ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เงินเดือน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เงินเดือน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2556

ความแตกต่างที่โดดเด่น 10 ประการ ระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลาง

ความแตกต่างที่โดดเด่น 10 ประการ ระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลาง
ที่มา  http://www.pattanakit.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=538768320&Ntype=128
   ผมได้อ่านหนังสือเล่มเล็ก ๆ เล่มหนึ่งเขียนโดย Keith Cameron Smith เรื่องความแตกต่างที่โดดเด่น 10 ข้อ ระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลาง และเห็นว่ามันมีความเป็นจริงอยู่พอสมควรจากการสังเกตของผม ดังนั้น จึงขอนำมาเผยแพร่เพื่อที่ว่าเราจะได้รู้ว่าเราอยู่ในด้านไหนของสังคมและจะ ต้องทำอย่างไรเพื่อที่ว่าเราจะได้ย้ายจากการมีแนวโน้มที่จะเป็นคนชั้นกลาง สู่การเป็นคนรวย
ความแตกต่างข้อแรกก็คือ เศรษฐีนั้นคิดยาวแต่คนชั้นกลางคิดสั้น ว่าที่จริงคนที่คิดสั้นที่สุดก็คือคนจน พวกเขามักจะคิดอะไรแบบวันต่อวันทำนองหาเช้ากินค่ำ คนชั้นกลางนั้นมักจะคิดเป็นเดือนต่อเดือน นั่นคือคิดถึงวันเงินเดือนออก แต่คนรวยจะต้องคิดยาวเป็นปีๆ หรือเป็นสิบๆ ปี ในใจของคนจนนั้น เขามักคิดแต่เฉพาะเรื่องของความอยู่รอดเป็นหลัก ในขณะที่คนชั้นกลางคิดถึงเรื่องความสุขสบายจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้า ส่วน คนรวยนั้น เป้าหมายของพวกเขาชัดเจน เขาต้องการความเป็นอิสระทางการเงิน การคิดยาวนั้นมีพลังมหาศาล เพราะมันจะทำให้เขาอดออมและลงทุนระยะยาวซึ่งจะทำให้เงินงอกเงยแบบทบต้นเป็น เวลานาน และนี่คือสูตรสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้คนมั่งคั่ง
ข้อสอง - คนรวยพูดเกี่ยวกับเรื่องไอเดีย คนชั้นกลางพูดเกี่ยวกับสิ่งของ และคนจนพูดถึงเรื่องของคนอื่น นี่คงไม่ได้หมายถึงว่าคนรวยไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งของหรือคนอื่น แต่หมายถึงว่าคนรวยจะพูดถึงเรื่องของคนอื่นน้อยกว่าคนจนและมักจะเป็นคนที่มี แนวความคิดดีๆ หรือมีมุมมองต่างๆ มากกว่าคนชั้นกลางและคนจน เบื้อง หลังของนิสัยในเรื่องนี้คงอยู่ที่ว่า คนรวยนั้นมักจะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนจนซึ่งมักจะชอบ “ซุบซิบนินทา” เป็นนิจสิน ในขณะที่คนชั้นกลางอาจจะเน้นการทำงานประจำ ชอบพูดถึงเรื่องรถยนต์ ดนตรี การพักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น
ข้อสาม - คน รวยยอมรับการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางต่อต้านการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงจะคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ที่ตนเองเคยชิน ในขณะที่คนรวยนั้นคิดว่าการเปลี่ยนแปลงอาจนำมาซึ่งชีวิตที่ดีกว่า เขาคิดว่าในการเปลี่ยนแปลงนั้นมักมีโอกาสที่เขาอาจจะฉกฉวยได้ เบื้องหลังนิสัยนี้อาจจะมาจากการที่คนรวยมีความมั่นใจสูงกว่าคนชั้นกลางที่มักจะกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ๆได้
