ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วีไอ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วีไอ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สรุปการวิเคราะห์หุ้นแบบ VI ง่ายๆ ของ ดร.นิเวศน์

ที่มาhttp://chulakorn.blogspot.com/2012/07/vi.html
สรุปการวิเคราะห์หุ้นแบบ VI ง่ายๆ ของ ดร.นิเวศน์  
Posted in VI. on Sunday, June 10th, 2012 by Methuz
Jun 10

สรุปวิธีการวิเคราะห์หุ้นง่ายๆวิธีหนึ่งของ ดร.นิเวศน์ ครับ

1.ROE
>15% ได้ 1 แต้ม
10%-15% ได้ 0 แต้ม
<10% ได้ -1 แต้ม
*ต้องต่อเนื่องยาวนาน ไม่ใช่ ปีสองปี

2.งบกระแสเงินสด
เจ้าหนี้มากกว่าลูกหนี้ ได้ 1 แต้ม (ต้องกู้เงินน้อย ขายของได้เงินสด)
เจ้าหนี้กับลูกหนี้พอๆกัน ได้ 0 แต้ม (กรณีโรงงานผู้ผลิตจำนวนมาก)
เจ้าหนี้น้อยกว่าลูกหนี้ ได้ -1 แต้ม (ขายของเงินเชื่อ แต่ซื้อของเงินสด เช่นซื้อจากต่างประเทศ)

3.ความสามารถในการขึ้นลงราคา
ถ้ามีอำนาจทางการตลาดสูง ได้ 1 แต้ม
ถ้าขึ้นราคาได้ แต่ต้องใช้เวลา ได้ 0 แต้ม
ถ้าไม่มีอำนาจทางการตลาดเลย ได้ -1 แต้ม (น้ำมัน ถ่านหิน เหล็ก เกษตร)

4.Dominant Firm (เป็นเจ้าตลาด ใหญ่กว่าอันดับ 2 มาก)
เป็นเจ้าตลาด ได้ 1 แต้ม
เป็นอันดับ 1-3 แต่ส่วนแบ่งพอๆกัน ได้ 0 แต้ม
นอกนั้น ได้ -1 แต้ม
*ถ้าเราคิดว่าขนาดธุรกิจไม่มีผลต่อการแข่งขัน ก็ให้ 0 แต้ม

5.การลงทุนของบริษัท
ไม่จำเป็นต้องลงทุนบ่อย ได้ 1 แต้ม (ลงทุนในอาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์ และเงินทุนหมุนเวียนของตัวเองน้อย 2-3 ปีก็ได้เงินคืนมาหมด)
ต้องลงทุนสูงพอสมควร ได้ 0 แต้ม (โรงงานผลิตสินค้าธรรมดาๆ ไม่ต้องการเทคโนโลยีสูง)
ต้องลงทุนบ่อยๆ ได้ -1 แต้ม (ซับซ้อน เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว ทำให้ต้องลงทุนบ่อย)



6.การเจริญเติบโต (ทบต้น)
ระยะยาวโตเร็วกว่า GDP 3 เท่าขึ้นไป(ยอดขายโต 15%+) ได้ 1 คะแนน
โตประมาณ 5-15% ได้ 0 คะแนน
โตต่ำกว่า 5 % ได้ -1 คะแนน
พอได้คะแนนแล้วก็เอามา +10 จะได้ค่า PE ที่เหมาะสม ไม่ควรซื้อมากกว่านี้

Credits: sarut-homesite.net
http://methuz.com/?p=140
โพสต์เมื่อ โดย

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ข้อคิดดีๆจาก VI ระดับแนวหน้าของประเทศครับ

