ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พลังงาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พลังงาน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

พลังงานทางเลือกไทยอยู่ที่ไหน?




พลังงานทางเลือกไทยอยู่ที่ไหน?

March 9, 2012


ที่มา  http://www.whereisthailand.info/2012/03/alternative-energy/
จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยหากทรัพยากรธรรมชาติไม่พอใช้?
ดังที่เคยกล่าวไปแล้วในเรื่องพลังงานไทยอยู่ตรงไหน? ประเทศไทยมีพลังงานทางเลือกน้อยมาก หากทรัพยากรเชื้อเพลิงฟอสซิลเริ่มขาดแคลน ประเทศไทยจะหันมาใช้อะไรทดแทน? การเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือกย่อมหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการก่อ สร้าง ดำเนินการ ดูแลรักษา และค่าเชื้อเพลิงของพลังงานทางเลือกที่อาจจะสูงกว่า แต่หากว่าพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลหมดไปจริงๆ ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจจะเป็นภาระที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คำถามก็คือเราจะต้องจ่ายกันเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่?
จากการประเมินของกระทรวงพลังงาน[1] ได้ทำการประเมินรวมค่าใช้จ่ายของโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆตั้งแต่เวลาสร้างเฉลี่ย ต่อหน่วยพลังงานที่ผลิตได้ตลอดการใช้งาน ได้ผลดังนี้
ค่าใช้จ่ายของพลังงานไฟฟ้าโดยประมาณ
โรงไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายในหน่วย บาท/Kwh*
แสงอาทิตย์ 12.50
ลม 5.20
ก๊าซธรรมชาติเมื่อบ่อก๊าซใกล้หมด (Marginal Gas) 4.34
ก๊าซธรรมชาติ (Gas Existing) 3.96
ขยะ 3-5
ชีวมวล 3-3.50
ถ่านหิน 2.94
นิวเคลียร์ 2.79

* หมายเหตุ: ไม่รวมค่าดูแลสิ่งแวดล้อม
โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้น มีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างค่อนข้างต่ำ ผลิตไฟฟ้าได้มาก แต่ค่าเชื้อเพลิงอาจเปลี่ยนแปลงตามราคาท้องตลาด (เช่น ต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นเมื่อบ่อก๊าซในอ่าวไทยใกช้หมดดังตารางข้าง บน) อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลก็ยังมีค่าใช้จ่ายโดยรวม ถูกกว่าพลังงานทางเลือกอื่นเสมอ แม้กระนั้นก็ตาม เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นทรัพยากรที่ไม่สามารถทดแทนได้ และมีแต่จะค่อยๆ หมดไป
ในทางกลับกันพลังงานหมุนเวียนเช่นพลังงานลม แสงอาทิตย์ ความร้อนใต้พิภพ และเขื่อน เป็นพลังงานที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในด้านเชื้อเพลิง แต่มักจะมีค่าก่อสร้างและดูแลรักษาที่สูง และผลิตไฟฟ้าได้น้อย จึงทำให้ราคาต่อหน่วยพลังงานค่อนข้างสูง ส่วนพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพนั้นมีปัญหาทางด้านการใช้ที่ดินทำกินในการเกษตร ซึ่งหมายถึงการสูญเสียรายได้ผลผลิตในการเกษตรเพื่อผลิตพลังงาน
สำหรับพลังงานนิวเคลียร์นั้น ค่าใช้จ่ายในการลงทุนก่อสร้างสูง แต่ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงค่อนข้างต่ำ และผลิตไฟฟ้าได้มาก แต่ราคานี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการปลดระวาง (Decommission Cost) นอกจากนี้ยังมีภาพพจน์ในทางลบทางด้านความเสี่ยงต่อการหลอมของเตาปฏิกรณ์ จึงทำให้หลายๆ ชุมชนในหลายๆ ประเทศยังคงลังเลต่อการหันมาพึ่งพลังงานนิวเคลียร์ แม้ว่าพลังงานนิวเคลียร์จะจัดเป็นพลังงานที่ต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำมากแหล่ง หนึ่ง
