ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รวย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รวย แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

10 ไอเดีย..เล่นหุ้นให้รวย ปี 2556 ตอนจบ

10 ไอเดีย..เล่นหุ้นให้รวย ปี 2556 ตอนจบ

ที่มาhttp://www.doctorwe.com/variety/20130204/4386
1  สวัสดีครับ  เพื่อนๆ  พี่ๆ  เฟสบุ๊ค
เมื่อวานนี้  เราได้คุยกันไปแล้วถึงเรื่อง
“ 10  ไอเดีย..เล่นหุ้นให้รวย ปี 2556”  ตอนที่ 1
เมื่อวานนี้  คุยกันไปแล้ว 5 ข้อ
อยากอ่านเชิญที่  http://www.doctorwe.com/variety/20130203/4365
วันนี้  จึงขอเสนอตอนจบ…อีก 5 ข้อ นะครับ.. ดังนี้ครับ


2   ข้อที่หก  ซื้อ…  “ทองคำ”
นักวิเคราะห์จาก เมอร์ริล ลินช์ ชี้ว่า…
ราคาทองคำในสิ้นปี 2556  น่าจะไต่ไปถึง..  2,000 ดอลลาร์ ต่อทรอยออนซ์
หรือสูงขึ้น 20%  จากราคาที่เป็นอยู่ในเวลานี้


3  สาเหตุมาจาก  “นโยบาย Easy Money”
ฟรานซิสโก บลานช์  แห่ง เมอร์ริล ลินช์ ได้ให้เหตุผลสนับสนุนว่า
บรรดารัฐบาลทั่วโลกได้อัดฉีดเงินเข้าระบบ  นับจากมาตรการผ่อนคลานทางการเงิน QE ของอเมริกา
การอัดฉีดเงินเข้าระบบของ ธนาคารกลางยุโรป และญี่ปุ่น
สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ “ราคาทองคำ” พุ่งสูงขึ้น


4   สิ่งที่น่าคิด…สำหรับราคาทองคำก็คือ  มันจะไม่หยุดอยู่แค่นั้น
บลานช์ กล่าวว่า  ราคาทองคำจะไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ
สิ้นปี 2557  ราคาทองคำ..น่าจะไต่ไปถึง 2,400 ดอลลาร์ ต่อทรอยออนซ์
หรือขึ้นเกือบ 50%  จากราคาในเวลานี้
และแร่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เงิน (ซิลเวอร์) หรือ แพลทตินั่ม  ก็จะพลอยได้รับ “อานิสงส์” ด้วย


  ข้อที่เจ็ด  ราคาอสังหาฯ… “กลับมาแล้ว”
ปี 2551  เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ในอเมริกา
และทำให้ราคาอสังหาฯ บางพื้นที่ตกลงกว่า 50%
ในเวลานี้ ราคาอสังหาฯต่างๆ..กลับมาแล้ว
จำนวนยอดขายบ้าน..พุ่งขึ้น ขณะที่บ้านค้างสต็อค..ลดลง


6   สิ่งที่สำคัญที่สุด..  อัตราดอกเบี้ยลดลง
และอัตราดอกเบี้ยยังลดลง “ต่ำที่สุด”  เป็นประวัติการณ์
ในการสำรวจของบริษัท รัสเซลล์ ยังพบว่า
61%  ของผู้ตอบแบบสอบถาม เชื่อว่า…
ทุกอย่างๆสำหรับอสังหาริมทรัพย์..  ในปี 2556..จะไปได้ดีมาก


7   การฟื้นตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นี้ ก็จะ..สร้างงาน อย่างมากมาย
ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ วัสดุก่อสร้าง และอุตสาหกรรมการเงิน
นอกจากนั้น ตัวเลขการออก…กองทุนอสังหาริมทรัพย์ (REITs)  พบว่า
จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2555  เพิ่มสูงขึ้นถึง 17%
สาเหตุเป็นเพราะว่า  ผลตอบแทนของกองทุนฯ… พุ่งสูงขึ้น นั่นเอง


8   กลยุทธ์ก็คือ  ควรซื้อหุ้นของ “บริษัทขายวัสดุก่อสร้าง”  และ “บริษัทที่เกี่ยวกับอสังหาฯ”
เพื่อให้ง่าย.. ในบ้านเมืองไทย ให้เปรียบเทียบกับ..
บริษัทวัสดุก่อสร้าง:  SCC  Homepro  Global  เป็นต้น
บริษัทอสังหาฯ    PS,  LH,  SIRI….
เครือโรงแรมฯ     ERW,  CEN,  MINT…..