ข้อคิดดีๆจาก VI ระดับแนวหน้าของประเทศครับ


สุดยอดคำแนะนำสำหรับนักลงทุนครับ by ลูกอิสาน
(แนวคิดดีๆจากประสบการณ์จริงจาก VI ที่เก่งที่สุดคนนึงในเมืองไทย)
ที่มา https://www.facebook.com/indyinvestorforum/posts/101528930022858
1.การลงทุนในหุ้นไม่มีทางลัด หากนักลงทุนต้องการผลลัพธ์การลงทุนที่ดี การลงทุนศึกษาหาความรู้ ติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยพื้นฐานของกิจการเป็นสิ่งจำเป็น นักลงทุนที่ทำมากกว่า ย่อมมีแนวโน้มที่จะทำให้ดีกว่าคนที่ทำน้อย หากเปรียบเทียบผลลัพธ์กับความพยายามในแง่ความคุ้มค่า ชีวิตคนๆหนึ่งอาจใช้เวลาในการศึกษา เล่าเรียนศาสตร์ต่างๆเกือบ 20 ปี และสำเร็จออกมาเพียงเพื่อเป็นมนุษย์เงินเดือน ซึ่งมีโอกาสน้อยที่จะบรรลุอิสรภาพทางการเงิน และมีเวลาที่จะทำสิ่งที่อยากจะทำ มีกำลังที่จะช่วยเหลือสังคม การมุ่งเน้นศึกษาการลงทุนในหุ้นตามแนวทางเน้นมูลค่าเพียงระยะเวลาไม่นาน และสละเวลาติดตามข่าวสาร ความก้าวหน้าของกิจการบ้าง อาจจะเปลี่ยนชีวิตคนทั้งชีวิต

2. ตัดสินใจซื้อและขายหุ้นบนพื้นฐานของกิจการ การลงทุนซื้อหรือขายหุ้นทุกครั้ง นักลงทุนควรพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานของกิจการ เพราะหุ้นคือส่วนหนึ่งของเจ้าของกิจการ การวิเคราะห์หุ้นก็คือการวิเคราะห์กิจการนั่นเอง

3. สิ่งที่ยากที่สุดในการลงทุนระยะยาวในหุ้น คือการพยายามเป็นนักลงทุนที่ใช้เหตุผล ในสภาวะที่ไม่มีใครมองหาเหตุผล ความสามารถในการมองเห็นกระแส โดยที่ตัวนักลงทุนเองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกระแสนั้น สิ่งที่นักลงทุนควรเข้าใจคือเมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกัน จะเกิดพฤติกรรมเลียนแบบคล้ายๆกันเกิดเป็นพฤติกรรมหมู่ หากเกิดมากๆเรียกว่ากระแส ซึ่งบ่อยครั้งพฤติกรรมเหล่านี้จะออกห่างจากความมีเหตุมีผลมากขึ้นทุกทีๆ นักลงทุนที่ใช้เหตุผลควรเพิกเฉยและมองหาประโยชน์จากกระแสนั้นๆ การประสบความสำเร็จในการลงทุนระยะยาวนั้น ต้องอาศัยทั้งปัญญาและสติ การขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะทำให้การลงทุนไปไม่ถึงฝั่ง

4. การลงทุนอย่างมีความสุขคือการหาจุดสมดุลระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยง การมุ่งเน้นผลตอบแทนมากเกินไป อาจจะทำให้การลงทุนประสบหายนะ ในขณะที่การเน้นปกป้องความเสี่ยงมากเกินไป จะทำให้การลงทุนไม่อาจสร้างความแตกต่าง เสมือนเรือที่ลอยนิ่งอยู่กลางน้

5. รู้จักตัวเอง และลงทุนให้เหมาะกับสภาพของตัวเอง นักลงทุนแต่ละคนย่อมแตกต่างกันทั้ง ในด้านทัศนะคติ อุปนิสัยใจคอ ความสามารถในการรับความเสี่ยง จำนวนเงินทุน ดังนั้นการรู้ตัวเอง เข้าใจตัวเอง และนำจุดแข็งมาใช้ประโยชน์ในการลงทุน จะดีกว่าการพยายามเลียนแบบการลงทุนตามนักลงทุนคนอื่นๆ ซึ่งมีสภาพที่แตกต่างออกไป ตัวอย่างเช่น นักลงทุนที่เน้นความปลอดภัยของเงินต้น ย่อมรับความเสี่ยงได้น้อยกว่า การลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่และมั่นคงจะเป็นทางเลือกต้นๆ ในขณะที่นักลงทุนที่มีเงินลงทุนไม่มาก สามารถลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีที่มีขนาดเล็ก ในขณะที่นักลงทุนที่มีเงินทุนสูงไม่สามารถลงทุนได้

