ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดอกเบี้ยทบต้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดอกเบี้ยทบต้น แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555

หนี้เป็นพิษ

หนี้เป็นพิษ
Read more at : http://www.thorfun.com/story/view/UNUiTa7rWTxCAA06#ixzz2Ge5qjhLt
เงินเดือนเป็นแสนแต่เกือบต้องติดคุกเพราะเป็นหนี้ เกือบต้องเสียเพื่อนเพราะหนี้ หนี้ก้อนโตจึงเป็นเครื่องกัดกร่อนความมั่งคั่งตัวฉกาจที่สุด และยังเป็นตัวทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อน หรือคนสนิท หรือแม้แต่ญาติด้วยกันเอง มีข่าวทำร้ายร่างกายหรือทวงหนี้ด้วยวิธีโหดร้าย มีบางกรณีฆ่าตัวตายหนีหนี้ ฆ่าเพื่อน ฆ่าญาติ ฆ่าพี่น้องที่คลานตามกันมา ต่อไปนี้คือเรื่องราวหนี้เป็นพิษที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตผม
หนี้เป็นพิษ
   เล่าย้อนอดีต ผ่านการเรียนประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย ผมมีความรู้เรื่องเกี่ยวกับการเงินน้อยมาก หรือ จะเรียกได้ว่าไม่มีความรู้เรื่องการเงินเลยก็ว่าได้ เข้าใจว่าหลังเรียนจบต้องขยันทำงานจึงจะมีเงินมีทอง หลังจากเรียนจบแพทย์ เริ่มมีเงินเดือน รู้สึกว่ามีเงิน เห็นคนอื่นมีอะไร เราก็อยากได้ไปหมด เครื่องเสียง รถยนต์ บ้าน หรือที่ดิน อยากได้ไปหมด ผมซื้อแหลกกกกก... ไม่ มีเงิน ก็กู้ธนาคาร ธนาคารก็ใจดีให้กู้ เริ่มรู้จักบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ไปขอธนาคารไหนก็ได้ ไม่ไปขอ  ธนาคารเองก็มาเสนอให้ เพราะมีเงินเดือนสูง ในกระเป๋าสตางค์ไม่มีเงินสด มีแต่บัตร  สารพัดบัตร  รูดปรื๊ดๆๆๆ....
     5 ปี แรกของการทำงานจึงเต็มไปด้วยหนี้  สารพัดหนี้  ผมเป็นหนี้รวมยอดหนี้เกือบ 3 ล้านบาท ยิ่งช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ดอกเบี้ยการกู้ยืมสูงปรี๊ด... ยิ่งดอกเบี้ยคงค้างของบัตรเครดิต และดอกเบี้ยบัตรกดเงินสด สูงขึ้นไปเกือบ24% ดอกเบี้ยการกู้ยืมซื้อบ้าน ซื้อที่ดินสูง 15%  แม้ว่าผมจะเป็นหมอที่ขยันทำงานเป็นที่สุด ขยันมากกว่าใครๆ เงินเดือนและเงินโอที ที่ได้มาแทบไม่พอจ่ายดอกเบี้ย บางเดือนไม่เพียงพอ หนี้ของผมแต่มันคือทรัพย์สินของธนาคาร
   หากดอกเบี้ยธนาคาร 15% หากไม่ชำระเลย พลังดอกเบี้ยทบต้นจากเงิน 3 ล้านบาท จะกลายเป็นเงิน 6 ล้านบาท
   หากดอกเบี้ย ร้อยละ24%   เงินที่ผมกู้ยืมมา 3 ล้านบาท หากผมไม่ชำระเลย 5ปี พลังดอกเบี้ยทบต้น จะทำให้เงินที่กู้ยืมมา 3 ล้านบาทจะกลายเป็น  9 ล้านบาท โอ้ววว แม่เจ้า...นี่มันปล้นกันชัดๆ
  ผมตกอยู่ในวังวนของหนี้ เมื่อจนตรอก สิ้นเดือนถึงเวลาชำระหนี้  เงินเดือนเป็นแสนก็ไม่พอชำระ เพราะหนี้ส่วนใหญ่ของผมเป็นหนี้ระยะสั้น การหมุนหนี้จึงเกิดขึ้น ผมกดบัตรเครดิต ไปใส่บัตรกดเงินสด กดจากบัตรกดเงินสดไปชำระเงินกู้โอดีของแบงค์ เงินหมุนไปๆ หนี้หมุนมาๆ นานเข้าหนี้ก้อนโตพอกพูน ดอกเบี้ยเร็วกว่าดอกไม้ชนิดใดๆที่ผมเคยเห็นในโลก
   ในที่สุดแพทย์ที่ขยันที่สุด ทำงานหนักที่สุด ได้เงินเดือนสูงกว่าใครๆ ต้องถูกฟ้องคดีเช็คเด้ง(เช็คเด้งเป็นคดีอาญา หากแพ้คดีก็ต้องติดคุก) ขึ้นโรงขึ้นศาล เพราะเรื่องหนี้ แม้ผมจะมีเพื่อนเป็นทนายที่เก่ง แต่มันเป็นประสบการณ์ที่แย่มากๆ มันบั่นทอนจิตใจ มันบั่นทอนอะไรหลายๆอย่าง มันทำให้ผมขาดอิสรภาพที่จะทำอะไรๆอยากทำหลายอย่างในชีวิต
       
