ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทองคำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทองคำ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

12 เหตุผล ที่ควร “ซื้อเก็บ..ทองคำ” ตอนจบ

12 เหตุผล ที่ควร “ซื้อเก็บ..ทองคำ” ตอนจบ


ที่มา http://www.doctorwe.com/posttoday/20130122/4298
22 มกราคม 2556
คอลัมน์:  หุ้นส่วน ประเทศไทย
12 เหตุผล ที่ควร ซื้อเก็บ..ทองคำ”  ตอนจบ
ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
www.facebook.com/doctorweraphong
คุณผู้อ่านครับ เราได้คุยกันถึงเรื่อง “เหตุผลที่ควร..ซื้อเก็บทองคำ” ไปแล้ว 6 ข้อ วันนี้ผมจะขอเล่าต่อถึงเหตุผลดังกล่าวอีก 6 ข้อที่เหลือ ดังนี้ครับ
เจ็ด   ตลาด..เกิดใหม่”  จะใหญ่ขึ้น และ..ใหญ่ขึ้น
EMERGING MARKET  หรือตลาดเกิดใหม่ ซึ่งมักจะหมายถึง บรรดาประเทศที่เพิ่งจะมีเศรษฐกิจดีขึ้น ตัวอย่างเช่น กลุ่ม BRIC นั่น คือ บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน นอกจากนั้นยังรวมถึงบรรดาประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งในเอเชียและลาตินอเมริกา รวมทั้งประเทศไทยด้วย
ในบรรดาประเทศเหล่านี้ คุณผู้อ่านคิดว่าประเทศไหนซื้อทองคำ..มากที่สุดในโลก? ใช่แล้วครับ..ประเทศอินเดีย ซื้อทองคำมากที่สุดในโลก และแนวโน้มจากนี้ไป เมื่อเศรษฐกิจโลกกำลังจะหันทิศทางไปสู่ตะวันออก เศรษฐกิจของบรรดาประเทศเหล่านี้ก็จะเติบโตขึ้นอีกมาก และสิ่งที่จะตามมาก็คือ พลังการซื้อทองคำก็จะเพิ่มขึ้น..เป็นทวีคูณ
แปด  บทบาทของบรรดา ธนาคารกลางของประเทศเกิดใหม่
คุณผู้อ่านหลายท่านคงทราบว่าประเทศ 3 อันดับแรก ที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดในโลกคือ จีน  ญี่ปุ่น  และซาอุดิอาราเบียตามลำดับ โดยถือเงินตราต่างประเทศและทองคำสูงถึง 3.2 ล้านล้าน  1.2 ล้านล้าน  และ 0.6 ล้านล้านดอลลาร์ ตามลำดับ โดยประเภทของทุนสำรองที่ถือมากที่สุดก็คือ พันธบัตรสหรัฐอเมริกา นั่นเอง
แต่แนวโน้มระยะยาวจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนลง บรรดาประเทศเหล่านี้ก็จะมีแนวโน้มที่จะขายพันธบัตรสหรัฐอเมริกาออกไป และคุณผู้อ่านคิดว่าประเทศเหล่านี้ซื้อ..อะไร กลับเข้ามาแทนบ้าง? ประเทศเหล่านี้จะซื้อ..ทองคำเพิ่มขึ้นหรือเปล่า?  แล้วราคาทองคำ..จะขึ้น หรือ..จะลง?
เก้า  รูปแบบการซื้อและเก็บทองคำทาง อิเลคทรอนิคส์
สมัยก่อน ถ้าเราคิดจะซื้อทอง เราก็คงต้องไปร้านทอง..ซื้อทอง..และนำทองมาเก็บไว้ที่บ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ลำบากและเป็นอันตรายต่อทรัพย์สินและ ผู้ซื้อเป็นอย่างมาก
แต่ปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ในบ้านเรา ทุกวันนี้มีกองทุนที่ลงทุนในทองคำกันอย่างมากมาย เวลาที่เราซื้อกองทุนเหล่านี้ก็มีขั้นตอนที่ง่ายและปลอดภัย ด้วยความง่าย ความสะดวก และความปลอดภัย..จากการซื้อขายทองคำผ่านระบบอิเลคทรอนิคส์ นี่เอง ก็ทำให้การซื้อขายทองคำเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จึงทำให้กองทุน SPDR  ที่ซื้อขายทองคำมากที่สุดในโลก ในปัจจุบันได้ติดอันดับท็อปเท็นของผู้ถือทองคำมากที่สุดในโลกไปแล้ว  โดย SPDR ยังถือครองทองคำมากกว่าประเทศใหญ่ๆอีกหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น หรืออังกฤษเสียอีก
สิบ  ทองคำ”  ได้กลายเป็น สินทรัพย์..เพื่อการลงทุนไปแล้ว
ในช่วงกว่า 70 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่สหรัฐอเมริกาชนะสงครามโลกครั้งที่สอง ทุกประเทศก็มักจะพยายามถือ พันธบัตรสหรัฐอเมริกาเพราะ เป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง..น้อยที่สุด แต่ในปัจจุบัน เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกานับวันก็จะยิ่ง…เสื่อมคลายมนต์ขลังลง เหลือไว้แต่เพียง หนี้สาธารณะ..และหนี้ประชาชนก้อนมหึมา
จึงอาจกล่าวได้ว่าจากนี้ไปอย่างน้อยอีก 10 ปี พญาอินทรีคงจะต้องปลีกวิเวกออกจากการลงทุนขนาดใหญ่ๆของโลก ดังนั้น ทองคำก็จะเข้ามามีบทบาทเป็นสินทรัพย์ในพอร์ตโฟลิโอของกองทุนต่างๆ รวมทั้งบุคคลธรรมดาๆอย่างคุณผู้อ่านและตัวผมเองมากขึ้น..และมากขึ้น
สิบเอ็ด  ความเหนียวแน่นในการถือครองทองคำ
ในอดีต คุณผู้อ่านจะเห็นได้ว่าบรรดาญาติมิตรที่เป็นผู้ใหญ่ มักจะถือทองคำกันยาวนานมาก ในปัจจุบันความคิดดังกล่าวก็ยังคงฝังแน่นอยู่ในจิตใจของผู้คนทั่วโลก แนวคิดการถือครองทองคำในระยะยาวหรือตราบชั่วชีวิต ยังมีแพร่หลายในประชาชนทุกหมู่เหล่าเกือบทั่วโลก โดยเฉพาะหลายประเทศในแถบเอเชียที่มองว่า ควรจะเก็บทองคำไว้เพื่อมอบเป็น มรดกให้แก่ลูกหลาน
เมื่อทองคำถูกเก็บออกไปจากตลาดเรื่อยๆ ทองคำที่ซื้อขายหมุนเวียนกันอยู่ในท้องตลาด จึงมีแนวโน้มที่จะลดลง..และลดลง ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาทองคำในระยะยาวมีโอกาสสูงขึ้น
สิบสอง  ปริมาณการผลิต  ไล่ไม่ทัน..ปริมาณความต้องการ
จากการผลิตทองคำที่ผ่านมา พบว่า การค้นพบเหมืองแร่ทองคำใหม่ๆที่สามารถจะสร้างผลผลิตจำนวนมหาศาลได้นั้น มักจะกินเวลาประมาณ 5-10 ปี แต่ขณะที่ความต้องการทองคำของตลาดโลกนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างที่ได้คุยกันไปแล้วว่า อินเดียและจีนเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่ ที่บริโภคทองคำกันมากที่สุดในโลก ขณะนี้ทั้ง 2 ประเทศยังต้องผจญกับภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจ ถ้าหากเหตุการณ์ดังกล่าวจบลง และเศรษฐกิจดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น ทองคำที่เวลานี้ประมาณบาทละ 25,000 บาท ราคาจะพุ่งไปอยู่ที่เท่าไร?
มีการคาดการณ์เบื้องต้นว่า หากทุกอย่างราบรื่นตามที่กล่าวไปแล้ว ราคาทองคำน่าจะไปอยู่ที่ 3,000 หรือ 4,000 หรือ 5,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ขณะที่ตอนนี้อยู่ประมาณ 1,700 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ นั่น หมายความว่า ราคาทองคำ จากในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 25,000 บาทต่อทองคำหนักหนึ่งบาท ก็จะกลายเป็นทองคำหนักหนึ่งบาท ราคาก็ควรเป็น 40,000  หรือ 50,000  หรือ 60,000 บาท ซึ่งมันจะ..เป็นไปได้ จริงหรือ?
หากลองย้อนกลับไปอ่าน  ประวัติ…ราคาทองคำ(อ่านได้ที่ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 16 ธันวาคม 2554 หรือดูได้ที่ http://www.doctorwe.com/posttoday/20111215/220 ) เราก็จะพบว่า  ภายใน 40 ปี ราคาทองคำขึ้นมา 50 เท่าแล้ว
ดังนั้น  เราจึงควรใช้ความเพียรในการศึกษาหาความรู้ว่า ทำไมราคาทองคำ..ถึงขึ้นมาก
อย่างนั้น?” เพื่อจะได้ไม่เจ็บใจเมื่อราคาทองคำ..มันขึ้นไปอีกแล้ว แต่ ฉันเองยังไม่ได้ซื้อ..ซักบาทเลย”  โชคดีนะครับ  : )

