ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ออมเงิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ออมเงิน แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ออมเงิน (Saving)" อย่างไรให้เติบโตและเบิกบานใจ

ที่มาhttp://chulakorn.blogspot.com/2012/07/saving.html
 ออมเงิน (Saving)" อย่างไรให้เติบโตและเบิกบานใจ  
ศตวรรษที่ 21 เป็นยุคสมัยแห่งโอกาสและความหวัง โดยเฉพาะในเรื่องนำเงินออมไปลงทุนให้เติบโตยิ่งขึ้น คนธรรมดาทั่วไปจึงไม่ต้องทำงานเพื่อแลกเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังใช้เงินให้ทำงานได้อีกด้วย

น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ ยังขาดความรู้ที่ลึกซึ้งในการจัดการเงิน จึงทำให้เงินออมที่สะสมไว้ไม่สามารถขยับขยายไปเพิ่มผลตอบแทนได้

1. เข้าใจเรื่อง “ปัจจัยพื้นฐาน” ของสินทรัพย์แต่ละประเภท ที่เราเข้าไปลงทุน

ทองคำเป็นตัวอย่างที่ดีของสินทรัพย์ที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจลึกซึ้ง จึงเกิดความเชื่อฝังหัวว่าทองคำมีแต่ขึ้นไม่มีลง โดยไม่ได้ดูประวัติศาสตร์ย้อนหลังให้ยาวไกลเพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงปี 1980-1990 ยิ่งไม่ต้องเอ่ยอ้างถึงการรู้จักเปรียบเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่นว่าอะไร จะให้ผลตอบแทนมากกว่ากัน

ทองคำมีแนวโน้มจะขึ้น 10 ปี วิ่งลงไปเซื่องซึมอยู่ 20 ปี แล้วจึงได้เวลากลับมาฟู่ฟ่าอีกครั้ง

หากคิดเฉลี่ยทั้งปีที่รุ่งเรืองและซึมเศร้า กินเวลารอบละ 30 ปี ผลตอบแทนของทองคำ ก็อาจใกล้เคียงกับอัตราเงินเฟ้อสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ซึ่งไม่น่าตื่นตาตื่นใจแต่ประการใด

การที่ราคาทองคำขึ้นไปเป็นเวลา 10 ปี ให้คนเกิดความตื่นเต้น ขึ้นไปเกินระดับราคาพื้นฐานที่เป็นจริง ก่อนจะตกลงมาชดเชยแน่นิ่งเป็นเวลา 20 ปี ก็เพื่อเรียกร้องความสนใจให้รายย่อยเข้ามาลงทุน เพราะถ้าค่อยๆเพิ่มอย่างเชื่องเช้าเท่ากันเป็นเวลา 30 ปี คนส่วนใหญ่ก็จะรู้ความจริงและรับไม่ได้กับอัตราเติบโตที่น้อยนิดนี้

ทองคำในฐานะเครื่องมือลงทุนก็จะไม่มีใครสนใจ

นักลงทุนที่ดีจะต้องอ่านปัจจัยพื้นฐานและจิตวิทยาให้กระจ่าง ไม่ใช่ติดแต่ภาพที่เห็นเฉพาะหน้า

“กองทุนหุ้น” ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งคนส่วนใหญ่เชื่อว่าก็คงไม่แตกต่างจากการที่เราไปเลือกซื้อหุ้นเอง แถมยังดียิ่งกว่า เพราะผู้จัดการกองทุนมีความเป็นมืออาชีพ มีความเชี่ยวชาญ และยังมีเวลาว่างมากกว่าเรา

สิ่งที่ลืมนึกไปก็คือ กองทุนหุ้นก็มีข้อจำกัดมากมายในการลงทุน ไม่สามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างที่นักลงทุนธรรมดาสามารถกระทำได้ ผลตอบแทนของกองทุนจึงไม่มีความโดดเด่นแตกต่างมากนัก ส่วนใหญ่ก็จะมีผลตอบแทนใกล้เคียงกับ SET

เมืองไทยยังไม่มีนโยบายที่เอื้ออำนวยให้เกิดกองทุนที่มีอิสระมากมายแบบใน สหรัฐอเมริกา ซึ่งแม้จะทำให้นักลงทุนบางส่วนโดนหลอกไปบ้าง แต่สำหรับนักลงทุนที่ฉลาดเฉลียว ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ก็จะได้พบเจอกับผลตอบแทนที่โดดเด่นกับผู้จัดการกองทุนแบบ Peter Lynch