9     ข้อที่แปด  อุตสาหกรรม… จะกลับมาด้วย
เมอร์ริล ลินช์ ยังได้แนะนำเพิ่มเติม..เกี่ยวกับ…หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรม
โดยหุ้นในกลุ่มที่จะดีขึ้นนี้ จะต้องเป็น “หุ้น..คุณภาพสูง”  (High-quality Stocks)
ซึ่งหนีไม่พ้น  “หุ้นขนาดยักษ์ใหญ่” อีกเช่นกัน


10  ยกตัวอย่างเช่น  หุ้น Caterpillar
ซึ่งทำ..รถขุด  รถตักดิน อื่นๆ  รายใหญ่ที่สุดในโลก
นักวิเคราะห์ อีกรายคือ S&P Capital IQ  ก็กล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า
หุ้นบริษัทขายวัสดุก่อสร้าง และปรับปรุงบ้าน ยังจะ..ดีต่อไป
ในขณะที่ให้เก็บหุ้นกองทุน SPDR (หุ้นทองคำ)  และหุ้นกองทุนอุตสาหกรรม อย่าง Vanguard


11   ข้อที่เก้า   เมื่อ โทคโนโลยี่..ยังมาแรง
หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี ในปี 2555 ที่ผ่านมา ได้ไปสร้างรายได้ในต่างประเทศ..จำนวนมหาศาล
ปัจจุบัน..บริษัทเทคโนโลยี เหล่านี้ จะมีจุดที่เด่นมากคือ
บริษัทเหล่านี้  ..จะมีเงินสดจำนวนมาก  ..มีหนี้น้อย  ..และจ่ายเงินปันผล


12   ด้วยสัญญาณ..ฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของ..สหรัฐอเมริกา
ด้วยสัญญาณ..เศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้นใน..ยุโรป
จึงคาดได้ว่า  หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี..ที่มีศักยภาพสูง ในปัจจุบัน
จะสามารถ..กวาดตลาดได้เพิ่มขึ้นในทั้งสองตลาด
นั่นหมายถึง  ราคาที่เพิ่มขึ้นของ “หุ้นโทคโนโลยี” นั่นเอง


13   นักวิเคราะห์จาก  Turner Investment  ยังเสริมด้วยว่า
บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง เช่น Apple
จะเผชิญกับ “ความเสี่ยง..ในแง่บวก”
นั่นคือยังมีความเสี่ยงสูงอยู่…  แต่..
ถ้าหาก..สำเร็จ  ยอดขายของ Apple จะเพิ่มขึ้นอีก 25% ทุกปี ไปอีกหลายปี


14   ข้อที่สิบ   ซื้อ “หุ้นปันผลที่ดีที่สุด…10 อันดับแรก”
หากเพื่อนๆ  ยังคงที่จะอยากมีรายได้จาก..
“เงินปันผล”  และ “ส่วนต่างมูลค่าหุ้น” แล้ว
ให้ซื้อ  “หุ้นขนาดใหญ่”  ที่มีการจ่ายเงินปันผลดีที่สุด 10 อันดับแรก


15  สาเหตุเป็นเพราะ ในสหรัฐอเมริกา พบว่า
ในปี 2555   หุ้นปันผลขนาดเล็ก ให้ปันผลประมาณ 7%
ขณะที่   หุ้นปันผลขนาดใหญ่  พบว่า…
หุ้นปันผลขนาดใหญ่ 30 อันดับแรก ให้เงินปันผลเฉลี่ยสูงถึง 9%


16    บรรดาหุ้นดังกล่าว มีบางส่วนที่คนำไทยรู้จัก เช่น
AT&T,  McDonald,  HP,  Microsoft,  Pfizer,  Verizon (หุ้นโทรศัพท์มือถือ)
นอกจากนั้นก็เป็นหุ้นกองทุน…
ที่มีนโยบายลงทุนใน..หุ้นขนาดใหญ่..แทบทั้งสิ้น


17   และนั่นคือ  “10 ไอเดีย..เล่นหุ้นให้รวย ปี 2556”
เวลานี้  ดัชนีตลาดฯ..ทำลายสถิติ…แทบไม่เว้นวัน
ก็ขอให้เพื่อนๆ..ระมัดระวัง…ด้วยนะครับ
โชคดีนะครับ…
(อยากอ่านรวดเดียว เชิญที่ www.doctorwe.com ครับ)

