ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลงทุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลงทุน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เหตุการณ์ที่สร้างราคาหุ้น : วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล


เหตุการณ์ที่สร้างราคาหุ้น : วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล

เหตุการณ์ที่สร้างราคาหุ้น : วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล
Posted by admin in Valuation on ก.ค. 24th, 2011 | no responses

 ที่มาhttp://puktiwit.wordpress.com/
นักลงทุนทุกคนต่างต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าปกติ (Abnormal Returns) จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหมั่นศึกษาถึงงบการเงิน งบกระแสเงินสด ภาวะอุตสาหกรรม ความคิดของนักลงทุนสถาบันของหุ้นตัวนั้น เพื่อหาปัจจัยบวก (Drivers) ในการผลักดันราคาหุ้นว่าจะปรับตัวขึ้นเมื่อไรและอย่างไร

Drivers ต่างๆเหล่านี้ จะมาพร้อมกับการปรับมุมมองของการลงทุนให้ดีขึ้น (Upgrade) นำไปสู่การเปลี่ยนคำแนะนำในที่สุด เช่น จากคำแนะนำเดิมจาก “ถือ” (Hold) เป็น “ซื้อ” (Buy) หรือจาก “ซื้อ” เป็น “ซื้ออย่างเต็มที่” (Strong Buy) แต่ Drivers ต่างๆเหล่านี้ จะต้องเป็นสิ่งที่ตลาดไม่ได้คาดหมาย

ถ้านักลงทุนสามารถคาดการณ์เหตุการณ์เหล่านี้ได้อย่างแม่นยำ นักลงทุนท่านนั้นก็สามารถมีผลตอบแทนสูงกว่าปกติได้ (Buy before market expectations) เนื่องจากในตอนที่หุ้นตัวนั้นราคาถูกๆ นักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่มีหุ้นนั้นในพอร์ต จะเป็นสภาพ Under-owned Stocks เมื่อมีข่าวดีแบบไม่ได้คาดหมาย (Unexpected Good News) นักลงทุนจะรุมซื้อ และทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นในที่สุด

ในทางกลับกัน ถ้านักลงทุนได้คาดการณ์เหตุการณ์นั้นแล้ว ซื้อหุ้นเข้าพอร์ตแล้ว หุ้นตัวนั้นจะกลายเป็น สภาพ “Over-owned” คือสภาพที่ทุกคนมีหุ้นตัวนั้นอยู่ในพอร์ต เมื่อข่าวดีออกมา จะถูกเทขายทำกำไรทันที กลายเป็นสภาพ Buy on expectations and sell on facts

ผมได้รวบรวมเหตุการณ์ 13 เหตุการณ์ (จริงๆมีมากกว่านี้มาก) ที่จะเป็นตัวผลักดัน หรือทำให้หุ้นมีโอกาสปรับตัวขึ้นในขณะที่ราคายังต่ำอยู่

กรณีที่ 1 : ผลการดำเนินงาน “มากกว่า” คาดหมาย (Results beat market expectations) เช่น หุ้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีตัวหนึ่ง นักวิเคราะห์และนักลงทุนได้คาดการณ์ว่า ผลกำไรในไตรมาส 1 ของปี 2548 ได้กำไรกว่า 2,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 250 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกันกับไตรมาสเดียวกันนี้แล้ว ซึ่งเป็นผลการเติบโตของกำไรอย่างมหาศาล แต่เมื่อบริษัทได้ประกาศผลการดำเนินงานแล้ว ก็เป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาด

แต่ราคาหุ้นตัวนั้นกลับถูกแรงเทขายทำกำไร แสดงว่าการคาดการณ์ผลการประกอบการที่ดีนั้นได้ถูกคาดการณ์และนักลงทุนได้ ซื้อหุ้น (Build Position) ไว้แล้ว นักลงทุนกลับมุ่งความสนใจไปในผลการดำเนินงานในไตรมาสถัดไปทันที (Forward Expectation) แต่ในทางกลับกัน ถ้าผลกำไรของบริษัทได้เพิ่มเป็น 4,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้มาก หุ้นบริษัทปิโตรเคมีตัวนั้นจะตอบสนองในทางบวกทันที เนื่องจากบรรดานักวิเคราะห์ จะพากันพาเหรดกันปรับผลกำไรขึ้นทันที (Upgrade and Re-rate)

กรณีที่ 2 : งบกระแสเงินสดจากการดำเนินงานหลังหักงบลงทุน (Free Cash Flow) เป็นบวกในไตรมาสแรกหลังจากติดลบมานาน ผมได้ศึกษาเรื่องนี้มา 15 บริษัท พบสิ่งที่น่าสนใจว่า บริษัทใดก็ตามที่มี Free Cash Flow หรืองบกระแสเงินสดจากการดำเนินงานหลังหักงบลงทุนเป็นบวกในไตรมาสแรก หลังจากติดลบมาหลายๆ ปี ราคาหุ้นตัวนั้นจะมีการตอบสนองเป็นบวก และบวกมากๆด้วย

การที่ Free Cash Flow เป็นบวก สะท้อนให้เห็นถึงธุรกิจกำลังฟื้นตัว (Turn Around) เนื่องจากบริษัทได้ผ่านขั้นตอนการลงทุนไปแล้ว และพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวดอกผลจากการลงทุนนั้น กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่เหลือจากการลงทุน สามารถคืนหนี้ได้เร็วขึ้น และจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นเร็วขึ้น แต่ถ้า Free Cash Flow ยังคง “ติดลบ” หมายความว่า บริษัทต้องกู้เงินเพิ่ม หรืออาจต้องรบกวนกระเป๋าเงินผู้ถือหุ้นเพิ่มโดยการเพิ่มทุน

เช่นในปี 2546 Free Cash Flow ของ บมจ.สามารถ คอร์ปอเรชั่น (SAMART) เป็นบวกครั้งแรกในไตรมาส 3 ในรอบหลายปี ประกอบกับบริษัทได้ประสบความสำเร็จ ในการปรับโครงสร้างหนี้ด้วย หนี้ได้ลดลงอย่างมหาศาลในปีนั้น ทำให้ราคาหุ้นของ SAMART ได้ทะยานขึ้นราว 4-5 เท่า ในระยะ เวลา 1 ปี
กรณีที่ 3 : การเปลี่ยนแปลงภาวะอุตสาหกรรม หุ้นจะเป็นไปตามวัฏจักรของอุปสงค์และอุปทาน (Demand and Supply) ซึ่งจะมีผลต่ออำนาจการต่อรอง (Pricing Power) ของผู้ซื้อและผู้ขาย และกระทบต่อกำไร (Margins) ของผู้ขาย

เช่นเมื่อปี 2539 ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ในประเทศไทย มีจำนวนผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Property Development) จำนวนมากกว่า 2,000 ราย แต่เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ จำนวนผู้ประกอบการกลับลดลงเหลือแค่ 100-200 ราย ในขณะที่ความต้องการบ้านถึงแม้จะลดลงแต่การลดลงยังน้อยกว่าจำนวนผู้ประกอบ การ ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่เหลืออยู่ ซึ่งแน่นอนต้องเป็นผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่อยู่รอด สามารถกำหนดราคาขายได้

ในช่วงปี 2542-2547 เป็นยุคทองของผู้แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ เช่น บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) ในกรณีที่ผู้ขายรายอื่นล้มหายตายไป หรืออยู่ในระหว่างปรับโครงสร้างหนี้ LH กลับสามารถทำกำไรขั้นต้น (Gross Margins) โตถึง 40-45 เปอร์เซ็นต์ แทบจะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของวงการสังหาริมทรัพย์

ลักษณะวัฏจักรอุตสาหกรรมแบบนี้เรียกว่า “Oligopoly Business” (อุตสาหกรรมที่มีผู้ประกอบการน้อยราย แต่ผู้ประกอบการสามารถตั้งราคาขายที่มีกำไรสูงได้) ซึ่งอำนาจในการกำหนดราคา (Pricing Power) จะอยู่ที่ผู้ขาย หุ้นของบริษัทในอุตสาหกรรมจะปรับตัวขึ้นอย่างมาก เช่น ราคาหุ้น LH ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 20 บาท (Par 10 บาท) มาเป็น 14 บาท (Par 1 บาท) เนื่องจากกำไรจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เมื่อไรก็ตามที่กำไรมากก็ต้องดึงดูดจำนวนผู้ประกอบการเข้ามามากขึ้น รวมทั้งผู้ประกอบการรายเก่าที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้สินมา มีการลดเงินต้นและลดดอกเบี้ยมากมาย ทำให้ต้นทุนของบริษัทเหล่านี้ถูกลง

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีผู้ประกอบการหน้าใหม่และหน้าเก่าเกิดขึ้นแทบจะทุกวันในปี 2546 ถึง 2547 วัฏจักรอุตสาหกรรมเปลี่ยนทันทีจาก Oligopoly เป็นการแข่งขันกันอย่างค่อนข้างดุเดือด (Perfect Competition) ราคาหุ้นของบริษัทในกลุ่มนี้ก็ลดลงอย่างรวดเร็ว

เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมัน โรงกลั่นโรงสุดท้ายที่สร้างขึ้นในประเทศไทย ซึ่งสร้างเมื่อปี 2538-2539 จากนั้นเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ โรงกลั่นไม่ว่าจะดีอย่างไรก็ขาดทุนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น บมจ.ไทยออยล์ (THAI OIL), บมจ.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (STAR Refinery) เนื่องจากหนี้เพิ่มขึ้นและความต้องการลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นอุตสาหกรรมที่นักลงทุนหลบเลี่ยงในช่วงนั้น ราคาหนี้ของโรงกลั่นเหล่านี้ถูกเทขายในราคา 25 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าตลาด (ราคาได้ตกต่ำกว่าราคาหนี้มาก) จากนั้นใช้เวลาประมาณเกือบ 8-9 ปี ทำให้กลุ่มโรงกลั่นถึงมีกำไรมากๆถึงปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท ธนาคารที่ซื้อหนี้ของไทยออยล์ ที่ราคา 25-30 เปอร์เซ็นต์ ของราคาหน้าตั๋ว แล้วแปลงหนี้เป็นทุนสามารถทำกำไรมหาศาล

กรณีที่ 4 : การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์หรือแก้ไขสัญญาสัมปทาน เช่น ในกรณี บมจ.ไอทีวี (ITV) เมื่อปี 2547 ที่ได้รับการลดค่าสัมปทานจากที่ต้องจ่ายปีละกว่า 1,000 ล้านบาท มาเป็นจ่ายปีละ 200-300 ล้านบาท หรือการที่บริษัทยูบีซี (UBC) สามารถมีโฆษณาในเคเบิลทีวีได้ ตลอดจนการแก้ไขส่วนแบ่งรายได้ของบริษัท โทรคมนาคมต่างๆ ซึ่งการแก้ไขเหล่านี้ ค่าต้นทุนและการแบ่งรายได้กับภาครัฐลดลง ผลกำไรของบริษัทนั้นเพิ่มขึ้น แต่ถ้ามีการกลับคืนของสัญญาสัมปทาน ราคาหุ้นก็พร้อมจะปรับตัวลงทันที
กรณีที่ 5 : การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นรายใหม่หรือเป็นมืออาชีพ (Strategic Partner) เช่น ในกรณีที่ บมจ.แมกเนคคอมพ์ พรีซิชั่น (Magnecomp) เข้าซื้อกิจการ บมจ.เค อาร์ พรีซิชั่น (KRP) เมื่อปลายปี 2547 ในอดีต KRP ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์แขนจับหัวอ่าน ในอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ขาดทุนมาตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมา และต้องมีการเพิ่มทุนอยู่เสมอ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และ KRP ไม่สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้

เมื่อแมกเนคคอมพ์ซึ่งเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญทางด้านนี้เข้าซื้อกิจการของ KRP โดยการออกหุ้น ทำการแลกหุ้น (swap) และเอาโรงงานของแมกเนคคอมพ์ในสิงคโปร์มา ภายในไตรมาสแรกหลังเข้าซื้อกิจการ บริษัท KRP และแมกเนคคอมพ์มีผลการประกอบการที่ดีขึ้น นอกจากนี้ราคาที่แลกหุ้นกัน ทำให้เกิดค่าความนิยม (Good Will) น้อยมาก ทำให้บริษัทแมกเนคคอมพ์ไม่ต้องมีการคิดค่าใช้จ่ายทางด้านความนิยมด้วย หรือในกรณี บมจ.อุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย (TPI) ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) ซึ่งบมจ. ปตท. (PTT) และ “พันธมิตร” ได้เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนในราคาหุ้นละ 3.30 บาท นักลงทุนก็มีความเชื่อว่า หลังจากที่ บมจ.ปตท เข้ามาบริหารงานใน IRPC อาจจะทำให้มูลค่าหุ้นของ IRPC เพิ่มขึ้นกว่ามูลค่าทางบัญชีได้

กรณีที่ 6 : หุ้นที่ได้รับความสนใจภายใต้สภาพเศรษฐกิจภาวะใดภาวะหนึ่ง ในปกติสภาวะเศรษฐกิจจะมีทั้งเงินเฟ้อและเงินฝืด ในสภาวะใดสภาวะหนึ่งของเศรษฐกิจ อาจก่อให้เกิดกระแสเกี่ยวกับการลงทุน (Investment Theme) เกิดขึ้น

เช่น ในภาวะเงินฝืด (Deflation) ซึ่งเป็นสภาวะที่ปริมาณสินค้ามีมากกว่าความต้องการ (Over Capacity) ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขยายตัวลดลง กำลังซื้อหดอย่างฉับพลัน ผู้บริโภคชะลอการซื้อ ทำให้สินค้าหลายอย่างขายไม่ได้ กระแสการลงทุนในช่วงนี้จะเน้นไปสู่หุ้นกลุ่มที่มีอำนาจผูกขาด (Monopoly) หรือมีอำนาจเหนือผู้บริโภค เช่น หุ้นกลุ่มพลังงาน ผู้บริโภคจำเป็นต้องใช้พลังงาน ทำให้หุ้นกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่บางบริษัทมีอำนาจในการผูกขาดหรือเกือบผูกขาด เป็นระยะเวลานาน อำนาจกึ่งผูกขาดนี้อาจมาจากสิทธิมอบให้จากภาครัฐ หรือความที่บริษัทนั้นมีส่วนแบ่งตลาดมหาศาลจนสามารถกำหนดราคาได้ หรือเป็นบริษัทที่กระแสเงินสดแข็งแกร่ง จนกระทั่งการขยายตลาดในอนาคตนำไปสู่การผูกขาดในระยะยาว (Life-long Monopoly) เงินจะไหลไปสู่การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้และจะทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ

กรณีที่ 7 : การเป็นบริษัทหายาก (Scarcity) โดยลักษณะผลิตภัณฑ์หรือรายได้ของบริษัทเหล่านี้ต้องไม่เหมือนใครในท้องตลาด (มี Unique and Scarcity) จะมีอุปสงค์ (Demand) สูงทำให้นักลงทุนยินดีที่จะจ่ายราคาแพง (Premiums) เพื่อซื้อหุ้นกลุ่มนี้

P/E Ratio ของหุ้นกลุ่มนี้จะไม่ต่ำ และจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ตราบเท่าที่นักลงทุนให้ Premium กับหุ้นกลุ่มนี้ เช่น หุ้นในกลุ่มพลังงานตัวหนึ่ง ทำพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งสามารถซื้อขายที่ PE สูงถึง 20-30 เท่าได้ ตราบเท่าที่บริษัทจะมีผลกำไรเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ถ้าผลกำไรเติบโตลดลง หุ้นก็มีโอกาสปรับตัวลงได้อย่างมาก

กรณีที่ 8 : หุ้นที่ได้ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้และธุรกิจ จนสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์จากการล้มละลาย (Bankruptcy and Distress) จะสังเกตได้ว่าก่อนวิกฤติทางการเงินปี 2540 บริษัทจดทะเบียนหลายแห่งได้ลงทุนในธุรกิจต่างๆ นอกเหนือจากธุรกิจที่ตัวเองทำและถนัดอยู่ โดยมีความคิดว่าการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ (Diversified) ถือว่าเป็นบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ไกล (High Vision) และสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นได้ โดยที่ตัวเองไม่มีความชำนาญ

การลงทุนส่วนใหญ่จะเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อยเป็นผู้ถือร่วมในลักษณะการร่วม ทุน (Joint Ventures) ในอัตราส่วน 20-25 เปอร์เซ็นต์ โดยหวังจะได้ผลกำไร (Equity Accounting) มาช่วยผลกำไรบริษัทแม่ โดยมิได้สนใจว่าบริษัทร่วมทุนนั้นจะมีเงินปันผลหรือไม่ เพื่อต้องการให้กำไรต่อหุ้นของบริษัทแม่ดูดี เพื่อจะได้ P/E ที่ต่ำ หรืออาจจะจัดตั้งในรูปแบบบริษัท Holding Company ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งในขณะนี้ใช้โครงสร้างแบบนี้ เพื่อกระจายความเสี่ยงของรายได้

บริษัทก่อสร้างใหญ่ๆ ก็มักทำโครงสร้างแบบร่วมทุนโครงการต่างๆเพื่อการประมูลงาน หรือเข้าไปถือในบริษัทซัพพลายเออร์ โดยเงินลงทุนส่วนใหญ่มักเป็นเงินกู้ เมื่อเศรษฐกิจถดถอย กระแสเงินสดในบริษัทร่วมทุนเหล่านี้ไม่สามารถที่จะชำระดอกเบี้ยเงินกู้ของ บริษัทแม่ที่ยืมมาร่วมทุนได้ ทำให้ต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้ มีการลดเงินต้นและลดดอกเบี้ย (Hair cut) ทำให้มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นเพิ่มสูงขึ้น และมีการขายทรัพย์สินที่ไม่ใช่สินทรัพย์หลัก (Non-core Assets) เช่น บริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่ที่สุดของไทย ซึ่งแน่นอนว่าราคาหุ้นของบริษัทนั้นจะทรุดหนัก แต่นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูงเป็นพิเศษ ต้องหาจังหวะลงทุนในช่วง “ราคาที่ถูกทุบลงมา” (Distress) โดยที่เราต้องศึกษาและมั่นใจว่า บริษัทนั้นต้องไม่ถูก “ลดทุน” หรือถูก Written off ในส่วนของทุนจดทะเบียนจนหมด ผมเคยแนะนำให้ “เฮดจ์ฟันด์” ลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ ผลตอบแทน 14 เท่า ในรอบ 2 ปี

