ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลยุทธ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลยุทธ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

นักลงทุนมืออาชีพ กลยุทธในการสร้างความมั่งคั่งของคนยุค GENY

ที่มาhttp://chulakorn.blogspot.com/2012/06/geny.html
มนุษย์ในแต่ละยุคสมัย ย่อมมีวิธีการแสวงหาความมั่งคั่งและเสพสุขกับชีวิตไม่เหมือนกัน
ศตวรรษที่ 21 มนุษย์หลุดพ้นจากขีดจำกัดของการสื่อสารและคมนาคมที่เป็นเครื่องจำกัดการแสวง หาความก้าวหน้าในยุคบรรพบุรุษ ที่เคยทำให้อาชีพข้าราชการและนักการเมืองเป็นที่นิยมยกย่องกัน หากทว่าโลกใบนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่แนวโน้มใหม่ในการสร้างสรรค์ธุรกิจด้วย ตนเอง ทั้งในภาคเศรษฐกิจจริงและในภาคการลงทุน

แม้บางครั้งอาจจะมีความเสี่ยงและได้รับผลตอบแทนไม่เท่ากับเป็นผู้บริหารใน บริษัทขนาดใหญ่ก็ตาม หากสิ่งที่ได้รับคือ อิสรภาพและความภาคภูมิใจ

คนรุ่นใหม่ในยุค GenY ระหว่างอายุ 20-35 ปี กำลังเริ่มต้นสร้างธุรกิจและเป็นนายตัวเองกันอย่างถ้วนหน้า และเครื่องมือหนึ่งในการแสวงหาความมั่งคั่งก็คือ การลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนทางการเงินให้มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ

มนุษย์ในยุค GenY จึงมีแนวโน้มที่จะเป็น “นักลงทุนอาชีพ” โดยศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ควบคู่ไปกับการพัฒนาธุรกิจส่วนตัว โดยหากสามารถสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นเหนือตลาดได้ ก็อาจพัฒนาเป็นธุรกิจการเงินขึ้นมาอีกด้วย

1. ลงทุนให้สอดคล้องกับภาวะตลาด ทั้งสั้น กลาง ยาว ไม่เน้นการซื้อขายรายวัน

การเสพติดความเร็ว เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียของคนยุค GenY ในด้านดีก็คือ การทำงานเกิดประสิทธิภาพ สามารถปรับตัวตามความผันผวนของโลกได้อย่างทันท่วงที หากทว่าในทางร้ายก็คือ เวลาและความละเมียดในการไตร่ตรองครุ่นคิดสร้างสรรค์สูญหายไป

การลงทุนที่อยู่ในยุคออนไลน์ ก็หลีกไม่พ้นที่จะต้องเคลื่อนไหวไปอย่างฉับไวช่นกัน

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ระดับโลกและมีอิทธิพลต่อราคาซื้อขายหลักทรัพย์ใน ประเทศไทย ไม่ได้มียุทธศาสตร์การลงทุนแบบซื้อขายรายวัน หากทว่ามีการกำหนดช่วงเวลาซื้อขายที่ยาวนานพอสมควร อย่างน้อยก็เป็นรายเดือน

มื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเข้ามากระทบ ก็อาจมีการซื้อหรือขายเป็นรายวันที่ผันผวนมาก หากทว่า ปัจจัยพื้นฐานของประเทศย่อมไม่เคยเปลี่ยนไปเพราะเหตุอุบัติเฉพาะหน้า ส่วนใหญ่แล้วความรุ่งเรืองเสื่อมโทรมของประเทศ ย่อมมีสัญญาณบอกเหตุล่วงหน้าก่อนหลายสิบปี ทะยอยสะสมกันจนกระทั่งกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป หรือแม้กระทั่งวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ก็ได้มีสัญญาณบอกเหตุหลายก่อนหน้ามาหลายปี ไม่ใช่พึ่งมาเกิดเพียงเพราะมีข่าวร้ายขึ้นมาฉับพลัน ที่สำคัญข่าวร้ายรุนแรง ก็เป็นผลสะสมของข่าวร้ายก่อนหน้านี้เท่านั้น

นักลงทุนที่ดี จึงมักเลือกลงทุนในประเทศที่กำลังจะมีแนวโน้มที่สดใส แม้ว่าในระยะสั้นจะมีปัญหาอุปสรรคบ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรฉุดรั้งได้ ขณะที่ประเทศซึ่งกำลังเป็นขาลงหรือยังใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าจะเป็นขาขึ้น ก็ย่อมไม่อาจพุ่งทะยานขึ้นมาได้ เพียงเพราะมีข่าวดีมากระทบติดต่อกัน

ตัวอย่างเช่น

ตลาดหุ้นไทยที่ระดับประมาณ 1200 จุด เริ่มมีนักวิเคราะห์ออกมาเชียร์ซื้อกันมากมาย นักลงทุน GenY ที่เคยหวาดกลัวว่าราคาหุ้นจะสูงเกินพื้นฐานก็เริ่มหวั่นไหวคล้อยตาม ยิ่งเห็นราคายกตัวสูงขึ้นตลอด ก็ย่อมรู้สึกปวดร้าวว่าตนเองหวาดระแวงเกินไป จึงทำให้พลาดกำไรไปหลายครั้ง

นักลงทุน GenY จึงเริ่มคิดอยากจะเสี่ยงเข้าไปซื้อขายบ้าง เพราะเชื่อว่าหากนักลงทุนฝรั่งขายออกมา ตนเองก็จะสามารถชิงขายก่อนได้เร็วกว่า ดังนั้น ถึงแม้จะขาดทุนก็คงไม่มากนัก ดีกว่าจะปล่อยให้โอกาสในการทำกำไรหลายรอบก่อนที่ตลาดจะปรับตัวลงต้องหลุดลอย ไป

สิ่งที่นักลงทุน GenY ลืมตัวไปก็คือ นักลงทุนฝรั่งเล่นหุ้นระยะยาว ดังนั้น ราคาต้นทุนของฝรั่งที่ไล่ซื้อขึ้นมาจึงอาจอยู่ที่ประมาณ 1100 จุด ดังนั้นที่ระดับราคานี้ นักลงทุนฝรั่งจะขายเมื่อใดก็ได้ ขายติดต่อกันหลายวันก็ตามแต่ใจของเธอ

การเทขายของรายใหญ่อาจทำให้ราคาตกลงมา เพราะรายย่อยหนีหายได้เร็วกว่า แต่เนื่องจากนักลงทุนฝรั่งได้โยกหุ้นขึ้นลงเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร แล้ว นักลงทุนรายย่อยจึงเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะตัวเองได้เสียโอกาสทำกำไรไปหลายครั้ง จากการที่หุ้นลงมาแล้วไม่กล้าซื้อ

นักลงทุนที่พลาดโอกาสกำไรเหล่านี้ จะเป็นลูกค้าชั้นดีให้ฝรั่งหลอกขายได้ โดยกว่าจะทันรู้ตัว ฝรั่งรายใหญ่ก็ออกจากตลาดไปเรียบร้อยแล้ว

นักลงทุน GenY ที่ยังไม่หยุดซื้อขาย เพราะห่วงกำไรเฉพาะหน้า โดยไม่เข้าใจว่าฝรั่งสามารถจะขายได้ทุกเมื่อ และขายต่อเนื่องกันยาวนาน ก็อาจจะติดหล่มทางจิตวิทยา เมื่อขาดทุนเล็กน้อยก็ไม่อาจตัดใจขายเพราะกลัวจะขึ้นต่อ สุดท้ายเมื่อราคาไหลรูดต่อเนื่อง ก็จะหวาดกลัวและขายไปที่ราคาขาดทุนมหาศาลได้อย่างน่าเสียดายเป็นที่สุด

การลงทุนแบบระยะสั้นของ GenY เป็นสิ่งที่กระทำได้ หากทว่าก็จะต้องมีการกำหนดเป็นช่วงเวลา (Time Period) อย่างต่ำที่สุดก็ 2-3 วัน เพื่อให้เกิดการไตร่ตรองใคร่ครวญถึงแนวโน้มการขึ้นลง ไม่ใช่เป็นการซื้อขายรายวันและหวั่นไหวไปตามกระแสข่าวร้ายดี

ปัญหาสำคัญคือ นักลงทุนย่อมไม่รู้ว่าจุดไหนจะเป็นช่วงเปลี่ยนจากขาขึ้นเป็นขาลง ดังนั้น ในช่วงเริ่มต้นขาขึ้น นักลงทุนจึงไม่ควรที่จะขายหุ้นทั้งหมดทิ้งและเล่นระยะสั้นอย่างเดียว หากควรจะเก็บหุ้นที่มีต้นทุนต่ำไว้เล่นในระยะกลางและระยะยาวด้วย

เมื่อหุ้นเริ่มสูงขึ้น จนกระทั่งเกินขอบเขตที่อยากจะซื้อแล้ว ก็อาจจะแบ่งหุ้นระยะกลางมาขายทิ้งไปบ้าง โดยเมื่อหุ้นลงมาน้อยกว่าระดับราคาที่ขายไปไม่ต่ำกว่า 10 % ก็อาจจะซื้อกลับมา เพื่อไปขายเล่นระยะสั้นในรอบต่อไปที่ระดับราคาสูงขึ้น

หากราคาขึ้นไปต่อเนื่องและยังรับหุ้นระยะกลางกลับคืนมาไม่ได้ ก็อาจนำหุ้นระยะยาวออกมาขายทิ้ง แล้วจึงใช้สูตรเดิมมารับกลับที่ 20% เพื่อจะเก็บไว้เล่นระยะสั้น ในช่วงสุดท้ายก่อนที่จะปรับเป็นขาลง

เมื่อกระทำแบบนี้ได้ นักลงทุนก็จะมีหุ้นที่ต้นทุนต่ำกว่าตลาดไว้เล่นระยะสั้น จึงทำให้เมื่อตลาดปรับตัวเป็นขาลงแล้ว นักลงทุนก็จะสามารถตัดใจขายทิ้งได้อย่างทันท่วงที ไม่ต้องติดหล่มจิตวิทยาของความเจ็บปวดจากการขาดทุนจนกระทั่งไม่กล้า Cut loss เพราะต้นทุนสูงกว่าคนอื่น

เคล็ดลับก็คือ การเว้นช่วงซื้อคืนไว้ที่ 10-20% ที่นอกจากทำให้นักลงทุนได้กำไรเป็นกอบเป็นกำมากขึ้นกว่าการรับคืนแค่ 5 % ยังทำให้นักลงทุนไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของข่าวดีร้ายรายวัน ที่ทำให้ไม่เห็นภาพรวมของการลงทุน

การเว้นช่วงราคาที่ยาวนาน แม้ว่าจะทำให้เสียรอบลงทุนไปบ้าง แต่ก็ช่วยเพิ่มเวลาไตร่ตรองให้มากขึ้น แถมยังได้กำไรจากส่วนต่างราคาที่มากกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยชดเชยรอบลงทุนที่เสียไป

10 % = 2% ของการลงทุน 5 รอบ

ใครที่ไม่เหลือหุ้นต้นทุนต่ำที่เก็บไว้ลงทุนแบบระยะกลางและยาวเลย ก็ไม่ควรที่จะเข้ามาซื้อที่ 1200 จุด เพื่อเล่นระยะสั้นแล้ว เพราะมีคนต้นทุนต่ำกว่าอยู่จำนวนมากที่สามารถขายได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลขาด ทุน

หากว่า ทนรอไม่ไว้แล้ว ก็อาจนำเงินไปลงทุนฝากประจำ 3 เดือน เพื่อกินดอกเบี้ยเล็กน้อยก่อน แล้วค่อยรอเมื่อหุ้นเปลี่ยนเป็นขาลง

ถ้าเกิดว่าหุ้นยังคงทะยานต่อไป ก็อาจเปลี่ยนกลยุทธ์มาลงทุนในหุ้นเติบโตแล้วถือยาวไปเลยก็ได้ แม้ว่าในช่วงสั้นจะไม่ร้อนแรงเหมือนหุ้นใหญ่ แต่ก็มีผลตอบแทนในระยะยาวที่มหาศาลมากกว่าให้ชื่นใจ

2. แบ่งเงินลงทุน 50% เพื่อซื้อหุ้นที่จะขึ้นไป 10 เท่า ภายในเวลา 5 ปี

การลงทุนไปตามกระแสตลาด ข้อดีคือ กำไรได้ทันที เล่นได้หลายรอบ ขาดทุนก็หนีทัน หากทว่าก็ไม่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ในแต่ละรอบ ซ้ำยังมีช่วงเวลาตลาดขาลงที่ไม่เป็นใจ จึงทำให้ผลตอบแทนการลงทุนต้องสะดุดหยุดลงเป็นระยะ

ดังนั้น นักลงทุน GenY จึงต้องมีการแบ่งเงิน 50 % เพื่อใช้ลงทุนในหุ้นเติบโต (Growth Stock) ที่มีแนวโน้มจะขึ้นไปหลายเท่า ในอีกหลายปีข้างหน้า

การลงทุนแบบผสมผสาน 50 : 50 จึงน่าจะดีกว่าการเล่นเพียงแบบเดียว เพราะหากให้นักลงทุนต้องถือหุ้นเติบโตหลายปี คนยุค GenY ที่ชอบความรวดเร็ว ก็จะเหงาหัวใจ ทนไม่ได้ สุดท้าย สุขภาพจิตเสียก็จะต้องขายหุ้นเติบโตทิ้งไป และนำเงินมาเล่นหุ้นตัวใหญ่ (Blue Chip) ทำให้พลาดโอกาสได้กำไรหลายเท่าไปอย่างน่าเสียดาย

หากทว่า การแบ่งเงิน 50 % เป็นเพียงกลยุทธ์ระยะยาวเท่านั้น ในช่วงสั้นเมื่อตลาดหุ้นใหญ่กำลังขึ้น ก็อาจนำเงิน 100% เข้าไปลงทุนเพื่อเก็บกำไรก่อน รอจนกระทั่งเข้าสู่ขาลงแล้ว จึงค่อยทะยอยซื้อหุ้นเติบโต 100% ก็ได้ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้นักลงทุน GenY เผลอใจนำเงินไปเล่นในหุ้นใหญ่ช่วงขาลง ที่อาจทำให้ขาดทุนได้

เมื่อหุ้นกำลังทะยานขึ้นอีกรอบ จากขาลงที่ยาวนาน ก็อาจขายหุ้นเติบโตไป 50% และนำเงินไปซื้อหุ้นใหญ่ที่กำลังทะยาน โดยหากว่าหุ้นเติบโตขึ้นไปด้วย ก็ไม่ต้องไปเสียดาย เพราะหุ้นเติบโตก่อนที่จะขึ้นไปหลายเท่า จะมีการขึ้นลงแบบน่าอึดอัดหลายครั้ง ดังนั้น หากเรามัวแต่เฝ้ารอ ก็จะเซ็งจิต จึงควรนำเงิน 50% ไปทำกำไรก่อน แต่ก็ไม่ควรนำไปทั้งหมด เพราะเราไม่รู้ว่าหุ้นเติบโตจะขึ้นยาวเมื่อไร ซึ่งถ้าราคาขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว เราจะไม่กล้าซื้อตามเข้าไป เพราะกลัวว่าจะขึ้นหลอก สุดท้ายก็จะพลาดโอกาสกำไรครั้งใหญ่ไป

สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ หุ้นเติบโตจะขึ้นแบบหลายเท่า หลังจากอั้นมานาน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากตลาดขาลงครั้งใหญ่ที่ยาวนาน เพราะเป็นโอกาสให้นักลงทุนรายใหญ่เก็บหุ้นเติบโตได้มากเพียงพอที่จะลากราคา ขึ้นไปหลายเท่า

ดังนั้น หากตลาดยังไม่เป็นขาลงแบบเลวร้าย ก็ยังวางใจนำเงิน 100% ไปลงในหุ้นตัวใหญ่ได้ก่อน หากทว่า เพื่อความไม่ประมาทบางคนจะแบ่งเงิน 50% แช่นิ่งถือหุ้นเติบโตไว้เลยกันผิดพลาดก็ไม่ว่ากัน เพราะอย่างน้อยก็มีอีก 50% ไว้เก็บเกี่ยวผลกำไรได้อย่างเพลิดเพลิน

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นเติบโต (Growth Stock) ยังไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก เพราะหุ้นที่มีภาพลักษณ์ดูดี ทำท่าว่าจะมีการขยายธุรกิจอย่างยิ่งใหญ่ มักจะสร้างความผิดหวังให้นักลงทุนอยู่เสมอ

หลักในการเลือกหุ้นเติบโต จึงต้องมองให้ลึกซึ้งกว่าคำพูดที่สวยงาม หากยังควรเจาะลึกไปถึงสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูงกว่า ในราคาถูกกว่าที่คิด ซึ่งแสดงถึงวินัยในการควบคุมต้นทุนและวัฒนธรรมองค์กรที่ล้ำเลิศของบริษัท