10 ไอเดีย..เล่นหุ้นให้รวยปี 2556 ตอนที่ 1


10 ไอเดีย..เล่นหุ้นให้รวยปี 2556 ตอนที่ 1

 3 กุมภาพันธ์ 2556
ที่มาhttp://www.doctorwe.com/variety/20130203/4365
1  สวัสดีครับ  เพื่อนๆ  พี่ๆ  เฟสบุ๊ค
ผมได้อ่านบทความเรื่อง…
“10 Money-making Investment Ideas for 2013”  โดย  Jonathan Burton- Market Watch
วันนี้  จึงขอเสนอตอน
“ 10  ไอเดีย..เล่นหุ้นให้รวยปี 2556”  ตอนที่ 1


2  ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ
โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการลงทุนที่น่าสนใจมาก
ตั้งแต่เรื่องหุ้น  เรื่องจีน เรื่องทองคำ… เรื่องอสังหาฯ 
เรื่องอุตสาหกรรมที่จะมา  เรื่องเทคโนโลยี   เป็นต้น
จึงขอเริ่มเรื่องเลยนะครับ


ข้อหนึ่ง   หุ้นยักษ์ใหญ่…ยังคงใหญ่ต่อไป 
Mary Ann Bartels   นักวิเคราะห์จาก Bank of America มองว่า
“ผู้นำคนใหม่ในตลาดหุ้น…
ก็ยังคงเป็น…หุ้นยักษ์ใหญ่อยู่ดี”


4   หุ้นยักษ์ใหญ่  หรือหุ้นที่มีมูลค่าการตลาดสูงที่สุด 50 อันดับแรกของตลาด
Bartels  กล่าวว่า “ตลาดหุ้นของอเมริกา..ตกต่ำมาตลอดตั้งแต่ปี 2000”
แต่จากนี้ไป..   ตลาดหุ้น..จะเข้าสู่ภาวะ…กระทิง อีกครั้งหนึ่ง
โดยครั้งนี้  หุ้นยักษ์ใหญ่…เท่านั้น  ที่จะก่อให้เกิด ภาวะกระทิงได้”


5  ในขณะที่   Paul Nolte  กรรมการผู้จัดการ ของ Dearborn Partners
กล่าวถึง “หุ้นยักษ์ใหญ่” ว่า …
“หุ้นยิ่งใหญ่..  ยิ่งดี..”  นอกจากนั้นยังกล่าวเสริมด้วยว่า
“ในยามที่เศรษฐกิจซบเซา  บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านั้น..
ก็จะสามารถทนแรงกระแทก..ได้ดีกว่า…”


6   ข้อสอง   บริษัทที่มี…คุณภาพสูง…ก็ยังคงมี “คุณภาพสูง” ต่อไป
คำว่า “คุณภาพ” ในที่นี้หมายถึง มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง
รายได้ในอนาคต..ค่อนข้างแน่นอน
และมีศักยภาพในการแข่งขันสูง
และยัง.. “จ่ายเงินปันผล..ได้มาก”  ทำให้ “คุณภาพ” ของบริษัทนั้นๆ…. ยิ่งดูดี


7    Savita Subramanian จากธนาคาร Bank of America
หุ้นที่มีคุณภาพสูง  โดยมาก…. ราคาจะยังไม่แพง…เมื่อเทียบกับคุณภาพ
บริษัทเหล่านี้..มักจะเป็นผู้นำตลาด  และมีการเปิดเผยข้อมูลเป็นอย่างดี
ถ้านึกไม่ออก  ก็ให้นึกถึง… Pepsi,  IBM,  Caterpillar  เป็นต้น


8    Brian Belski   หัวหน้านักลงทุนเชิงกลยุทธ์ ที่ BMO Capital Markets  กล่าวไว้ว่า
หุ้นที่มีคุณภาพ  +   อัตราการเจริญเติบโตที่ดี  =  ความมั่นคง
“เมื่อทุกอย่างเริ่มผันผวน..ไม่แน่นอน
นักลงทุนก็มีแนวโน้มที่จะ…ยอมจ่ายแพง…เพื่อให้ผลตอบแทน…ที่แน่นอน”


9   หุ้นที่ Belski  กล่าวถึงก็คือ…
Google Inc.,   Starbucks Inc.,   หรือ  GAP  เป็นต้น
หุ้นเหล่านี้  มีแนวโน้มที่จะเป็นหุ้นพื้นฐานของนักลงทุน
กล่าวคือ กิจการเหล่านี้จะขายได้ทุกวัน…ไม่ว่า เศรษฐกิจ…จะดี …หรือจะเลว ?


