ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บริษัท แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บริษัท แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

กฏ 10 ข้อของการซื้อหุ้น : สุมาอี้


กฏ 10 ข้อของการซื้อหุ้น : สุมาอี้

เขียนโดย นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ (สุมาอี้)
ที่มาhttp://puktiwit.wordpress.com/2012/11/10
1. ซื้อก็ต่อเมื่อได้วิเคราะห์ข้อมูลจนมั่นใจว่ามูลค่าตลาดของหุ้นตัวนั้นต่ำ กว่ามูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตทั้งหมดที่คาดหวังได้ของบริษัทเท่า นั้น ซึ่งถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริง ซื้อมาแล้วไม่ต้องขายเลยก็ยังกำไร (กฎข้อนี้สำคัญมากห้ามผ่าฝืนเด็ดขาด)

2. ทิศทางของราคาหุ้นเป็นสิ่งที่ไม่มีทางทำนายได้ อย่าพยายามทำกำไรด้วยการ BLASH การเทรดหุ้นทุกวันเปรียบเสมือนการกระโจนเข้าใส่เครื่องบดเนื้อ

3. ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์บริษัทและอุตสาหกรรมให้มากที่สุด ไม่ต้องให้ความสำคัญกับการทำนายทิศทางเศรษฐกิจมหภาค เรือทุกลำต้องเผชิญพายุเหมือนกันหมด จงพยายามเลือกเรือลำที่ดีที่สุดแทนที่จะพยายามคาดเดาว่าพายุจะมาเมื่อไร

4. ราคาหุ้นไม่มีความสัมพันธ์กับกำไรในปัจจุบันแต่จะวิ่งไปตามความเชื่อของตลาด ว่าพรุ่งนี้กำไรของบริษัทจะเป็นเท่าไร หุ้นที่ขึ้นไม่ใช่หุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดี แต่หุ้นที่ขึ้นคือหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานไม่ดีในวันนี้แต่กำลังจะดีขึ้นวัน หน้าหรือหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดีอยู่แล้วและจะดีขึ้นไปอีก

5. หุ้นบูลชิพที่เติบโตช้า แม้ downside จะต่ำ -20% แต่ upside ก็ต่ำด้วย +20% หุ้นเติบโตสูงจึงน่าลงทุนมากกว่าเพราะแม้ว่า downside ของมันอาจจะมากถึง -100% แต่ upside ของมันไม่มีขีดจำกัด (อาจเป็น 200% 500% 1000%…) พอร์ตที่มีหุ้นเติบโตสูงหลายๆ ตัวแม้จะผันผวนมากกว่าแต่จะวิ่งได้ไกลกว่าพอร์ตที่เต็มไปด้วยหุ้นบูลชิพใน ระยะยาวๆ

6. อย่าให้ความสำคัญกับ dividend yield มากนัก เพราะไม่มีกฎว่าบริษัทต้องจ่ายเงินปันผลเท่าเดิมทุกปี จงสนใจว่าบริษัทเอา retained earnings ไปลงทุนทำอะไรมากกว่า มูลค่าของบริษัทจะเพิ่มขึ้นได้ก็ต่อเมื่อบริษัทลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบ แทนที่คุ้มค่าเท่านั้น

7. หุ้นเป็นหลักทรัพย์ที่มีผลตอบแทนคุ้มค่ากับการเสี่ยงมากที่สุด อย่าเสียเวลาคิดว่าควรแบ่งเงินไปลงตราสารหนี้เท่าไรหุ้นเท่าไร เงินส่วนใหญ่ของคุณควรอยู่ในหุ้นกับเงินสดตลอดเวลา อย่ากลัว market crash เพราะในระยะยาวๆ ไม่มีตลาดหุ้นไหนในโลกที่ไม่สามารถกลับมาสูงกว่าจุดสูงสุดเดิมได้ เพราะเศรษฐกิจในระบอบทุนนิยมโตต้องขึ้นเรื่อยๆ

8. จงละเลยหุ้นที่มีประวัติเรื่องเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย หรือมีพฤติกรรมดูแลราคาหุ้นแม้แต่ครั้งเดียว ราวกับว่าบริษัทเหล่านั้นมิได้ซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์

9. โอกาสในตลาดหุ้นไม่ได้มีมากขนาดหาได้ทุกวันมิฉะนั้นผู้คนคงเลิกทำงานประจำ บริษัทคงเลิกนำเงินไปลงทุนนอกตลาด ในบรรดาหุ้น 20 ตัวที่คุณอยากซื้อในหนึ่งปี จงใช้เงินทั้งหมดที่มีอยู่ซื้อแค่ 1-2 ตัวที่คุณคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่สุดใน 20 ตัวนั้น คุณจะพบว่าคุณจะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการแบ่งเงินออกเป็น 20 ส่วนเพื่อซื้อทั้ง 20 ตัว

10. นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จร้อยทั้งร้อยมีความคิดที่เป็นอิสระ ถ้าคุณจอดรอไฟแดงอยู่ที่สี่แยกที่ไม่มีรถวิ่งอยู่ แต่รถคันหลังรุมกดดันคุณด้วยการบีบแตรไล่ให้คุณวิ่งออกไปเลย ถ้าคุณไม่สนใจแรงกดดันนั้นและรอจนไฟเขียวจึงค่อยไป คุณมีแนวโน้มที่จะเล่นหุ้นแล้วประสบความสำเร็จครับ

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ลงทุนแบบ Warren Buffett: Part III ธุรกิจที่มีอนาคตดี (Durable Competitive Advantage)

ลงทุนแบบ Warren Buffett: Part III ธุรกิจที่มีอนาคตดี (Durable Competitive Advantage)


บทความนี้เป็นบทความต่อเนื่องกับ "ลงทุนแบบ Warren Buffett: Part II" เพราะผมนำเอาคุณลักษณะที่สองของบริษัทที่บัฟเฟตต์สนใจมาขยายความต่อครับ

คุณลักษณะดังกล่าวคือ ธุรกิจจะต้อง"มีอนาคตระยะยาวที่น่าพอใจ"

ต้องขอเน้นคำว่า"ระยะยาว"นะครับ เพราะนักลงทุนผู้นี้ เขามองการซื้อหุ้นเหมือนเป็นการซื้อธุรกิจ โดยจะถามตัวเองก่อนเสมอว่า "ถ้าเราต้องซื้อบริษัทนี้ทั้งบริษัท แล้วต้องอยู่กับมันไปอีกห้าถึงสิบปี เราจะกล้าซื้อมั้ย?" เพราะฉะนั้น บัฟเฟตต์จะเพ่งความสนใจไปที่"ตัวธุรกิจ"ว่าจะดีหรือแย่ในอนาคต แทนที่จะจดจ่อว่า"ราคาหุุ้น"จะขึ้นหรือจะลงในอนาคต เมื่อเข้าใจมุมมองของบัฟเฟตต์ได้อย่างถูกต้องแล้ว เราจะเข้าใจคำพูดและคำแนะนำของเขาได้ดีขึ้น

สิ่งที่ผมจะนำเสนอต่อไปนี้ คือคำแนะนำที่มีค่ามากที่สุดอันหนึ่งของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เลยครับ แต่คำแนะนำดังกล่าวจะถูกตัดออกเป็นส่วนๆ เพื่อเราจะได้วิเคราะห์ความหมายได้ละเอียดขึ้นครับ

"ความลับสู่ความสำเร็จในการลงทุนนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ความรู้ว่าอุตสากรรมนั้นจะเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตคนไปมากน้อยแค่ไหน"

นับมาตั้งแต่อดีตกาลนานมาแล้วนั้น นักลงทุนจำนวนไม่น้อยให้ความคาดหวังไว้สูงกับธุรกิจที่จะ"เปลี่ยนแปลงโลก" ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนส่งทางรถไฟ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ บริษัทสายการบิน บริษัทผลิตสินค้าอิเล็กโทรนิคส์ต่างๆ บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ และล่าสุดบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ต

ผู้ คนนั้นแย่งกันลงทุน และเก็งกำไรในบริษัทที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในช่วงยุคแรกๆที่นวัตกรรมที่ถูกกล่าวมาข้างต้นพึ่งถูกคิดค้นได้ไม่ นาน ตัวอย่างเช่น คนจำนวนมากแย่งกันลงทุนในบริษัทที่ทำเว็บไซต์ หรือเกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ตในตลาดอเมริกาในช่วงปลายของยุค90's ด้วยความคิดว่าอินเตอร์เน็ตจะเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตคน ต่อไปอินเตอร์จะเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องใช้ จะเป็นยุคที่อินเตอร์เน็ตเฟื่องฟู!

ความคิดที่ว่ามาถูกทุกข้อครับ แต่หลายๆครั้งสิ่งที่ดีกับผู้บริโภคนั้นก็แย่กับผู้ผลิต คือผู้บริโภคอย่างพวกเรามีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้นมากก็จริง แต่การทำกำไรจากอินเตอร์เน็ตนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ผลก็คือบริษัทส่วนใหญ่ในธุรกิจ"dot com"เจ๊งไปตามๆกัน ดัชนีNASDAQซึ่งเป็นดัชนีที่ประกอบไปด้วยบริษัทต่างๆที่เกี่ยว กับITของอเมริกา ปรับตัวลงกว่า80%จากสูงสุดมาที่จุดต่ำสุด

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่า พอมีอุตสาหกรรมใหม่ๆขึ้นมาเราต้องไม่ลงทุนในอุตสหกรรมเด็ดขาด ลงทุนได้ แต่ต้องดูเป็นรายบริษัทไป และจำไว้เสมอว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิตคน หรือเปลี่ยนแปลงโลกได้นั้นอาจจะไม่ทำกำไรเสมอไป

จากบรรดาธุรกิจ"dot com"จำนวนไม่กี่รายที่อยู่ยงคงกระพันมาถึงทุกวันนี้ มีอย่างน้อย 2 บริษัทคือ Amazon และ Google ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงและให้ผลตอบที่ดีมากกับนักลงทุนในเวลา ต่อมา

"หรือแม้กระทั่งอุตสาหกรรมนั้นจะโตมากหรือน้อยเพียงใด"

ในประโยคที่ถูกตัดมานี้ บัฟเฟตต์กล่าวเพิ่มว่า แม้กระทั้งความรู้ว่าอุตสาหกรรมนั้นจะโตมากน้อยขนาดไหนก็ไม่ใช่ความลับสู่ ความสำเร็จในการลงทุน เพราะว่า อุสหากรรมโต ไม่ได้หมายความว่าความเป็นอยู่ของบริษัทในอุตสาหกรรมนั้นจะดีตาม

ตัวอย่าง เช่น ตลาดรถยนต์ของโลกมีอัตราการเติบโตอย่างโตเนื่องมาตลอด (ยกเว้นช่วงสั้นๆบางช่วง ซึ่งเกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรง) แต่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของอเมริกา อย่าง Ford GM และChrysler ก็ยังมีผลประกอบการที่แย่ลงๆในแต่ละปี เพราะแข่งขันกับค่ายรถญี่ปุ่นไม่ได้ ซึ่งคล้ายกับธุรกิจการบิน ที่มีจำนวนผู้โดยสารมากขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่เจริญเติบโต แต่บริษัทสายการบินนับไม่ถ้วนกลับมีผลประกอบการขาดทุนเป็นเรื่องปกติ(การบิน ไทยก็ไม่อยู่ในข้อยกเว้น) และบริษัทที่ล้มละลายไปแล้วก็มีนับไม่ถ้วนเช่นเดียวกัน อันเนื่องมาจาก 1.)ธุรกิจมีการแข่งขันสูง แข่งตัดราคาเพื่อแย่งลูกค้ากันเป็นว่าเล่น 2.)ต้นทุนส่วนใหญ่นั้นมาจากน้ำมัน ซึ่งราคาน้ำมันนั้นจะปรับตัวขึ้นเรื่อยๆในระยะยาว เป็นตัวบีบให้อัตราผลกำไรนั้นแคบ หรือทำให้ขาดทุนไปเลยในหลายๆครั้ง

"แต่ความลับสู่ความสำเร็จนั้นอยู่ที่ความสามารถในการค้นหาความได้เปรียบในการแข่งขันของบริษัท"

นี้ละครับ คำตอบที่ทุกคนรอคอย จะประสบควาสำเร็จในการลงทุนได้ อย่ามองว่ามันจะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนขนาดไหน และอย่าไปสนใจมากนักว่าภาค อุตสาหกรรมนั้นจะโตมากโตน้อย แต่ต้องหาให้ได้ว่าบริษัทที่เราจะลงทุนนั้นมี ความได้เปรียบในการแข่งขัน หรือจุดแข็งในด้านไหน  (อ่าน 5จุดแข็งของบริษัทที่น่าลงทุน) โดยบริษัทจะต้องมีหนึ่งใน5จุดแข็งที่ผมเคยกล่าวไปในบทความในอดีต

สำหรับ วอเรน บัฟเฟตต์ เขามักจะเลือกบริษัทที่มีความได้เปรียบด้าน Perceived Product Differentiation คือมีสินค้าที่มียี่ห้อ และมีกลุ่มลูกค้าที่นิยม ใช้ ติดใจในยี่ห้อนั้นๆอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น เครื่องดื่มโค้ก ซุปCampbell ร้านMcDonald's รองเท้าNike

"โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคงทนของข้อได้เปรียบนั้น"

ในประโยคที่ถูกตัดมานี้ บัฟเฟตต์กล่าวว่า จะมีความได้เปรียบอย่างเดียวนั้นไม่พอ ความได้เปรียบทางการแข่งขันนั้นจะต้องคงทนด้วย จะรู้ได้ไงว่าความได้เปรียบนั้นคงทนหรือไม่?

ความได้เปรียบทางการแข็งขันที่คงทนจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ
1.)เป็นสินค้าหรือบริการที่มีลูกค้าชื่นชอบมานาน เพราะลูกค้าได้มองเห็นว่าสินค้าดังกล่าวมีคุณภาพ หรือเป็นยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ
2.)ข้อได้เปรียบนั้นจะต้องอยู่ที่สินค้า หรือบริการเป็นหลัก ไม่ใช่อยู่ที่ทักษะของบุคคลในองกรค์เท่าไรนัก ตัวอย่างเช่น พนักงานที่อยู่ในขั้นตอนการผลิตโค้กนั้นไม่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับส่วนผสม หรือความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์อะไรทั้งสิ้น เพราะบริษัทเขามีส่วนผสมของเขาอยู่แล้ว มีคนและเครื่องจักรคอยผลิตเครื่องดื่ม ซึ่งไม่ว่ายังไงโค้กก็ยังใช่ส่วนผสมเดิมวันยันค่ำ และยังขายดีได้เหมือนเดิม ต่างจากบริษัทที่ผลิตคอมพิวเตอร์และมือถือ อย่างAppleซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้ ความชำนาญสูง และมีประสบการณ์พอสมควร จริงอยู่ว่าพอAppleออกiPhoneมาก็เป็นที่นิยมอยู่ตั้งหลายปี แต่iPhoneและสินค้าอื่นๆของAppleเป็นสินค้าที่ต้องได้รับการปรับปรุงและ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงจะอยู่ในตลาดและแข่งขันกับผู้อื่นได้ ซึ่งประสิทธิผลของการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงและพัฒนาสินค้านั้น ขึ้นอยู่กับทักษะของคนในองกรค์ล้วนๆ ถ้าบุคลากรหลักๆลาออก หรือจากองกรค์ไป (สตีฟ จ็อบส์?) ใครจะกล้ารับรองว่า บริษัทจะแข็งแกร่งเหมือนเดิม?