หุ้นเติบโตที่ยิ่งใหญ่ จะไม่รีบร้อนเผยแพร่นวัตกรรมเข้าสู่ตลาด หากจะมีช่วงเวลา “ทดลอง” เพื่อให้แน่ใจในคุณภาพ ประสิทธิภาพ และถูกอกถูกใจลูกค้า เมื่อทุกอย่างได้ถูกปรับปรุงให้เข้าที่เข้าทางแล้ว จึงถึงเวลาก้าวกระโดด ซึ่งนั่นคือ ห้วงยามที่นักลงทุนซึ่งอดทนจะได้เห็นผลตอบแทนมหาศาลสมกับที่ตั้งตารอ

3. เลือกการลงทุนที่เรามีความสุข เชื่อใจได้ และไม่ทำให้เจ็บปวดใจ

จุดอ่อนของวิชาจิตวิทยาการลงทุน (behavioral finance) ก็คือ วิเคราะห์ว่ามนุษย์ไม่มีเหตุผลในการลงทุนอย่างไรบ้าง โดยบอกให้มนุษย์แก้ไขด้วยการเป็นคนมีเหตุผล หรือมีสติตื่นตัวเพื่อมองเห็นเหตุผลให้ได้ท่ามกลางความไร้เหตุผล

หากทว่า วิวัฒนาการที่ยาวนานได้ทำให้มนุษย์มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลใด ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาความไร้เหตุผลที่ดีกว่า คือ การเลือกลงทุนในหุ้นที่ไม่ทำให้นักลงทุนเจ็บปวด ในช่วงจังหวะตลาดที่นักลงทุนมีโอกาสได้มากกว่าเสีย

สำหรับนักลงทุน GenY ที่ชอบซื้อหุ้นเติบโต จึงไม่ควรเลือกหุ้นที่มีขนาดเล็กเกินไป เพราะหุ้นเหล่านี้ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ตัวเองมามากพอ แน่นอนว่า การซื้อหุ้นเหล่านี้อาจทำให้กำไรมากกว่าเพราะซื้อตั้งแต่ยังเล็ก แต่ก็มีโอกาสขาดทุนสูงเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อภาวะเศรษฐกิจไม่เป็นใจ หุ้นที่เล็กกว่า ไม่เป็นที่รู้จัก ก็จะกระตุ้นจิตวิทยาความกลัวในหัวใจของนักลงทุน จนกระทั่งต้องขายทิ้ง

ถ้าหุ้นตัวนี้ไม่ผ่านการทดสอบของช่วงเวลาเลวร้าย เราอาจจะรู้สึกดีใจว่าได้ขายทิ้งไปก่อน แต่ภาวะขาดทุนก็ย่อมทำให้เจ็บปวดใจอยู่ดี ซึ่งสุดท้ายอาจส่งผลย้อนกลับทำให้เลิกที่จะเล่นหุ้นเติบโตไปเลย ทำให้เสียโอกาสดีในชิวิตกับหุ้นเติบโตตัวที่ใช่อีกหลายตัวที่จะผ่านเข้ามา

ถ้าหุ้นตัวนี้ผ่านการทดสอบและขึ้นไปหลายเท่า เราก็จะยิ่งเจ็บใจที่ไม่อดทนถือไว้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ามนุษย์มีแนวโน้มหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและความเจ็บปวด ดังนั้น ทางแก้ทีดีกว่า คือ การเลือกหุ้นเติบโตขนาดกลาง ที่ผ่านการพิสูจน์ตัวเองมาระดับหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เรามั่นใจและถือต่อไปได้ผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายเพื่อไปสู่แสง สว่างเรืองรอง

ในส่วนของนักลงทุน GenY ที่ชอบซื้อหุ้นใหญ่ตามการเคลื่อนไหวของตลาด ก็ควรจะเล่นหุ้นในช่วงขาขึ้นมากกว่าขาลง เพราะแม้จะไม่ได้ซื้อหุ้นตั้งแต่ที่ราคาเกือบต่ำสุด และมาขายที่ราคาเกือบสูงสุด แต่ก็จะทำให้มีความเชื่อมั่นในการลงทุนมากกว่า ไม่ต้องเข็ดขยาดกับการขาดทุนยาวนานก่อนจะกำไร เพราะบางทีอาจทนไม่ไหวและเลิกเล่นไปก่อน จึงทำให้พลาดโอกาสการทำกำไรในช่วงขาขึ้น

จุดที่นักลงทุน GenY จะต้องระวังก็คือ เมื่อใดช่วงขาขึ้นจะเปลี่ยนเป็นช่วงขาลง (Turning Point) เพราะการที่นักลงทุนเพลิดเพลินกับกำไรในช่วงขาขึ้น โดยคิดว่าเมื่อเปลี่ยนเป็นขาลงแล้วจะสามารถ Cut Loss ได้ทันท่วงที นักลงทุนก็จะผิดพลาดเพราะลืมคิดไปว่ามนุษย์หลีกเลี่ยงความเจ็บปวด ดังนั้น ในช่วงที่ขาดทุนเล็กน้อย เราจะทนไม่ได้ที่ต้อง Cut Loss ต้องรั้งรอจนกระทั่งบานปลายกลายเป็นขาดทุนมาก เมื่อตลาดถล่มลงมาและผู้คนส่วนใหญ่พากันแห่ขายทิ้ง

วิธีแก้คือ เมื่อหุ้นขึ้นมาสูงแล้ว ก็อาจต้องหยุดพัก แม้ว่าจะมีแนวโน้มขึ้นไปต่อ แต่ก็ไม่ควรเข้าไปเสี่ยง เพื่อจะได้ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องไปติดกับดักของการ Cut Loss โดยการตัดวงจรที่ต้อง Cut Loss ทิ้งไปเลย

แน่นอนว่า การไม่เข้าไปเล่นในบางช่วงเวลา อาจทำให้ได้กำไรน้อยกว่าการเข้าไปเล่นและมีกลไก Cut Loss สนับสนุน หากทว่า การยอมตัดใจจากกำไรในช่วงที่ไม่แน่ใจนี้ ก็จะเป็นการรักษากำไรที่เคยได้ส่วนใหญ่ในช่วงขาขึ้นไว้ ไม่ทำให้กำไรกลายเป็นขาดทุน

การลงทุนก็เช่นเดียวกับธุรกิจ ย่อมมีขีดจำกัดในการเติบโต ไม่ใช่ว่าในเวลาเพียง 1 ปีจะสามารถเติบโตได้ตลอด ย่อมต้องมีช่วงเวลาหยุดพักบ้าง

บางทีช่วงเวลาหยุดพักนี้ นักลงทุน GenY อาจแบ่งเวลาไปใส่ใจในการสร้างธุรกิจ เพื่อผลิตเม็ดเงินไว้ใช้ในการลงทุนครั้งต่อไป ซึ่งจะทำให้นักลงทุนเป็นอิสระในทางการเงินได้เร็วขึ้นกว่าการหมกมุ่นในการลง ทุนเพียงอย่างเดียว

ปล. ความรู้ต่างๆที่ได้หา และที่ได้อ่านมา เรารู้ครับ แต่ยากมากในการเข้าถึงเพื่อปฎิบัติ ซึ่งเป็นพื้นฐานของทุกสิ่งครับ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ใจเป็นสำคัญด้วยครับ  หากเอาชนะใจตัวเองไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะชนะตลาดได้ แล้ววันนี้เป้าหมายหรือเงื่อนไขในการลงทุนของเราไซด์เวย์ไปตามตลาดหรือปล่าว แม้แต่นักเทคนิคก็เคยบ่นกราฟไม่โกหก แต่ไม่เชื่อกราฟเป็นต้น นั่นเพราะใจตัดสินบนอารมณ์ที่สายตามองเห็น...แต่เงื่อนไขและเส้นสายตัดสินมา แล้วบนพื้นฐานข้อมูล  แล้วเราจะแก้ไขกันอย่างไรดีครับ  



credit คุณทองเนื้อเก้า @sinthorn

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

กลยุทธ์ความเร็วของ Zara


กลยุทธ์ความเร็วของ Zara



Positioning Magazine( พฤษภาคม 2549)


กลับสู่หน้าหลัก

Amancio Ortega อาจไม่โด่งดังในโลกแฟชั่นเท่ากับ Calvin Klein, Tomy Hilfiger, Jean-Paul Gaultier หรือ Dolce & Gabbana แต่ที่แน่ๆ คือเขารวยกว่า

Ortega เป็นบุคคลผู้ร่ำรวยเป็นอันดับสองในโลกแฟชั่น โดยเป็นรองเพียง Bernard Arnault เจ้าของ LVMH กลุ่มบริษัทผลิตสินค้าหรูหราที่เรารู้จักกันดีในชื่อ Louis Vuitton และเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในสเปน เขาติดอันดับเศรษฐีพันล้านที่จัดอันดับโดยนิตยสาร Forbes เป็นประจำ ด้วยทรัพย์สินมูลค่ากว่า 9 พันล้านดอลลาร์

Ortega คือผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร Inditex บริษัทแม่ของ Zara เชนร้านแฟชั่นชื่อดังของสเปน เขาเป็นเศรษฐีที่เก็บตัว ไม่เคยให้สัมภาษณ์และเกลียดการถูกถ่ายรูป Zara ของเขาก็มีบุคลิกที่ไม่ต่างกัน สำนักงานใหญ่ของ Zara หาได้อยู่ในกรุง Madrid หรือนคร Barcelona แต่ซ่อนตัวอยู่ห่างไกลที่ Arteixo La Coruna ในเมืองท่า Galician และไม่มีสำนักประชาสัมพันธ์นอกสเปน ส่วนที่มีอยู่เพียงแห่งเดียวใน Arteixo La Coruna นั้นก็หาได้ยอมที่จะเปิดเผยข้อมูลมากนัก

สิ่งที่ต่างจากแบรนด์แฟชั่นส่วนใหญ่อีกประการคือ Zara ไม่เคยส่งตัวอย่างเสื้อผ้าไปถ่ายขึ้นปกนิตยสาร และแทบไม่ใช้จ่ายด้านโฆษณาเลย ในปี 2002 งบการตลาดของ Zara น้อยกว่าร้อยละ 1 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดของบริษัท

แต่ Zara ก็ยังคงเป็นแบรนด์ยอดนิยมอย่างไม่น่าเชื่อ นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1975 ขณะนี้ Zara มีร้านค้าอยู่ทั่วโลก และแบรนด์ Zara ก็เติบโตอย่างรวดเร็วผ่านปากต่อปาก ความลับแห่งความสำเร็จของ Zara คือ การผลิตเสื้อผ้าแฟชั่นคอลเลกชั่นล่าสุดที่ขายในราคาที่หาซื้อได้ และใช้วิธีประยุกต์ดัดแปลงมากกว่าลอกเลียนแบบเสื้อผ้าแบรนด์ดังอย่าง Prada และ Christian Dior และนำออกขายอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้

กลยุทธ์ความสำเร็จของ Zara จึงเป็นเรื่องของความเร็ว และการที่ Zara เป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าทั้งหมดเอง ทำให้ Zara เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ค้าปลีก และสามารถใช้กลยุทธ์ความเร็วได้เร็วกว่าคู่แข่งอย่าง The Gap และ H & M เสื้อผ้าใหม่ๆ จะมาถึงร้านของ Zara ทุกๆ 2-3 วัน ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวในหนึ่งฤดูกาล Zara ผลิตเสื้อผ้ามากกว่า 11,000 แบบในแต่ละปี ซึ่งไม่เพียงทำให้แฟชั่นเสื้อผ้าของ Zara ทันสมัยที่สุด แต่ยังทำให้ลูกค้าต้องแวะเวียนมาที่ร้านอยู่บ่อยๆ เพื่อเช็กว่าพวกเขาพลาดสิ่งใดไปหรือไม่ แม้แต่รองบรรณาธิการนิตยสารแฟชั่นชื่อดังอย่าง Vogue ในอังกฤษยังยอมรับว่า ร้อยละ 70 ของเสื้อผ้าในตู้ของเธอมาจาก Zara

กลยุทธ์ความเร็วยังทำให้บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว และกำลังหาทางขยายตัวออกจากตลาดยุโรปซึ่งครองตลาดไว้ได้แล้ว
ความสำเร็จของ Zara แสดงให้เห็นว่า เราสามารถจะสร้างแบรนด์ระดับโลกได้ ด้วยการให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์แทนที่จะเป็นการส่งเสริมการขาย

ความลับแห่งความสำเร็จของ Zara มีหลายประการคือ การเป็นผู้นำแฟชั่น โดย Zara ถูกกล่าวขานในฐานะที่เป็นเสื้อผ้าแฟชั่นในระดับเดียวกับ The Gap

กลยุทธ์การสร้างความสนใจด้วยการทำตลาดน้อยมาก ในขณะที่แบรนด์ดังๆ ทั่วไปอย่าง Gucci หรือ Rolex กระตุ้นความต้องการด้วยการจำกัดจำนวนสินค้า แต่ Zara ใช้วิธีจำกัดกิจกรรมทางการตลาด และไม่ค่อยออกข่าวกับสื่อ ทำให้ข่าวเกี่ยวกับ Zara ออกมาในรูปของข่าวลือและปากต่อปาก แม้แต่การเปิดร้านสาขาใหม่ยังเป็นความลับจนถึงวันเปิด

การสามารถทำให้ลูกค้าวนเวียนมาที่ร้านของ Zara โดยเฉลี่ยถึง 17 ครั้งต่อปี เนื่องจากการที่ Zara มีสินค้าใหม่ๆ ตกมาถึงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ร้านเสื้อผ้าแฟชั่นทั่วไปในสเปน จะมีลูกค้าแวะเวียนมาเพียงปีละ 3 ครั้งเท่านั้น

Zara ยังว่องไวในการตอบสนองพฤติกรรมของลูกค้า หากเสื้อผ้าแบบใดขายไม่ดีภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ ก็จะถูกถอดออกจากราวทันที และนำแบบใหม่มาโชว์แทน

การมีสินค้าคงคลังต่ำ และใช้งบโฆษณาน้อยมาก ช่วยให้ Zara สามารถรักษาระดับราคาสินค้าในระดับต่ำ ทำให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของสินค้าแฟชั่นหรูๆ ได้ในราคาสบายกระเป๋า และการที่ Zara ผลิตเสื้อผ้าเอง ทำให้สามารถตัดคนกลางออกไปได้ รวมทั้งยังสามารถควบคุมคุณภาพและความเร็วในการวางตลาดสินค้าได้เร็วกว่าคู่ แข่ง

​เจาะตลาด​เสื้อผ้า​ในญี่ปุ่น : ศึกษายุทธศาสตร์​การตลาด​เสื้อผ้า​แฟชั่นของ H&M ​และ ZARA


​เจาะตลาด​เสื้อผ้า​ในญี่ปุ่น : ศึกษายุทธศาสตร์​การตลาด​เสื้อผ้า​แฟชั่นของ H&M ​และ ZARA