 สรุปแล้วผมติดบ่วงหนี้อยู่เกือบ10ปี
      ยามยากลำบาก  ผมหันหน้าไปยืมเงินใครล้วนแต่ถูกปฏิเสธ แต่ไม่ได้โกรธ เพราะรู้ว่าในสภาพตอนนั้น ใครๆก็คงยากลำบากเหมือนกัน มีเพื่อนบางคนที่ให้ผมยืมเงิน แต่เนื่องจากจำนวนไม่มาก และผมก็พยายามใช้จนหมด แต่ก็เกือบจะแย่ เกือบต้องเสียเพื่อนดีๆไป
   ผมนึกย้อนกลับไป เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่เพื่อนและคนรู้จักไม่ให้ผมยืมเงินใน วันนั้น หรือให้ผมยืมแต่ปริมาณน้อย  เพราะหากพวกเขาให้ยืมจำนวนมากๆ  ป่านนี้ผมคงเสียเพื่อน เสียคนที่รู้จักคุ้นเคยไปแน่ๆ เพราะให้ผมยืมมา ผมต้องผิดนัดชำระหนี้แน่ๆ และเมื่อผิดนัดชำระหนี้ เพื่อนก็คงไม่กล้าทวงหนี้ผม ผมเองก็ไม่กล้ามีหน้าไปพบเพื่อนเพราะผิดคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับเพื่อน  สัมพันธภาพที่อุตส่าห์สร้างมาตั้งหลายปีต้องมีอันสะบั้นไป
        ผมเองประสบ หรือได้รับทราบเรื่องราว ของผู้คนที่จบการศึกษาแล้วเริ่มทำงานใหม่ๆ ต่างตกเป็นหนี้ ติดอยู่ในบ่วงหนี้ ทำให้ชีวิตไม่ก้าวหน้า หรือบางคนเสียคนไปก็มี  ผมเองก็หลงเดินวนไปวนมาในเขาวงกตแห่งหนี้ กว่าจะหาทางออกเจอ