ข้อความนี้ถูกโพสต์ขึ้นโดย :

12 เหตุผล ที่ควร “ซื้อเก็บ..ทองคำ” ตอนที่ 1


12 เหตุผล ที่ควร “ซื้อเก็บ..ทองคำ” ตอนที่ 1

21 มกราคม 2556
คอลัมน์:  หุ้นส่วน ประเทศไทย
12 เหตุผล ที่ควร ซื้อเก็บ..ทองคำ”  ตอนที่ 1

ที่มา http://www.doctorwe.com/posttoday/20130121/4295
ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
www.facebook.com/doctorweraphong

ผมเป็นคนที่ชอบที่อ่านบทความที่เกี่ยวกับ..อนาคต และมีอยู่บทความหนึ่งที่ผมชอบมาก บทความนี้มีชื่อว่า  “World Economic Trends & the Future Price of Gold” ซึ่งเขียนโดย คุณ Jeffrey Nichols บทความนี้ได้พูดถึง ราคาทองคำ..ในอนาคต”

อย่างไรก็ตาม บทความดังกล่าวมีหลายบริบทที่ไม่เข้ากับเมืองไทยเอาเสียเลยและเข้าใจได้ยาก ผมจึงเขียนและเรียบเรียงขึ้นมาใหม่ และเพื่อให้มีอรรถรสในการอ่านมากขึ้น ผมจึงได้เพิ่มเหตุการณ์ต่างๆที่คุณผู้อ่านคุ้นเคยเข้าไป และตั้งชื่อบทความใหม่นี้ว่า “12 เหตุผล ที่ควรซื้อเก็บ..ทองคำดังนี้ครับ
หนึ่ง  นโยบายการเงิน”  ของสหรัฐอเมริกา

คุณผู้อ่านพอจำได้ไหมครับว่า สหรัฐอเมริกาได้อัดฉีดเงินเข้าไปในระบบโดยตรงเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจของตน เอง ที่เรียกกันว่า มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน หรือ  Quantitative Easing (QE) โดยได้ออกมาตรการดังกล่าวมาแล้ว 3 ครั้ง ที่เรียกว่า QE1, QE2 และ QE3 โดยครั้งล่าสุด QE3 นั้น สหรัฐจะพิมพ์เงินเข้าสู่ระบบเดือนละ 40,000 ล้านดอลลาร์ โดยไม่จำกัดระยะเวลา จนกว่าอัตราการว่างงานในอเมริกาจะลดลงอย่างน่าพอใจ


ผลที่ออกมาก็คือ เงินดอลลาร์ของอเมริกา…ก็จะไหลทะลักออกไปลงทุนทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกาและจะตามมาด้วยค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อน ลง เนื่องจากปริมาณเงินที่มีมากมายมหาศาลในระบบ ดังนั้นราคาทองคำจึงมีโอกาสขึ้นไปอีก  เพราะค่าเงินดอลลาร์..อ่อนค่าลงนั่นเอง

สอง   หนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลของ..สหรัฐอเมริกา
ในปัจจุบันคาดว่าสหรัฐอเมริกาน่าจะมีหนี้สินประมาณ 16 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นประมาณ 100 เปอร์เซ็นต์ของขนาดเศรษฐกิจของอเมริกา (จีดีพี) จึงคาดว่าสหรัฐจะต้องเป็นหนี้เป็นสินไปอีก..นานแสนนาน

ด้วยเหตุดังกล่าว พันธบัตรสหรัฐอเมริกาที่บรรดาหลายชาติมหาอำนาจชอบถือกันไว้ ก็คงจะด้อยค่าลงตามเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุผลเดียวกับข้อแรก ก็จะทำให้ราคาทองคำ..สูงขึ้น ในระยะกลางและระยะยาว

สาม  ความนิยมในการถือเงิน ดอลลาร์ลดลง
หากคุณผู้อ่านถือสินทรัพย์ตัวใดไว้แล้ว ราคาของสินทรัพย์นั้นๆ ราคาลดลงเรื่อยๆ คุณผู้อ่านจะถือสินทรัพย์ตัวนั้นๆต่อไปเรื่อยๆไหมครับ? โดยทั่วไปผู้คนส่วนใหญ่ก็มักจะออกมาเปลี่ยนสินทรัพย์ของตนไปเป็นสินทรัพย์ตัวอื่นแทน เช่นเดียวกัน ความนิยมในการถือครองเงินดอลลาร์และพันธบัตรสหรัฐอเมริกา ก็จะพลอยลดน้อยถอยลงไปด้วย


ด้วยเหตุผลในข้อนี้ ก็จะไปยิ่งกดดันให้คนทั่วโลกพยายามลดการถือครองเงินดอลลาร์ลง แล้วก็จะมีหลายๆรัฐบาลที่จะขายพันธบัตรอเมริกาออกมาเพื่อซื้อ ทองคำแทน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแล้วกับธนาคารกลางของเกาหลีใต้ ซึ่งเริ่มซื้อทองคำเข้ามาเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศแทน

สี่   ปัญหาหนี้สาธารณะ…ในกลุ่มประเทศในยูโรโซน
กลุ่ม PIIGS ในปัจจุบันที่ประกอบไปด้วยโปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซ และ สเปน ยังมีปัญหาหนี้สาธารณะอย่างแสนสาหัสอยู่ในขณะนี้ ทุกวันนี้มีการผนึกรวมกันของสหภาพแรงงานระหว่างประเทศ และก่อให้เกิดการสไตรค์หยุดงานเกือบทั่วทวีปยุโรป ซึ่งอาจเป็นการหยุดงานครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ของกลุ่มยูโรโซน และแน่นอนว่าก็จะทำให้ ค่าเงินยูโร..ลดลงตามไปด้วย

ส่งผลให้บทบาทและค่าเงินของเงินยูโรก็จะต้องลดลงตามไปด้วย และในที่สุดทั้งรัฐบาล และประชาชนในอีกหลายประเทศก็จะพยายาม “หลีกหนี..เงินยูโร” ซึ่งส่วนหนึ่งก็จะต้องหนีไปซื้อทองคำ แทนอย่างแน่นอน

ห้า  เกิดการเร่งตัวให้เกิดภาวะ เงินเฟ้อโลก”  (Global Inflation)
คุณผู้อ่านจำได้ไหมครับว่า เราเคยพูดถึงนักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งที่ชื่อ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์  (John Maynard Keynes)  (อ่านเพิ่มเติมบทความ “ทองคำ ทรัพย์สินที่วันนี้ทุกคน..ควรมี” ได้ที่ โพสต์ทูเดย์ฉบับวันที่ 30 สิงหาคม 2554 หรือดูได้ที่  http://www.doctorwe.com/posttoday/20110830/142 )  เคนส์เคยกล่าวไว้ว่า ในยามวิกฤต   ภาคเอกชนจะมีกำลัง..ไม่เพียงพอในการช่วยเหลือตัวเอง รัฐบาลจึงมีหน้าที่..ต้องอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ  เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปให้ได้ และที่สำคัญที่สุด ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ..จะได้มีงานทำ

ในปัจจุบัน ความคิดดังกล่าวได้ส่งอิทธิพลแก่ รัฐบาลทั่วโลกอย่างรุนแรง และทำให้เกือบทุกรัฐบาลทั่วโลกพากันออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคงจะต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาลอัดฉีดเข้าไปในระบบ จึงพอจะฟันธงได้เลยว่า ภาวะเงินเฟ้อโลกจะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ และราคาทองคำก็จะต้องสูงขึ้น ด้วยเหตุดังกล่าว

หก  ประเทศในกลุ่ม MENA … “ชนวนแห่งสงคราม
MENA ย่อมาจาก Middle East and North African นั่นคือ กลุ่มประเทศที่อยู่ในตะวันออกกลางและอาฟริกาเหนือ ประเทศในกลุ่มนี้มักจะเกิดความรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง สาเหตุอันเนื่องมาจากความแตกแยกทางเชื้อชาติ และศาสนา โดยเฉพาะจากประเทศอิหร่าน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความรุนแรงได้ และหากเกิดสงครามขึ้นจริงๆ ราคาทองคำ..ก็จะต้องขึ้นอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้

“ทองคำ” จึงดูเหมือนว่าจะเป็น..สิ่งสุดปรารถนาของมนุษยชาติ ทำให้นึกถึงคำพูดของ Ralph Waldo Emerson นักกวีชาวอเมริกันที่พูดถึง “ทองคำ” ไว้ว่า
The desire of gold is not for gold. It is for the means of freedom and benefit.” แปลตามความได้ว่า “จริงๆแล้ว ความปรารถนาทองคำมาครอบครองของมนุษย์ ไม่ใช่ว่า..อยากจะได้ทองคำจริงๆ แต่อยากจะได้..ความมั่งคั่งและ..อิสรภาพ ต่างหาก”
วันนี้..เราได้คุยกันไปแล้ว 6 ข้อ ยังขาดอีก 6 ข้อที่เหลือซึ่งคงจะได้คุยให้คุณผู้อ่านได้อ่านกันในเร็ววันนี้ โชคดีนะครับ  : )