ที่มาhttp://www.ryt9.com/s/expd/488244

ข่าว​เศรษฐกิจ กรมส่ง​เสริม​การส่งออก -- จันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2551 14:18:49 น.
ญี่ปุ่น​เป็น​แหล่งกำ​เนิดของ​เสื้อผ้า​แบรนด์ดังจำนวนมาก ​และยัง​เป็นที่รวมของ​เสื้อผ้า​แบรนด์ที่มีชื่อ​เสียงจากทั่ว​โลก ชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก​จึงคุ้น​เคย​และบางรายยึดติดกับ​แบรนด์สินค้า​โดย​ให้​ เหตุผลว่า ​เพราะสินค้ามี​ความทันสมัย คุณภาพดี ​และ​เชื่อถือ​ได้​ใน​เรื่องคุณภาพ ​การ​แข่งขันของสินค้า​แต่ละ​แบรนด์​จึงรุน​แรง ​ทั้ง​การวางขาย​ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ​และ​การ​เปิดร้านขนาด​ใหญ่ ตามศูนย์กลาง​แหล่งรวม​แฟชั่นชั้นนำ​ซึ่งมีอยู่หลาย​แห่ง​ใน​โต​เกียว ​เช่น Ginza; Omote Sando; Tokyo Midtown ​และ Roppongi Hill นอกจากนี้ยังมี​แหล่งขาย​เสื้อผ้า​แฟชั่นที่​เน้นตลาด​เฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ​และวัย​ทำงาน ​เช่น Shinjuku; Shibuya ​และ Harajuku ​เป็นต้น ดังนั้น​เมื่อมี​การ​เปิดตัวของ​เสื้อผ้า​แบรนด์ดังราย​ใหม่ๆ ​จึงมัก​เลือก​เปิด​ในย่านศูนย์กลางหลักๆ ​เหล่านั้น
ภาย​ใต้สภาวะ​เศรษฐกิจถดถอย​และ​ผู้บริ​โภค​ในญี่ปุ่นส่วน​ใหญ่ลด​การ​ ใช้จ่ายสิ่งที่​ไม่จำ​เป็นลง ​แต่กลับพบว่า H&M Hennes & Mauritz ​เสื้อผ้า​แบรนด์ดังจากสวี​เดน สวนกระ​แส​เศรษฐกิจ ​เปิดตัวร้านขายปลีก​เสื้อผ้าขนาด​ใหญ่ภาย​ใต้​แบรนด์ของตน​เอง ​เริ่มจาก​แห่ง​แรก ​เมื่อ​เดือนกันยายนนี้ บนถนน​แฟชั่นของย่านกินซ่า(Ginza) จากนั้น 2 ​เดือนถัดมา​ก็​เปิดสาขาที่สอง​ในย่านฮาราจุกุ (Harajuku) ​และวาง​แผนจะ​เปิด​เพิ่มอีก 2 ​แห่ง ที่ ชิบุยา (Shibuya) ต้นปีหน้า​การปรากฎตัวของ H&M ​ได้สร้าง​ความตื่นตัวของวัยรุ่นหนุ่มสาวอย่าง​ไม่​เคยปรากฎมาก่อน ​เมื่อวัยรุ่น​ทั้งชายหญิงต่าง​เดิทางมาจากทั่วทิศ ​เข้าคิวรอหน้าร้านค้า​เป็น​เวลานานกว่า 30 นาที​ถึง 1 ชั่ว​โมง​เพื่อ​เข้า​ไป​เลือกซื้อสินค้า กระ​แส​ความสน​ใจของลูกค้าที่จะ​เข้า​ไปชม
​และซื้อยังคง​ไม่ถดถอยต่อ​เนื่องนานกว่า 2 ​เดือน​แล้ว นับ​เป็น​แบรนด์​เสื้อผ้าระดับกลางของยุ​โรปรายที่สอง ต่อยี่ห้อ Zara ของส​เปนที่​เข้า​ไปบุกตลาดญี่ปุ่น​เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา​และประสบ​ความสำ​เร็จสูง
​ทั้ง H&M ​และ ZARA ​จึง​เป็นตัวอย่างที่น่าศึกษาว่า ​ทั้งสอง​แบรนด์​ใช้อะ​ไร​เป็นจุดขาย ที่สามารถชนะ​ใจ​ผู้ซื้อ ​ทั้งๆที่ญี่ปุ่น​ก็​เป็นหนึ่ง​ในยุทธจักรของวง​การ​แฟชั่น ​ทั้ง​การออก​แบบ​และ​เทค​โน​โลยี​การผลิต ​ในสถาน​การณ์ที่ตลาด​เสื้อผ้าญี่ปุ่นถูก​แบรนด์ต่างชาติ​เข้า​ไป​ทำ​การ ตลาดอย่างกล้าหาญ ​แต่กลับ​ไม่มี​แบรนด์สินค้าของญี่ปุ่น​เสนอตัว​เข้า​แข่งขัน กับ H&M ​และ ZARA
นัก​การตลาดสินค้า​แฟชั่น​และ​เสื้อผ้า​ในญี่ปุ่น วิ​เคราะห์ยุทธศาสตร์​การตลาดของ H&M ​และ ZARA ว่า​ใช้​เพียงหลักพื้นฐานทาง​การตลาด ​หรือ 4 Ps ​ได้​แก่ Product, Price, Place ​และ Promotion นี่​เอง ​เริ่มจาก
- Product พวก​เขามองว่า ยุคสมัยของ​แหล่งกำ​เนิดของ​แฟชั่นชั้นนำจากปารีส มิลาน ​ได้หมด​ไป​แล้ว​แต่​เป็นคนทั่ว​ไปบนถนนต่างหากที่สร้าง Trend ​ใหม่ๆ ขึ้น ยกตัวอย่าง ​เช่น ย่านฮาราจุกุของกรุง​โต​เกียว ​เดิม​เป็น​แหล่งขาย​เสื้อผ้า ​เครื่องประดับ​และของ​ใช้ของกลุ่มวัยรุ่น บนถนนสาย​เดียวกัน​ก็​เป็นที่ตั้งของร้านสินค้า​แบรนด์ดังของ​โลก ฮาราจุกุ ​จึง​เป็นถนนสาย​แฟชั่นที่สร้าง​เทรนด์​ใหม่ๆ ที่มีคนกล่าว​ถึงกันมากสุด​แห่งหนึ่งของ​โลก ​และ​เป็นที่ที่สินค้า​แบรนด์ดัง​ทั้งหลายต่าง​ก็ติดตาม​แนว​โน้ม​แฟชั่นบน ถนนสายนี้อย่าง​ใกล้ชิด ​เพื่อนำ​ไป​ใช้สร้าง​เทรนด์ของตน​ในฤดูถัด​ไป สิ่ง​เหล่านี้ ​ไม่​ใช่
ของ​ใหม่ ​แต่​เป็นวงจรที่​เกิดขึ้นต่อ​เนื่องมานานกว่า 10 ปี​แล้ว
- ​ความสำ​เร็จของ H&M ​และ ZARA ยังน่าจะ​เป็นผลมาจาก​ความสามารถของบริษัท​ใน​การบริหารจัด​การ ​เรื่อง ​การคัด​เลือกผ้าคุณภาพดี (quality of textiles) ​ใช้​เทค​โน​โลยี​การตัด​เย็บทันสมัย (sewing technology) ​และ​การมี​เครือข่าย (network)​โรงงานตัด​เย็บ​ในต่างประ​เทศที่มีประสิทธิภาพ สิ่ง​เหล่านี้​ก็ล้วน​เป็น​เรื่องที่บริษัทญี่ปุ่น​ก็มี​ความชำนาญ​ไม่​แพ้ ชาติ​ใดๆ ​แต่นัก​การตลาดมองว่า บริษัท​เสื้อผ้าของญี่ปุ่นอาจจะละ​เลย ​หรือ​ให้คุณค่าน้อยต่อพลังสร้างสันที่​เกิดจาก​ผู้ซื้อชาวญี่ปุ่น​เอง
- Price ​และ Place นับ​แต่ปลายทศวรรษที่ 1990 ญี่ปุ่น​เผชิญกับภาวะฟองสบู่​แตก ​ทำ​ให้​เกิดร้านขายสินค้าลดราคาขึ้นหลากหลายรูป​แบบ ​เช่น Discount store, Drug store, Grocery store ผุดขึ้นบนถนนกิซ่า ​เพื่อจับลูกค้ากลุ่มที่​ใช้จ่ายอย่างประหยัด ​เมื่อ​เศรษฐกิจดีขึ้น​ความนิยมสินค้าลดราคา​ก็น้อยลง​ไปด้วย ​ในภาวะที่​เศรษฐกิจ​เริ่มถดถอย กลุ่ม​ผู้ซื้อที่นิยมของถูก​ก็​เริ่มกลับมาอีกครั้ง ​ผู้ขายจำนวนมาก​จึงหันกลับมามองสินค้าราคาถูกอีกรอบหนึ่ง ​ทั้ง H&M ​และ ZARA ต่าง​ก็​เข้าตลาด​ในช่วงจังหวะนี้​ในช่วงที่ H&M ของสวี​เดน​เปิดตัวร้าน​เสื้อครั้ง​แรกที่กินซ่า บริษัท​เสื้อผ้าของญี่ปุ่นกลับหัน​ไป​เปิดสาขาออกตามศูนย์​การค้า​ใหม่ๆ ของชาน​เมือง ​เป็น​เพราะ​ไม่กล้าพอที่จะทดลองสิ่ง​ใหม่ๆ ​ในย่านกลาง​เมือง ที่ที่​เป็นจุด​เกิดของ​แฟชั่น
- Promotion ถือว่า​เป็นหัว​ใจของ​การขายทุกยุคสมัย H&M ​เริ่มประชาสัมพันธ์สินค้า ​และ​แบรนด์ ทาง​โทรทัศน์ตั้ง​แต่ก่อน​เปิดร้านที่กินซ่า ​การ​โฆษณาทาง​โทรทัศน์ของ H&M กลาย​เป้น Talk of the town ที่​เรียก​ความสน​ใจอย่างมากจากวัยรุ่น ภาพพนักงาน H&M ชี้ที่สินค้าของ H&M ​แล้วถาม​ผู้คนที่​เดินผ่าน​ไปมา ว่า “คุณคิดว่า​เสื้อตัวนี้ ราคา​เท่า​ไร” คำตอบว่า “คิดว่าประมาณ 10,000 ​เยน” ​และคำ​เฉลยคือ “ราคา​เพียงระดับ(หลาย) พัน​เยน​เท่านั้น” ​โฆษณาชิ้นนี้​ได้รับรางวัล ​และ​ทำ​ให้ H&M ​เป็นที่รู้จัก​ไปทั่วประ​เทศ ​เรียกว่า​เป็น​การ​โฆษณาที่​โดน​ใจตลาดอย่าง​แรง ​และดึงดูด​ผู้คนจาก​เมืองต่างๆ ​ให้ยินยอม​เสีย​เวลา ​และค่า​ใช้จ่าย ​เพื่อ​เดินทาง​ไปร้าน H&M ​และสัมผัสสินค้าด้วยตน​เอง
​การปรากฎตัว​และ​ความสำ​เร็จของ H&M ​และ ZARA คง​ไม่​ใช่​เป็น​ความบัง​เอิญ ​แต่​เป็นผลจากหลายๆ ปัจจัยประกอบกัน ตั้ง​แต่ ศึกษาข้อมูลตลาดอย่างละ​เอียด ​เข้า​ใจวิธีคิด​และมีมุมมองธุรกิจที่ต่างจากคู่​แข่ง ยิ่งกว่านั้นยัง​ใช้ยุทธศาสตร์​การบริหารจัด​การ Supply-chain ที่ดี​เยี่ยม ​และ​การมีทีมนักออก​แบบที่รวบกลุ่ม​ผู้มีพรสวรรค์จากทั่ว​โลก มาร่วมกันสร้างผลงาน​และนำ​เสนอ​แฟชั่น​เสื้อผ้า ​เครื่อง​แต่งกาย​แบบ​ใหม่ๆ ​ซึ่ง​เป็นบทพิสูจน์ว่า ​แม้​ในตลาดที่​เรามองว่าค่อนข้างอิ่มตัว ​ในภาวะ​เศรษฐกิจที่ทุกคนต่าง​ก็รัด​เข็มขัด ​และต้องตัดทอน​การ​ใช้จ่ายลง ตลาดญี่ปุ่นที่​ผู้ผลิต​และส่งออก​ไทย มองว่ามาตรฐานสูง​และ​เข้มงวด​เกินจำ​เป็น ยิ่งกว่านั้นยัง​เป็น​แหล่งกำ​เนิด​แฟชั่นที่ยืนอยู่​แถวหน้าๆ ของ​แฟชั่น​เสื้อผ้าระดับ​โลก มี​เทค​โน​โลยี​การผลิตที่​เหนือชั้นกว่าประ​เทศอื่นๆ ​แต่กลับ​เปิด​ใจยอมรับ​ให้สินค้า​เสื้อผ้าจากต่างประ​เทศ​เข้า​ไปยืน​โดด​ เด่น​และ​แย่งพื้นที่บนถนน​แฟชั่น​เก่า​แก่ของกรุง​โต​เกียว​ได้อย่างง่าย ดาย​โดย​ไม่มีบริษัทญี่ปุ่นราย​ใด​เข้า​ไป​แข่งขัน
​ในภาวะ​เศรษฐกิจปัจจุบัน ​ผู้บริ​โภคต่าง​ก็​ใช้จ่าย​เงินอย่างคุ้มค่า​และมี​เหตุผล ​เสื้อผ้า ​เครื่อง​แต่งกายราคาปานกลาง ​แต่มีส​ไตล์ นำ​แฟชั่น ​และมี​เอกลักษณ์ของตน​เอง​จึง​เป็นจุดขายสำคัญที่ H&M ​และ ZARA นำมา​ใช้ ​และประสบ​ความสำ​เร็จ ประสบ​การณ์ของ H&M ​และ ZARA ​ได้สื่อสาร​และย้ำ​ความสำคัญของข้อมูล ​การศึกษา ติดตามวิ​เคราะห์​ผู้ซื้ออย่างละ​เอียด ​การสร้างทีมนักออก​แบบที่สร้างสัน ​และ​การมี Supply chain ​และ​เครือข่าย​การผลิตที่มีประสิทธิภาพ สิ่ง​เหล่านี้ สร้าง​ให้​เกิดขึ้น​ได้​ในอุตสาหกรรมส่งออกสินค้า​เสื้อผ้า ​และสินค้า​แฟชั่นของ​ไทย หากต้อง​การจะ​เข้าตลาดญี่ปุ่น ​และมี​ความตั้ง​ใจ ​ก็​ไม่​ใช่​เรื่องยาก​เกิน​ความสามารถ
สำนักงานส่ง​เสริม​การค้า​ในต่างประ​เทศ ณ กรุง​โต​เกียว
ที่มา: http://www.depthai.go.th

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556

สู้กับคู่แข่งในสถานการณ์ที่เป็นรอง

สู้กับคู่แข่งในสถานการณ์ที่เป็นรอง

จะยอมโดนเหยียบทำไม
ที่มาhttp://incquity.com/articles/marketing-boost/little-guys-fight-back
ทุกบริษัทต่างช่วงชิงความได้เปรียบระหว่างการแข่งขันจากคู่แข่ง เพื่อจะได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำทางธุรกิจในแขนงต่างๆ ทุกการแข่งขันทางธุรกิจมักมีผู้นำและผู้ตกเป็นรองอยู่เสมอ หลายบริษัทเมื่อต้องเพลี่ยงพล้ำต่อคู่แข่งทางธุรกิจก็มักหาวิธีแก้ไขหรือโต้ ตอบเพื่อจะได้ช่วงชิงความได้เปรียบและการเป็นผู้นำกลับคืนมา ซึ่งวิธีการแก้ไขและต่อสู้เมื่อธุรกิจตกเป็นรองคู่แข่งพอจะมีแนวทางสรุป สั้นๆ ดังนี้

 

ใช้โฆษณาเพื่อตอบโต้คู่แข่ง

การใช้สื่อโฆษณาเพื่อตอบโต้คู่แข่งถือเป็นอาวุธที่สำคัญอย่างแรกที่เรา ควรนำมาพิจารณาก่อน เมื่อเทียบกับวิธีต่อสู้ในธุรกิจรูปแบบอื่นๆ แล้ว โฆษณาถือว่าทำได้ง่ายที่สุด อีกทั้งยังประหยัดกว่ามากถ้าวัดผลกันด้านต่อด้าน
อาวุธที่สำคัญของโฆษณาคือช่วยลดจุดด้อยและเสริมจุดเด่นอันเหนือกว่าของ ผลิตภัณฑ์หรือบริการซึ่งเราสามารถกำหนดได้ว่าต้องการนำเสนอส่วนไหนเรื่อง อะไร อีกทั้งวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจของเนื้องานโฆษณาจะช่วยดึงดูดให้ผู้บริโภค หันมาทดลองหรือกลับมาใช้ผลิตภัณฑ์ของเราด้วย นอกจากนี้โฆษณายังสามารถปรับใช้เพื่อรองรับกับวิธีการต่อสู้กับคู่แข่งทาง ธุรกิจในรูปแบบอื่นได้อีกด้วย

 

ปรับการวางแผนทางกลยุทธ์

การปรับเปลี่ยนการวางแผนกลยุทธ์และยุทธวิธีทางธุรกิจใหม่ถือเป็นอาวุธ หนักที่สุดซึ่งสามารถนำมาใช้ต่อกรกับคู่แข่งทางธุรกิจ ก่อนอื่นต้องเริ่มจากศึกษาและสำรวจข้อบกพร่องของแผนกลยุทธ์เดิมเสียก่อน จากนั้นจึงให้ความสนใจเรื่องความต้องการของตลาดในปัจจุบัน แล้วพิจารณาส่วนสุดท้ายคือคู่แข่งว่ามีข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าเราอย่างไร
เมื่อได้ข้อสรุปแล้วจึงเริ่มลงมือเขียนแผนการกลยุทธ์ทางธุรกิจขึ้นใหม่ ตัวอย่างเช่น บริษัทของเราขายคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ตามแผนกลยุทธ์เดิมกลุ่ม ลูกค้าเป้าหมายคือผู้ชายวัยทำงาน เวลาต่อมายอดขายตกลงและเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับบริษัทคู่แข่งทซึ่งขาย ในราคาที่ต่ำกว่า เราจึงปรับแผนกลยุทธ์ใหม่โดยเพิ่มกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักศึกษาระดับ มหาวิทยาลัยเข้าไปด้วย เพื่อเพิ่มยอดจำหน่ายสินค้าและส่วนแบ่งทางการตลาดให้สูงขึ้นเพื่อจะกลับมา เป็นผู้ครองส่วนแบ่งทางการตลาดที่มากที่สุดเช่นเดิม โดยที่เราจะไม่ลดราคาสินค้าเพื่อรักษาระดับของผลิตภัณฑ์ไว้ เป็นต้น เราอาจใช้แผนกลยุทธ์เดิมเป็นหลักแล้วเขียนเพิ่มลงไปในส่วนที่ได้ทำการปรับ เปลี่ยน หรือจะเขียนแผนกลยุทธ์ขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับเลยก็ได้ ถ้าผลการศึกษาก่อนหน้านี้ชี้ว่าเราต้องทำการปรับเปลี่ยนแผนกลยุทธ์อย่างสิ้น เชิงเพื่อความได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่ง
ส่วนเรื่องยุทธวิธีหมายถึง วิธีการในทางปฏิบัติที่จะนำแผนกลยุทธ์มาใช้นั้น ซึ่งต้องทำการปรับเปลี่ยนด้วยเช่นเดียวกัน โดยสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาก็คล้ายคลึงกับส่วนกลยุทธ์คือ หาข้อบกพร่องในการนำแผนกลยุทธ์มาใช้ ความผิดพลาดในทางปฏิบัติเรื่องของการตลาด และเปรียบเทียบกับยุทธวิธีของคู่คู่แข่งว่าเรามีความได้เปรียบหรือเสีย เปรียบในส่วนไหนบ้าง จากนั้นเริ่มวางยุทธวิธีใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับกลยุทธ์ โดยข้อสำคัญที่ เราต้องท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจคือการวางแผนกลยุทธ์กับการสร้างยุทธวิธีต้องรอง รับกันเป็นอย่างดี เพราะทั้งสองสิ่งนี้ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เมื่อสองสิ่งนี้สามารถประสานงานกันได้อย่างลงตัวแล้วละก็ จะถือเป็นอาวุธทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพและน่ากลัวมากที่สุดอย่างหนึ่งเลย ทีเดียว