หากเราเปรียบเทียบกับสัดส่วนในการใช้พลังงานเฉพาะพลังงานไฟฟ้าของไทยในปี 2554 จะพบว่าปัจจุมันเรามีการใช้พลังงานจากแหล่งต่างๆโดยประมาณ ดังนี้
พลังงานหมุนเวียน 1% น้ำมัน 1% ก๊าซธรรมชาติ 70% ถ่านหิน 21% พลังน้ำ 7%
หากเราสมมติกรณีที่ในอนาคตอันใกล้แหล่งก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นแหล่งพลังงาน ไฟฟ้าหลักของประเทศไทยได้เริ่มหมดไป และเราต้องหาแหล่งพลังงานอื่นมาทดแทน จะเห็นได้ว่าแหล่งพลังงานหลายชนิดมีต้นทุนที่สูงกว่าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งย่อมต้องหมายถึงภาระต้นทุนการผลิตค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดก็จะถูกผลักป็นภาระของเราทุกคนในรูปแบบของค่าไฟ หากเราลองคำนวนเทียบภาระต้นทุนการผลิตค่าไฟปัจจุบันตามค่าใช้จ่ายของพลังงาน ไฟฟ้าประเภทต่างๆต่อ Kwh ด้วยสัดส่วนการใช้พลังงานเบื้องต้น เทียบกับกรณีที่ก๊าซธรรมชาติ 20% ถูกทดแทนด้วยแหล่งพลังงานอื่น เราจะได้ว่า
หากเราเปลี่ยนไปใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 20% ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น 46%
หากเราเปลี่ยนไปใช้พลังงานลม 20% ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น 7%
หากเราเปลี่ยนไปใช้พลังงานจากขยะ 20% ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น 6%
หากเราเปลี่ยนไปใช้พลังงานชีวมวล 20% ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะลดลง 2%
หากเราเปลี่ยนไปใช้พลังงานนิวเคลียร์ 20% ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะลดลง 6%
หากเราใช้ก๊าซธรรมชาติแบบเดิม แต่ 20% ของก๊าซต้องเสียค่าขุดเจาะเพิ่มขึ้นเนื่องจากเหลือน้อย (Marginal gas) ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น 2%
ทั้งนี้เนื่องจากภูมิอากาศและภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวย จึงอาจเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถหาแหล่งที่เหมาะสมที่จะทดแทนความต้องการ พลังงาน 20% ของประเทศได้ด้วยพลังงานลม พลังงานน้ำจากเขื่อน ขยะ(หากมีไม่เพียงพอต่อความต้องการพลังงาน) หรือพลังงานความร้อนใต้พิภพ สำหรับพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพนั้น การเปลี่ยนพื้นที่การเกษตรไปเป็นการปลูกพืชเพื่อเป็นเชื้อเพลิงย่อมหมายถึง GDP จากการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรของประเทศที่ลดลงไปด้วย
ในทางปฏิบัตินั้นการจะเปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทนย่อมไม่ขึ้นอยู่กับแหล่ง พลังงานใหม่เพียงแหล่งเดียว แต่จะเป็นการทดแทนด้วยแหล่งพลังงานทางเลือกหลายๆแหล่งพร้อมๆกัน สำหรับประเทศไทยนั้น กรมพลังงานทดแทนและอนุรักษณ์พลังงานสังกัดกระทรวงพลังงานได้มีการทำแผนพัฒนา พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของไทย โดยมีการทำแผนที่จะชดเชยพลังงานทดแทน 25% ในระยะเวลา 10 ปี ( พ.ศ.2555-2564)[2]
[1] http://www.eppo.go.th/power/power2554.pdf
[2] http://www.dede.go.th/dede/images/stories/aedp25.pdf