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เหตุที่ "บัฟเฟตต์" ชอบหุ้นมากกว่าทองคำและพันธบัตร

ที่มาhttp://chulakorn.blogspot.com/2012/03/fortune-27.html
เหตุที่ "บัฟเฟตต์" ชอบหุ้นมากกว่าทองคำและพันธบัตร

บทความนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียนลงในนิตยสาร Fortune ฉบับวันที่ 27 ก.พ. 2012 เนื้อความอาจจะยาวหน่อย แต่เมื่อคิดว่ามัน "กลั่น" ออกมาจากมันสมองของบรมวีไออย่างบัฟเฟตต์ ก็ต้องบอกว่าควรค่าแก่การอ่านทุกตัวอักษร

ทั้ง นี้ผมไม่ได้แปลเอง แต่คัดลอกมาจากคลับวีไอครับ เนื้อหาอาจกระตุกความคิดของหลายๆ คนที่ซื้อหรือกำลังจะซื้อทองคำ รวมทั้งอาจมีหลายคนไม่เห็นด้วยก็ได้

เครดิต http://clubvi.com/2012/02/22/whystocksbeatgold3/

------------------------------------------------------------------

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียน / แปลโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช


ผู้คนมักกล่าวว่า การลงทุน คือการกระบวนการในการเอาเงินออกมาบริหาร โดยหวังว่าจะได้รับเงินมากขึ้นในอนาคต

แต่ ที่เบิร์คไชร์ แฮธาเวย์ เราใช้หลักที่เข้มงวดกว่านั้นมาก เราให้คำจำกัดความของ การลงทุน ว่าเป็นการส่งต่ออำนาจซื้อไปสู่ผู้อื่น ด้วยความคาดหวังอย่างมีเหตุผลว่าจะเกิดเป็นอำนาจซื้อที่มากขึ้นในอนาคต หลังจากหักภาษีในอัตราที่น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ หากจะให้ชี้ชัดยิ่งขึ้น ต้องบอกว่า การลงทุนคือการผัดผ่อนการบริโภค ณ วันนี้ เพื่อให้มีความสามารถที่จะบริโภคได้มากขึ้นในวันข้างหน้า

ด้วย นิยามของเรา จึงก่อให้เกิดผลที่ตามมาอันสำคัญยิ่งประการหนึ่ง กล่าวคือ ความเสี่ยงจากการลงทุน มิอาจวัดได้โดยค่าเบต้า (อันเป็นค่าที่คนในวอลล์สตรีทชอบใช้กัน) หากแต่วัดได้โดยหลักความน่าจะเป็น แต่ต้องเป็น ความน่าจะเป็นอย่างมีเหตุผล ที่ผู้ที่เป็นเจ้าของเงินจะสูญเสียอำนาจซื้อหลังจากถือสินทรัพย์นั้นไประยะ หนึ่ง

ทั้ง นี้ ราคาของสินทรัพย์อาจผันผวนขึ้นลงอย่างรุนแรงได้โดยไม่มีความเสี่ยงอันใด หากว่ามันยังคงเพิ่มอำนาจซื้อให้กับผู้ถือสินทรัพย์นั้นอย่างมั่นคงและแน่ นอน หลังจากถือมันไว้ระยะหนึ่ง ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า แม้สินทรัพย์ที่ราคาไม่ผันผวนเลย ก็อาจเต็มไปด้วยความเสี่ยงได้

ความ น่าจะเป็นในการลงทุนนั้นมีอยู่มากมายและหลากหลาย อย่างไรก็ตาม ความน่าจะเป็นดังกล่าวสามารถแบ่งออกได้เป็นสามประเภทหลักๆ ซึ่งเราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจคุณลักษณะของความน่าจะเป็นแต่ละประเภท เรามาดูกันเถอะครับ

การ ลงทุนต่างๆ ที่อิงกับค่าเงิน เช่น กองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) พันธบัตร การจดจำนอง เงินฝากธนาคาร และอื่นๆ มักถูกเข้าใจว่ามี “ความปลอดภัย” แต่ที่จริงแล้ว พวกมันคือสินทรัพย์ที่อันตรายที่สุด ค่าเบต้าของมันอาจจะเป็นศูนย์ แต่ความเสี่ยงนั้นมากมายเหลือเกิน

ใน ศตวรรษที่ผ่านมา เครื่องมือเหล่านี้ได้ทำลายอำนาจซื้อของนักลงทุนในหลายต่อหลายประเทศ แม้ว่าคนที่ถือมันอยู่จะได้รับผลตอบแทนเป็นระยะๆ ทั้งในรูปของดอกเบี้ยและเงินต้น แต่ผลลัพธ์อันอัปลักษณ์จะยังคงอยู่ตลอดไป  รัฐบาลเป็นผู้กำหนดมูลค่าของเงินตรา แต่ระบบที่เป็นอยู่จะบีบบังคับให้รัฐบาลต้องไหลตามน้ำ โดยใช้นโยบายที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ และมีหลายครั้งหลายหนที่นโยบายเหล่านั้นหลุดออกไปอยู่เหนือความควบคุม

แม้ แต่ในสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ผู้คนคาดหวังว่าค่าเงินน่าจะมีความแข็งแกร่ง เงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ก็ยังลดค่าลงถึง 86% ตั้งแต่ปี 1965 ซึ่งเป็นเวลาที่ผมเข้ามาบริหารเบิร์คไชร์ ณ วันนี้ เราต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 7 ดอลล่าร์ เพื่อซื้อสิ่งที่เราเคยซื้อได้ด้วยเงิน 1 ดอลล่าร์ ในเวลานั้น ด้วยเหตุนี้ กองทุนหรือสถาบันการเงินใดๆ ที่ไม่มีภาระต้องจ่ายภาษี จึงต้องทำดอกเบี้ยให้ได้ถึง 4.3% ต่อปี จากการลงทุนในตั๋วเงินคลังของสหรัฐอเมริกาตลอดระยะเวลาดังกล่าว จึงจะสามารถรักษาอำนาจซื้อของตัวเองไว้ได้ ผู้จัดการของกองทุนหรือสถาบันการเงินเหล่านั้นคงกำลังหลอกตัวเองแน่ๆ ถ้าพวกเขาจะเรียกดอกเบี้ยที่ได้รับว่า “รายได้”

สำหรับ นักลงทุนที่ต้องจ่ายภาษีอย่างคุณและผม ภาพที่เห็นกลับเลวร้ายยิ่งขึ้น ตลอดระยะเวลา 47 ปีที่ผ่านมา ตั๋วเงินคลังของสหรัฐอเมริกาให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5.7% ต่อปี ฟังดูแล้วเหมือนจะน่าพอใจ แต่ถ้านักลงทุนแต่ละคนจ่ายภาษีในอัตรา 25% ต่อปี ผลตอบแทน 5.7% นี้ จะทำให้พวกเขาไม่ได้อะไรเลยในแง่ของรายได้ที่แท้จริง ภาษีเงินได้ที่พวกเขาต้องจ่าย จะกินผลตอบแทนที่ว่าไปถึง 1.4% ในขณะที่ “ภาษีเงินเฟ้อ” ซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จะกัดกินผลตอบแทนอีก 4.3% ที่เหลือจนหมดสิ้น ที่น่าสังเกตก็คือ ภาษีเงินเฟ้อ มีค่ามากกว่าภาษีเงินได้ธรรมดาที่นักลงทุนคิดว่าเป็นภาระหลักของพวกเขาถึง เกือบ 3 เท่า

ใน ธนบัตรอาจมีคำว่า “เราเชื่อมั่นในพระเจ้า”  (In God We Trust) อยู่ก็จริง แต่มือที่ทำให้เครื่องพิมพ์เงินของประเทศเราพิมพ์ธนบัตรออกมานั้น เป็นมือของคนเดินดินธรรมดาๆ นี่เอง

แน่ นอนว่าอัตราดอกเบี้ยสูงๆ จะช่วยชดเชยความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่เกิดจากการลงทุนซึ่งอิงกับค่าเงินได้ และอัตราดอกเบี้ยในทศวรรษที่ 80 ก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน ไม่สามารถที่จะครอบคลุมความเสี่ยงจากการสูญเสียอำนาจซื้อดังกล่าวได้เลยแม้ แต่น้อย ที่จริงแล้ว พันธบัตรควรมีฉลากคำเตือนให้ระวังอันตรายแปะอยู่ด้วยซ้ำ