   หนี้ก้อนโตจึงเป็นเครื่องกัดกร่อนความมั่งคั่งตัวฉกาจที่สุด และยังเป็นตัวทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อน หรือ คนสนิท หรือแม้แต่ญาติด้วยกันเอง มีข่าวทำร้ายร่างกายหรือทวงหนี้ด้วยวิธีโหดร้าย มีบางกรณีฆ่าตัวตายหนีหนี้  ฆ่าเพื่อน ฆ่าญาติ ฆ่าพี่น้องที่คลานตามกันมาก็มีให้เห็นในข่าวบ่อยๆ
  ผมอดทนทำงานอย่างหนักลดละเลิกสิ่ง ฟุ่มเฟือยทุกชนิด ประหยัดสุด ทำงานหนักสุดๆผมเคยอยู่เวร24ชั่วโมงทุกวันติดต่อกันเป็นเดือน เพื่อหาทางใช้หนี้ มีอะไรที่พอจะขายได้ ทรัพย์สินส่วนเกิน ผมขนไปขายหมด ขายแม้กระทั่งเครื่องประดับ สร้อยคอ กำไร แหวนที่ผมซื้อให้ภรรยาวันแต่งงาน สร้อยทองที่เป็นของขวัญของลูกสาวที่ได้รับมาตอนเกิดจนในที่สุดผมปลอดหนี้ทุก ชนิดตอนอายุ39ปี เป็นวันที่ผมปลอดโปร่งโล่งสบายที่สุด เหมือนยกภูเขาออกจากอก นี่กระมังที่เขากล่าวว่า ไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ
  ผมปฏิญาณไว้กับตัวเองและครอบครัวว่าจะไม่ยอมเป็นหนี้ใคร ไม่กู้ ไม่ยืมเงินใครเด็ดขาด  บัตร เครดิตที่มีเพียงใบเดียว ก็ขอลดวงเงิน เอาไว้ใช้เท่าที่จำเป็นและจ่ายเงินคืนเต็มจำนวนทุกครั้ง ทุกเดือน ไม่เหลือค้าง ส่วนใหญ่การใช้จ่ายเป็นเงินสด
  และเช่นเดียวกันผมและครอบครัวปฏิญาณว่าจะไม่ยอมให้ใครยืมเงินเด็ดขาด ไม่ยอมไปค้ำประกันให้ใครๆทั้งสิ้น  ไม่ใช่ไม่มีน้ำใจ แต่ผมไม่อยากเสียเพื่อนรัก ไม่อยากเสียสัมพันธ์อันดีกับญาติ หรือคนสนิทไป
    ผมและภรรยาจึงสอนลูกไม่ให้เป็นหนี้ และไม่ยอมให้ใครยืมเงิน ปฏิเสธที่จะค้ำประกันใครๆทั้งสิ้น มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย บางคนต้องติดคุก หรือต้องเป็นหนี้เพิ่มจากการค้ำประกันให้คนอื่น
   ฟังดูเหมือนคนใจร้าย ไม่มีน้ำใจต่อเพื่อนต่อญาติ  แต่ผมและครอบครัวจะใช้วิธีหากเพื่อน หรือญาติตกระกำลำบากจริงๆ
ผมให้เลย ให้เท่าที่จะให้ได้ ให้ในจำนวนที่ไม่เดือดร้อน ให้พอที่เขาจะประทังชีวิตได้ เช่นค่าอาหาร ค่ายาเมื่อเจ็บป่วย ให้แล้วไม่ต้องเอามาคืนผม  ผมให้ได้แค่นั้นจริงๆ
  ลูกสาวสองคนก็เช่นกัน หากเพื่อนขอยืมสตางค์ ผมสอนลูกให้เขาปฏิเสธไปเลย เขาถามว่าหากเพื่อนลืมเอาเงินมาโรงเรียนแล้วมาขอยืมเงินไปกินข้าว หนูจะทำอย่างไร  ผมบอกว่าหากเกิดกรณีอย่างนี้ หนูก็เลี้ยงข้าวเพื่อนเลยสิ ไม่ต้องให้ยืมแต่เลี้ยงข้าวเพื่อนไปเลยจะได้สบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าเพื่อนจะคืนเงินหรือไม่
   ทุกวันนี้ชีวิตของผมและครอบครัวปลอดหนี้  ไม่ยอมเป็นหนี้ใคร และไม่ยอมให้ใครเป็นหนี้
                                               นพ.ชาญชัย กิจประเสริฐ


วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เรื่องของดอกเบี้ยที่คุณยังไม่รู้

เรื่องของดอกเบี้ยที่คุณยังไม่รู้


ที่มา  http://www.fungistock.com/2012/08/10/

เรื่องของดอกเบี้ยที่คุณยังไม่รู้
จากคอลัมภ์ ฉลาดบริหารเงิน  จากนิตยสาร สรรสาระ พฤษภาคม 2555

โดยนรินทร์ โอฬารกิจอนันต์

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า ดอกเบี้ยคือ สิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก
ที่ดอกเบี้ยเป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับอัจฉริยะอย่างไอน์สไตน์เป็นเพราะเขา รู้สึกทึ่งใน “พลังแห่งการทบต้น” ของมัน  ใครหนอช่างคิดหลักการที่มหัศจรรย์นี้ขึ้นมาได้  ถ้าคุณฝากเงิน 10,000 บาทไว้ในธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปี และทุกๆปีคุณก็ไม่ถอนดอกเบี้ยเหล่านั้นออกมาใช้เลย  แต่คุณปล่อยให้ดอกเบี้ยเหล่านั้นทบต้นไปเรื่อยๆภายในระยะเวลา 50 ปี หรือหนึ่งชั่วชีวิตของคนหนึ่งคน  เงิน 10,000 บาทนั้นจะกลายเป็นเงินหนึ่งล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นได้กว่าร้อยเท่าเลยทีเดียว
ดอกเบี้ยทบต้นนี่แหละ คือความลับของอิสรภาพทางการเงินในโลกของทุนนิยม