"สินค้าหรือบริการที่มี"คูเมือง"อันกว้างขวาง และคงทนล้อมรอบอยู่นั้นจะเป็นสิ่งที่ให้ผลตอบแทนที่ดีต่อนักลงทุน"

ในประโยคสุดท้ายนี้ บัฟเฟตต์ได้สรุปความลับสู่ความสำเร็จไว้สั้นๆ ซึ่งเหมือนคำพูดของเขาจะเป็นการบ่งชี้ว่า "สินค้าและบริการ"คือหัวใจ ไม่ใช่ทักษะพิเศษทางด้านต่างๆของคนในบริษัท ซึ่งตรงกับที่เรากล่าวไว้ข้างต้น

ส่วนคำว่า"คูเมือง"นั้นมาจากคำว่าmoatในภาษาอังกฤษ ซึ่งในที่นี้ บัฟเฟตต์ได้ใช้สื่อความหมายว่าเป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน

บัฟเฟตต์ ใช้คำว่า คูเมือง เพราะว่า ประสาทหรือหัวเมืองที่ดี จะต้องมีคูน้ำหรือคูเมืองที่ดี คือกว้างและคงทน เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าศึกเข้ามาตีได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้น ความได้เปรียบทางการแข่งขัน ก็ทำหน้าที่เหมือนเป็น"คูเมือง"ที่ป้องกันไม่ให้บริษัทคู่แข่งเข้ามาแย่ง ตลาดจากเราได้ง่ายๆ และทำให้บริษัทมียอดขายและกำไรที่เติบโตได้อย่างมั่นคงนั้นเอง พูดสั้นๆคือ competitive advantage = economic moat

สุดท้าย เราจะนำประโยคทั้งหมดมารวมกัน ซึ่งได้ความว่า


"ความลับสู่ความสำเร็จในการลงทุนนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ความรู้ว่าอุตสากรรมนั้นจะเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตคนไปมากน้อยแค่ไหน หรือแม้กระทั่งอุตสาหกรรมนั้นจะโตมากหรือน้อยเพียงใด แต่ความลับสู่ความสำเร็จนั้น อยู่ที่ความสามารถในการค้นหาความได้เปรียบในการแข่งขันของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคงทนของข้อได้เปรียบนั้น สินค้าหรือบริการที่มี"คูเมือง"อันกว้างขวางและคงทนล้อมรอบอยู่นั้นจะเป็น สิ่งที่ให้ผลตอบแทนที่ดีต่อนักลงทุน"



"the secret to successful investing is not locked up in the knowledge of how much an industry is going to alter the way people live their lives, or even in how much it's going to grow, but rather in determining the competitive advantage of any given company and, above all, the durability of the advantage. Products or services that have wide, sustainable moats around them are the ones that deliver rewards to investors." Warren Buffett

ในคลิปวีดีโอด้านล่าง บัฟเฟตต์ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ durable competitive advantage

5จุดแข็งของบริษัทที่น่าลงทุน

5จุดแข็งของบริษัทที่น่าลงทุน


ในฐานะนักเล่นหุ้น ใครๆก็อยากลงทุนในบริษัทที่มีอัตราการเจริญเติบโตของกำไรเยอะๆ และยิ่งโตได้นานหลายๆปียิ่งดี แต่หลายๆคนอาจยังจะไม่รู้ว่า บริษัทที่จะน่าจะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำในอนาคตนั้นมีหน้าตาแบบไหน? มีคุณสมบัติพิเศษที่ต่างจากบริษัททั่วไปอย่างไร?

คนเล่นหุ้นส่วนใหญ่มักจะให้ความสนใจกับหุ้นที่เพิ่งมีผลประกอบการที่โดดเด่น ในอดีต เช่นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา หรือบางคนก็อาจจะให้ความสำคัญกับผลประกอบการระยะสั้นที่กำลังจะมาถึง เช่นสามถึงหกเดือนข้างหน้า แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้อนาคตของบริษัทในระยะยาวได้เลย

สิ่งที่นักลงทุนอย่างเราควรให้ความสนใจอย่างมากก็คือ ข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่บริษัทนั้นๆมีอยู่ หรือที่ถูกเรียกในภาษาอังกฤษว่า competitive advantage.

ทำไมข้อได้เปรียบทางการแข่งขันถึงสำคัญนัก?

ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันนั้นสำคัญมาก "เพราะมันตัวกำหนดให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าของบริษัท แทนที่จะไปบริโภคสินค้าจากบริษัทอื่น" มันคือตัวกำหนดรายได้และกำไรของบริษัท

สิ่งที่ทางเราอยากให้นักลงทุนได้จากการอ่านบทความนี้ก็คือ ก่อนการลงทุน คุณควรถามตัวเองว่า "บริษัทของเรามีcompetitive advantage เหนือกว่าบริษัทอื่นในด้านใดบ้าง?" ถ้านึกไม่ออกเลย คุณก็ไม่ควรลงทุนในบริษัทนั้นตั้งแต่แรก

โดยทั่วไป บริษัทสามารถสร้าง competitive advantage ให้กับตัวเองได้ด้วยกัน 5 วิธีคือ

1. Real Product Differentiation - สินค้าคุณภาพดีกว่า
วิธีนี้เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าโดยการขายสินค้า หรือให้บริการที่มีคุณภาพดีกว่าของคู่แข่ง ซึ่งบริษัทสามารถทำได้โดยลงทุนในเทคโนโลยีที่สูงกว่า หรือจ้างแรงงานที่มีทักษะดีกว่าบริษัทคู่แข่ง สิ่งเหล่านี้จะทำให้ต้นทุนของบริษัทเราสูงกว่าผู้ค้ารายอื่น

ถ้าผู้บริโภคยอมรับว่าสินค้ามีคุณภาพดีกว่าจริง และยอมจ่ายแพงกว่าสำหรับสินค้าของบริษัทเรา เราอาจจะพูดได้ว่านี้แหละคือหนึ่งใน competitive advantages หรือจุดแข่งของบริษัท

แต่ทว่า จุดแข็งประเภทนี้มักอยู่ไม่คงทนเพราะในบางครั้งลูกค้าก็พอใจแล้วกับสินค้า ที่คุณภาพด้อยกว่านิดหน่อย แต่ราคาถูกกว่า หรือบางทีคู่แข่งก็ยกระดับคุณภาพสินค้าจนใกล้เคียงกับบริษัทของเรา จนสุดท้ายแล้ว ผู้บริโภคไม่เห็นความแตกต่างในสินค้าของเรากับของคู่แข่งเลย

2. Perceived Product Differentiation - สร้างภาพลักษณ์และความเข้าใจว่าสินค้าของเราแตกต่าง
อันที่จริงแล้ว สินค้านั้นๆไม่จำเป็นต้องมีคุณภาพที่ดีกว่าของบริษัทอื่นเลยก็ได้ ตราบใดที่ลูกค้าคิดและตีความว่าสินค้าเราดีกว่า หรือเชื่อมั่นในbrandมากกว่า หรือพูดสั้นๆคือ "แค่เชื่อว่าสินค้าเราน่าใช้มากกว่า" เพียงเท่านี้ก็ถือว่า เป็นจุดแข็งของบริษัทแล้ว ซึ่งในหลายๆกรณี จุดแข็งในด้านนี้จะอยู่ได้คงทนกว่า real product differentiation และยังมีต้นทุนต่ำกว่าอีกด้วย

ยกตัวอย่างเช่นมือถือ iPhone ของ Apple
ตอนiPhoneรุ่นแรกเปิดตัว โทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดในตลาด ณ เวลานั้น ในเวลาต่อมา ผู้ผลิตมือถือหลายค่ายแห่กันปล่อยสมาร์ทโฟนสู่ตลาดจนถึงทุกวันนี้ หลายๆรุ่นอาจมีคุณภาพทัดเทียมกับหรือดีกว่าiPhone 4ด้วยซ้ำ แต่พอถึงเวลาต้องซื้อมือถือจอสัมผัส หลายๆคน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ก็ยังเลือกiPhoneอยู่ดี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยังเชื่อมั่นในยี่ห้อ Apple มากกว่ายี่ห้ออื่นๆ

3. Low-cost producer - เป็นผู้ผลิตสินค้าที่ต้นทุนต่ำ และขายของถูกกว่าผู้ค้ารายอื่น
การขายสินค้าที่มีความคล้ายคลึงกับสินค้าคู่แข่งด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ก็สามารถเป็นจุดแข็งอันทรงพลังของบริษัทเราได้ เพราะอย่างน้อยๆผู้ผลิตรายใหม่ก็ต้องทำใจว่า ถ้าจะขายของสู้กับบริษัทเรา เขาจะต้องขายของถูกกว่าเราลงไปอีกพอสมควรจึงจะสามารถแย่งลูกค้าเราไปได้

นี้คือสาเหตุที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Tesco และ Wal-Martประสบความสำเร็จมากใน หลายๆประเทศ
พูดสั้นๆก็คือ ถ้าบริษัทนั้นๆไม่สามารถสร้างความแตกต่างในสินค้าของตนได้ ไม่ว่าจะเป็นในด้าน real product differentiation หรือ perceived product differentiation บริษัทจะต้องมีจุดแข็งในด้านต้นทุนต่ำ จึงจะอยู่รอด

4. Locking In Customers - ทำให้ลูกค้ามีต้นทุนสูงในการเปลี่ยนไปใช้สินค้าอื่น
ตัวอย่างเช่น สินค้าของเราต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรืออาศัยงานฝีมือ ผู้ซื้ออาจเกรงว่าถ้าเขาเปลี่ยนไปใช้ของเจ้าอื่น คุณภาพที่ได้อาจไม่ผ่านมาตรฐานที่เขาตั้งไว้ เช่น การเย็บเบาะหนังให้กับอุตสากรรมรถยนต์ ซึ่งบริษัทผู้เย็บต้องมีแรงงานที่มีทักษะการเย็บที่ดี การเปลี่ยนผู้ผลิตอาจนำไปสู่คุณภาพเบาะที่แย่ลงก็เป็นได้

ตัวอย่างที่สองคือ สินค้าที่ลูกค้าต้องการเพื่อให้ธุรกิจของตนอยู่ได้ ถ้าธุรกิจนั้นๆปลี่ยนยี่ห้อหรือสินค้าที่ตนเคยขาย อาจจะทำให้เขาเสียลูกค้าไปเลย เช่น มาม่า ร้านขายของชำทุกร้่านต้องมีมาม่า ถ้าไม่มี จำนวนลูกค้า และรายได้มีโอกาสลดลงสูง

แต่ทว่า การที่ลูกค้ามีต้นทุนสูงในการเปลี่ยนไปใช้สินค้าอื่น ต้นทุนนั้นไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในรูปตัวเงินเสมอไป หลายๆครั้งลูกค้าก็ไม่อยากเปลี่ยนสินค้าที่ใช้อยู่ เพราะไม่อยากเสียเวลาในการเรียนรู้การใช้สินค้าจากเจ้าอื่นเป็นต้น

5. Locking out Competitors - ทำให้ผู้ค้ารายใหม่เข้ามาแข่งขันด้วยยาก
การยับยั้งผู้ค้ารายใหม่ที่ชัดเจนที่สุดคือ กฎข้อบังคับทางกฏหมาย ตังอย่างเช่น รัฐเป็นผู้อนุมัติว่าใครสามารถตั้งตนเป็นผู้ผลิตน้ำประปาได้บ้าง หรือ แบงค์ชาติเป็นผู้ให้ใบอนุญาตในการก่อตั้งธนาคารพานิชย์ในประเทศไทย เพราะฉะนั้น ไม่ใช้ว่าใครๆที่มีเงินทุนเพียงพอก็สามารถตั้งธนาคารใหม่ขึ้นมาได้ เพราะแบงค์ชาติต้องการควบคุมจำนวนธนาคารไว้ในระดับที่เหมาะสม


การ ยับยั้งไม่ให้ผู้ค้ารายใหม่เข้ามาแข่งขันและแย่งกำไรบริษัทเราไปอีกวิธี หนึ่งก็คือ การมี network effect ซึ่งหมายถึง เครือข่ายที่แข็งแรงจะมีค่าในตัวมากขึ้น เมื่อจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น ระบบปฏิบัติการ Windows  ของ Microsoft ยิ่งคนใช้เยอะ มูลค่าของสินค้าก็ยิ่งเพิ่ม เนื่องจากความสะดวกในการเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนไฟล์กับผู้อื่นเป็นต้น




อย่าลืมถามตัวเองก่อนลงทุนนะครับว่า บริษัทมีจุดแข็งได้ใดบ้าง ทางเราหวังว่า จุดแข็งทั้งห้าอย่างนี้ จะช่วยให้นักลงทุนผู้อ่านตัดสินใจเลือกซื้อหุ้นได้ดีขึ้นนะครับ แต่อย่าลืมนะครับว่าหุ้นดีๆ อาจจะไม่น่าซื้อแล้วก็ได้เพราะราคาอาจจะแพงไปแล้ว ซึ่งหมายความว่าถึงแม้บริษัทที่คุณศึกษาผ่านเกณฑ์ส่วนใหญ่ที่กล่าวไปแล้วก็ ตาม คุณต้องดูด้วยว่าราคาหุ้นนั้นยังอยู่ในระดับสมเหตุสมผลที่เราจะซื้อรึเปล่า ถ้าพูดแบบคร่าวๆ หุ้นที่ราคาไม่แพงควรมีP/Eต่ำกว่า15 และ P/Bต่ำกว่า1.5ครับ


The Five Rules for Successful Stock Investing: Morningstar's Guide to Building Wealth and Winning in the Marketบท ความนี้เกิดจากการแปลและดัดแปลงข้อความในหนังสือ 5 Rules for Successful Stock Investing โดย Pat Dorsey ในบทที่3 Economic Moat หน้า24-33

วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2556

My view : Treasury stock…มาพยายามเข้าใจกับหุ้นซื้อคืน

My view : Treasury stock…มาพยายามเข้าใจกับหุ้นซื้อคืน

ที่มา http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=kunjoja&month=08-2011&date=06&group=1&gblog=41
หมายเหตุ : ข้อมูลหลายๆส่วนคัดลอกมาและเป็นมุมมองของผู้เขียนร่วมประกอบด้วย

ด้วย ความที่มีหุ้นในพอร์ทเกี่ยวข้องกับ หุ้นซื้อคืน (Treasury stock ) อยู่หลายตัวรวมถึงมีข่าวคราว ก็เลยมาคิดทบทวนดู การมีหุ้นซื้อคืน หรือการขายหุ้นซื้อคืนนั้นมีดีไม่ดีอย่างไรในมุมมองต่างๆ พอสังเข