ภาย ใต้สภาวการณ์ทุกวันนี้  ผมจึงไม่ชอบการลงทุนใดๆ ที่อิงกับค่าเงิน อย่างไรก็ตาม เบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ ก็ยังมีการลงทุนเหล่านั้นอยู่พอสมควรในรูปแบบของการลงทุนระยะสั้นต่างๆ สำหรับ เบิร์คไชร์ สภาพคล่องจำนวนมหาศาลถือเป็นหัวใจสำคัญ และเป็นสิ่งที่เรา ไม่มีทาง จะละเลย

เรา จำเป็นต้องมองข้ามอัตราผลตอบแทนที่ไม่เพียงพอนั้น เพื่อคงไว้ซึ่งสภาพคล่องมหาศาล เราจึงถือตั๋วเงินคลัง ซึ่งเป็นการลงทุนประเภทเดียวที่พอจะไว้วางใจได้ในเรื่องของสภาพคล่อง ภายใต้สภาวะทางเศรษฐกิจที่แสนจะสับสนอลหม่านดังเช่นในปัจจุบัน บนหน้าตักของเราในเวลานี้มีอยู่ราวๆ 2 หมื่นล้านดอลล่าร์ และอย่างน้อยที่สุดต้องมี 1 หมื่นล้านดอลล่าร์สำรองไว้เสมอ

นอก เหนือจากความจำเป็นในเรื่องของสภาพคล่องและกฎระเบียบต่างๆ แล้ว เราจะซื้อหลักทรัพย์ที่อิงกับค่าเงินก็ต่อเมื่อมีโอกาสที่มันจะให้ผลตอบแทน ในระดับที่สูงผิดปกติเท่านั้น เช่น เมื่อมีการตั้งราคาสินเชื่อผิดๆ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในช่วงเวลาของวิกฤตการเงิน จนเกิดเป็นพันธบัตรขยะ (Junk Bonds) มากมาย หรือเมื่ออัตราดอกเบี้ยนั้นสูง จนเราสามารถที่จะทำกำไรจากพันธบัตรชั้นดีได้ในเวลาที่อัตราดอกเบี้ยนั้นลดลง

แม้ ว่าในอดีต เราจะเคยศึกษาถึงโอกาสที่ทั้งสองเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น และอาจทำการศึกษาซ้ำอีกในอนาคต แต่ตอนนี้ เราแทบไม่เห็นว่าความคาดหวังดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้เลย 

ณ วันนี้ ความเห็นของ เชลบี้ คัลลอม คนในวอลล์สตรีทที่เคยพูดเอาไว้เมื่อนานมาแล้วดูเหมือนจะเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน

“พันธบัตรที่เชื่อกันว่าให้ผลตอบแทนโดยไม่มีความเสี่ยง กำลังถูกตั้งราคาราวกับมันเป็นสิ่งที่ให้ความเสี่ยงโดยไม่มีผลตอบแทน” 

การ ลงทุนอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของสินทรัพย์ที่ไม่มีวันจะทำให้เกิดผลิตผลอะไรขึ้นมาได้เลย แต่ผู้คนกลับชอบที่จะซื้อหา เนื่องจากผู้ซื้อมีความหวังว่าใครสักคน ซึ่งย่อมรู้เช่นเดียวกันว่าสินทรัพย์ชนิดนี้จะไม่มีวันทำให้เกิดประโยชน์โพด ผลใดๆ จักยอมจ่ายในราคาที่สูงกว่าเพื่อซื้อมัน อาทิเช่น ดอกทิวลิป ซึ่งได้กลายเป็นสินค้ายอดนิยมของผู้คนในศตวรรษที่ 17

การ ลงทุนจำพวกนี้ ต้องมีกลุ่มของผู้ซื้อที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยผู้ซื้อถูกล่อให้แห่กันเข้ามาด้วยความเชื่อที่ว่ากลุ่มของคนที่เป็นแบบ พวกเขาจะขยายตัวต่อไปอีก ผู้ถือสินทรัพย์ชนิดนี้มิได้มีแรงบันดาลใจว่าตัวสินทรัพย์ที่พวกเขาถือจะ สร้างผลผลิตใดๆ ทั้งยังรู้ดีกว่าสินทรัพย์นั้นจะยังคงไร้ชีวิตตลอดไป พวกเขาเพียงหวังว่าคนอื่นๆ จะปรารถนามันมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ใน บรรดาสินทรัพย์จำพวกนี้ อันดับหนึ่งคือ “ทองคำ” ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของนักลงทุนที่กลัวสินทรัพย์อื่นๆ แทบจะทุกชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินกระดาษ (อันที่จริง สินทรัพย์หลายชนิดก็มีเหตุผลควรที่สมควรจะกลัวอยู่)

อย่าง ไรก็ตาม ทองคำมีจุดอ่อนอยู่สองประการ คือ ตัวมันเองเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ค่อยได้ ทั้งยังไม่ทำให้เกิดผลิตผลอะไรขึ้นมาได้เลย จริงอยู่ที่ทองคำมีประโยชน์ในแง่ของอุตสาหกรรมและใช้เป็นเครื่องประดับได้ แต่อุปสงค์ในแง่ดังกล่าวมีอยู่จำกัด และไม่สามารถทำให้ทองเพิ่มปริมาณขึ้นได้ ถ้าคุณมีทองคำหนึ่งออนซ์ ทองคำนั้นย่อมมีปริมาณหนึ่งออนซ์เท่าเดิมตราบจนชั่วกัลปาวสาน

สิ่ง สำคัญที่ดึงดูดแฟนพันธุ์แท้ทองคำคือความเชื่อที่ว่า ผู้คนจะเกิดความกลัวในสินทรัพย์อื่นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ความเชื่อดังกล่าวก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง ยิ่งไปกว่านั้น ราคาที่สูงขึ้นของทองคำก็ยิ่งทำให้คนมีความกระตือรือร้นอยากจะซื้อมัน จนดึงดูดให้ผู้ลงทุนเชื่อว่าการเพิ่มขึ้นของราคาทองเป็นไปตามข้อสรุปทางการ ลงทุนที่สมเหตุสมผลแล้ว

นักลงทุนที่ชอบแห่ตามกันไม่ว่าจะเป็นการลงทุนประเภทไหน มักจะสร้างความจริงของตัวเองขึ้นมาเสมอ อย่างน้อยก็ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ใน ช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ทั้งหุ้นอินเทอร์เน็ตและบ้านได้แสดงให้เห็นถึงภาวะความเฟ้อเกินไป อันเป็นผลมาจากการผสมผสานกันระหว่างข้อสรุปที่มีเหตุผลกับราคาที่เกินกว่า เหตุ

ในภาวะ ฟองสบู่ มหาชนที่เคยลังเลสงสัย มักยอมศิโรราบต่อ “ข้อพิสูจน์” ที่ตลาด “จัดให้” และกลุ่มของผู้ซื้อก็จะขยายตัวออกไปอย่างใหญ่หลวง จนเพียงพอที่จะทำให้พฤติกรรมแห่ตามกันนั้นหมุนเวียนต่อไปเรื่อยๆ แต่แล้วฟองสบู่ที่โตเกินก็จะแตกโพละออก และเมื่อนั้น ภาษิตโบราณก็จักได้รับการตอกย้ำอีกครั้งหนึ่ง …

“สิ่งที่คนฉลาดทำในตอนเริ่มต้น คนโง่จะทำมันในท้ายที่สุด” 

ณ วันนี้ คลังทองคำของโลกมีอยู่ประมาณ 170,000 เมตริกตัน หากเอาทองทั้งหมดมาหลอมรวมกัน เราจะได้ลูกบาศก์ทองคำที่มีความกว้างยาวลึกด้านละ 68 ฟุต (เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ขนาดของมันวางลงบนสนามเบสบอลได้พอดิบพอดี) ณ ราคา 1,750 ดอลล่าร์ต่อออนซ์ ในเวลาที่ผมเขียนบทความนี้ ราคาของทองคำทั้งหมดในโลกจะมีมูลค่ารวมกันเท่ากับ 9.6 ล้านล้านดอลล่าร์ โดยเราจะเรียกสิ่งนี้ว่า “ก้อน A”

เอา ล่ะ ทีนี้มาสร้าง “ก้อน B” กันบ้าง ก้อน B ที่ว่านี้มีราคาเท่ากับก้อน A แต่เราสามารถใช้มันซื้อไร่นาทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา (จำนวน 400 ล้านเอเคอร์ ทำรายได้รวมกัน 2 แสนล้านเหรียญต่อปี) บวกกับบริษัท Exxon Mobil จำนวน 16 บริษัท (Exxon Mobil คือบริษัทที่ทำกำไรได้มากที่สุดในโลก โดยสมมุติว่าเรามีบริษัทนี้อยู่ 16 แห่ง แต่ละแห่งทำกำไรได้ปีละ 4 หมื่นล้านเหรียญ) หลังจากซื้อของดังกล่าวแล้ว เราจะยังเหลือเงินติดตัวไว้ใช้ราวๆ หนึ่งล้านล้านดอลล่าร์ (สมมุติว่าเราไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองใช้เงินเกินตัว)

คุณพอจะใช้จินตนาการได้ไหมว่า จะมีนักลงทุนคนไหนในโลกที่มีเงิน 9.6 ล้านล้านดอลล่าร์ แล้วจะเลือกซื้อก้อน A แทนที่จะซื้อก้อน B ?!!