คนที่มีเงินเหลือใช้อยู่แล้วจะไม่รวยขึ้นอีกได้อย่างไร  ในเมื่อเงินที่พวกเขามีเหลือเก็บมากขึ้นจากการที่พวกเขามีรายได้มากกว่าราย รับทุกเดือนที่ถูกนำไปฝากธนาคารไว้ หรือนำไปลงทุนอย่างอื่นเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่อยู่ในรูปของดอกเบี้ย  ทำให้มีมูลค่ามากขึ้นอีกด้วยพลังแห่งการทบต้น พวกเขาจึงมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยที่ไม่ต้องออกแรงอะไรเลย  นอกจากแค่รอเท่านั้น
การสะสมเงินเพื่อให้เงินนั้นทำงานให้เราด้วยพลังแห่งการทบต้นของดอกเบี้ย จึงเป็นเคล็ดลับของการมีอิสรภาพทางการเงินที่แท้จริง

ปัจจัยความสำเร็จของการออมเงินให้ประสบอิสรภาพทางการเงินมีอยู่ 3 อย่าง
อย่าง แรกคือ ต้องออมเงินในแต่ละเดือนให้มีจำนวนที่มากพอ  เพราะยิ่งออมมากขึ้นเท่าไร ดอกเบี้ยที่ได้รับในแต่ละเดือนก็จะยิ่งมีนัยสำคัญมากขึ้นเท่านั้น  เงิน 1,000 บาทอาจให้ดอกเบี้ยเป็นแค่เศษสตางค์เท่านั้น มันจึงแทบไม่มีพลังที่จะเปลี่ยนชีวิตของคุณ  แต่ดอกเบี้ยของเงิน 100,000 บาทอาจให้ผลที่ต่างกัน

เศรษฐีที่มีเงินหมื่นล้านบาทนั้น เขาได้ดอกเบี้ย 1 วันจากเงินจำนวนนั้น มากกว่าเงินที่คนธรรมดาทั่วไปหาได้จากการทำงานตลอดชีวิตเสียอีก

ปัจจัยอย่างที่สองคือ ความนาน  ยิ่งออมนานติดต่อกันนานเท่าไหร่  ดอกเบี้ยทบต้นจะยิ่งแสดงพลังที่น่าตกใจออกมาได้  ที่อัตราดอกเบี้ยรอยละ 10 ต่อปี เงินออมของคุณจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าใช้เวลา 7.2 ปี แต่ถ้าคุณออมติดต่อกันถึง 15 ปี  มันจะเพิ่มขึ้นกลายเป็นสี่เท่า และจะเพิ่มขึ้นแปดเท่าถ้าคุณออมติดต่อกัน 22 ปี  ยิ่งออมนานเท่าไร  พลังแห่งการทบต้นก็จะยิ่งมากเป็นทวีคูณ
ในเรื่องของความนานนี้  คนที่เริ่มต้นออมตั้งแต่เนิ่นๆย่อมได้เปรียบ  ดังนั้นถ้าเป็นไปได้คุณควรเริ่มออมเงินตั้งแต่เริ่มทำงานเลย หรืออย่างน้อยที่สุด คุณก็ควรเริ่มต้นออมเงินก่อนถึงวัยเกษียณอย่างน้อย 15 ปี เพื่อให้พลังแห่งการทบต้นมีเวลาทำงานนานพอ