10   ข้อสาม  หุ้น..ปันผล…งามๆๆ
Nolte  ยังให้ข้อคิดด้วยว่า  “เงินปันผล นั้น…สำคัญ”
“แต่หุ้นที่ปันผลดี…ราคาถูกๆ  แทบจะไม่มีเหลือ..อยู่ในตลาดเลย”
จริงๆแล้ว   นักลงทุนส่วนใหญ่….  ไม่ค่อยสนใจ  “เงินปันผล”
แต่เขาสนใจ  “ส่วนต่าง” ราคาหุ้น…ต่างหาก


11  หากเรามองหา..  “บริษัทที่จ่าย..เงินปันผล..งามๆๆ”
เราอาจจะมีโอกาสเจอ…  “ภาพลวงตา” ก็เป็นได้
อะไรคือ..   ภาพลวงตา..ที่ว่า
ภาพลวงตา ก็คือ..  
เพียงเพราะ..อยากได้ “เงินปันผล”   เราจึงซื้อหุ้นปันผล.. ในราคาที่.. “แพงเกินไป”


12   ข้อสี่..   เมื่อหุ้นในยุโรป..  จะกลับมาแล้ว
เมื่อปีที่แล้ว  หุ้นในกลุ่มประเทศยูโรโซน..ในยุโรป
ราคาร่วง…กันเป็นทิวแถว
แต่ตอนนี้..หลายอย่างกำลังดีขึ้น
ดูได้จาก  ราคาหุ้นจากกลางปีถึงปลายเดือนธันวาคม..ปีที่แล้ว  ขึ้นมาเกือบ 20%


13   นอกจากนั้น  ผลสำรวจของ Russell พบว่า
2 ใน 3  ของผู้จัดการกองทุนมองว่า…
เศรษฐกิจในกลุ่มยูโรโซน..  “กำลังจะดีขึ้น”
และมากกว่าครึ่งหนึ่ง บอกว่า  “อย่างน้อย…ก็ยังรักษาระดับเดิมไว้ได้”
ขณะที่ Paul Nolte คิดว่า  “ประเมินภาพตลาดหุ้นยุโรปโดยรวม..  ราคา…ไม่แพงเลย”


14   ข้อห้า..   เมื่อ  จีน..จะกลับมา “ยิ่งใหญ่” อีก
ในปีที่ผ่านมา   เศรษฐกิจจีนเอง…ก็แย่
จึงไม่ได้แสดงบทบาท..อะไร ในการช่วยเศรษฐกิจโลก
นักกลยุทธ์ ที่ Russell Investment คาดการณ์ว่า…


15  จีน..จะสามารถ รักษาอัตราการเจริญเติบโตไว้ได้ที่ 8%
และมีแนวโน้มสูงที่จีนจะ..  “ทำได้ดีกว่า..ที่คาด”
นอกจากนั้น  จากการสำรวจพบว่า
62% ตอบว่า  ผู้นำคนใหม่จีน…จะสามารถ
นำจีน และประเทศต่างๆในเอเชีย ให้มีเศรษฐกิจ “ดีขึ้น” ตามไปด้วย


16   Alberto Ardes  นักเศรษฐศาสตร์จาก  Merrill Lynch  ให้ความเห็นว่า
หุ้นที่แข็งแรง…  จะต้องมาจาก   “หุ้น..ที่มีผู้บริโภค..จำนวนมากๆ”
ในขณะที่หุ้นของบริษัทข้ามชาติ  จาก สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น
ก็จะเป็น “หุ้นชั้นดี” ที่จะช่วยเศรษฐกิจของชาติเหล่านี้ด้วย เช่นกัน


17  ทั้งหมดนี้ก็คือ  “ 10  ไอเดีย..เล่นหุ้นให้รวย”  ตอนที่ 1
หากอยากได้…  เคล็ดวิชา…
เพื่อนๆ  อาจจะต้องอ่านอีกรอบนะครับ
สนใจอ่านรวดเดียว.. พรุ่งนี้..อ่านได้ที่  www.doctorwe.com
และพบกับตอนจบ…ในวันพรุ่งนี้ นะครับ