นอก จากมูลค่าของทองจะถูกประเมินอย่างไม่สมเหตุสมผลแล้ว ราคาปัจจุบันยังทำให้ตัวมันถูกผลิตขึ้นปีละคิดเป็นมูลค่า 160,000 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งผู้ซื้อ ไม่ว่าจะซื้อเพื่อเป็นเครื่องประดับหรือซื้อไปใช้ในทางอุตสาหกรรม รวมทั้งคนที่กำลังกลัวและนักเก็งกำไร จะค่อยๆ รับเอาอุปทานส่วนเพิ่มนี้ไว้เรื่อยๆ ก่อนที่ราคา ณ ปัจจุบันจะกลายเป็นราคาสมดุลในที่สุด

ใน เวลาหนึ่งศตวรรษนับจากนี้ ที่ดิน 400 ล้านเอเคอร์จะผลิตข้าวโพด ธัญพืช ค้อตต้อน และพืชผลอื่นๆ ได้อีกเป็นจำนวนมาก และจะผลิตผลผลิตที่มีคุณค่าเหล่านั้นต่อไป ไม่ว่าค่าเงินจะเป็นอย่างไรก็ตาม ในขณะที่ Exxon Mobil จะทำเงินปันผลให้กับเจ้าของอีกนับล้านล้านเหรียญ และจะเป็นเจ้าของสินทรัพย์มูลค่าหลายล้านล้านเหรียญเช่นกัน (อย่าลืมว่าคุณมี Exxon อยู่ 16 บริษัท) ในขณะที่ทองคำ 170,000 ตัน จะไม่เพิ่มปริมาณขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว และไม่สามารถสร้างผลิตผลอะไรใดๆ ได้ทั้งสิ้น

คุณอาจลูบคลำก้อนทองคำนี้ด้วยความรัก แต่มันจะไม่มีปฏิกริยาตอบสนองใดๆ แน่นอน 

ต้อง ยอมรับว่า เมื่อคนในยุคหนึ่งร้อยปีนับจากนี้รู้สึกกลัว พวกเขาก็จะยังกระโดดเข้าหาทองคำอยู่นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ผมมั่นใจว่า ก้อน A ที่มีมูลค่า 9.6 ล้านล้านเหรียญ จะทวีมูลค่าต่อไปในอนาคตในอัตราที่ด้อยกว่าก้อน B อย่างมากเป็นแน่แท้
โพสต์เมื่อ โดย

วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ประวัติศาสตร์ทองคำ

ประวัติศาสตร์ทองคำ



ประวัติของทองคำโลก
            ทองคำเป็นที่รู้จักกันในสังคมมนุษย์มาเป็นเวลาเกือบหกพันปีมาแล้ว คำว่า “Gold” นั้นมาจากคำภาษาอังกฤษ คือ “Geolo” ซึ่งแปลว่าเหลือง            ส่วนสัญลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์ของธาตุทองคำ “Au” มาจากคำภาษาลาติน คือ “Aurum” แปลว่าทอง          ในยุคโบราณทองคำได้นำมาใช้เป็นเครื่องตกแต่งในพิธีกรรมทางศาสนา    หรือเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความมีอำนาจ ความรุ่งเรือง       การค้นพบทองคำครั้งแรกสุด ดูเหมือนจะพบทางแถบเอเชียตะวันตก โดยเฉพาะในประเทศอียิปต์ซึ่งเป็นประเทศที่ มีสิ่งของเครื่องทองให้ปรากฏเห็นตั้งแต่ประมาณ 4,000 ปีก่อนศริสต์ศักราช ต่อมาได้มีการค้นพบอีกที่ประเทศมาเซโดเนีย อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย การขุดทองเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่มีการค้นพบทวีปอเมริกา                 นับเป็นเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา   ทองคำยังคงสามารถใช้เป็นเงินตราที่มีค่าสูงสุด   และเป็นโลหะชนิดเดียวที่ได้รับการยอมรับในทุกหนทุกแห่ง           การใช้ทองคำเป็นเงินตรานั้นมีบ้าง   ในดินแดนที่มีความเจริญที่สุดในสมัยโบราณกาล        ทองคำได้ครองความเป็นเจ้าเมื่อเปรียบเทียบกับเงินตรา( คือโลหะ ) มาจนถึงคริสตศตวรรษที่ 19 ได้มีการเอามาตรฐานทองคำเข้ามาใช้ในระบบเงินตราในหลายประเทศ นายทุนใหญ่ ๆ โดยรัฐบาลเป็นผู้หลอมทำและจำหน่ายเงินเหรียญทองคำ ทองคำจึงกลายมาเป็นพื้นฐานหลักของระบบเงินตราไป ได้มีการกำหนดมาตรฐานทองคำใช้กันเป็นครั้งแรกที่สุดในประเทศอังกฤษ แล้วค่อย ๆ แผ่ขยายออกไปประเทศอื่น ๆ เมื่อทองคำและเงินหลั่งไหลเข้ามาในยุโรปตะวันตกภายหลังจากที่ได้มีการค้นพบ ทางภูมิศาสตร์ครั้งใหญ่ ( หมายถึงการล่าอาณานิคม )ในศตวรรษที่ 15 และ 16      จาก หลักฐานทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ตัณหาของมนุษย์ในการที่มุ่งครอบครอง ทองคำได้ผลักดันให้มนุษย์แสวงหาอาณานิคม ทำสงคราม และสร้างอารยธรรม
            ในตอนกลางศตวรรษที่ 19 ได้มีการค้นพบทองคำในแคลิฟอร์เนีย และในออสเตรเลีย ซึ่งทำให้เศรษฐกิจเจริญขึ้นอย่างรวดเร็วในยุโรปตะวันตกและในอเมริกาเหนือ ทองคำช่วยดึงเอาประเทศต่าง ๆ เข้ามาร่วมกันก่อตัวเป็นตลาดโลกขึ้น ต่อมาในตอนปลายศตวรรษที่ 19 ได้มีการค้นพบทองคำในแอฟริกาใต้ และนี่ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นของสมัยใหม่ในประวัติศาสตร์
ประวัติทองคำในประเทศไทย
            ประเทศไทย เคยเป็นที่รู้จักและเรียกกันมาตั้งแต่สมัยโบราณว่า “สุวรรณภูมิ” แปลว่าแผ่นดินทอง     การที่ประเทศไทยได้ชื่อนี้อาจเนื่องมาจากความเป็นจริงของธรรมชาติตามหลักฐาน ที่กรมทรัพยากรธรณีมีอยู่   ซึ่งล้วนแต่มีการร่อนหาทองคำกันมาแต่โบราณ      ประเทศไทยครั้งนั้นคงมีทองคำอุดมสมบูรณ์มาก   นักเผชิญโชคชาวภารตะผู้นำอารยะธรรมของชมพูทวีปมาสู่กัมพูชา ในโบราณกาลจึงพา กันเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า “สุวรรณภูมิ”       แผ่นดินที่เรียก ว่าสุวรรณภูมินี้มีอาณาเขตครอบคลุมพม่า ไทย ตลอดจนแหลม มาลายู      สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงประทานอรรถาธิบายไว้ในคำอธิบายหนังสือพระ ราชพงศาวดาร เล่มที่หนึ่ง (พ.ศ.2457) ว่าทรงเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า   “สุวรรณภูมิ ตั้งอยู่ตั้งแต่เมืองมอญ ตลอดลงมาถึงแหลมมาลายู หรือบางทีอาจตลอดไปจนถึงเมืองญวน   โดยในครั้งกระโน้น ดินแดงนี้อาจเรียกว่าสุวรรณภูมิทั้งหมด”
            ความผูกพันกันระหว่างโลหะทองคำกับคนไทยนั้น   มีมายาวนาน อาจย้อนไปถึงสมัยอาณาจักรเชียงแสนเพราะมีหลักฐานพระพุทธรูปหล่อ ด้วยทองคำซึ่งมีศิลปะแบบเชียงแสน ปรากฎอยู่   จากนั้น เมื่อไทยได้รับระบบสมมติเทวราชของขอมมาให้เป็นสถาบันบริหารสูงสุด ของประเทศ ทองคำจึงถูกนำมาใช้ในการทำเครื่องราชกกุธภัณฑ์ และเครื่อง ราชูปโภคทั้งหลาย
           