ปัจจัยอย่างที่สามคือ อัตราดอกเบี้ย ยิ่งได้อัตราดอกเบี้ยสูงเท่าไร จะยิ่งช่วยลดเวลาการออม และทำให้เราบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้นเท่านั้น  ทุกวันนี้การฝากเงินไว้ในธนาคารให้อัตราดอกเบี้ยต่ำมา  และไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงเท่าไหรนัก ลองมองหาช่องทางการลงทุนอย่างอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า  ซึ่งแม้ว่าคุณจะต้องแบกรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นบ้าง  ตัวอย่างเช่น พันธบัตร หุ้นกู้  ทองคำ  อพาร์ตเมนท์ให้เช่า  หรือ หุ้น เป็นต้น  เพราะในระยะสั้น  สินทรัพย์เหล่านี้อาจมีความผันผวนสูง แต่ในระยะยาวพิสูจน์กันแล้วว่าการลงทุนเหล่านี้ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝาก ธนาคารมาก
ถ้ายังไม่ค่อยแน่ใจ  ลองใช้วิธีแบ่งเงินออมของคุณออกมาลงทุนในสินทรัพย์อย่างอื่นแค่บางส่วน  ยังไม่จำเป็นต้องทั้งหมดก็ได้

สุดท้ายแล้ว เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับเรื่องของดอกเบี้ยต่อไปนี้จะช่วยทำให้คุณบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ง่ายขึ้น

การเลือกบัญชีฝากธนาคารแบบยาวขึ้นเพื่อให้ได้ดอกเบี้ยสูงขึ้นอาจไม่ใช่ วิธีที่ดีเสมอไป  เพราะในอนาคตดอกเบี้ยทั้งระบบอาจปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เงินฝากประจำระยะยาวแต่ยังไม่ครบกำหนดของเรานั้นหมดโอกาสทีจะได้รับ ดอกเบี้ยอัตราใหม่ ที่จริงแล้วบัญชีฝากประจำที่มีระยะเวลาครบกำหนดไม่ยาวนัก เช่น 3 เดือนมักเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าในกรณีส่วนใหญ่

กองทุนรวมทีเลือกลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นมากๆ หรือที่เรียกว่าตราสารตลาดเงิน (Money Market Fund) นั้น มักให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าการฝากประจำ  ในขณะเดียวกันความเสี่ยงต่ำมากด้วย  มูลค่าหน่วยลงทุนมักเพิ่มขึ้นทีละน้อยทุกวัน แถมยังฝากถอนได้ทุกวันเกือบเหมือนบัญชีออมทรัพย์ จึงเป็นทางเลือกแทนการฝากธนาคารที่น่าสนใจ  แต่กองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวอาจเป็นทางเลือกแทนการฝากเงินที่ ไม่ดีนัก  เพราะกาองทุนประเภทนี้จะมีโอกาสได้ผลตอบแทนติดลบด้วย

ถ้าคุณต้้งใจออมเงินติดต่อกันนานเกิน 10 ปีขึ้นไป  ลองแบ่งเงินออมส่วนหนึ่งไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นไว้บ้าง  เพราะหากระยะยาวการออมยาวนานมากขนาดนั้น  กองทุนรวมหุ้นมักให้ผลตอบแทนที่เป็นบวกเสมอ และมีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากธนาคารอย่างมาก
ในยุคนี้ทองคำอาจเป็นทางเลือกของการลงทุนอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ  แต่ในระยะยาวทองคำอาจให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีก็ได้ เพราะทองคำไม่มีดอกเบี้ย  ทางที่ดีควรจำกัดสัดส่วนการออมเงินของเราไว้ในรูปของทองคำไม่ให้เกิน 10%  ของเงินออมทั้งหมด

คุณทราบไหมว่าการกู้เงินเพื่อซื้อบ้านที่เราเป็นผู้อยู่อาศัยเองนั้นเป็น การออมเงินอย่างหนึ่งด้วย  เพราะในระยะยาวบ้านและที่ดินมักมีมูลค่ามากขึ้นอีก  ในขณะที่การกู้เงินจะช่วยทำให้คุณได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในบ้านและที่ดิน เพิ่มขึ้นอีก  เพราะคุณใช้เงินลงทุนของคุณเองแค่ส่วนเดียว  อย่างไรก็ตามทางเลือกนี้ไม่รวมถึงการซื้อบ้านเพิ่อเก็งกำไร เพราะถ้าขายบ้านไม่ออกและก็ไม่ได้อยู่เองจะทำให้คุณต้องรับผลขาดทุนไปเต็ม

วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2555

“8 วิธี ที่จะทำให้..รวยก่อนเกษียณ” ตอนที่ 1

8 วิธี ที่จะทำให้..”รวยก่อนเกษียณ” ตอนที่ 1





“รวยก่อนเกษียณ”   ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง…
คนที่มีอายุ 40ปี หรือ 50ปี  หรือใกล้ๆจะ 60ปีแล้ว
แต่ผมกำลังหมายความว่า…
“คนที่อายุมาก  ควรจะอ่านบทความนี้…
คนที่อายุน้อย  คุณ..ไม่อยากเกษียณเร็วหรือ ?”