ขอคัดลอก หลักการมาลงไว้คร่าวๆ ดังนี้ …


1.กรณีเหตุของการซื้อหุ้นคืน
มาตรา 66/1 บทบัญญัติตามมาตรา 66 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการที่บริษัทเป็นเจ้าของหุ้นของตนเองมิให้นำมาบังคับ ใช้ในกรณีดังต่อไปนี้ (1) บริษัทอาจซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นที่ออกเสียงไม่เห็นด้วยกับมติของที่ ประชุมผู้ถือหุ้นซึ่งแก้ไขข้อบังคับบริษัทเกี่ยวกับสิทธิในการออกเสียงลง คะแนนและสิทธิในการรับเงินปันผล ซึ่งผู้ถือหุ้นเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม (2) บริษัทอาจซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน เมื่อบริษัทมีกำไรสะสมและสภาพคล่องส่วนเกิน และการซื้อหุ้นคืนนั้นไม่เป็นเหตุให้บริษัทประสบปัญหาทางการเงิน

หุ้น ที่ซื้อคืนนั้นจะไม่นับเป็นองค์ประกอบในการประชุมผู้ถือหุ้น รวมทั้งไม่มีสิทธิในการออกเสียงลงคะแนนและสิทธิในการรับเงินปันผลด้วย หุ้นที่ซื้อคืนตามวรรคหนึ่ง บริษัทต้องจำหน่ายออกไปภายในเวลาที่กำหนดในกฏกระทรวง ถ้าไม่จำหน่ายหรือจำหน่ายไม่หมดในเวลาที่กำหนด ให้บริษัทลดทุนที่ชำระแล้วโดยวิธีตัดหุ้นจดทะเบียนส่วนที่จำหน่ายไม่ได้ การซื้อหุ้นตามวรรคหนึ่ง การจำหน่ายหุ้น และการตัดหุ้นตามวรรคสาม ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฏกระทรวง

ประเด็น ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการจำหน่ายและการตัดหุ้นที่ซื้อคืน กฏกระทรวงดังกล่าวกำหนดให้บริษัทจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนได้ เมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับตั้งแต่การซื้อหุ้นในแต่ละคราว และต้องจำหน่ายให้หมดภายในระยะเวลาที่กำหนดในโครงการซื้อหุ้นคืน แต่ไม่เกิน 3 ปี การจำหน่ายหุ้น

มุมมองส่วนตัว : โดยทั่วไปเราจะเข้าใจว่า การซื้อหุ้นคืน เป็นเครื่องมือในการบริหารการเงินและการปรับโครงสร้างทางการเงิน กล่าวคือ เมื่อบริษัทมีกำไรสะสมและสภาพคล่องทางการเงินสูง คือ มีเงินเพียงพอที่จะไปลงทุนในหุ้นบริษัทเอง เมื่อเห็นว่าหุ้นมีราคาต่ำเกินจริง และการลงทุนในหุ้นของบริษัทจะได้รับอัตราผลตอนแทนจาการลงทุนสูงกว่าลงทุน ประเภทอื่น และผลของการซื้อหุ้นคืนกลับมาทำให้โครงสร้างทาการเงินเปลียนแปลงคือโดยแต่จะ ครั้งจะทำให้จำนวนหุ้นลดลง ทำให้ EPS เพิ่มขึ้น เป็นต้น
แต่การซื้อ หุ้นคืนยังสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือ ที่เรียกว่า การแก้ไขปัญหาระหว่างผู้ถือหุ้นกับบริษัท และการคงอำนาจการต่อรองของผู้บริหารในบริษัทได้ด้วยเช่นกัน

ซึ่ง สองกรณีหลัง นักลงทุนอาจจะไม่คอ่ยได้ยินหรือได้พบบ่อย อันเนื่องจากประเทศไทยยังเป็นการผ่องถ่ายอำนาจของเจ้าของบริษัทไปสู่ผู้ถือ หุ้นไม่ได้เด็ดขาด เหมือนกับหลายๆประเทศ(หมายความว่า ผถห.ที่เป็นเจ้าของบริษัทดั้งเดิมยังกุมอำนาจของผถห.ที่มีสัดส่วนมากและมี อำนาจเด็ดขาด(มากน้อยแล้วแต่บริษัท)จนผถห.รายใหญ่อื่นๆไม่สามารถมาทดแทนเป็น เจ้าของบริษัทแทน)
ตัวอย่างกรณีการแก้ไขปัญหา เช่น การซื้อหุ้นคืนเข้าบริษัทจากนักลงทุนรายใหญ่หรือกองทุนเพื่อไม่ให้เกิดภาวะ เรียกว่า take over กิจการ เป็นการรักษาอำนาจเดิมของเจ้าของบริษัท(และทำให้สัดส่วนของผถห. ของผบห.เพิ่มขึ้นมีอำนาจต่อรองมากขึ้นได้)



2.คุณสมบัติของบริษัทที่มีสิทธิ์ในการซื้อหุ้นคืนได้
1. มีกำไรสะสม โดยการซื้อหุ้นคืนจะทำได้ไม่เกินวงเงินสะสม และบริษัทควรกันกำไรสะสมไว้เป็นเงินสำรองเท่ากับจำนวนเงินที่ได้จ่ายซื้อ หุ้นคืนจนกว่าจะมีการจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนได้หมด หรือลดทุนชำระแล้วโดยวิธีตัดหุ้นซื้อคืนที่จำหน่ายไม่หมด แล้วแต่กรณี
2. มีสภาพคล่องส่วนเกิน โดยพิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้ภายใน 6 เดือน ข้างหน้าว่าถ้านำเงินมาซื้อหุ้นคืนแล้ว จะไม่กระทบกับการชำระหนี้ของบริษัท
3. ไม่ทำให้สัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย ( Free Float) ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (> 15% ของทุนชำระแล้ว และมีจำนวนไม่น้อยกว่า 150 ราย)
ณ ปัจจุบัน บริษัทที่จะซื้อหุ้นคืนไม่เกิน 10% ของทุนจดทะเบียน หลังจากที่คณะกรรมการของตลาดหลักทรัพย์ มีมติ ก็ให้ใช้วิธีแจ้งกับผู้ถือหุ้นโดยใช้หนังสือเวียนแทนการเรียกประชุมผู้ถือ หุ้นได้ แต่เดิมต้องผ่านขั้นตอนที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับบริษัท ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาเร็วขึ้น และคาดว่าโครงการดังกล่าวน่าจะทำให้ราคาหุ้นสะท้อนภาพราคาที่แท้จริงได้มาก ขึ้น


3.ผลของการประกาศซื้อหุ้นคืนของบรัษัทจดทะเบียน

มีเอกสารเชิงวิจัยที่น่าสนใจ ขอยกมาคร่าวๆ …
การศึกษาผลกระทบการซื้อหุ้นคืนต่อผลตอบแทนที่ผิดปกติสะสมของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดเอ็ม เอ ไอ
วารสารบริหารธุรกิจ นิด้า - เล่มที่ 5 พฤศจิกายน 2552

บริษัท จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดเอ็ม เอ ไอ มีการซื้อหุ้นคืนครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2544 ด้วยวัตถุประสงค์ของการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงินในการรักษาระดับ ราคาหุ้น ดังนั้น การศึกษานี้เพื่อสำรวจการตอบสนองของตลาดที่มีต่อราคาหุ้นโดยศึกษาจากอัตราผล ตอบแทนที่ผิดปกติและอัตราผลตอบแทนที่ผิดปกติสะสม ในช่วงประกาศโครงการซื้อหุ้นคืน ช่วงดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนและในช่วงประกาศลดทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว รวมทั้งศึกษาเปรียบเทียบผลการดำเนินงานด้านอัตราส่วนทางการเงินก่อนและหลัง การประกาศโครงการซื้อหุ้นคืน
ผลการศึกษา พบว่ามีอัตราผลตอบแทน ที่ผิดปกติเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อมีการประกาศโครงการซื้อหุ้นคืน แต่ทั้งนี้ไม่เกิดอัตราผลตอบแทนที่ผิดปกติเมื่อมีการดำเนินโครงการซื้อหุ้น คืน และผลการดำเนินงานของบริษัทที่ซื้อหุ้นคืนวัดโดยอัตราส่วนทางการเงิน ได้แก่ เงินปันผลต่อหุ้นมีการปรับตัวในทิศทางที่ดีภายหลังการประกาศโครงการซื้อหุ้น คืนทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งพบว่าราคาของหลักทรัพย์มีการปรับตัวในเชิงลบก่อนที่จะมีการประกาศลด ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วของบริษัทที่ไม่สามารถจำหน่ายหุ้นคืนได้ภายใน ระยะเวลา 3 ปี

http://journal.nida.ac.th/journal/index.php?option=com_content&view=article&id=1008%3A2010-04-08-01-53-09&catid=162%3A-5--2552&Itemid=95&lang=th


4.ผลกระทบจาการซื้อหุ้นคืน
ผลกระทบของการซื้อหุ้นคืนในแง่ผู้บริหาร
ข้อดี - ซื้อหุ้นคืนเพื่อชลอการจ่ายเงินปันผลและรักษาระดับการจ่ายเงินปันผลในอนาคต
- สะดวกแก่การชำระตามข้อผูกพัน เช่น เตรียมไว้เพื่อการแปลงสภาพ
- สามารถนำไปขายในตลาดเมื่อต้องการเงินทุน
- รักษาอำนาจการควบคุม
- เปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินทุน

ข้อเสีย - เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อผู้ลงทุน เพราะอาจถูกมองว่าไม่มีโครงการลงทุนอื่นที่ดี จึงต้องซื้อหุ้นคืน
- หลีกเลี่ยงภาษี เพราะทำให้การจ่ายปันผลน้อยลง

ผลกระทบของการซื้อหุ้นคืนในแง่ผู้ถือหุ้น
ข้อดี - ราคาหุ้นจะสูงขึ้น ทำให้ได้กำไรจากการขายหุ้น ซึ่งเสียภาษีน้อยกว่าได้เงินปันผล
- ชลอการจ่ายภาษี เพราะเลือกได้ว่าจะขายหรือไม่
- ลดจำนวนหุ้นส่วนเกิน สามารถระบายหุ้นส่วนเกินความต้องการออกจากตลาด เพื่อรักษาสภาพราคาให้คงไว้

ข้อ เสีย - ผลประโยชน์ด้ายภาษีในกรณีผู้ถือหุ้นมีรายได้น้อย การเสียภาษีในรูปเงินปันผลอาจให้ประโยชน์มากกว่าการขายหุ้นที่มี ราคาสูงขึ้นเพราะการซื้อหุ้นคืน
- ถ้าหุ้นที่หมุนเวียนมีน้อย เมื่อซื้อแล้วอาจมีผลให้ราคาหุ้นตกได้
- ความเสี่ยงสูง เพราะสัดส่วนของหนี้สินและทุนจะสูงขึ้น
…….

5.มุมมองเพิ่มสำหรับการซื้อหุ้นคืน
โดยสรุป
ให้ มองก็คือการลงทุน ของบริษั่ท เพียงแต่เป็นการลงทุนที่ได้ประโยชน์ทางตรงและทางอ้อมหลายต่อ ในแง่ของจิตวิทยา ก็จะมองว่าบริษัทมีสภาพคลอ่ง มีเงินสดเหลือเพียงพอที่จะนำเงินสดไปต่อยอดการลงทุนเพื่อให้เกิดผลตอบแทน ใหม่ขึ้นมา ซึ่งอาจจะไปลงตราสารหนี้ หรือไปซื้อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนอื่นได้
แต่ถ้าบริษัทมองแล้ว นี่คือโอกาสในการซื้อหุ้นตัวเองในราคาที่ถูก และเล็งเห็นว่าบริษัทตัวเองจะเติบโตได้แน่ๆ ในอนาคต ก็สู้มาลงทุนในหุ้นตัวเองก็ได้เช่นกัน
แต่ท้ายสุด ถ้าบริษัทยังคงความมีสภาพคล่อง มีการเติบโตที่สูงไปอีก ก็สามารถตัดหุ้นซื้อคืนออกจากบริษัทได้เช่นกัน
และสามารถขายคืนให้กับตลาดหุ้นในกรณีเราต้องการเงินทุนจำนวนหนึ่ง ก็ได้เช่นกัน โดยไม่จำเป็นต้องไปกู้ยืมเงินมา





Create Date : 06 สิงหาคม 2554

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556

#4 ยิ่งไม่กล้าเสี่ยง กลับยิ่งเสี่ยง

#4 ยิ่งไม่กล้าเสี่ยง กลับยิ่งเสี่ยง

ที่มา http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=dooeasy
“ผมถือว่า "เหนือฟ้ายังมีฟ้า บนสวรรค์มีไม่รู้ตั้งกี่ชั้น แต่เวลาลงนรกก็มีไม่รู้ตั้งกี่ขุมเช่นกัน จะไม่มีคำว่าถูกว่าแพงในตลาดหุ้น" ………… วัชระ แก้วสว่าง (เสี่ยป๋อง) นักลงทุนรายใหญ่มืออาชีพ

ความเสี่ยงที่สุดในชีวิต ของการที่ไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลย

หลายครั้งมาก ที่จุดที่ดีที่สุดในการซื้อ คือ จุดที่ไม่มีใครอยากซื้อ และ จุดที่ดีที่สุดในการขาย คือ จุดที่ไม่มีใครอยากขาย

หากราคา หุ้นขึ้นไปแรงเกินเหตุ บางทีก็น่าเสี่ยงขายนะครับ และถ้าหุ้นนั้นมีปัจจัยพื้นฐานดีแต่ลงมาเกินเหตุเพราะตลาดไม่ดี และราคาหุ้นก็หยุดการไหลลงได้แล้ว ก็น่าเสี่ยงซื้อเช่นกัน

ไม่ว่า หุ้นจะขึ้นหรือจะลง คนกลุ่มแรกที่จะซื้อหรือขายหุ้นก่อนเสมอ คือ เจ้าของ หรือ ผู้บริหาร ซึ่งรู้แนวโน้มของกิจการตัวเองก่อนคนอื่นอยู่แล้ว ว่ากำลังจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น ……… ในช่วงนี้ ไม่มีใครเข้าใจหรอกครับ ว่าทำไมหุ้นขึ้น หรือ ทำไมหุ้นลง

คนกลุ่มต่อมาที่จะซื้อหรือขาย ในขณะที่หุ้นยังขึ้นหรือลง ไม่มากนัก ได้แก่กลุ่มรายใหญ่ กลุ่มกองทุน ซึ่งกลุ่มนี้ติดตามการเคลื่อนไหวของราคาอย่างใกล้ชิด และพยายามเกาะแนวโน้มตลอดเวลา

เมื่อคนกลุ่มนี้ ซื้อหรือขาย ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็ว คราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของนักวิเคราะห์ ที่จะต้องอธิบายปรากฏการณ์ หาเหตุผลมาใส่ให้ได้ ว่าทำไมหุ้นถึงขึ้นหรือทำไมหุ้นถึงลง

วันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์ สื่อ และ ข้อมูลตามเว็บบอร์ด จะออกมาขยายผล จนข่าวนี้ เป็นที่รู้กันโดยทั่วไป