ความ มั่งคั่งในทองคำของไทยในอดีตอาจพิจารณาได้จากการเจริญสัมพันธไมตรีกับชาว ต่างชาติ เช่น   พระราชสาสน์นั้นเป็นการเขียน (จาร) ลงบนแผ่นทองคำที่เรียกว่าพระสุพรรณบัฏ และเครื่องราชบรรณาการต่าง ๆ ที่ทำด้วยทองคำ เป็นต้น     นอกจากนี้เครื่องใช้และเครื่องประดับต่าง ๆ   ก็ยังนิยมใช้ทองคำด้วย    สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงถึงการมีทองคำอยู่เป็นจำนวนมาก    ซึ่งเชื่อกันว่าที่มาของทองคำเหล่านี้ คือแหล่งทองที่เป็นเกล็ดปนอยู่ในทราย ซึ่งมีอยู่ทั่วไปตามลำธารของภาคเหนือและภาคอีสานตอนเหนือ
ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช   ได้ส่งทองคำไปเป็นเครื่องบรรณาการแด่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศสถึง 46 หีบ    และพระองค์ได้ให้เอกอัครราชทูตไทยที่ส่งไปเจริญสัมพันธไมตรีในครั้งนั้นว่า จ้างผู้เชี่ยวชาญการทำเหมืองแร่ทองคำจากฝรั่งเศสมาด้วย            แร่ทองคำที่มีการผลิตหรือร่อนแร่กันในสมัยนั้น คือ แร่ทองคำบ้านป่า ร่อน อำเภอบางสะพาน   จังหวัดประจวบคีรีขันธ์          ซึ่งมีการค้นพบและทำเหมืองมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2283   และมีหลักฐานว่าในปี      พ.ศ.2293 สามารถผลิตทองคำ ได้ทองคำหนัก 90 ชั่งเศษ หรือน้ำหนักประมาณ 109.5 กิโลกรัม 
            ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีเครื่องทองคำที่ควรกล่าวถึง เป็นเครื่องประดับสำหรับ เกียรติยศซึ่งปรากฏในหลักฐานเอกสารต้นตำนานตรานพรัตน์ฯ เมื่อพระมหากษัตริย์บรมราชาภิเษกเสด็จประทับพระที่นั่งภัทรบิฐพราหมณ์ย่อม ถวายพระสังวาลย์นพรัตน์นั้นสวมทรงก่อน
จวบจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325 เป็นต้นมา ในรัชกาลที่ 4 สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การขุดทองลดน้อยลงจนต้องหาซื้อนำ เข้าจากต่างประเทศ การใช้ทองคำมีปรากฏในพระราชนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพซึ่งได้กล่าว เกี่ยวกับการทำเงินตราสยามเป็นเหรียญเงิน และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดให้ทำเหรียญทองคำ ด้วยเช่นกัน
กระทั่งปี พ.ศ.2414   มีการค้นพบทองคำที่บ้านบ่อ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี และได้มีการทำเหมืองด้วยวิธีการขุดเจาะอุโมงค์ใต้ดินในปี พ.ศ.2416   โดยพระปรีชากลการเจ้าเมืองปราจีนบุรี   แต่ปิดดำเนินการในปี พ.ศ.2421 ต่อมาได้เปิดดำเนินการอีกครั้ง   ในช่วงปี พ.ศ.2449 – 2459 แต่ไม่มีข้อมูลของการผลิตแต่อย่างใด
จาก นั้นจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีชาวต่างประเทศได้เข้าติดต่อค้าขายและมีการเสาะหาทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมีชาวอิตาเลียน ได้ขอทำการขุดทองที่บางตะพานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อกลับไปก็ไปเผยแพร่ว่าประเทศไทยนั้นอุดมด้วยแร่ทองคำเนื้อดี จึงทำให้ชาวต่างชาติหลายประเทศได้เข้ามาขออนุญาตขุดหาแร่ทองคำมากขึ้น 
ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2   รัฐบาลได้ให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำแก่บริษัทจากประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสหลายแห่ง เช่น   แหล่งโต๊ะโมะ จังหวัดนราธิวาส       แหล่งบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์   แหล่งกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เป็นต้น     แต่บริษัทต่างๆ เหล่านี้   ได้หยุดดำเนินการเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2   และได้มีบันทึกไว้ว่า บริษัท Societe des Mine d’Or de Litcho ของฝรั่งเศส   ได้ทำเหมืองแร่ทองคำที่แหล่งโต๊ะโมะ   จังหวัดนราธิวาส   ในระหว่างปี พ.ศ.2479 – 2483   ได้ทองคำหนักถึง 1,851.44 กิโลกรัม   ระหว่างปี พ.ศ.2493 – 2500   กรมโลหกิจ(กรมทรัพยากรธรณีในปัจจุบัน) ได้ทำเหมืองทองคำที่บ้านบ่อ จังหวัดปราจีนบุรี   สามารถผลิตทองคำได้ถึง 54.67 กิโลกรัม  

แหล่งแร่ทองคำ
            โดยทั่วไปแล้วมักพบแร่ทองคำในหินอัคนีชนิดเบสมากกว่าชนิดกรด แต่ส่วนใหญ่จะพบว่าทองอยู่ในหินชั้น และในกระบวนการของหินชั้น พบว่าหินทรายจะมีปริมาณทองมากกว่าหินชนิดอื่น ๆ
            ส่วนในแหล่งแร่จะพบว่า แร่ทองจะอยู่กับแร่เงิน ทองแดง และโคบอลต์ ปริมาณที่พบทองในสถานที่ต่าง ๆ เช่น ทอง 1 กรัมต่อหินหรือดิน 300 เมตริกตัน ส่วนในน้ำทะเลจะมีปริมาณทอง 1 กรัมต่อน้ำทะเล 20,000-90,000 ตัน ซึ่งการสกัดเอาแร่ทองคำออกมาแล้ว ไม่คุ้มต่อการลงทุน กล่าวคือจะมีต้นทุนสูงมาก
การเกิดของแร่ทองคำ
            การเกิดของแร่ทองคำนั้นแบ่งออกเป็น 2 แบบตามลักษณะที่พบในธรรมชาติ ดังนี้
1.แบบปฐมภูมิ   คือแหล่งแร่ที่เกิดจากกระบวนการทองธรณีวิทยา มีการผสมทางธรรมชาติจากน้ำแร่ ร้อน ผสมผสานกับสารละลายพวกซิลิก้า ทำให้เกิดการสะสมตัวของแร่ทองคำในหิน ต่าง ๆ   เช่น   หินอัคนี หินชั้น และหินแปร   พบการฝังตัวของแร่ทองคำในหิน หรือสายแร่ที่แทรกอยู่ในหิน ซึ่งส่วนใหญ่จะมอง ไม่เห็นด้วยตาเปล่า มีส่วนน้อยที่จะมีขนาดโตพอที่จะเห็นได้ชัดเจน แหล่งแร่ ทองคำแบบนี้จะมีคุณค่าในเชิงพาณิชย์   ก็ต่อเมื่อมีทองคำมากกว่า 3 กรัมในเนื้อหินหนัก 1 ตัน   หรือมีทองคำหนัก 1 บาท(15.2 กรัม)   ในเนื้อหินหนักประมาณ 5 ตัน (ประมาณ 2 ลูกบาศก์เมตร)
2.แบบปฐมทุติยภูมิ   หรือแหล่งลานแร่   คือการที่หินที่มีแร่ทองคำแบบปฐมภูมิได้มีการสึกกร่อนผุพัง แล้วสะสมตัวใน ที่เดิมหรือถูกน้ำชะล้างพาไปสะสมตัวในที่ใหม่   ในบริเวณต่าง ๆ    ที่เหมาะสม   เช่น เชิงเขา ลำห้วย หรือ ในตะกอนกรวดทรายในลำน้ำ
  