กรณีที่ 9 : การนำบริษัทลูก (Subsidiary) หรือบริษัทร่วม (Associates) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าให้บริษัทแม่ เพราะบริษัทแม่สามารถมี “กำไรที่ยังไม่รับรู้” (Unrealized Gains) เนื่องจากเป็นมูลค่าซ่อนเร้น ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ของบริษัทแม่เพิ่มขึ้น ถ้ามูลค่าของบริษัทลูกหรือบริษัทร่วมอยู่ในงบดุลของบริษัทแม่ มูลค่าเหล่านั้นจะถูกบันทึกเป็นมูลค่าทางบัญชีเท่านั้น แต่ถ้าบริษัทลูกและบริษัทร่วมนั้นถูกจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มูลค่านั้นจะเป็น “มูลค่าตลาดทันที” (Market value) ซึ่งโดยเฉลี่ยจะมีมูลค่าประมาณ 2-3 เท่าของมูลค่าทางบัญชี

บริษัทจดทะเบียนหลายบริษัทที่ได้ใช้กลยุทธ์ดังกล่าว เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถค้นหาได้ว่า บริษัทไหนมีมูลค่าซ่อนเร้นอยู่โดยการเปลี่ยนจากมูลค่าทางบัญชีเป็นมูลค่า ตลาด เราก็ลงทุนหุ้นตัวนั้นล่วงหน้าก่อน ก่อนที่คนทั่วไปจะค้นพบ

กรณีที่ 10 : บริษัทที่มีโครงสร้างทางการเงินหรือธุรกิจที่เอื้อประโยชน์ต่อการควบรวม กิจการ (Merger and Acquisitions) การควบรวมกิจการจะเกิดขึ้นได้ ถ้าบริษัทที่ต้องการซื้อ (Acquirers) เห็นประโยชน์ที่ “ซ่อนเร้น” (Hidden) หรือไม่ซ่อนเร้นในกิจการที่บริษัทกำลังถูกซื้อหรือ “ควบรวมกิจการ” (Takeover Target) ทำให้เกิดการเก็งกำไรได้ บริษัทที่มีโอกาสถูกควบรวมกิจการ มักมีลักษณะ

ก.เป็นบริษัทที่มีสินทรัพย์ (Assets) , ที่ดิน (Land Bank) หรือใบอนุญาต (Licenses) ที่ซ่อนอยู่มหาศาล จนกระทั่งมูลค่าของสินทรัพย์เหล่านั้น มีมูลค่ามากกว่ามูลค่าหุ้นทั้งหมดของบริษัท (Market Capitalization) หรือมากกว่ามูลค่ากิจการทั้งหมดของบริษัท (Enterprise Value) อย่าลืมว่า Enterprise Value จะมีค่าเท่ากับมูลค่า หนี้สินสุทธิ + มูลค่าหุ้นทั้งหมดของบริษัท ซึ่งโดยปกติมูลค่า Enterprise value จะมีค่ามากกว่ามาร์เก็ตแคปเสมอ ยกเว้นในกรณีที่บริษัทนั้นเป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้หรือมีเงินสดในมือ

ข.บริษัทที่ขาดทุนสะสมมากจนสามารถนำ “ขาดทุนสะสม” (Loss Carried Foreword) มาใช้ในการหักภาษีได้

ค.มีเงินสดในมือมากกว่ามาร์เก็ตแคป จะเห็นว่า บางช่วงขณะ ราคาหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์บางบริษัทได้ตกลงมามาก จนกระทั่งมูลค่าเงินสดในงบดุลมากกว่ามาร์เก็ตแคปเสียอีก ทำให้เป็นโอกาสในการถูกซื้อกิจการเพื่อเอาเงินสดในบริษัทได้

ง.การควบรวมกิจการในลักษณะแนวดิ่ง (Vertical Integration) ซึ่งสามารถทำได้ทั้งทางขึ้นหรือต้นน้ำ (Upward) และทางลงหรือปลายน้ำ (Downward) เช่น บมจ.ปิโตรเคมีแห่งชาติ หรือ NPC มีความพยายามที่จะ ขยายกิจการไปทางปลายน้ำ เพื่อลดความผันผวนของกำไรและราคาผลิตภัณฑ์ที่บริษัทผลิตอยู่ หรือกรณีกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดโอกาสให้ทำธนาคารเต็มรูปแบบ (Universal Banking) ทำให้ธนาคารขนาดใหญ่เหล่านี้ต้องการต่อยอดธุรกิจสินเชื่อประเภทเช่าซื้อ หรือ Leasing ที่ตัวเองยังไม่มีความถนัด กลุ่มบริษัท Leasing หรือสถาบันการเงินที่จะเป็นเป้าหมายในการควบรวมกิจการของธนาคารพาณิชย์ บริษัทที่ถูกเข้าซื้อจะมีลักษณะทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในอัตราส่วนที่สูงหรือ กองทุนขั้น 1 เช่น ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ โดยปกติ สถาบันการเงินถ้ามีทุน 10 บาท สามารถขยายสินเชื่อได้ 10-12 เท่า หรือ 100 บาท หรือ 120 บาท ถ้ามี “อัตราส่วนกองทุนขั้นที่หนึ่งสูง” หมายความว่า สถาบันการเงินนั้นสามารถขยายสินเชื่อเพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มทุน

นอกจากนี้การควบรวมอาจจะควบรวมกิจการทางแนวราบ (Horizontal Integration) เพื่อลดจำนวนคู่แข่งหรือสกัดดาวรุ่งก็ได้ เช่น การควบรวมกิจการระหว่างเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) กับ อีจีวี (EGV) แต่การควบรวมกิจการแบบนี้อาจก่อให้เกิดค่า “กู๊ดวิลล์” (Good will หรือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อขายกับ มูลค่าทางบัญชี) และจะทำให้บริษัทที่เป็นบริษัทแม่ (Acquirers) มีกำไรที่ลดลงจากการตัดค่าใช้จ่ายทางกู๊ดวิลล์ ได้ แต่ถ้าการควบรวมกิจการเป็นไปในลักษณะการเกิดบริษัทใหม่ หรือ Amalgamation เช่นกรณี บมจ.ปิโตรเคมี แห่งชาติ (NP) กับ บมจ.ไทยโอเลฟินส์ (TOC) การรวมลักษณะนี้ทำให้ บมจ.การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่สามารถมีสิทธิในการออกเสียงได้ ตลอดจนนำไปสู่การลดสัดส่วนการถือหุ้นของ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น บมจ.ไทยโอเลฟินส์ ได้
เหมือนสมัยหนึ่งนานมาแล้ว บริษัทเคเบิลทีวี 2 แห่งในประเทศไทย เช่น ยูทีวี กับ ไอบีซี รวมกันเกิดบริษัท ใหม่เป็น “ยูบีซี” แต่ถ้าการควบรวมแบบซื้อกิจการเลยเหมือนในกรณีเมเจอร์ ผู้ถือรายใหญ่จะไม่มีสิทธิในการออก เสียง

กรณีที่ 11 : การเพิ่มทุนแต่กลับทำให้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นและทำให้หุ้นปรับตัวขึ้น เช่น กรณีบมจ.อาปิโก ไฮเทค (AH) ที่มีการเพิ่มทุนในปี 2546 และการเพิ่มทุนนี้ทำให้ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (Return on Assets) หลังเพิ่มทุนสูงขึ้น

กรณีที่ 12 : การที่บริษัทสามารถเริ่มจ่ายเงินปันผลให้เป็นครั้งแรก (Dividend Signaling) ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม ราคาหุ้นจะตอบสนองในทางบวกทันที เช่น บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น (SHIN) เริ่มจ่ายปันผลในปี 2546 หลังจากเป็น Holding company ที่ไม่จ่ายปันผลเสียนาน ราคาหุ้น SHIN ก็เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อมา
กรณีที่ 13 : การที่ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าสร้างใหม่ (Replacement Cost) มาก ซึ่งจะทำให้หุ้นของบริษัทนั้นมีการปรับตัวขึ้นมาก เช่น HMPRO (เมื่อกลางปี 2547) TPI (เมื่อกลางปี 2547 เช่นกัน) รายละเอียดในเรื่องนี้ ผมจะขยายความต่อไป เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะเราสามารถหาหุ้นที่มีโอกาสปรับตัวขึ้นสูงเป็น ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ราคายังต่ำอยู่

ส่วนหนึ่งจากหนังสือ Money Game โดย วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล
ที่มา : http://www.thaistockinfo.com/forum2010/f0058.html
(6 votes, average: 4.83 out of 5)

วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บทเรียนจากวิกฤติ

ที่มา http://www.oknation.net/blog/STRATEGICSTOCK/2008/12/16/entry-3
            นักลงทุนที่ดีนั้นจะต้องเรียนรู้จากประสบการณ์   ตลาดหุ้นในภาวะวิกฤตินั้นเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมากที่นักลงทุนจำเป็นต้องเรียนรู้    เพราะถึงแม้ว่าวิกฤติตลาดหุ้นจะเกิดขึ้นไม่บ่อยแต่ผลกระทบของมันมหาศาล    มันอาจจะหมายถึงความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิตการลงทุนได้   เพราะวิกฤติของตลาดหุ้นนั้นมักทำให้หุ้นตกลงไปกว่า  50%  บางครั้งอาจจะมากถึง  80-90%   ซึ่งทำให้ผลตอบแทนที่เราอุตส่าห์สร้างมา  บางทีนานนับสิบปี  หายวับไปกับตา   

            ดังนั้น  ถ้าจะประสบความสำเร็จในการลงทุนระยะยาวจริง ๆ   Value Investor จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับวิกฤติตลาดหุ้นและสามารถ  เอาตัวรอดมาได้      ว่าที่จริง   ผมเองคิดว่า   ก่อนที่ใครจะเป็น  เซียน  ในการลงทุนได้   เขาต้องผ่านวิกฤติตลาดหุ้นก่อน   อย่างน้อย  2  ครั้ง   สาเหตุที่บอกว่า 2  ครั้งก็เพราะว่า   ถ้าผ่านมาเพียงครั้งเดียวเขาอาจจะผ่านมาได้   โดยบังเอิญ   หรืออาจจะเป็นช่วงที่เขายังมีเงินลงทุนน้อย   ดังนั้น  การขาดทุนอาจจะยังไม่มีนัยสำคัญ   แต่ถ้าผ่านมาได้  2  ครั้งแล้วยังสามารถสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้อย่างน่าประทับใจ   นั่นก็แสดงว่าเขาแน่จริง    และ ต่อไปนี้ก็คือบทเรียนบางประการที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แม้ว่าอาจจะไม่ ใช่ความจริงแท้แน่นอนว่าจะต้องเกิดแบบนี้ทุกครั้งที่มีวิกฤติ 

            ข้อแรก ก็คือ  ภาวะวิกฤติตลาดหุ้นนั้น  มักจะมาโดย  ไม่รู้ตัว   ไม่มีใครคาดว่าจะเกิดขึ้น   ก่อนหน้านั้น  นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญต่างก็จะคาดการณ์ไปต่าง ๆ  นา ๆ   แต่ไม่มีใครคิดว่าตลาดหุ้นจะตกได้   ขนาดนี้   บางที   เช่นในตอนต้นปีนี้อาจจะมีคนพูดว่าดัชนีตลาดหุ้นอาจไปได้ถึง  1,000 จุดก่อนสิ้นปี   บางคนบอกว่าอาจจะอยู่แค่  800-900  จุด  แต่ไม่มีใครคิดว่ามันจะเหลือเพียง 400 จุดได้   ดังนั้น  สำหรับผมแล้ว   บทเรียนก็คือ   ตลาดหุ้นหรือดัชนีตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่ คาดไม่ได้  ซึ่งก็แปลว่า   วิกฤติตลาดหุ้นนั้นอาจจะมาได้เสมอ  

            ข้อสอง  ก็คือ   วิกฤติตลาดหุ้นนั้นเกิดขึ้นได้ทั้งในยามที่ตลาดหุ้นเฟื่องฟูหรือตลาดหุ้นซบเซา    และ  เกิดขึ้นได้ในยามที่หุ้นโดยทั่วไปมีราคาแพงเป็นฟองสบู่นั่นคือ  ค่า  PE  และ/หรือ PB   มีค่าสูงลิ่ว    หรือในยามที่ตลาดหุ้นโดยทั่วไปมีราคาถูก  ค่า  PE  และ/ หรือ PB  มีค่าต่ำอย่างที่ตลาดหุ้นไทยเป็นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา   ดังนั้น   อย่าพูดว่าดัชนีตลาดต่ำมากแล้วและคงไม่ต่ำลงไปได้อีกมากนัก    เพราะหุ้นที่ถูกมากแล้วนั้นอาจจะถูกลงไปได้อีกมากในยามวิกฤติ 

            ข้อสาม  ภาวะวิกฤตินั้น   มักเกิดขึ้นในยามที่เรามีหุ้นอยู่   เต็มมือ นั่นก็คือ  มันมักเกิดขึ้นในยามที่นักลงทุนมีความมั่นใจสูงและต่างถือหุ้นกันในสัดส่วนที่มากกว่าปกติ   บางคนเล่นหุ้นด้วยมาร์จินโดยอาจจะคิดว่าภาระดอกเบี้ยที่เสียไปแค่ปีละ  7-8%  นั้น  คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่จะได้จากการลงทุนในหุ้นด้วยเงินกู้ 

            ข้อสี่   หุ้นที่เราซื้อลงทุนโดยที่คิดว่ามี  Margin Of Safety สูง  คำนวณจากค่า  PE  ที่ต่ำมากนั้น  เมื่อเกิดวิกฤติ   ราคาก็ตกลงมามากและ  Margin Of Safety  กลับช่วยอะไรไม่ได้เลย   และนี่อาจจะเป็นบทเรียนว่า  การหา  Margin Of Safety โดยเน้นไปที่ตัวเลขกำไรของอดีตเพียงปีเดียวนั้น   อาจจะไม่ใช่  Margin Of Safety จริง     อย่างที่เราคิด   เพราะเมื่อเกิดวิกฤติขึ้น  ผลการดำเนินงานของบริษัทก็ตกลงมาทำให้ราคาหุ้นลดลงตาม   ค่า  PE   ก็ยังต่ำอยู่เหมือนเดิมหรือต่ำลงไปอีก   มันกลายเป็นหุ้นที่มี   “Margin Of  Safety”  ตลอดกาล     

            ข้อห้า   ในอีกด้านหนึ่ง   หุ้นที่มี  Margin Of Safety ในด้านของการดำเนินงาน   นั่นก็คือ  เป็นกิจการที่ผลการดำเนินงานมั่นคงและทนทานต่อภาวะเลวร้ายทางเศรษฐกิจได้นั้น   แม้ว่าราคาหุ้นจะไม่ถึงกับต่ำนั้น    ราคาหุ้นกลับสามารถยืนอยู่ได้หรือตกลงไปไม่มากเมื่อเกิดวิกฤติ    ดังนั้น  สำหรับผมแล้ว   Margin Of Safety  ที่เกิดจากความมั่นคงแข็งแกร่งของผลการดำเนินงานของบริษัท   มีค่ามากกว่า  Margin Of Safety เนื่องจากราคาหรือความถูกของหุ้น 

            ข้อหก   เมื่อเกิดวิกฤติขึ้น  แม้ว่าจะเกิดจากภายนอกประเทศและต่างชาติเป็นผู้ขายหุ้นสุทธิเป็นหลัก   หุ้นทุกกลุ่มทั้งหุ้นใหญ่ที่ต่างชาติเล่นและหุ้นเล็กที่ต่างชาติไม่ได้ถือ   ต่างก็มีราคาตกลงกันมาทั่วหน้า    ไม่มีหุ้นไหนรอดพ้นไปได้   สิ่งที่แย่ก็คือ   หุ้นใหญ่นั้นราคาอาจจะลดลงแต่ก็สามารถขายได้   ในขณะที่หุ้นเล็กจำนวนมากนั้น  หาสภาพคล่องได้ยากเหลือเกิน   หุ้นบางตัวราคาอาจจะลงมาไม่มากเท่าแต่จริง ๆ  แล้วที่ไม่ลงอาจจะเป็นเพราะไม่มีสภาพคล่องให้ซื้อหรือขายทำให้ดูเหมือนว่าหุ้นไม่ได้ลงมามาก



ข้อเจ็ด   วิกฤตินั้น  อาจจะเป็น  โรคติดต่อ  ได้   ในยามที่เศรษฐกิจโลกเป็นโลกาภิวัฒน์   เราจะดูแต่ความเป็นไปภายในประเทศเพียงอย่างเดียวไม่ได้   อันตรายจากการลงทุนจึงเพิ่มขึ้นมากและนี่นำไปสู่ปรัชญาใหญ่ของการลงทุนที่ว่า    ความเสี่ยงนั้นสำคัญยิ่งกว่าผลตอบแทน  และทำให้ผมต้องอ้างคำพูดของ วอเร็น  บัฟเฟตต์  ก่อนที่จะจบบทความนี้อีกครั้งหนึ่งว่า   หลักการลงทุนข้อที่หนึ่งก็คือ   อย่าขาดทุน  และหลักการลงทุนข้อสองก็คือ   ให้กลับไปดูข้อหนึ่ง    วิกฤตินั้นให้บทเรียนที่สำคัญมากที่นักลงทุนมักจะลืมเลือนหรือให้ความสำคัญน้อยในยามที่ตลาดหุ้นสดใสนั่นก็คือ   การลงทุนมีความเสี่ยง  ศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

'โจรสลัด' โลกการเงิน 'เฮดจ์ฟันด์' ฆ่าไม่ตาย

ที่มาhttp://chulakorn.blogspot.com/2012/06/blog-post_9989.html
วันที่ 26 มิถุนายน 2555 12:10
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


ภาคจบซีรีย์ตีแผ่ 'เฮดจ์ฟันด์' โดย 'ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี' เชื่อว่า เฮดจ์ฟันด์ 'ฆ่า' อย่างไรไงก็ 'ไม่ตาย' นักลงทุนต้องเรียนรู้ เพื่อจะเป็น

ด้วยวิวัฒนาการกว่า 50 ปี กองทุนเฮดจ์ฟันด์ในยุคแรกจะเน้นลงทุนในหุ้นเป็นหลัก แต่ปัจจุบันเฮดจ์ฟันด์ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็นการเก็งกำไรทุกรูปแบบและ ทุกสินทรัพย์!!