6. แรงผลักดันราคาหุ้น ประการแรกคือโดยปัจจัยพื้นฐานความก้าวหน้าของกิจการ ประการที่สองคือแรงผลักดันจากปัจจัยทางด้านอารมณ์ของนักลงทุนในตลาด การเข้าใจแรงผลักดันประเด็นแรก เพียงพอที่จะทำให้การลงทุนประสบความสำเร็จ แต่การเข้าใจทั้งสองประเด็น จะทำให้การลงทุนประสบความสำเร็จยิ่งกว่า

7. หุ้นของทุกๆกิจการมีมูลค่าที่ควรจะเป็น นักลงทุนสามารถทำกำไรได้ หากซื้อหุ้นได้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น หุ้นที่แม้จะมีความสามารถในการแข่งขันที่โดดเด่น มีการเติบโตของผลกำไรสูง หากนักลงทุนเข้าซื้อที่ราคาแพงเกินไป การลงทุนนั้นอาจจะไม่ทำกำไร แย่กว่านั้นอาจจะขาดทุน ในขณะที่หุ้นที่อาจจะมีพื้นฐานด้อยกว่า หากซื้อในราคาที่ต่ำ มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยเพียงพอ การลงทุนนั้นก็สามารถสร้างกำไรได้ พูดได้ว่าผลลัพธ์การลงทุนขึ้นอยู่กับราคาที่เราจ่ายเปรียบเทียบกับคุณภาพของกิจการที่นักลงทุนได้รับ

8.หุ้นที่ชนะในระยะยาวคือหุ้นของกิจการที่มีอัตราการเติบโตสูง และกิจการต้องมีความสามารถในการแข่งขันที่โดดเด่น การขาดอย่างใดอย่างหนึ่งจะทำให้ธุรกิจหรือราคาหุ้นไปได้ไม่ไกล ธุรกิจที่โดดเด่น มักจะขายผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ลูกค้าต้องใช้ซ้ำๆ สามารถขยายฐานลูกค้าออกไปได้ ในขณะที่ลูกค้าเดิมยังคงอยู่ และคู่แข่งไม่สามารถเข้ามาแข่งขัน หรือเข้ามาได้ยาก หากนักลงทุนสามารถซื้อหุ้นกิจการเหล่านี้ได้ในราคาถูกหรือราคาสมเหตุสมผล และถือไว้ในระยะยาว การลงทุนเช่นนี้จะสร้างผลตอบแทนที่ดีเลิศ

9. ราคาหุ้นในระยะสั้นเหมือนเครื่องโหวตคะแนนเสียง แต่ราคาหุ้นในระยะยาวเสมือนเครื่องชั่ง ในระยะสั้นๆมีปัจจัยมากมายที่กระทบราคาหุ้น ทั้งข่าวสารต่างๆ ภาวะเศรษกิจ อารมณ์โลภ กลัว แรงซื้อจากรายใหญ่ แรงซื้อจากต่างชาติ ราคาหุ้นสามารถขึ้นหรือลงได้อย่างไร้เหตุผล แต่ในระยะยาวราคาหุ้นจะไปตามผลประกอบการเสมอ ผลประกอบการเป็นเสมือนมือที่มองไม่เห็นที่คอยกำหนดราคาหุ้น ความจริงที่ว่าราคาหุ้นในระยะยาวจะสะท้อนผลประกอบการเสมอ เป็นความจริงที่สมบูรณ์แบบในตลาดหุ้น

10. จังหวะในการซื้อหุ้นที่ดีที่สุดคือตอนที่มีข่าวร้ายมากที่สุด ทั้งที่พื้นฐานของธุรกิจไม่ได้เปลี่ยนแปลง เป็นเรื่องปกติที่นักลงทุนทั่วไปมีแนวโน้มจะขายหุ้นเมื่อราคาลดลง และเข้าซื้อหุ้นเมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้น เพราะนั่นทำให้นักลงทุนสบายใจมากกว่า หากซื้อหุ้นแล้วราคาลดลง นักลงทุนจะรู้สึกผิด และสงสัยว่าทำไมตลาดหรือนักลงทุนคนอื่นๆไม่คิดอย่างนั้น ด้วยความไม่แน่ใจนี้ นักลงทุนจะมีข้ออ้างต่างๆในการขายหุ้นออกไป เช่นว่า หุ้นดีทำไมราคาลง มีข่าวร้ายอะไรที่นักลงทุนยังไม่รู้หรือเปล่า ขายไปก่อนแล้วรอรับกลับที่ราคาต่ำกว่า หรือคำกล่าวที่ว่าถูกแล้วยังมีถูกอีก