แหล่งแร่ทองคำที่พบในต่างประเทศ
            เมื่อ พ.ศ. 2396 สหรัฐอเมริกาได้มีการค้นพบทองครั้งใหญ่ ผลิตทองได้มากมายจนทำให้เป็น ผู้นำการผลิตทอง ถึง 50 ปี ส่วนในออสเตรเลียก็เช่นเดียวกันกับสหรัฐอเมริกา คือมีการค้นพบทองมากมาย จึงทำให้ตลาดของสหรัฐอเมริกาดูตกต่ำลง แต่ช่วงเวลาไม่นานจำนวนทองที่ ออสเตรเลียก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่การค้นพบทองครั้งใหญ่ ก็เกิดขึ้นอีกครั้งที่สหรัฐอเมริกา ทำให้สหรัฐอเมริกาในตลาดโลกมีความกระเตื้องขึ้นหลังจากที่ตกต่ำไป หลังจากนั้น เมื่อปี พ.ศ. 2439 มีการตื่นทองครั้งใหญ่ที่แคนาดาซึ่งผลิตทองได้เกินกว่า 15 ล้านเอานซ์ต่อปี และในปี พ.ศ. 2458 สุงสุดเกือบ 23 ล้านเอานซ์ต่อปี นับตั้งปี พ.ศ. 2448 ประเทศแอฟริกา เป็นอันดับหนึ่งในการผลิตทอง รองลงมาคือประเทศ สหรัฐอเมริกา ประมาณ 26 ปี ต่อมา ผลผลิตทองของสหรัฐอเมริกาจึงตกเป็นรองประเทศรัสเซียและแคนาดา
            ได้มีการประเมินปริมาณของการขุดทองทั่วโลก นับจากเริ่มต้นสมัยประวัติศาสตร์ ได้ทั้งหมด 3 พันล้านเอานซ์ เป็นข้อมูลที่ประเมินไว้ก่อนปี พ.ศ. 2515            
            แหล่งแร่ทองคำในประเทศไทย
          เมื่อประมาณ 60-70 ปีมาแล้ว แหล่งแร่ทองคำที่สำคัญที่สุด คือแหล่งแร่ที่ป่าร้อนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งชาวบ้านที่นี่ทำการหาทองโดยวิธีการร่อน     เป็นเวลาหลายปีจนปริมาณลดลง แต่ก็ยังมีเหลือพบบ้าง
          กรมทรัพยากรธรณี สำรวจพบแร่ทองคำกระจายอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัด     ยกเว้นพื้นที่ส่วนที่เป็นที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   และพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง    พื้นที่ที่มีศักยภาพทางแร่สูงมีอยู่ 2 แนวคือ แนวแรก พาดผ่านจังหวัด เลย หนองคาย เพชรบูรณ์ พิจิตร นครสวรรค์ ลพบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี และ จังหวัดระยอง   ส่วนแนวที่ 2 พาดผ่านจังหวัดเชียงราย แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย และจังหวัดตาก   ส่วนพื้นที่อื่นๆ   พบทองคำกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เช่น บริเวณบ้านป่าร่อน อำเภอบาง สะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์   แหล่งโต๊ะโมะ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส และ อำเภอทองผาภูมิ   จังหวัดกาญจนบุรี
          บริเวณที่สำรวจพบว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางแร่ทองคำสูง ในปัจจุบันมีด้วยกัน 9 บริเวณ ดังนี้
          1.บริเวณพื้นที่ในเขตตอนเหนือของจังหวัดอุดรธานี     อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย   อำเภอเมือง อำเภอเชียงคาน และอำเภอปากชม จังหวัดเลย
          2.บริเวณพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอสระแก้ว และอำเภอวัฒนานคร จังหวัดปราจีนบุรี
          3.บริเวณพื้นที่อำเภอศรีสัชนาลัย อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย   อำเภอสบปราบ อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง   และอำเภอวังชิ้น อำเภอลอง จังหวัดแพร่
          4.บริเวณพื้นที่อำเภอแจ้ห่ม อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ขึ้นไปทางเหนือผ่าน อำเภอเมือง อำเภอเวียงป่าเป้า อำเภอแม่จัน อำเภอแม่สาย และอำเภอเชียง แสน จังหวัดเชียงราย
          5.บริเวณพื้นที่อำเภอสนามชัยเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา ลงไปถึงอำเภอบ้านบึง กิ่ง อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี    จรดชายฝั่งทะเลที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง   และอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี
          6.บริเวณพื้นที่อำเภอทับสะแก อำเภอบางสะพาน กิ่งอำเภอบางสะพานน้อย จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอปะทิว และอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร
          7.บริเวณกิ่งอำเภอสุคิริน   อำเภอระแงะ และอำเภอแว้ง   จังหวัดนราธิวาส   และบริเวณทางตอนใต้ของจังหวัดยะลา
          8.บริเวณพื้นที่อำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ และอำเภอไทรโยค   ถึงอำเภอสวนผึ้งและอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี
          9.บริเวณพื้นที่อำเภอเมือง   อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์   อำเภอโคกสำโรง อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี และอำเภอท่าตะโก จังหวัด นครสวรรค์
          ประวัติการผลิตทองคำ
            ในช่วง 6000 ปีที่ผ่านมา  คาดว่ามีการขุดทองคำขึ้นมาใช้แล้วมากกว่า 125,000 ตัน โดยประวัติการขุดค้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ยุด คือ ยุคก่อนการตื่นทอง และยุคหลังการตื่นทอง คาดว่ากว่า 90% ของทองคำที่เคยถูกขุดขึ้นนั้นถูกขุดขึ้นมาหลังปี ค.ศ. 1848 หรือตั้งแต่ยุคตื่นทองในแคลิฟอร์เนีย
ยุคแรก (ก่อนปี ค.ศ. 1848)
            ในช่วง 2000 ปีก่อนคริสตกาล ชาวอียิปต์ขุดทองคำได้ไม่ถึงปีละ 1 ตัน จากบริเวณที่เป็นประเทศอียิปต์ ซูดาน และซาอุดิอาราเบียในปัจจุบัน
            ในยุคอาณาจักรโรมันรุ่งเรือง คาดว่ามีการขุดทองคำได้ 5-10 ตันจาก สเปน โปรตุเกส และแอฟริกา 
            ช่วงกลางศตวรรษที่ 15 มีการผลิตทองคำ 5-8 ตันต่อปีจากแถบแอฟริกาตะวันตก ซึ่ง คือบริเวณประเทศกานาในปัจจุบัน
            ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 มีการผลิตทองคำรวม 10-12 ตัน จากแอฟริกาตะวันตกและ อเมริกาใต้
            ในปี ค.ศ. 1847 หนึ่งปีก่อนเกิดการตื่นทองในแคลิฟอร์เนีย รัสเซียผลิตทองคำได้ 30-35 ตัน คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ผลิตได้ทั้งโลกที่มีประมาณ 75 ตัน
ยุคที่สอง (หลังปี ค.ศ. 1848)
            หลังปี ค.ศ. 1848 นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญหลังการค้นพบทองคำในแคลิฟอร์เนียและใน ออสเตรเลีย โดยในแต่ละแห่งสามารถขุดพบทองคำในแต่ละปีเกือบ 100 ตัน 
            หลังจากได้มีการค้นพบแหล่งทองคำในแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นแหล่งที่มีผลผลิตสูง ที่สุดมาต่อเนื่องยาวนานนับจากช่วงปลายศตวรรษที่ 18 จนถึงปัจจุบัน
            ในช่วงศตวรรษที่ 19 มีการขุดทองคำได้เฉลี่ยปีละ 400 ตัน
            ในช่วงปี 1990 โลกมีการขุดค้นได้ทองคำเฉลี่ย 1744 ตันต่อปี ทั้งนี้ เพราะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยทำให้การผลิตเดิมที่ไม่มีความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจมีความเป็นไป ได้ขึ้น  แต่ราคาทองคำที่ตกต่ำลงทำให้ผลผลิตทองคำไม่เพิ่มสูงขึ้นแต่อย่างใด

วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

“ทองคำ” ภาพลวงตาของการออมเงินที่ปลอดภัย

“ทองคำ” ภาพลวงตาของการออมเงินที่ปลอดภัย

การลงทุนไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่มีทางเลือกใดที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง แม้แต่การฝากเงินในธนาคาร ก็อาจมีความเสี่ยงได้ เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้รับต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อในช่วงเวลานั้น

“ทองคำ” ที่เป็นสินทรัพย์ยอดฮิตในช่วงที่ผ่านมา ย่อมทำให้เกิดภาพลักษณ์สวยหรูว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย มีแต่ขึ้นอย่างเดียวเท่านั้น

gold mask
ที่มา http://www.siamintelligence.com/gold-illusion/#disqus_thread
นี่เป็น ความจริงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น หากนักลงทุนหลงติดกับความจริงนี้ โดยลืมเลือนความจริงที่ซ่อนอยู่อีกครึ่งหนึ่งไป ก็อาจพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ได้ โดยไม่รู้ตัว

ทองคำ มีลักษณะพิเศษที่ให้ความรู้สึกปลอดภัย คือ ราคาเพิ่มขึ้นเสมอในระยะยาว ตามอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา

แต่มีข้อดีก็ย่อมต้องมีข้อเสีย นั่นคือ แม้ทองคำจะไม่เคยพ่ายแพ้เงินเฟ้อเลย แต่มันก็ไม่เคยชนะ เช่นเดียวกัน ทำได้เพียงเสมอตัวเท่านั้น

สำหรับคนที่แสวงหาความมั่นคงและเกลียดกลัวความเสี่ยง ก็อาจรู้สึกพึงพอใจกับทางเลือกนี้
แต่โลกความจริงไม่ได้ง่ายเช่นนั้น

ความยุ่งยากของการลงทุนในทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ก็คือ ราคาทองคำในวันที่ซื้อ เพราะแม้ในระยะยาวราคาทองคำจะเคลื่อนไหวตามเงินเฟ้อ แต่ในระยะสั้นราคาทองคำอาจสูงหรือต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อไปมากมาย ดังนั้น หากผู้ซื้อได้ราคาทองคำที่สูงกว่าเงินเฟ้อ ในระยะยาวผู้ซื้อก็จะได้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าเงินเฟ้อ เพราะต้องหักต้นทุนส่วนที่ซื้อมาแพงเกินไปทิ้ง