 

ใช้การตลาดเข้าสู้คู่แข่ง

การโจมตีคู่ต่อสู้ด้วยวิธีทางการตลาดก็เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมในโลก ธุรกิจมาอย่างยาวนานเช่นกัน โดยวิธีการที่เป็นที่นิยมและมักนำมาใช้ได้แก่ การลดราคา ซื้อ 1 แถม 1 แจกของแถม ทดลองใช้ฟรี คูปองส่วนลด จับสลากรางวัลชิงโชค ฯลฯ ซึ่งวิธีทั้งหลายทั้งปวงนี้ล้วนเป็นวิธีที่สามารถกระตุ้นยอดขายได้อย่างรวด เร็วและสามารถดึงให้ผู้บริโภคออกจากผลิตภัณฑ์คู่แข่งได้อีกด้วย อีกทั้งยังวัดผลความสำเร็จได้ง่ายเมื่อเทียบกันกับวิธีอื่นๆ การใช้กลยุทธ์การตลาดเข้าสู้ถือเป็นการต้อนคู่แข่งทางธุรกิจให้จนมุมและสุด ท้ายก็จนตรอกในที่สุด ซึ่งวิธีดังกล่าวสามารถช่วยพลิกสถานการณ์จากที่ตกเป็นรองให้กลับขึ้นมาได้ เปรียบอย่างรวดเร็วด้วย และถ้าคู่แข่งไม่สามารถหาวิธีทางการตลาดที่ดีกว่ามาใช้ต่อกรกับเราได้ ผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งก็จะตายไปในที่สุด

 

ปรับปรุงผลิตภัณฑ์

การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ทั้งในส่วนของคุณสมบัติและรูปลักษณ์ภายนอกก็ถือเป็น เครื่องมือที่ใช้ในการตอบโต้คู่แข่งทางธุรกิจที่น่าสนใจเช่นกัน เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเวลาเลือกซื้อสินค้าจะพิจารณาจากประโยชน์ใช้สอยและ คุณสมบัติเบื้องต้นของผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการได้เป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นการพัฒนาคุณสมบัติและประโยชน์ใช้สอยให้เหนือกว่าผลิตภัณฑ์ของคู่ แข่งที่มีสินค้าประเภทเดียวกัน มีกลุ่มผู้บริโภคเดียวกัน จึงเป็นหัวใจสำคัญในการทำสงครามทางธุรกิจ
อีกทั้งการที่ผลิตภัณฑ์ของเรามีคุณสมบัติเหนือกว่าคู่แข่งก็ช่วยสร้าง ความได้เปรียบในการวางการแผนการตลาดได้เป็นอย่างดี และจะช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์ให้ได้เปรียบอีกครั้งด้วย ซึ่งความจริงแล้ววิธีที่ถูกต้องและดีที่สุดในการพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์คือ เราต้องพัฒนาตั้งแต่ตอนแรกที่ผลิตภัณฑ์เริ่มวางจำหน่ายต่อเนื่องยาวมาเรื่อย โดยห้ามหยุดพัฒนาเด็ดขาด เนื่องจากการพัฒนาให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆ ต้องอาศัยระยะเวลาพอสมควร ถ้าเราคิดจะมาพัฒนาในเวลาที่ผลิตภัณฑ์ตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ละก็ เกรงว่ากว่าผลิตภัณฑ์จะพัฒนาเสร็จก็จะไม่มีบริษัทเหลือรอดอยู่ในธุรกิจแล้ว

 

สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่มาสู้โดยยังคงผลิตภัณฑ์หลักไว้

การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาสู้กับผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งโดยที่ยังคงไว้ซึ่ง ผลิตภัณฑ์หลักไว้เช่นเดิม ถือเป็นการโต้ตอบที่รุนแรงชัดมากที่สุดอย่างหนึ่ง เป็นการชิงเปิดเกมรุกและเพิ่มแนวรบทางสงครามธุรกิจสำหรับผู้ที่กำลังตกอยู่ ในสภาพที่เพลี่ยงพล้ำและต้องการจะกลับมาทวงคืนความเป็นเจ้าตลาดอีกครั้ง โดยเหตุผลที่ต้องสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาใหม่โดยคงผลิตภัณฑ์หลักไว้ก็เพราะต้อง การแย่งชิงความเป็นผู้นำในตลาดของสินค้าประเภทดังกล่าวกับคืนมาจากคู่แข่ง จึงทำการเพิ่มสินค้าใหม่ออกขายในกลุ่มตลาดเป้าหมายเดิมเพื่อเป็นการเพิ่มทาง เลือกให้กับผู้บริโภค และใช้ความแปลกใหม่ที่ได้พัฒนาขึ้นทำการช่วงชิงตลาดกลับคืนมา
ส่วนเหตุผลที่ต้องคงผลิตภัณฑ์หลักไว้ก็เพราะแม้ว่าผลิตภัณฑ์หลักจะไม่ สามารถสู้กับผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งได้จนเสียความเป็นผู้นำตลาดไปแล้วก็ตาม แต่ผลิตภัณฑ์หลักก็ยังคงมีผู้บริโภคที่ชื่นชอบและภักดีจึงยังมีพื้นที่และ ส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่เช่นเดิมแม้จไม่มากเหมือนแต่ก่อน เมื่อนำผลิตภัณฑ์ทั้งเก่าและใหม่ออกมาสู้กับผลิตภัณฑ์ของคู่แข่ง ก็จะเพิ่มความได้เปรียบมากขึ้นเพราะเปรียบเสมือนการรวมพลังแท็กทีมจัดการ ผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งนั่นเอง
ปฏิภาณไหวพริบและสัญชาตญาณเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะช่วยนำพาธุรกิจฟันฝ่า อุปสรรคในการแข่งขันทางธุรกิจที่อาจดูเหมือนโหดร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อธุรกิจของเราเพลี่ยงพล้ำตกเป็นรองคู่แข่ง ทั้งสองสิ่งนี้เมื่อนำมาผนวกกับความทุ่มเทและความสามารถในการวิเคราะห์ตาม หลักเหตุผลแล้วนำมาปรับเป็นแนวทางแก้ไข ก็จะมีส่วนช่วยให้เราสามารถตั้งหลักลุกขึ้นยืนและออกวิ่งแข่งขันใหม่ได้อีก ครั้งบนถนนสายธุรกิจ

วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2556

วิธีรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขัน

วิธีรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขัน

ที่มาhttp://www.ezyjob.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%         
        ความได้เปรียบทางการแข่งขัน เป็นสุดยอดปรารถนาของทุกกิจการที่ต้องดำเนินงานท่ามกลางความผันแปรที่ เปลี่ยนแปลง ซึ่งทุกธุรกิจย่อมจะทำทุกวิถีทางที่จะเฟ้นหากลยุทธ์ที่เฉียบคมที่สุด เพื่อนำมาสู่การสร้างความได้เปรียบดังกล่าวเหนือคู่แข่ง

         แต่ อย่างไรก็ตาม การได้มาซึ่งความได้เปรียบที่เหนือชั้นนั้น ยังไม่ยากลำบากเท่ากับรักษามันเอาไว้ บ่อยครั้งที่หลายท่านคงเห็นบริษัทที่ครั้งหนึ่งเคยเกรียงไกรอย่างมาก แต่ก็ต้องประสบกับปัญหาและสภาวะถดถอยลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งบางแห่งถึงกับล้มไปโดยที่ไม่สามารถฟื้นตัวกลับมายืนอยู่จุดเดิมได้ อีกเลย

         จึง เริ่มมีการพยายามวิเคราะห์หาแนวคิดกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่นอกจากจะนำไปสู่ความได้เปรียบแล้ว ยังต้องสามารถทำนุบำรุงให้คงอยู่ในระยะยาวอย่างต่อเนื่องได้อีกด้วย เนื่องจากไม่มีคู่แข่งรายใดที่จะยอมอยู่เฉย มองดูธุรกิจของเราเติบโตต่อไปได้อย่างราบรื่น หากกิจการของเราประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ก็ต้องมีผู้ที่พยายามจะเข้ามาร่วมต่อสู้แย่งชิงผลประโยชน์จากความสำเร็จนั้น ด้วย ไม่ช้าก็เร็ว

ดังนั้น จึงมีเทคนิคบางประการมานำเสนอ เพื่อนำสู่ความได้เปรียบในการดำเนินงานที่คงทนถาวรมากขึ้น

         ประการ แรก คือ กล้าเสี่ยงกับการสร้างสรรค์ โดยกิจการควรสนับสนุนการสร้างแนวคิดใหม่ ๆ และทดลองที่จะนำแนวคิดที่แตกต่างลงสู่การปฏิบัติ แม้ว่าบ่อยครั้งความคิดนั้น ๆ จะดูแปลกแหวกแนว จนอาจจะถูกคนอื่นๆหัวเราะเยาะและเย้ยหยันว่าเป็นไปไม่ได้ก็ตาม

         เจ ฟ เบซอส ผู้ก่อตั้ง อเมซอนดอทคอม อันลือลั่น ก็กล่าวยืนยันว่า "การที่จะคิดค้นสิ่งใหม่ๆนั้น มักจะทำให้เราถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดในสายตาของคนรอบข้างเสมอ" แต่หากกิจการไม่เสี่ยงที่จะทดลองเลยนั้น ก็ไม่สามารถจะลิ้มรสของความเป็นผู้นำที่แตกต่างได้เลย โดยเครื่องไม้เครื่องมือหลายอย่างที่อเมซอนคิดค้นขึ้น เพื่อนำมาสู่การให้บริการค้าปลีกออนไลน์ต่อลูกค้าอย่างล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็นระบบแนะนำสินค้าแบบตัวต่อตัว ระบบเว็ปเพจส่วนบุคคล ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เคยถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้ทั้งสิ้น

         หรือ แม้แต่ คีออสเพลงดิจิตอลของสตาร์บัค หรือ ระบบค้นหาข้อมูลระดับโลกของกูเกิล ก็ผ่านการวิพากษ์วิจารณ์กันมาอย่างหนาหูทั้งสิ้น แต่สิ่งต่าง ๆ ก็ได้นำมาความสำเร็จที่แตกต่างมาสู่กิจการอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

         ซึ่ง การที่กล้าเสี่ยงกับการสร้างสรรค์นี้ ไม่ควรแต่จะมุ่งเน้นในการพิจารณาเฉพาะการเคลื่อนไหวของคู่แข่งโดยตรงใน ปัจจุบันเท่านั้นนะครับ เพราะจะทำให้เป็นการสร้าง "กรอบ" ในแนวความคิดของกิจการเอง อาจส่งผลให้ไม่สามารถคิดออกไปนอกกรอบหรือแนวทางที่ต่างไปจากที่อุตสาหกรรม และการแข่งขันปัจจุบันเป็นอยู่ก็ได้ จึงยากที่จะแตกต่างอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงไม่ควรเพียงแต่ "look around" เท่านั้น แต่ควรจะ "look ahead" มองออกไปข้างหน้าโดยไม่ยึดติดกับสิ่งที่เคยเห็นหรือเคยดำเนินการอยู่

         เทคนิค ประการที่สอง คือ อย่าลุ่มหลงกับการเพิ่มขนาดเท่านั้น ควรเน้นที่การสร้างความเป็นเอกลักษณ์มากกว่า หลายธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ มักจะคิดว่าการเติบโตหรือขนาดที่ใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น ถือเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ จึงมีความพยายามที่จะเพิ่มขนาดอย่างต่อเนื่อง

         แต่ ในความเป็นจริงแล้ว ความได้เปรียบทางการแข่งขัน มิได้ขึ้นอยู่กับขนาดแต่เพียงอย่างเดียว ยิ่งขนาดใหญ่ขึ้น แต่หากทุกอย่างกลับขาดความโดดเด่น จะยิ่งทำให้เป็นภาระทางการดำเนินงานเสียเปล่า ดังนั้น การมุ่งเน้นที่เอกลักษณ์เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านที่พิเศษแตกต่าง จริง ๆ จึงเป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดความมั่นคงในการแข่งขันมากกว่า

         วอลล์-มา ร์ท ห้างค้าปลีกที่ใหญ่สุดในโลก ก็เริ่มที่จะทำนุบำรุงความได้เปรียบทางการแข่งขันของตน โดยมิได้พึ่งพาเรื่องของขนาดเท่านั้น แต่มุ่งเน้นให้วอลล์-มาร์ทกลายเป็นธุรกิจบริการที่ใส่ใจและเป็นมิตรต่อสิ่ง แวดล้อม รวมถึงจะเป็นตัวกลางในการนำเสนอแต่ผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมสุขภาพ และไม่ทำลายสภาพแวดล้อม เพื่อให้เหมาะสมกับแนวโน้มความต้องการของสังคม โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายในร้านจะต้องสามารถติดตามกลับไปยังต้นแหล่งได้เสมอ เพื่อยืนยันถึงความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อโลกอย่างจริงจัง ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์จากค้าปลีกรายอื่น ๆ

         เทคนิค ประการที่สาม คือ อย่าดึงดันกับการแข่งขันแต่เพียงอย่างเดียว ควรหาตลาดใหม่เพื่อฉกฉวยโอกาสในการเติบโตด้วย โดยแนวคิดนี้เน้นว่าควรใส่ใจในการสร้างสรรค์โอกาสทางการตลาดใหม่ๆอยู่ตลอด เวลา แทนที่จะดำเนินงานอยู่ในตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรงแต่เพียงอย่างเดียว เพราะอาจจะเพลี่ยงพล้ำได้ง่าย และผลตอบแทนก็ไม่คุ้มค่า
         เทคนิค ที่สี่ คือ โฟกัสที่ลูกค้า มิใช่คู่แข่งขัน ซึ่งอาจจะทำให้เห็นการพัฒนาโอกาสทางธุรกิจที่อยู่ในความต้องการของตลาดได้ อย่างมาก เช่น บริษัท Caterpillar ที่มีผลิตภัณฑ์ด้านเครื่องจักรหนักอันลือชื่อ โดยเน้นการตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างถึงที่สุด จนเกิดความเป็นเลิศด้านบริการ ซึ่งบริษัทสัญญาว่า ไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ที่ใดในโลกนี้ ก็สามารถที่จะส่งชิ้นส่วนไปให้บริการได้ภายใน 24 ชั่วโมง

         ซึ่ง ถือเป็นจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ จนกระทั่งหลายคนมองว่า Caterpillar ขายบริการด้วยซ้ำ และท้ายที่สุด จากการที่กิจการมีการพัฒนาเครือข่ายการขนส่งทั่วโลก ทำให้มีทักษะและเทคโนโลยีสูงมากพอที่จะเข้าแข่งขันในธุรกิจให้บริการทางด้าน ลอจิสติกส์เพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นธุรกิจหลักที่เติบโตสูงสุดของบริษัท และทำรายได้มหาศาลกลับคืนมาทีเดียว

         นอก จากนี้ กิจการยังควรมีการสร้างเครือข่ายสนับสนุนการแลกเปลี่ยนไอเดียและข้อมูล ระหว่างบริษัท เพื่อเป็นการจุดประกายการสร้างสรรค์ รวมถึงควรต้องกระตุ้นให้บุคลากรของเรากระหายในความสำเร็จและพัฒนาอย่างต่อ เนื่องตลอดเวลา จึงจะสามารถวิ่งหนีและกระโดดข้ามคู่แข่งได้ต่อไปในอนาคต

อินเดีย...ขุมทองของเอเชียใต้

อินเดีย...ขุมทองของเอเชียใต้

โดย คุณพิชัย ถิ่นสันติสุช
ประธานกลุ่มบริษัท ราชาอีควิปเมนท์ จำกัด
ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
………………………………………………………………………………………
ที่มา http://www.mmthailand.com/mmnew/energy-modern11-2012.html
alt
อินเดีย... คำที่สะท้อนความหมายในตัวเองจนแทบไม่ต้องมีคำบรรยาย แต่อยากให้คิดบวกกับจินตนาการของท่านว่า ความเป็นอินเดียเพิ่มเสน่ห์ให้กับโลกใบนี้ไม่น้อย นักท่องโลกที่ยังไม่เคยเยี่ยมเยียนอินเดียจะรู้สึกว่าชีวิต...ยังขาดบางสิ่ง บางอย่าง

อินเดีย...ประเทศที่บอกไม่ได้ว่าร่ำรวยหรือยากจน ถนนหนทางในเมืองใหญ่ รถยนต์กับวัวและแพะใช้เส้นทางร่วมกัน ใช้รถอูฐแทนรถม้าขนของ คนขับรถบีบแตรเพื่อแสดงสัญญาณตลอดเวลา อุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ และยังมีการแบ่งชนชั้นวรรณะที่ชัดเจน แต่ที่น่าสนใจก็คือประเทศนี้มีคนรวยกว่า 200 ล้านคน ที่พร้อมเป็นลูกค้าของท่าน

อินเดียนับได้ว่า “เป็นขุมทองของเอเชียใต้” คำว่า “เอเชียใต้” อาจไม่คุ้นหูนัก ซึ่งนอกจากอินเดียแล้วเอเชียใต้ยังประกอบด้วยประเทศที่มีศักยภาพอื่นอีก ได้แก่ ปากีสถาน, ศรีลังกา, เนปาล, บังกลาเทศ, ภูฏาน และมัลดีฟส์ รวมกันแล้วมีประชากรกว่า 1,600 ล้านคน เรามาเรียนรู้อินเดียให้มากขึ้นก่อนจะไปหาคำตอบว่าคนกว่า 1,200 ล้านคน เขาบริหารพลังงานกันอย่างไร? พอใช้หรือขาดแคลน?
  
