดพอที่จะมาจ่ายปันผลผู้ถือหุ้นได้ รวมทั้งยังมีเงินไม่พอในการดำเนินธุรกิจจนต้องเพิ่มทุนด้วย หลังจากนั้นเขาจึงเริ่มฝึกฝนตัวเองจนสามารถอ่านงบการเงินได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้สามารถเลืกซื้อหุ้นที่มีคุณภาพดีขึ้น แหล่งข้อมูลสำหรับดาวน์โหลดงบการเงินย้อนหลัง3ปีที่เขาชอบดูเป็นพิเศษ อยู่ในแบบ 56-1 (แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี) ดูได้จากเว็บไซต์ ก.ล.ต. http://www.sec.or.th/ (ตรงเมนูshortcutค่ะ)

พลาดตรงไม่ดูความเห็นผู้สอบบัญชี
ส่วนผู้ลงทุนคุณภาพอีกท่านหนึ่งที่ไม่เชิงว่าไม่อ่านข้อมูลการลงทุนค่ะแต่ เหมือนว่าอ่านไม่ครบถ้วนมากกว่า เขาเล่าว่าตัดสินใจลงทุนในหุ้นกลุ่มธุรกิจอินเทอร์เน็ต เพราะเห็นว่าในงบกำไรขาดทุนมีตัวเลขกำไรน่าใจมาก ปรากฏว่าไม่ได้ดูความเห็นของผู้สอบบัญชีที่แสดงต่อความถูกต้องของงบการเงิน บริษัทในหน้ารายงานสอบทานงบการเงินค่ะ โดยกรณีนี้ ผู้สอบบัญชีบอกไว้ว่างบการเงินไม่ถูกต้อง ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งสัญญานเตือนผู้ลงทุนให้ระมัดระวังในการใช้ข้อมูลงบการ เงินดังกล่าว แต่เผอิญเขาไม่ได้ "ไม่ได้เปิดรับสัญญาน" กว่าจะได้ทราบว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร ก็ตอนที่ทีข่าว ก.ล.ด. สั่งแก้ไขงบ และราคาหุ้นลดลงมา จนในที่สุด ต้องตัดสินใจขายขาดทุน หลังจากนั้น เขาตั้งใจไว้เลยค่ะว่าถ้าจะลงทุนหุ้นตัวไหนจะต้องดูข้อมูลรายละเอียดของบริษัททุกหน้า เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นงบการเงิน เขาจะพลิกไปหน้าความเห็นผู้สอบบัญชีก่อนเข้าไปดูรายละเอียดข้างในค่ะ

เคล็ดลับความสำเร็จ"พึ่งพิงจากข้อมูลการอ่านและการวิเคราะห์"
จากความผิดพลาดในอดีตที่ผ่านมานั้นเองกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผู้ลงทุน ทั้งสองท่านกลับมาทบทวนกลับหาสาเหตุและทางแก้ไขดดยให้ความสำคัญกับการอ่าน ข้อมูลการลงทุนเพิ่มมากขึ้นมาก เพราะบทเรียนจากการไม่อ่านข้อมูลการลงทุน หรืออ่านไม่ครบถ้วนนั้น พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทำให้การลงทุนของเขาพลาดเป้า ล้มเหลวอย่างไรบ้าง ก่อนจากวันนี้ มี เคล็ดลับการลงทุนที่ทำให้ประสบความสำเร็จ จากทั้งสองท่านมาฝากกันค่ะว่า อย่าเชื่อข่าวลือ อย่าดูเพียงข้อมูลตัวเลขในอดีต อย่าหวังเก็งกำไร แต่ให้พึ่งพิงการอ่านข้อมูลการลงทุนให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลจากแบบ 56-1 งบการเงิน รายงานประจำปี ข่าวบริษัทในหนังสือพิมพ์กฏหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งติดตามข่าวสารสถานการณ์ต่างๆ

สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การนำข้อมูลที่อ่านและศึกษามาวิเคราะห์แนวโน้มะรกิจ อย่างหุ้นกลุ่มวัฏจักรที่ผลประกอบการและราคาขึ้นลงเป็นรอบๆเช่นกลุ่ม ปิโตรเคมี กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ๆลๆ นั้น ควรจะเข้าลงทุนเมื่อใด หรือการวิเคราะห์เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของธุรกิจกับสถานการณ์รอบตัวได้ เช่นเมื่อเกิดภาวะโลกร้อนบริษัทที่ขายเครื่องดื่มอละบริษัทขายแอร์ก็น่าจะ ได้รับประโยชน์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นทักษะที่ช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการลงทุนและเป็นผู้ ลงทุนที่ชนะตลาดได้เช่นกัน และถ้าคุณไม่พร้อม ที่จะศึกษาและติดตามข้อมูลต่างๆอย่างละเอียดและสม่ำเสมอ ขอแนะนำให้ลงทุนผ่านผู้จัดการกองทุนที่เป็นมืออาชีพ จะเหมาะกว่าค่ะ


จากหนังสือพิมพ์ "กรุงเทพธุรกิจ(วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553): เศรษฐกิจการเงิน (หน้า18): ก.ล.ต. คู่คิดนักลงทุน"

โดย จารุพรรณ อินทรรุ่ง
สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. email : info@sec.or.th

วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2556

คุณรู้ค่าของข้อมูลเพียงใด

คุณรู้ค่าของข้อมูลเพียงใด

Make Money, April 2010 p.78-79
ที่มา http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market_view.php?strquery=market283.htm
          ธุรกิจไม่ว่าใหญ่หรือเล็กก็ต้องบริหารด้วยข้อมูลจะใช้ ลางสังหรณ์การเสี่ยงเซียมซี หมอดู-หมอเดา หรือขึ้นอยู่กับ “ฟ้าลิขิต” คงไม่ได้
          ใคร ๆ ก็บอกว่าเราต้องรู้ข้อมูล นอกจากต้องมีทักษะเชี่ยวชาญในการงานที่เราทำแล้ว เรายังต้องมีอีกภาคหนึ่งของความรู้-ข้อมูล-วิชาการ แต่จะมีผู้บริหารจำนวนเท่าไหร่ที่ตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูล หรือตระหนักแต่ปากให้ตนมีภาพพจน์ดูดีเท่านั้น
เพื่อการตัดสินใจที่ไม่พลาด
          อย่างที่เขาว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” การมีข้อมูลที่ดี จะช่วยให้การติดสินใจไม่ผิดพลาด ทุกคนต้องหาข้อมูลถ้าเราเป็นเจ้าของโครงการแล้วไม่หาข้อมูล ตั้งราคาส่งเดช ก็คง “ประสบเภทภัยมากกว่าวาสนา”
          ข้อนี้ถึงแม้ใคร ๆ ก็รู้ ใคร ๆ ก็พูดให้ดูเท่ ๆ ได้ แต่ความจริงหลายคนก็ไม่ยอมจ่ายเพื่อการได้ข้อมูล ใช้ความจัดเจน คาดเดาส่วนตัว หรือตระหนี่ เข้าทำนอง “ฆ่าควายเสียดายเกลือ” เป็นต้น
          ที่ว่า “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” นั้นถือเป็นประโยคที่ไม่จริง เพราะถ้ามีความรู้จริง เอาตัวรอดแน่ แต่ที่ผ่าน ๆ มา เราไม่รู้จริง แต่แสร้งว่ารู้ ตัดสินใจไปตามการคาดเดา ทำโครงการโดยอาศัยลางสังหรณ์ จึง “เจ๊ง” ต่างหาก
จ่ายเพื่อข้อมูล
          ขอยกตัวอย่างที่ชัดเจนตัวอย่างหนึ่ง สมมติเราจะซื้อบ้านในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลสักหลังหนึ่ง ซึ่งศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ประเมินไว้ว่ามีค่าเป็นเงินหลังละ 3.0 ล้านบาท
          ถ้าเราในฐานะคนซื้อบ้าน เกิดซื้อผิดราคาไปสัก 10% ก็น่าเสียดายไหม เพราะนั่นหมายถึงเงิน 300,000 บาท
          สมมติว่าเรามีรายได้เดือนละ 100,000 บาท หรือวันละ 3,333 บาท หากเราเสียเวลาสัก 3 วันไปเดินสำรวจราคาให้แน่ชัด มันก็เสียเวลาและเงินของเราไปเพียง 10,000 บาทเท่านั้น หรือเพียง 10% ของรายได้ของเรา หรืออีกนัยหนึ่งเพียง 0.33% ของมูลค่าบ้านของเรา
          ถ้าเราเป็นคนซื้อ ซื้อเกินราคาไปเพียง 10% หรือ 300,000 บาท ก็น่าเสียดาย ยอมจ่ายเงินอีกเพียง 10,000 บาท ได้ข้อมูลที่ดี ก็เอาไว้ต่อรองกับคนขายได้แล้ว
          ถ้าเราเป็นคนขาย ขายต่ำกว่าราคาไปเพียง 10% ก็ขาดทุนไป 300,000 บาท ก็น่าเสียดายเช่นกัน ถ้าเรารู้จักไปประเมินบ้านให้ถ้วนถี่เสียก่อนด้วยเวลา 3 วัน 10,000 บาทของเรา เราก็ไม่ต้อง “เสียค่าโง่” เป็นต้น
          ที่สำคัญ เราอาจไม่ต้องไปเดินดุ่ม ๆ หาข้อมูลเอง จ้างบริษัทประเมินค่าทรัพย์สินดำเนินการก็ได้ บ้านราคา 3.0 ล้านบาท เสียค่าประเมินไม่เกิน 5,000 บาท ถูกกว่าไปเดินเองถึงครึ่งหนึ่ง
          ถ้าเราเป็นคน “ฆ่าควาย เสียดายเกลือ” เราก็จะเป็นคน “เสียน้อย เสียยาก เสียมาก เสียง่าย” ไปในที่สุด
ข้อมูลที่ดี.. มาจากการทำซ้ำ
          การไปหาข้อมูลเช่น ยอดขายในโครงการหนึ่งเพียงครั้งเดียวนั้น อาจผิดพลาดได้ ข้อมูลอาจไม่จริง แต่ถ้าเราไปซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ก็จะได้ความจริง บางทีอาจรู้ข้อมูลมากกว่าเจ้าของโครงการที่เป็นมือสมัครเล่น รู้มากกว่าหัวหน้าเซลล์ ที่ไม่ค่อยเข้าไซต์งาน หรือมากกว่าพนักงานขายที่เพิ่งเข้าใหม่เสียอีก
          การได้ความจริงนั้น จึงไม่ใช่การประกอบอาชญากรรม เช่น ไปพ่วงแฟกซ์ ไปเจาะเว็บไซต์คู่แข่ง หรือส่งสายลับไปหาข้อมูลที่ไม่เปิดเผยเราเพียงต้องการข้อมูลในระดับที่ผู้ ซื้อบ้านพึงมีสิทธิรู้เท่านั้น แล้วนำข้อมูลมาประมวลเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ที่ถูกต้องประกอบการตัดสินใจ ที่สอดคล้องกับความเป็นจริง
เหนือข้อมูลคือการวินิจฉัย
          ถ้าเรามีข้อมูลแล้ว ยังตัดสินใจไม่ได้ เราต้องมีสมมติฐานไว้ก่อนเลยว่า เรายังมีข้อมูลไม่เพียงพอ ยังพิสูจน์ทราบอะไรบางอย่างไม่ชัดเจน เพราะสัจธรรมก็คือถ้ามีข้อมูลที่ดีและเพียงพอแล้วเราใช้ตัดสินใจได้แน่นอน
          ดังนั้นในระหว่างขั้นตอนการหาข้อมูลจนถึงจะนำไปใช้นั้น เราต้อง “วินิจฉัย” ข้อมูลเสียก่อนดูว่าข้อมูลไหนจริงหรือเท็จ ข้อมูลไหนยังขาดหรือเกินบ้าง
          วงจรแห่งความสำเร็จจึงเริ่มต้นที่ข้อมูลและจบลงที่การประเมินผลตามหลักวิชาที่ว่าด้วย
          ขั้นที่ 1 การหาข้อมูล
          ขั้นที่ 2 การกลั่นกรอง วินิจฉัยข้อมูล ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมก็ต้องคัดออก
          ขั้นที่ 3 การวิเคราะห์ ซึ่งก็คือการเอาข้อมูลที่กลั่นกรองแล้วมาใช้
          ขั้นที่ 4 การดำเนินการ เช่น ตัดสินใจซื้อบ้าน ลงทุนพัฒนาที่ดิน ฯลฯ
          ขั้นที่ 5 การติดตามผล เพื่อดูว่าเราวิเคราะห์ถูกไหม ต้องเพิ่มเติมอะไรไหม และ
          ขั้นที่ 6 การประเมินผลทั้งกระบวนการ และนำไปสู่ขั้นตอนที่ 1 ในอีกรอบต่อไป
ข้อมูลแสดงความมีอารยธรรม
          ถ้าหากทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูล ตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็จะมีวุฒิภาวะมากขึ้น โดย:
          1. นักพัฒนาที่ดินก็ลงทุนศึกษาตลาดจริง เพื่อสร้างบ้านให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค
          2. ผู้บริโภคก็รู้จักใช้ข้อมูลลงทุนประเมินค่าทรัพย์สินที่จะซื้อออกแรงสำรวจ โครงการต่างๆ ให้ได้ข้อมูลเพียงพอก่อนการตัดสินใจซื้อ
          3. สถาบันการเงิน ก็ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจปล่อยสินเชื่อมากกว่าใช้ “เส้นสาย” หรือ “ใต้โต๊ะ และ
          4. หน่วยราชการก็ใช้ข้อมูลเพื่อการเตือนภัยทางเศรษฐกิจและกำหนดมาตรการที่เหมาะสมทันการณ์
          การลงทุนจัดทำข้อมูลและใช้ข้อมูลอย่างเหมาะสมนี้ จึงเป็นการแสดงออกซึ่งความมีอารยะธรรมที่เพียงพอในสังคม ที่การตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ นั้น ไม่ได้ใช้เฉพาะความเชื่อในตนเองหรือความเชื่อทางไสยศาสตร์เท่านั้น
          ความมีอารยะยังแสดงออกจากความโปร่งใสของการเปิดเผยและใช้ข้อมูล ต่าง ๆ อย่างเพียงพอด้วย นอกจากนี้ยังรวมถึงการมีธรรมาภิบาลที่ดีในการบริหารและการจัดการยุคใหม่มี ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่ง และถึงแม้ไม่ใช่อันดับหนึ่งแต่ก็เป็นอันดับแรก