ข้อความนี้ถูกโพสต์ขึ้นโดย :

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อย่าหวังรวยทางลัด

ที่มาhttp://chulakorn.blogspot.com/2012/06/blog-post_23.html
ปี 2546 คงจะต้องถูกจารึกว่าเป็นปีที่ตลาดหลักทรัพย์ให้ผลตอบแทนดีที่สุดปีหนึ่งใน ประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้น เพราะดัชนีตลาดปรับตัวขึ้นกว่า 100% จากดัชนีประมาณ 356 จุดเป็นประมาณ 772 จุดในวันสิ้นปี

นักลงทุนทุกกลุ่มในตลาดต่างก็ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ บางคนกำไรหลายร้อยเปอร์เซ็นต์จากเงินที่นำมาลงทุนในหุ้น บางคนกำไรเพียงหลักสิบเปอร์เซ็นต์ ความดีใจและความภาคภูมิใจของนักลงทุนก็ลดหลั่นกันไปตามผลกำไรที่ได้รับเช่น เดียวกับความมั่นใจที่เกิดขึ้นจากการเล่นหุ้น

หลายๆคนอาจจะเริ่มฝันว่า ได้พบหนทางสู่ความมั่งคั่งอย่างง่ายดายและรวดเร็ว บางคนเริ่มคิดถึงวันที่ตนเองจะมีอิสรภาพทางการเงินในไม่ช้า ทั้งๆที่เพิ่งจะเริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์

สิ่งที่คนจำนวนมากในตลาดหุ้นคิดและเชื่อกันในขณะนี้ก็คือ หุ้นเป็นทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทนสูงมาก และถ้าทำโพลถามนักลงทุนว่า เขาคิดว่าตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนเท่าไรในระยะยาว คำตอบคงเป็น 30 – 40% ต่อปีขึ้นไป โดยเฉพาะในปี 2547 นั้น หุ้นคงจะวิ่งกระฉูดไม่แพ้ปี 2546 เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เอื้ออำนวยต่อตลาดหุ้นก็ยังคงอยู่ และน่าจะดีขึ้นด้วยซ้ำไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะเศรษฐกิจที่เขาบอกกันว่าจะดี ยิ่งขึ้นไปอีก

แต่ถ้าถามว่ามีนักลงทุนในตลาดหุ้นกี่คนที่ร่ำรวย หรือมีอิสระทางการเงินแล้วจากการลงทุนในตลาดหุ้น คำตอบก็คือ น้อยมาก แม้ว่าจะไม่มีใครทำการศึกษาเรื่องนี้ แต่ผมเชื่อว่าคนที่รวยจากการลงทุนหรือเล่นหุ้นจริงๆนั้น มีไม่เกิน 1 ใน 100 คนที่มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการลงทุน ผมคิดว่าคงมีพอสมควรหลังจากที่ดัชนีตลาดปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงปีสอง ปีที่ผ่านมา ส่วนที่เหลือไม่ต่ำกว่า 70 – 80% ของนักลงทุนนั้น ผมเชื่อว่ายังไม่ได้กำไรจากหุ้นเป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ ยกเว้นปี 2546 ที่ได้กำไรชดเชยมาบ้าง

เพราะข้อเท็จของหุ้นก็คือ ในช่วงเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา การลงทุนในตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละประมาณ 10% เท่านั้น โดยเป็นผลตอบแทนที่เกิดจากการปรับตัวขึ้นของดัชนีประมาณ 7 – 8% และผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 2 – 3% ต่อปี และข้อมูลนี้ก็บังเอิญใกล้เคียงกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นในสหรัฐที่ให้ผลตอบ แทนประมาณ 10 – 11% ต่อปี โดยเฉลี่ยเป็นระยะเวลา 50 – 60 ปีขึ้นไป

ข้อเท็จจริงต่อมาของตลาดหุ้นก็คือ ผลตอบแทนจากการลงทุนมีการขึ้นลงผันผวนไปเรื่อยๆ แม้ว่าการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจะเดินหน้าต่อเนื่องมายาวนานหลายสิบปี โดยที่มีน้อยครั้งมากที่เศรษฐกิจจะติดลบและเกิดวิกฤติ นานๆครั้งดัชนีตลาดก็จะตกต่ำลงอย่างหนักเป็นเวลา 2 – 3 ปี เช่นเดียวกับที่บางครั้งดัชนีก็ปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงเป็นภาวะกระทิง เปลี่ยวอย่างเช่นที่เกิดขึ้นในปีที่แล้ว ข้อสรุปที่ชัดเจนก็คือ ในระยะยาวตลาดไม่สามารถเติบโตเกิน 10 – 15% ต่อปี โดยเฉลี่ยได้