พลังงานไทยอยู่ตรงไหน?



พลังงานไทยอยู่ตรงไหน?

March 1, 2012


ที่มา http://www.whereisthailand.info/2012/03/energy-consumption-by-source/
ในปัจจุบัน พลังงาน คือสิ่งสำคัญมากในชีวิตประจำวันของเราทุกคน มนุษย์ยุคนี้พึ่งพาพลังงานเป็นอย่างมากในทุกด้าน ทั้งการให้แสงสว่าง หุงต้ม แช่แข็ง ปรับอาการ คมนาคมขนส่ง หรือการผลิตสินค้าต่างๆก็ล้วนจำเป็นต้องใช้พลังงานทั้งสิ้น เราใช้พลังงานตลอดเวลาทั้งยามหลับและตื่น แต่น้อยครั้งที่เราจะหยุดและตั้งคำถามบ้างว่า พลังงานเหล่านี้จะมีให้ใช้ไปได้อีกนานแค่ไหน?
พลังงานที่ใช้ในโลกส่วนมากมาจากพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล (น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ) ซึ่งจัดเป็นพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป ไม่สามารถหามาทดแทนได้ (nonrenewable energy sources) กระบวนการทางธรณีวิทยาที่ทำให้เกิดเชื้อเพลิงฟอซซิลนั้นใช้เวลานับล้านปี แต่นับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18 มนุษย์ทำการขุดและนำเชื้อเพลิงฟอซซิลมาใช้มากขึ้นเรื่อย ดังนั้นไม่ช้าก็เร็วแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลเหล่านี้ก็จะต้องหมดไปจากโลกของ เรา ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงเริ่มที่จะเปลี่ยนหันมาพึ่งพาพลังงานทางเลือก หรือพลังงานจากแหล่งที่ทดแทนได้ (renewable energy sources) มากขึ้น เช่น พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานน้ำจากเขื่อน พลิงงานเชื้อเพลิงชีวมวล (biomass) พลังงานใต้พิภพ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานจากน้ำขึ้นน้ำลงและคลื่น
แล้วสัดส่วนแหล่งพลังงานไทยอยู่ตรงไหน?
ข้อมูลจาก International Energy Association (IEA)[1] ระบุว่า ในปี ค.ศ. 2005 มีการบริโภคพลังงานในประเทศไทยทั้งสิ้นเทียบเท่าน้ำมัน 76 ล้านตัน มีการผลิตเองในประเทศ 40 ล้านตัน และนำเข้าพลังงานทั้งสิ้น 36 ล้านตัน โดยการบริโภคพลังงานในประเทศปี ค.ศ. 2005 แบ่งได้เป็นดังนี้
พลังงานเชื้อเพลิงฟอซซิล ร้อยละ 81.8
ถ่านหิน ร้อยละ 11.4
น้ำมันสำเร็จรูป ร้อยละ 43.4
ก๊าซธรรมชาติ ร้อยละ 27.0
พลังงานน้ำจากเขื่อน ร้อยละ 0.7
พลังงานเชื้อเพลิงจากชีวมวลแข็ง ร้อยละ 17.1
พลังงานนิวเคลียร์ ร้อยละ 0
พลังงานใต้พิภพ ร้อยละ 0
พลังงานแสงอาทิตย์ ร้อยละ 0
พลังงานลม ร้อยละ 0
พลังงานจากน้ำขึ้นน้ำลงและคลื่น ร้อยละ 0
จากตัวเลขจะเห็นได้ว่านอกจากพลังงานน้ำจากเขื่อนและพลังงานชีวมวลแล้ว ประเทศไทยยังไม่มีการใช้พลังงานทางเลือกอย่างมีนัยยะสำคัญสักเท่าไหร่ นอกจากนั้นเรายังเป็นประเทศที่ผลิตพลังงานได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการทำให้ ต้องพึ่ง การนำเข้าจากต่างประเทศถึงกว่า 50% เมื่อเทียบกับประเทศอื่นทั่วโลกแล้ว ประเทศที่มีการพึ่งพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลสูงมักจะเป็นประเทศที่สามารถขุด หาเชื้อเพลิงได้เอง ในขณะที่ประเทศที่ต้องพึ่งการนำเข้าพลังงานเริ่มมีการหันไปหาแหล่งพลังงานทด แทนแล้ว
ยิ่งกว่านั้น หากพิจารณาดูจะพบว่าประเทศไทยมีทางเลือกทางพลังงานน้อยมาก เนื่องจากภูมิประเทศไม่เอื้อต่อการสร้างเขื่อน ไม่มีพลังงานความร้อนใต้ภิภพ พลังงานแสงอาทิตย์ก็มีต้นทุนที่สูงไม่คุ้มค่าแก่การลุงทุน ไม่มีลมหรือคลื่นทะเลแรงพอจะผลิตไฟฟ้า ส่วนพลังงานนิวเคลียร์นั้นก็ยังเป็นประเด็นใหญ่ทาง สังคมอยู่ และแม้ประเทศไทยนั้นได้เปรียบอยู่บ้างในเรื่องของการผลิตชีวมวลเช่นไบโอ ดีเซล แต่การเปลี่ยนพื้นที่ทางการเกษตรไปมุ่งผลิตเชื้อเพลิงในเชิงพานิชย์ ย่อมหมายถึงผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆที่จะต้องลดลงในทางกลับกัน
ปัญหาพลังงานนั้นเป็นปัญหาระดับโลกที่กำลังกำลังจะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว หากเรานิ่งนอนใจและไม่วางแผนรับมือปัญหานี้เสียแต่เนิ่นๆก่อนที่เชื้อเพลิง ฟอสซิลจะหมดไป ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างประเทศไทย จะเป็นประเทศแรกๆที่เจอผลกระทบอย่างแน่นอน

สัดส่วนการใช้พลังงานในประเทศอื่นๆ

Coal Oil Natural Gas Nuclear Hydro Solid Biomass Liquid Biomass Geothermal Solar Wind Tidal Wave & Ocean
World 25.2 36.8 26.0 7.5 2.4 10.0 0.17 0.43 0.60 0.03 0.00
Asia (excluding Middle East) 34.2 30.8 10.3 4.2 1.6 18.2 0.04 0.46 0.50 0.01 0.00
Thailand 11.4 43.4 27.0 0.0 0.7 17.1 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00
Vietnam 12.8 21.0 4.0 0.0 4.0 58.3 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0
Malaysia 4.0 50.1 40.1 0.0 1.2 4.7 0.00 0.0 0.0 0.0 0.0
China 55.9 19.9 2.8 0.4 2.1 18.8 0.11 0.0 0.0 0.0 0.0
Japan 19.2 49.2 12.4 16.0 1.4 0.7 0.0 0.57 0.14 0.0 0.0
France 4.8 35.3 13.8 41.3 2.4 3.6 0.17 0.05 0.01 0.00 0.02
United States 23.9 39.6 22.7 9.2 0.8 2.3 0.26 0.56 0.06 0.02 0.0
อ้างอิง: [1] http://earthtrends.wri.org/pdf_library/data_tables/ene2_2005.pdf

การใช้พลังงานไทยอยู่ตรงไหน?


การใช้พลังงานไทยอยู่ตรงไหน?