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556

ทฤษฎีการแกะรอย บันทึกจาก ฟิลลิป ฟิชเชอร์ ถึง วอร์เรน บัฟเฟตต์

ทฤษฎีการแกะรอย บันทึกจาก ฟิลลิป ฟิชเชอร์ ถึง วอร์เรน บัฟเฟตต์


ที่มา http://www.thaivi.org/%E0%B8%9

Filed under บทความ
“อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียวแต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล” ผมขอเริ่มต้นบทความผมด้วยสุภาษิตไทยบทนี้ กับภาวะของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน ภาวะตลาดหุ้นไทยในกระแสวีไอ นักลงทุนรุ่นใหม่มาแรงครับ คนเล่นหุ้นหน้าใหม่เมื่อเริ่มเล่นหุ้นก็อยากเป็นวีไอ ไว ไว เสือเฒ่าเก๋าเกมส์ก็สวมวิญญาณวีไอ กันก็มี นักเก็งกำไรปล่อยข่าวก็แอบใส่หน้ากากวีไอ ก็ไม่ใช่น้อย เม่าน้อยกับคำถามว่า พี่ NB ครับ เราควรใช้ พีบี พีอี พีเอสอาร์ พีโน่น พีนี่ พีนั่น มาวิเคราะห์ดีมั๊ยครับ? จะใช้ตัวอะไรก่อน อะไรมากดี น้อยดีมั๊ย จะใช้สัมพันธ์กันอย่างไร จะยังไงดีครับพี่?

