ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐี แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

7 เคล็ดลับชีวิตสุขแบบบัฟเฟ็ตต์

7 เคล็ดลับชีวิตสุขแบบบัฟเฟ็ตต์

ที่มาhttp://www.muegao.blogspot.com/2011/11/7.html
เพื่อนๆ หลายๆ คนน่าที่จะรู้จักมหาเศรษฐีของโลกที่ร่ำรวยได้จากการลงทุน (เพียงอย่างเดียว คือไม่ได้ทำอย่างอื่นอีกเลย) ก็คือ วอร์เรน บัฟเฟตต์  ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็ยังดูกระฉับกระเฉง พูดจาฉับไวไม่เหมือนคนอายุ 80 เวลาให้สัมภาษณ์มักมีอารมณ์ขันสอดแทรกอยู่เสมอ ไม่ได้เคร่งขรึมตึงเครียดแบบมหาเศรษฐีนักธุรกิจส่วนใหญ่ คนมักจะถามบัฟเฟ็ตต์เป็นประจำว่าทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จและร่ำรวย ซึ่งบัฟเฟ็ตต์ก็ตอบเหมือนเดิมว่าให้ทำในสิ่งที่ตนรักแล้วความสำเร็จก็จะตาม มาซึ่งก็รวมถึงเงินทองด้วย

เคล็ดลับในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขของบัฟเฟ็ตต์นั้นเรียบง่าย แต่ให้ข้อคิดที่ลึกซึ้ง ซึ่งมีหลักๆ อยู่ 7 ข้อ

 1. ทำในสิ่งที่ตนเองรัก บัฟเฟ็ตต์บอกว่าในชีวิต เขาไม่เคยต้องเลือกระหว่างเรื่องงานกับเรื่องชีวิตส่วนตัว เขามีความสุขกับการทำงานมาก ทุกวันตื่นเต้นที่ได้ไปทำงาน เรียกได้ว่าแทบจะเต้นแท็บแดนซ์เข้าออฟฟิศเลยทีเดียว และเดินเข้าออฟฟิศอย่างมีความสุขเป็นที่สุด ซึ่งการทำในสิ่งที่ตนรัก และรักในสิ่งที่ตนทำ ผลงานก็จะออกมาดีโดยธรรมชาติ

 2. หาความสุขจากความเรียบง่าย บัฟเฟ็ตต์บอกว่าความสุขอย่างเรียบง่ายของเขาคือการเล่นไพ่บริดจ์ออนไลน์ สัปดาห์ละ 12 ชั่วโมง ความสุขอยู่ที่ใจเป็นสิ่งที่หาได้จากสิ่งใกล้ตัว การได้พักผ่อนอยู่กับบ้านนั่งอ่านหนังสือหรือปลูกต้นไม้ก็ถือเป็นความสุข แล้ว ไม่จำเป็นต้องเสียเงินฟุ่มเฟือยทานอาหารนอกบ้าน หรือท่องเที่ยวต่างประเทศ

 3. คิดและทำในสิ่งที่ไม่ซับซ้อน บัฟเฟ็ตต์บอกว่าไม่ว่าจะทำงานอะไร เขาต้องอธิบายสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาดได้ ดังนั้น จึงเลือกทำแต่เฉพาะสิ่งที่ตัวเองเข้าใจทะลุปรุโปร่งเพราะความเสี่ยงหรือความ เสียหายเกิดจากการทำในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้

 4. ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย บัฟเฟ็ตต์กล่าวว่าในชีวิตส่วนตัวของเขาเขาไม่เคยสนใจว่าคนรวยคนอื่นๆ ทำอะไร ตัวเขาไม่ต้องการมีเรือยอชต์ขนาด 405 ฟุต เพียงเพราะว่าเศรษฐีคนอื่นมีเรือยอชต์ยาว 400 ฟุต
ทุกวันนี้ บัฟเฟ็ตต์ยังคงอยู่ในบ้านหลังเดิมขนาด 550 ตารางเมตร ซึ่งซื้อเมื่อ 43 ปีก่อน ที่เมืองโอมาฮ่า รัฐเนบราสก้า ในราคา 1.3 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 21 ล้านบาท บัฟเฟ็ตต์บอกว่าคนเป็นหนี้บัตรเครดิต แสดงว่าคนคนนั้นใช้ชีวิตเกินฐานะของตัวเอง ซึ่งเรื่องของการเป็นหนี้บัตรเครดิตนี้ ดูเหมือนจะเป็นวิถีชีวิตของอเมริกันชนไปเสียแล้วในเวลานี้ [มือเก่าหัดขับ]

 5. มีต้นแบบที่ดี ยึดถือเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต บัฟเฟ็ตต์เคยกล่าวไว้ว่า บอกมาเลยว่าใครคือฮีโร่ในดวงใจของคุณ ผมสามารถทำนายได้เลยว่าในอนาคตคุณจะเป็นอย่างไร เพราะคุณสมบัติของคนที่เราชื่นชมจะเป็นเครื่องนำทางไปสู่คุณสมบัติที่ตัวเรา จะมี ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนเข้าช่วยนิดหน่อยจนพัฒนาเป็นนิสัย