ด้วยเหตุดังกล่าว นักลงทุนที่คิดว่าตนเองจะสามารถลงทุนทำกำไรจากตลาดหุ้นได้ปีละ 30 – 40% หรือ บางคนคิดว่าจะสามารถกำไรเป็นเท่าตัวในปีเดียว จึงเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีมากเกินไป หรือไม่ก็คงประมาณการฝีมือการลงทุนของตนเองสูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งโอกาสที่จะไม่เป็นเช่นนั้นคงมีอยู่สูง ความผิดหวังจะตามมา และเมื่อถึงเวลานั้น ความคิดและภาพพจน์เกี่ยวกับตลาดหุ้นก็จะเปลี่ยนไป คนจะเลิกคิดว่าตลาดหลักทรัพย์เป็นแหล่งที่จะสามารถสร้างความมั่งคั่งที่รวด เร็วได้ และคนจำนวนมากก็จะออกจากตลาดหลักทรัพย์กลับไป “ทำมาหากิน” ตามเดิม

นอกจากผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่ได้สูงลิ่วอย่างที่หลายคนคิดแล้ว การจัดสรรเงินมาลงทุนในหุ้นสำหรับคนส่วนมากก็มักจะเป็นจำนวนน้อยเมื่อเปรียบ เทียบกับทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงลงทุนในหุ้นไม่เกิน 20 – 30% ของเม็ดเงินที่มี เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่ากำไรจากหุ้นจะเป็น 100% ในปีใดปีหนึ่ง แต่ถ้าเงินส่วนใหญ่อีก 70 – 80% กลับฝากอยู่ในธนาคารได้ดอกเบี้ยเพียง 1% ต่อปี ผลตอบแทนรวมก็จะได้เพียงประมาณ 21 – 31% เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะทำให้ได้อย่างรวดเร็ว

ข้อสรุปของผมก็คือ เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับคนทั่วไปที่จะร่ำรวยจากตลาดหุ้น แม้ว่าในช่วงนี้หลายๆคนจะคิดว่าเป็นไปได้ไม่ยาก คนมักจะเอาสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้มาเป็นฐานในการมองไปข้างหน้า สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเพียงปีหรือสองปีมักจะมีอิทธิพลมากกว่าประวัติศาสตร์ เกือบ 30 ปีที่ผ่านมาของไทย และประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นนับเป็น 100 ปีของตลาดหุ้นที่เจริญที่สุดอย่างสหรัฐอเมริกา

Value Investor ที่จะประสบความสำเร็จ ร่ำรวย และเป็นอิสระทางการเงินจากตลาดหุ้นได้นั้น ผมคิดว่าจะต้องมองตลาดหุ้นด้วยความเป็นจริง คาดหวังผลตอบแทนปีละไม่เกิน 15% โดยเฉลี่ยจากการลงทุนไม่ว่าภาวะแวดล้อมจะสดใสเพียงใด ไม่ควรลงทุนในหุ้นที่เก็งกำไรสูงแต่ควรซื้อหุ้นที่มีความปลอดภัยมากด้วยเม็ด เงินในสัดส่วนที่สูง อย่าฝากเงินในธนาคารซึ่งให้ดอกเบี้ยเพียง 1% ต่อปีมากนัก และสุดท้ายซึ่งหนีไม่พ้นก็คือจะต้องลงทุนในตลาดหุ้นยาวนานไม่ออกไปไหนถ้าไม่ จำเป็นจริงๆ ไม่ว่าภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร

การลงทุนให้ประสบความสำเร็จจริงๆนั้น ไม่มีทางลัด และมันต้องการเวลา

วอเร็น บัฟเฟตต์ เคยพูดว่า “คุณไม่สามารถผลิตเด็กภายใน 1 เดือนโดยใช้ผู้ชาย 9 คนได้ เช่นเดียวกัน การลงทุนนั้นอย่าหวังรวยเร็ว ควรหวังรวยช้าแต่แน่นอนจะดีกว่า”

“อย่าหวังรวยลัดจากตลาดหุ้น”

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2555

“8 วิธี ที่จะทำให้..รวยก่อนเกษียณ” ตอนที่ 1

8 วิธี ที่จะทำให้..”รวยก่อนเกษียณ” ตอนที่ 1





“รวยก่อนเกษียณ”   ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง…
คนที่มีอายุ 40ปี หรือ 50ปี  หรือใกล้ๆจะ 60ปีแล้ว
แต่ผมกำลังหมายความว่า…
“คนที่อายุมาก  ควรจะอ่านบทความนี้…
คนที่อายุน้อย  คุณ..ไม่อยากเกษียณเร็วหรือ ?”