 พี่ครับ พี่ครับ! สัปดาห์ที่แล้วผมวิเคราะห์ได้หุ้นมาตัวนึง พีอี ต่ำผมเลยซื้อไว้ใส่พอร์ต สัปดาห์นี้ได้หุ้นใหม่มาอีกตัวครับพี่ แหมตัวนี้พีอีต่ำกว่าเดิมอีก ผมเลยรีบขายตัวเดิมเลยครับพี่มาใส่ตัวใหม่แบบนี้ผมเป็นวีไอแล้วใช่มั๊ยครับ พี่ แล้ว พีบี, พีอีจี แล้วเอ่อ พีอาร์อาร์ พีเอสอาร์ แล้วต้องดูประกอบกันยังไงครับพี่ แหม ผมใจร้อนอยากเป็นวีไอเร็ว ๆ อยากรวยเร็ว ๆ

 เอ่อ น้องครับใจเย็น ทั้งนี้เมื่อประเทศของเรามีเศรษฐกิจดีขึ้น ตลาดหุ้นมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดหุ้นมากขึ้น นักลงทุนแนววีไอ ก็มากขึ้น ทฤษฎีวีไอ โดนตีความกันไปหลากหลาย ทั้งเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ แล้วนักเก็งกำไรหายไปไหนครับ? นักเก็งกำไรหายไปจากตลาดหุ้นแล้ว หรือ ไม่เชิงหรอกครับ นักเล่นม้าเมื่อสนามม้าเปิดพวกเค้าก็พร้อมจะมาเจอกัน นักเล่นหุ้นก็เช่น เดียวกัน วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยเปรียบเปรยไว้ว่า

 นักแทงม้านั้นแยกออกเป็นสองกลุ่ม ความเร็วและสายพันธ์ นักเล่นที่พนันบนความเร็วต้องการตัวเลขในการวิเคราะห์ เค้าจะจดจ่อกับทุกอนูของตัวเลขเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายความเร็วสูงสุดที่ม้า ตัวนั้นจะทำได้ในการแข่งขัน บนเงื่อนไขของพื้นสนาม น้ำหนักที่ม้าต้องแบก ฯลฯ ส่วนนักพนันที่เล่นบนสายพันธ์ม้านั้นแทบจะไม่สนใจตัวเลขเลย กลับดูหมิ่นด้วยซ้ำ เค้ามักจะกล่าวซ้ำ ๆ ว่า “สิ่งที่ผมต้องการรู้ก็คือสายพันธ์ม้าและคู่แข่งในอดีตของมันเท่านั้น เอง”

 น่าแปลกที่หลักการทั้งสองสิ่งนี้มีเช่นเดียวกันในโลกแห่งการลงทุน เช่น เดียวกันเราก็มีนักลงทุนที่มุ่งเน้นในเชิงตัวเลข และมุ่งเน้นในเชิงคุณภาพ ของธุรกิจ เฉกเช่นปรัชญาการลงทุนของ ฟิลลิป ฟิชเชอร์
 นักวิเคราะห์ตัวเลขกล่าวว่า “ซื้อหุ้นราคาถูกและวัดผลงานของมันด้วยดัชนีต่าง ๆ เช่น พีอี พีบี ยิลด์ ฯลฯ”

 ส่วนนักวิเคราะห์เชิงคุณภาพกล่าวว่า “ซื้อหุ้นในกิจการที่ดีที่ สุด, ประกอบด้วยผู้บริหารที่เก่งที่สุด และก็ไม่ต้องไปกังวลกับตัวเลขต่าง ๆ”

 น่ามีความสุขครับ, ทาง ไปสวรรค์มีหลายทาง ทักษะและมุมมองของผู้มีประสบการณ์นำทางไปสู่ความสำเร็จ วอร์เรนโชคดีครับที่ได้ผู้ชี้ทางผู้ยิ่งใหญ่ที่นำพาเค้าไปสู่ผลสำเร็จมหาศาล อันเนื่องมาจากการชี้นำของฟิชเชอร์ หลังจากอ่านหนังสือของ ฟิล ฟิชเชอร์ Common Stocks and Uncommon Profits และอีกเล่ม Paths to Wealth Through Common Stocks ในช่วงต้นปี 1960 วอร์เรนก็ตั้งใจจะเข้าไปพบ ฟิล ฟิชเชอร์ ให้ได้