อินเดีย มีพื้นที่ 3.28 ล้านตารางกิโลเมตร ประชากร 17.2% ของประชากรโลก ปี 2554 GDP per capita 3,862 USD (ไทย 5,257.9 USD) อัตราการเจริญเติบโต 8.2% อินเดียใช้ภาษาอังกฤษและภาษาฮินดีเป็นภาษาราชการ นับถือศาสนาฮินดู 81.3%, มุสลิม 12%, และอื่น ๆ 42%

อินเดียถือเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียใต้ มีประธานาธิบดีเป็นผู้นำเชิงสัญลักษณ์ บริหารประเทศโดยนายกเทศมนตรี แบ่งการปกครองเป็น 26 รัฐ ใช้สกุลเงินรูปี (1 รูปี ประมาณ 65 สตางค์ของไทย) เงินเฟ้อปี 2554 อยู่ที่ 12% ใครที่คิดจะไปลงทุนต้องประเมินให้ดี เพราะมีคนไทยอยู่อินเดียไม่มากนัก ประมาณ 3,000 คน และในจำนวนนี้เป็นนักศึกษาประมาณ 2,000 คน

อินเดียมีการลงนามในข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับไทยหลายฉบับ รัฐบาลอนุญาตให้บริษัทค้าปลีกต่างชาติประเภท Single Brand ถือหุ้นได้ 100% และประมาณ 50% ของเศรษฐกิจต้องพึ่งพาภาคอุตสาหกรรม โดยมีการตั้งเขตอุตสาหกรรมการผลิตและการลงทุนแห่งชาติ 7 รัฐ ทั้งนี้ “รัฐคุชราต” ถือเป็นเขตอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุด มีพื้นที่ถึง 900 ตารางกิโลเมตร และรองลงมาคือ “รัฐหรยาณา” มีพื้นที่ประมาณ 380 ตารางกิโลเมตร

ในฉบับนี้ จะขอเจาะลึกถึงพลังงานทดแทนในอินเดีย พร้อมกับความน่าลงทุนของอินเดียในรัฐคุชราต ซึ่งผู้เขียนได้รับความอนุเคราะห์จากสถานฑูตไทยประจำประเทศอินเดียให้เดิน ทางไปสังเกตการณ์ พร้อมด้วยนักธุรกิจไทยกว่า 40 บริษัทที่มุ่งสู่เอเชียใต้และวิเคราะห์ว่า อินเดียคือ “ขุมทอง” โดย “ท่านนเรนดรา โมดี” (Narendra Modi) มุขมนตรีแห่งรัฐคุชราต ได้ให้เกียรติกล่าวต้อนรับคณะของเรา

คุชราต ประตูสู่การลงทุนในประเทศอินเดีย  

เมื่อปลายเดือนกันยายน 2555 ที่ผ่านมา ทางคณะของเราได้เดินทางเข้าพบ “นายพิศาล มาณวพัฒน์” เอกอัครราชฑูต ณ กรุงนิวเดลี ซึ่งท่านถือนักการฑูตแห่งยุคโลกาภิวัฒน์ เป็นทั้งนักบริหาร นักสื่อสารมวลชน ไม่เพียงแต่เป็นผู้ที่พึงพอใจของคนไทยที่ไปอินเดีย แต่ชาวอินเดียก็รักและเคารพในฐานะที่ท่านมีส่วนร่วมช่วยสร้างความเจริญอีก ด้วย

คุชราต อยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศ มีพื้นที่ 196, 084 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 2 ใน 3 ของประเทศไทย) มีประชากรกว่า 60 ล้านคน มีชายฝั่งทะเลยาวเหยียด 1,600 กิโลเมตร เมืองหลวงของรัฐนี้คือ “คานธีนคร” (เป็นบ้านเกิดของมหาตมะคานธี) เมืองที่ใหญ่สุดและเจริญมากคือ “อาห์เมดาบาด” (Ahmedabad)

คุชราตเป็นรัฐเดียวของอินเดียที่ผลิตไฟฟ้าได้เหลือใช้และจำหน่ายให้รัฐอื่น ในขณะที่รัฐอื่นยังคงต้องใช้ไฟฟ้าแบ่งปันตามช่วงเวลา และในอนาคตคุชราตจะเป็นรัฐที่มีโครงสร้างพื้นฐานเข้มแข็งที่สุด มีรถไฟความเร็วสูง เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ และศูนย์กลางทางการเงินอีกด้วย
  
พลังงานไฟฟ้าสำหรับคน 1,200 ล้านคน ?

อินเดียมีกำลังการผลิตไฟฟ้าถึง 174,911 เมกะวัตต์ เป็นอันดับที่ 5 ของโลก ถึงแม้ในช่วงที่ผ่านมากำลังการผลิตไฟฟ้าของอินเดียจะมีการเพิ่มขึ้นเท่าตัว ก็ตาม แต่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วก็ทำให้คนอินเดียส่วนใหญ่ยังต้อง แบ่งปันกระแสไฟฟ้ากันใช้อยู่ดี นับเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลให้กับรัฐบาลเป็นอย่างมาก และส่งผลให้อัตราไฟฟ้าต่อหัวต่ำสุดประเทศหนึ่งในบรรดา Emerging Economies

สัดส่วนการผลิตไฟฟ้า รัฐบาลกลางผลิตได้ 32% รัฐบาลของแต่ละรัฐผลิตได้ 49.8% บริษัทเอกชนผลิตได้ 18.2% โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจอินเดียฉบับที่ 12 ตั้งเป้าการลงทุนผลิตไฟฟ้าไว้ถึง 314,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการเชิญชวนให้ภาคเอกชนมาร่วมผลิตมากขึ้น

จากการคาดการณ์ของ US Energy Information Administration ระบุว่า ความต้องการของอินเดียด้านไฟฟ้าในปี ค.ศ.2035 อาจสูงถึง 4.28 ล้านล้าน kWh ซึ่งจะสูงกว่าจีนและยุโรป ราคาค่าไฟฟ้าต่อหน่วยของอินเดียทั่วประเทศไม่ค่อยเท่ากัน และอาจไม่แตกต่างจากไทยมากนัก ใครสนใจลงทุนต้องศึกษาวัฒนธรรมการทำงานของคนอินเดียให้ดี โครงการที่นี่มักใช้เวลาดำเนินการมากกว่าที่กำหนดไว้

อินเดีย หนึ่งในผู้นำพลังงานทดแทนของเอเชีย

ท่านผู้อ่านอย่าแปลกใจว่าทำไมประเทศที่ไฟฟ้าไม่พอใช้อย่างอินเดียจะเป็น หนึ่งในผู้นำด้านพลังงานทดแทน สาเหตุหนึ่งก็คือ เมื่อพลังงานไม่พอก็ต้องเสาะหาทางเลือกใหม่ๆ ค้นคว้า วิจัย และพัฒนา หลายท่านที่ใส่ใจพลังงานคงเคยได้ติดตามข่าวเมื่อปี พ.ศ.2549 ยุคสบู่ดำเฟื่องฟูในประเทศไทย รัฐบาลไทยทุ่มงบประมาณมหาศาลไปดูงานการปลูกสบู่ดำที่ “เจนไน” เมืองตอนใต้ของอินเดีย แต่ท้ายที่สุดไทยก็ไม่เอาจริง แต่อินเดียยังคงเดินหน้าไปไกลแล้ว

กลับมาที่พลังงานไฟฟ้ากัน  อินเดียมีโรงงานผลิตกังหันลมทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมถึงโรงงานประกอบแผงโซล่าร์ นอกจากนี้ จีนกับอินเดียยังมีการพัฒนาพลังงานลมและพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ร่วมกันอีก ด้วย

ไทยนำเข้า Gasification ขนาด 0.5 - 1.5 เมกะวัตต์ จากอินเดีย มีการคาดการณ์ความสามารถการผลิตพลังงานทดแทนในอินเดียไว้หลายสำนัก ซึ่งผู้เขียนขอนำข้อมูลจากหนังสือ Energy [R]evolution ซึ่งทาง Greenpeace ได้จัดพิมพ์ไว้ มาให้ท่านวิเคราะห์ดูว่าอินเดียน่าลงทุนหรือไม่

องค์กรระดับโลกคาดการณ์ว่า ในปี ค.ศ.2050 อินเดียจะสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้ถึง 62% ของไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศ (ปัจจุบัน สเปนผลิตได้สูงสุด 17.2%) พลังงานหลัก ๆ จะได้มาจากแสงอาทิตย์และพลังงานลมประมาณ 45% โดยจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีสูงขึ้น จาก 44 GW ถึง 775 GW ในปี ค.ศ.2050 และจะเพิ่มอย่างจริงจังในอีก 40 ปีข้างหน้า

ในยุคตื่น AEC และ AEC +3 (จีน, เกาหลี และญี่ปุ่น) +6 (อินเดีย, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) ถนนทุกสายและงบประมาณมหาศาลทุ่มสู่ AEC แต่ทั้งนี้คงไม่ลืมว่าต้องจับกระแสให้อยู่และเปลี่ยนเป็นโอกาสธุรกิจ ถึงแม้ไทยจะได้เปรียบด้านสภาพภูมิศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางกลุ่ม AEC มีประเทศเพื่อนบ้านล้อมรอบ 4 ประเทศ แต่จุดอ่อนของไทยที่ต้องคำนึงก็คือ ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน การเมืองในประเทศ และสิ่งที่ยากพอ ๆ กันก็คือ ระบบการศึกษา ที่ไม่ควรเน้นการท่องจำ

ลองนำแนวคิดคำคมของไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่มาทบทวนดูอีกครั้ง “Imagination is more important than knowledge” แปลง่าย ๆ ก็คือ “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” ถ้าจะสู้กันในเวที AEC ความรู้อย่างเดียวไม่เพียงพอ และผู้ที่น่าจะตอบคำถามได้ดีในเรื่องนี้น่าจะเป็น “ท่านฑูตพิศาล มาณวพัฒน์” เอกอัครราชฑูตไทย ณ กรุงนิวเดลี  อินเดีย...ขุมทองของเอเชียใต้
 

วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

พลิกแพลงกลยุทธ์ของ Bismarck เพื่อค้นหา “หุ้นดี” ที่จะเติบโตยิ่งใหญ่ในอนาคต

พลิกแพลงกลยุทธ์ของ Bismarck เพื่อค้นหา “หุ้นดี” ที่จะเติบโตยิ่งใหญ่ในอนาคต

นักลงทุนหุ้นคุณค่า (Value Investor) ไม่ควรจำกัดตัวเองไว้ที่การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจของหุ้นตัวนั้น เพียงอย่างเดียว หากทว่ายังต้องเพ่งมองให้ทะลุไปถึงความสามารถในการวางหมากแยบยลทางการเมือง และสังคมของหุ้นตัวนั้น เพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งขันอีกด้วย
Bismarck เป็นรัฐบุรุษที่ยิ่งใหญ่ของโลก ซึ่งมอบบทเรียนล้ำค่าให้เห็นว่าการพิชิตชัยในสมรภูมิรบ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการทหาร ไม่จำเป็นต้องใช้เพียงความแข็งกร้าวและรุนแรงเท่านั้น