โดยเฉพาะเมื่อคนไทยส่วนใหญ่ ยังคงเสพติดการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นแบบรายวัน อ่อนไหวไปกับข่าวดีข่าวร้ายโดยไม่เข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลัง ก็ยากที่กองทุนที่เน้นลงทุนระยะยาวในหุ้นเติบโต (Growh Stock) จะได้รับความนิยม

เมื่อเข้าใจเรื่องปัจจัยพื้นฐานในระดับหนึ่งแล้ว ก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนให้กับเงินออมอย่างยั่งยืนได้ แน่นอนว่ามีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวพอควร แต่โอกาสสำเร็จย่อมมีมากกว่า

การลงทุนในหุ้นเติบโต (Growth Stock) ตามแนวทางของ Fisher ลงทุนในหุ้นแข็งแกร่งแบบ Buffett หรือลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีแบบรอบด้านของ Peter Lynch ก็คือ การมอบเงินออมให้กับผู้บริหารธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ให้ช่วยดูแลผลกำไรแทนเรา

การเลือกลงทุนในกองทุนที่มีผู้จัดการกองทุนที่ยิ่งใหญ่ หรือเลือกหุ้นที่มีผู้บริหารที่ยิ่งใหญ่ ก็อาจให้ผลตอบแทนที่ดีเฉกเช่นเดียวกัน

ถ้าคุณยังไม่เชื่อใจตนเองว่าจะเลือกหุ้นสุดยอดได้ ก็จงมองหาคนเก่งที่ไว้ใจได้มาช่วยดูแลเงินของคุณ

แต่จะตรวจสอบได้อย่างไรว่าเขาเก่ง จะรู้ได้ยังไงว่าเขาไม่โกง สุดท้ายก็ต้องใช้ความรู้ลึกซึ้ง

ถ้าอยากรวย ก็ต้องหาความรู้

2. เข้าใจเรื่องจังหวะการลงทุน โดยเฉพาะทฤษฎีของ Soros และกลยุทธ์การซื้อขายแบบจูงแพะติดมือ

จังหวะการลงทุนของ “ทองคำ” ได้ผ่านพ้นไปแล้ว เพราะครบกำหนด 10 ปี

ทำไมต้อง 10 ปี เพราะมันจะได้ยาวนานเกินพอที่ทำให้นักลงทุนหลงลืมความเจ็บปวดของทศวรรษ 1980 ที่ทองคำได้ไหลลงอย่างรุนแรง แล้วมั่นใจว่าทองคำจะขึ้นไม่มีวันลง

นี่คือ จังหวะขายที่ดีที่สุด โดยแม้จะมีข่าวร้ายมาผสมบ้าง คนก็ยังเชื่อมั่นและเข้าไปรับอย่างเต็มที่

หากจะลงทุนในทองคำ อย่างน้อยต้องเริ่มตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว และค่อยมาเลิกในช่วงนี้

เมื่อเข้าใจปัจจัยพื้นฐานของ AEC และประเทศไทยว่าจะเติบโตในช่วง 5-10 ปีนี้ ก็ยังไม่พอสำหรับการลงทุน เพราะนี่ไม่ใช่ตำราคณิตศาสตร์ หากเป็นสงครามระหว่างรายใหญ่และรายย่อย

เราจึงต้องเข้าใจว่าในระยะสั้น จะต้องทุบหุ้นลงมาให้นักลงทุนรายย่อยเทขาย ก่อนที่จะปล่อยข่าวดีและลากหุ้นขึ้นไปสู่ปัจจัยพื้นฐานในอนาคต ตั้งแต่ 1400-2000 จุด

บางทีหุ้นไทยอาจต้องหลุด 1000 จุด รายย่อยจึงจะกลัวและเทขาย

แต่จะลงเมื่อไรก็ไม่รู้ และจะดีดกลับเมื่อไรก็ไม่ทราบ

ใครที่อยากจะได้กำไรก็ต้องกล้าเสี่ยง แต่จะเสี่ยงอย่างไรให้ได้เปรียบ

ก็ต้องใช้กลยุทธ์จูงแพะติดมือ ทะยอยซื้อเฉลี่ย เมื่อราคาลดลง 5-10 % จึงค่อยซื้อ 1 ครั้ง แล้วเมื่อราคาหุ้นเด้งขึ้นมา ก็ให้ทะยอยขายไปบ้าง เพือทำกำไรระยะสั้น

แต่ก็ต้องเก็บหุ้นไว้ 50 % ของจำนวนเงินที่ตั้งใจจะลงทุน เพื่อว่าเมื่อหุ้นกลับไปเป็นขาขึ้น เราจะได้มีกำไรเป็นกอบเป็นกำ