ข้อสี่ - คนรวยกล้ารับความเสี่ยงที่ได้มีการพิจารณาและไตร่ตรองดีแล้ว คนชั้นกลางกลัวที่จะรับความเสี่ยง นี่เป็นนิสัยที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดของคนชั้นกลางในความเห็นของผม คนที่ไม่ยอมรับความเสี่ยงเลยนั้นจะพลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีโดยสิ้นเชิง ในขณะที่คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่างที่ได้มีการศึกษามาเป็นอย่างดีจะสามารถ สร้างผลตอบแทนที่ดีได้โดยที่ความเสี่ยงจริงๆ นั้นจะมีน้อยมาก ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุด ก็คือ คนชั้นกลางส่วนใหญ่นั้นมักจะกลัวการลงทุนในหุ้นหรือตราสารการเงินที่มีความ ผันผวนของราคาโดยที่เขาไม่พยายามศึกษาว่าในระยะยาวแล้วมันอาจจะมีความคุ้ม ค่ากว่าการฝากเงินในธนาคารมาก ในอีกมุมหนึ่ง คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่าง “บ้าบิ่น” เช่นคนที่เล่นหุ้นวันต่อวันเองก็ไม่ใช่นิสัยของคนรวย คนรวยนั้นจะต้องรับความเสี่ยงเฉพาะที่มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว
ข้อห้า - คนรวยเรียนรู้และเติบโตตลอดชีวิต คนชั้นกลางคิดว่าการเรียนรู้จบที่โรงเรียน นิสัยการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ นี้ ผมคิดว่าเป็นหัวใจเศรษฐีจริงๆ เพราะในความรู้สึกของผมเอง การเรียนรู้จากโรงเรียนเป็นเพียงพื้นฐานที่เรานำมาศึกษาต่อด้วยตนเองได้ และเวลาหลังจากการเรียนในโรงเรียนนั้นยาวมากเป็นหลายสิบปี ดังนั้น ความรู้ส่วนใหญ่จึงควรที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เราเรียนจบจากโรงเรียน
โดย นัยของข้อนี้ คนรวยจึงน่าจะมีนิสัยรักการอ่านหรือการหาความรู้ต่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่คนชั้นกลางนั้น พอเรียนจบก็มักจะไม่สนใจอ่านหนังสือหรือหาความรู้ใหม่ๆ และความรู้ที่ผมคิดว่าคนชั้นกลางพลาดไปเพราะไม่มีการสอนในโรงเรียนก็คือ ความรู้ทางด้านการเงินที่คนรวยมักจะศึกษาต่อเพราะเห็นถึงความสำคัญและอาจนำ ไปสู่ความร่ำรวยได้
ข้อหก - คนรวยทำงานเพื่อหากำไร คนชั้นกลางทำงานเพื่อจะได้ค่าจ้าง คนรวยมองว่านี่คือหนทางที่จะทำให้รวยได้มากกว่าแม้ว่าจะมีความเสี่ยง ในขณะที่คนชั้นกลางนั้นมักจะไม่กล้าเสี่ยงและอาจจะมีความคิดสร้างสรรค์น้อย กว่า จึงมุ่งไปที่การหางานที่จะมีรายได้แน่นอน แต่รายได้จากการใช้แรงงานของตนเองนั้น มีน้อยคนที่จะทำให้ตนเองรวยได้
ข้อเจ็ด - คนรวยเชื่อว่าพวกเขาจะต้องใจบุญสุนทาน คนชั้นกลางคิดว่าพวกเขาไม่มีปัญญาที่จะทำบุญ ข้อนี้ผมเองคงไม่มีคอมเม้นท์อะไร ส่วนหนึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของแต่ละคนที่ไม่ค่อย บอกหรือรู้กันยกเว้นกรณีที่เป็นการบริจาคใหญ่ๆ อย่างกรณีของบัฟเฟตต์หรือบิลเกต
ข้อแปด - คนรวยมีแหล่งรายได้หลากหลาย คนชั้นกลางมีเพียงหนึ่งหรือสองแหล่ง ข้อนี้ก็เช่นกัน ผมเองไม่แน่ใจว่าคนรวยมีรายได้จากหลายแหล่งเพราะรวยแล้วจึงไปลงทุนใน ทรัพย์สินหลายๆอย่าง หรือมีทรัพย์สินหลายอย่างจึงทำให้รวย แต่ที่ผมเห็นชัดเจนก็คือ คนชั้นกลางนั้น มักไม่ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงทำให้รายได้มักจะมาจากเงินเดือนเป็นหลัก
ข้อเก้า - คนรวยเน้นการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งของตนเอง คนชั้นกลางเน้นการเพิ่มของเงินเดือน เป้าหมายของคนรวยนั้นอยู่ที่ว่าตนเองมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน โดยมองที่ภาพรวม ดังนั้น ถ้าเขามีหุ้นอยู่ การที่หุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเขาก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นโดยที่เขาไม่ต้อง เสียภาษี แต่คนชั้นกลางพยายามทำงานเพื่อให้มีเงินเดือนสูงขึ้นแต่เขาอาจจะลืมไปว่าเขา จะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นด้วย สรุปก็คือ คนรวยเน้นการลงทุนใช้เงินทำงานแทนตนเอง คนชั้นกลางเน้นการใช้แรงงานของตนเอง
สุดท้าย ข้อสิบ - คนรวยชอบตั้งคำถามที่เป็นบวกและสร้างกำลังใจ เช่น ฉันจะสร้างรายได้เป็นเท่าตัวในปีนี้ได้อย่างไร? ในขณะที่คนชั้นกลางชอบตั้งคำถามที่เป็นลบและเสียกำลังใจ เช่น จะหาเงินมาจ่ายหนี้ค่าบัตรเครดิตเดือนนี้ได้อย่างไร?