และในทางตรงกันข้ามเมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้น นักลงทุนจะกระตือรือร้นที่จะซื้อหุ้น ด้วยข้ออ้างที่คล้ายคลึงกัน เช่น หุ้นน่าจะดี เพราะไม่ดีราคาคงไม่ขึ้น มีข่าวดีๆอะไรที่นักลงทุนยังไม่รู้หรือเปล่า ด้วยเหตุผลเหล่านี้ หุ้นที่ราคาสูงขึ้น จะสูงขึ้นอีก ยิ่งซื้อราคาก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นยิ่งทำให้นักลงทุนสบายใจ เพราะเข้าใจว่าการลงทุนนั้นถูกตัดสินจากตลาดว่าถูกต้อง แนวโน้มที่นักลงทุนทำการขายเมื่อราคาหุ้นถูก ซื้อเมื่อราคาหุ้นแพง อย่างนี้ จะทำให้การลงทุนล้มเหลวหรือไปได้ไม่ไกล นักลงทุนที่ดีควรทำในทางตรงกันข้าม โดยตัดสินใจซื้อและขายบนพื้นฐานของกิจการ หลีกเลี่ยงไม่ให้อารมณ์ของตลาดเข้ามามีผล ข้อควรระวังของประเด็นนี้คือ การซื้อหุ้นเพียงเพราะเห็นว่าราคาลดลง โดยไม่ได้ตรวจสอบดูว่าพื้นฐานของกิจการมีการเปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า จะเป็นอันตรายต่อการลงทุนพอๆกัน

11. มองภาพใหญ่ อย่าใส่ใจภาพเล็ก กิจการทุกกิจการย่อมมีข้อดี ข้อเด่นข้อด้อย แตกต่างกันไป ไม่มีกิจการใดที่ดีพร้อม หรือแย่ไปหมดทุกอย่าง นักลงทุนควรจะเลือกกิจการที่มีข้อเสียน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับราคา การให้ความสำคัญมากเกินไปกับข้อเสียเล็กๆน้อยๆ ที่ไม่ได้มีนัยยะสำคัญอะไร ทำให้นักลงทุนหลายๆคนพลาด ปล่อยโอกาสที่จะได้ลงทุนในกิจการที่ดีเยี่ยมหลุดลอยไป

12. พัฒนาการลงทุน เทคนิควิธีการลงทุนที่เคยใช้ได้ผลดีในวันนี้ อาจจะใช้ไม่ได้ผลดีในวันข้างหน้า วิธีที่เคยใช้ได้ผลดีในต่างประเทศ ไม่สามารถนำมาใช้ได้ผลดีภายในประเทศ ธุรกิจที่ดีในวันนี้ อาจจะไม่ใช่ธุรกิจที่ดีในเวลาต่อมา มีธุรกิจดาวร่วงก็มีธุรกิจดาวรุ่ง นักลงทุนที่ดีควรยืดหยุ่นที่จะปรับการลงทุนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม กาลเวลาที่เปลี่ยนไป แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือควรตัดสินใจลงทุนโดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ

13. อย่าเสี่ยงเกินตัว การกู้หนี้ยืมสินเพื่อซื้อหุ้น การทุ่มซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป แม้อาจจะให้ผลตอบแทนสูงๆติดต่อกันหลายครั้ง แต่หากเกิดความผิดพลาดเพียงแค่ครั้งเดียว อาจไม่มีโอกาสแม้จะแก้ตัว แม้ความเสี่ยงสามารถลดลงได้ด้วยความรู้ แต่เป็นไปไม่ได้ที่นักลงทุนคนหนึ่งๆจะมีขอบเขตความรู้ในทุกๆเรื่อง นอกจากนั้นยังมีความเสี่ยงภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ การกระจายเงินลงทุนในสินทรัพย์หรือในจำนวนกิจการที่ลงทุนบ้าง เป็นสิ่งที่นักลงทุนควรใส่ใจ