สิ่งสำคัญคือ จะต้องเลือกซื้อสินทรัพย์ที่เติบโตดี ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม

หุ้นเติบโตบางตัว ที่ราคาได้ขึ้นมาแล้ว 3-5 เท่า ภายในเวลา 3-5 ปี ในทางทฤษฎี ก็อาจจะโตต่อไปได้อีก แต่ในทางปฏิบัติ มีน้อยตัวนักที่ราคาจะขึ้นไปได้ต่อ

ส่วนหนึ่งก็คือ เมื่อบริษัทเติบโตถึงระดับหนึ่ง ก็จะต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารให้รองรับการเติบโตต่อไป ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี

ที่สำคัญ หุ้นเติบโตเมื่อสร้างราคาขึ้นมา 3-5 เท่า ก็ย่อมทำให้ชื่อเสียงหอมหวน นักลงทุนรายย่อยก็อยากเข้ามาจับจอง จึงทำให้นักลงทุนรายใหญ่ต้องขายให้ก่อน แล้วกดราคาลงมาให้หนักหน่วง เพื่อให้นักลงทุนรายย่อยคายของออกมาให้หมด ก่อนที่จะเติบโตต่อไป

3. กระจายความเสี่ยง ตั้งแต่การมีแหล่งรายได้ที่หลากหลาย ไปจนถึงแหล่งลงทุนที่แตกต่าง

หลักข้อแรกของการกระจายความเสี่ยง คือ อย่าทำให้ตัวเองเสี่ยงมากขึ้น เพราะกระจายเงินไปในสินทรัพย์ที่ดี แต่กำลังอยู่ในช่วงขาลง

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ดี แต่เมื่อได้ขึ้นมา 10 ปีแล้ว และกำลังมีแนวโน้มขาลง ก็ยังไม่ควรเข้าไปลงทุน

ในศตวรรษที่ 21 มีทางเลือกของการออมเงินให้มากมาย ดังนั้น จงเลือกกระจายความเสี่ยง เฉพาะสินทรัพย์ที่ดี และอยู่ในช่วงขาขึ้นเท่านั้น
ไม่จำเป็นต้องกระจายให้ครอบคลุมทุกอย่าง แต่เลือกสินทรัพย์ที่ดีและแตกต่างกัน 5-10 ชนิดก็พอแล้ว

บางคนให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงของเงินออม แต่ลืมนึกถึงเรื่องรายได้

การออมเงินที่ดี คือ มีเงินสดให้น้อยที่สุด ดังนั้น เมื่อเรามีแหล่งรายได้แค่ทางเดียว เราก็ต้องเหลือเงินสดสำรองไว้มากพอ เผื่อว่ารายได้มีการสะดุดลง จะได้ถอนเงินออกมาใช้ได้

ดังนั้น หากเรามีแหล่งรายได้ที่กระจายความเสี่ยงเพียงพอ เราก็จะสามารถนำเงินออมไปลงทุนได้เต็มที่ ไม่ต้องสำรองเงินสดไว้จำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้ผลตอบแทนโดยรวมมีระดับลดลง

สรุปแล้ว การสร้างความมั่งคั่งของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเต็มไปด้วยโอกาสมากมายนั้น จำเป็นต้องอาศัยความรู้ที่ลึกซึ้ง และหลากหลายรอบด้าน ตั้งแต่การวิเคราะห์คน วิเคราะห์ธุรกิจ ไปจนกระทั่งถึงจิตวิทยามวลชน

การแสวงหาความรู้ อาจทำให้เราเหน็ดเหนื่อย

แต่มันก็คุ้มค่า หากว่าเงินออมสามารถทำงานแทนเราได้

เราก็จะสามารถมีเวลาไปเสพสุขกับชีวิตและความมั่งคั่งได้ อย่างที่ใจปรารถนามานาน
ที่มา :
updated: 15 มิ.ย. 2555 เวลา 18:30:35 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
โพสต์เมื่อ โดย

วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เรื่องของดอกเบี้ยที่คุณยังไม่รู้

เรื่องของดอกเบี้ยที่คุณยังไม่รู้


ที่มา  http://www.fungistock.com/2012/08/10/

เรื่องของดอกเบี้ยที่คุณยังไม่รู้
จากคอลัมภ์ ฉลาดบริหารเงิน  จากนิตยสาร สรรสาระ พฤษภาคม 2555