หนึ่ง  ตั้งเป้าหมายใหญ่  ด้วย  “พลังของดอกเบี้ยทบต้น”
เพื่อนๆ  ยังจำได้ไหมครับว่า
ผมเคยเล่าเกี่ยวกับวิธี  “รวยผ่อนส่ง”
ซึ่งเจ้าของไอเดียก็คือ  อาจารย์นิเวศน์ เหมวชิรวรากร  นั่นเอง
(สนใจคลิกที่  http://www.doctorwe.com/variety/20120716/2564 )


ในเรื่องนี้  อ.นิเวศน์ได้พูดถึงพลังของดอกเบี้ยทบต้น ที่ว่า
สมมุติว่า  เราตั้งระยะเวลาของการผ่อนไว้ 30 ปี
นั่นหมายความว่า ถ้าคุณอายุ 30 ปี วันที่คุณจะรวยก็คือวันที่คุณเกษียณ
เงินที่คุณต้อง ผ่อน ต่อเดือนก็คือ 10000 บาท
ซึ่งไม่น่าจะเป็นภาระมากจนเกินไป


โดยเฉพาะถ้าคุณมีอายุ 30 ปี และแต่งงานช่วยผ่อนกันสองคนสามีภรรยา
การผ่อนของคุณก็คือการเอาเงินไปลงทุนในหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อย่างน้อย 6-7 ตัวขึ้นไป
โดยที่คุณจะต้องไม่ถอนออกมาไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
เงินผ่อนทุกงวดจะต้องอยู่ในหุ้นตลอดเวลา
แม้ว่าคุณอาจจะสลับตัวหุ้นที่ลงทุนบ้าง


เงินปันผลที่ได้รับมาทั้งหมดก็ต้องเอาไปลงทุนในหุ้นต่อไปห้ามเอามาใช้
ถ้าคุณศึกษาและมีความรู้ในการลงทุนเป็น Value Investor ที่ดี
ซึ่งผมคิดว่าคุณน่าจะทำผลตอบแทนได้เฉลี่ยปีละ 12%
ในวันที่คุณเกษียณผ่อนมาครบ 30 ปี
คุณจะมีเงินประมาณ 28.9 ล้านบาท ชีวิตบั้นปลายของคุณน่าจะเป็น วัยทอง จริง ๆ


ด้วยตัวเลขเกือบ 30 ล้านบาทนี้..
ก็จะเป็น  “แรงจูงใจขนาดมหึมา”
ที่จะทำให้คุณ  “กล้าฝัน”  และ  “ต้องพยายาม..สุดขีด”
เพื่อให้ได้มาซึ่ง…เงินลงทุนให้ได้


สอง  ตั้งเป้าทุกวัน…ทำให้ได้ทุกวัน
ฟังแล้ว เหมือนง่าย..
แต่ถ้าเราต้องทำให้ได้ทุกวัน..  มันก็จะไม่ง่ายเลย
ตัวอย่างเช่น  “เซียนมี่”  นักเล่นหุ้นตัวยงอีกคนหนึ่ง


เซียนมี่..   เคยขับวินมอเตอร์ไซค์
เขาตั้งเป้าไว้ว่า  จะหาให้ได้วันละ  “หนึ่งพันบาท”
ดังนั้น จึงต้องเริ่มขับตั้งแต่ตอนตีห้า…
แล้วก็…   ขับไปเรื่อยๆ  ขับไปเรื่อยๆ  จนกว่าจะหาเงินให้ได้หนึ่งพันบาท


เป้าหมายของเซียนมี่…
จึงไม่ใช่  หนึ่งล้านบาท  สิบล้านบาท  หรือร้อยล้านบาท
แต่เป็นแค่…  “หนึ่งพันบาท”  ต่อวัน เท่านั้น
เพียงแต่….    ถ้าหาไม่ได้ก็   “ไม่ต้องกลับบ้าน”  เท่านั้นเอง
สนใจเรื่อง “เซียนมี่”   คลิกที่ http://www.doctorwe.com/radio/20120428/999