เมื่อ แรงซื้อของกลุ่มคนจำนวนมาก มาแย่งกันซื้อ คนส่วนใหญ่ก็จะมาช่วยกันผลักราคาให้ขึ้นไปเรื่อยๆ คนที่ตั้งขายอยู่ ก็รีบถอนที่วางขายออก เพราะกลัวว่า ขายแล้ว เดี๋ยวมันจะขึ้น ทั้งๆที่ราคานี้อาจจะวิ่งรอข่าวดีนั้นมาเป็นเดือน จนเกินปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะเป็นแล้วก็ได้ กว่าจะรู้ตัวอีกที อ้าว ราคากลับมาเท่าทุนซะแล้ว

ในทำนองเดียวกัน ครับ เมื่อแรงขายของกลุ่มคนจำนวนมาก มาแย่งกันขาย คนส่วนใหญ่ก็จะมาช่วยกันผลักราคาให้ลงไปเรื่อยๆ คนที่ตั้งซื้ออยู่ ก็รีบถอนที่วางซื้อออก เพราะกลัวว่า ซื้อแล้ว เดี๋ยวมันจะลง ทั้งๆที่ราคานี้อาจจะไหลลงรอรับข่าวร้ายนั้นมาเป็นเดือน จนเกินเหตุกว่าที่ควรจะเป็น แล้วก็ได้ กว่าจะรู้ตัวอีกที อ้าว วิ่งขึ้นไปไหนต่อไหนซะแล้ว

เคยเห็นบ่อย ใช่ไหมครับ ผลประกอบการออกมาแย่ หุ้นกลับดีดขึ้นทันที แต่พอผลประกอบการออกมาดี ราคาหุ้นดันร่วงลงซะอย่างงั้น

กาล ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พี่คนหนึ่ง เธอเล่าให้ผมฟังว่า จะซื้อหุ้นบริษัท ABC เพราะญาติเธอเป็นผู้บริหารอยู่ในบริษัทนี้ บอกเธอมาว่า บริษัทกำลังจะได้งานประมูลเป็นหมื่นล้าน

ผมเองก็หูผึ่งเลยล่ะ ไปดูกราฟหุ้นประกอบ ก็เห็นดีเห็นงามด้วย โครงสร้างกราฟมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นเห็นๆ ถึงมันจะขึ้นมาก่อนหน้านั้นแล้วตั้งครึ่งเดือนก็ยังไม่เห็นว่าแนวโน้มการ ขึ้นจะชะลอตัวลงเลย เออ แหะ ท่าทางจะเป็นจริง อย่างที่พี่บอก

“อ้าว เธอซื้อแล้วหรอ พี่ยังไม่ได้ซื้อเลย พี่เห็นว่ามันขึ้นมามากแล้ว อยากจะรอให้ลงมาที่เก่าก่อน แล้วเดี๋ยวพี่จะซื้อ” พี่เธอให้เหตุผลประกอบ เพราะเธอมองว่าเสี่ยงไปที่จะมาซื้อตอนนี้ แบบว่า ราคามันขึ้นมามากแล้ว

ตลอด เวลา 3 สัปดาห์นับจากนั้น ราคาหุ้นไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาหาพี่อีกเลย จนคนทั้งตลาดเริ่มให้ความสนใจ นักวิเคราะห์ก็รีบทำการเข้าสัมภาษณ์ผู้บริหารบริษัทนั้นในทันที แล้วก็ออกมาแนะนำให้ซื้อหุ้น ABC เพื่อเก็งกำไรข่าวการได้งานโครงการใหญ่

พี่ สาวคนสวยของเรา ถึงจะยอมปรับราคาขึ้นมานิดนึง ตามคำแนะนำซื้อเก็งกำไรที่ได้ยินมาแล้ว แต่ราคาก็ยังไม่มีทีท่าจะอ่อนตัวลงมารับพี่อีกเลย แม้พี่จะใช้ความพยายามในการปรับราคาขึ้นทีละนิดครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม

ใน ที่สุด วันตัดสินใจก็มาถึงครับ หนังสือพิมพ์หุ้น 3 ฉบับ ต่างพาดหัวข่าวตรงกัน ว่าพรุ่งนี้ จะรู้ผลการประมูล แล้วมีการคาดการณ์กะเก็งกันว่า บริษัท ABC จะได้งานแน่ๆ ...... ราคาหุ้นก็ยิ่งเพิ่มความร้อนแรง กระโดดขึ้นทะยานไกล ไปแบบเร่งรีบ ในที่สุด ด้วยความกลัวตกรถ พี่สาวก็ตัดสินใจเคาะซื้อเดี๋ยวนั้น ในทันที

วัน รุ่งขึ้น ผลประมูลงานใหญ่ออกมา บริษัท ABC ได้งานไปจริงๆด้วย ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว แต่ในอีกมุมนึง ผมกลับมองว่า นี่เก็งกำไรกันขึ้นมา จนราคาเว่อร์ไปแล้ว เลยขายเอากำไรออกมาก่อน ขายทั้งๆที่คนส่วนใหญ่ในตลาดที่เพิ่งทราบข่าวดีจากทางหน้าหนังสือพิมพ์กำลัง อยากซื้อนั่นแหละ

“อ้าว เธอขายแล้วหรอ ทำไมรีบขายล่ะค่ะ บริษัทกำลังมีข่าวดี ทุกโบรกฯก็เชียร์ซื้อกัน พี่ยังไม่ขายหรอก กลัวขายแล้วไปต่อ เดี๋ยวรอให้ได้กำไรมากๆก่อน แล้วค่อยขาย” พี่เธอให้เหตุผลประกอบ เพราะเธอมองว่าเสี่ยงไปที่จะมาขายตอนนี้ ก็บริษัทเพิ่งเซ็นงานโครงการหมื่นล้านไปนี่ มันน่าจะขึ้นต่อ

หลังจาก ที่ข่าวออก ราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นไปอย่างร้อนแรง แล้วการขายทำกำไรก็ตามมา ดังเช่นขนบธรรมเนียมประเพณีของการเก็งกำไรที่มีมาแต่โบราณกาล

มัน เป็นสูตรสำเร็จรูปเลยก็ว่าได้ “ขายเมื่อมีข่าวลือ, ซื้อเมื่อมีข่าวจริง” ถ้าอยากจะอินเตอร์หน่อย ก็ต้องบอกว่า “Buy on Rumor, Sell on Fact”

“เธอ พี่ยังไม่ได้ขายออกไปเลย ตอนนี้มันกลับมาที่ราคาที่พี่ซื้อแล้วอ่ะ เดี๋ยวมันคงขึ้นเนาะ บริษัทนี้ถือลงทุนได้ ปัจจัยพื้นฐานดี” ...... พี่เธอปลอบตัวเอง พูดเองคิดเองเออเอง และรอคอยวันนั้นมาเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว

ถ้าหุ้นมีแนวโน้มจะขึ้น แพงแค่ไหน ก็น่าเสี่ยงซื้อครับ หากพลาดขึ้นมา ก็แค่ขายตัดขาดทุน เสียหายเล็กน้อย ดีกว่าไปไล่ซื้อตอนที่ใครๆก็รู้ข่าวดีนั้น แล้วแย่งกันขาย ออกมาแทบไม่ทัน

ใน ฝั่งของข่าวร้ายก็เช่นกัน ครับ หากหุ้นนั้นมีข่าวร้ายในทางจิตวิทยารออยู่ และใครๆก็ทราบกัน มันก็จะไหลลงมาเรื่อยๆ ท่ามกลางข่าวร้ายที่ออกมาทางสื่อและมาจากบทวิเคราะห์ หากมันปรับตัวลงมาเว่อร์เกิน ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น กลับน่าหาโอกาสเสี่ยงซื้อมากกว่า

นับตั้งแต่ รัฐบาลของคุณทักษิณ โดนยึดอำนาจ ก็มีคนโยงหุ้นบ้านเอสซี กับ หุ้นดาวเทียม ว่าจะได้รับผลลบเลวร้ายเป็นผลพวงตามมา นับตั้งแต่วันที่แบ็งค์ชาติออกมาตรการสำรอง 30% ก็มีคนมองว่า หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์จะเฉา เน่าสุดขีด

เมื่อทุกคน มองในทางลบ แรงขายก็ตามมา หนักหน่วงต่อเนื่อง จนบางที ก็ลงมาเกินเหตุนะครับ จริงอยู่ เวลาที่กระแสข่าวร้ายกำลังมาแรง เราก็ไม่ควรจะทำเก่ง พายเรือทวนน้ำ ให้เรือล่ม แต่เมื่อโอกาสเข้าเก็บมาถึง มันก็น่าเสี่ยง

ไม่ซื้อตอนที่คนส่วนใหญ่กลัว จะไปซื้อตอนที่คนส่วนใหญ่มั่นใจสุดขีด ก็จะยิ่งเสี่ยงกว่า

“ท่าน ครับ ทำไมท่านซื้อหุ้นบ้านเอสซี กับ หุ้นดาวเทียม เขาว่ากันว่า หุ้น 2 ตัวนี้ เจอพิษการเมืองอยู่ไม่ใช่หรอครับ แล้วบริษัทหลักทรัพย์ใหญ่ด้วย ท่านซื้อทำไมครับ เห็นเขาว่าตลาดซบเซาอย่างงี้ โบรกเกอร์เจ๊งระนาว” ผมไปเจ๊าะแจ๊ะ กับเซียนหุ้นชั้นครูท่านหนึ่ง ถามท่านตรงๆเลย จนท่านแทบจะสำลักกาแฟ

“มันลงมาสุดแล้ว ผมก็ซื้อ” ผมยัง งง อยู่ดี ท่านรู้ได้ไงล่ะเนี่ยะว่าลงมาสุดแล้ว

“ก็ คุณดูหน่อยสิ ไม่เห็นรึไง หุ้น 3 ตัวนี้ มันนิ่งแล้ว ไม่มีคนอยากขายแล้ว ก็แสดงว่า ราคาหุ้นต่ำเกินไปแล้วไง ไม่มีใครอยากขายแล้วที่ราคานี้ไง เข้าใจไหม” เอาล่ะ ผมพอจะเข้าใจ แต่ลาท่านไปก่อนดีกว่า ท่านกำลังใช้สมาธิอยู่กับหุ้น เดี๋ยวเจ็บตัวเปล่าๆ

ปรากฏการณ์ที่พบ เห็นบ่อยในห้องค้า คือ นักลงทุนส่วนใหญ่ จะขึ้นเครื่องหมายแบล็คลิสต์ให้กับหุ้นที่มีข่าวร้าย แล้วท่องแต่ข่าวร้ายนั้นๆ จนลืมดูไปว่าราคาหุ้นได้ลงมารับข่าวร้ายจนเกินเหตุแล้วหรือยัง ในทำนองเดียวกัน นักลงทุนส่วนใหญ่ จะยอมจ่ายค่าความนิยมให้กับหุ้นที่มีข่าวดี แล้วท่องแต่ข่าวดีนั้นๆจนขึ้นใจ จนลืมดูไปว่าราคาหุ้นได้ขึ้นมารับข่าวดีไปมากเกินพอแล้วหรือไม่

คน ส่วนใหญ่ จึงมักต้องซื้อเป็นคนท้ายๆและขายเป็นคนท้ายๆเสมอ เพราะไม่ได้ทำการประเมินไว้เลย ว่าราคาหุ้นได้ซึมซับข่าวดีหรือข่าวร้ายนั้น มากพอแล้วหรือยัง

และที่แปลกแต่จริง ...... เวลาราคาหุ้นลงมามากจนนิ่งแล้ว ก็ไม่กล้าซื้อ เพราะมองว่า เสี่ยงเกินไปที่จะซื้อหุ้นตัวนี้ เห็นเขาว่าไม่ดี พอขึ้นไปมากแล้ว ก็ไม่กล้าขาย เพราะมองว่า เสี่ยงเกินไปที่จะขายหุ้นตัวนี้ เห็นหุ้นกำลังขึ้น

จะทำอะไรก็กลัวเสี่ยง เลยเสี่ยงหนักเลยล่ะคราวนี้ ซื้อก็ช้ากว่าเขาแล้วยังจะขายช้ากว่าเขาอีก

เมื่อคิดจะทำการค้าหุ้น ต้องตัดสินใจไว และ กล้าเสี่ยงครับ

เพราะความไม่ยอมเสี่ยงกับอะไรเลย อาจจะเป็นความเสี่ยงที่สุดในชีวิต


ขอบคุณที่มา http://www.ThaiDayTrade.com


Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2552

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

กรณีศึกษา บ.ซีร็อกซ์ คอร์ปอเรชั่น กับความสำเร็จในรางวัล Baldrige

กรณีศึกษา บ.ซีร็อกซ์ คอร์ปอเรชั่น กับความสำเร็จในรางวัล Baldrige

ที่มา http://www.npc-se.co.th/read/m_read_detail.asp?read_id=283&cate_id=3
เป็น ที่ทราบว่ารางวัล Baldrige (Malcolm Baldrige National Quality Award) หรือรางวัลเพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งในเรื่องของการปรับปรุงองค์กร และยกย่ององค์กรที่เป็นเลิศ อันเป็นรางวัลต้นแบบของรางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award-TQA)

และอีกหลายๆ ประเทศนั้น

คงต้องยอมรับกันว่า รางวัล Baldrige เป็นรางวัลอันทรงเกียรติอย่างยิ่งสำหรับองค์กรชั้นนำของโลก มีเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่ได้รับรางวัลนี้

ทั้งๆ ที่รางวัล Baldrige มีมาตั้งแต่ ค.ศ.1987

ซึ่งหนึ่งในหลายองค์กรชั้นนำที่ได้รับรางวัลเกียรติยศ มีบริษัทซีร็อกซ์ คอร์ปอเรชั่น แห่ง ประเทศสหรัฐอเมริการวมอยู่ด้วย

กล่าวกันว่า ที่บริษัทซีร็อกซ์ คอร์ปอเรชั่น ประสบความสำเร็จจนสามารถคว้ารางวัล Baldrige ในปี ค.ศ.1989 เนื่องเพราะก่อนหน้านั้นบริษัทประสบปัญหา เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าเป็น ผู้ครองตลาดเครื่องอัดสำเนาอยู่เพียงบริษัทเดียว

ดังนั้น ทางออกของเรื่องนี้ผู้บริหารจึงจำต้องแบ่งชิ้นเค้กให้บริษัทอื่นเข้ามาแชร์ ส่วนแบ่งทางการตลาดบ้าง พร้อมกันนั้นประเทศคู่แข่งอย่างญี่ปุ่นก็เริ่มเข้ามาในตลาดนี้ด้วย จนทำให้ตัวเลขผลประกอบการแสดงค่าลดลงเรื่อยๆ

เหตุนี้เอง จึงทำให้ผู้บริหารขณะนั้นจำเป็นต้องแก้เกม เพราะหากขืนปล่อยให้เป็นเช่นนี้ เห็นทีบริษัทแม่คงเสียทีแน่ ในที่สุดจึงตัดสินใจร่วมทุน กับบริษัทฟูจิ แห่งญี่ปุ่น