และนั่นก็คือ ความแตกต่าง 10 ข้อระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลางที่มีคนตั้งข้อสังเกตไว้ ซึ่งผมเชื่อว่าส่วนใหญ่น่าจะเป็นจริง แน่นอน คนรวยบางคนก็มีคุณสมบัติที่เป็นแบบคนชั้นกลางและคนชั้นกลางจำนวนมากก็มี นิสัยแบบคนรวย แต่ถ้าเราอยากรวย ผมคิดว่า การยึดนิสัยแบบคนรวยน่าจะทำให้เรามีโอกาสมากกว่า

บทความโดย : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวราการ  ที่มา : Forward Mail

วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555

หนี้เป็นพิษ

หนี้เป็นพิษ
Read more at : http://www.thorfun.com/story/view/UNUiTa7rWTxCAA06#ixzz2Ge5qjhLt
เงินเดือนเป็นแสนแต่เกือบต้องติดคุกเพราะเป็นหนี้ เกือบต้องเสียเพื่อนเพราะหนี้ หนี้ก้อนโตจึงเป็นเครื่องกัดกร่อนความมั่งคั่งตัวฉกาจที่สุด และยังเป็นตัวทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อน หรือคนสนิท หรือแม้แต่ญาติด้วยกันเอง มีข่าวทำร้ายร่างกายหรือทวงหนี้ด้วยวิธีโหดร้าย มีบางกรณีฆ่าตัวตายหนีหนี้ ฆ่าเพื่อน ฆ่าญาติ ฆ่าพี่น้องที่คลานตามกันมา ต่อไปนี้คือเรื่องราวหนี้เป็นพิษที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตผม
หนี้เป็นพิษ
   เล่าย้อนอดีต ผ่านการเรียนประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย ผมมีความรู้เรื่องเกี่ยวกับการเงินน้อยมาก หรือ จะเรียกได้ว่าไม่มีความรู้เรื่องการเงินเลยก็ว่าได้ เข้าใจว่าหลังเรียนจบต้องขยันทำงานจึงจะมีเงินมีทอง หลังจากเรียนจบแพทย์ เริ่มมีเงินเดือน รู้สึกว่ามีเงิน เห็นคนอื่นมีอะไร เราก็อยากได้ไปหมด เครื่องเสียง รถยนต์ บ้าน หรือที่ดิน อยากได้ไปหมด ผมซื้อแหลกกกกก... ไม่ มีเงิน ก็กู้ธนาคาร ธนาคารก็ใจดีให้กู้ เริ่มรู้จักบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ไปขอธนาคารไหนก็ได้ ไม่ไปขอ  ธนาคารเองก็มาเสนอให้ เพราะมีเงินเดือนสูง ในกระเป๋าสตางค์ไม่มีเงินสด มีแต่บัตร  สารพัดบัตร  รูดปรื๊ดๆๆๆ....