ที่มา http://www.siamintelligence.com/bismarck-for-investment/
1. ชัยชนะได้มาด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้ตนเอง ยึดกุมจุดยุทธศาสตร์ที่ศัตรูไม่อาจทำลายได้
ประวัติศาสตร์ทางการทหารล้วนแต่ทำให้ผู้ศึกษาเรื่องกลยุทธ์เข้าใจผิดพลาด เพราะทำให้หมกมุ่นในการคิดค้นแผนการซับซ้อนเพื่อโจมตีศัตรู โดยคิดว่านี่คือปัจจัยชี้ขาดของชัยชนะในสงคราม
ความปราชัยของนักการทหารที่ยิ่งใหญ่เยี่ยงนโปเลียน ก็เนื่องมาจากการขยายแนวรบที่ยืดยาวเกินไปเข้าไปในประเทศรัสเซียที่อ้างว้าง และเหน็บหนาว หากทว่า นั่นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงมิได้ เพราะนโปเลียนได้สร้างศัตรูไปทั่วยุโรป ที่กำลังรอเวลารวมตัวเพื่อล้างแค้น กลยุทธ์ของนโปเลียนจึงมีเพียงการใช้สงครามเพื่อยุติสงครามเท่านั้น
พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชที่แทบไม่เคยรบแพ้ในสมรภูมิใดเลย ก็กลับต้องแพ้ภัยตัวเองและต้องเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ บ้างก็ว่าเกิดจากความเหน็ดเหนื่อยและการตรากตรำในสมรภูมิรบ บ้างก็ว่าเหล่าทหารคู่ใจวางแผนกันปลงพระชมน์เพราะทนไม่ได้ที่จะต้องรบ รบ รบ โดยมิมีวันสิ้นสุด
อัครมหาเสนาบดี Bismarck ผู้ใส่ใจศึกษาประวัติศาสตร์อย่างจริงจัง คงจะเข้าใจถึงจุดอ่อนของการพิชิตชัยด้วยการรบเป็นอย่างดี จึงวางยุทธศาสตร์ในการรวมชาติเยอรมัน โดยทำสงครามให้น้อยที่สุด หากทว่าเน้นการวางแผนที่แยบยลเพื่อสร้างความได้เปรียบให้ตนเอง แล้วจึงค่อยขย้ำเหยื่ออย่างเลือดเย็น
Bismarck ต้องเล่นเกมทั้งในและนอกสภา เพื่อให้ได้งบประมาณมาปรับปรุงกองทัพ หลังจากนั้นจึงค่อยหาจังหวะโอกาสในการทำให้ผู้ขัดขวางแผนการรวมชาติเยอรมัน ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว เมื่อมั่นใจว่าตนเองได้เปรียบแล้ว จึงค่อยหาเหตุผลชอบธรรมในการประกาศสงครามในขั้นสุดท้าย ซึ่งทำให้รัฐปรัสเซียของบิสมาร์คได้รับชัยชนะ โดยจ่ายค่าตอบแทนทั้งชีวิตทหาร เงินทอง และทรัพยากรน้อยที่สุด
ที่ลึกซึ้งที่สุดก็คือ Bismarck ไม่พยายามบีบคั้นศัตรูให้พินาศล่มจม หากทว่า เมื่อได้รับชัยชนะตามต้องการแล้วก็รู้จักหยุดยั้งตัวเอง ทั้งเพื่อประหยัดทรัพยากรในการรบพุ่งแล้ว ยังทำให้ศัตรูที่ปราชัยนั้นไม่อ่อนแอเกินไป ซึ่งจะกลายเป็นเบี้ยหมากให้บิสมาร์กได้ใช้ในการถ่วงดุลกับมหาอำนาจและศัตรู ที่เหลืออยู่ต่อไปอีก
หุ้นที่น่าลงทุน จึงไม่ใช่บริษัทที่จ้องแต่จะยึดครองส่วนแบ่งของคนอื่นอยู่ร่ำไป เพราะนอกจากทำให้ฝ่ายตรงข้ามดำเนินนโยบายตอบโต้ที่รุนแรงแล้ว ยังอาจเป็นการเปิดช่องว่างให้บริษัทหน้าใหม่รุกเข้ามาในตลาดได้อีกด้วย โดยเฉพาะเมื่อบริษัทของเราและคู่แข่งต่างก็บาดเจ็บบอบช้ำด้วยกันทั้งคู่
2. สร้างโครงข่ายพันธมิตรที่ซับซ้อน จัดสรรผลประโยชน์ของทุกภาคส่วนอย่างลงตัว
ชัยชนะในสงครามกับฝรั่งเศส ทำให้เกียรติภูมิของรัสปรัสเซียในการเป็นผู้นำรวมชาติเยอรมันพุ่งถึงจุดสูง สุด ซึ่งทำให้ภารกิจสร้างประเทศเยอรมันสำเร็จลงในปี 1871 หากทว่า บิสมาร์คเป็นผู้นำที่เล่นเกมยาว มองเห็นการณ์ไกลว่า ยุทธศาสตร์การรวมชาติเยอรมันโดยการใช้สงครามกับฝรั่งเศสเป็นบันไดเบิกทาง นั้น ย่อมสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับฝรั่งเศส และต้องหาโอกาสแก้แค้นในอนาคตอย่างแน่นอน
บิสมาร์คจึงได้สร้างระบบพันธมิตรกับประเทศมหาอำนาจยุโรปทั้งหลาย โดยทำให้กรุงเบอร์ลินเป็นศูนย์กลางทางการฑูตที่ประเทศอื่นจะเข้ามาเจรจาต่อ รองผลประโยชน์กัน แน่นอนว่า ต่างฝ่ายต่างก็หวาดระแวงซึ่งกันและกัน หากทว่าด้วยอัจฉริยภาพของบิสมาร์ค ก็สามารถทำให้ชาติเยอรมันที่พึ่งสถาปนาขึ้นนี้สามารถเป็นพันธมิตรได้กับทุก ฝ่าย แม้ว่าแต่ละชาติต่างก็มีปัญหากินแหนงแคลงใจเรื่องผลประโยชน์และดินแดน อาณานิคม
การโดดเดี่ยวฝรั่งเศส จึงเป็นยุทธศาสตร์ทางการฑูตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบิสมาร์ค ที่แทบไม่มีผู้นำยุโรปคนใดสามารถกระทำได้สำเร็จมาก่อน เพราะการเมืองของยุโรปตั้งแต่สมัยเรเนสซองค์เป็นต้นมานั้น ประเทศมหาอำนาจที่ผงาดขึ้นมาในแต่ละช่วงเวลา มักจะถูกรุมกระหนาบจากประเทศอื่นที่ด้อยกว่า จนกระทั่งต้องสูญเสียความเข้มแข็งของตนเองไป
หากทว่า โดยการหยิบยื่นและไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ให้ชาติทั้งหลายอย่างลงตัว แน่นอนว่า การเลือกออสเตรียเป็นพันธมิตร อาจทำให้รัสเซียซึ่งมีเรื่องกินแหนงแคลงใจกับออสเตรียต้องพลอยขุ่นเคือง เยอรมันไปด้วย หากทว่าด้วยความแยบยลละเอียดอ่อนในการจัดการของบิสมาร์คก็ทำให้รัสเซียพึงพอ ใจได้ ดังนั้น แม้ทุกชาติจะเป็นศัตรูกันเอง หากทว่าก็พร้อมจะเป็นมิตรกับเยอรมัน
หุ้นที่ดีจึงไม่ใช่บริษัทที่จ้องจะรีดกำไรจากลูกค้าหรือซัพพลายเออร์อย่าง ถึงที่สุด หากจะต้องรู้จักศิลปะในการผ่อนหนักผ่อนเบา แน่นอนว่า ผลกำไรในธุรกิจหนึ่งย่อมมีอย่างจำกัด การแบ่งไปให้คนอื่น ก็หมายความว่าตนเองอาจจะสูญเสียไป ดังนั้น ความสร้างสรรค์ในการเพิ่มผลตอบแทนให้กับอุตสาหกรรมโดยรวม จึงเป็นสิ่งสำคัญควบคู่ไปกับการจัดสรรผลประโยชน์ ที่ย่อมแน่นอนว่า การที่พันธมิตรของเรา ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ซัพพลายเออร์ หรือแม้กระทั่งคู่แข่ง ให้ความร่วมมือกับเรา ก็ย่อมเพิ่มความน่าจะเป็นในการเพิ่มก้อนเค้กของผลกำไร ซึ่งสุดท้ายก็จะย้อนกลับมาตอบแทนให้กับธุรกิจของเรามากกว่าคู่แข่ง
นี่คือ ความซับซ้อนในการจัดการผลประโยชน์ของบิสมาร์ค ที่น่าจะไปศึกษาค้นคว้าให้ละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งย่อมเป็นประโยชน์ทั้งในการพัฒนาธุรกิจ การลงทุนในหุ้นสุดยอด และการประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน
3. ยอมรับใน “ข้อจำกัด” ของทั้งตัวเราและองค์กรอย่างหน้าชื่นตาบาน เพื่อนำไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมสอดคล้องกับความเป็นจริง
เยอรมันในยุคสมัยของบิสมาร์คกำลังก้าวแซงหน้าอังกฤษไปทั้งในเชิงเศรษฐกิจและ เทคโนโลยี หากทว่า บิสมาร์คก็ยังเจ้าเล่ห์เพียงพอที่จะตระหนักดีว่า ความเก่งกาจของเยอรมัน ก็ไม่อาจเอาชนะการกลุ้มรุมจากประเทศระดับสองที่รวมหัวกันได้
เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง บิสมาร์คจึงได้วางตำแหน่งของประเทศเยอรมันไว้เพียงการเป็น “มหาอำนาจในภาคพื้นยุโรป” เท่านั้น โดยไม่ก้าวล่วงไปชิงชัยเพื่อจะเป็นเจ้าอาณานิคมทางทะเลกับอังกฤษและฝรั่งเศส แม้ในบางครั้งบิสมาร์จะถูกบีบจากประชาชนและกลุ่มผลประโยชน์ในเยอรมันให้เข้า ครอบครองอาณานิคมเพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบของโรงงานอุตสาหกรรม หากทว่า บิสมาร์คก็มีวิธีประนีประนอมกับทุกฝ่าย เลือกที่จะยึดอาณานิคมอย่างพอเพียงแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น จึงสามารถรักษายุทธศาสตร์เดิมที่วางไว้ได้ตลอดวาระการเป็นอัครมหาเสนาบดี
ที่น่าเศร้าคือ หลังจากกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ ก็เริ่มมีความทะนงตนตามภาษาคนหนุ่มที่ผ่านโลกมาน้อย พระองค์ทรงลิดรอนอำนาจของบิสมาร์คจนกระทั่งต้องลาออกไปในท้ายที่สุด และได้ดำเนินนโยบายขยายอำนาจของเยอรมันไปในทุกสมรภูมิ จนกระทั่งนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ในที่สุด
ความพ่ายแพ้ของเยอรมันในปี 1918 กลับยิ่งแสดงถึงอัจฉริยภาพของบิสมาร์คที่เลือกจะวางตำแหน่งและผลประโยชน์ของ ประเทศอย่างแยบยล เลือกที่จะเข้าสู่สงครามให้น้อยที่สุด จ่ายค่าตอบแทนให้ต่ำที่สุด พัฒนาประเทศทั้งทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการคมนาคม ควบคู่ไปด้วยเสมอ ที่สำคัญคือ การสร้างระบบพันธมิตรและจัดสรรผลประโยชน์อย่างฉลาดสร้างสรรค์ รู้จักการขยายและเพิ่มพูนก้อนเค้กผลประโยชน์ด้วย ไม่ใช่สักแต่เพียงแย่งชิงก้อนเค้กที่ทำให้ผู้ที่ได้รับส่วนแบ่งน้อยต้องโกรธ เคือง และนำไปสู่ความขัดแย้งซึ่งมีต้นทุนที่แพงยิ่ง
ฉันใดก็ฉันนั้น หุ้นของบริษัทที่ดีจึงต้องเข้าใจ “ขีดจำกัด” ในการทำธุรกิจของตัวเอง บางครั้งต้องจัดการเรื่องการเงินให้คล่องตัวก่อนที่จะขยายสาขา ไม่ใช่ขยายไปก่อนแล้วจึงหวังว่าเงินจะเข้ามาได้ทันเวลากับการจ่ายหนี้ บางครั้งก็ต้องจัดการเรื่องการเมืองในองค์กรให้เรียบร้อย ก่อนที่จะไปโจมตีคู่แข่ง
นักลงทุนที่อยู่วงนอก จึงมักจะประหลาดใจทุกครั้งว่าทำไม “หุ้นที่ยิ่งใหญ่” จึงเชื่องช้าในการขยายกิจการ เพราะต้องลงทุนทรัพยากรและเวลาไปในการทลายขีดจำกัดของตัวเองก่อนที่จะก้าว ต่อไป สุดท้าย เราจึงมักจะไปเลือกหุ้นที่มีวิสัยทัศน์สวยหรูในการประยุกต์นวัตกรรมที่คิด ค้นได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้ใคร่ครวญถึงขีดจำกัดของทั้งตัวเอง ลูกค้า และการตอบรับของตลาดอย่างลึกซึ้ง

วันจันทร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2555

กลยุทธ์ซื้อหุ้นปี 2556 ของ..บัฟเฟตต์

กลยุทธ์ซื้อหุ้นปี 2556 ของ..บัฟเฟตต์

สวัสดีครับ เพื่อนๆ พี่ๆ เฟสบุ๊ค
พบกัน ทุกวันเสาร์  และวันอาทิตย์ นะครับ
เพื่อให้สอดคล้องกับ หนังสือเรื่อง…
“25 เคล็ดลับการลงทุนของ..บัฟเฟตต์”
ที่จะเปิดตัวหนังสือในงาน “สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ”
วันนี้จึงขอเสนอตอน  “กลยุทธ์ซื้อหุ้นปี 2556 ของ..บัฟเฟตต์”

ที่มา http://www.doctorwe.com/variety/20121008/3394
วอร์เรน บัฟเฟตต์ อภิมหากูรูนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดในโลก
จึงเป็นเหตุให้ไม่ว่าบัฟเฟตต์จะเคลื่อนไหวในการซื้อหรือขายทั้งหุ้นและกิจการ
ก็มักจะถูกจับตามองจากผู้คนทั่วโลก
ในปัจจุบันและปีหน้า 2556 หรือ 2013  บัฟเฟตต์ได้เริ่มส่งสัญญาณการเข้าซื้อหุ้นและกิจการ
ซึ่งพอจะจำแนกกลยุทธ์พร้อมทั้งเหตุผลได้ดังนี้ครับ


หนึ่ง เน้นการซื้อกิจการที่ใช้เงินลงทุนสูง
ทอดด์ โลเวนสไตน์ (Todd Lowenstein) ผู้จัดการกองทุนฯ ได้พูดถึงบัฟเฟตต์ว่า
“ปัญหาของบัฟเฟตต์ในขณะนี้..เป็นปัญหาที่พวกเราทุกคนอยากจะมี
นั่นก็คือ เขามีเงินมากเกินไป”


ปัจจุบันพบว่าบัฟเฟตต์สามารถสร้างกระแสเงินสดผ่านบริษัทเบิร์กไชร์ ฮาทาเวย์
บริษัทของเขาสูงถึงเดือนละ 1 พันล้านดอลลาร์
และยังพบต่อไปอีกว่าเขามีเงินในมือกว่า 37.8 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาล
อาจกล่าวได้ว่า “ถ้ามีโอกาสรออยู่ บัฟเฟตต์จะซื้อแต่กิจการที่มีการลงทุนขนาดใหญ่ๆเท่านั้น
เพราะเขารู้ว่ากิจการที่มีการลงทุนขนาดเล็กจะไม่สามารถทำให้เบิร์กไชร์มีผลประกอบการที่ดีขึ้นมาได้”
 

สอง ธุรกิจแบบพื้นฐาน..ที่มั่นคง แต่อนาคตไกล 
บัฟเฟตต์ยังคงไม่ชอบลงทุนในธุรกิจกลุ่มเทคโนโลยี
โดยเฉพาะกลุ่ม App Economy ที่นำแถวโดย Apple, Google, Amazon เป็นต้น
ด้วยเหตุผลเดิมๆของบัฟเฟตต์ที่ว่า
“ผมไม่เข้าใจโมเดลธุรกิจ ดังนั้นผมก็จะไม่ลงทุนซื้อหุ้น” 


บัฟเฟตต์ยังคงชื่นชอบในการลงทุนในอุตสาหกรรมพื้นฐาน
เช่น การเข้าซื้อกิจการรถไฟเบอร์ลิงตัน นอร์ธเทิน ซานตาเฟ
ซึ่งเข้าซื้อกิจการนี้ด้วยเงินสูงถึง 34 พันล้านดอลลาร์
บัฟเฟตต์ซื้อกิจการรถไฟเพราะ


เขามั่นใจว่า….  ในอนาคตอันใกล้นี้ราคาน้ำมันจะยิ่งมีราคาสูงขึ้น
และการขนส่งผ่านทางรถไฟจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
ซึ่งจะทำให้สามารถปรับราคาขนส่งเพิ่มขึ้นได้
และจะนำมาซึ่งกำไรก้อนโตนั่นเอง 
 

สาม ผู้นำตลาด..ก็คงยังเป็น “ผู้นำตลาด” 
หากเพื่อนๆพอจำกันได้
หนึ่งในหุ้นที่บัฟเฟตต์ตั้งใจจะถือไว้โดยไม่ขายออกไปเลย นั่นก็คือ หุ้นโคคาโคลา
ซึ่งเป็นบริษัทที่มีส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจน้ำอัดลมสูงที่สุดในโลก
บัฟเฟตต์ยังคงให้ความสำคัญกับการเป็น “ผู้นำตลาด” ของบริษัทที่เขาคิดที่จะเข้าไปซื้อกิจการอยู่ดี 


ปีที่แล้ว บัฟเฟตต์ได้ซื้อบริษัท ลูบริซอล (Lubrizol) ซึ่งเป็นผู้นำตลาดทางด้านผลิตภัณฑ์หล่อลื่น
ด้วยเงินสูงถึง 9 พันล้านดอลลาร์
นอกจากนั้นเขายังสนใจที่จะซื้อบริษัท เฮงเกล (Henkel) ในประเทศเยอรมนี
ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์กาวและสารเคมี บริษัทยังเป็นเจ้าของกาวยี่ห้อ ล็อคไทล์ (Loctile)
ซึ่งขายดีเป็นอันดับหนึ่งของโลก


ผลิตภัณฑ์ของบริษัทยังกินส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ของตลาดโลก
ปัจจุบันยังพบต่อไปอีกว่า
เฮงเกลเป็นผู้ป้อนผลิตภัณฑ์กาวและสารเคมีให้กับบริษัท แอร์บัส
ซึ่งเป็นผู้สร้างเครื่องบินพาณิชย์รายใหญ่ของโลกอีกด้วย
 

สี่ บริษัทที่มี “แบรนด์” จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้ดีกว่า 
บัฟเฟตต์ได้วางแผนเข้าไปซื้อกิจการบริษัท เดียร์ (Deere)
ผู้นำทางด้านเครื่องจักรการเกษตรของสหรัฐอเมริกาที่มีมูลค่าสูงถึง 32.2 พันล้านดอลลาร์
แม้ว่าเดียร์จะมีมูลค่าการตลาดสูงมากถึงเพียงนั้น
บัฟเฟตต์ก็ยังคงชื่นชอบบริษัทที่มี “แบรนด์” อยู่ดี 


ปัจจุบันสินค้ายี่ห้อ “เดียร์” มีการพัฒนาทางด้านจักรกลการเกษตรอยู่ตลอดเวลา
และไม่ว่าเดียร์จะผลิตเครื่องจักรการเกษตรอะไรออกมาสู่ตลาดก็ตาม
ก็มักจะได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี
นอกจากนั้นผลกำไรของเดียร์ก็น่าประทับใจมาก
โดยมีผลกำไรสูงถึง 33 เปอร์เซ็นต์เฉลี่ย ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา 
 

ห้า  “ราคาสินค้าเกษตร” จะมีแต่..สูงขึ้น
ผมเคยเขียนถึงกูรูนักลงทุนที่ชื่อ จิม โรเจอร์ส ที่พูดถึง “ราคาสินค้าเกษตร”
(อ่านได้ใน http://www.doctorwe.com/posttoday/20120322/257 )
ไว้ว่า  ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า จะเกิดปัญหาการขาดแคลนเกษตรกรจำนวนมาก
ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้ผลผลิตทางการเกษตรเกิดการขาดแคลนตามไปด้วย


โดยสาเหตุมาจากการที่คนหนุ่มสาวย้ายเข้ามาทำงานในเมืองมากขึ้น
เพราะได้เงินพอๆกัน..แต่ทำงานสบายกว่า
และที่สำคัญคือได้มีโอกาสสังคมกับคนอื่นไปด้วย
เขายังเชื่อต่อไปว่า เมื่อไร..ที่ของขาด
เมื่อนั้น..ราคาสินค้าเกษตรก็จะต้องขึ้นอย่างแน่นอน