ตัวอย่างเช่น ในระหว่างปี 1971-1980 เมื่อราคาทองคำในตลาดโลก (เมื่อเทียบเป็นเงินไทยแล้ว) มีราคาทะยานสูงขึ้นจาก 400 บาทไปจนกระทั่งถึง 10000 บาท แล้วนักลงทุนโชคร้ายเข้าซื้อที่ราคาสุงสุดคือ 10000 บาท หลังจากนั้นราคาทองคำได้ตกรูดอย่างต่อเนื่องจนเกือบจะแน่นิ่งอยู่ในระดับ ราคา 5000 บาท ยาวนานถึง 20 ปี พึ่งมาเริ่มฟื้นตัวเมื่อปี 2002 เท่านั้นเอง

หากคิดผลตอบแทนในช่วง 20 ปี นักลงทุนย่อมขาดทุนถึง 50 % ซึ่งไม่ใช่ข่าวดีสำหรับคนที่เกลียดกลัวความเสี่ยงเลย ถึงแม้จะหารเฉลี่ยต่อปีแบบไม่ทบต้นจะได้รับผลขาดทุนเพียง 2.5 % แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า หากเพียงฝากเงินไว้เฉยๆ ก็คงไม่ประสบภาวะขาดทุนเช่นนี้ แถมยังได้ดอกเบี้ยอีกด้วย

บางคนอาจเถียงว่า เมื่อปล่อยให้เวลาผ่านไปยาวกว่านี้ จนกระทั่งถึงปี 2012 นักลงทุนย่อมจะพลิกกลับมาได้กำไร เพราะราคาจะขึ้นไปสูงสุดถึง 27000 บาท

แน่นอนว่า ผลตอบแทน 270% เมื่อคิดหารเฉลี่ยต่อปีแบบไม่ทบต้นแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป 32 ปี ย่อมได้รับผลตอบแทนโดยประมาณ 8.4 % ซึ่งนับว่าน่าพอใจเลยทีเดียว

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ราคา 27000 เป็นราคาในช่วงสูงที่สุด เป็นราคาในห้วงเวลาที่ทองคำมีราคาสูงกว่าเงินเฟ้อ ดังนั้น ภาวะนี้จะอยู่ได้ไม่นาน ในที่สุดเมื่อราคาตกลงมาในระดับที่ใกล้เคียงกับอัตราเงินเฟ้อ ก็อาจจะซ้ำรอยปี 1980 ที่ราคาตกลงจากจุดสูงสุดถึง 50 % นั่นก็คือ ราคาทองคำอาจจะตกไปอยู่ที่ประมาณ 13500 บาท

ผลตอบแทนก็จะเหลือ 4.2 % ยังไม่นับว่า ถ้าต้องถือทองคำต่อไปอีกเกือบ 20 ปีกว่าจะถึงขาขึ้นรอบใหม่ ผลตอบแทนจะเหลือเท่าไร

อย่างไรก็ตาม หากยึดตัวเลข 4.2 % เป็นค่าหลัก ก็นับว่าสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป แต่ถ้าเราฝากประจำระยะยาวแบบไม่เกิน 10 ปีในจังหวะเวลาที่เหมาะสม ก็อาจได้รับผลตอบแทนที่มากกว่า แถมยังนำเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยเมื่อครบอายุมาฝากซ้ำแบบทบต้นได้อีกด้วย

ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ หากเราเข้าซื้อทองคำในจังหวะเวลาที่เหมาะสม นั่นคือ ระดับราคาประมาณ 5000 บาท ในปี 2000 ซึ่งระดับราคาทองคำอยู่ในภาวะที่ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ แล้วมาขายในระดับราคาประมาณ 20000 บาท (ไม่ได้ขายที่จุดสูงสุด) เราย่อมได้กำไรถึง 400 % ในเวลาเพียง 12 ปีเท่านั้น หากคิดเป็นผลตอบแทนแบบไม่ทบต้นย่อมได้ที่ประมาณ 33 %

โดยสรุปแล้ว ราคาทองคำมีรอบวัฏจักรของตัวเอง นั่นคือ ในช่วงเวลาหนึ่งจะมีการเพิ่มขึ้นของราคาที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ ขณะที่อีกช่วงเวลาหนึ่งจะมีการเพิ่มขึ้นของราคาที่ต่ำกว่าเงินเฟ้อ ซึ่งเมื่อคิดจนครบรอบแล้ว ก็จะได้การเพิ่มขึ้นของราคาที่ใกล้เคียงกับอัตราเงินเฟ้อ

ดังนั้น หากเราต้องการซื้อทองคำเพื่อลงทุนระยะยาวมาก หรืออย่างต่ำ 10 ปี เราก็ควรที่จะเลือกซื้อในช่วงเวลาที่ทองคำมีระดับการเพิ่มขึ้นของราคาที่ต่ำ กว่าเงินเฟ้อ เพื่อที่ว่าเมื่อครบรอบวัฎจักรแล้ว เราก็จะได้กำไรมากกว่าเงินเฟ้อ

แน่นอนว่า การหาจังหวะเวลาเข้าซื้อที่เหมาะสมที่สุด เป็นเรื่องที่กระทำได้ยาก แต่จากวัฎจักรการเคลื่อนไหวของราคาในหลายสิบปีที่ผ่านมา ย่อมจะทำให้เราเห็นว่าทองคำที่ราคาประมาณ 24000 บาท น่าจะเป็นช่วงที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาสูงกว่าเงินเฟ้อ

นักลงทุนบางคนอาจแย้งอีกว่า หากซื้อทองเมื่อ 2-3 ปีก่อน ถึงแม้ว่าการเพิ่มขึ้นของราคาอาจจะสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อแล้ว แต่ก็ทำกำไรให้นักลงทุนเป็นกอบเป็นกำ อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าราคาทองคำจะมีช่วงเวลาที่ราคาสูงเกินกว่าอัตราเงินเฟ้ออยู่ใน ระยะหนึ่ง ดังนั้น ราคาที่สูงแล้ว ก็จะสูงขึ้นอีกได้ อย่างน้อยก็ช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนจะหมดรอบวัฎจักรแล้วกลับไปสู่ระดับราคาปกติ ซึ่งสำหรับนักลงทุนที่เน้นแบบเก็งกำไร โดยยอมรับความเสี่ยงที่จะขาดทุนได้ การเข้าไปย่อมสมเหตุสมผล แต่สำหรับนักลงทุนที่เกลียดกลัวความเสี่ยง โดยยอมได้ผลตอบแทนไม่สูงมากนัก หากมีความปลอดภัยและมั่นใจ ก็ควรที่จะเข้าซื้อในช่วงจังหวะปกติมากกว่า เพราะนั่นคือราคาที่เหมาะสม และหากโชคดีได้ซื้อในช่วงที่การเพิ่มขึ้นของราคามีอัตราที่ต่ำกว่าเงินเฟ้อ ย่อมถือเป็นกำไรพิเศษ เพื่อตอบแทนสำหรับผู้อดทนและรอคอยโอกาส

การลงทุนทองคำ ก็เฉกเช่นเดียวกับการลงทุนประเภทอื่น นั่นคือ เมื่อราคาสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับต่ำ ก็ไม่มีใครสนใจ ไม่มีข่าวดี ไม่มีคุณค่าใด หากเมื่อราคาเริ่มทะยานขึ้น คนก็จะเริ่มสนใจแต่ยังไม่กล้าเข้าซื้อ แต่ครั้นเมื่อราคาได้สูงเกินจริงไปแล้ว นักลงทุนก็มักจะสนใจ และนั่นเป็นเวลาที่งานเลี้ยงกำลังใกล้จะสิ้นสุดลง

“ทองคำ มีแต่ขึ้นอย่างเดียว” เป็นความรู้ที่รับทราบกันมานานแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญ จนกระทั่งว่าทองคำพุ่งทะยานจาก 5000 บาทมาอยู่ที่ 10000 บาท ผู้คนก็เริ่มโจษจันกันไปทั่ว แต่เมื่อราคาได้ถีบตัวมาที่จุดสูงสุด 27000 บาท แล้วตกลงมาเลี้ยงตัวที่ระหว่าง 23000-26000 บาท ความรู้เรื่องเดียวกันนี้ก็เป็นที่รับรู้กันทั่ว ที่สำคัญ ราคาทองคำยืนระยะที่ราคาระดับนี้ได้นานนับปี บวกกับราคาที่เคลื่อนไหวขาขึ้นมาตลอด 10 ปี ก็ยิ่งทำให้คนเชื่อถือความรู้ชิ้นนี้เข้าไปอีก

หากเราไม่ถูกความโลภและข่าวสารที่แพร่สะพัดมาตลอด 10 ปี เข้ามาบดบังสติปัญญา เราก็จะมองเห็นวัฎจักรของทองคำ และสามารถเลือกช่วงเวลาซื้อที่เหมาะสมได้ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องการเพียงปกป้องเงินออมของตนเองจากเงินเฟ้อที่กัดกิน โดยไม่ปรารถนาข้องแวะกับความผันผวนในช่วงขาขึ้นของราคาทองคำ ที่แม้จะมีโอกาสได้กำไรเกินปกติ แต่ก็มีโอกาสขาดทุนเกินปกติเช่นเดียวกัน
เมื่อภาพลวงตาสลายคลาย ท้องฟ้าก็แจ่มใสทันใด