March 19, 2012


ที่มา http://www.whereisthailand.info/2012/03/energy-cons-sector/
การใช้พลังงานไทยอยู่ตรงไหน?
จากที่ประเทศไทยอยู่ตรงไหนได้เคยนำเสนอไปแล้วว่าประเทศเราพึ่งพลังงานจาก พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นส่วนมากและมีการนำเข้าพลังงานถึงกว่า 50%[1] พลังงานเหล่านี้เรานำไปใช้ในส่วนไหนกันบ้าง?
จากการศึกษาในปี 2005 [2] พบว่าประเทศไทยมีการใช้พลังงานทั้งสิ้นเทียบเท่าน้ำมัน 53 ล้านตัน โดยแบ่งออกเป็น
อุตสาหกรรม 38.1 %
การคมนาคมทางบก 27.8%
การคมนาคมอื่นๆ 5.9%
เกษตรกรรม 5.4%
การพาณิชย์ และ บริการสาธารณะ 4.6%
ที่อยู่อาศัย 16.1%
อื่นๆ 2.1%
สำหรับสัดส่วนการใช้พลังงานของประเทศอื่นๆมีดังนี้
Other Countries Energy use by sector

Total Final Consumption (million metric toe) Industry (%) Road Transport (%) All Other Transport (%) Agriculture (%) Commercial & Public Services (%) Residential (%) Non Energy Uses & “Other” (%)
World 7,585 31.9 19.7 5.5 2.5 7.8 27.5 5.1
Asia (excluding Middle East) 2,175 34.7 13.0 3.7 2.9 5.9 35.3 4.4
Thailand 53 38.1 27.8 5.9 5.4 4.6 16.1 2.1
Malaysia 32 40.6 35.0 5.5 0.3 7.1 9.6 1.9
Indonesia 118 19.8 17.5 2.2 1.7 1.8 56.1 1.0
China 785 40.0 6.1 3.5 4.2 3.7 38.2 4.3
Japan 342 35.9 23.2 4.9 1.9 16.9 13.6 3.5
Germany 246 29.8 22.9 3.9 1.1 9.8 28.6 3.8
United States 1,540 26.2 32.3 7.3 1.0 12.2 16.6 4.5

จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีการบริโภคพลังงานมากที่สุดในส่วนของอุตสาหกรรม และการคมนาคม ทั้งนี้เมื่อเทียบกับประเทศแถบเอเชียและทั่วโลกแล้ว จะพบว่าประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราส่วนการใช้พลังงานในส่วนของ การคมนาคมค่อนข้างสูง ในขณะที่ส่วนของที่อยู่อาศัยค่อนข้างต่ำ ทั้งนี้ เป็นไปได้ว่าประเทศในเขตหนาวอาจมีความต้องการใช้พลังงานในการให้ความอบอุ่น ในครัวเรือนมากกว่าจึงทำให้มีสัดส่วนการใช้พลังงานในที่อยู่อาศัยสูงกว่า แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นไปได้ว่าประเทศไทยมีสัดส่วนการใช้พลังงานทางด้าน คมนาคมที่สูงอยู่แล้วก็เป็นได้

จะเห็นได้ว่า การมุ่งลดการใช้พลังงานทางด้านอุตสาหกรรมอาจไม่ง่ายนัก เนื่องจากมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการผลิตซึ่งหมายถึงรายได้ (GDP) ของสังคมโดยรวม ดังนั้นหากเราต้องการที่จะลดอัตราการใช้พลังงาน สิ่งแรกที่เราสามารถเริ่มต้นได้คือด้านคมนาคม ซึ่งโดยหลักการแล้วสามารถทำได้โดยการ “ลงทุนระยะยาว” กับโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น การเร่งพัฒนาการคมนามระบบรางให้ครอบคลุมทุกจังหวัดและมีคุณภาพมากกว่าเดิม หรือการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน (mass transit) ในเมืองใหญ่และไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพเท่านั้น การวางระบบ รถประจำทาง, BTS, MRT, BRT อย่างบูรณาการเพื่อการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล การรณรงค์การใช้ carpool เพื่อลดการใช้ยานพาหนะโดยไม่จำเป็น การสนับสนุนพาหนะทางเลือกเช่น จักรยาน การมุ่งลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนเช่นการเพิ่มภาษีรถยนต์จากภาครัฐ

อ้างอิงข้อมูล:

[1] พลังงานไทยอยู่ตรงไหน? http://www.whereisthailand.info/2012/03/energy-consumption-by-source/
[2] http://earthtrends.wri.org/pdf_library/data_tables/ene3_2005.pdf

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556

2011 ยุคข้าวยากหมากแพง

2011 ยุคข้าวยากหมากแพง

ที่มา  http://pereira-john.blogspot.com/2011/04/2011.html
เรากำลังเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพงกันแล้ว เตรียมตัวกันพร้อมหรือยัง?

1. อาหาร
ราคาอาหาร และ ผลิตผลทางการเกษตรจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก พร้อมกันหรือยัง
  •  ภัย พิบัติทางธรรมชาติ น้ำท่วม ภัยแล้ง ภัยหนาว แผ่นดินไหว ซึนามิ ปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นบ่อย และ กระทบต่อหลายๆ ภูมิภาคทั่วโลก ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรในช่วงปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันลดน้อยลงกว่าปกติ
  • แหล่ง อาหารใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ - มหาสมุทร - กำลังปนเปื้อน  หากสถานการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของญี่ปุ่นเลวร้ายลงอีก (มีความเป็นไปได้ไม่น้อย) อาหารทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก (มหาสมุทรที่ใหญ่ที่สุดของโลก) จะปนเปื้อนสารกำมันตรังสี คนจะไม่กล้าทานอาหารทะเล  และหันไปหาโปรตีนจากแหล่งอื่นแทน ทำให้เนื้อสัตว์ นม ไข่ มีราคาแพงสูงขึ้นไปอีกมาก