เช่นเดียวกัน บัฟเฟตต์ก็มีความเชื่อว่าในอนาคต..
ราคาสินค้าเกษตรจะต้องสูงขึ้นมากอย่างแน่นอน
โดยเขากล่าวว่า “อีก 100 ปีข้างหน้า
ผลผลิตทางการเกษตรจะมีราคาสูงกว่า..ทองคำ
 

ซึ่งก็เห็นกันอยู่แล้วว่า ราคาสินค้าเกษตรในปี 2554 นั้น
มันสูงเป็น 6 เท่าของราคาสินค้าเกษตรเมื่อ 10 ปีก่อน”
เมื่อปีที่แล้ว  บริษัท เดียร์ ขายเครื่องจักรการเกษตรสูงถึง 24 พันล้านดอลลาร์
ซึ่งก็คาดกันว่าในปี 2563
ยอดขายของเดียร์จะสูงถึง 50 พันล้านดอลลาร์ทีเดียว

13 เทรนด์ตลาดร้อนปี 2556 "กลยุทธ์สินค้ายุคผู้บริโภคทรงอำนาจ"

13 เทรนด์ตลาดร้อนปี 2556 "กลยุทธ์สินค้ายุคผู้บริโภคทรงอำนาจ"

updated: 29 ธ.ค. 2555 เวลา 18:10:09 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ที่มา http://www.prachachat.net/news_detail.php?
การขยายตัวของ "สมาร์ทโฟน" และเทคโนโลยีการสื่อสารกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคเข้าสู่ "ยุคดิจิทัล" ด้วยช่องทางการสื่อสารที่รวดเร็วในสังคมออนไลน์ ทำให้วันนี้บทบาทของ "ผู้กำหนดเทรนด์" การตลาด เปลี่ยนมือจากสินค้าและนักการตลาด มาเป็น "ผู้บริโภค" อย่างเต็มตัว

เมื่อ "ผู้บริโภค" กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลในการกำหนดเทรนด์ตลาด ส่งผลให้กลยุทธ์ที่เจ้าของสินค้าต่าง ๆ นำมาใช้จากนี้ ต้องวิ่งไปตามพฤติกรรมที่ซับซ้อนของผู้บริโภค

ศาสตราจารย์ ดร.ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ ที่ปรึกษาและนักกลยุทธ์การตลาดชื่อดัง และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ธรู เดอะ ไลน์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด ให้สัมภาษณ์พิเศษ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า พฤติกรรมของผู้บริโภควันนี้ซับซ้อนมากขึ้น ตามสังคมที่เปลี่ยนไป สื่อใหม่ ๆ ที่เข้ามามีอิทธิพล ส่งผลให้เทรนด์การตลาดจากนี้ นักการตลาดต้องคำนึงถึงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเป็นตัวตั้ง แล้วจึงนำกลยุทธ์ต่าง ๆ เข้าไปจับตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

"ดร.ธีรพันธ์" ได้แบ่งเทรนด์การตลาดปี 2556 ออกเป็น 13 กลยุทธ์ที่มาแรงและเชื่อมโยงกันและกัน

1.ซีเอสอาร์ (Corporate Social Responsibility) จะเป็นเทรนด์ที่มาแรงและจะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะกระแสรักษ์โลกที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยซีเอสอาร์จากนี้จะเปลี่ยนไปอย่าง
ชัดเจน จากเดิมองค์กรต่าง ๆ ขายสินค้าได้กำไรแล้วค่อยคืนกำไรสู่สังคม แต่จากนี้ต้องคำนึงว่าการทำซีเอสอาร์เกี่ยวข้อง สัมพันธ์กับแบรนด์หรือไม่ อย่างไร

"จากนี้นักการตลาดต้องสร้างกิจกรรมซีเอสอาร์ให้สัมพันธ์และสามารถเชื่อมโยงกับแบรนด์ได้ทั้งระบบ ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ หรือแม้แต่กระบวนการผลิตที่ไม่ปล่อยน้ำเสียต่อชุมชน ก็เป็นการทำกิจกรรมเพื่อสังคมด้วยเช่นกัน โจทย์คือทำอย่างไรให้โลกน่าอยู่ขึ้น"

2.การตลาดส่วนบุคคล (Personalization Marketing) ด้วยไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ต้องการความเป็นส่วนตัว

สูงขึ้น นักการตลาดจึงต้องทำตลาดผ่านความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภค บนช่องทางการสื่อสารออนไลน์ ทั้งโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ให้สามารถเข้าถึงไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค เพื่อให้นักการตลาดสามารถวางแผนกลยุทธ์รองรับพฤติกรรมอย่างลึกซึ้ง

3.การตลาดสังคมเครือข่าย (Social Networking Marketing) เป็นเรื่องของพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีสังคมกลุ่มเพื่อนอยู่บนโลกออนไลน์ ซึ่งเทรนด์ที่จะมาแรงในปี 2555 คือการแชร์รูปภาพระหว่างเพื่อน (Photo Sharing) อาทิ ถ่ายรูปอาหารการกิน แสดงความคิดเห็นเรื่องของเพื่อน ฯลฯ

"ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ ทำให้เกิดสิ่งที่น่ากลัวสำหรับนักการตลาด คือลูกค้ามีอำนาจมากขึ้น และมีพลังมากขึ้น ควบคุมยาก ทำให้เทรนด์การตลาดต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ไปจับตามพฤติกรรมของผู้บริโภค จนเป็นที่มาของกลยุทธ์ที่ 4"

4.ปากต่อปากบนโลกออนไลน์ (Word-of-mouse Marketing) โดยเทรนด์นี้ไม่ได้หมายถึงการบอกต่อปากต่อปากเหมือนเมื่อก่อน แต่หมายถึงการบอกต่อด้วยการคลิกเมาส์ เพื่อบอกเรื่องราวต่าง ๆ ให้เพื่อนได้รับรู้ผ่านโลกออนไลน์ และเมื่อผู้บริโภครู้สึกดีหรือไม่ดีกับแบรนด์ใด ก็พร้อมที่จะคลิกเมาส์เพื่อบอกต่อทันทีอย่างรวดเร็ว ดังนั้นนักการตลาดต้องรู้จักเรียนรู้และสร้างกระแสผ่านช่องทางนี้ด้วยกระแสปากต่อปากบนโลกออนไลน์

5.กลยุทธ์การสื่อสารผ่านแบรนด์ (Branding Strategy) จะเกิดขึ้นแน่นอน ตลอดปี 2556 "แบรนดิ้ง" ยังเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจากนี้ไป สินค้าหรือบริการจะไม่ต่างกัน ทำให้นักการตลาดต้องเร่งสร้างแบรนด์ เพื่อสร้างความแตกต่างและเอกลักษณ์เฉพาะตัว

6.การสร้างประสบการณ์กับแบรนด์ (Brand Experience) นักการตลาดต้องเพิ่มดีกรีการสร้างประสบการณ์ร่วมระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ แรลลี่ การเชิญผู้บริโภคมาทำอาหาร ฯลฯ เพื่อสะท้อนความเป็นตัวตนของแบรนด์

7.การสร้างความผูกพันกับแบรนด์ (Brand Engagement) วันนี้แบรนด์สามารถสร้างกิจกรรมขึ้นมาแล้วดึงให้ผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วม โดยสร้างสิทธิพิเศษให้แก่สมาชิกของแบรนด์นั้น ๆ หรือสร้างแบรนด์คอมมิว นิตี้ (Brand Community) ยกตัวอย่าง เอไอเอสให้สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าเอไอเอส เซเรเนด อาทิ มีห้องรับรองสำหรับลูกค้า
เซเรเนดโดยเฉพาะ รวมถึงการให้สิทธิพิเศษหรือส่วนลดในการซื้อสินค้าแบรนด์ต่าง ๆ ที่ร่วมรายการ

8.แบรนด์อินโนเวชั่น (Brand Innovation) คือการสร้างหรือพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ให้ผู้บริโภคสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง และเหนือกว่าแบรนด์อื่น ๆ หรือเรียกว่า "Hero Design" ที่ต้องติดตรึงใจผู้บริโภคและไม่เคยมีแบรนด์ไหนทำมาก่อน ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นความเหนือกว่าในแง่ "ฟังก์ชั่น" เท่านั้น แต่อาจจะเป็น "ความแตกต่าง" ในแง่อารมณ์ ความรู้สึกของผู้บริโภค

9. Right-time of Real-time Marketing ต่อไปนี้ผู้บริโภคสามารถสื่อสารได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านออนไลน์ ดังนั้นแนวโน้มการซื้อของออนไลน์จะเติบโตขึ้น สังเกตได้จากค้าปลีกต่าง ๆ มีการพัฒนาช่องทางขายผ่านออนไลน์เพิ่มขึ้น

"ผู้บริโภคอาจจะไม่ต้องใช้เวลากับการซื้อสินค้าในช็อปอีกต่อไป เมื่อมีออนไลน์ลูกค้าสามารถทำทุกอย่างได้บนเครื่องมือการสื่อสาร เกิดพฤติกรรมที่เรียกว่า "In-line Shopping"

10.การตลาดที่เน้นเนื้อหาสาระ (Content Marketing) สิ่งนี้เริ่มเห็นชัดเจนขึ้น คนที่มี "คอนเทนต์" ถือว่ามี "ขุมทรัพย์" อยู่ในมือ เพราะสามารถนำคอนเทนต์เข้าไปอยู่ในทุกช่องทางการสื่อสารเพื่อสร้างมูลค่า

เพิ่มได้ สังเกตได้ว่าวันนี้สินค้าบางตัวเริ่มสร้างคอนเทนต์ของตัวเองขึ้นมา อาทิ บริษัทที่ขายสินค้าสุขภาพสร้างเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับสุขภาพขึ้นมาบนออนไลน์ สร้างความรู้ความเข้าใจแก่กลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

"วันนี้ผู้บริโภคไม่ได้เสพคอนเทนต์ที่เป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์เพียงอย่างเดียว แต่เสพคอนเทนต์ที่เป็นการผสมผสานสาระและบันเทิงควบคู่กันไป (edutainment) สะท้อนจากละครที่ได้รับความนิยมอย่างแรงเงา ก็ต้องมีสอดแทรกสาระเข้าไปด้วย ทำให้วันนี้รายการที่อยู่ในตลาดได้ ต้องเริ่มจากการมีคอนเทนต์ที่ดี แล้วค่อยใส่รายละเอียดต่าง ๆ ลงไป"

11.การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationship Management) หรือกลยุทธ์ CRM ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค ซึ่งต่อเนื่องไปถึงเทรนด์ต่อไป

12. Convergence Marketing คือการสร้างกลุ่มก้อนทางธุรกิจ ซึ่งเป็นการพัฒนามาจากกลยุทธ์ "โคแบรนดิ้ง"
(cobranding) แตกต่างตรงที่ convergence เป็นการผนึกกำลังกันทางธุรกิจที่หลากหลาย ยกตัวอย่างอีเวนต์ หรือรายการสักรายการหนึ่ง ต้องมีการดึงพันธมิตรรายต่าง ๆ เข้ามานำเสนอผู้บริโภคเป็นแพ็กเกจ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจร่วมกัน

"ความต้องการของผู้บริโภคที่ซับซ้อนในวันนี้ หมดยุคข้ามาคนเดียว แบรนด์แบรนด์หนึ่งไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ทุกจุดได้อีกต่อไป"

13.การบริหารความสัมพันธ์กับคู่ค้า (Partner Relationship Management) จากเทรนด์ของ Convergence ที่จะรุนแรงขึ้นในปี 2556 นี้ ทำให้ธุรกิจต้องเน้นบริหารความสัมพันธ์ระหว่างคู่ค้ากับคู่ค้ามากขึ้น

"ดร.ธีรพันธ์" สรุปทิ้งท้ายว่า กลุ่มสินค้าที่จะเป็นไฮไลต์ในปี 2556 เชื่อว่าจะเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง ทั้งเครื่องสำอาง ความงาม แฟชั่น รวมถึงอาหารเสริมและสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวเนื่องที่สามารถทำให้ผู้บริโภครู้สึกหนุ่มสาวอยู่ตลอดเวลา ด้วยจำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการในด้านนี้สูงขึ้นตามไปด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เจาะลึกกลยุทธ์ธุรกิจยุคใหม่ ทำยังไงถึงเติบโตระดับโลก?


เจาะลึกกลยุทธ์ธุรกิจยุคใหม่ ทำยังไงถึงเติบโตระดับโลก?

 ตอนนี้สิ่งที่เห็นได้ชัดของแนวโน้มที่เกี่ยวข้องธุรกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะธุรกิจอินเทอร์เน็ตหลายแห่ง ทั่วโลกต่างเติบโตกันอย่างรวดเร็วมาก ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี บริษัทหน้าใหม่ ก็สามารถแซงหน้าบริษัทยังษ์ใหญ่ที่เปิดมาสิบๆปีอย่างสบายๆ ทั้งมูลค่ายอดขาย และมูลค่าของแบรนด์ขององค์กรหรือสินค้า ยกตัวอย่างเช่น Google สร้างบริษัทมาเพียง 12 ปี มูลค่าของแบรนด์ 55,317 ล้านเหรียญ (1.7 ล้านล้านบาท) แซงหน้าบริษัทยักษใหญ่ที่มีอายุร้อยกว่าปีอย่าง GE ได้ หรือ Apple กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากมากถึง 324.3 พันล้านเหรียญ (10 ล้านล้านบาท) อะไรคือปัจจัยทีทำให้บริษัทหน้าใหม่เหล่านี้ สามารถเติบโตได้อย่างติดจรวด และเราจะสามารถเรียนรู้และนำกลยุทธนี้มาใช้กับธุรกิจของเราได้หรือไม่? เรามาเจาะเรื่องนี้กันครับ
 ที่มา http://www.pawoot.com/global-business-strategy
ปัจจัยความสำเร็จของบริษัทยุคใหม่ว่าทำไมถึงสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ 
1. อินเทอร์เน็ต (Internet) คือปัจจัยหลักที่ทำให้ ธุรกิจเหล่านี้ สามารถตักตวงและใช้ประโยชน์ช่องทางนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างมาก อินเทอร์เน็ตคือช่องทางที่ธุรกิจรูปแบบใหม่สามารถเข้าถึงคนใช้อินเทอร์เน็ต ทั่วโลกมากกว่า 2 พันล้านคนได้อย่างง่ายและรวดเร็ว ดังนั้นธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจากกลุ่มลูกค้าเป้า หมายที่เป็นลูกค้าในประเทศที่อาจจะมีอยู่จำกัด กลายเป็นลูกค้าทั่วโลกที่มีความต้องการอย่างมากมายมหาศาล (ลองคิดดูว่าธุรกิจของคุณจะเปลี่ยนไปบ้างได้ไหม? ยังขายแต่อยู่ลูกค้าหน้าเดิมๆ หรือลุกค้าในจังหวัดคุณอยู่หรือเปล่า?)