พร้อมกันนั้น ก็เปลี่ยนแปลงกลยุทธ์หลายอย่าง ทั้งในเรื่องของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และทัศนคติของพนักงานในทุกระดับ เพราะขณะนั้นพนักงานส่วนมากยึดติดอยู่กับความสำเร็จ

ภูมิใจกับความเป็นที่หนึ่ง

ดังนั้น เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างยั่งยืน ในท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง "Mr.David Kearns" ผู้บริหารสูงสุด จึงได้วางกุศโลบายให้องค์กรบูรณาการให้ได้อย่างสอดคล้อง และสอดรับพนักงาน นั่นคือการทำ

หนึ่ง quality improvement process

สอง problem solving process

ที่สำคัญ เขายังได้กระโดดลงมาเป็นผู้กุมบังเหียนองค์กรด้วยตนเอง ด้วยการเป็นผู้ฝึกอบรมผู้บริหาร ที่ขึ้นตรงกับเขาเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ทั้งในเรื่องเกี่ยวกับคุณภาพ และเครื่องมือต่างๆ

นอกจากนั้น เขายังบังคับให้ผู้บริหารเหล่านั้นถ่ายทอดสิ่งที่เขาฝึกอบรมให้กับพนักงาน ต่างๆ ทั่วโลกกว่า 1 แสนคนให้เข้าใจในทิศทาง และนโยบายเดียวกัน แม้จะต้องใช้เวลาถึง 5 ปีก็ตาม

แต่ก็ถือว่าคุ้ม เพราะซีร็อกซ์ฯถือเป็นองค์กรแรกๆ ที่บุกเบิกในการนำเอากระบวนการประเมินตนเอง (self-assessment) มาใช้เป็นเครื่องมือในการปรับปรุงองค์กร นั่นก็คือการใช้บุคลากรระดับผู้จัดการถึง 140 คน เดินทางไปสัมภาษณ์ผู้คนที่ทำงานในหน่วยงานต่างๆ ของซีร็อกซ์ฯทั่วโลก

ทั้งนั้นเพื่อต้องการผลตอบรับในด้านของ leadership through quality ที่ไม่เพียงเป็นไปตามที่ผู้บริหารระดับสูงต้องการ หากในปี ค.ศ.1989 บริษัทซีร็อกซ์ คอร์ปอเรชั่น ยังได้ตัดสินใจนำองค์กรสมัครชิงรางวัล Baldrige ด้วย

โดยใช้ "Xerox Management Model" 6 ข้อ เป็นแนวทางในการบริหารจัดการองค์กร คือ

หนึ่ง leadership

สอง human resource

สาม business process management

สี่ customer and market focus

ห้า knowledge and information

หก results

ซึ่งใน "Xerox Management Model" ต้องยอมรับว่าข้อที่สี่คือ "customer and market focus" เห็นจะเป็นสิ่งสำคัญ เพราะสามารถนำมาเชื่อมโยงกับทุกเรื่อง ทั้งยังส่งผลต่อผลลัพธ์ หรือผลประกอบการขององค์กร กระบวนการต่างๆ แถมยังมีระบบการนำเป็นตัวขับเคลื่อนสูงสุดด้วย

เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้สรุปบทเรียนความสำเร็จของบริษัทซีร็อกซ์ คอร์ปอเรชั่น จึงต้องมองไปที่ผู้บริหารสูงสุด และองค์กรที่ไม่ยอมหยุดนิ่ง

แต่พยายามที่จะปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้นตลอดเวลา ทั้งยังพร้อมที่จะเรียนรู้จากวิกฤตการณ์ของตนเองว่าความมีชื่อเสียง และความสำเร็จในอดีตไม่ใช่หลักประกันว่าบริษัทจะอยู่ยั้งยืนยงในธุรกิจ

เครื่องมือ และกระบวนการที่เคยพิสูจน์ว่าใช้ได้ผลในอดีต อาจจะใช้ไม่ได้ในปัจจุบัน หรืออนาคต ดังนั้น ทางแก้ของเรื่องนี้ผู้บริหารสูงสุดจึงมองไปที่การฝึกอบรมคนทั้งองค์กรของ ซีร็อกซ์ฯ กว่า 1 แสนคน เพื่อให้เข้าใจในทิศทาง เป้าหมายเดียวกัน

จนทำให้บริษัทซีร็อกซ์ คอร์ปอเรชั่น ประสบความสำเร็จ คว้ารางวัล Baldrige มาครอง

ซึ่งมองเผินๆ เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา เพราะบริษัทซีร็อกซ์ คอร์ปอเรชั่น เป็นบริษัทใหญ่ มีพนักงานที่มีความสามารถอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยสำหรับองค์กรที่มีทุนมนุษย์มากมายขนาดนี้

เพราะการบริหารทุนมนุษย์ที่อยู่ทั่วโลกให้เข้าใจในทิศทาง และเป้าหมายเดียวกัน เป็นเรื่องที่ยากยิ่ง แต่กระนั้นผู้บริหารสูงสุดก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาทำได้ และจะทำได้ตลอดไปด้วย

ถ้าพนักงานในองค์กรทุกคนมีหัวใจดวงเดียวกัน

หัวใจที่ชื่อว่าการบริการลูกค้าอย่างเป็นธรรมนั่นเอง ?


 ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ : 17/พ.ค./2550

วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2556

ตั้งสโลแกนบริษัทให้ติดปาก

ตั้งสโลแกนบริษัทให้ติดปาก


สโลแกนที่ "ติดปาก"จะช่่วยทำให้สินค้าของคุณ "ติดใจ" ผู้บริโภคได้ไม่ยาก
 ที่มา http://incquity.com/articles/grow-your-biz/how-create-slogan
 สโลแกนดีๆ สักหนึ่งประโยคที่ติดหูผู้บริโภคมีประโยชน์มากกว่ามีนักการตลาดหัวกะทิอยู่ ในบริษัทถึง 10 คนเลยทีเดียว จึงไม่แปลกอะไรที่ธุรกิจจำนวนมากต่างแสวงหาและสร้างสรรค์สโลแกนที่ยอดเยี่ยม สุดบรรเจิดอยู่ตลอดเวลา เพราะสโลแกนบริษัทจัดเป็นเครื่องมือการสื่อสารที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดอย่าง หนึ่งที่จะส่งผลถึงตัวผู้บริโภคได้ ทุกบริษัทจึงสมควรต้องมีสโลแกนไว้เป็นของตัวเองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยการตั้งสโลแกนให้ติดปากผู้บริโภคก็มีหลักการสำคัญ 8 ข้อดังนี้

สโลแกนต้องครบถ้วน โดดเด่น และดึงดูด

มนต์เสน่ห์ของสโลแกนที่ยอดเยี่ยมและติดปากผู้บริโภคมีเคล็ดลับอยู่ที่รูป ประโยคต้องโดดเด่นและมีพลังในตัวเองอย่างไม่มีขีดจำกัด ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยสะกิดความคิดของผู้บริโภคให้เข้ามาสนใจพร้อมจดจำได้ใน ทันที เช่น LG : Life’s Good

สโลแกนบ่งบอกถึงตัวตนของธุรกิจ

สโลแกนที่ดีและมีคุณภาพต้องสามารถสื่อความหมายได้อย่างตรงตัวและบอกที่มา ที่ไปอย่างครบถ้วน เพราะจะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ทันทีว่าสโลแกนที่พบเห็นเกี่ยวข้องกับ ธุรกิจประเภทใด ตัวอย่าง เช่น “ถุงเท้าคาร์สัน : ถุงเท้าที่ทุกๆ คนใส่กัน เป็นต้น”

สโลแกนต้องสั้นและกระชับ

สโลแกนบริษัทจะเป็นที่จดจำก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการสามารถออกแบบรูปประโยค ให้สั้นและกระชับมากที่สุด เพราะถ้าหากสโลแกนยาวเกินไป ผู้บริโภคก็จะแค่อ่านและมองผ่านเลยไปเนื่องจากเขาไม่สามารถจดจำได้ทั้งหมด จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาจะต้องบันทึกใส่สมองไว้ แต่ในทางกลับกัน หากสโลแกนเป็นประโยคสั้นๆ และกระชับ นอกจากพวกเขาจะสามารถจำได้ในทันทีแล้วยังมีการพูดบอกต่อกันเป็นวงกว้างใน ลักษณะของปากต่อปากอีกด้วย โดยความยาวของสโลแกนไม่ควรจะเกิน 12 ตัวอักษรจะเป็นการดีที่สุด อาทิ “ฟูจิ สั่งเลยอร่อยทุกอย่าง”

ความหมายของสโลแกนมีค่ามากกว่าตัวอักษร

สโลแกนไม่ควรเป็นแค่ตัวหนังสือบอกเล่าเรื่องราวเท่านั้น เพราะสโลแกนต้องสามารถแสดงออกได้ถึงจิตวิญญาณและสัมผัสได้ถึงพลังที่มีอยู่ หรือพูดง่ายๆ ก็คือต้องมีสำนวนที่คมคายและบาดลึกในจิตใจ ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถจดจำสโลแกนได้ในห้องที่ลึกสุดของหัวใจ อีกด้วย เช่น บริษัทรถยนต์โตโยต้าที่ใช้สโลแกนหลักว่า “เราให้คุณมากกว่ารถยนต์” เป็นต้น

สโลแกนช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดี

ภาพลักษณ์เป็นสิ่งที่สำคัญมาก และตัวสโลแกนก็ต้องมีคุณสมบัติสร้างมิติการรับรู้ในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่าง ดีด้วย เพราะสโลแกนจะทำหน้าที่เป็นเหมือนประตูบานแรกที่ใช้เปิดรับผู้บริโภคสู่ อาณาจักรธุรกิจของเรา สโลแกนจึงเหมือนเป็นตัวแทนที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกิจการของเราไปโดย ปริยาย ดังนั้นผู้ประกอบการต้องมีสโลแกนที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์อันยอดเยี่ยมใน การประกอบธุรกิจด้วย เช่น “การบินไทยรักคุณเท่าฟ้า” เป็นต้น

สโลแกนเป็นทั้งเอกลักษณ์และอัตลักษณ์

สโลแกนต้องสามารถถ่ายทอดความเป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของธุรกิจได้อย่าง โดดเด่นและลงตัวที่สุด เนื่องจากสโลแกนทั่วๆ ไปมักสร้างสรรค์ออกมาโดยมีแนวทางและรูปแบบวิธีการที่ไม่ทิ้งกันนัก ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดีเลยเพราะผู้บริโภคมักสับสนและแยกแยะไม่ออกว่าธุรกิจ แต่ละอย่างแตกต่างกันอย่างไร การเขียนสโลแกนให้มีเอกลักษณ์พร้อมทั้งอัตลักษณ์เป็นการเฉพาะจึงมีส่วนสำคัญ ที่จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายไปนี้ได้ อาทิ “ไทยประกันชีวิต บริษัทของคนหัวคิดทันสมัย” เป็นต้น

หลีกเลี่ยงการบัญญัติศัพท์ใหม่โดยเด็ดขาด

ถึงแม้สโลแกนจะต้องการความโดดเด่น แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องพยายามหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาดก็คือการบัญญัติศัพท์ ใหม่ขึ้นมาใช้เองเป็นการเฉพาะ เนื่องจากผู้บริโภคมีประสบการณ์ความรู้ทางด้านภาษาที่แตกต่างกันจึงอาจทำให้ เข้าใจความหมายของคำบางคำคลาดเคลื่อนไปจากสิ่งที่เราต้องการนำเสนอก็เป็นได้ มิหนำซ้ำธุรกิจของเรายังอาจถูกสับเละจนไม่มีชิ้นดีจากนักภาษาศาสตร์ก็เป็น ได้ในข้อหาทำภาษาไทยวิบัติ

สโลแกนต้องติดปากผู้บริโภค

หากผู้ประกอบการสามารถทำได้ทั้ง 7 ขั้นตอนที่กล่าวแล้วละก็ ขั้นตอนที่ 8 สโลแกนต้องติดปากผู้บริโภคก็จะเกิดขึ้นตามมาเองในที่สุด ทั้งนี้ความสมดุลและลงตัวในการใช้ภาษามักเป็นแรงกระตุ้นให้สโลแกนถูกเอ่ยถึง อยู่เป็นประจำ เช่น “AIS ทุกที่ทุกเวลา” หรือ “แมคโดนัลด์ ความสุขล้นเมนู” เป็นต้น
หลายบริษัทต่างเฝ้าค้นหาคำตอบนานแล้วว่าสูตรสำเร็จของการสร้างสโลแกนให้ ติดปากผู้บริโภคแท้ที่จริงควรต้องทำอย่างไร เคล็ดลับความสำเร็จอยู่ที่ไอเดียการสร้างสรรค์และการทำตามหลักวิธีสากลตาม ที่ได้เสนอไปนั่นเอง เพียงเท่านี้การสร้างสโลแกนก็ดูจะไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นเหมือนงมเข็มใน มหาสมุทรอีกต่อไป

เคล็บลับตั้งสโลแกนให้ติดปาก

เคล็บลับตั้งสโลแกนให้ติดปาก


จำง่ายและสื่อความหมายไว้ก่อน
 ที่มา http://incquity.com/articles/marketing-boost/slogan
 คนทำธุรกิจต่างก็อยากให้ บริษัทของตนเองมีชื่อเสียง เมื่อพูดชื่อแล้วแล้วใครๆ ก็รู้จัก และที่สำคัญคือเป็นชื่อแรกที่ทุกคนนึกถึงเวลาพูดถึงสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ หนึ่งๆ นอกจากทำสินค้าให้มีคุณภาพและติดตลาดแล้ว การมีสโลแกนสั้นๆ จำง่ายขึ้นใจ ยังเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจของเราเป็นที่จดจำในตลาดอีกด้วย

10 ข้อที่สโลแกนต้องมี

สโลแกนต้องสะท้อนลักษณะเด่นที่ฟังดูเป็นไปได้ของธุรกิจ
  • จำง่าย ได้ยินแล้วพูดซ้ำได้เลย
  • เรียบและสั้น สโลแกนยาวเกินไปก็จำยาก เอาสั้นๆ ให้กระชับและได้ใจความ ไม่ควรเกิน 10 พยางค์
  • สื่อความหมาย ต้องมีสิ่งที่บอกว่าเป็นธุรกิจเกี่ยวกับอะไร
  • แตกต่าง แสดงให้เห็นว่าเราแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่นอย่างไร
  • แสดงด้านบวก ฟังแล้วเกิดความรู้สึกดีต่อแบรนด์
  • มีเอกลักษณ์ อย่าไปลอกคนอื่น หรือใช้คำซ้ำซาก
  • เฉพาะเจาะจง ระวังประโยคที่ดูกว้างเกินไปจนผู้ฟังอาจไม่รู้ว่าธุรกิจของเราเกี่ยวกับอะไร
  • โดดเด่น สะดุดตาสะดุดหูจนต้องหยุดอ่านหรือหยุดฟัง
  • จูงใจ ทำให้คนเชื่อในสิ่งที่นำเสนอ
  • น่าเชื่อถือ สะท้อนลักษณะเด่นที่ฟังดูเป็นไปได้ เช่น คำสัญญา คุณสมบัติพิเศษ