สาม   หา “อาชีพเสริม”
หากคุณเป็นเจ้าของกิจการอยู่แล้ว
ก็จงทุ่มทรัพยากรทั้งหมดลงไปในกิจการของคุณ
เพื่อให้กิจการของคุณยิ่งเติบโตสร้าง “ผลตอบแทนเป็นทวีคูณ”


แต่ถ้าหากคุณเป็น  “มนุษย์เงินเดือน”
คุณอาจจะมีเวลาว่างในตอนเย็น หรือวันเสาร์ วันอาทิตย์
จงอย่าใช้เวลาหยุดพักผ่อนส่วนใหญ่ไปในทาง  “ใช้เงิน”
แต่พยายามใช้เวลาเหล่านั้นไปในทาง  “หาเงิน”
เช่น  การสอนหนังสือ หรือ รับจ้างทำงานต่างๆ เป็นต้น


สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ
คุณควรฝึกที่จะมีความสุข “2 เด้ง”  นั่นคือ
สุขที่หนึ่ง คือ  เพลิดเพลินกับการที่มี “เงินทอง” เพิ่มขึ้น  เช่นเดียวกับ วอร์เรน บัฟเฟตต์
และ  สุขที่สอง  คือ  มีชีวิตอยู่กับครอบครัว “ที่บ้าน”  โดย  “ไม่ต้องไปเที่ยวข้างนอก”
หากฝึกที่จะมี “ความสุข 2 เด้ง” ได้แล้ว  ก็จะมี…เงินเหลือ นำไป “ต่อยอดหาเงินเพิ่ม” ได้อีกด้วย


สี่  ถ้าคุณเป็น  “คนขี้กลัว”  ก็จงอย่า  “ฝากเงินไว้ในธนาคาร”
การฝากเงินไว้ในธนาคารนั้น..
ดูเหมือนว่า..จะเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงต่ำมาก
เพราะปัจจุบันหากเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ
ก็มีแนวโน้มว่า รัฐบาลจะเข้ามารับประกัน  เหมือนวิกฤตในปี 2540


แต่ถ้าดูผลตอบแทนที่ได้จากการฝากธนาคารแล้วจะพบว่า
อัตราผลตอบแทนจากการฝากประจำ  น่าจะอยู่ประมาณ 3-4 เปอร์เซ็นต์
และถ้าเราไปดูอัตราเงินเฟ้อของไทย ในเวลานี้ก็จะพบว่า
อัตราเงินเฟ้อปีนี้ ก็น่าจะอยู่ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ เช่นกัน
ดังนั้น ในปีนี้  “การฝากเงินในธนาคาร”  คงจะได้ดอกเบี้ยพอๆกับ
“ราคาสินค้า”  ที่จะขึ้นราคาในปีนี้  นั่นเอง


แต่ที่หนักหนาไปกว่านั้นก็คือ
อัตราเงินเฟ้อจะผันผวน ไม่แน่นอน
และมีโอกาสมากที่จะสูงกว่า “อัตราดอกเบี้ยที่ได้จากการฝากเงินในธนาคาร”
สรุปแล้ว ในระยะยาว  ผลตอบแทนที่ได้จากดอกเบี้ยจากธนาคาร
จะน้อยกว่าราคาสินค้าที่…เพิ่มขึ้น ทุกปี…ทุกปี  เสียอีก



และนี่คือ  4 ข้อแรก  ของ  “8 วิธีที่จะ..รวยก่อนเกษียณ”
เพื่อนๆบางคน  อ่านแล้ว..   อาจรู้สึก “เฉยๆ”
เพื่อนๆบางคน  อ่านแล้ว..   อาจรู้สึกว่า  “มีคุณค่ามาก”
เพื่อนๆบางคน  อ่านแล้ว..   อาจรู้สึกว่า  “สุดยอด..ไม่ทำไม่ได้”
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ…  ควรจะอ่านแล้ว  ลงมือทำ “ทันที”
ก่อนที่เพื่อนๆ  “จะเริ่มทำ”   ก็ถึง…  “วันเกษียณแล้ว”
 
ข้อความนี้ถูกโพสต์ขึ้นโดย : ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
http://www.doctorwe.com/variety/20120804/2956