“แม้คำว่า Hedge จะมีความหมายว่าป้องกันความเสี่ยง แต่หลายกองทุนในโลกไม่ได้มีกลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงเหมือนชื่อ แต่เน้นกลยุทธ์การลงทุนแบบ Directional Trading หรือลงทุนทางตรง เช่นกองทุนประเภท Global Macro Fund ซึ่งมักจะโจมตีค่าเงินทั่วโลก” ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี อดีตผู้จัดการกองทุนชั้นนำกล่าว

ปัจจุบันเราแยกแยะประเภทของเฮดจ์ฟันด์ได้ลำบาก เนื่องจากกองทุนหนึ่งมักจะมีกลยุทธ์มากกว่าหนึ่งในการเข้าทำกำไร ด้วยสภาพแวดล้อมของตลาดที่ซับซ้อนมากขึ้นรวมถึงการแข่งขันกันในธุรกิจ เฮดจ์ฟันด์ที่รุนแรง ผู้จัดการกองทุนจึงต้องมีกลยุทธ์ที่หลากหลายเพื่อดึงดูดลูกค้า

ม.ล.กรกสิวัฒน์ อธิบายว่า เราสามารถแยกประเภทของเฮดจ์ฟันด์ได้ 3 กลุ่มใหญ่ตามความสัมพันธ์ของกลยุทธ์การทำกำไรกับทิศทางของตลาด หนึ่ง..กลุ่มที่เน้นสร้างผลตอบแทนของกองทุนให้มีความสัมพันธ์กับทิศทางตลาด ให้น้อยที่สุดเพื่อลดความผันผวน กลุ่มนี้จะไม่เลือกข้างจะเน้นลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ

กลุ่มที่สอง จะเลือกข้างชัดเจนว่าจะ Long หรือ Short ผู้จัดการกองทุนจะทำกำไรจากการคาดการณ์ทิศทางของตลาดและมีการกู้ยืมเงินมา Leverage หลายเท่าตัวของกองทุน กองทุนที่จัดอยู่ในประเภทนี้คือ Global Macro Fund ที่เน้นโจมตีค่าเงินเป็นหลัก กลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงการลงทุนสูงสุด กลุ่มที่สาม ใช้กลยุทธ์ผสมผสานระหว่างสองกลุ่มแรกเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของผล ตอบแทน ซึ่งจะทำให้มีความเสี่ยงในการลงทุนต่ำ

เฮดจ์ฟันด์จะเปิดโอกาสให้ทำรายการฝากหรือถอนกองทุนได้ปีละ 4 ครั้งเท่านั้น หรือ "ไตรมาสละครั้ง" เนื่องจากกองทุนต้องการเงินเพื่อการเก็งกำไร สำหรับค่าธรรมเนียมการบริหารส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 1% ต่อปี ผู้ที่สนใจนำเงินมาลงทุนในเฮดจ์ฟันด์จะต้องมีตั้งแต่ 5 แสนเหรียญถึง 1 ล้านเหรียญ (15-30 ล้านบาท)

“ผลตอบแทนที่ผู้จัดการกองทุนจะได้รับหรือส่วนแบ่งกำไรพบว่าอยู่ในระดับสูง มาก 16-20% (ของผลกำไร) เนื่องจากต้องการสร้างแรงจูงใจให้สร้างผลกำไรให้กองทุนเยอะๆ”

หม่อมกร กล่าวต่อว่า ช่วงปี 1998-1999 และวิกฤติเลห์แมนฯปี 2008 เฮดจ์ฟันด์ได้ “เจ๊ง” หายไปจำนวนหนึ่ง แต่ที่สุดแล้วเฮดจ์ฟันด์ไม่ได้หายไป แถมยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนและขนาดใหญ่ขึ้น และยังกระจายไปทั่วโลกโดยเฉพาะ “เอเชีย”

เหตุผลข้อแรก ปัจจุบันโลกมีการทำธุรกรรมระหว่างกันมากขึ้น แต่กฎเกณฑ์ระหว่างประเทศยังมีความแตกต่างกันอยู่มากโดยเฉพาะภาคการเงิน เฮดจ์ฟันด์จึงเห็นโอกาสที่จะทำกำไรจากความแตกต่างของกฎเกณฑ์ในแต่ละประเทศ

“ตราบใดที่โลกยังมีหมู่เกาะที่เป็น Tax Haven อยู่ เฮดจ์ฟันด์จะใช้เป็นอ่าวจอดเรือที่ปลอดภัยสำหรับโจรสลัดทางการเงิน ซึ่งสามารถใช้ข้อได้เปรียบนี้ในการลงทุนโดยมีต้นทุนต่ำและความคล่องตัวสูง ถ้าหากโลกยังไม่มีกฎเกณฑ์ที่มากำกับ เฮดจ์ฟันด์จะยังมีชีวิตอยู่และได้เปรียบนักลงทุนทั่วไป”

ข้อสอง กระแสโลกาภิวัฒน์ได้ผนวกตลาดการเงินแต่ละประเทศเข้าด้วยกัน เป็นการสร้างโอกาสให้เฮดจ์ฟันด์แสวงหาช่องโจมตีได้ง่ายขึ้น เนื่องจากเฮดจ์ฟันด์จะเข้าไปแทรกตัวอยู่ในช่องว่างของความไม่มีประสิทธิภาพ ของทุกตลาด

เมื่อเฮดจ์ฟันด์เริ่มเห็นช่องว่างแล้วโจมตีได้ผลจะชักชวนให้เฮดจ์ฟันด์กอง อื่นเข้ามาร่วมวงด้วย จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงกติกาทำให้โอกาสการเก็งกำไรน้อยลง เช่นการโจมตีค่าเงินบาทของไทยจนต้องเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบมี การบริหารจัดการ สุดท้ายเฮดจ์ฟันด์ก็จะหนีออกไปเก็งกำไรในตลาดอื่นต่อ

ตัวอย่างช่วงปี 1990-2000 ถือเป็นช่วงเวลาโกยกำไรของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ประเภท Global Macro ซึ่งเน้นโจมตีค่าเงิน เนื่องจากช่วงเวลานั้นตลาดการเงินทั่วโลกเพิ่งจะถูกผูกเข้าด้วยกันและหลาย ประเทศยังใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ เป็นการเปิดช่องให้เฮดจ์ฟันด์เข้ามาโจมตีค่าเงินได้ พอแต่ละประเทศเริ่มปรับเปลี่ยนนโยบายทำให้เก็งกำไรยากขึ้น เฮดจ์ฟันด์ก็ปรับแผนลงทุนมาใช้กลยุทธ์ Long-Short หุ้น แทน

“หลังปี 2000 เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงถดถอยหลังเกิดเหตุการณ์ 9/11 ทำให้ตลาดหุ้นถูกคาดว่าจะเป็นขาลง กลยุทธ์การ Long-Short หุ้นจึงเหมาะสมกับสภาวะการลงทุนที่ไม่แน่นอน วัฏจักรของเฮดจ์ฟันด์จะคงหมุนเวียนเปลี่ยนกลยุทธ์ไปเรื่อยๆ ตราบที่สามารถหาจุดอ่อนของระบบได้ ผู้จัดการกองทุนก็จะหาวิธีการเก็งกำไรรูปแบบใหม่ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป”

ข้อสาม การเกิดขึ้นของนวัตกรรมการเงินใหม่ๆ โดยเฉพาะภาคการค้าที่ถูกบีบให้อยู่ในสภาวะการแข่งขันที่ต้องรวดเร็ว ต้นทุนต่ำและต้องขยายตัวสูง ทำให้เกิดนวัตกรรมในการแปลงสินทรัพย์ต่างๆ ที่เคยซื้อขายได้ยากในอดีตมาสู่ภาคการเงินเพื่อให้สามารถซื้อขายได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างเช่น การซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าที่มีปริมาณมากกว่าซื้อขายน้ำมันจริงหลายเท่าเฉพาะ ตลาดซื้อขายน้ำมันอย่างเดียวก็มีมูลค่ามากกว่า 2 ล้านล้านเหรียญแล้ว นอกจากนี้กลไกการกำหนดราคาพลังงานยังไม่มีประสิทธิภาพ ตลาดมีความผันผวนสูง เฮดจ์ฟันด์จึงเข้าไปลงทุนผ่านตราสารต่างๆเช่นซื้อขายในตลาดซื้อขายน้ำมัน ล่วงหน้าเพื่อทำ Arbitrage หรือลงทุนตรงในโรงกลั่นน้ำมันหรือท่อส่งน้ำมัน รวมถึงหน่วยลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ที่ช่วยให้การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มีสภาพคล่องมากขึ้น

ที่ผ่านมานักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เองก็เข้ามาตั้งเฮดจ์ฟันด์ด้วย เช่น โดนัล ทรัมพ์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังของสหรัฐฯก็มาร่วมทุนกับจอร์จ โซรอส ตั้งกองทุน Grove Capital ยิ่งตอนนี้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเอเชียกำลังเป็นเป้าหมายของเฮดจ์ฟันด์ที่จะ เข้ามาแสวงหากำไรเนื่องจากมีการขยายตัวสูง

“เหตุผลต่างๆ นี้เหมือนเป็นการเปิดพื้นที่ให้เฮดจ์ฟันด์มีพื้นที่ลงทุนได้กว้างกว่าในอดีต และยังสร้างโอกาสในการเก็งกำไรจากความด้อยประสิทธิภาพของตลาดนั้นๆ ด้วย”

ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เฮดจ์ฟันด์ยังสามารถแพร่พันธุ์ต่อไปได้คือการเกิดขึ้น ของฐานลูกค้าใหม่ในประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศและประเทศกำลังพัฒนาซึ่งกำลัง เป็นตลาดใหญ่ของเฮดจ์ฟันด์ในอนาคต เช่นกลุ่มประเทศ BRICS ซึ่งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง นักลงทุนในประเทศดังกล่าวอาจกระจายความเสี่ยงการลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่น

“ปัจจุบันยังมีกฎหมายในบางประเทศเช่นไทย มาเลเซีย เกาหลีใต้ ที่ห้ามการลงทุนในเฮดจ์ฟันด์ แต่อนาคตเชื่อว่ากฎนี้อาจถูกยกเลิกไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์ ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าภายในปี 2013 เฮดจ์ฟันด์จะมีขนาดเพิ่มขึ้นเป็น 4 ล้านล้านเหรียญ และปี 2015 จะเพิ่มเป็น 6 ล้านล้านเหรียญ”

ยิ่งไปกว่านั้น ธนาคารพาณิชย์ที่หันมาทำธุรกิจกับเฮดจ์ฟันด์ในการปล่อยกู้มากขึ้นจึงลามไป สู่การแนะนำลูกค้าธนาคารให้มาลงทุนผ่านเฮดจ์ฟันด์ด้วย ชื่อเสียงของธนาคารขนาดใหญ่ช่วยขจัดข้อข้องใจของลูกค้า ทำให้เฮดจ์ฟันด์เข้าถึงลูกค้าสถาบันและรายย่อยได้ง่าย ทำให้ธนาคารระดับโลกหลายแห่งให้ความสนใจในการก่อตั้งเฮดจ์ฟันด์ไม่ว่าจะจัด ตั้งขึ้นใหม่หรือเข้าซื้อกิจการ

ภาพลักษณ์ของเฮดจ์ฟันด์จึงมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นเมื่อผนวกรวมกับธนาคาร ขนาดใหญ่ เป็นการสร้างฐานลูกค้าใหม่ที่เฮดจ์ฟันด์รุ่นแรกไม่สามารถทำได้ ช่องว่างระหว่างธนาคารกับเฮดจ์ฟันด์เริ่มน้อยลง การเข้าถึงแหล่งเงินทุนจึงง่ายขึ้น ขนาดของเฮดจ์ฟันด์จึงเติบโตขึ้นได้อีกมาก

“สิ่งที่อันตรายคือการที่ธนาคารกับเฮดจ์ฟันด์ที่ใกล้ชิดกันขึ้นทำให้ เฮดจ์ฟันด์มีโอกาสสร้างความเสียหายไปถึงภาคเศรษฐกิจได้เร็วขึ้นถ้าหากเกิด ปัญหา เช่น การเกิดวิกฤติซับไพร์มที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลบางประเทศยังให้การสนับสนุนเฮดจ์ฟันด์ด้วย โดยเฉพาะสิงคโปร์และฮ่องกงที่กลายมาเป็นศูนย์กลางเฮดจ์ฟันด์ของโลก"

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ กล่าวต่อว่ารัฐบาลสิงคโปร์และฮ่องกง รู้ดีว่าเฮดจ์ฟันด์จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมการเงินให้ทันสมัยยิ่งขึ้นจึงให้ การสนับสนุนโดยผ่อนคลายกฎต่างๆ เช่น ร่นระยะเวลาการจดทะเบียนกองทุนให้สั้นลง ทำให้ เฮดจ์ฟันด์ในเอเชียเริ่มมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้น

“สิงคโปร์ยังมีกองทุนของรัฐบาล 2 กองคือ เทมาเส็ก กับ GIC มีขนาดสินทรัพย์ 84 พันล้านเหรียญ และ 100 พันล้านเหรียญ ซึ่งทั้งสองกองทุนมีการลงทุนผ่านเฮดจ์ฟันด์ด้วย ทำให้ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ต่างไหลเข้ามาในสิงคโปร์เพื่อให้ได้เป็นผู้ บริหารเงินกองทุนของประเทศ”

ม.ล.กรกสิวัฒน์ ทิ้งท้ายว่า นักลงทุนไม่สามารถหลีกหนีเฮดจ์ฟันด์ได้ เพราะเฮดจ์ฟันด์เข้ามาแทรกซึมอยู่ในระบบการเงินของโลกแล้ว คนไทยยังเข้าใจเฮดจ์ฟันด์ในแง่ “ผู้ร้าย” ด้านเดียว ที่จริงแล้วมันเป็นตัวชี้วัดความบกพร่องของระบบที่ดีมาก ถ้าเราเข้าใจเฮดจ์ฟันด์และกระโดดเกาะตามได้ เรามีสิทธิเป็นผู้ชนะในตลาดหุ้น!!
------------------------
'เฮดจ์ฟันด์' ที่ว่าแน่ๆ ก็ 'เจ๊ง' เป็น!!
-------------------------
ใช่ว่าเฮดจ์ฟันด์จะมีอำนาจเหนือตลาดเสมอไป เพราะกองทุนขนาดใหญ่หลายกองก็ “เจ๊ง” มาเยอะแล้ว กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือการล่มสลายของกองทุน "ไทเกอร์ฟันด์" ในช่วงปี 2000 ซึ่งเวลานั้นถือเป็นกองทุนขนาดใหญ่ของโลก มีผู้จัดการกองทุนชื่อ จูเลียน โรเบิร์ตสัน (Julian Robertson) เริ่มกองทุนปี 1980 มีสินทรัพย์แค่ 8 ล้านเหรียญ แต่ในปี 1996 มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 7.2 พันล้านเหรียญ และทะยานขึ้นเป็น 2.2 หมื่นล้านเหรียญในปี 1998 เป็นเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ติดอันดับ 2 ของโลก

“ขณะนั้นศักดิ์ศรีและบารมีของจูเลียนไม่ได้ด้อยไปกว่าจอร์จ โซรอส บางครั้งขนาดกองทุนไทเกอร์ฟันด์มีขนาดใหญ่กว่าควอนตั้มฟันด์ของโซรอสด้วย แต่ด้วยความที่เขาไม่ใช่นักพูดทำให้ชื่อเสียงดูจะรู้จักในวงจำกัดเท่านั้น”

กองทุนไทเกอร์ฟันด์ไม่ต่างอะไรกับเฮดจ์ฟันด์อื่นๆ ที่มีการกู้เงินมาเก็งกำไรโดยจูเลียนได้เพิ่มขนาดกองทุนของเขาไว้สูงถึง 50 เท่า ต่อ 1 ในปี 1999 ขนาดกองทุนของเขาอยู่ที่ 13 พันล้านเหรียญ แต่ถ้ารวมส่วนที่ได้ Leverage แล้วมีขนาดถึง 650 พันล้านเหรียญ

ไทเกอร์ฟันด์ถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ของตลาดเงินเยน โดยได้กู้ยืมเงินเยนจำนวนมากหลายเท่าของขนาดกองทุนมาลงทุนในหลักทรัพย์สกุล ดอลลาร์ เนื่องจากเวลานั้นญี่ปุ่นมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากดึงดูดเฮดจ์ฟันด์ให้มากู้ เงินไปลงทุนในเงินสกุลอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