อะไรที่ทำให้เราแตกต่างจากคู่แข่ง และคำมั่นสัญญาที่จะให้กับลูกค้าคืออะไร
เมื่อรู้แล้วว่าสโลแกนที่ดีต้องเป็นอย่างไร ก็มาถึงขั้นตอนการลงมือทำ อย่างแรกคือการเจาะจงกลุ่มตลาดที่เป็นกลุ่มหลักของธุรกิจ ตอบโจทย์ให้ได้่ว่าอะไรที่ทำให้เราแตกต่างจากคู่แข่ง และคำมั่นสัญญาที่จะให้กับลูกค้าคืออะไร หลังจากนั้นก็ระดมความคิดเพื่อหาประโยคที่สะท้อนบุคลิกลักษณะของธุรกิจให้ มากที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องสื่อสารว่าเป็นธุรกิจเกี่ยวกับอะไรไปพร้อมๆ กันด้วย หรือถ้าไม่อยากทำเองก็สามารถจ้างมืออาชีพแทนได้ อย่าลืมว่าสโลแกนที่ดีจะต้องบอกให้คนรู้ว่าเราคือใคร ทำอะไร และน่าสนใจอย่างไร
อย่าลืมนำสโลแกนที่คิดได้ไปทดสอบดูปฎิกิริยาของผู้ฟัง ลองให้เพื่อนหรือครอบครัวแสดงความคิดเห็นว่าเมื่อได้ฟังแล้วพวกเขาจำได้ไหม ฟังแล้วดูน่าเชื่อถือหรือไม่ จากนั้นก็นำสโลแกนไปผูกติดกับโลโก้หรือการประชาสัมพันธ์ทางการตลาดอื่นๆ เพื่อให้คนจำได้และนึกถึงบริษัทเราทุกครั้งที่ได้ยิน

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

วิธีการและแนวทางในการลงทุน ของ ปีเตอร์ ลินซ์ วิธีการและแนวทางในการลงทุน

วิธีการและแนวทางในการลงทุน ของ ปีเตอร์ ลินซ์   วิธีการและแนวทางในการลงทุน


ที่มา http://nidaitmcontest2.org/article/ar-NIDAITM-CONTEST2-SET10.html
อันดับแรก เปิดหูเปิดตาให้กว้างเพื่อรับฟังแนวคิดใหม่ๆ
แนวคิดหลักของลินซ์คือ เราสามารถเลือกลงทุนได้จากสิ่งรอบตัวเรา เช่นถ้าเราเลือกที่จะสนใจในสิ่งที่เรารู้และเข้าใจอยู่แล้ว อาจจะเป็นร้านอาหาร ร้านค้า หรือแม้แต่การสังเกตเพื่อนบ้านที่กำลังถอยรถใหม่ออกมา หรือเห็นโรงงานข้างทางกำลังขยายโรงงาน สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นตัวช่วยให้เราเลือกลงทุนกับบริษัทเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม.

แหล่งข้อมูลที่คุณสามารถหาได้ดีที่สุด :
งานของคุณ ซึ่งมันทำให้คุณคุ้นเคยกับธุรกิจ และคุณสามารถเข้าใจลูกค้า และผู้ขายวัตถุดิบอยู่แล้ว เช่นหากคุณเป็นแพทย์ คุณจะเข้าใจโรงพยาบาล เข้าใจผู้ป่วย และบริษัทเวชภัณฑ์ ว่าเขาทั้งหมดต้องการอะไร และโรงพยาบาล และบริษัทเวชภัณฑ์สามารถสนองความต้องการของผู้ป่วยได้หรือไม่
งานอดิเรกและ การพักผ่อนของคุณ เช่นกีฬาที่เล่น สถานที่ที่เล่น ห้างสรรพสินค้าและสินค้าที่คุณ และเพื่อนๆของคุณนิยมซื้อกัน
ครอบครัวของคุณและของเพื่อนฝูง พวกเขาก็จะมีงานและงานอดิเรกของเขาซึ่งคุณสอบถามข้อมูลจากเขาได้
การสังเกต และประสบการณ์ของคุณที่มีต่อบริษัทที่คุณรู้จัก

อันดับที่สอง จัดหมวดหมู่ความคิดของคุณ
บริษัทต่างๆสามารถจัดประเภทได้ 6 ประเภทหลักๆ ดังนี้

  1. ประเภทอุ้ยอ้าย (Slow growers) การเติบโตของกำไรจะสุงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเล็กน้อย ประมาณ 2-4% ต่อปี
  2. ประเภทแข็งแกร่ง(Stalwarts) บริษัทที่ดีมีอัตราการเติบโตประมาณ 10-20% ต่อปี - 
  3. ประเภทโตเร็ว (Fast growers) บริษัทเล็กๆที่มีอัตราการเติบโตที่สูงมากประมาณ 20 -25% ต่อปี
  4. ประเภทขึ้นลงตามวัฎจักร (Cyclicals) บริษัทที่กำไรขึ้นลงตามสภาวะเศรษฐกิจ -
  5. ประเภทเริ่มฟื้นตัว (Turnarounds) บริษัทที่ประสบปัญหา แต่มีสัญญาณแห่งการฟื้นตัวที่ชัดเจน
  6. ประเภทสินทรัพย์แฝง (Asset plays) บริษัทที่ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าของสินทรัพย์ หรือมูลค่าตามบัญชีที่เราทราบแต่อีกหลายคนในตลาดยังไม่ทราบ เช่นที่ดินที่มีอยู่อาจมีมูลค่าสูงมาก ในบริษัทประกันภัยที่ตั้งสำรองเงินประกันสูงๆ
ที่มา : One Up on Wall Street, P Lynch, 1989

ใช้ความพยายามที่มีอยู่ในการหาหุ้นประเภทโตเร็ว เพราะหากซื้อที่ราคาที่เหมาะสมอาจทำให้เราได้รับผลตอบแทนสูงถึงสิบเท่าตัว นอกจากนั้นให้มองหาหุ้นประเภทกำลังฟื้นตัว และบางครั้งควรเป็นประเภทมีสินทรัพย์แฝง. อย่าถือเงินสด ทางที่ดีคือนำเงินสดที่เหลืออยู่ไปลงทุนในหุ้นประเภทที่แข็งแกร่ง(Stalwarts) เพราะคุณจะไม่พลาดเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น หลีกเลี่ยง หุ้นประเภทอุ้ยอ้าย(กำไรน้อยเกินไป) กับหุ้นประเภทขึ้นลงตามวัฎจักรที่กำลังแย่ลง

อันดับที่สาม สรุปเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับบริษัทที่เลือกได้

เหตุผลที่สนใจในบริษัทนี้
อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้บริษัทนี้ประสบความสำเร็จ
อุปสรรคที่จะทำให้บริษัทล้มเหลวได้ ต้องแน่ใจว่าเรื่องราวเกี่ยวกับบริษัทนั้น ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ถูกต้อง เชื่อถือได้ และสามารถจัดลงในประเภทดังที่กล่าวมาแล้ว ตัวอย่างคำถามง่ายๆที่ควรจะถามตัวเองเสมอเช่น"ถ้าบริษัทนี้จัดเป็นประเภทโตเร็ว แล้วสิ่งใดเป็นตัวที่ทำให้มันเติบโตอย่างต่อเนื่อง?
อันดับที่สี่ ตรวจสอบตัวเลขที่สำคัญ Fourthly, check the key numbers.
ถ้าคุณสนใจในสินค้าและบริการใดในบริษัท ให้ตรวจสอบว่ายอดขายต้องมากเท่าไรจึงจะสามารถมีกำไรในจำนวนมากได้ (ตรวจสอบ Profit Margin)
ให้ความสำคัญกับบริษัทที่อัตราส่วน P/E ต่ำกว่าอัตราการเจริญเติบโตของกำไรต่อหุ้น (ให้ตรวจสอบ PEG)

ให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีเงินสดจำนวนมากพอที่จะทำให้ธุรกิจแข็งแกร่ง
ให้ระวังบริษัทที่มีหนี้สินต่อทุนสูง(D/E หรือ Gearing สูง) โดยเฉพาะหนี้ที่มาจากวงเงินเบิกเกินบัญชี ซึ่งจะต้องจ่ายเมื่อถูกทวงถาม ซึ่งไม่เหมือนกับหุ้นกู้ที่มีระยะเวลากำหนดแน่นอน(ถ้าเป็นหนี้ชนิดหุ้นกู้จะดีกว่าเพราะตราบใดที่ยังจ่ายดอกเบี้ยได้ เจ้าหนี้จะเอาเงินคืนก่อนกำหนดไม่ได้) หากเป็นบริษัทประเภทแข็งแกร่งหรือโตเร็ว ให้เลือกบริษัทที่มีกำไรก่อนภาษีสูงๆ หากเป็นบริษัทประเภทเริ่มฟื้นตัว ให้เลือกบริษัทที่ราคาต่ำแต่มีศักยภาพที่จะกลับมาสูง.
อันดับที่ห้า ไม่ต้องไปสนใจการขึ้นลงของตลาด ให้ใช้เหตุผลในการซื้อขายเท่านั้น
จำไว้เสมอว่า กำไรขาดทุนที่จะได้รับไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจโดยรวมแต่จะขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะของธุรกิจที่บริษัทดำเนินการอยู่ ดังนั้นไม่ต้องไปสนใจการขึ้นลงของตลาดหุ้น .

ซื้อหุ้นเมื่อแน่ใจในเหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง ที่ราคาที่เหมาะสม ลงทุนเต็มที่ตลอดเวลา
ขายหุ้นประเภทแข็งแกร่ง เมื่อ PEG สูงประมาณ 1.2 - 1.4 หรือเห็นแนวโน้มว่าการเติบโตเริ่มลดลง
ขายหุ้นประเภทโตเร็ว เมื่อเห็นสัญญาณว่าจะไม่มีทางขยายการลงทุนได้อีกแล้ว หรือการขยายกิจการนั้นเริ่มทำให้การขยายตัวลดลง หรือเมื่อ PEG สูงประมาณ 1.5 - 2.0
ขายหุ้นประเภทมีสินทรัพย์แฝง เมื่อมีการซื้อกิจการเกิดขึ้น หรือเมื่อกิจการขายสินทรัพย์ได้ต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็น





วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ยืดอายุโลกด้วยเศรษฐกิจพอเพียง

ยืดอายุโลกด้วยเศรษฐกิจพอเพียง      


รหัส : CMT-5007
21/8/12
“เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่ทฤษฎีสำหรับคนจน” 
“เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาในการดำรงชีวิต” 
“เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้รังเกียจกำไร” 
“ปรับชีวิตสู่วิถีพอเพียงคือแนวทางแห่งความยั่งยืน” 
ฯลฯ 
“ผมพูดและบรรยายซ้ำซากอย่างนี้มาไม่รู้กี่ครั้ง 
พูดมา 10 กว่าปี ใครได้ยินแล้วก็ให้ได้ยินอีก” 

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิ ชัยพัฒนา กล่าวประโยคนี้ก่อนนำเข้าสู่สาระของเศรษฐกิจพอเพียง...อีกครั้ง 
ครั้ง นี้เป็นแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ต้องการย้ำให้เห็นว่า การรู้จักคำว่า “พอเพียง” ไม่เพียงแต่เป็นการหยุดกิเลสหรือความอยากของแต่ละบุคคล แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้โลกที่กำลังถูกครอบงำด้วยระบบบริโภคนิยมแบบเกิน ตัว ลามไปจนถึงการมีพฤติกรรมอันน่ารังเกียจอย่างคอร์รัปชั่นที่กำลังแพร่ระบาด อยู่ รู้จักหยุดคิดและปรับตัวสู่ความพอเพียงเพื่อยืดอายุให้กับโลกใบนี้
คน จำนวนมากนอกจากไม่ยอมรับว่าสร้างมลภาวะต่อโลก บางครั้งถึงกับลืมไปเสียอีกว่า ทุกสิ่งที่ตนกระทำล้วนส่งผลต่อโลก ปัญหาที่เกิดจึงไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นตอ
“เรา อาศัยโลกยังชีวิตเรา แต่เรากิน โลกในทุกลักษณะ กินอากาศ แก๊ส สูดหายใจเข้าไปก็ถ่ายคาร์บอนไดออกไซด์ใส่โลก น้ำ ต้นไม้ อาหาร และหนักข้อขึ้นเพราะไม่บริโภคธรรมดาแต่โลภและมักง่าย จะใช้ประโยชน์จากดินแค่จะไถจะพรวนเหนื่อยก็ไม่ทำ ใช้ไฟเผาง่ายดี ทำลายหมด และทำลายเลยไปถึงลูกถึงหลาน” ดร.สุเมธ ยกเหตุการณ์ที่กลายเป็นปัญหามลภาวะทางอากาศที่หลายจังหวัดในภาคเหนือของไทย ต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้มาเปรียบเปรย 

ปัจจุบันโลกมีประชากร 6,400 ล้านคน พฤติกรรมเหล่านี้ยิ่งเกิดขึ้นมากเท่าไรก็ยิ่งเร่งให้โลกแตกดับ หรือเกิด Mass Execution หมายถึงสิ่งมีชีวิตมากกว่า 90% จะดับสูญเร็วเท่านั้น และคนที่ต้องเผชิญกับมหันตภัยก็คือมนุษย์ ซึ่งองค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่า ในอีก 30 ปีข้างหน้า ประชากรของโลกจะเพิ่มขึ้น เป็น 9,000 ล้านคน ซึ่งไม่รู้ว่าประชากรโลกจะอยู่กันสภาพไหนในภาวะที่ทรัพยากร แทบไม่มีโอกาสเพิ่มขึ้นเลยทั้งในแง่ปริมาณ และคุณภาพ
ดร.สุเมธ เล่าว่ามีกลุ่มนักวิทยา ศาสตร์ศึกษาย้อนดูประวัติศาสตร์ของโลกซึ่งเกิดมาแล้วมากกว่า 4,600 ล้านปีพบว่า โลกนี้เคยแตกมาแล้วถึง 4 หน และในหนหลังๆ มีความถี่สูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสิ่งมีชีวิตพัฒนาขึ้นจากสัตว์เซลล์เดียวไปเป็นสัตว์มีกระดูก สันหลัง แม้แต่ในปัจจุบันโลกก็ส่งสัญญาณเตือนอยู่เสมอ ทั้งในรูปแบบพายุ สึนามิ น้ำท่วม ไฟป่า ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสัญญาญเตือนชีวิตที่มาจาก 4 ธาตุพื้นฐาน ดิน น้ำ ลม ไฟ ทั้งสิ้น 
“ถ้าเรายังอยู่แบบไม่ระมัดระวัง ทำไมมันจะไม่มีหนที่ 5 แต่เมื่อรู้จักว่าโลกเป็นมาอย่างไรเราก็ควรจะรู้จักระมัดระวัง” 

จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ในรายงาน Living Planet Report 2010 แสดงข้อมูลไว้ว่า จุดสมดุลระหว่างจำนวน ประชากรทั่วโลกกับทรัพยากรที่โลกเหลืออยู่เกิดขึ้นผ่านไปนานแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2518 และคาดการณ์ไว้ว่าเมื่อถึงปี 2573 และปี 2593 การบริโภคที่เพียงพอต่อความต้อง การของประชากรโลกจะต้องมีทรัพยากรเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และ 2.8 เท่า ตามลำดับ
 “หมาย ความว่าเราต้องมีโลก 2 ใบ หรือเกือบ 3 ใบถึงจะพอให้มนุษย์กินอยู่อาศัย จากข้อมูลตอนนี้มนุษย์เราก็บริโภคเกินจากทรัพยากรที่มีอยู่ 1.5 เท่า อย่าว่าแต่อาหารเลย คนในบางมุมโลกไม่มีแม้กระทั่งน้ำสะอาดจะดื่ม” 

การบริโภคทรัพยากรของมนุษย์ที่เป็นอยู่ เข้าหลักการมือใครยาวสาวได้สาวเอา ระดับการบริโภคขึ้นอยู่กับระดับการพัฒนา ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งบริโภค เป็นผลมาจาก พื้นฐานความเชื่อในการพัฒนาและระบบเศรษฐกิจที่ยึดถือกันมาตลอด โดยเฉพาะความเชื่อในระบบการค้าการลงทุนที่เน้นกำไรสูงสุดของระบบทุนนิยม 

“พฤติกรรมของคนไม่ว่าที่ไหน ยิ่งรวยยิ่งกินเยอะ ถ้าแบ่งโซนก็จะเห็นว่าประเทศเจริญแล้วอย่างชาติฝรั่งบริโภคมากกว่าเรา 2.8 เท่า ในเอเชียเฉลี่ยออกมายังอยู่ในระดับพอดี แต่ในแอฟริกาทรัพยากรก็ไม่พอบริโภค ถ้าเราเปลี่ยนระบบความเชื่อนี้เสียใหม่ เปลี่ยนตัวชี้วัดใหม่ บริหารจัดการให้เกิดภาวะที่สมดุลขึ้น ก็จะช่วยยืดอายุของโลกได้” 

ดร.สุเมธอธิบายว่า ในอดีตถึงปัจจุบันองค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ล้วนพัฒนาโดยใช้ความรู้เพื่อสร้าง อำนาจ สร้างเงินใช้ความร่ำรวยเป็นตัววัด ซึ่งเป็นต้นเหตุที่นำไปสู่การบริโภคเกินตัว เกิดการแข่งขันแก่งแย่ง และส่งผลต่อการทำลายและใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย กลายเป็นตัวเร่งให้เกิดมลภาวะ ภัยพิบัติ และปัญหาสังคม 

“ถ้าทำธุรกิจโดยไม่มองว่าจะทำอยู่ได้นานเท่าไร คอยแต่ถามว่าวันนี้รวยเท่าไร ใช้ทรัพยากรอย่างมโหฬาร ทำลายโลกเสร็จแล้วพอประชุมกันเพื่อหาทางแก้ ประเทศมหาอำนาจก็ไม่เคยลงนามร่วมแก้ไขอย่างจริงจัง แต่เลี่ยงที่จะให้ประเทศกำลังพัฒนาเป็นผู้ลดมลพิษนั้นแทน แล้วประเทศเหล่านี้ก็ตื่นเต้นที่ได้เงินมาปลูกต้นไม้ขายคาร์บอนเครดิต แต่สำหรับโลกไม่ได้รับการดูแลที่ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะโลก ฝั่งที่ยังเร่งผลิต ก็ยังเผาทำลายกันต่อไปเหมือนเดิม” 
แต่ เมื่อภัยธรรมชาติคุกคามมนุษย์หนักขึ้น ทำให้โลกเกิดกระแสใหม่แทรกเข้ามา เป็นความหวังของการยืดอายุให้โลกนี้อยู่ได้นานขึ้น มนุษย์จำนวนหนึ่งเริ่มตระหนักแล้วว่า ต่อให้รวยแค่ไหนแต่ถ้าไม่มีโลกที่สวยงามให้อาศัย ชีวิตมนุษย์ก็คงหาความสุขไม่ได้
ใน เมืองไทยถือว่าโชคดีอย่างยิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงกระแสที่ว่านี้ได้ง่าย มาก เพียงแค่เรียนรู้หลักการของเศรษฐกิจ พอเพียง ที่มีคนจำนวนไม่น้อยนำไปใช้จนเห็นผลเป็นรูปธรรม เป็นชีวิตทางเลือกที่พิสูจน์ได้จริงมาแล้วทั้งในระดับบุคคลและในองค์กร ธุรกิจขนาดใหญ่ 

ถ้าจะอธิบายในหลักสากล กระแส แห่งอนาคตที่กำลังมาแทนที่ระบบทุนนิยมที่ส่งเสริมให้คนบริโภคเกินตัว คือหลักการที่ใช้ GCK (Goodness Culture Know-ledge) เป็นตัวนำ หรือเปลี่ยนการใช้สติปัญญาความรู้เพื่อสร้างอำนาจและความร่ำรวย ไปใช้สร้างความดีและดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมแทน
 “GCK ไม่พูดเรื่อง GDP เลย แต่พูดถึง GNH (Gross National Happiness) วัดกันที่ความสุข ใช้เศรษฐกิจแบบพึ่งพาตัวเองในเบื้องต้น อนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น อนุรักษ์และหวงแหนทรัพยากรเป็นกระแส เล็กแต่สวย ที่พาเราย้อนกลับไปสู่สมดุลของธรรมชาติ เป็นแนวทางเดียวกับที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเรามาแล้ว 2,555 ปี จากหลักธรรมะที่ให้มีเหตุ มีผล มีภูมิคุ้ม กัน ไม่ประมาท และรู้จักประมาณตน” 

หากนำการประมาณตนทางธรรมะ มาเทียบกับหลักบริหารก็จะพบว่า การประมาณหรือประเมินตนก็เหมือนกับหลักการเบื้องต้นในการเริ่มต้นธุรกิจ หรือที่เรียกว่า Corporate Assessment นั่นเอง 

“เพราะฉะนั้นใครผู้ใดที่บอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับคนยากจน เลิกคิดเสียทีเถิด ดวงตาเห็นธรรมบ้าง หลักธรรมะใช้ได้หมดแม้กระทั่งเศรษฐี ถ้าเข้าใจ หลักการนี้ ยังทำให้ลดความอยาก ลดอะไร ต่างๆ รวมทั้งลดการทุจริตคอร์รัปชั่นลงได้ ด้วย เพราะจะเริ่มมีสติรู้ตัวว่า จะสะสมไปทำไม จะบริโภคเกินไปทำไม ถ้าคิดไม่ออกให้นึกถึงโรคเศรษฐีที่เป็นกัน ส่วนมากก็เป็นโรคจากบริโภคเกินทั้งนั้น หัวใจ ความดัน เบาหวาน สุดท้ายก็ถูกหมอบังคับ ให้ลดทุกอย่าง มีเงินก็กินไม่ได้ แล้วทำไมเราไม่เริ่มลดจากตัวเองเสียตั้งแต่ต้น ลดความอยาก ตัดกิเลส ประเมินตน และรู้ที่จะพอเพียง” 
ดร.สุเมธ ยกตัวอย่างบริษัทปูนซิเมนต์ ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี บริษัทที่มีสินทรัพย์กว่า 4 แสนล้านบาท เป็นตัวอย่างองค์กรของไทยที่ปรับเปลี่ยนแนว คิดการบริหารองค์กรจากเดิมใช้หลักทุน นิยมเต็มตัวต้องเติบโตสูงสุด กวาดซื้อทุกบริษัทที่ขวางหน้าเพื่อทำกำไร สุดท้ายปรับมาใช้หลักการของเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหาร 

พ.ศ.2539 ก่อนฟองสบู่แตกจากวิกฤติต้มยำกุ้ง เอสซีจีขาดทุนประมาณ 4.8 หมื่นล้าน ดีที่ตั้งสติได้ หันกลับมาตรวจสอบและประเมินองค์กรเสียใหม่ หาความถนัดที่แท้จริงของตัวเองก่อนจะค่อยๆ ตัดขายบริษัทที่ไม่ถนัดออกไป จาก 200 บริษัท หายไปประมาณ 50 บริษัท เหลือไว้แต่ธุรกิจหลัก 

“เอสซีจีเป็นตัวอย่างที่เห็นชัดที่ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงแก้ปัญหา เศรษฐกิจ พอเพียงเก่งอะไรทำอย่างนั้น เก่งอย่างทำอีกอย่าง เจ๊ง พอขายธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักไป ผอมลงไป 1 ใน 4 แต่ปรากฏว่าแข็งแรงขึ้น ทำกำไรได้ทุกจุดเลย 4-5 ปีถัดมา ลบตัวแดง 4.8 หมื่นล้านหายไปหมด ถัดมาอีก 7-8 ปี ทำกำไรสูงสุดในรอบ 35 ปี แปลกไหม แม้เศรษฐกิจไม่ค่อยดีเท่าไร แต่ยังแข็งแรง ไม่ต้องโตสูงสุดแต่โตได้ทุกปี” 

ดร.สุเมธเปรียบเทียบว่า เอสซีจีก็เหมือนกับปราชญ์ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่เริ่มต้นจากการเป็นหนี้สินแล้ว ปลดหนี้ได้หลังจากหันมายึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และอยู่อย่างพอเพียงจนถึงร่ำรวยด้วยสินทรัพย์ในที่ดิน ซึ่งมีความสมดุลของธาตุ ทั้งสี่อย่าง ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เหมาะกับการ ดำรงชีวิตอย่างมีความสุข 

“เพราะฉะนั้น ถ้าใช้คำว่าพอประมาณ มีเหตุ มีผล มีภูมิคุ้มกันแล้ว ไม่ใช่จน ย้ำอีกที แต่มันรวยอย่างยั่งยืนและมีชีวิตสมดุลมั่นคง” 

ถึงบรรทัดนี้ จากตัวอย่างที่พิสูจน์มาแล้ว ภัยธรรมชาติที่หลายคนเห็นมากับตาด้วยตัวเอง คงเป็นเครื่องตอกย้ำความเชื่อได้ดีว่า การบริโภคเกินพอดีนอกจากไม่ส่งผลดีต่อโลกซึ่งสุดท้ายภัยก็จะย้อนมาถึงมนุษย์ แถมระหว่างทางของความโลภยังเป็นตัวกระตุ้นการคอร์รัปชั่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ ได้ เพราะยิ่งหากินแบบธรรมดาภายใต้ทรัพยากรที่ลดลงทุกวันยากขึ้น การทุจริตคอร์รัปชั่นก็มีแต่จะเพิ่มขึ้น แต่ทาง ออกสำหรับปัญหาอาการ “อยากจนเกินพอดี” ถ้าเปลี่ยนมาใช้ “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นตัวแก้ ก็ยังพอเห็นหนทางยืดอายุโลกและมนุษย์ออกไปได้อีก 
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ขอบคุณแหล่งข้อมูล : นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา  กุมภาพันธ์ 2555  บทความโดย  ปิยาณี รุ่งรัตน์ธวัชชัย

คาร์ล ไอคาห์น “เจ้าแห่งนักล่าบริษัท” ตอนจบ


คาร์ล ไอคาห์น “เจ้าแห่งนักล่าบริษัท” ตอนจบ


สวัสดีครับ เพื่อนๆ  พี่ๆ เฟสบุ๊ค
เมื่อวานเราคุยกันถึงเรื่อง  “นักลงทุน” ประเภท “นักล่าบริษัท”
ซึ่งจะไม่เหมือน “กูรูนักลงทุน” สายวีไอ หรือ นักลงทุนที่เน้นคุณค่า
ที่จะลงทุนในบริษัทชั้นยอด และถือหุ้นเป็นเวลานานๆ
แต่ “คาร์ล ไอคาห์น”  อาจไม่ใช่นักลงทุน  และเขาอาจเป็นเพียง “นักล่าบริษัท”
วันนี้ขอเสนอ     ตอน  คาร์ล ไอคาห์น  “เจ้าแห่งนักล่าบริษัท”  ตอนจบ



ก่อนอื่น ขอเล่าเรื่องในตอนที่ 1 ซักหน่อยคร้าบ…
ไอคาห์น   เริ่มทำงานในวอลล์สตรีท ในปี 1961
ในปี 1968   เขาก็ตั้งบริษัทของตนเอง  และเริ่มต้น “ล่าบริษัท”
บริษัทที่เขาไปซื้อ  เช่น  RJR Nabisco, Western Union
Marvel Comics  เจ้าของการ์ตูน  Spider Man
และ  Time Warner  เจ้าของนิตยสารชื่อดัง “TIME”   เป็นต้น



หากนึกภาพการทำงานของ คาร์ล ไอคาห์น  ไม่ออก…..
ก็ให้นึกถึง  คนที่ชื่อว่า… “GORDON GEKKO”  ในภาพยนต์เรื่อง “Wall Street”
ที่แสดงโดย ไมเคิล ดักกลาส….
ซึ่ง GEKKO  ในเรื่อง  จะแสดงเป็น “เศรษฐี..นักล่าบริษัท”
ที่พยายามรวบรวมเสียง “ผู้ถือหุ้นรายย่อย” 
เพื่อให้ปลด..บรรดาผู้บริหารของบริษัทเป้าหมาย



จากนั้นเขาจะเข้าไปครอบงำบริษัท
และแยกธุรกิจบริษัทเป็นเสี่ยงๆ นำไปขายเพื่อให้ได้..กำไรมหาศาล
สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ….
GECKO  เป็นเพียงตัวละครในภาพยนตร์
แต่ ไอคาห์น เป็นเรื่องจริงๆ…  ที่ไล่ผู้บริหารจริงๆ  และครอบงำบริษัทจริงๆ



ไอคาห์น  วางแผนจ้องเขมือบ  “ยาฮู”  (Yahoo !)
“ยาฮู” ทำธุรกิจเป็นเว็บไซต์ในการค้นหาข้อมูล ซึ่งเคยเป็นอันดับ 1 ในตลาด
และก็ตกลงมา…  หลังจากถูก “กูเกิล” เข้ามาแข่งขันและแย่งตำแหน่งผู้นำตลาดไป
อนาคตของ “ยาฮู” จึงดูมืดมน  และมีแนวโน้มว่าจะ “แย่” ลงทุกวัน
ปลายปี 2007 เริ่มมีข่าวว่า “ไมโครซอฟท์” ยักษ์ใหญ่ทางด้านซอฟท์แวร์ของโลก
ให้ความสนใจในการซื้อหุ้นของ “ยาฮู”  



จึงทำให้ ไอคาห์น เริ่มเข้ามาเก็บหุ้น “ยาฮู”
โดยเขาเริ่มเก็บที่ราคา 25 ดอลลาร์ต่อหุ้น และซื้อไว้สูงถึง 69 ล้านหุ้น
คิดเป็นเงินก็คือ 1,725 ล้านดอลลาร์
โดยหวังว่า เขาจะได้กำไรเป็นเท่าตัว
ถ้าดีลที่ ไมโครซอฟท์ จะซื้อ ยาฮู ประสบความสำเร็จ