ZIMBABWE CRISIS/CBANK

A vendor arranges eggs on a new 100 billion Zimbabwean dollar note in Harare July 22, 2008. Zimbabwe's central bank introduced new higher-value 100 billion Zimbabwe dollar notes on Monday as part of a desperate fight against spiralling hyperinflation, the bank said. An egg now costs $35 billion. REUTERS/Philimon Bulawayo (ZIMBABWE) REUTERS

  • พืช อาหารถูกเปลี่ยนเป็นพืชพลังงาน  น้ำมัน(พลังงาน) ราคาแพง พืชถูกใช้ผลิตเป็นพลังงานทดแทน ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ ยิ่งน้ำมันแพง พืชจะถูกนำไปผลิตพลังงานมากขึ้น สุดท้ายอาหารก็แพงขึ้นตาม
  • Pollinator decline หรือปริมาณแมลงผสมเกสรลดลง การศึกษา (ตั้งแต่ปี 2006) ของ US แสดงให้เห็นว่าประชากรของแมลงผสมเกสรลดลงกว่าปีละ 30% นอกจากผลผลิตน้ำผึุ้งลดลงแล้ว ยังกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรที่ต้องอาศัยแมลงในการผสมเกสรด้วย (เช่นผลไม้ ดอกไม้) ทำให้ผลผลิตลดลง

2. พลังงาน 
  •  น้ำมัน ความสามารถในการผลิตน้ำมัน แหล่งพลังงานสำคัญที่สุดของมนุษยชาติในยุคปัจจุบัน ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว!!!! ขณะที่ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันของโลกกลับเพิ่มขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะจากเอ เซีย (จีน และ อินเดีย)

  • การ ประท้วงในตะวันออกกลาง ส่งกระทบต่อกำลังการผลิตน้ำมัน เป้าหมายของผู้ชักใยการประท้วงในตะวันออกกลางระยะสั้น (อัลไกด้า และ อิหร่าน) คือ ซาอุ ประเทศส่งออกน้ำมันเป็นอันดับ 1 ของโลก หากซาอุเกิดจลาจล ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกจะกระทบทันที ราคาน้ำมันจะพุ่งกระโดดในชั่วข้ามคืน  หากสถานการณ์บานปลาย เตรียมรับมือสภาวะน้ำมันแพง และ ขาดแคลนกันได้เลย

  • อุบัติเหตุ ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ประเทศญี่ปุ่น ทำให้โครงการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์หยุดชะงักทั่วโลก ทำให้ความต้องการใช้ Carbon based fuel สูงขึ้นไปอีก
  • น้ำมันแพงจะกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้ค่าขนส่ง และพลังงานแพง และ สุดท้ายราคาอาหาร และ สินค้าทุกชนิดจะแพงขึ้นอีก

3. ระบบทุนนิยมกำลังล้มเหลว
FED (ธนาคารกลางสหรัฐ) ธนาคารกลางยุโรป และ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (และธนาคารกลางประเทศอื่น) ได้พิมพ์เงินเข้าสู่ระบบเป็นจำนวนมาหาศาลในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นการพิมพ์เงินขึ้นมาเฉยๆ โดยไม่ต้องใช้ทองคำ หรือโลหะมีค่าในการหนุนค่าเงิน
เมื่อปริมาณเงินล้นระบบ ราคาเงินก็ลดลง
มองในทางกลับกัน ก็คือการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าต่างๆ นั่นเอง

ธนาคารกลางหลายๆ ประเทศในยุโรป และ อเมริกา มีหนี้สาธารณะปริมาณมหาศาล หลายๆ ประเทศอยู่ในระดับกว่า 90% ของ GDP
ปริมาณ หนี้ในระดับนี้ถือว่าทำให้ประเทศมีความเสี่ยงสูง บางประเทศชนเพดานที่กฏหมายกำหนดแล้ว ก่อหนี้เพิ่มไม่ได้อีก นอกจากแก้กฏหมาย ซึ่งจะทำให้ประเทศมีความเสี่ยงมากขึ้นไปอีก ต้นทุนในการกู้เพิ่มขึ้นไปอีก