14. การลงทุนระยาวในหุ้น แน่นอนที่สุดว่าจะต้องผ่านทั้งวันคืนที่ดี วันคืนที่แย่ และวันที่แย่สุดๆ การรับรู้และเข้าใจเรื่องนี้ พร้อมที่จะรับมือกับวันร้ายๆ จะดีกว่าการพยายามที่จะหาจังหวะเข้าออกจากตลาด โดยการทำนาย ทายทัก คาดเดา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะประมาณความถูกต้อง หากการลงทุนระยะยาว สร้างความหวาดกลัววิตกว่าสักวันเหตุการณ์แย่ๆอาจจะเกิดขึ้น การมีทัศนคติที่ว่าในระยะยาวการลงทุนในหุ้นจะให้ผลตอบแทนสูงสุด จะทำให้นักลงทุนถือหุ้นระยะยาวได้อย่างมั่นคง

วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2556

บทเรียนวีไอ(เม่า)

บทเรียนวีไอ(เม่า)

ที่มา  http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=kunjoja&month=09-2011&date=08&group=1&gblog=42
ปล. ทั้งหมดที่เขียนเป็นมุมมองส่วนตัวดังนั้น อาจจะมองไม่ได้รอบด้านทั้งหมด แค่บางส่วนที่นึกได้ในขณะเขียน


ส่วน หนึ่งที่นักลงแนวพื้นฐาน ทำตัวเป็น CI หรือการเดินตามเทรนของเซียน ผมมองว่ามีจุดน่าสนใจที่ผมขอเรียกว่า หลุมพรางของนักลงทุนแนวพื้นฐานที่ไม่ได้ศึกษาหุ้นอย่างละเอียด


1. การดูข้อสรุปของ expected fair value
ความหมายคือ การอ่านแต่ forward fair value จาก forward p/E หรือ eps in future กัน เมื่อเห็นตัวเลข ที่วาดไว้ในอนาคต ก็น้ำลายไหล ฝันหวาน และ คาดหวังกัน

2.คน ที่ละเอียดหน่อย ก็จะมาดูว่า ทำไมถึงได้ eps ในปีหน้าเท่านี้ๆ ปีต่อไปเท่านี้ๆ ก็จะได้ข้อมูล การคาดหวัง ยอดการผลิต ยอดลูกค้า ยอดการขาย ในอนาคต(ที่ยังไม่เกิด)


ข้อหนึ่ง และข้อสอง ก็คือ จุดบอด ของนักลงทุนแนวพื้ันฐานที่ยังอ่อนประสบการณ์ ในการประเมิน ในเรื่องเหล่านี้ ก็อาจจะทำให้หลงเชื่อและมั่นใจ ว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะเกิดขึ้นจริงได้
บางที ตัวเลขอนาคต เราตอ้งมองปัจจัยต่างๆ อาจจะดีกว่าที่คาด หรือ แย่กว่าที่คาดได้เสมอ ปัจจัยต่างๆนั้น ก็ต้องศึกษา ผลกระทบที่บริษัทนั้นๆพึงต้องระวัง นั้นคือ ต้องมอง เรื่อง downside risk และแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกและของไทยที่มีผลกระทบต่อบริษัทนั้นๆด้วย เช่นกัน

ที่เขียนเพื่อแสดงให้เห็นว่า การประเมิน forward นั้นเป็นสิ่งที่เรียกว่า การคาดการณ์ ซึ่งอาจจะไม่จริง เสมอไป แต่อาจจะมากกว่าก็ได้หรือน้อยกว่าก็ได้ หรือเท่ากับ ก็ได้ เป็นได้ทั้งสามกรณี


3. ปัญหาที่สำคัญคือ พอได้ข้อมูลจาก 1-2 มาก็ไม่ได้พิจารณาว่า ราคา ณ ปัจจุบันนั้น สมควรที่จะซื้อไหม
เพราะข้อมูลเหล่านั้นเป็น forward กี่ปี

ผมคิดเสมอว่า

แม้แต่ตัวเราเองยังไม่รู้เลยว่า ปีหน้าเราจะมีอะไรในชีวิตที่ดีกว่านี้
ถึง แม้ว่าเราจะไม่รู้ แต่เรา สามารถวางแผนและทำตามวินัยตัวเองเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้นๆได้ ซึ่ง ในแต่ละช่วงเวลา เราก็ต้องทำตามแผนที่เรากำหนดไว้ แต่ทุกอย่างย่อมมีอุปสรรค ซึ่งอาจจะสะดุดได้เสมอ