หนึ่ง  ตั้งเป้าหมายใหญ่  ด้วย  “พลังของดอกเบี้ยทบต้น”
เพื่อนๆ  ยังจำได้ไหมครับว่า
ผมเคยเล่าเกี่ยวกับวิธี  “รวยผ่อนส่ง”
ซึ่งเจ้าของไอเดียก็คือ  อาจารย์นิเวศน์ เหมวชิรวรากร  นั่นเอง
(สนใจคลิกที่  http://www.doctorwe.com/variety/20120716/2564 )


ในเรื่องนี้  อ.นิเวศน์ได้พูดถึงพลังของดอกเบี้ยทบต้น ที่ว่า
สมมุติว่า  เราตั้งระยะเวลาของการผ่อนไว้ 30 ปี
นั่นหมายความว่า ถ้าคุณอายุ 30 ปี วันที่คุณจะรวยก็คือวันที่คุณเกษียณ
เงินที่คุณต้อง ผ่อน ต่อเดือนก็คือ 10000 บาท
ซึ่งไม่น่าจะเป็นภาระมากจนเกินไป


โดยเฉพาะถ้าคุณมีอายุ 30 ปี และแต่งงานช่วยผ่อนกันสองคนสามีภรรยา
การผ่อนของคุณก็คือการเอาเงินไปลงทุนในหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อย่างน้อย 6-7 ตัวขึ้นไป
โดยที่คุณจะต้องไม่ถอนออกมาไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
เงินผ่อนทุกงวดจะต้องอยู่ในหุ้นตลอดเวลา
แม้ว่าคุณอาจจะสลับตัวหุ้นที่ลงทุนบ้าง


เงินปันผลที่ได้รับมาทั้งหมดก็ต้องเอาไปลงทุนในหุ้นต่อไปห้ามเอามาใช้
ถ้าคุณศึกษาและมีความรู้ในการลงทุนเป็น Value Investor ที่ดี
ซึ่งผมคิดว่าคุณน่าจะทำผลตอบแทนได้เฉลี่ยปีละ 12%
ในวันที่คุณเกษียณผ่อนมาครบ 30 ปี
คุณจะมีเงินประมาณ 28.9 ล้านบาท ชีวิตบั้นปลายของคุณน่าจะเป็น วัยทอง จริง ๆ


ด้วยตัวเลขเกือบ 30 ล้านบาทนี้..
ก็จะเป็น  “แรงจูงใจขนาดมหึมา”
ที่จะทำให้คุณ  “กล้าฝัน”  และ  “ต้องพยายาม..สุดขีด”
เพื่อให้ได้มาซึ่ง…เงินลงทุนให้ได้


สอง  ตั้งเป้าทุกวัน…ทำให้ได้ทุกวัน
ฟังแล้ว เหมือนง่าย..
แต่ถ้าเราต้องทำให้ได้ทุกวัน..  มันก็จะไม่ง่ายเลย
ตัวอย่างเช่น  “เซียนมี่”  นักเล่นหุ้นตัวยงอีกคนหนึ่ง


เซียนมี่..   เคยขับวินมอเตอร์ไซค์
เขาตั้งเป้าไว้ว่า  จะหาให้ได้วันละ  “หนึ่งพันบาท”
ดังนั้น จึงต้องเริ่มขับตั้งแต่ตอนตีห้า…
แล้วก็…   ขับไปเรื่อยๆ  ขับไปเรื่อยๆ  จนกว่าจะหาเงินให้ได้หนึ่งพันบาท


เป้าหมายของเซียนมี่…
จึงไม่ใช่  หนึ่งล้านบาท  สิบล้านบาท  หรือร้อยล้านบาท
แต่เป็นแค่…  “หนึ่งพันบาท”  ต่อวัน เท่านั้น
เพียงแต่….    ถ้าหาไม่ได้ก็   “ไม่ต้องกลับบ้าน”  เท่านั้นเอง
สนใจเรื่อง “เซียนมี่”   คลิกที่ http://www.doctorwe.com/radio/20120428/999