 เมื่อ วอร์เรนพบเค้าครั้งแรก เค้าค้นพบว่า ฟิล มีความละม้ายคล้ายกับอาจารย์เบน แกรม อย่างมาก ฟิชเชอร์เป็นคนถ่อมตัว ใจกว้าง และก็เชี่ยวชาญในการสอนคน วอร์เรนเรียนรู้เรื่องทฤษฎีการแกะรอย (Scuttlebutt) มาจากจุดนี้

 ”เราต้องออกไปเสาะหาข้อเท็จจริงของธุรกิจ จากการสืบค้น พูดคุยกับแหล่งข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น คู่แข่ง, ซัพพลายเออร์, ลูกค้า เพื่อที่จะสืบเสาะดูว่าการดำเนินงานของบริษัท แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร?”
 ความเข้าใจอันละเอียดถี่ถ้วนซึ่ง ฟิล ฟิชเชอร์ สอนให้วอร์เรนประกอบกับการวิเคราะห์เชิงปริมาณที่ เค้าเรียนรู้มาจาก อาจารย์เบน ช่วยให้ยึดมั่นในเส้นทางแห่งการลงทุนด้วยสติปัญญา และนั่นเป็นเส้นทางแห่งความสำเร็จของนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่คนนี้

 “ลงทุนด้วยสติปัญญา” คำ ๆ นี้เป็นคำสำคัญ เมื่อวอร์เรน บัฟเฟตต์เลือกบริษัทลงทุนเค้าให้น้ำหนักกับตัวเลขหรือคุณภาพ กิจการมากกว่า กัน วอร์เรนพูดไว้ละเอียดครับเมื่อครั้งเค้าไปบรรยายที่ University of Florida Business School ช่วงวันที่ 15 ตุลาคม 2540

 “อย่า! ซื้อเพียงเพราะตัวเลขมันบอกคุณให้ซื้อ” ถึงแม้ตัวเลขมันจะบอกคุณ ให้ซื้อและคุณซื้อมามันก็ยังไม่นับว่าเป็นการลงทุนที่ดี จงซื้อเพราะคุณมั่นใจในสินค้า ผลิตภัณฑ์ของเค้า ไม่ใช่เพียงเพราะมันถูก ครั้งหนึ่งวอร์เรนก็เคยซื้อบริษัททำกังหันลม (windmill) เป็นการลงทุนแบบก้น บุหรี่ เค้าซื้อมันมาราคาถูกมากในราคาเพียงหนึ่งในสามของเงินทุนหมุน เวียน และแน่นอนมันทำกำไร แต่มันก็แค่ครั้งเดียวและมันไม่เกิดขึ้นอีก มันไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ ชีวิ ตวอร์เรน บัฟเฟตต์ผ่านเรื่องพวกนี้มาหมดแล้วบริษัทรถรางเค้าก็ซื้อมาแล้ว

 กลับกันในเชิงคุณภาพ วอร์เรนแทบจะสามารถตีแตกเกือบทุกครั้งแค่เพียงแค่พูดคุยโทรศัพท์เพียงห้านาที หรือสิบนาที !

 “But if you don’t know enough to know about the business instantly, you won’t know enough in a month or in two months.”

 ถ้ามันเป็นธุรกิจที่ยากเย็น ฟังคำอธิบายสั้น ๆ แล้วคุณไม่เข้าใจ ต่อให้คุณใช้เวลาอีกเดือนหรือสองเดือนคุณก็ไม่เข้าใจมันอยู่ดี คุณต้องมอง ตัวเองให้ออกว่าสิ่งใดเรารู้สิ่งใดเราไม่รู้ สิ่งใดเราเข้าใจสิ่งใดเราไม่เข้าใจ นั่นคือหัวใจสำคัญของการลงทุน แต่กว่า วอร์เรน จะมาถึงจุดนี้ได้มันไม่ใช่ง่าย