     5 ปี แรกของการทำงานจึงเต็มไปด้วยหนี้  สารพัดหนี้  ผมเป็นหนี้รวมยอดหนี้เกือบ 3 ล้านบาท ยิ่งช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ดอกเบี้ยการกู้ยืมสูงปรี๊ด... ยิ่งดอกเบี้ยคงค้างของบัตรเครดิต และดอกเบี้ยบัตรกดเงินสด สูงขึ้นไปเกือบ24% ดอกเบี้ยการกู้ยืมซื้อบ้าน ซื้อที่ดินสูง 15%  แม้ว่าผมจะเป็นหมอที่ขยันทำงานเป็นที่สุด ขยันมากกว่าใครๆ เงินเดือนและเงินโอที ที่ได้มาแทบไม่พอจ่ายดอกเบี้ย บางเดือนไม่เพียงพอ หนี้ของผมแต่มันคือทรัพย์สินของธนาคาร
   หากดอกเบี้ยธนาคาร 15% หากไม่ชำระเลย พลังดอกเบี้ยทบต้นจากเงิน 3 ล้านบาท จะกลายเป็นเงิน 6 ล้านบาท
   หากดอกเบี้ย ร้อยละ24%   เงินที่ผมกู้ยืมมา 3 ล้านบาท หากผมไม่ชำระเลย 5ปี พลังดอกเบี้ยทบต้น จะทำให้เงินที่กู้ยืมมา 3 ล้านบาทจะกลายเป็น  9 ล้านบาท โอ้ววว แม่เจ้า...นี่มันปล้นกันชัดๆ
  ผมตกอยู่ในวังวนของหนี้ เมื่อจนตรอก สิ้นเดือนถึงเวลาชำระหนี้  เงินเดือนเป็นแสนก็ไม่พอชำระ เพราะหนี้ส่วนใหญ่ของผมเป็นหนี้ระยะสั้น การหมุนหนี้จึงเกิดขึ้น ผมกดบัตรเครดิต ไปใส่บัตรกดเงินสด กดจากบัตรกดเงินสดไปชำระเงินกู้โอดีของแบงค์ เงินหมุนไปๆ หนี้หมุนมาๆ นานเข้าหนี้ก้อนโตพอกพูน ดอกเบี้ยเร็วกว่าดอกไม้ชนิดใดๆที่ผมเคยเห็นในโลก
   ในที่สุดแพทย์ที่ขยันที่สุด ทำงานหนักที่สุด ได้เงินเดือนสูงกว่าใครๆ ต้องถูกฟ้องคดีเช็คเด้ง(เช็คเด้งเป็นคดีอาญา หากแพ้คดีก็ต้องติดคุก) ขึ้นโรงขึ้นศาล เพราะเรื่องหนี้ แม้ผมจะมีเพื่อนเป็นทนายที่เก่ง แต่มันเป็นประสบการณ์ที่แย่มากๆ มันบั่นทอนจิตใจ มันบั่นทอนอะไรหลายๆอย่าง มันทำให้ผมขาดอิสรภาพที่จะทำอะไรๆอยากทำหลายอย่างในชีวิต
       
 สรุปแล้วผมติดบ่วงหนี้อยู่เกือบ10ปี
      ยามยากลำบาก  ผมหันหน้าไปยืมเงินใครล้วนแต่ถูกปฏิเสธ แต่ไม่ได้โกรธ เพราะรู้ว่าในสภาพตอนนั้น ใครๆก็คงยากลำบากเหมือนกัน มีเพื่อนบางคนที่ให้ผมยืมเงิน แต่เนื่องจากจำนวนไม่มาก และผมก็พยายามใช้จนหมด แต่ก็เกือบจะแย่ เกือบต้องเสียเพื่อนดีๆไป
   ผมนึกย้อนกลับไป เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่เพื่อนและคนรู้จักไม่ให้ผมยืมเงินใน วันนั้น หรือให้ผมยืมแต่ปริมาณน้อย  เพราะหากพวกเขาให้ยืมจำนวนมากๆ  ป่านนี้ผมคงเสียเพื่อน เสียคนที่รู้จักคุ้นเคยไปแน่ๆ เพราะให้ผมยืมมา ผมต้องผิดนัดชำระหนี้แน่ๆ และเมื่อผิดนัดชำระหนี้ เพื่อนก็คงไม่กล้าทวงหนี้ผม ผมเองก็ไม่กล้ามีหน้าไปพบเพื่อนเพราะผิดคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับเพื่อน  สัมพันธภาพที่อุตส่าห์สร้างมาตั้งหลายปีต้องมีอันสะบั้นไป
        ผมเองประสบ หรือได้รับทราบเรื่องราว ของผู้คนที่จบการศึกษาแล้วเริ่มทำงานใหม่ๆ ต่างตกเป็นหนี้ ติดอยู่ในบ่วงหนี้ ทำให้ชีวิตไม่ก้าวหน้า หรือบางคนเสียคนไปก็มี  ผมเองก็หลงเดินวนไปวนมาในเขาวงกตแห่งหนี้ กว่าจะหาทางออกเจอ