2. ขายตรงไปยังผู้บริโภค (Direct to Customer) ด้วยรูปแบบของธุรกิจรูปแบบใหม่ ส่วนใหญ่ธุรกิจประเภทนี้จะเป็นธุรกิจ "บริการ" ที่สามารถให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตทำให้คนทั่วโลก สามารถเข้าไปใช้บริการต่างๆ ผ่านทางออนไลน์ได้ทันที และสามารถสร้างรายได้ๆ ทันทีเช่นกันโดยโดยที่ไม่จำเป็นต้อนส่งสินค้าไปให้ ตัวอย่างเช่น บริการลงโฆษณาผ่านทางกูเกิ้ล ที่คนทั่วโลกสามารถลงโฆษณากับกูเกิ้ลได้ง่ายๆ โดยปี 2010 สามารถสร้างรายได้ให้กับกูเกิ้ลปีละ 28 พันล้านเหรียญ (8 แสนกว่าล้านบาท) โดยเป็นเงินที่เก็บจากคนที่ลงโฆษณาใน กูเกิ้ลทั่วโลก และคนเหล่านั้นจ่ายเงินให้กับกูเกิ้ลตรงๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ตทันที หรือหากเป็นการขายสินค้า ก็จะเป็นการส่งสินค้าจากประเทศแหล่งผลิตโดยตรงไปยังมือผู้รับทันที ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนหลายๆ อย่างได้และนำมาซึ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะตัดตัวกลางอย่างพ่อค้าคนกลางออกไป ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของ Apple หากคุณสั่งสินค้าจากทางออนไลน์คุณจะได้รับสินค้าส่งมาจากประเทศจีนถึงบ้าน คุณทันที (ลองมองธุรกิจคุณสิ ต้องสินค้าผ่านกี่ต่อกว่าจะไปถึงมือผู้บริโภค ทุกลำดับขั้นของการส่ง จะมีต้นทุนเกิดขึ้นเสมอ จะดีไหมหนอ หากเราสามารถตัดตัวกลางต่างๆ ออกไปได้ เพื่อลดต้นทุน และสร้างกำไรให้กับธุรกิจของคุณ)

3. กลยุทธ์หางยาว (Long Tail) คือกลยุทธ์ที่สามารถขายสินค้านับล้านๆ รายการผ่านอินเทอร์เน็ตได้ทันที โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปขึ้นอยู่กับพื้นที่แสดงสินค้าอีกต่อไป เพราะหากคุณมีหน้าร้านโอกาศที่คุณจะนำของนับล้านช้ินไปวางแสดงเพื่อขายคง เป็นไปได้อยาก เพราะพื้นที่จำกัด เราจึงต้องเลือกสินค้าที่ขายดีๆ มาวางขาย ส่วนสินค้าที่ขายไม่ได้ ก็คงต้องเก็บไว้หลังร้าน นั่งหมายถึงสินค้าที่ไม่แสดงโอกาสการขายก็จะหายไปทันที และหากเราต้องการพื้นที่วางแสดงสินค้าเยอะๆ นั้นหมายถึงเราก็ต้องมีพื้นที่เยอะขึ้นด้วยเช่นกัน ราคาค่าเช่าก็จะเยอะขึ้นตาม ดังน้นจำนวนสินค้าจึงแปรผันตรงกับค่าใช้จ่ายของธุรกิจทันที แต่หากในโลกอินเทอร์เน็ต คุณสามารถนำสินค้านับล้านไปใส่ไว้ในเว็บไซต์ เพื่อให้คนสามารถชมและค้นหาสินค้าต่างๆ ได้ง่ายๆ เพียงแค่คลิกไม่กี่ที ของที่คุณต้องการก็จะมาปรากฏที่หน้าคุณแล้ว ดังนั้นต่อให้มีสินค้านับล้าน หรือสิบล้านชิ้นได้ง่ายๆ ยังไงก็ไม่มีผลต่อต้นทุนทางธุรกิจ เพราะยิ่งใส่ไปมากเท่าไรก็เป็นเพียงข้อมูลดิจิตอลเท่านั้น แต่ยิ่งหน้าเว็บไซต์ของคุณมีสินค้ามามาย ก็จะยิ่งช่วยสร้างยอดขายให้กับสินค้าที่ไม่ดัง ไม่ค่อยมีคนซื้อให้กับธุรกิจคุณได้เช่นกัน เพราะลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าทุกชิ้นของคุณได้ นี้คือรูปแบบของกลยุทธ์ "หางยาว (Long Tail) (กลับมาดูธุรกิจคุณเองสิ ว่าคุณมีเว็บไซต์หรือยัง หากมีแล้ว เว็บไซต์คุณได้สร้างยอดขายให้กับคุณไหม?)

4. การสร้างนวัตกรรม (Innovation) สังเกตุได้ว่าบริษัทหลายๆ แห่งที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่เกิดจากการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ ขึ้นมา  เช่น กูเกิ้ลเปิดตัวบริการใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง หรือ แอปเปิ้ล เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีการพัฒนารูปแบบใหม่ทุกๆ ปี เป็นต้น การสร้างนวัตกรรมไม่ได้เกิดจากการสร้างสินค้า (Product) หรือบริการ (Service) การส ร้างนวัตกรรมยังสามารถสร้างให้เกิดขึ้นกับขบวนการ (Process) ของการทำธุรกิจได้อีกด้วย เช่น Dell ฉีกกฏการขายแบบเดิม มาเป็นปรับกระบวนการขาย ให้เกิดการขายตรงไปยังผู้บริโภคและปรับกระบวนการผลิตที่เชื่อมต่อข้อมูลกับ โรงงานที่ส่งชิ้นส่วน ทำให้สามารถลดต้นทุนในการผลิตได้มาก และนำมาซึ่งกำไรให้กับธุรกิจมากขึ้น (กลับ มาคิดดูสิว่าธุรกิจของคุณ จะสามารถปรับปรุงกระบวนการอะไรให้ดีขึ้น ให้สามารถลดต้นทุนได้อย่างไร บางอย่างสามารถนำเทคโนโลยีหรือวิธีคิดใหม่ๆ มาใช้ได้ทันที)

5. โมเดลทางธุรกิจ (Business Model) โมเดลทางธุรกิจใหม่ๆ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัน อย่ายึดติดกับโมเดลธุรกิจเดิมๆ ลองคิดอะไรใหม่ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีมาต่อยอด เพราะเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน โมเดลทางธุรกิจใหม่ๆ ก็จะเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ Groupon.com เว็บรวมส่วนลดและดีลพิเศษ ที่ทำให้คนทั่วไปสามารถซื้อส่วนลดสินค้าต่างๆ ได้โดยประหยัดไปมากกว่า 50% ทางออนไลน์ และกระตุ้นให้เกิดการบอกต่อไปทาง โซเชียลเน็ตเวิรก์ ซึ่งโมเดลธุรกิจแบบนี้ไม่เคยขึ้นมาก่อน เพราะการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีโซเชียลเน็ตเวิรก์ทำให้เกิดการกระจายข้อมูล ข่าวสารไปได้ง่าย จึงทำให้ธุรกิจนี้โตอย่างมาก โดยมูลค่าของ Groupon.com มีมากถึง 18 พันล้านเหรียญ (5 แสนกว่าล้านบาท) หลังจากเปิดบริษัทได้เพียง 2 ปีกว่าๆ เท่านั้นเอง (ลองกลับมานึกดูสิ ว่ามีโมเดลธุรกิจอะไรใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น หรือสามารถนำมาประยุกต์อะไรใหม่ๆ เพื่อทำให้เกิดโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ได้บ้างไหม)

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วน หนึ่งของปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจใหม่ๆ สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และสร้างมูลค่าได้อย่างมหาศาลในระยะเวลาอันสั้น อ่านมาถึงตรงแล้วก็อย่างมั่วแต่ชื่นชมเค้าว่าเก่งนักเก่งหนา ผมว่าคงต้องถึงเวลาที่คุณต้องกลับมาคิดแล้วล่ะว่า "เราเอง" จะสร้างการเติบโตลักษณะเดียวกับนี้กับงานที่เราทำ หรือธุรกิจที่เราทำอยู่ได้อย่างไร เพราะประโยชน์ที่ได้ มันคงไม่ได้อยู่แค่ตัวคุณหรือบริษัทของคุณเท่านั้น มันส่งผลโดยตรงกับประเทศของเรา และที่สำคัญที่สุดคือ หากเราไม่คิดหรือลงมือทำในวันนี้แล้ว เราจะไปเริ่มวันไหนครับ? ฉะนั้น "คิดและลงมือทำเดียวนี้เลยครับ"

วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2555

JAL ล้มละลาย : สอนอะไรใคร?

JAL ล้มละลาย : สอนอะไรใคร?


ภาพ http://www.jatschool.com

ตอนนั้นใครที่ซื้อตั๋วโดยสารเครื่องบินก็จะได้รับกระเป๋าสะพายขึ้นเครื่อง ซึ่งมีตราของสายการบินประทับอยู่ชัดเจน  ตอนนั้นผมยังเด็กอยู่มากเห็นใครหิ้วกระเป๋า Pan Am ของอเมริกันก็รู้สึกว่า เท่ มากทีเดียว ส่วนใครหิ้วกระเป๋า KLM หรือ Air France ก็เท่ไม่เบาเช่นกัน สำหรับสายการบินในเอเชียแน่นอนครับ Japan Airlines หรืออักษรย่อว่า JAL นั้น กินขาด

วันเวลาผ่านไปหลายทศวรรษ JAL กลับ เสื่อมถอยลงไปตามลำดับ สายการบินคู่แข่ง คือ ANA หรือ All Nippon Airlines เบียดตัวแซงขึ้นมา จนกลายเป็นผู้นำไปได้ ผมเองก็ไม่ได้บินทั้งสองสายการบินนี้บ่อยครั้งนัก แต่เท่าที่ได้ลองใช้บริการมาแล้วทั้งสองแห่ง ก็พอจะรู้สึกได้ ถึงความแตกต่าง

เมื่อวันอังคารที่ 12 มกราคม 2553 นี้เอง ราคาหุ้นของ JAL ได้ ลดต่ำลงในวันเดียวถึง 45% คือลดลงติดฟลอร์ จากราคาหุ้นละ 67 เยนเหลือเพียงหุ้นละ 37 เยน เท่านั้น เพราะนักลงทุนคาดหมายว่าสายการบินแห่งนี้ไม่มีทางเลือกใดเหลืออยู่อีกแล้ว นอกจากจะต้องยื่นคำร้องขอรับการพิทักษ์ทรัพย์ภายใต้กฎหมายล้มละลายเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่จะตามมา ก็คือ หุ้น JAL จะ ต้องถูกนำออกจากตลาดหุ้น และในวันต่อมาคือวันพุธที่ 13 มกราคม ราคาหุ้นก็ได้ดิ่งต่อลงไปอีก 30 เยน ซึ่งเป็นระดับติดฟลอร์อีกครั้งหนึ่งหรือลดลงในวันเดียวถึง 81% ทำให้หุ้น JAL เหลือเพียงราคาหุ้นละ 7 เยน เท่านั้น ในราคาหุ้นละ 7 เยน นี้ หมายความว่ามูลค่าตลาดของ JAL เหลือเพียง 208 ล้านดอลลาร์ เท่านั้น ซึ่งเป็นมูลค่าที่ต่ำกว่าราคาเครื่องบินโดยสารชนิด 747-8 จำนวนเพียงลำเดียว เสียอีก

ชะตากรรมของ JAL ครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่ทันได้มีใครรู้เนื้อรู้ตัว เพราะ JAL นั้น เคยมีปัญหาให้รัฐบาลต้องเข้าอุ้มชูทางการเงินมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ในรอบ 9 ปีที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้ มาถึงสุดทางจริงๆ และไม่มีทางออกอื่นใดดีไปกว่าการยื่นล้มละลาย

มาถึงขั้นนี้ ก็คงมีคนอยากทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับสายการบินยักษ์ของโลกแห่งนี้ ผมได้ทำการบ้านมาแล้วพบว่า JAL นั้น เดิมเป็นของรัฐบาลทั้งหมด แต่ได้แปรสภาพให้เอกชนถือหุ้นเมื่อปี 1987 อย่างไรก็ตาม การที่มีสถานะเป็น “สายการบินแห่งชาติ” ดูเหมือนจะไม่ได้เปลี่ยนไปนัก ก็เลยถูกเรียกร้องให้ต้องรับภารกิจที่ไม่บังเกิดผลในทางธุรกิจนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตอบสนองนักการเมืองญี่ปุ่น

นักการเมืองญี่ปุ่นนั้น หลายสิบปีที่ผ่านมาก็คงอยากจะได้คะแนนเสียงและสร้างบารมีทางการเมือง จึงผลักดันให้มีโครงการสร้างสนามบินทั่วไปหมดคล้ายๆ กับว่ามันเท่ดีนะที่สามารถหางบประมาณมาสร้างสนามบินไว้ในเขตพื้นที่ของตนเอง ได้ ดังนั้น เผลอไปประเดี๋ยวเดียว ปรากฏว่าในปี 2006 ญี่ปุ่นมีสนามบินจำนวนมากถึง 97 แห่ง แต่ผมยังหาข้อมูลล่าสุดไม่ได้ว่านับถึงปี 2010 มีสนามบิน เกิน 100 แห่งแล้วหรือยัง

มีคำกล่าวเชิงประชดประชันว่า ในสองทศวรรษที่ผ่านมาซึ่งเศรษฐกิจญี่ปุ่นตกต่ำอย่างหนักนั้น ก็ยังมีพิธีตัดริบบิ้น เพื่อเปิดสนามบินใหม่ กันอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนั้น อีกปัจจัยหนึ่งที่ได้นำ JAL มา สู่สภาวะวิกฤติในวันนี้ ก็คือบริษัทต้องเผชิญปัญหาค่าใช้จ่ายสำหรับพนักงานปัจจุบัน และผลประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งสวัสดิการที่ให้แก่ผู้ที่เกษียณอายุไปแล้ว ซึ่งรวมกันแล้ว ทำให้บริษัทไม่อยู่ในภาวะที่สามารถแข่งขัน กับสายการบินอื่นได้

ความจริง JAL ก็ แข่งขันกับสายการบินอีกเพียงแห่งเดียวเท่านั้นแหละ คือ All Nippon Airways หรือ ANA เพราะในประเทศญี่ปุ่นนั้น รัฐบาลปกป้องธุรกิจการบินมากทีเดียว ทำให้ไม่มีสายการบินต้นทุนต่ำเกิดขึ้นมาแข่งขันได้ แต่ขนาดแข่งกับคู่แข่งเพียงรายเดียว เท่านี้ JAL ก็สู้ไม่ได้แล้ว  เมื่อบวกปัจจัยต่างๆ เข้าด้วยกันแล้ว จึงเข้ากรณีคลาสสิกเลยทีเดียว นั่นคือ เป็นบริษัทที่ขาดประสิทธิภาพเพราะได้รับการปกป้องอย่างมากจากรัฐบาลมาโดยตลอด ต้องทำการบินไปยังสนามบินที่นักการเมืองได้สร้างไว้ แต่ไม่คุ้มค่าทางธุรกิจ ต้นทุนค่าแรงและสวัสดิการของพนักงานปัจจุบันและที่เกษียณอายุไปแล้วสูงมาก เมื่อบวกกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมทั้งการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น JAL ก็เลยมีชะตากรรม เช่นนี้

ในแผนการที่จะปรับโครงสร้างของสายการบินแห่งนี้นั้น รัฐบาลเรียกร้องให้ พนักงานที่เกษียณอายุไปแล้ว มีมติลดผลประโยชน์ของตนเองลงไป (ซึ่งตามกฎหมายต้องได้รับความเห็นชอบ ไม่ต่ำกว่า 2 ใน 3) ซึ่งล่าสุด ผู้เกษียณอายุ ก็ได้มีมติยินยอมตามนี้แล้ว นอกจากนั้น ใน 2-3 ปีข้างหน้า ก็จะต้องลดคนงานลงไปถึง 15,000 คน ด้วย รวมทั้งจะต้องยกเลิกเที่ยวบินไปยัง สนามบินในประเทศ 29 แห่ง และปิดหรือขายธุรกิจด้านโรงแรม หรือการท่องเที่ยว เพื่อหันมาเน้นธุรกิจการบิน เพียงอย่างเดียวฯลฯ
อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับสายการบินยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย ที่ชื่อว่า JAL แล้ว ทำให้อดที่จะคิดไม่ได้ว่า เหตุใดหนอ สายการบินซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบของการประกอบธุรกิจ สายการบิน ที่สายการบินอื่นๆ ในเอเชีย ล้วนต้องเดินตามรอย มาบัดนี้ ได้กลายเป็นเพียงอดีตไปเสียแล้ว

ปัญหาเรื่องการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น รวมทั้งปัญหาเรื่องราคาน้ำมัน เป็นเรื่องที่สายการบินทุกแห่งต้องประสบเหมือนๆ กัน ดังนั้น JAL จึงไม่ได้พบกับปัญหาที่แตกต่างไปจากสายการบินอื่นๆ แต่อย่างใด แต่ที่ทำให้ JAL สู้ ใครเขาไม่ได้ ก็คือเรื่องของประสิทธิภาพ และต้นทุน ที่เกิดขึ้น ซึ่งเรียกกันว่า “Legacy Costs” หมายถึงต้นทุนต่างๆ รวมทั้งค่าแรงและสวัสดิการ ที่เป็นต้นทุนซึ่งผูกพันบริษัทมาช้านาน และนับวันก็จะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจัยตัวนี้ ได้ทำให้ General Motors ประสบปัญหามาก่อนแล้ว เช่นกัน

เรื่องราวของนักการเมืองในญี่ปุ่น ที่กระสันสร้างสนามบินในจังหวัดของตนเอง และกดดันให้ “สายการบินแห่งชาติ” ต้อง บินให้บริการ ทั้งๆ ที่มีผู้โดยสารเพียงไม่กี่คน หรือเรื่องราวของสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ จำนวนมาก ที่บริษัทมอบให้แก่คนที่เคยเป็นพนักงาน หรือ คนที่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับบริษัทในสถานภาพต่างๆ  เมื่อฟังแล้ว ทำให้อดนึกถึงสายการบินอีกแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ได้จริงๆ ว่าช่างเป็นเรื่องราวที่คล้ายคลึงกัน เสียเหลือเกิน

วันนี้ผู้ถือหุ้น และเจ้าหนี้ ของ JAL ได้ รับผลพวงไปแล้วเต็มๆ และเป็นบทพิสูจน์ว่า ถ้าหากใครๆ ต่างก็ถือว่า สายการบินแห่งชาติ นั้น เป็น “สมบัติผลัดกันชม” แล้วละก็ วันหนึ่งก็คงจะต้องลงเอยเช่นนี้แหละครับ
เอ...นี่ผมกำลังพูดให้ใครฟังนะเนี่ย

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com