ความเสี่ยงคือถ้าหากค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น กองทุนที่ไปกู้ยืมไว้อาจจะประสบภาวะขาดทุนได้เนื่องจากเดินผิดทางไปจากที่ คาดไว้และกลางปี 1999 เงินเยนก็แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วสร้างความเสียหายต่อไทเกอร์ฟันด์ในงวด 9 เดือนแรกมีผลขาดทุนถึง 23% ทำให้ผู้ถือหน่วยเสียขวัญแห่กันไปถอนหน่วยลงทุน

ไม่เพียงเท่านี้ ช่วงไตรมาสสามของปี 1999 ไทเกอร์ฟันด์คาดการณ์ว่าผลประกอบการของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจะปรับลดลงอย่าง รุนแรงจากความกังวลว่าจะเกิดฟองสบู่ดอทคอม จึงได้ทำการขายชอร์ตหุ้นกลุ่มดังกล่าว แต่ปรากฏว่าผลประกอบการหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีไม่ได้ปรับลดลงรุนแรงมากเหมือนที่ คาดไว้ทำให้ไทเกอร์ฟันด์ขาดทุนอย่างรุนแรง สิ้นเดือนกันยายน ขนาดกองทุนลดลงถึง 1.2 หมื่นล้านเหรียญ

สุดท้าย จากการที่ไทเกอร์ฟันด์เข้าไปลงทุนในบริษัท U.S. Airways ที่ประสบภาวะขาดทุนและคาดว่าจะพลิกฟื้นธุรกิจขึ้นมาได้แต่ปรากฏว่าบริษัทดัง กล่าวต้องล้มละลาย ในที่สุดกองทุนไทเกอร์ฟันด์ก็ต้องปิดตัวลงในเดือนมีนาคมปี 2000 เป็นข้อพิสูจน์ว่าเฮดจ์ฟันด์ก็ "เจ๊ง" เป็น

ลงทุนอย่างมีความสุข : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาhttp://chulakorn.blogspot.com/2012/06/blog-post_07.html
ความผันผวนของราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้นรุนแรงมากโดยเฉพาะในช่วงเวลา สั้นๆ สิ่งนี้ก่อให้เกิดกำไรหรือผลตอบแทนได้อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับความเสียหายมากมายให้กับคนที่เข้ามาเล่นหุ้นในตลาดแบบเก็งกำไร

   ความสุขแบบเพ้อฝันและความโศกเศร้าเสียใจดูเหมือนว่าจะเป็นวัฏจักรที่ไม่จบ สิ้นในตลาดหลักทรัพย์ ชีวิตของคนเล่นหุ้นจำนวนมากผูกพันอยู่กับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ นั่นก็คือเมื่อดัชนีปรับตัวขึ้นชีวิตเขาก็มีความสุข เมื่อดัชนีปรับตัวลงชีวิตเขาก็เป็นทุกข์

   ความหวาดกลัวต่อการสูญเสียทำให้นักเล่นหุ้นมีความวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลา ตราบที่ยังมีหุ้นอยู่ในมือ การแก้ปัญหาสำหรับหลายคนก็คือการถือหุ้นให้สั้นลง โดยเฉพาะในช่วงที่หุ้นผันผวนสูงนั้นคนจำนวนมากไม่ยอมถือหุ้นข้ามวันด้วยซ้ำ นั่นเป็นเหตุที่ทำให้การซื้อขายแบบหักลบกลบหนี้ภายในวันเดียวกันหรือเรียก ว่า Net Settlement หรือการซื้อหุ้นตอนเช้าแล้วขายตอนบ่ายมีมากถึง 20 – 30% ของการซื้อขายหุ้นทั้งตลาด

   คนเล่นหุ้นจำนวนมากคงเห็นว่านั่นคือความสุขของการเล่นหุ้น คือเมื่อลงเงินแล้วก็อยากเห็นผลเร็วว่าได้หรือเสีย และคำว่าได้หรือเสียก็คือต้องเห็นเม็ดเงินในบัญชีว่ามีเพิ่มขึ้นหรือลดลง แน่นอน ถ้าเม็ดเงินเพิ่มขึ้นความสุขก็ตามมา แต่ถ้าเม็ดเงินลดลง ความสุขจากการเล่นหุ้นก็กลายเป็นความทุกข์

   โดยเฉลี่ยแล้วคนที่เล่นหุ้นเก็งกำไรระยะสั้นซื้อๆขายๆเป็นนิจสินในช่วง เกือบ 30 ปีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดมานั้น ผมคิดว่านอกจากจะไม่ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนแล้ว ยังขาดทุนด้วย เพราะในช่วง 28 ปีของตลาดหลักทรัพย์นั้น การลงทุนให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยประมาณปีละ 6 – 7% เท่านั้น ในขณะที่คนเล่นหุ้นระยะสั้นต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นในการซื้อขายปีหนึ่งๆผมคิด ว่ามากกว่านั้น เพราะฉะนั้นข้อสรุปของผมก็คือ คนเล่นหุ้นในช่วงที่ผ่านมาเกือบ 30 ปี โดยเฉลี่ยแล้วมีความทุกข์มากกว่าความสุข และนั่นทำให้คนส่วนใหญ่ไม่อยากจะลงทุนในหุ้น

   วิธีการลงทุนในหุ้นที่จะมีความสุขมากกว่าความทุกข์ โดยเฉพาะสำหรับคนทั่วๆไปที่มีเงินออมระยะยาวนั้น ผมมีความเห็นว่าควรจะเป็นการลงทุนในแนว Value Investment ที่เน้นการลงทุนระยะยาวในหุ้นที่มีคุณภาพดีและราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ควรเป็น โดยสูตรง่ายๆที่ผมเสนอก็คือ

   ข้อแรก กันเงินประมาณ 30% ของทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องหรือเงินในบัญชีที่คุณไม่จำเป็นที่จะต้องใช้อีก นานมาก(ไม่ต่ำกว่า 5 ปี) เอามาลงทุนในหุ้น โดยที่เงินนี้ถ้าเกิดต้องสูญเสียไปมาก คุณก็ยังไม่เดือดร้อน แต่อย่าเพิ่งห่วงไปว่าคุณจะสูญเสียมาก ผมพูดเผื่อไว้เท่านั้นเพราะโอกาสเกิดอย่างนั้นมีน้อย ถ้าคุณปฏิบัติตามวิธีที่ผมจะพูดต่อไป

   ข้อสอง เลือกหุ้น 5 – 6 ตัวในอุตสาหกรรมต่างๆกัน โดยหุ้นแต่ละตัวจะต้องเป็นกิจการที่มีคุณภาพดี นั่นก็คือเป็นธุรกิจที่อยู่มานานพอสมควร มีกำไรและจ่ายปันผลตลอดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เจ้าของไม่มีประวัติที่เสียหาย และถ้าจะให้ปลอดภัยขึ้นไปอีก ก็ควรเป็นบริษัทที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของเขาก็จะยิ่งดี แต่นี่ก็ยังไม่พอจะต้องพิจารณาประกอบกับข้อสาม

   ข้อสาม ราคาที่ซื้อหุ้นดังกล่าวในข้อสองจะต้องถูก และการที่จะดูว่าหุ้นถูกหรือแพงนั้นจะต้องดูที่ค่า PE, PB และ DP โดยเงื่อนไขง่ายๆก็คือ ค่า PE ไม่ควรจะเกิน 10 เท่า ซึ่งแปลว่าการลงทุนจะให้ผลตอบแทนปีละไม่ต่ำกว่า 10% ค่า PB เป็นตัวประกอบว่าเราจ่ายเงินแพงกว่าผู้ถือหุ้นเดิมมากน้อยแค่ไหน พยายามอย่าให้เกิน 2 เท่า ค่า DP บอกว่าในแต่ละปีเราจะได้เงินปันผลคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินที่เราลงทุน ไป ซึ่งผมคิดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 4% ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเหลือเพียงปีละ 1%

   ข้อสี่ เมื่อซื้อเสร็จแล้วก็ให้กอดหุ้นเหล่านั้นไว้อย่าไปขายเมื่อหุ้นขึ้นหรือลงใน ช่วงสั้นๆ โดยเฉลี่ยแล้วผมคิดว่าควรถือหุ้นไว้สัก 5 ปี นั่นก็คือ ถ้าคุณมีเงินลงทุน 1 ล้านบาท ปีหนึ่งคุณควรขายออกไปโดยเฉลี่ยเพียง 200,000 บาท แต่เมื่อขายแล้วก็ต้องเอาเงินที่ได้ไปซื้อหุ้นตัวใหม่แทน โดยที่การตัดสินใจขายหุ้นและซื้อหุ้นตัวใหม่นั้นมาจากการวิเคราะห์และติดตาม ที่จะกล่าวถึงในข้อห้า

   ข้อห้า เมื่อคุณซื้อหุ้นแล้วคุณก็คือเจ้าของบริษัทคนหนึ่ง ดังนั้นคุณจะต้องติดตามผลการดำเนินงานของกิจการในทุกไตรมาส จะต้องติดตามข่าวคราวจากหน้าหนังสือพิมพ์แนวธุรกิจเป็นประจำ ติดตามการเคลื่อนไหวทางการตลาดของบริษัทซึ่งรวมถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ต่างๆ และถ้าบริษัทเป็นผู้ขายสินค้าอุปโภคบริโภค คุณก็ควรจะลองใช้หรือคอยสังเกตว่าสินค้าหรือบริการของบริษัทเป็นอย่างไรด้วย

   ข้อหก ในส่วนของราคาหุ้นนั้น คุณจะต้องไม่ตื่นเต้นเมื่อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งวิ่งขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็วใน บางช่วง คุณไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบขาย สิ่งที่คุณควรสนใจมากกว่าก็คือมูลค่าของราคาหุ้นทั้งพอร์ตหรือของหุ้นทั้ง หมดที่ถืออยู่ว่ามันปรับตัวขึ้นลงอย่างไร ถ้ามูลค่าปรับตัวขึ้นก็ถือว่าคุณมาถูกทาง และถ้ามันปรับตัวลงหลังจากลงทุนมานานพอสมควรแล้ว(เป็นปี) บางทีคุณอาจจะต้องทบทวนตัวหุ้นที่เลือกมา

   ถ้าคุณทำอย่างที่กล่าวมาทั้ง 6 ข้อ อย่างมั่นคง ผมคิดว่าโอกาสที่คุณจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 10% โดยที่บางส่วนประมาณ 4 – 5% จะมาจากเงินปันผล และอีกส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นจะมีสูง นั่นหมายความว่าภายในเวลาประมาณ 7 ปี มูลค่าของพอร์ตลงทุนของคุณจะโตขึ้นเป็นเท่าตัว โดยที่คุณจะไม่ต้องกังวลว่าดัชนีตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร

   คุณอาจจะกังวลบ้างในช่วงแรกๆที่คุณเริ่มลงทุนตามแบบที่กล่าว โดยเฉพาะถ้าคุณเฝ้าตามดัชนีหรือราคาหุ้นในพอร์ตมากเกินไป หรือคุณไปฟังนักเล่นหุ้นหรือเพื่อน “ผู้หวังดี” มากเกินไป

   แต่ถ้าคุณผ่านช่วงเวลามาพอสมควรและพอร์ตคุณเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ จนโอกาสที่คุณจะ “ขาดทุน” คือมูลค่าของพอร์ตลดลงต่ำกว่าต้นทุน มีน้อยลงมากแล้ว เมื่อนั้นคุณก็จะเลิกกังวล และจะรู้สึกว่าการลงทุนของคุณนั้นไม่เสี่ยง ความมั่นใจในการลงทุนจะเพิ่มขึ้น และที่สำคัญคุณจะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าการเล่นหุ้นระยะสั้น ทั้งหมดนี้จะทำให้คุณเป็นนักลงทุนที่มีความสุข

โพสต์เมื่อ โดย

การซื้อหุ้น กับ การซื้อของ

ที่มา http://chulakorn.blogspot.com/2012/05/blog-post_1794.html
การ ซื้อของ เราก็ต้องรู้ราคาของมัน นั่นคือปกติแล้วเราจะซื้ออะไรก็คือเมื่อมัน "ราคาถูก" คือให้ผลประโยชน์มากกว่าเงินที่เราจ่ายออกไป นั่นคือการซื้อของที่ฉลาด ที่ถูกต้อง

การซื้อหุ้นก็เหมือนกัน เราซื้อเมื่อเราคิดว่าบริษัทนั้นกำลังถูกขายด้วยราคาที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เช่นเราคำนวณได้ว่า ราคาหุ้นควรจะเป็น 10 บาท แต่กำลังซื้อขายกันที่ราคาเพียง 4-5 บาท อย่างนี้ถือว่าเป็นของถูก การซื้อเอาไว้ก็น่าจะเป็นการลงทุนที่ดี

แต่ปัญหาเกิดขี้นสองสามอย่างก็คือ

1) การซื้อของนั้นไม่ได้ผ่านการคำนวณมาอย่างเหมาะสม คือซื้อเพียงแค่หวังว่าจะขายที่ราคาสูงขึ้นเท่านั้น โดยไม่ได้ดูว่าราคาที่ซื้อมานั้นมันเกินพื้นฐานไปแล้วหรือยัง (ซึ่ง จะหาใครมาซื้อต่อล่ะ เพราะปันผลก็ได้น้อย รวมทั้งราคาได้รวมการเติบโตในอนาคตไปแล้วหลายปี)

2) การซื้อ เป็นการซื้อเพียงเพราะ "อยากได้" เท่านั้นเอง ซึ่งผมก็สังเกตเห็นการซื้อข้าวของของคนจำนวนมากที่เป็นในลักษณะนี้ คืออยากได้ แต่เงินที่จ่ายออกไปนั้นไม่ได้ให้ผลตอบแทนจากสิ่งที่ซื้อมา เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนเงินที่ดีเป็นเงินที่เลวนั่นเอง

3) การคำนวณเป็นการคำนวณที่ผิดพลาด หรือเป็นการคำนวณจากบริษัทที่ใหม่เกินกว่าจะมีข้อมูลมากพอที่จะมาทำเป็น สมมติฐานที่ถูกต้องได้ ทำให้การคำนวณผิดพลาด

แต่ถ้าเราสามารถคำนวณสิ่งต่างๆ ได้ใกล้เคียงความเป็นจริง (เราก็รู้ได้จากประสบการณ์ของตัวเราเองนั่นล่ะว่า ที่ผ่านๆ มาเราคำนวณได้ถูกต้องหรือไม่แค่ไหน) และเราได้ซื้อหุ้นที่ควรจะมีราคา 10 บาทได้ในราคาเพียง 5 บาทแล้วเมื่อราคาหุ้นตกลงไปอีก ทำไมเราจะรอไม่ได้ หรือแม้แต่จะซื้อเพิ่มด้วย....

คำตอบก็คือ ความไม่รู้, ความกลัว, ความโลภ, ความที่ไม่ได้ศึกษาวางแผนมา
เป็นอย่างดี, และความอยากรวยง่ายๆ และรวยเร็วๆ นั่นเองครับ

ก.ล.
หุ้นสิบเด้งทั้งหลายที่ใครบางคนถือเอาไว้ มันไม่ได้ขึ้นมาทีเดียวสิบเท่าตัวในเวลาหนึ่งหรือสองเดือนนะครับ นั่นล่ะที่นักลงทุนจริงๆ เขาทำกัน คือหาบริษัทที่ดีมีความสามารถในการทำกำไร ในการเติบโต แล้วซื้อหุ้นไว้ แล้วปล่อยให้บริษัทเติบโตไปเรื่อยๆ ระหว่างนั้นอาจจะเจอหุ้นขึ้น หุ้นลง ก็ต้องเฉยๆ ไว้ ซึ่งก็น่าจะทำได่ไม่ยาก "เพราะว่าเรารู้ว่าราคาที่แท้จริงมันควรจะเป็นเท่าไร" นั่นเอง

แล้ว คุณๆ รู้หรือเปล่าว่า ราคาที่ควรจะเป็นของหุ้นที่คุณซื้อ ควรจะเป็นเท่าไร?