โดยนรินทร์ โอฬารกิจอนันต์

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า ดอกเบี้ยคือ สิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก
ที่ดอกเบี้ยเป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับอัจฉริยะอย่างไอน์สไตน์เป็นเพราะเขา รู้สึกทึ่งใน “พลังแห่งการทบต้น” ของมัน  ใครหนอช่างคิดหลักการที่มหัศจรรย์นี้ขึ้นมาได้  ถ้าคุณฝากเงิน 10,000 บาทไว้ในธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปี และทุกๆปีคุณก็ไม่ถอนดอกเบี้ยเหล่านั้นออกมาใช้เลย  แต่คุณปล่อยให้ดอกเบี้ยเหล่านั้นทบต้นไปเรื่อยๆภายในระยะเวลา 50 ปี หรือหนึ่งชั่วชีวิตของคนหนึ่งคน  เงิน 10,000 บาทนั้นจะกลายเป็นเงินหนึ่งล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นได้กว่าร้อยเท่าเลยทีเดียว
ดอกเบี้ยทบต้นนี่แหละ คือความลับของอิสรภาพทางการเงินในโลกของทุนนิยม

คนที่มีเงินเหลือใช้อยู่แล้วจะไม่รวยขึ้นอีกได้อย่างไร  ในเมื่อเงินที่พวกเขามีเหลือเก็บมากขึ้นจากการที่พวกเขามีรายได้มากกว่าราย รับทุกเดือนที่ถูกนำไปฝากธนาคารไว้ หรือนำไปลงทุนอย่างอื่นเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่อยู่ในรูปของดอกเบี้ย  ทำให้มีมูลค่ามากขึ้นอีกด้วยพลังแห่งการทบต้น พวกเขาจึงมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยที่ไม่ต้องออกแรงอะไรเลย  นอกจากแค่รอเท่านั้น
การสะสมเงินเพื่อให้เงินนั้นทำงานให้เราด้วยพลังแห่งการทบต้นของดอกเบี้ย จึงเป็นเคล็ดลับของการมีอิสรภาพทางการเงินที่แท้จริง

ปัจจัยความสำเร็จของการออมเงินให้ประสบอิสรภาพทางการเงินมีอยู่ 3 อย่าง
อย่าง แรกคือ ต้องออมเงินในแต่ละเดือนให้มีจำนวนที่มากพอ  เพราะยิ่งออมมากขึ้นเท่าไร ดอกเบี้ยที่ได้รับในแต่ละเดือนก็จะยิ่งมีนัยสำคัญมากขึ้นเท่านั้น  เงิน 1,000 บาทอาจให้ดอกเบี้ยเป็นแค่เศษสตางค์เท่านั้น มันจึงแทบไม่มีพลังที่จะเปลี่ยนชีวิตของคุณ  แต่ดอกเบี้ยของเงิน 100,000 บาทอาจให้ผลที่ต่างกัน

เศรษฐีที่มีเงินหมื่นล้านบาทนั้น เขาได้ดอกเบี้ย 1 วันจากเงินจำนวนนั้น มากกว่าเงินที่คนธรรมดาทั่วไปหาได้จากการทำงานตลอดชีวิตเสียอีก

ปัจจัยอย่างที่สองคือ ความนาน  ยิ่งออมนานติดต่อกันนานเท่าไหร่  ดอกเบี้ยทบต้นจะยิ่งแสดงพลังที่น่าตกใจออกมาได้  ที่อัตราดอกเบี้ยรอยละ 10 ต่อปี เงินออมของคุณจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าใช้เวลา 7.2 ปี แต่ถ้าคุณออมติดต่อกันถึง 15 ปี  มันจะเพิ่มขึ้นกลายเป็นสี่เท่า และจะเพิ่มขึ้นแปดเท่าถ้าคุณออมติดต่อกัน 22 ปี  ยิ่งออมนานเท่าไร  พลังแห่งการทบต้นก็จะยิ่งมากเป็นทวีคูณ
ในเรื่องของความนานนี้  คนที่เริ่มต้นออมตั้งแต่เนิ่นๆย่อมได้เปรียบ  ดังนั้นถ้าเป็นไปได้คุณควรเริ่มออมเงินตั้งแต่เริ่มทำงานเลย หรืออย่างน้อยที่สุด คุณก็ควรเริ่มต้นออมเงินก่อนถึงวัยเกษียณอย่างน้อย 15 ปี เพื่อให้พลังแห่งการทบต้นมีเวลาทำงานนานพอ