   หนี้ก้อนโตจึงเป็นเครื่องกัดกร่อนความมั่งคั่งตัวฉกาจที่สุด และยังเป็นตัวทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อน หรือ คนสนิท หรือแม้แต่ญาติด้วยกันเอง มีข่าวทำร้ายร่างกายหรือทวงหนี้ด้วยวิธีโหดร้าย มีบางกรณีฆ่าตัวตายหนีหนี้  ฆ่าเพื่อน ฆ่าญาติ ฆ่าพี่น้องที่คลานตามกันมาก็มีให้เห็นในข่าวบ่อยๆ
  ผมอดทนทำงานอย่างหนักลดละเลิกสิ่ง ฟุ่มเฟือยทุกชนิด ประหยัดสุด ทำงานหนักสุดๆผมเคยอยู่เวร24ชั่วโมงทุกวันติดต่อกันเป็นเดือน เพื่อหาทางใช้หนี้ มีอะไรที่พอจะขายได้ ทรัพย์สินส่วนเกิน ผมขนไปขายหมด ขายแม้กระทั่งเครื่องประดับ สร้อยคอ กำไร แหวนที่ผมซื้อให้ภรรยาวันแต่งงาน สร้อยทองที่เป็นของขวัญของลูกสาวที่ได้รับมาตอนเกิดจนในที่สุดผมปลอดหนี้ทุก ชนิดตอนอายุ39ปี เป็นวันที่ผมปลอดโปร่งโล่งสบายที่สุด เหมือนยกภูเขาออกจากอก นี่กระมังที่เขากล่าวว่า ไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ
  ผมปฏิญาณไว้กับตัวเองและครอบครัวว่าจะไม่ยอมเป็นหนี้ใคร ไม่กู้ ไม่ยืมเงินใครเด็ดขาด  บัตร เครดิตที่มีเพียงใบเดียว ก็ขอลดวงเงิน เอาไว้ใช้เท่าที่จำเป็นและจ่ายเงินคืนเต็มจำนวนทุกครั้ง ทุกเดือน ไม่เหลือค้าง ส่วนใหญ่การใช้จ่ายเป็นเงินสด
  และเช่นเดียวกันผมและครอบครัวปฏิญาณว่าจะไม่ยอมให้ใครยืมเงินเด็ดขาด ไม่ยอมไปค้ำประกันให้ใครๆทั้งสิ้น  ไม่ใช่ไม่มีน้ำใจ แต่ผมไม่อยากเสียเพื่อนรัก ไม่อยากเสียสัมพันธ์อันดีกับญาติ หรือคนสนิทไป
    ผมและภรรยาจึงสอนลูกไม่ให้เป็นหนี้ และไม่ยอมให้ใครยืมเงิน ปฏิเสธที่จะค้ำประกันใครๆทั้งสิ้น มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย บางคนต้องติดคุก หรือต้องเป็นหนี้เพิ่มจากการค้ำประกันให้คนอื่น
   ฟังดูเหมือนคนใจร้าย ไม่มีน้ำใจต่อเพื่อนต่อญาติ  แต่ผมและครอบครัวจะใช้วิธีหากเพื่อน หรือญาติตกระกำลำบากจริงๆ
ผมให้เลย ให้เท่าที่จะให้ได้ ให้ในจำนวนที่ไม่เดือดร้อน ให้พอที่เขาจะประทังชีวิตได้ เช่นค่าอาหาร ค่ายาเมื่อเจ็บป่วย ให้แล้วไม่ต้องเอามาคืนผม  ผมให้ได้แค่นั้นจริงๆ
  ลูกสาวสองคนก็เช่นกัน หากเพื่อนขอยืมสตางค์ ผมสอนลูกให้เขาปฏิเสธไปเลย เขาถามว่าหากเพื่อนลืมเอาเงินมาโรงเรียนแล้วมาขอยืมเงินไปกินข้าว หนูจะทำอย่างไร  ผมบอกว่าหากเกิดกรณีอย่างนี้ หนูก็เลี้ยงข้าวเพื่อนเลยสิ ไม่ต้องให้ยืมแต่เลี้ยงข้าวเพื่อนไปเลยจะได้สบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าเพื่อนจะคืนเงินหรือไม่
   ทุกวันนี้ชีวิตของผมและครอบครัวปลอดหนี้  ไม่ยอมเป็นหนี้ใคร และไม่ยอมให้ใครเป็นหนี้
                                               นพ.ชาญชัย กิจประเสริฐ