ผมได้ตัวอย่างจาก การลงทุนในหุ้น พอร์ทผมโตขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็มาสะดุดในต้นปีที่ผ่านมาจากการต้องโยกเงินจากการลงทุนในหุ้นมาลง บ้าน ทำบ้าน เงินลงทุนในหุ้นผมก็ยวบลงไปเกือบสี่สิบเปอร์ แต่ท้ายสุด ณ ปัจจุบัน พอร์ทผมก็กลับมาเท่าที่ผมเคยโยกไป ^ ^

เช่นกัน บริษัทที่เรามองว่าอนาคตจะเติบโตไปเรือยๆ ปีนี้เท่านี้ปีต่อไปเท่านั้น สิ่งที่เราต้องติดตาม ก็คือ มันจะสามารถทำได้จริงไหมในแต่ละช่วงเวลา เราต้องดูว่า แผนงาน กระบวนการ และแนวทางของบริษัทนั้นๆจะไปสู่่ผลลัพธฺที่วางไว้ไหม
ถ้ามีสะดุด นั้นมีผลกระทบระยะยาว หรือระยะสั้น แล้วจะทำให้บริษัทกลับมาเติบโตอย่างที่เราคาดการณ์ไว้หรือไม่



4. นักลงทุนมักจะมีอารมณ์ร่วมกับ ราคาหุ้น ที่ผันผวนอย่างหนัก แต่ถ้าผันผวนนอ้ยจะไม่ตื่นตระหนกอะไร

แปลว่าอะไร

เมื่อไร ราคาหุ้นดิ่งลง หรือ ขึ้นแรง มักจะมีอารมณ์ร่วมด้วย พยายามหาเหตุผลมาใส่ตามราคาหุ้นเสมอ

จะสังเกตว่า เมื่อไรราคาหุ้นดิ่งลง จะเกิดคำถามยอดฮิต
- พื้นฐานเปลี่ยนหรือเปล่า
- มีใครเทขาย ผบห ทิ้ง เซียนขาย

ถามว่า ผิดไหม ที่ถามคำถามเหล่านี้ !
ไม่ผิด แต่ให้ย้อนคำถามเหล่านี้มาที่ตัวเราด้วยว่า ถ้ามีคนมาถามคำถามนี้กับเรา เราจะตอบว่าไง

แล้วเราก็จะรู้ว่า เราได้ศึกษาหุ้นตัวนี้ เพียงพอหรือยัง !


5. สิ่งสำคัญของนักลงทุน ก็คือ การรอเวลา ที่เป็นของเรา

บางที การรีบซื้อหุ้น ณ ขณะที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปมากๆแล้วนั้น ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรกระทำถ้าคิดจะซื้อแล้วถือยาวๆ

เรามักจะซื้อ เพราะคิดว่า ราคานี้มีอัพไซด์อีกบาน โดยไม่ได้ศึกษาอย่างดี
และท้ายสุด เราก็ติดดอย บางที เวลานั้น มันไมใช่เวลาของเรา แล้วล่ะ

แต่เป็นเวลาของคนอื่นที่คอยตักตวงกำไรที่ได้จากราคาหุ้นที่ขึ้นไป

อย่าไปเสียดาย หุ้นตัวนั้น
ผมมักจะนึกถึงประโยคๆนี้เสมอ

รถมีออกจากท่าทุกวัน ไม่ต้องกลัวตกรถ

แต่ ถ้าไปแย่งขึ้นรถ ที่คนแย่งกันขึ้นเบียดกันมากมาย ถึงแม้จะเบียดเข้าไปได้แต่ก็ต้องพะว้าพะวงว่าจะเบียดได้นานแค่ไหน แต่ถ้าเบียดไม่สำเร็จ ก็ได้โดนเค้าเบียดกระแทกเราตกรถลงมา เจ็บตัวเปล่าๆ


^ ^
นึกได้คร่าวๆ ใช้เวลาเขียนสั้นๆ อัพบล็อกบ้าง เดียวบล็อกเน่า 555


Create Date : 08 กันยายน 2554