มือเก่าหัดขับ
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I12151792/I12151792.html
โพสต์เมื่อ โดย

คำคมของเซียนหุ้นระดับโลก

คำคมของเซียนหุ้นระดับโลก  

ที่มาhttp://chulakorn.blogspot.com/2012/05/blog-post_9709.html
กุมภาพันธ์ 16, 2012 ที่ 14:42 · Filed under Uncategorized
คำคมของเซียนหุ้นระดับโลก
จากเว็ป Hongvalue's Blog'


ปีเตอร์ลิน กล่าวไว้ในหนังสือ beating the street ว่า
ไม่ว่าคุณจะใช้วิธีการไหนเลือกหุ้นสุดท้ายสิ่งที่จะตัดสินว่าคุณจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว
คือความสามารถในการเพิกเฉยต่อความกังวลกับเรื่องต่างๆในโลกได้ยาวนานพอที่จะทำให้การลงทุนของคุณ ประสบความสำเร็จ

สิ่งที่จะกำหนดชะตากรรมของนักลงทุนไม่ใช่ความเฉลียวฉลาดแต่เป็นความสามารถในการควบคุมอารมณ์ต่างหาก
นักลงทุนขี้ตกใจจะถูกกดดันให้ออกจากตลาดในยามที่ตลาดเต็มไปด้วยข่าวร้าย ไม่ว่าพวกเขาจะเฉลียวฉลาดปานใดก็ตาม

-
ผมคิดว่าคำพูดนี้เป็นจริงมากในชีวิตการลงทุนจริงๆ ปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่าการหาความรู้ทางการลงทุนจะไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป สำหรับนักลงทุนทั่วไป
แต่สิ่งที่ยากก็คือ การควบคุมจิตใจไม่ได้ “สติแตก” ในเวลาที่หุ้นลง หลายคนซื้อหุ้นได้ในราคาไม่แพงแต่ก็ขายหุ้นเหล่านั้นออกไปในราคาขาดทุนหรือ แทบไม่ได้กำไร เพราะหุ้นเหล่านี้
ลงไปหลังจากที่เขาซื้อ แม้ว่าเขาจะมั่นใจในพื้นฐานหุ้นแค่ไหนก็ตาม แต่เขาคิดว่าถ้าหุ้นลงแสดงว่าเขาคิดผิดเพราะน่าจะมีคนที่รู้ดีกว่าตัวเขา อยู่ที่กำลังขายหุ้นตัวนั้น
อย่ากระนั้นเลย ละทิ้งทุกสิ่งที่เขาคิดแล้วโยนขายหุ้นตามไปเลยดีกว่า น่าจะสบายใจดี ปรากฏว่าในอีกครึ่งปีต่อมาหุ้นตัวนั้นก็ขึ้นไปถึง 70%
และกำไรของหุ้นก็ออกมาตามคาดเสียด้วย ผมเชื่อว่าคนจำนวนมากเคยเจอเรื่องแบบนี้ และผมเองก็เคยมีประสบการณ์ที่ขมขื่นแบบนี้มาแล้วเหมือนกัน

ความเห็นของผมคือ แม้ว่าคุณเข้าใจในพื้นฐานหุ้นมากๆ แต่ถ้าคุณ สติแตกง่าย คุณก็มีแนวโน้มที่จะไม่ประสบความสำเร็จทางการเงินอยู่ดี

ต่อมาเป็นคำพูดของ ลิเวอร์มอ
-ลิเวอร์มอ กล่าวในหนังสือ how to trade in  stock ว่า
ถ้าคุณอยากจะเป็นนักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จจงขจัดความคิดเพ้อฝันออกไปจากหัวซะ ซึ่งความคิดพวกนั้นก็คือ ความคิดนั้นก็คือ
ความคิดว่าคุณจะสามารถประสบความสำเร็จในการเก็งกำไรได้ตลอดเวลา ทุกวัน ทุกอาทิตย์
ลิเวอร์มอกล่าวว่า ผู้ที่มหกมุ่นกับการเก็งกำไรรายวันจะมองไม่เห็น trend ที่ใหญ่กว่านั้น และเมื่อไหร่ก็ตามที่เริ่มมีเทรนชัดๆ
นักลงทุนเหล่านั้นจะไม่ได้ประโยชน์จากเทรนใหญ่เพราะเขาหมกมุ่นกับการหาประโยชน์รายวันมากเกินไป

คำกล่าวของลิเวอร์มอ น่าสนใจไม่น้อยเพราะ ลิเวอร์มอเป็นนักเก็งกำไรระดับโลก แต่เขาไม่ได้เก็งรายวัน ซื้อเช้าขายเย็น เมื่อนักลงทุนที่ชอบเทรดด้วยสโลแกนว่า
เทรดหาค่ากับข้าว ดูเหมือนว่าคนที่ประสบความสำเร็จสูงนั้นจะมองเทรนที่เป็นหลักเดือนหลักปีมากกว่า วันหรืออาทิตย์
พวกเสี่ยๆในเมืองไทย บางคนก็บอกว่าปีนึงจะเทรดไม่กี่หนขอให้มั่นใจว่าทำกำไรได้แน่ชัวๆหน่อยค่อยเล่น ไม่เล่นตลอดเวลา

คำพูดสุดท้ายเป็นคำพูดของ buffet
ที่บอกว่าให้คิดซะว่าชีวิตนี้คุณซื้อหุ้นได้แค่ 20 ตัวก็พอ นั้นก็คือ ให้หวดต่อเมื่อเป็นวงสวิงที่ perfect เท่านั้น

ในชีวิตผมได้เจอกับเซียนหุ้นมาเยอะพอสมควร ผมสังเกตุว่าพวกเขาหลายคนที่รวยจากการเล่นหุ้น 50-100 เท่าใน 7-10 ปีย้อนหลังมานี้ เขาทำกำไรจากหุ้นไม่ถึง 10-12 ตัว
ดูเหมือนแต่ละตัวพวกเขาถือกันเป็นปีหรือปีครึ่ง และได้แต่ละตัวเป็นเท่าๆกันทั้งนั้น ผมก็คิดว่าสิ่งที่บัฟเฟตพูดก็สะท้อนความเป็นจริงที่ประสบการณ์ผมได้เจอมา จริงๆ
คือคนที่กำไรเยอะมากๆนั้น ไม่จำเป็นต้องได้มาจากหุ้นที่มากตัว แต่ได้จากไม่กี่ตัวแต่ตัวนึงเยอะๆ

การที่เราคิดว่าชีวิตนี้เราซื้อหุ้นได้ไม่กี่ครั้งจะทำให้การซื้อแต่ละครั้ง มีความรอบคอบสูง ต้องมี mos สูงแต่ทำการบ้านหนักทำให้แต่ละครั้งที่ลงทุนมักจะไม่ค่อยผิดพลาด
แต่กลับกันถ้าเราซื้อขายบ่อยมากเกินไป เรามักจะรู้พื้นฐานของหุ้นได้ไม่ละเอียดมาก และเราอาจไม่ได้ต่อราคามากเท่าไหร่ เพราะโอกาสที่ดีของการลงทุนจริงๆแล้วมีไม่ได้บ่อยนัก
แต่ถ้าเราซื้อขายบ่อยมากๆ น่าจะสะท้อนว่าความรอบคอบของเราไม่มากนัก

========================================================================

จากคุณ : Wild Rabbit
เขียนเมื่อ : 14 พ.ค. 55 11:19:16

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การลงทุนแบบ Philip Fisher

PHILIP A. FISHER (1907-2004)
ในกลุ่มนักลงทุนที่มีชื่อเสี่ยงหลายคน ฟิชเชอร์ นับได้ว่าเป็น บิดาแห่งการลงทุน สไตล์ Growth Investor
หรือ การลงทุนในธุรกิจที่มีการเติบโตสูง โดยเขาจำกัดความตนเองว่าเป็น นักซื้อธุรกิจแบบเติบโตยั่งยืน

รูปแบบการลงทุนของฟิชเชอร์ นั้นเขามักจะเน้น ธุรกิจเทคโนโลยี โดยที่ซื้อแล้วถือลืม


ความสำเร็จที่สำคัญ ของเขาคือการเข้าซื้อหุ้นในบริษัท เท็กซัส อินสทรูเม้นต์ (สินค้า ปัจจุบันเป็น เครื่องคิดเลขทางวิทยาศาสตร์ เครื่องใหญ่ๆ) ในปี 1956 นานมากก่อนจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในปี1970 ซื้อที่ราคา 2.7 USD และหลังจากนั้นราคาก็ขึ้นไปถึง 200 USD เพิ่มขึ้น 7400%
และการลงทุนซื้อหุ้นบริษัท Motorola ซื่งเป็นบริษัทผลิตวิทยุที่เขาซื้อเมื่อปี 1955 และถือจนกระทั่งตัวเองถึงแก่กรรมในเดือน มีนาคม 2004 รวมอายุขัย 96 ปี


วิธีการ และแนวทางในการลงทุน Methods and guidelines
ให้ความสนใจในหุ้นบริษัทใหม่ที่มีการเติบโต (Young growth stock) และเพื่อให้ได้มาซึ่งความชัดเจน นักลงทุนควร
1.อ่านข้อมูลทุกอย่างที่หาได้ ทั้งจากวารสาร รายงานของบริษัทหลักทรัพย์
2.สนทนากับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกิจการ เช่นผู้จัดการ พนักงาน โดยเฉพาะกับผู้ป้อนวัตถุดิบ ลูกค้า คู่แข่ง
3.เยี่ยมชม สถานที่ทำงานในจุดต่างๆของบริษัทเช่นโรงงาน สาขา ถ้าเป็นไปได้ ไม่ควรไปแค่สำนักงานใหญ่
4.ก่อนที่จะซื้อหุ้นของบริษัทนั้นๆ จะต้องแน่ใจว่าสามารถตอบคำถามต่อไปนี้ได้

โดยทั้งคำถาม 15 ข้อ - คำถามเหล่านี้ตั้งขึ้นมาใช้สำหรับซักไซ้ไล่เรียงหาคำตอบจาก ผู้ส่งป้อนสินค้าต่างๆ, คู่แข่งทั้งหลาย และเหล่าผู้บริโภค:

   1. บริษัทมีสินค้าหรือบริการที่มีศักยภาพในตลาดเพียงพอซึ่งเป็นไปได้ว่าจะสามารถเพิ่มยอดขายไปได้อย่างน้อยอีกหลายๆปีหรือไม่

   2. ผู้บริหารมีความมุ่งมั่นที่จะยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่หรือขบวนการผลิตใหม่ ขึ้นมาทดแทนสายของผลิตภัณฑ์เดิมที่เป็นที่ต้องการตลาดเดิมขณะนี้แต่ส่วนใหญ่ ถูกช่วงชิงเอาศักยภาพการเติบโตดังกล่าวไป ทั้งนี้เพื่อว่าผลิตภัณฑ์ใหม่จะได้เป็นตัวเพิ่มศักยภาพการขายโดยรวมของ บริษัทให้เติบโตต่อไปหรือไม่

   3. เมื่อเทียบกับขนาดของบริษัทแล้วฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีความทุ่มเทเอาจริงเอาจังอย่างมีประสิทธิผลหรือไม่

   4. องค์กรฝ่ายขายของบริษัทมีความสามารถสูงเกินกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไปหรือไม่

   5. บริษัทสามารถทำกำไรในอัตราส่วนที่ดีพอหรือไม่

   6. บริษัทได้กำลังทำอะไรเพื่อรักษาคงอัตรากำไรไว้หรือปรับปรุงเพื่อทำให้อัตรากำไรสูงขึ้นกว่าเดิมอยู่หรือไม่

   7. บริษัทมีการสร้างความสัมพันธ์กับแรงงานและบุคคลากรได้ยอดเยี่ยมหรือไม่

   8. บริษัทมีการสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริหารได้ยอดเยี่ยมหรือไม่

   9. บริษัทมีจำนวนบุคคลากรที่มีปัญญา เฉลี่ยวฉลาดและรู้จริงร่วมงานกับผู้บริหารหรือไม่

   10. บริษัทมีการวิเคราะห์ต้นทุนและควบคุมระบบบัญชีได้ดีเพียงใด

   11. เมื่อพิจารณาเทียบเคียงกับคู่แข่งในวงการอุตสาหกรรมเดียวกัน บริษัทมีสิ่งบ่งบอกอย่างอื่นทางธุรกิจที่แตกต่างออกไปที่พอจะทำให้ผู้ลงทุน ใช้เป็นตัวชี้นำสำคัญๆที่จะบ่งชี้ได้ว่าบริษัทมีความโดดเด่นเหนือกว่าอย่าง ไรหรือไม่

   12. เมื่อพิจารณาในเรื่องของการทำกำไร บริษัทมีการมองภาพการทำกำไรแบบช่วงสั้นๆ หรือ แบบช่วงยาวๆ

   13. ในอนาคตอีกไม่นานบริษัทจำเป็นต้องเพิ่มทุนในส่วนของผู้ถือหุ้นเพื่อนำไปขยาย กิจการสร้างการเติบโตกับบริษัท ซึ่งที่สุดแล้วการเพิ่มทุนดังกล่าวเพื่อแลกกับการเติบโตที่คาดหวังไว้จะเป็น ตัวการทำให้ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นที่เคยได้รับหมดไปหรือไม่

   14. เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างราบรื่นผู้บริหารพูดคุยกับนักลงทุนอย่างเปิดเผยเกี่ยว กับสิ่งต่างๆที่บริษัทกระทำลงไปแต่ในทางตรงกันข้ามกลับปิดบังอำพรางเมื่อมี ปัญหาเกิดขึ้นและผลประกอบการไม่เป็นไปตามที่หวัง หรือไม่

   15. ผู้บริหารของบริษัทมีความซื่อสัตย์สุจริต หรือไม่

เขามีเหตุผลเพียงสามประการที่จะตัดสินใจขายหุ้นออก

  1.เกิดความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงในการวิเคราะห์หุ้นที่ซื้อมาแล้ว

  2.บริษัทนั้นมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถผ่านหลักเกณฑ์ทั้ง15ข้างต้นได้เหมือนที่เคยเป็น

  3.สามารที่จะนำเงินลงทุนในบริษัทเดิมไปลงทุนในบริษัทอื่นที่สามารถสร้างผล ตอบ แทนได้สูงกว่ามากๆ และก่อนจะตัดสินใจลงไปต้องแน่ใจว่ามีเหตุผลที่หนักแน่นพอ



คำแนะนำจาก ฟิลิป ฟิชเชอร์ ‘สิ่งสำคัญที่นักลงทุนทั้งหลายไม่พึงกระทำ


   ในการลงทุนนั้น การหยุดการสั่งซื้อมีความสำคัญพอๆกับการสั่งซื้อ ต่อไปนี้เป็นข้อแนะนำจาก ฟิลิป ฟิชเชอร์ ในเรื่องที่คุณไม่พึงกระทำ

   1. อย่าเน้นในเรื่องการกระจายความเสี่ยงมากจนเกินเหตุ

   ที่ปรึกษาการลงทุนหลายๆคนและนักสื่อสารด้านการลงทุน ได้อธิบายความถึงข้อดีของการกระจายตวามเสี่ยง โดยยกเอาประโยคที่น่าสนใจและจดจำง่ายนี้ขึ้นมาพูดอยู่เสมอๆ “อย่าใส่ไข่หลายๆฟองของท่านไว้ในตระกร้าใบเดียว”

   อย่างไรก็ตาม ฟิชเชอร์ ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่ท่านใส่ไข่หลายฟองของท่านไว้ในตระกร้าใบโน้นบ้างใบนี้บ้าง ก็ไม่แน่เสมอไปว่าไข่ทั้งหมดทุกฟองจะอยู่ในที่ปลอดภัยดี อีกทั้งยังยากต่อการเฝ้าติดตามดูไข่ทุกฟองนั้น

   ฟิชเชอร์, เป็นผู้ซึ่งถือหุ้นไม่เกิน 30 ตัวเป็นอย่างมากที่สุดไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใดของอาชีพ, มีคำตอบที่ดีกว่าดังนี้คือ

   ‘ให้เสียสละเวลาค้นคว้าและทำความเข้าใจบริษัทหนึ่งๆอย่างถ้วนถี่ และถ้าหากเป็นที่แน่ชัดว่าบริษัทดังกล่าวเข้าเกณฑ์ 15 ข้อที่เขาตั้งเป็นเกณฑ์กำหนดไว้ครบถ้วน คุณควรที่จะลงทุนในปริมาณมากๆ’

   ฟิชเชอร์ เห็นด้วยกับคำพูดของ มาร์ค ทเวน ที่ว่า “ใส่ไข่ทั้งหมดทุกฟองของคุณไว้ในตระกร้าใบเดียว และเฝ้าดูแลตระกร้านั้นให้ดี”


   2. อย่าแห่ตามฝูงชน

   การเฮโลไปกับฝูงชนโดยลงทุนในหุ้นที่กำลังอยู่ในความนิยม อย่างเช่น หุ้นกลุ่ม”นิฟตี้ ฟิฟตี้” (หุ้น 50 ตัวที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนสถาบัน)ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 หรือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ในช่วงปลายทศวรรษปี 1990 เป็นอันตรายต่อสุขภาพการเงินของคุณได้

   ในทางตรงกันข้าม การค้นคว้าหาข้อมูลในหุ้นกลุ่มที่ฝูงชนละเลยไม่ให้ความสนใจ ก็สามารถสร้างผลกำไรให้สูงมากๆได้

   ครั้งหนึ่ง เซอร์ ไอแซ๊ค นิวตัน เคยพูดยอมรับอย่างเศร้าใจว่า เขาสามารถที่จะคำนวณการเคลื่อนไหวของวัตถุต่างๆที่ตกมาจากท้องฟ้าได้ แต่กับความบ้าคลั่งของฝูงชนนั้น เขาไม่อาจจะทำได้ ฟิชเชอร์ เห็นด้วยอย่างจริงใจกับคำกล่าวนี้

   3. อย่าคิดเล็กคิดน้อย

   หลังจากได้ศึกษาค้นคว้าอย่างกว้างขวาง และคุณได้พบบริษัทที่คุณมั่นใจว่าจะเจริญเติบโตอย่างแน่นอนในช่วง 10 ปีข้างหน้า และราคาหุ้นปัจจุบันเสนอขายในราคาเหมาะสม คุณควรจะรอหรือละเว้นการลงทุนของคุณเพื่อให้ราคาลงมาต่ำกว่าที่เป็นอยู่ขณะ นั้นอีกซักไม่กี่เพนนีดีกว่า?