**รูปเก่าไปหน่อย ปัจจุบัน USA กลายเป็น สีแดงเข้มไปแล้ว**

เพื่อ รับมือกับเงินเฟ้อที่ำกำลังเกิดขึ้น และกำลังจะเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงในระยะใกล้นี้ การขึ้นดอกเบี้ยเป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยสะกัดเงินเฟ้อไม่ให้ลุกลามไปเร็ว นักได้
อย่างไรก็ตาม จากภาระหนี้ที่สูงมากของหลายประเทศ ทำให้ธนาคารกลางของประเทศเหล่านั้นเลือกที่จะไม่ขึ้นดอกเบี้ย เพราะการขึ้นดอกเบี้ย จะเป็นการเพิ่มภาระรายจ่ายให้แก่รัฐบาลในการจ่ายดอกเบี้ย
หลายๆ ประเทศกำลังจนมุม ไม่สามารถเลือกตัดสินใจ ทำได้เพียงซื้อเวลาไปก่อน
นั่นคือ ไม่ขึ้นดอกเบี้ย เงินเฟ้อที่สูงจะทำให้ดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ คนจะไม่ฝากเงิน เงินเฟ้อจะไม่ชะลอ
ขี้ นดอกเบี้ย รัฐบาลจะมีภาระต่องบประมาณ (ที่ขาดดุลอยู่แล้ว) ต้องกู้หนี้ใหม่ มาจ่ายหนี้เก่า ไม่รู้จัดจบจักสิ้น ซึ่งหนี้ใหม่จะดอกแพงขึ้นอีก เป็นภาระต่องบประมาณมากขึ้นอีก เป็นวัฎจักรที่ไม่รู้จักจบสิ้น  สุดท้ายลงเอยด้วยการพิมพ์แบงค์เพิ่มขึ้นมาดื้อๆ แบบที่หลายประเทศได้ทำไปแล้ว (และมีผลต่อเงินเฟ้อทั่วโลก) นั่นเอง

เรา จะได้เห็นบางการล่มสลายของเศรษฐกิจ (financial meltdown) ของบางประเทศ ที่จะ trigger ให้เกิด domino effect ไปยังประเทศอื่นๆ จากยุโรป ไป อเมริกา สุดท้ายลุกลามไปทั่วโลก

การล่มสลายของเศรษฐกิจ จะทำให้เงิน (money) ของประเทศนั้นลดค่า ดูตัวอย่างวิกฤตต้มยำกุ้ง ค่าเงินบาทลดค่าจาก 25 บาทต่อ US$  เหลือเพียง 50 บาทต่อ US$ ในขณะนั้น

เมื่อ เศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศ (โดยเฉพาะ USA) ล่มสลาย ระบบแลกเปลี่ยนเงินตราของโลกก็จะประสบปัญหาหนัก ไม่สามารถหาค่ากลางเพื่ออ้างอิงค่าของเงินตราของแต่ละประเทศได้ ราคาอาหาร และพลังงาน ก็จะผันผวน เกิดภาวะขาดแคลน อาหารและพลังงานทั่วโลก


เพื่อเอาตัวรอดจากยุคข้าวยากหมากแพง ควรทำอย่างไร
1. ถือครองโลหะมีค่าเช่น เงิน ทอง ให้มากที่สุด ลดการถือครองเงินสดเหลือเฉพาะที่พอใช้จ่ายหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน
2. ปรับตัวพึ่งพิงตัวเองมากขึ้น ลดการพึ่งพิงระบบตลาด ระบบเศรษฐกิจให้น้อยลง สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง และ ครอบครัว ให้มีความมั่นคงมากที่สุด โดยเฉพาะด้านอาหาร และ พลังงาน
3. ลดละเลิก โลภ โกรธ หลง กิเลส ตัณหา รู้จักปล่อยวาง ไม่ยึดติด ฝึกตนให้ตั้งอยู่ในศีล และ ปัญญา

วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2556

อินเดีย...ขุมทองของเอเชียใต้

อินเดีย...ขุมทองของเอเชียใต้

โดย คุณพิชัย ถิ่นสันติสุช
ประธานกลุ่มบริษัท ราชาอีควิปเมนท์ จำกัด
ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
………………………………………………………………………………………
ที่มา http://www.mmthailand.com/mmnew/energy-modern11-2012.html
alt
อินเดีย... คำที่สะท้อนความหมายในตัวเองจนแทบไม่ต้องมีคำบรรยาย แต่อยากให้คิดบวกกับจินตนาการของท่านว่า ความเป็นอินเดียเพิ่มเสน่ห์ให้กับโลกใบนี้ไม่น้อย นักท่องโลกที่ยังไม่เคยเยี่ยมเยียนอินเดียจะรู้สึกว่าชีวิต...ยังขาดบางสิ่ง บางอย่าง

อินเดีย...ประเทศที่บอกไม่ได้ว่าร่ำรวยหรือยากจน ถนนหนทางในเมืองใหญ่ รถยนต์กับวัวและแพะใช้เส้นทางร่วมกัน ใช้รถอูฐแทนรถม้าขนของ คนขับรถบีบแตรเพื่อแสดงสัญญาณตลอดเวลา อุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ และยังมีการแบ่งชนชั้นวรรณะที่ชัดเจน แต่ที่น่าสนใจก็คือประเทศนี้มีคนรวยกว่า 200 ล้านคน ที่พร้อมเป็นลูกค้าของท่าน

อินเดียนับได้ว่า “เป็นขุมทองของเอเชียใต้” คำว่า “เอเชียใต้” อาจไม่คุ้นหูนัก ซึ่งนอกจากอินเดียแล้วเอเชียใต้ยังประกอบด้วยประเทศที่มีศักยภาพอื่นอีก ได้แก่ ปากีสถาน, ศรีลังกา, เนปาล, บังกลาเทศ, ภูฏาน และมัลดีฟส์ รวมกันแล้วมีประชากรกว่า 1,600 ล้านคน เรามาเรียนรู้อินเดียให้มากขึ้นก่อนจะไปหาคำตอบว่าคนกว่า 1,200 ล้านคน เขาบริหารพลังงานกันอย่างไร? พอใช้หรือขาดแคลน?
  