ปัจจัยอย่างที่สามคือ อัตราดอกเบี้ย ยิ่งได้อัตราดอกเบี้ยสูงเท่าไร จะยิ่งช่วยลดเวลาการออม และทำให้เราบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้นเท่านั้น  ทุกวันนี้การฝากเงินไว้ในธนาคารให้อัตราดอกเบี้ยต่ำมา  และไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงเท่าไหรนัก ลองมองหาช่องทางการลงทุนอย่างอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า  ซึ่งแม้ว่าคุณจะต้องแบกรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นบ้าง  ตัวอย่างเช่น พันธบัตร หุ้นกู้  ทองคำ  อพาร์ตเมนท์ให้เช่า  หรือ หุ้น เป็นต้น  เพราะในระยะสั้น  สินทรัพย์เหล่านี้อาจมีความผันผวนสูง แต่ในระยะยาวพิสูจน์กันแล้วว่าการลงทุนเหล่านี้ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝาก ธนาคารมาก
ถ้ายังไม่ค่อยแน่ใจ  ลองใช้วิธีแบ่งเงินออมของคุณออกมาลงทุนในสินทรัพย์อย่างอื่นแค่บางส่วน  ยังไม่จำเป็นต้องทั้งหมดก็ได้

สุดท้ายแล้ว เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับเรื่องของดอกเบี้ยต่อไปนี้จะช่วยทำให้คุณบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ง่ายขึ้น

การเลือกบัญชีฝากธนาคารแบบยาวขึ้นเพื่อให้ได้ดอกเบี้ยสูงขึ้นอาจไม่ใช่ วิธีที่ดีเสมอไป  เพราะในอนาคตดอกเบี้ยทั้งระบบอาจปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เงินฝากประจำระยะยาวแต่ยังไม่ครบกำหนดของเรานั้นหมดโอกาสทีจะได้รับ ดอกเบี้ยอัตราใหม่ ที่จริงแล้วบัญชีฝากประจำที่มีระยะเวลาครบกำหนดไม่ยาวนัก เช่น 3 เดือนมักเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าในกรณีส่วนใหญ่

กองทุนรวมทีเลือกลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นมากๆ หรือที่เรียกว่าตราสารตลาดเงิน (Money Market Fund) นั้น มักให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าการฝากประจำ  ในขณะเดียวกันความเสี่ยงต่ำมากด้วย  มูลค่าหน่วยลงทุนมักเพิ่มขึ้นทีละน้อยทุกวัน แถมยังฝากถอนได้ทุกวันเกือบเหมือนบัญชีออมทรัพย์ จึงเป็นทางเลือกแทนการฝากธนาคารที่น่าสนใจ  แต่กองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวอาจเป็นทางเลือกแทนการฝากเงินที่ ไม่ดีนัก  เพราะกาองทุนประเภทนี้จะมีโอกาสได้ผลตอบแทนติดลบด้วย

ถ้าคุณต้้งใจออมเงินติดต่อกันนานเกิน 10 ปีขึ้นไป  ลองแบ่งเงินออมส่วนหนึ่งไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นไว้บ้าง  เพราะหากระยะยาวการออมยาวนานมากขนาดนั้น  กองทุนรวมหุ้นมักให้ผลตอบแทนที่เป็นบวกเสมอ และมีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากธนาคารอย่างมาก
ในยุคนี้ทองคำอาจเป็นทางเลือกของการลงทุนอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ  แต่ในระยะยาวทองคำอาจให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีก็ได้ เพราะทองคำไม่มีดอกเบี้ย  ทางที่ดีควรจำกัดสัดส่วนการออมเงินของเราไว้ในรูปของทองคำไม่ให้เกิน 10%  ของเงินออมทั้งหมด

คุณทราบไหมว่าการกู้เงินเพื่อซื้อบ้านที่เราเป็นผู้อยู่อาศัยเองนั้นเป็น การออมเงินอย่างหนึ่งด้วย  เพราะในระยะยาวบ้านและที่ดินมักมีมูลค่ามากขึ้นอีก  ในขณะที่การกู้เงินจะช่วยทำให้คุณได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในบ้านและที่ดิน เพิ่มขึ้นอีก  เพราะคุณใช้เงินลงทุนของคุณเองแค่ส่วนเดียว  อย่างไรก็ตามทางเลือกนี้ไม่รวมถึงการซื้อบ้านเพิ่อเก็งกำไร เพราะถ้าขายบ้านไม่ออกและก็ไม่ได้อยู่เองจะทำให้คุณต้องรับผลขาดทุนไปเต็ม