   ฟิชเชอร์ ได้เล่าเรื่องของนักลงทุนที่ชำนิชำนาญคนหนึ่ง ที่ต้องการจะซื้อหุ้นของบริษัทหนึ่งซึ่งในวันนั้นราคาหุ้นปิดที่ 35.5 เหรียญต่อหุ้น อย่างไรก็ตามนักลงทุนผู้นี้ตั้งใจว่าจะไม่ซื้อหุ้นตัวนั้นจนกว่าราคาจะลดลง มาอยู่ที่ 35 เหรียญ ซึ่งหลังจากวันนั้น หุ้นตัวนี้ไม่เคยมีราคาต่ำกว่า 35 เหรียญอีกเลย

   และต่อมาอีก 25 ปี มูลค่าของหุ้นได้เพิ่มขึ้นเป็น 500 เหรียญต่อหุ้น นักลงทุนผู้นี้พลาดโอกาสที่จะได้ส่วนต่างราคาที่มากมายมหาศาลไปอย่างน่า เสียดาย เพียงแค่ต้องการประหยัดต้นทุนอีก 50 เซนต์ต่อหุ้น

   แม้แต่ วอร์เร็น บัฟเฟตต์ เอง ก็มักจะปล่อยให้เกิดความผิดพลาดทางจิตใจในแบบนี้เช่นกัน

   บัฟเฟตต์ เคยเริ่มซื้อ วอลมาร์ท เมื่อหลายปีก่อนหน้านั้น แต่ก็หยุดซื้อเมื่อราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย บัฟเฟตต์ ยอมรับว่าความผิดพลาดอันนี้ทำให้ เบิร์กไชร์ แฮทธาเวย์ สูญเสียกำไรที่ควรจะเป็นไปราว 1 หมื่นล้านเหรียญ

   แม้แต่นักทำนายผู้ปราดเปรื่องแห่งโอมาฮา ยังน่าได้รับประโยชน์จากข้อแนะนำของ ฟิชเชอร์ ข้อนี้ที่ว่า อย่าคิดเล็กคิดน้อย

12 พค 2555

credit.
1.http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I12073992/I12073992.html
2.http://nevercry-boy.blogspot.com/2012/01/1.html
3.http://www.thaivi.com/2009/09/60/

เหตุที่ "บัฟเฟตต์" ชอบหุ้นมากกว่าทองคำและพันธบัตร

ที่มาhttp://chulakorn.blogspot.com/2012/03/fortune-27.html
เหตุที่ "บัฟเฟตต์" ชอบหุ้นมากกว่าทองคำและพันธบัตร

บทความนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียนลงในนิตยสาร Fortune ฉบับวันที่ 27 ก.พ. 2012 เนื้อความอาจจะยาวหน่อย แต่เมื่อคิดว่ามัน "กลั่น" ออกมาจากมันสมองของบรมวีไออย่างบัฟเฟตต์ ก็ต้องบอกว่าควรค่าแก่การอ่านทุกตัวอักษร

ทั้ง นี้ผมไม่ได้แปลเอง แต่คัดลอกมาจากคลับวีไอครับ เนื้อหาอาจกระตุกความคิดของหลายๆ คนที่ซื้อหรือกำลังจะซื้อทองคำ รวมทั้งอาจมีหลายคนไม่เห็นด้วยก็ได้

เครดิต http://clubvi.com/2012/02/22/whystocksbeatgold3/

------------------------------------------------------------------

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียน / แปลโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช


ผู้คนมักกล่าวว่า การลงทุน คือการกระบวนการในการเอาเงินออกมาบริหาร โดยหวังว่าจะได้รับเงินมากขึ้นในอนาคต

แต่ ที่เบิร์คไชร์ แฮธาเวย์ เราใช้หลักที่เข้มงวดกว่านั้นมาก เราให้คำจำกัดความของ การลงทุน ว่าเป็นการส่งต่ออำนาจซื้อไปสู่ผู้อื่น ด้วยความคาดหวังอย่างมีเหตุผลว่าจะเกิดเป็นอำนาจซื้อที่มากขึ้นในอนาคต หลังจากหักภาษีในอัตราที่น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ หากจะให้ชี้ชัดยิ่งขึ้น ต้องบอกว่า การลงทุนคือการผัดผ่อนการบริโภค ณ วันนี้ เพื่อให้มีความสามารถที่จะบริโภคได้มากขึ้นในวันข้างหน้า

ด้วย นิยามของเรา จึงก่อให้เกิดผลที่ตามมาอันสำคัญยิ่งประการหนึ่ง กล่าวคือ ความเสี่ยงจากการลงทุน มิอาจวัดได้โดยค่าเบต้า (อันเป็นค่าที่คนในวอลล์สตรีทชอบใช้กัน) หากแต่วัดได้โดยหลักความน่าจะเป็น แต่ต้องเป็น ความน่าจะเป็นอย่างมีเหตุผล ที่ผู้ที่เป็นเจ้าของเงินจะสูญเสียอำนาจซื้อหลังจากถือสินทรัพย์นั้นไประยะ หนึ่ง

ทั้ง นี้ ราคาของสินทรัพย์อาจผันผวนขึ้นลงอย่างรุนแรงได้โดยไม่มีความเสี่ยงอันใด หากว่ามันยังคงเพิ่มอำนาจซื้อให้กับผู้ถือสินทรัพย์นั้นอย่างมั่นคงและแน่ นอน หลังจากถือมันไว้ระยะหนึ่ง ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า แม้สินทรัพย์ที่ราคาไม่ผันผวนเลย ก็อาจเต็มไปด้วยความเสี่ยงได้

ความ น่าจะเป็นในการลงทุนนั้นมีอยู่มากมายและหลากหลาย อย่างไรก็ตาม ความน่าจะเป็นดังกล่าวสามารถแบ่งออกได้เป็นสามประเภทหลักๆ ซึ่งเราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจคุณลักษณะของความน่าจะเป็นแต่ละประเภท เรามาดูกันเถอะครับ

การ ลงทุนต่างๆ ที่อิงกับค่าเงิน เช่น กองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) พันธบัตร การจดจำนอง เงินฝากธนาคาร และอื่นๆ มักถูกเข้าใจว่ามี “ความปลอดภัย” แต่ที่จริงแล้ว พวกมันคือสินทรัพย์ที่อันตรายที่สุด ค่าเบต้าของมันอาจจะเป็นศูนย์ แต่ความเสี่ยงนั้นมากมายเหลือเกิน

ใน ศตวรรษที่ผ่านมา เครื่องมือเหล่านี้ได้ทำลายอำนาจซื้อของนักลงทุนในหลายต่อหลายประเทศ แม้ว่าคนที่ถือมันอยู่จะได้รับผลตอบแทนเป็นระยะๆ ทั้งในรูปของดอกเบี้ยและเงินต้น แต่ผลลัพธ์อันอัปลักษณ์จะยังคงอยู่ตลอดไป  รัฐบาลเป็นผู้กำหนดมูลค่าของเงินตรา แต่ระบบที่เป็นอยู่จะบีบบังคับให้รัฐบาลต้องไหลตามน้ำ โดยใช้นโยบายที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ และมีหลายครั้งหลายหนที่นโยบายเหล่านั้นหลุดออกไปอยู่เหนือความควบคุม

แม้ แต่ในสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ผู้คนคาดหวังว่าค่าเงินน่าจะมีความแข็งแกร่ง เงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ก็ยังลดค่าลงถึง 86% ตั้งแต่ปี 1965 ซึ่งเป็นเวลาที่ผมเข้ามาบริหารเบิร์คไชร์ ณ วันนี้ เราต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 7 ดอลล่าร์ เพื่อซื้อสิ่งที่เราเคยซื้อได้ด้วยเงิน 1 ดอลล่าร์ ในเวลานั้น ด้วยเหตุนี้ กองทุนหรือสถาบันการเงินใดๆ ที่ไม่มีภาระต้องจ่ายภาษี จึงต้องทำดอกเบี้ยให้ได้ถึง 4.3% ต่อปี จากการลงทุนในตั๋วเงินคลังของสหรัฐอเมริกาตลอดระยะเวลาดังกล่าว จึงจะสามารถรักษาอำนาจซื้อของตัวเองไว้ได้ ผู้จัดการของกองทุนหรือสถาบันการเงินเหล่านั้นคงกำลังหลอกตัวเองแน่ๆ ถ้าพวกเขาจะเรียกดอกเบี้ยที่ได้รับว่า “รายได้”

สำหรับ นักลงทุนที่ต้องจ่ายภาษีอย่างคุณและผม ภาพที่เห็นกลับเลวร้ายยิ่งขึ้น ตลอดระยะเวลา 47 ปีที่ผ่านมา ตั๋วเงินคลังของสหรัฐอเมริกาให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5.7% ต่อปี ฟังดูแล้วเหมือนจะน่าพอใจ แต่ถ้านักลงทุนแต่ละคนจ่ายภาษีในอัตรา 25% ต่อปี ผลตอบแทน 5.7% นี้ จะทำให้พวกเขาไม่ได้อะไรเลยในแง่ของรายได้ที่แท้จริง ภาษีเงินได้ที่พวกเขาต้องจ่าย จะกินผลตอบแทนที่ว่าไปถึง 1.4% ในขณะที่ “ภาษีเงินเฟ้อ” ซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จะกัดกินผลตอบแทนอีก 4.3% ที่เหลือจนหมดสิ้น ที่น่าสังเกตก็คือ ภาษีเงินเฟ้อ มีค่ามากกว่าภาษีเงินได้ธรรมดาที่นักลงทุนคิดว่าเป็นภาระหลักของพวกเขาถึง เกือบ 3 เท่า

ใน ธนบัตรอาจมีคำว่า “เราเชื่อมั่นในพระเจ้า”  (In God We Trust) อยู่ก็จริง แต่มือที่ทำให้เครื่องพิมพ์เงินของประเทศเราพิมพ์ธนบัตรออกมานั้น เป็นมือของคนเดินดินธรรมดาๆ นี่เอง

แน่ นอนว่าอัตราดอกเบี้ยสูงๆ จะช่วยชดเชยความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่เกิดจากการลงทุนซึ่งอิงกับค่าเงินได้ และอัตราดอกเบี้ยในทศวรรษที่ 80 ก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน ไม่สามารถที่จะครอบคลุมความเสี่ยงจากการสูญเสียอำนาจซื้อดังกล่าวได้เลยแม้ แต่น้อย ที่จริงแล้ว พันธบัตรควรมีฉลากคำเตือนให้ระวังอันตรายแปะอยู่ด้วยซ้ำ

ภาย ใต้สภาวการณ์ทุกวันนี้  ผมจึงไม่ชอบการลงทุนใดๆ ที่อิงกับค่าเงิน อย่างไรก็ตาม เบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ ก็ยังมีการลงทุนเหล่านั้นอยู่พอสมควรในรูปแบบของการลงทุนระยะสั้นต่างๆ สำหรับ เบิร์คไชร์ สภาพคล่องจำนวนมหาศาลถือเป็นหัวใจสำคัญ และเป็นสิ่งที่เรา ไม่มีทาง จะละเลย

เรา จำเป็นต้องมองข้ามอัตราผลตอบแทนที่ไม่เพียงพอนั้น เพื่อคงไว้ซึ่งสภาพคล่องมหาศาล เราจึงถือตั๋วเงินคลัง ซึ่งเป็นการลงทุนประเภทเดียวที่พอจะไว้วางใจได้ในเรื่องของสภาพคล่อง ภายใต้สภาวะทางเศรษฐกิจที่แสนจะสับสนอลหม่านดังเช่นในปัจจุบัน บนหน้าตักของเราในเวลานี้มีอยู่ราวๆ 2 หมื่นล้านดอลล่าร์ และอย่างน้อยที่สุดต้องมี 1 หมื่นล้านดอลล่าร์สำรองไว้เสมอ

นอก เหนือจากความจำเป็นในเรื่องของสภาพคล่องและกฎระเบียบต่างๆ แล้ว เราจะซื้อหลักทรัพย์ที่อิงกับค่าเงินก็ต่อเมื่อมีโอกาสที่มันจะให้ผลตอบแทน ในระดับที่สูงผิดปกติเท่านั้น เช่น เมื่อมีการตั้งราคาสินเชื่อผิดๆ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในช่วงเวลาของวิกฤตการเงิน จนเกิดเป็นพันธบัตรขยะ (Junk Bonds) มากมาย หรือเมื่ออัตราดอกเบี้ยนั้นสูง จนเราสามารถที่จะทำกำไรจากพันธบัตรชั้นดีได้ในเวลาที่อัตราดอกเบี้ยนั้นลดลง

แม้ ว่าในอดีต เราจะเคยศึกษาถึงโอกาสที่ทั้งสองเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น และอาจทำการศึกษาซ้ำอีกในอนาคต แต่ตอนนี้ เราแทบไม่เห็นว่าความคาดหวังดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้เลย 

ณ วันนี้ ความเห็นของ เชลบี้ คัลลอม คนในวอลล์สตรีทที่เคยพูดเอาไว้เมื่อนานมาแล้วดูเหมือนจะเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน

“พันธบัตรที่เชื่อกันว่าให้ผลตอบแทนโดยไม่มีความเสี่ยง กำลังถูกตั้งราคาราวกับมันเป็นสิ่งที่ให้ความเสี่ยงโดยไม่มีผลตอบแทน” 

การ ลงทุนอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของสินทรัพย์ที่ไม่มีวันจะทำให้เกิดผลิตผลอะไรขึ้นมาได้เลย แต่ผู้คนกลับชอบที่จะซื้อหา เนื่องจากผู้ซื้อมีความหวังว่าใครสักคน ซึ่งย่อมรู้เช่นเดียวกันว่าสินทรัพย์ชนิดนี้จะไม่มีวันทำให้เกิดประโยชน์โพด ผลใดๆ จักยอมจ่ายในราคาที่สูงกว่าเพื่อซื้อมัน อาทิเช่น ดอกทิวลิป ซึ่งได้กลายเป็นสินค้ายอดนิยมของผู้คนในศตวรรษที่ 17

การ ลงทุนจำพวกนี้ ต้องมีกลุ่มของผู้ซื้อที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยผู้ซื้อถูกล่อให้แห่กันเข้ามาด้วยความเชื่อที่ว่ากลุ่มของคนที่เป็นแบบ พวกเขาจะขยายตัวต่อไปอีก ผู้ถือสินทรัพย์ชนิดนี้มิได้มีแรงบันดาลใจว่าตัวสินทรัพย์ที่พวกเขาถือจะ สร้างผลผลิตใดๆ ทั้งยังรู้ดีกว่าสินทรัพย์นั้นจะยังคงไร้ชีวิตตลอดไป พวกเขาเพียงหวังว่าคนอื่นๆ จะปรารถนามันมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ใน บรรดาสินทรัพย์จำพวกนี้ อันดับหนึ่งคือ “ทองคำ” ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของนักลงทุนที่กลัวสินทรัพย์อื่นๆ แทบจะทุกชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินกระดาษ (อันที่จริง สินทรัพย์หลายชนิดก็มีเหตุผลควรที่สมควรจะกลัวอยู่)

อย่าง ไรก็ตาม ทองคำมีจุดอ่อนอยู่สองประการ คือ ตัวมันเองเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ค่อยได้ ทั้งยังไม่ทำให้เกิดผลิตผลอะไรขึ้นมาได้เลย จริงอยู่ที่ทองคำมีประโยชน์ในแง่ของอุตสาหกรรมและใช้เป็นเครื่องประดับได้ แต่อุปสงค์ในแง่ดังกล่าวมีอยู่จำกัด และไม่สามารถทำให้ทองเพิ่มปริมาณขึ้นได้ ถ้าคุณมีทองคำหนึ่งออนซ์ ทองคำนั้นย่อมมีปริมาณหนึ่งออนซ์เท่าเดิมตราบจนชั่วกัลปาวสาน

สิ่ง สำคัญที่ดึงดูดแฟนพันธุ์แท้ทองคำคือความเชื่อที่ว่า ผู้คนจะเกิดความกลัวในสินทรัพย์อื่นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ความเชื่อดังกล่าวก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง ยิ่งไปกว่านั้น ราคาที่สูงขึ้นของทองคำก็ยิ่งทำให้คนมีความกระตือรือร้นอยากจะซื้อมัน จนดึงดูดให้ผู้ลงทุนเชื่อว่าการเพิ่มขึ้นของราคาทองเป็นไปตามข้อสรุปทางการ ลงทุนที่สมเหตุสมผลแล้ว

นักลงทุนที่ชอบแห่ตามกันไม่ว่าจะเป็นการลงทุนประเภทไหน มักจะสร้างความจริงของตัวเองขึ้นมาเสมอ อย่างน้อยก็ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ใน ช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ทั้งหุ้นอินเทอร์เน็ตและบ้านได้แสดงให้เห็นถึงภาวะความเฟ้อเกินไป อันเป็นผลมาจากการผสมผสานกันระหว่างข้อสรุปที่มีเหตุผลกับราคาที่เกินกว่า เหตุ

ในภาวะ ฟองสบู่ มหาชนที่เคยลังเลสงสัย มักยอมศิโรราบต่อ “ข้อพิสูจน์” ที่ตลาด “จัดให้” และกลุ่มของผู้ซื้อก็จะขยายตัวออกไปอย่างใหญ่หลวง จนเพียงพอที่จะทำให้พฤติกรรมแห่ตามกันนั้นหมุนเวียนต่อไปเรื่อยๆ แต่แล้วฟองสบู่ที่โตเกินก็จะแตกโพละออก และเมื่อนั้น ภาษิตโบราณก็จักได้รับการตอกย้ำอีกครั้งหนึ่ง …

“สิ่งที่คนฉลาดทำในตอนเริ่มต้น คนโง่จะทำมันในท้ายที่สุด” 

ณ วันนี้ คลังทองคำของโลกมีอยู่ประมาณ 170,000 เมตริกตัน หากเอาทองทั้งหมดมาหลอมรวมกัน เราจะได้ลูกบาศก์ทองคำที่มีความกว้างยาวลึกด้านละ 68 ฟุต (เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ขนาดของมันวางลงบนสนามเบสบอลได้พอดิบพอดี) ณ ราคา 1,750 ดอลล่าร์ต่อออนซ์ ในเวลาที่ผมเขียนบทความนี้ ราคาของทองคำทั้งหมดในโลกจะมีมูลค่ารวมกันเท่ากับ 9.6 ล้านล้านดอลล่าร์ โดยเราจะเรียกสิ่งนี้ว่า “ก้อน A”

เอา ล่ะ ทีนี้มาสร้าง “ก้อน B” กันบ้าง ก้อน B ที่ว่านี้มีราคาเท่ากับก้อน A แต่เราสามารถใช้มันซื้อไร่นาทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา (จำนวน 400 ล้านเอเคอร์ ทำรายได้รวมกัน 2 แสนล้านเหรียญต่อปี) บวกกับบริษัท Exxon Mobil จำนวน 16 บริษัท (Exxon Mobil คือบริษัทที่ทำกำไรได้มากที่สุดในโลก โดยสมมุติว่าเรามีบริษัทนี้อยู่ 16 แห่ง แต่ละแห่งทำกำไรได้ปีละ 4 หมื่นล้านเหรียญ) หลังจากซื้อของดังกล่าวแล้ว เราจะยังเหลือเงินติดตัวไว้ใช้ราวๆ หนึ่งล้านล้านดอลล่าร์ (สมมุติว่าเราไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองใช้เงินเกินตัว)

คุณพอจะใช้จินตนาการได้ไหมว่า จะมีนักลงทุนคนไหนในโลกที่มีเงิน 9.6 ล้านล้านดอลล่าร์ แล้วจะเลือกซื้อก้อน A แทนที่จะซื้อก้อน B ?!!