อินเดีย มีพื้นที่ 3.28 ล้านตารางกิโลเมตร ประชากร 17.2% ของประชากรโลก ปี 2554 GDP per capita 3,862 USD (ไทย 5,257.9 USD) อัตราการเจริญเติบโต 8.2% อินเดียใช้ภาษาอังกฤษและภาษาฮินดีเป็นภาษาราชการ นับถือศาสนาฮินดู 81.3%, มุสลิม 12%, และอื่น ๆ 42%

อินเดียถือเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียใต้ มีประธานาธิบดีเป็นผู้นำเชิงสัญลักษณ์ บริหารประเทศโดยนายกเทศมนตรี แบ่งการปกครองเป็น 26 รัฐ ใช้สกุลเงินรูปี (1 รูปี ประมาณ 65 สตางค์ของไทย) เงินเฟ้อปี 2554 อยู่ที่ 12% ใครที่คิดจะไปลงทุนต้องประเมินให้ดี เพราะมีคนไทยอยู่อินเดียไม่มากนัก ประมาณ 3,000 คน และในจำนวนนี้เป็นนักศึกษาประมาณ 2,000 คน

อินเดียมีการลงนามในข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับไทยหลายฉบับ รัฐบาลอนุญาตให้บริษัทค้าปลีกต่างชาติประเภท Single Brand ถือหุ้นได้ 100% และประมาณ 50% ของเศรษฐกิจต้องพึ่งพาภาคอุตสาหกรรม โดยมีการตั้งเขตอุตสาหกรรมการผลิตและการลงทุนแห่งชาติ 7 รัฐ ทั้งนี้ “รัฐคุชราต” ถือเป็นเขตอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุด มีพื้นที่ถึง 900 ตารางกิโลเมตร และรองลงมาคือ “รัฐหรยาณา” มีพื้นที่ประมาณ 380 ตารางกิโลเมตร

ในฉบับนี้ จะขอเจาะลึกถึงพลังงานทดแทนในอินเดีย พร้อมกับความน่าลงทุนของอินเดียในรัฐคุชราต ซึ่งผู้เขียนได้รับความอนุเคราะห์จากสถานฑูตไทยประจำประเทศอินเดียให้เดิน ทางไปสังเกตการณ์ พร้อมด้วยนักธุรกิจไทยกว่า 40 บริษัทที่มุ่งสู่เอเชียใต้และวิเคราะห์ว่า อินเดียคือ “ขุมทอง” โดย “ท่านนเรนดรา โมดี” (Narendra Modi) มุขมนตรีแห่งรัฐคุชราต ได้ให้เกียรติกล่าวต้อนรับคณะของเรา

คุชราต ประตูสู่การลงทุนในประเทศอินเดีย  

เมื่อปลายเดือนกันยายน 2555 ที่ผ่านมา ทางคณะของเราได้เดินทางเข้าพบ “นายพิศาล มาณวพัฒน์” เอกอัครราชฑูต ณ กรุงนิวเดลี ซึ่งท่านถือนักการฑูตแห่งยุคโลกาภิวัฒน์ เป็นทั้งนักบริหาร นักสื่อสารมวลชน ไม่เพียงแต่เป็นผู้ที่พึงพอใจของคนไทยที่ไปอินเดีย แต่ชาวอินเดียก็รักและเคารพในฐานะที่ท่านมีส่วนร่วมช่วยสร้างความเจริญอีก ด้วย

คุชราต อยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศ มีพื้นที่ 196, 084 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 2 ใน 3 ของประเทศไทย) มีประชากรกว่า 60 ล้านคน มีชายฝั่งทะเลยาวเหยียด 1,600 กิโลเมตร เมืองหลวงของรัฐนี้คือ “คานธีนคร” (เป็นบ้านเกิดของมหาตมะคานธี) เมืองที่ใหญ่สุดและเจริญมากคือ “อาห์เมดาบาด” (Ahmedabad)

คุชราตเป็นรัฐเดียวของอินเดียที่ผลิตไฟฟ้าได้เหลือใช้และจำหน่ายให้รัฐอื่น ในขณะที่รัฐอื่นยังคงต้องใช้ไฟฟ้าแบ่งปันตามช่วงเวลา และในอนาคตคุชราตจะเป็นรัฐที่มีโครงสร้างพื้นฐานเข้มแข็งที่สุด มีรถไฟความเร็วสูง เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ และศูนย์กลางทางการเงินอีกด้วย
  
พลังงานไฟฟ้าสำหรับคน 1,200 ล้านคน ?