ทุกอย่างดูเหมือนว่า “ความฝัน” ของไอคาห์น จะราบรื่น
เมื่อ ยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ ประกาศขอซื้อ “ยาฮู”
เป็นเงินมูลค่าสูงถึง 4.46 หมื่นล้านดอลลาร์
แต่แล้ว…เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น



เจอร์รี่ หยาง (Jerry Yang)  อดีตผู้ก่อตั้งบริษัท “ยาฮู”
ซึ่งเป็น CEO ของยาฮูอยู่ในขณะนั้น
ประกาศปฏิเสธคำขอซื้อ “ยาฮู” จากไมโครซอฟท์  อย่างสิ้นเชิง
และทำให้ความฝันของไอคาห์นที่จะฟันกำไรก้อนมหึมา..
หากดีล 4.46 หมื่นล้านดอลลาร์ครั้งนี้..สำเร็จ
กลับกลายเป็น “ฝันร้าย”  พร้อมกับราคาที่ตกต่ำลงทันทีของหุ้น “ยาฮู”



นอกจาก การซื้อขาย “บริษัทยาฮู” จะไม่ประสบความสำเร็จแล้ว
ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของไอคาห์น  ตามมาอีกมากมาย
หลายข่าวโจมตีไอคาห์นว่า…
ไอคาห์น….  ชอบทำตัวเป็นผู้นำในการโน้มน้าวผู้ถือหุ้นให้ออกเสียงเลือกกรรมการบริหารยาฮูชุดใหม่
ไอคาห์น….  เคยเข้าไปเจรจากับซีอีโอไมโครซอฟท์ด้วยตัวเองหลายครั้ง
ซึ่งก็ยิ่งสร้าง “ความโกรธแค้น” ให้แก่ไอคาห์น เพิ่มเป็นทวีคูณ



จากนั้นมา ไอคาห์น…ก็เริ่มปฏิบัติการ “แก้แค้น” ขึ้น
เขาประกาศว่า เขาเป็นผู้ถือหุ้นยาฮูรายใหญ่ ที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจยกเลิก “การขายยาฮู”
และยังประกาศเป็นตัวแทนในการเคลื่อนไหวเพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นยาฮู
ตามมาด้วยการประกาศขายหุ้นยาฮูจำนวน 12.7 ล้านหุ้น
เพื่อเป็นการแสดง “ความไม่พอใจ” ต่อ “คณะผู้บริหาร” ชุดปัจจุบันของ “ยาฮู”



ในรายงานการขายหุ้นยาฮูของไอคาห์น
ที่เสนอต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯหรือ SEC พบว่า…
ไอคาห์น ขายหุ้นยาฮู 12.7 ล้านหุ้นเกิดขึ้นในการขายต่อเนื่อง 3 ครั้ง
โดยจำหน่ายไปในราคา 14.74 – 14.93 เหรียญต่อหุ้นเท่านั้น
ไอคาห์นที่ถือหุ้นอยู่ทั้งหมด 69 ล้านหุ้น  ที่ราคาประมาณ 25 ดอลลาร์ต่อหุ้น
ดังนั้น  ไอคาห์น น่าจะขาดทุนรวมทั้งสิ้น สูงถึง 690 ล้านดอลลาร์



ต่อมา  ราคาหุ้นของ “ยาฮู” ก็ตกลงไปอีกเกือบ 50%
และอนาคตของ “ยาฮู”  ก็เริ่มจะมองไม่เห็น “อนาคต” อย่างแท้จริง
จึงทำให้ ไอคาห์น เคลื่อนไหวทุกวิถีทางเพื่อบีบให้ “เจอร์รี หยาง” ต้องลาออกจาก CEO
ในที่สุด  เจอร์รี หยาง ก็ต้องลาออกไปจริงๆ
และทำให้ ไอคาห์น “สะใจ” ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
แต่ก็ต้อง  “ปวดกระดองใจ”  กับเงินที่ต้องสูญเสียไปกับดีลนี้เกือบ “พันล้านดอลลาร์”



กรณี  ไอคาห์น กับ “โมโตโรลา”
ไอคาห์น  ทราบมาก่อนแล้วว่า “กูเกิล” สนใจที่จะซื้อ “บริษัทโทรศัพท์มือถือ”
ไอคาห์น ได้พยายามสืบทุกวิถีทางเพื่อจะรู้ให้ได้ว่า “กูเกิล” อยากซื้อบริษัทไหน?
จนในที่สุดก็รู้ว่า บริษัทที่ “กูเกิล” สนใจมากที่สุดก็คือ  “โมโตโรลา”
เนื่องจาก โทรศัพท์มือถือโมโตโรลา ขาดทุนมาตลอด  และราคาหุ้นก็ต่ำมาก



ไอคาห์น จึงเริ่มซื้อสะสมหุ้นโมโตโรลา…นับจากที่ เขาสืบจนรู้..แน่แล้ว
เขาสามารถสะสมหุ้นโมโตโรลา จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ใหญ่ที่สุดของโมโตโรลา
โดยไอคาห์นสามารถสะสมหุ้นโมโตโรลา ได้สูงถึง 11.36%
และแล้ว…  ในที่สุด “ความฝัน” ของไอคาห์น  ก็เป็นจริง



ในที่สุด กูเกิลก็ประกาศแผนฮุบกิจการผลิตและจำหน่ายโทรศัพท์มือถือของโมโตโรลา
ด้วยเงินลงทุนสูงถึง 12.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.75 แสนล้านบาท
โดยการเข้าซื้อโมโตโรลาจะทำให้….
กูเกิลสามารถควบคุมการผลิตได้ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์อุปกรณ์มือถือ
ไม่ต่างจากแอปเปิล (Apple) ซึ่งสามารถสร้างสรรค์อุปกรณ์ทั้ง 2 ด้าน
จนสามารถครองตลาดสมาร์ทโฟนได้แล้วในขณะนี้



การซื้อ “โมโตโรลา” โดย “กูเกิล” ในครั้งนี้
นักวิเคราะห์ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ว่า…
….ไม่แน่ใจจริงๆว่า  การซื้อครั้งนี้ ถือว่าเป็น…   “ชัยชนะ” ของกูเกิล  หรือไม่ ?
แต่ที่แน่ๆ  การซื้อขายครั้งนี้
ถูกมองว่าเป็นชัยชนะของ….    คาร์ล ไอคาห์น  
ผู้ซึ่งถือหุ้น “โมโตโรลา” อยู่ราว 11.36%   และเขาก็จะ…ได้รับกำไรไปอย่างมหาศาล



และทั้งหมดคือ เรื่องราวของ  คาร์ล  ไอคาห์น  “เจ้าแห่งนักล่าบริษัท”
หลายคนฟังเรื่องนี้แล้ว   อาจรู้สึกเหมือนเดิมว่า….
ไอคาห์น     …เป็นคนเอาเปรียบ 
ไอคาห์น     …เป็นคนขี้โกง 
ไอคาห์น     …และเป็นคนน่ารังเกียจ
แต่ไม่ว่า  เขาจะเป็น  “อะไรก็ตาม”



แต่เรื่องราวของเขา  ก็ได้ “สอน” ให้พวกเรา
……รู้จัก “ด้านมืด” ของการลงทุน
ดังนั้น  จึงอย่ามัวคิดถึงแต่  “ด้านสว่าง” ในการลงทุน เท่านั้น
อาจต้องคิดถึง “ด้านมืด” บ้าง    และ….
เตรียมตัวเผชิญกับ “สิ่งเลวร้าย”   ที่อาจเกิดขึ้นในเร็ววันนี้… ก็เป็นได้


ข้อความนี้ถูกโพสต์ขึ้นโดย :
ที่มา http://www.doctorwe.com/

คาร์ล ไอคาห์น “เจ้าแห่งนักล่าบริษัท” ตอนที่ 1

คาร์ล ไอคาห์น “เจ้าแห่งนักล่าบริษัท” ตอนที่ 1


สวัสดีครับ เพื่อนๆ  พี่ๆ เฟสบุ๊ค
หลังจากที่เราเคยคุยเกี่ยวกับ “กูรูนักลงทุน” ไปหลายคน
ซึ่งส่วนใหญ่เป็น “กูรูนักลงทุน” สายวีไอ หรือ นักลงทุนที่เน้นคุณค่า
ซึ่งก็คือ “นักลงทุน” ที่ลงทุนในบริษัทชั้นยอด และถือหุ้นเป็นเวลานานๆ
แต่วันนี้  ผมจะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับ “นักลงทุน” ประเภท “นักล่าบริษัท”
ในตอน  คาร์ล ไอคาห์น  “เจ้าแห่งนักล่าบริษัท”  ตอนที่ 1



ไอคาห์น เติบโตขึ้นที่เมือง Far Rockaway,  เมืองนิวยอร์ค
เขาจบปริญญาตรีทางด้านปรัชญา ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน
และต่อมาเขาก็ได้เข้าไปศึกษาที่คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค
แต่เขาเรียนไม่จบ..  และไม่เคยคิด..  จะอยากกลับไปเรียน “หมอ” อีกเลย



ไอคาห์น   เริ่มทำงานในวอลล์สตรีท ในปี 1961
ในปี 1968   เขาก็ตั้งบริษัทของตนเอง
โดยใช้ชื่อว่า  “ไอคาห์น แอนด์ โค”
ในปี 1978   บริษัทเขา…ก็เริ่มคิดที่จะเข้าไป “ซื้อกิจการ”



บริษัทที่เขาไปซื้อ  หรือเข้าไป “ครอบงำกิจการ” มีมากมาย เช่น
RJR Nabisco  เจ้าของบุหรี่ยี่ห้อ  “Winston”
Western Union  บริษัทโอนเงินระหว่างประเทศ
Marvel Comics  เจ้าของการ์ตูน  Spider Man
Time Warner  เจ้าของนิตยสารชื่อดัง “TIME”



ในปี 1985    ไอคาห์น ได้เข้าไปซื้อกิจการสายการบิน “TWA”
โดยเขาเข้าซื้อบริษัทในรูปแบบการเป็นปริปักษ์กับ   “เจ้าของเดิม”
ไอคาห์น ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับคนที่ทำธุรกิจกับเขาอยู่บ่อยๆ
เขามีชื่อเสียงในเรื่อง  “การต่อรองอย่างสุดโหด”
และจะทำทุกอย่างเพื่อ “เอาชนะ”   และได้  “กิจการที่เขามุ่งหวัง” มาครอง



ไอคาห์น  มักจะได้สมญานามว่า   “เจ้าแห่งนักล่าบริษัท”
คาดว่า ไอคาห์นมีทีมงานมากกว่า 20 คน
ที่จะช่วยเขาในการแสวงหา  “บริษัทเป้าหมาย”
พร้อมที่จะทำสงครามเพื่อ  “การครอบครองบริษัท”
และพร้อมที่จะทำทุกอย่างให้ได้  “บริษัทเป้าหมาย”  มาครอบครอง



ไอคาห์น  จะวางกลยุทธ์ให้บรรดาลูกน้องของเขาก่อน
โดยมุ่งแสวงหา..
…บริษัทที่บริหารงานแย่ๆ
…บริษัทที่มีราคาหุ้นต่ำกว่า “มูลค่าที่แท้จริง” ของมัน
…บริษัทที่มี  “ราคาหุ้นตกเป็นอย่างมาก” ในช่วงที่ตลาดโดยรวมตกต่ำ



เมื่อทุกคนเริ่ม “ขายหุ้น”   ก็จะเป็นเวลาที่ ไอคาห์น เริ่ม… “ซื้อหุ้น”
วิธีที่  “ไอคาห์น” ใช้   จะไม่เหมือนกับวิธีที่ “คนทั่วไป”  ใช้
เขาจะเริ่มสะสมหุ้นของ “บริษัทเป้าหมาย” อย่างเงียบๆ
และเมื่อเขาสะสมหุ้นจนได้จำนวนมากเพียงพอแล้ว
ไอคาห์น ก็จะแสดงตนเป็น “ผู้ถือหุ้นจำนวนมาก”
และขอสิทธิในการเป็น  “กรรมการบริษัท”



หลังจากที่เขาได้เป็นกรรมการบริษัท แล้ว
ไอคาห์น…  ก็จะเริ่มหาทาง “ถอดถอน”  CEO คนปัจจุบัน
และยังมองไปไกลถึงการถอดถอน  “ผู้บริหารทั้งคณะ”
วิธีการที่ ไอคาห์น มักจะใช้บ่อยๆ นั่นคือ..
“การขู่” ให้ผู้บริหารเหล่านี้ลาออกเองเสียก่อน



หากบรรดาผู้บริหารเหล่านี้ ยังไม่ลาออก
ไอคาห์น ก็มักจะใช้วิธีรวบรวมเสียงของ “ผู้ถือหุ้นรายย่อย”
และพยายามแสดงตนว่า ตนเองเป็น “ตัวแทน” ของบรรดาผู้ถือหุ้นรายย่อย
ออกมากล่าวหาว่า “คณะผู้บริหาร” บริหารงานได้อย่างไร้ประสิทธิภาพ
ไอคาห์น ได้ปลดผู้บริหารมานักต่อนัก ไม่ว่าเรื่องที่กล่าวหาจะเป็น “ความจริง” หรือไม่ ?



ในปี 2006   ไอคาห์นได้บีบ….
Richard Parsons  ซึ่งเป็น CEO ของ Time Warner ออกจากตำแหน่งมาแล้ว
หลังจากทาง Parsons ลาออกจากตำแหน่งไป
ก็ได้นำไปสู่การแยกธุรกิจบางส่วนของ Time Warner ออกมา
และแยกขายออกมา   เพื่อสร้างผลกำไรให้เขา…  อย่างมหาศาล



เรื่องราวของ  “คาร์ล ไอคาห์น” จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ
นักลงทุนสายวีไอ ไม่ว่าจะเป็น วอร์เรน บัฟเฟตต์  หรือ ฟิลิปส์ ฟิชเชอร์
บางคนอาจจะบอกว่า…  “ไอคาห์น…   เป็นคนเห็นแก่ตัว”
บางคนอาจจะบอกว่า…  “ไอคาห์น…   เป็นคนเอาเปรียบ”
บางคนอาจจะบอกว่า…  “ไอคาห์น…   เป็นตัวโกง”



หลายคนอาจนึกถึง  คนที่ชื่อว่า…
“GORDON GECKO”  ที่แสดงเป็นนักล่าบริษัทตัวยง
ในภาพยนต์เรื่อง “Wall Street”  ที่แสดงโดย ไมเคิล ดักกลาส
แต่เรื่องราวของ ไอคาห์น  ที่เรากำลังคุยกันถึงนี้
เป็นเรื่องจริง…    ที่ไม่ใช่ภาพยนตร์



เรื่องนี้…ในวันนี้  ยังคงไม่จบ…
พรุ่งนี้..  เราจะคุยกันต่อในเรื่องของ
คาร์ล ไอคาห์น  “เจ้าแห่งนักล่าบริษัท” ตอนจบ
และเรา…   จะไปดูกันว่า
ไอคาห์น…   เขาจะล่าบริษัทที่เขา “อยาก…ล่า”   อย่างไร ?  


ข้อความนี้ถูกโพสต์ขึ้นโดย :
ที่มา http://www.doctorwe.com