นอก จากมูลค่าของทองจะถูกประเมินอย่างไม่สมเหตุสมผลแล้ว ราคาปัจจุบันยังทำให้ตัวมันถูกผลิตขึ้นปีละคิดเป็นมูลค่า 160,000 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งผู้ซื้อ ไม่ว่าจะซื้อเพื่อเป็นเครื่องประดับหรือซื้อไปใช้ในทางอุตสาหกรรม รวมทั้งคนที่กำลังกลัวและนักเก็งกำไร จะค่อยๆ รับเอาอุปทานส่วนเพิ่มนี้ไว้เรื่อยๆ ก่อนที่ราคา ณ ปัจจุบันจะกลายเป็นราคาสมดุลในที่สุด

ใน เวลาหนึ่งศตวรรษนับจากนี้ ที่ดิน 400 ล้านเอเคอร์จะผลิตข้าวโพด ธัญพืช ค้อตต้อน และพืชผลอื่นๆ ได้อีกเป็นจำนวนมาก และจะผลิตผลผลิตที่มีคุณค่าเหล่านั้นต่อไป ไม่ว่าค่าเงินจะเป็นอย่างไรก็ตาม ในขณะที่ Exxon Mobil จะทำเงินปันผลให้กับเจ้าของอีกนับล้านล้านเหรียญ และจะเป็นเจ้าของสินทรัพย์มูลค่าหลายล้านล้านเหรียญเช่นกัน (อย่าลืมว่าคุณมี Exxon อยู่ 16 บริษัท) ในขณะที่ทองคำ 170,000 ตัน จะไม่เพิ่มปริมาณขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว และไม่สามารถสร้างผลิตผลอะไรใดๆ ได้ทั้งสิ้น

คุณอาจลูบคลำก้อนทองคำนี้ด้วยความรัก แต่มันจะไม่มีปฏิกริยาตอบสนองใดๆ แน่นอน 

ต้อง ยอมรับว่า เมื่อคนในยุคหนึ่งร้อยปีนับจากนี้รู้สึกกลัว พวกเขาก็จะยังกระโดดเข้าหาทองคำอยู่นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ผมมั่นใจว่า ก้อน A ที่มีมูลค่า 9.6 ล้านล้านเหรียญ จะทวีมูลค่าต่อไปในอนาคตในอัตราที่ด้อยกว่าก้อน B อย่างมากเป็นแน่แท้
โพสต์เมื่อ โดย

ROE สำคัญกับการลงทุนอย่างไร


ที่มา http://chulakorn.blogspot.com/2012/03/roe.html
ROE สำคัญกับการลงทุนอย่างไร? : วิบูลย์ พึงประเสริฐ
การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ มีหลักการในการลงทุนหลายอย่าง บางท่านอาจจะให้ความสำคัญกับปริมาณการซื้อขายและราคาหุ้นเป็นหลัก โดยใช้หลักการทางเทคนิคเป็นจุดสำคัญ หรือ บางท่านอาจจะชอบลงทุนในระยะเวลาสั้นๆ เช่น ซื้อขายวันต่อวัน

การ ลงทุนในลักษณะดังกล่าว อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องรู้ซึ้งถึงตื้นลึกหนาบางของบริษัทที่จะลงทุนมากนัก สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นในระยะสั้นมากกว่า
แต่ “การลงทุนแบบเน้นคุณค่า” ที่เน้นการถือหุ้นที่มีศักยภาพในระยะยาว สิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับนักลงทุนก็คือ การที่นักลงทุนควรจะเข้าใจในพื้นฐานของธุรกิจที่จะลงทุนนั้นเป็นอย่างดี

คราว นี้ เราจะมาเจาะลึกถึงหัวข้อของอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญค่าหนึ่ง ก็คือ อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Return on Equity Ratio หรือ ROE) 

ROE คือ การหาความสัมพันธ์ระหว่าง ความสามารถในการทำกำไรกับเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้นๆ สูตรที่ใช้กันทั่วไปก็คือ

ROE = Net Profit/Equity หรือ กำไรสุทธิ หารด้วย ส่วนของผู้ถือหุ้น 

สมมติ บริษัท ก. มีงบกำไรขาดทุนและงบดุล ณ ปลายปี คร่าวๆดังนี้
งบกำไรขาดทุนบริษัท ก. (หน่วย: ล้านบาท) 
ยอดขาย 12,000
ต้นทุนรวมภาษี 10,800
กำไรสุทธิ 1,200
งบดุลบริษัท ก.(หน่วย: ล้านบาท) 
ทรัพย์สินหมุนเวียน 2,000 หนี้สินหมุนเวียน 2,000
ทรัพย์สินถาวร 8,000 หนี้สินระยะยาว 0
ส่วนของผู้ถือหุ้น 8,000
รวมทรัพย์สิน 10,000 รวมหนี้สินและส่วนผู้ถือหุ้น 10,000
ดังนั้น ROE ของบริษัท ก. คำนวณจาก กำไรสุทธิหารด้วยส่วนผู้ถือหุ้น ซึ่งเท่ากับ 1,200/8,000 = 15% 

ใน ทางปฏิบัติ ควรจะนำส่วนผู้ถือหุ้นของต้นปีและปลายปีมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อความถูกต้องมาก ขึ้น ROEที่คำนวณได้แสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถนำเงินของผู้ถือหุ้นไปลงทุนได้ผล ตอบแทนเท่ากับ 15% จากการดำเนินงานของบริษัทตามปกติ
นัก ลงทุนสามารถนำ ROE ไปเปรียบเทียบระหว่างบริษัทต่างๆในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อตรวจสอบความสามารถของผู้บริหารในการบริหารเงินลงทุนของบริษัท

สมมติ อีกบริษัทหนึ่ง คือ บริษัท ข. มี ROE เท่ากับ 5% เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัท ก. ข้างต้นที่มี ROE 15% แล้ว นักลงทุนจะพบว่า บริษัท ก. มีความสามารถในการทำกำไรมากกว่าในจำนวนเงินลงทุนที่เท่ากัน 

สำหรับ นักลงทุนระยะยาวแล้ว บริษัทที่มี ROE สูงกว่าจะน่าสนใจมากกว่า เพราะบริษัทที่มี ROE สูง สามารถที่จะสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้มากกว่าบริษัทที่มี ROE ต่ำกว่า 

แต่ ในขณะเดียวกัน การรักษา ROEให้สูงอย่างต่อเนื่องในระยะยาวเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนัก เพราะ เมื่อเวลาผ่านไปหลายๆปี ถ้าบริษัทดำเนินกิจการอย่างมีกำไรและเก็บบางส่วนไว้เป็นกำไรสะสม จะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การรักษา ROE ให้อยู่ในระดับเดิม บริษัทจำเป็นต้องทำกำไรให้มากขึ้นให้เพียงพอต่อการเติบโตของส่วนผู้ถือหุ้น

ตัวอย่าง เช่น ถ้าส่วนผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นปีละ 10% บริษัทที่ต้องการรักษา ROE ให้เท่าเดิมในปีถัดไป จำเป็นจะต้องมีผลกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 10% ด้วยเช่นกัน ซึ่งในความเป็นจริง ธุรกิจที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ได้ ต้องเป็นธุรกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันอย่างสูงมากทีเดียว

อีก กรณีหนึ่ง บางบริษัทอาจจะทำให้ ROE สูงขึ้นได้ โดยใช้ leverage จากการกู้ยืมทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นน้อยกว่าบริษัทที่ไม่มีหนี้สินระยะยาว 

ตัวอย่างเช่น บริษัท ก. และ ค. มีงบกำไรสุทธิเหมือนกัน แต่บริษัท ค. มีงบดุลดังต่อไปนี้
งบดุลบริษัท ค. (หน่วย: ล้านบาท) 
ทรัพย์สินหมุนเวียน 2,000 หนี้สินหมุนเวียน 500
ทรัพย์สินถาวร 8,000 หนี้สินระยะยาว 4,700
ส่วนของผู้ถือหุ้น 4,800
รวมทรัพย์สิน 10,000 รวมหนี้สินและส่วนผู้ถือหุ้น 10,000
ดัง นั้น ROE ของบริษัท ค. เท่ากับ 1,200/4,800 = 25% ซึ่งมากกว่าบริษัท ก. มาก แต่บริษัท ก. ไม่มีหนี้สินเลย ขณะที่บริษัท ข. มีหนี้สินอยู่เกือบเท่าส่วนผู้ถือหุ้น

ใน กรณีนี้ เราควรจะใช้อัตราส่วนทางการเงินอีกค่าหนึ่งในการเปรียบเทียบระหว่างธุรกิจ คือ Return on Total Capital Ratio (ROTC) คำนวณได้จาก
ROTC = Net Profit/(Longterm Liability + Equity) หรือ กำไรสุทธิหารด้วยผลบวกของหนี้สินระยะยาวกับส่วนผู้ถือหุ้น 
จาก ตัวอย่างข้างต้นจะพบว่าบริษัท ก. มี ROTC เท่ากับ 15% (1,200/8,000) ในขณะที่บริษัท ค. มี ROTC ลดลงเหลือเพียง 12% (1,200/(4,700+4,800))

ใน กรณีเช่นนี้ บริษัทที่มี ROE สูงกว่า อาจจะมี ROTC ต่ำกว่าได้ การใช้ ROE เพียงอย่างเดียวในการวิเคราะห์ความสามารถในการดำเนินงานของบริษัทที่จะลงทุน อาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้

ดัง นั้น นักลงทุนนอกจากจะใช้ ROE เปรียบเทียบระหว่างบริษัทแล้ว อาจจะต้องใช้ ROTC ในการเปรียบเทียบเพิ่มขึ้น เพราะ ROTC จะทำให้มองเห็นภาพความสามารถในการลงทุนของบริษัทได้ตรงความเป็นจริงมากขึ้น 

นอก เหนือจากนั้น บางบริษัทอาจจะมี ROE เพิ่มสูงขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยเฉพาะบริษัทที่เพิ่งออกจากหมวดฟื้นฟูกิจการ สาเหตุเนื่องมาจากการปรับโครงสร้างหนี้ โดยผลการดำเนินงานเปลี่ยนจากการขาดทุนในอดีตมาเป็นทำกำไรได้ในปีปัจจุบัน ทำให้ ROE เพิ่มสูงขึ้นทันทีได้

ลักษณะ เช่นนี้ นักลงทุนควรพิจารณานำกำไรขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้ออกจากการคำนวณ เพราะจะทำให้ ROE ที่หาได้สูงเกินไป และไม่สะท้อนกับผลการดำเนินงานตามปกติของบริษัท 

บางบริษัท ที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีลักษณะเป็นวัฏจักร (Cyclical) เช่น วัสดุก่อสร้าง ปิโตรเคมี เหล็ก กระดาษ หรือ ผลิตภัณฑ์การเกษตร บางปีบริษัทจะมีผลกำไรตกต่ำ เพราะส่วนใหญ่แล้วราคาและต้นทุนของกิจการเหล่านั้น จะถูกกำหนดจากอุปสงค์และอุปทานของสินค้ามากกว่าที่จะถูกกำหนดโดยบริษัท

ถ้า ปีใดราคาสินค้าลดลงก็จะทำให้บริษัทมี ROE ในปีนั้นต่ำไปด้วย แต่บางปีอาจจะเป็นขาขึ้นของอุตสาหกรรมนั้นๆ ทำให้บริษัทมีผลการดำเนินงานดี และมีกำไรสูงขึ้น ผลพลอยได้ก็คือทำให้ ROE ของบริษัทในปีนั้นสูงตามขึ้นไปด้วย

เรา สามารถตรวจสอบได้ว่า บริษัทนั้นๆอยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นวัฏจักรหรือไม่ง่ายๆด้วยการตรวจสอบ ROE ย้อนหลังหลายๆปี ถ้าพบว่า ROE มีลักษณะที่มากบ้างน้อยบ้างสลับกันไปก็สันนิษฐานได้ว่า บริษัทนั้นอยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นวัฏจักร
จากเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้นจะพบว่า การที่บริษัทมี ROE สูงไม่ได้หมายความว่าจะเป็นธุรกิจที่ดีในระยะยาวเสมอไป

ดังนั้น สำหรับนักลงทุน ก่อนที่จะลงทุนซื้อหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ควรตรวจสอบ ROE ของบริษัทที่สนใจลงทุนก่อนว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่

บริษัท ที่มี ROE สม่ำเสมอจะเป็นบริษัทที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นว่า บริษัทมีการบริหารงานที่ดี สามารถสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเมื่อเวลาผ่านไป บริษัทก็เพิ่มพูนความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นได้เป็นอย่างดี
‘ROE’ สำคัญกับการลงทุนอย่างไร?

Value Way วิบูลย์ พึงประเสริฐ 

กฎสำคัญ 24 ข้อของ Peter Lynch


ที่มา http://chulakorn.blogspot.com/2012/06/24-peter-lynch.html
กฎสำคัญ 24 ข้อของ Peter Lynch

1. การลงทุนมันเป็นเรื่องที่น่าสนุกและตื่นเต้น แต่มันก็เป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยอันตราย หากคุณไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย

2. มุมมองการลงทุนที่เหนือกว่าของคุณไม่ได้เป็นสิ่งที่คุณได้มาจาก wall street มันเป็นเรื่องที่คุณมีอยู่แล้วในตัว คุณจะสามารถเอาชนะผู้เชี่ยวชาญได้ หากคุณใช้มุมมองที่เหนือกว่าของคุณไปลงทุนกับกิจการที่คุณมีความเข้าใจเป็น อย่างดี

3. ตลอดช่วงระยะเวลาสามทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดหุ้นถูกครอบงำโดยเหล่านักลงทุนมืออาชีพ มันอาจจะฟังดูขัดแย้งกับความเชื่อทั่วๆไป แต่สภาพดังกล่าวมันกลับทำให้การลงทุนของนักลงทุนมือสมัครเล่น มันง่ายขึ้น คุณจะสามารถเอาชนะตลาดได้โดยการละเลยฝูงชน

4. เบื้องหลังของหุ้นทุกตัวก็คือบริษัท จงค้นหาดูว่า บริษัทเหล่านั้นทำธุรกิจอะไรบ้าง

5. บ่อยครั้งที่ราคาหุ้นและความสำเร็จของบริษัทมักจะไม่ไปด้วยกัน อย่างไรก็ตามในระยะยาวแล้ว ราคาหุ้นและความสำเร็จของบริษัทจะไปด้วยกันร้อยเปอร์เซ็นต์เสมอ

6. ก่อนจะทำการซื้อหุ้น คุณต้องรู้ว่า ทำไมคุณต้องซื้อมัน หุ้นตัวนี้กำลังจะขึ้นมันไม่ใช่เหตุผล

7. บริษัทที่ประสบปัญหา มักจะมีเหตุการณ์ที่ผิดคาดเกิดขึ้นอยู่เสมอ

8. การเป็นเจ้าของหุ้นก็จะคล้ายๆกับการมีลูก ดังนั้นอย่ามีมากตัวจนเกินไป ห้าตัวกำลังดีและคุณสามารถติดตามดูแลเรื่องราวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

9. หากคุณไม่สามารถค้นหาบริษัทที่น่าสนใจในการลงทุน การฝากเงินไว้ก่อนก็ไม่เห็นเสียหายอะไรนี่

10. อย่าลงทุนในบริษัทใดๆ โดยที่คุณยังไม่ได้เข้าใจฐานะการเงินของบริษัทนั้น

11. หลีกเลี่ยงหุ้นร้อนอุตสาหกรรมที่ร้อนแรง บริษัทชั้นเยี่ยมในอุตสาหกรรมที่ไม่มีการเติบโต มักจะเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ

12. สำหรับการลงทุนในบริษัทขนาดเล็ก คุณควรจะรอพวกมันให้มีผลกำไรที่ชัดเจนก่อนแล้วค่อยเข้าไปลงทุน

13. หากคุณจะลงทุนในอุตสาหกรรมที่กำลังประสบปัญหา ให้เลือกบริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่ง และจะสามารถอยู่รอดได้และให้รอจนกว่าจะมีสัญญาณของการฟื้นตัวที่ชัดเจนก่อน อุตสาหกรรมรถม้าและวิทยุเป็นอุตสาหกรรมเป็นอุตสาหกรรมที่ประสบปัญหาและมันก็ ไม่เคยกลับมาอีกเลย

14. เงินลงทุนของคุณ 10,000 บาทในการซื้อหุ้น ทั้งหมดที่คุณจะขาดทุนได้ คือ 10,000 บาท แต่คุณอาจจะได้กำไร 10,000 หรือ 50,000 หรือแม้กระทั่ง 100,000 บาท หากคุณมีความอดทน นักลงทุนทั่วๆไปจะสามารถมุ่งเน้นไปที่บริษัทชั้นดีเพียงสองหรือสามแห่งเท่า นั้น คุณค่าของการลงทุนทั้งชีวิตจะอาศัยหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงมากๆเพียงไม่กี่ตัว เท่านั้น