 “ลงทุนภายใต้ขอบเขตความรู้ของตนเอง” มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะรู้มากรู้น้อยเป็นพหูสูตรมาจากไหน คุณไม่จำเป็นต้องเป็นวอร์เรน บัฟเฟตต์คนที่สอง คุณไม่ต้องเป็น ดร.นิเวศน์ คนที่สอง มันไม่สำคัญ มันสำคัญที่ว่าสิ่งใดที่คุณไม่รู้ไม่เข้าคุณอย่าไปยุ่ง ไม่จำเป็นต้องรู้จักหุ้นหมดทุกตัวในตลาดสมมติคุณรู้แค่ 30 ตัวในตลาดรู้แบบรู้จริงนะ คุณก็โอเคแล้วครับ เมื่อคุณรู้จักธุรกิจนั้น ๆ เป็นอย่างดีคุณก็ใช้เวลาในการทำความเข้าใจน้อยลง จุดนี้ทำให้ผมนึกไปถึงสุภาษิตไทยที่ว่า “อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียวแต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล” แต่กว่าเราจะ “รู้กระจ่าง” ในธุรกิจนั้น ๆ เราต้องทำอย่างไร วอร์เรน เองเค้าก็ไม่ได้เก่งมาแต่เกิดหรือเริ่มลงทุน เค้าทำอย่างไร?

 วอร์เรนทำงานหนักอย่างมากเพื่อให้รู้ลึกในบริษัทที่เค้าลงทุนและเค้าใช้ Scuttlebutt Approach  หรือทฤษฎีการแกะรอยครับ

 I would go out and talk to customers, suppliers, and maybe ex-employees in some cases. Everybody. Everytime I was interested in an industry, say it was coal, I would go around and see every coal company.

 วอร์เรนจะไปพูดคุยกับลูกค้าของบริษัท ซัพพลายเออร์ของบริษัท และพนักงานเก่า คือ ทุกคน ทุกที่ นั่นหล่ะครับ ถ้าเค้าสนใจในธุรกิจเหมืองเค้าก็จะไปดูบริษัทเหมืองทุกๆ ที่ เค้าจะไปคุยกับซีอีโอว่า “ถ้าคุณจะซื้อสต๊อกของบริษัทเหมืองบริษัทอื่นที่ไม่ใช่คุณ คุณคิดว่าใครน่าสนใจ?” ทำไมครับ? คุณเก็บข้อมูลเหล่านี้ รวบรวมข้อมูลเหล่านี้ทีละนิดทีละน้อย และคุณก็จะได้เรียนรู้เติมเต็มภาพของธุรกิจจนคุณเกิดความรู้ความเข้าใจขึ้น มา

 แล้วคู่แข่งล่ะ ถ้าคุณมีปืนอยู่ในมือและคุณยิงใครทิ้งก็ได้โดยไม่ผิดกฎหมายคุณอยากซัดใคร? ทำไม? ลองถามซีอีโอ ด้วยประโยคเหล่านี้และคุณจะได้รับคำตอบที่เต็มไปด้วยความลึกซึ้งของคนที่ อยู่ในธุรกิจจริง ๆ เชื่อผมเถอะความรู้จะติดตัวเราไปจนวันตาย เมื่อเราเรียนรู้สิ่งใดแล้วสิ่งนั้นก็จะเป็นองค์ความรู้ให้เราต่อยอดไปได้ เรื่อย ๆ นั่นทำให้คุณได้เรียนรู้ รู้ลึก รู้จริง “รู้กระจ่าง”

 น้องไวไว อยากเป็นวีไอ ซื้อปั๊บขึ้นปุ๊บกำไรเลยเดือนหน้า หรืออีกสองเดือน ค่อยหาตัวใหม่ให้พีอีต่ำ ๆ ไว้ ผมคิดว่านั่นยังไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องสักเท่าไรครับ นักลงทุนรุ่นใหม่ควรใช้เวลาให้ลึกกับธุรกิจ อ่านรายงานประจำปี 56-1 ฟัง Oppday ประชุมผู้ถือหุ้น คุยกับ IR หาข้อมูลจากเน็ต จากการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เปรียบเทียบงบการเงินของลูกค้า คู่แข่ง หลาย ๆ บริษัท ถามตัวเองว่าทำไม เค้ากำไรมากกว่า ทำไมคู่แข่งมาร์เก็ตแชร์มากกว่า ผู้บริหารให้สัมภาษณ์อะไรไว้บ้าง นั่นเป็นเส้นทางวีไอที่ถูกต้อง และจะทำให้พวกเราประสบความสำเร็จบนเส้นทางนี้ได้ยั่งยืนกว่าครับ