สาม   หา “อาชีพเสริม”
หากคุณเป็นเจ้าของกิจการอยู่แล้ว
ก็จงทุ่มทรัพยากรทั้งหมดลงไปในกิจการของคุณ
เพื่อให้กิจการของคุณยิ่งเติบโตสร้าง “ผลตอบแทนเป็นทวีคูณ”


แต่ถ้าหากคุณเป็น  “มนุษย์เงินเดือน”
คุณอาจจะมีเวลาว่างในตอนเย็น หรือวันเสาร์ วันอาทิตย์
จงอย่าใช้เวลาหยุดพักผ่อนส่วนใหญ่ไปในทาง  “ใช้เงิน”
แต่พยายามใช้เวลาเหล่านั้นไปในทาง  “หาเงิน”
เช่น  การสอนหนังสือ หรือ รับจ้างทำงานต่างๆ เป็นต้น


สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ
คุณควรฝึกที่จะมีความสุข “2 เด้ง”  นั่นคือ
สุขที่หนึ่ง คือ  เพลิดเพลินกับการที่มี “เงินทอง” เพิ่มขึ้น  เช่นเดียวกับ วอร์เรน บัฟเฟตต์
และ  สุขที่สอง  คือ  มีชีวิตอยู่กับครอบครัว “ที่บ้าน”  โดย  “ไม่ต้องไปเที่ยวข้างนอก”
หากฝึกที่จะมี “ความสุข 2 เด้ง” ได้แล้ว  ก็จะมี…เงินเหลือ นำไป “ต่อยอดหาเงินเพิ่ม” ได้อีกด้วย


สี่  ถ้าคุณเป็น  “คนขี้กลัว”  ก็จงอย่า  “ฝากเงินไว้ในธนาคาร”
การฝากเงินไว้ในธนาคารนั้น..
ดูเหมือนว่า..จะเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงต่ำมาก
เพราะปัจจุบันหากเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ
ก็มีแนวโน้มว่า รัฐบาลจะเข้ามารับประกัน  เหมือนวิกฤตในปี 2540


แต่ถ้าดูผลตอบแทนที่ได้จากการฝากธนาคารแล้วจะพบว่า
อัตราผลตอบแทนจากการฝากประจำ  น่าจะอยู่ประมาณ 3-4 เปอร์เซ็นต์
และถ้าเราไปดูอัตราเงินเฟ้อของไทย ในเวลานี้ก็จะพบว่า
อัตราเงินเฟ้อปีนี้ ก็น่าจะอยู่ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ เช่นกัน
ดังนั้น ในปีนี้  “การฝากเงินในธนาคาร”  คงจะได้ดอกเบี้ยพอๆกับ
“ราคาสินค้า”  ที่จะขึ้นราคาในปีนี้  นั่นเอง


แต่ที่หนักหนาไปกว่านั้นก็คือ
อัตราเงินเฟ้อจะผันผวน ไม่แน่นอน
และมีโอกาสมากที่จะสูงกว่า “อัตราดอกเบี้ยที่ได้จากการฝากเงินในธนาคาร”
สรุปแล้ว ในระยะยาว  ผลตอบแทนที่ได้จากดอกเบี้ยจากธนาคาร
จะน้อยกว่าราคาสินค้าที่…เพิ่มขึ้น ทุกปี…ทุกปี  เสียอีก



และนี่คือ  4 ข้อแรก  ของ  “8 วิธีที่จะ..รวยก่อนเกษียณ”
เพื่อนๆบางคน  อ่านแล้ว..   อาจรู้สึก “เฉยๆ”
เพื่อนๆบางคน  อ่านแล้ว..   อาจรู้สึกว่า  “มีคุณค่ามาก”
เพื่อนๆบางคน  อ่านแล้ว..   อาจรู้สึกว่า  “สุดยอด..ไม่ทำไม่ได้”
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ…  ควรจะอ่านแล้ว  ลงมือทำ “ทันที”
ก่อนที่เพื่อนๆ  “จะเริ่มทำ”   ก็ถึง…  “วันเกษียณแล้ว”
 
ข้อความนี้ถูกโพสต์ขึ้นโดย : ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
http://www.doctorwe.com/variety/20120804/2956