15. ในทุกๆอุตสาหกรรมและในทุกๆพื้นที่ของประเทศ นักลงทุนมือสมัครเล่นจะสามารถพบเจอบริษัทโตเร็วชั้นเยี่ยมได้ก่อนนักลงทุน มืออาชีพนานเลยทีเดียว

16. การตกต่ำของตลาดหุ้นก็ไม่ต่างอะไรกับการเกิดพายุหิมะ หากคุณมีการเตรียมตัวที่ดี มันจะไม่สามารถทำร้ายคุณได้ การตกลงของราหุ้นจะเป็นโอกาสของการซื้อมากกว่าโอกาสของการขาย

17. ใครๆก็มีสติปัญญาสูงพอที่จะทำกำไรจากตลาดหุ้น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีสภาวะอารมณ์อันเหมาะสม หากคุณมีแนวโน้มที่จะขายทุกสิ่งทุกอย่างอกไปในสภาวะของการตื่นตระหนก คุณก็ควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นซะ

18. มันมีบางสิ่งบางอย่างให้วิตกกังวลอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการคิดวิตกกังวลในช่วงสุดสัปดาห์ และจงละเลยการคาดการณ์การอันเลวร้ายตามรายการโทรทัศน์และรายกาวิทยุต่างๆ ขายหุ้นออกไปก็ต่อเมื่อกิจการของคุณมีพื้นฐานที่เปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงหรือ เมื่อราคามันขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล (overvalue) แต่ไม่ใช่ขายเพราะกลัวว่าฟ้าจะถล่ม

19. หากคุณทำการศึกษาบริษัท 10 แห่ง คุณจะพบบริษัทแห่งหนึ่งที่มีเรื่องราวที่ดีกว่าที่คุณคิด และหากคุณศึกษา 50 แห่ง คุณก็มักจะพบบริษัท 5 แห่งที่ดีกกว่าที่คุณคิด มันมีความประหลาดใจที่น่ายินดีให้เราได้ค้นหาเสมอในตลาดหุ้น ผมหมายถึงบริษัทชั้นดีที่มักถูกมองข้ามโดยตลาด wall street

20. หากคุณไม่ได้ศึกษาบริษัทใดเลย การลงทุนของคุณก็จะเหมือนกับการเดิมพันในการเล่นไพ่โป๊กเกอร์ โดยที่ไม่ได้ดูไพ่

21. เวลาจะอยู่ข้างเดียวกับคุณ หากคุณลงทุนในบริษัทชั้นเยี่ยม คุณสามารถที่จะรอได้ กระทั่งว่าคุณพลาดการลงทุนในหุ้น wal-mart ในช่วงระยะเวลาห้าปีแรก มันก็ยังเป็นหุ้นที่น่าซื้อยู่ในอีกห้าปีต่อมา เวลาจะเป็นศัตรูกับคุณหากคุณซื้อ options

22. หากคุณพบว่าคุณเป็นคนที่มีภาวะอารมณ์ที่เหมาะสมกับการลงทุนในหุ้น แต่ไม่มีเวลาหรือไม่อยากที่จะทำการศึกษาบริษัท ก็สามารถลงทุนในกองทุนหุ้นได้

23. ไม่มีใครที่จะสามารถทำนายอัตราดอกเบี้ย ทิศทางเศรษฐกิจในอนาคตหรือตลาดหุ้นได้ เลิกฟังการคาดการณ์เหล่านั้น และมุ่งเน้นไปยังสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับบริษัทที่คุณกำลังลงทุนอยู่

24. ในระยะยาวแล้ว portfolio ที่ประกอบไปด้วยหุ้นที่ได้รับการคัดสรรอย่างดีแล้วจะให้ผลตอบแทนสูงกว่า portfolio ที่ประกอบไปด้วยตราสารหนี้หรือตลาดเงิน แต่ portfolio ของหุ้นที่ได้รับการคัดสรรมาแบบแย่ๆ จะไม่สามารถให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการเก็บเงินไว้ไต้พรมเสียอีก

ข้อคิดดีๆจาก VI ระดับแนวหน้าของประเทศครับ

ข้อคิดดีๆจาก VI ระดับแนวหน้าของประเทศครับ


สุดยอดคำแนะนำสำหรับนักลงทุนครับ by ลูกอิสาน
(แนวคิดดีๆจากประสบการณ์จริงจาก VI ที่เก่งที่สุดคนนึงในเมืองไทย)
ที่มา https://www.facebook.com/indyinvestorforum/posts/101528930022858
1.การลงทุนในหุ้นไม่มีทางลัด หากนักลงทุนต้องการผลลัพธ์การลงทุนที่ดี การลงทุนศึกษาหาความรู้ ติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยพื้นฐานของกิจการเป็นสิ่งจำเป็น นักลงทุนที่ทำมากกว่า ย่อมมีแนวโน้มที่จะทำให้ดีกว่าคนที่ทำน้อย หากเปรียบเทียบผลลัพธ์กับความพยายามในแง่ความคุ้มค่า ชีวิตคนๆหนึ่งอาจใช้เวลาในการศึกษา เล่าเรียนศาสตร์ต่างๆเกือบ 20 ปี และสำเร็จออกมาเพียงเพื่อเป็นมนุษย์เงินเดือน ซึ่งมีโอกาสน้อยที่จะบรรลุอิสรภาพทางการเงิน และมีเวลาที่จะทำสิ่งที่อยากจะทำ มีกำลังที่จะช่วยเหลือสังคม การมุ่งเน้นศึกษาการลงทุนในหุ้นตามแนวทางเน้นมูลค่าเพียงระยะเวลาไม่นาน และสละเวลาติดตามข่าวสาร ความก้าวหน้าของกิจการบ้าง อาจจะเปลี่ยนชีวิตคนทั้งชีวิต

2. ตัดสินใจซื้อและขายหุ้นบนพื้นฐานของกิจการ การลงทุนซื้อหรือขายหุ้นทุกครั้ง นักลงทุนควรพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานของกิจการ เพราะหุ้นคือส่วนหนึ่งของเจ้าของกิจการ การวิเคราะห์หุ้นก็คือการวิเคราะห์กิจการนั่นเอง

3. สิ่งที่ยากที่สุดในการลงทุนระยะยาวในหุ้น คือการพยายามเป็นนักลงทุนที่ใช้เหตุผล ในสภาวะที่ไม่มีใครมองหาเหตุผล ความสามารถในการมองเห็นกระแส โดยที่ตัวนักลงทุนเองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกระแสนั้น สิ่งที่นักลงทุนควรเข้าใจคือเมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกัน จะเกิดพฤติกรรมเลียนแบบคล้ายๆกันเกิดเป็นพฤติกรรมหมู่ หากเกิดมากๆเรียกว่ากระแส ซึ่งบ่อยครั้งพฤติกรรมเหล่านี้จะออกห่างจากความมีเหตุมีผลมากขึ้นทุกทีๆ นักลงทุนที่ใช้เหตุผลควรเพิกเฉยและมองหาประโยชน์จากกระแสนั้นๆ การประสบความสำเร็จในการลงทุนระยะยาวนั้น ต้องอาศัยทั้งปัญญาและสติ การขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะทำให้การลงทุนไปไม่ถึงฝั่ง

4. การลงทุนอย่างมีความสุขคือการหาจุดสมดุลระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยง การมุ่งเน้นผลตอบแทนมากเกินไป อาจจะทำให้การลงทุนประสบหายนะ ในขณะที่การเน้นปกป้องความเสี่ยงมากเกินไป จะทำให้การลงทุนไม่อาจสร้างความแตกต่าง เสมือนเรือที่ลอยนิ่งอยู่กลางน้

5. รู้จักตัวเอง และลงทุนให้เหมาะกับสภาพของตัวเอง นักลงทุนแต่ละคนย่อมแตกต่างกันทั้ง ในด้านทัศนะคติ อุปนิสัยใจคอ ความสามารถในการรับความเสี่ยง จำนวนเงินทุน ดังนั้นการรู้ตัวเอง เข้าใจตัวเอง และนำจุดแข็งมาใช้ประโยชน์ในการลงทุน จะดีกว่าการพยายามเลียนแบบการลงทุนตามนักลงทุนคนอื่นๆ ซึ่งมีสภาพที่แตกต่างออกไป ตัวอย่างเช่น นักลงทุนที่เน้นความปลอดภัยของเงินต้น ย่อมรับความเสี่ยงได้น้อยกว่า การลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่และมั่นคงจะเป็นทางเลือกต้นๆ ในขณะที่นักลงทุนที่มีเงินลงทุนไม่มาก สามารถลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีที่มีขนาดเล็ก ในขณะที่นักลงทุนที่มีเงินทุนสูงไม่สามารถลงทุนได้

6. แรงผลักดันราคาหุ้น ประการแรกคือโดยปัจจัยพื้นฐานความก้าวหน้าของกิจการ ประการที่สองคือแรงผลักดันจากปัจจัยทางด้านอารมณ์ของนักลงทุนในตลาด การเข้าใจแรงผลักดันประเด็นแรก เพียงพอที่จะทำให้การลงทุนประสบความสำเร็จ แต่การเข้าใจทั้งสองประเด็น จะทำให้การลงทุนประสบความสำเร็จยิ่งกว่า

7. หุ้นของทุกๆกิจการมีมูลค่าที่ควรจะเป็น นักลงทุนสามารถทำกำไรได้ หากซื้อหุ้นได้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น หุ้นที่แม้จะมีความสามารถในการแข่งขันที่โดดเด่น มีการเติบโตของผลกำไรสูง หากนักลงทุนเข้าซื้อที่ราคาแพงเกินไป การลงทุนนั้นอาจจะไม่ทำกำไร แย่กว่านั้นอาจจะขาดทุน ในขณะที่หุ้นที่อาจจะมีพื้นฐานด้อยกว่า หากซื้อในราคาที่ต่ำ มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยเพียงพอ การลงทุนนั้นก็สามารถสร้างกำไรได้ พูดได้ว่าผลลัพธ์การลงทุนขึ้นอยู่กับราคาที่เราจ่ายเปรียบเทียบกับคุณภาพของกิจการที่นักลงทุนได้รับ

8.หุ้นที่ชนะในระยะยาวคือหุ้นของกิจการที่มีอัตราการเติบโตสูง และกิจการต้องมีความสามารถในการแข่งขันที่โดดเด่น การขาดอย่างใดอย่างหนึ่งจะทำให้ธุรกิจหรือราคาหุ้นไปได้ไม่ไกล ธุรกิจที่โดดเด่น มักจะขายผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ลูกค้าต้องใช้ซ้ำๆ สามารถขยายฐานลูกค้าออกไปได้ ในขณะที่ลูกค้าเดิมยังคงอยู่ และคู่แข่งไม่สามารถเข้ามาแข่งขัน หรือเข้ามาได้ยาก หากนักลงทุนสามารถซื้อหุ้นกิจการเหล่านี้ได้ในราคาถูกหรือราคาสมเหตุสมผล และถือไว้ในระยะยาว การลงทุนเช่นนี้จะสร้างผลตอบแทนที่ดีเลิศ

9. ราคาหุ้นในระยะสั้นเหมือนเครื่องโหวตคะแนนเสียง แต่ราคาหุ้นในระยะยาวเสมือนเครื่องชั่ง ในระยะสั้นๆมีปัจจัยมากมายที่กระทบราคาหุ้น ทั้งข่าวสารต่างๆ ภาวะเศรษกิจ อารมณ์โลภ กลัว แรงซื้อจากรายใหญ่ แรงซื้อจากต่างชาติ ราคาหุ้นสามารถขึ้นหรือลงได้อย่างไร้เหตุผล แต่ในระยะยาวราคาหุ้นจะไปตามผลประกอบการเสมอ ผลประกอบการเป็นเสมือนมือที่มองไม่เห็นที่คอยกำหนดราคาหุ้น ความจริงที่ว่าราคาหุ้นในระยะยาวจะสะท้อนผลประกอบการเสมอ เป็นความจริงที่สมบูรณ์แบบในตลาดหุ้น

10. จังหวะในการซื้อหุ้นที่ดีที่สุดคือตอนที่มีข่าวร้ายมากที่สุด ทั้งที่พื้นฐานของธุรกิจไม่ได้เปลี่ยนแปลง เป็นเรื่องปกติที่นักลงทุนทั่วไปมีแนวโน้มจะขายหุ้นเมื่อราคาลดลง และเข้าซื้อหุ้นเมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้น เพราะนั่นทำให้นักลงทุนสบายใจมากกว่า หากซื้อหุ้นแล้วราคาลดลง นักลงทุนจะรู้สึกผิด และสงสัยว่าทำไมตลาดหรือนักลงทุนคนอื่นๆไม่คิดอย่างนั้น ด้วยความไม่แน่ใจนี้ นักลงทุนจะมีข้ออ้างต่างๆในการขายหุ้นออกไป เช่นว่า หุ้นดีทำไมราคาลง มีข่าวร้ายอะไรที่นักลงทุนยังไม่รู้หรือเปล่า ขายไปก่อนแล้วรอรับกลับที่ราคาต่ำกว่า หรือคำกล่าวที่ว่าถูกแล้วยังมีถูกอีก

และในทางตรงกันข้ามเมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้น นักลงทุนจะกระตือรือร้นที่จะซื้อหุ้น ด้วยข้ออ้างที่คล้ายคลึงกัน เช่น หุ้นน่าจะดี เพราะไม่ดีราคาคงไม่ขึ้น มีข่าวดีๆอะไรที่นักลงทุนยังไม่รู้หรือเปล่า ด้วยเหตุผลเหล่านี้ หุ้นที่ราคาสูงขึ้น จะสูงขึ้นอีก ยิ่งซื้อราคาก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นยิ่งทำให้นักลงทุนสบายใจ เพราะเข้าใจว่าการลงทุนนั้นถูกตัดสินจากตลาดว่าถูกต้อง แนวโน้มที่นักลงทุนทำการขายเมื่อราคาหุ้นถูก ซื้อเมื่อราคาหุ้นแพง อย่างนี้ จะทำให้การลงทุนล้มเหลวหรือไปได้ไม่ไกล นักลงทุนที่ดีควรทำในทางตรงกันข้าม โดยตัดสินใจซื้อและขายบนพื้นฐานของกิจการ หลีกเลี่ยงไม่ให้อารมณ์ของตลาดเข้ามามีผล ข้อควรระวังของประเด็นนี้คือ การซื้อหุ้นเพียงเพราะเห็นว่าราคาลดลง โดยไม่ได้ตรวจสอบดูว่าพื้นฐานของกิจการมีการเปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า จะเป็นอันตรายต่อการลงทุนพอๆกัน

11. มองภาพใหญ่ อย่าใส่ใจภาพเล็ก กิจการทุกกิจการย่อมมีข้อดี ข้อเด่นข้อด้อย แตกต่างกันไป ไม่มีกิจการใดที่ดีพร้อม หรือแย่ไปหมดทุกอย่าง นักลงทุนควรจะเลือกกิจการที่มีข้อเสียน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับราคา การให้ความสำคัญมากเกินไปกับข้อเสียเล็กๆน้อยๆ ที่ไม่ได้มีนัยยะสำคัญอะไร ทำให้นักลงทุนหลายๆคนพลาด ปล่อยโอกาสที่จะได้ลงทุนในกิจการที่ดีเยี่ยมหลุดลอยไป

12. พัฒนาการลงทุน เทคนิควิธีการลงทุนที่เคยใช้ได้ผลดีในวันนี้ อาจจะใช้ไม่ได้ผลดีในวันข้างหน้า วิธีที่เคยใช้ได้ผลดีในต่างประเทศ ไม่สามารถนำมาใช้ได้ผลดีภายในประเทศ ธุรกิจที่ดีในวันนี้ อาจจะไม่ใช่ธุรกิจที่ดีในเวลาต่อมา มีธุรกิจดาวร่วงก็มีธุรกิจดาวรุ่ง นักลงทุนที่ดีควรยืดหยุ่นที่จะปรับการลงทุนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม กาลเวลาที่เปลี่ยนไป แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือควรตัดสินใจลงทุนโดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ

13. อย่าเสี่ยงเกินตัว การกู้หนี้ยืมสินเพื่อซื้อหุ้น การทุ่มซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป แม้อาจจะให้ผลตอบแทนสูงๆติดต่อกันหลายครั้ง แต่หากเกิดความผิดพลาดเพียงแค่ครั้งเดียว อาจไม่มีโอกาสแม้จะแก้ตัว แม้ความเสี่ยงสามารถลดลงได้ด้วยความรู้ แต่เป็นไปไม่ได้ที่นักลงทุนคนหนึ่งๆจะมีขอบเขตความรู้ในทุกๆเรื่อง นอกจากนั้นยังมีความเสี่ยงภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ การกระจายเงินลงทุนในสินทรัพย์หรือในจำนวนกิจการที่ลงทุนบ้าง เป็นสิ่งที่นักลงทุนควรใส่ใจ

14. การลงทุนระยาวในหุ้น แน่นอนที่สุดว่าจะต้องผ่านทั้งวันคืนที่ดี วันคืนที่แย่ และวันที่แย่สุดๆ การรับรู้และเข้าใจเรื่องนี้ พร้อมที่จะรับมือกับวันร้ายๆ จะดีกว่าการพยายามที่จะหาจังหวะเข้าออกจากตลาด โดยการทำนาย ทายทัก คาดเดา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะประมาณความถูกต้อง หากการลงทุนระยะยาว สร้างความหวาดกลัววิตกว่าสักวันเหตุการณ์แย่ๆอาจจะเกิดขึ้น การมีทัศนคติที่ว่าในระยะยาวการลงทุนในหุ้นจะให้ผลตอบแทนสูงสุด จะทำให้นักลงทุนถือหุ้นระยะยาวได้อย่างมั่นคง