อินเดียมีกำลังการผลิตไฟฟ้าถึง 174,911 เมกะวัตต์ เป็นอันดับที่ 5 ของโลก ถึงแม้ในช่วงที่ผ่านมากำลังการผลิตไฟฟ้าของอินเดียจะมีการเพิ่มขึ้นเท่าตัว ก็ตาม แต่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วก็ทำให้คนอินเดียส่วนใหญ่ยังต้อง แบ่งปันกระแสไฟฟ้ากันใช้อยู่ดี นับเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลให้กับรัฐบาลเป็นอย่างมาก และส่งผลให้อัตราไฟฟ้าต่อหัวต่ำสุดประเทศหนึ่งในบรรดา Emerging Economies

สัดส่วนการผลิตไฟฟ้า รัฐบาลกลางผลิตได้ 32% รัฐบาลของแต่ละรัฐผลิตได้ 49.8% บริษัทเอกชนผลิตได้ 18.2% โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจอินเดียฉบับที่ 12 ตั้งเป้าการลงทุนผลิตไฟฟ้าไว้ถึง 314,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการเชิญชวนให้ภาคเอกชนมาร่วมผลิตมากขึ้น

จากการคาดการณ์ของ US Energy Information Administration ระบุว่า ความต้องการของอินเดียด้านไฟฟ้าในปี ค.ศ.2035 อาจสูงถึง 4.28 ล้านล้าน kWh ซึ่งจะสูงกว่าจีนและยุโรป ราคาค่าไฟฟ้าต่อหน่วยของอินเดียทั่วประเทศไม่ค่อยเท่ากัน และอาจไม่แตกต่างจากไทยมากนัก ใครสนใจลงทุนต้องศึกษาวัฒนธรรมการทำงานของคนอินเดียให้ดี โครงการที่นี่มักใช้เวลาดำเนินการมากกว่าที่กำหนดไว้

อินเดีย หนึ่งในผู้นำพลังงานทดแทนของเอเชีย

ท่านผู้อ่านอย่าแปลกใจว่าทำไมประเทศที่ไฟฟ้าไม่พอใช้อย่างอินเดียจะเป็น หนึ่งในผู้นำด้านพลังงานทดแทน สาเหตุหนึ่งก็คือ เมื่อพลังงานไม่พอก็ต้องเสาะหาทางเลือกใหม่ๆ ค้นคว้า วิจัย และพัฒนา หลายท่านที่ใส่ใจพลังงานคงเคยได้ติดตามข่าวเมื่อปี พ.ศ.2549 ยุคสบู่ดำเฟื่องฟูในประเทศไทย รัฐบาลไทยทุ่มงบประมาณมหาศาลไปดูงานการปลูกสบู่ดำที่ “เจนไน” เมืองตอนใต้ของอินเดีย แต่ท้ายที่สุดไทยก็ไม่เอาจริง แต่อินเดียยังคงเดินหน้าไปไกลแล้ว

กลับมาที่พลังงานไฟฟ้ากัน  อินเดียมีโรงงานผลิตกังหันลมทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมถึงโรงงานประกอบแผงโซล่าร์ นอกจากนี้ จีนกับอินเดียยังมีการพัฒนาพลังงานลมและพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ร่วมกันอีก ด้วย

ไทยนำเข้า Gasification ขนาด 0.5 - 1.5 เมกะวัตต์ จากอินเดีย มีการคาดการณ์ความสามารถการผลิตพลังงานทดแทนในอินเดียไว้หลายสำนัก ซึ่งผู้เขียนขอนำข้อมูลจากหนังสือ Energy [R]evolution ซึ่งทาง Greenpeace ได้จัดพิมพ์ไว้ มาให้ท่านวิเคราะห์ดูว่าอินเดียน่าลงทุนหรือไม่

องค์กรระดับโลกคาดการณ์ว่า ในปี ค.ศ.2050 อินเดียจะสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้ถึง 62% ของไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศ (ปัจจุบัน สเปนผลิตได้สูงสุด 17.2%) พลังงานหลัก ๆ จะได้มาจากแสงอาทิตย์และพลังงานลมประมาณ 45% โดยจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีสูงขึ้น จาก 44 GW ถึง 775 GW ในปี ค.ศ.2050 และจะเพิ่มอย่างจริงจังในอีก 40 ปีข้างหน้า

ในยุคตื่น AEC และ AEC +3 (จีน, เกาหลี และญี่ปุ่น) +6 (อินเดีย, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) ถนนทุกสายและงบประมาณมหาศาลทุ่มสู่ AEC แต่ทั้งนี้คงไม่ลืมว่าต้องจับกระแสให้อยู่และเปลี่ยนเป็นโอกาสธุรกิจ ถึงแม้ไทยจะได้เปรียบด้านสภาพภูมิศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางกลุ่ม AEC มีประเทศเพื่อนบ้านล้อมรอบ 4 ประเทศ แต่จุดอ่อนของไทยที่ต้องคำนึงก็คือ ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน การเมืองในประเทศ และสิ่งที่ยากพอ ๆ กันก็คือ ระบบการศึกษา ที่ไม่ควรเน้นการท่องจำ

ลองนำแนวคิดคำคมของไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่มาทบทวนดูอีกครั้ง “Imagination is more important than knowledge” แปลง่าย ๆ ก็คือ “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” ถ้าจะสู้กันในเวที AEC ความรู้อย่างเดียวไม่เพียงพอ และผู้ที่น่าจะตอบคำถามได้ดีในเรื่องนี้น่าจะเป็น “ท่านฑูตพิศาล มาณวพัฒน์” เอกอัครราชฑูตไทย ณ กรุงนิวเดลี  อินเดีย...ขุมทองของเอเชียใต้