 6. เลือกทำในสิ่งที่รักไม่ใช่เลือกทำเพราะเงินหรือผลตอบแทน บัฟเฟ็ตต์กล่าวว่า หากเราทำในสิ่งที่เรารัก เราจะทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังใจที่มีอย่างเต็มที่ ซึ่งผลที่ได้รับก็มักเป็นผลตอบแทนทางการเงิน

ตอนที่บัฟเฟ็ตต์เรียนจบปริญญาโท เขาไปทำงานกับ เบ็นจามิน เกรแฮม ซึ่งเป็นหุ้นส่วนบริษัทด้านการลงทุน Graham-Newman Partnership ทั้งๆ ที่ยังไม่ทราบว่าจะได้เงินเดือนเท่าไหร่ รู้แต่ว่าอยากทำงานกับเบ็น จามิน แกรห์ม เพราะพอได้ทำงานกับคนที่อยากทำ ตื่นเช้าขึ้นมาก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ทำงาน เพราะรู้ว่าเมื่อกลับถึงบ้านตอนเย็นหลังเลิกงาน ตัวเองจะฉลาดขึ้นกว่าเมื่อเช้าตอนก่อนออกจากบ้าน

เป็นอย่างไรบ้างครับ หวังว่าเพื่อนๆ คงได้หาวิธีที่ตัวเองสามารถพัฒนาตัวเองในโลกแห่งการลงทุนได้เช่นเดียวกันนะครับ

วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2556

เส้นทางรวยเป็นล้าน มาดูสิว่าเศรษฐีเขาทำกันได้อย่างไร

เส้นทางรวยเป็นล้าน มาดูสิว่าเศรษฐีเขาทำกันได้อย่างไร

วอร์เรน บัฟเฟตท์ เจ้าพ่อนักลงทุนตลาดหุ้น
 ที่มา http://www.unigang.com/Article/5002
สมมุติว่าในปี ค.ศ 1965 ถ้าคุณมีเงินอยู่ 10,000 เหรียญ และลงทุนแบบเดียวกับบัฟเฟตท์ เชื่อไหมว่าในปีนี้คุณจะมีเงินทั้งหมด 51 ล้านเหรียญ ทวีคูณได้ขนาดนี้เงินล้านก็หาไม่ยากอย่างที่คิดแล้ว
วอร์เรน บัฟเฟตท์ นักลงทุนในหุ้นผู้คุมบังเหียนตำแหน่ง Chairman and chief executive of Berkshire Hathaway Inc. ซึ่งขณะนี้มูลค่าสินทรัพย์กว่า 30,000 ล้านเหรียญ แต่ก็ยังใจกุศลยื่นเงินให้มูลนิธิต่างๆ อยู่ตลอดเวลา และทำตัวติดดินไม่ฟุ้งเฟ้อเหมือนเศรษฐีใหม่บางคน
วิธีของวอร์เรน บัฟเฟตท์ คือ... 
  • ซื้อขายหุ้นให้เหมือนเป็นบริษัทของตัวเอง  แต่ถ้าคุณคิดว่าจะซื้อขายแบบรวดเร็ว นั่นอาจจะไม่ใช่การลงทุนแต่เป็นการพนันต่างหาก
  • ลืมเรื่องเทคนิค กลยุทธ์ หรือการวิเคราะห์จากกูรูต่างๆ  เพราะมันสามารถใช้เป็นเครื่องมือในช่วงสั้นๆ เท่านั้น ทำให้นักลงทุนบางคนลืมรากฐานของบริษัท และซื้อขายจากการวิเคราะห์เพียงอย่างเดียว
  • อดทนเล่นหุ้นระยะยาวดีกว่าการลงทุนระยะสั้น เพราะทำให้เม็ดเงินเติบโตได้มากกว่า อีกทั้งยังได้ลดภาษีและมีรายได้ต่อเนื่อง ต้องกล้าขายในช่วงที่ราคาเหมาะสม อย่าหวังว่าราคาจะสูงกว่านี้อีก
  • ถ้ามัวแต่พึ่งรายได้ทางเดียว ควรมีรายได้อย่างที่สองเพื่อค้ำจุนชีวิตไว้บ้าง อย่างเช่น การลงทุน  
  • อย่าหาเงินจากตลาดหุ้นปัจจุบัน แต่ซื้อการคาดคะเนจากตลาดหุ้น ล่วงหน้าเป็นเวลา  5 ปีต่างหาก    
Quote : วอร์เรน บัฟเฟตท์  
ผมรู้มาตลอดว่าต้องเป็นคนรวย เรียกว่าไม่มีสักนาทีที่สงสัยเลย เพราะผมมีกฏอยู่ 2 ข้อ 1. ห้ามเสียเงิน 2. ห้ามลืมกฏข้อที่ 1 
                                    ---------------------  
บิล เกตส์ ราชาไมโครซอฟท์

เนื่องด้วยความสามารถและจินตนาการอันล้นเหลือของบิล เกตต์ ผู้คิดค้นไมโครซอฟท์ ออฟฟิต ทำให้พนักงานออฟฟิตทุกคนเจอหน้าไมโครซอฟท์บ่อยกว่าเพื่อนสนิทของตัวเองเสีย อีก
    บิล เกตส์ ผู้ถือหุ้นหลักของบริษัท ไมโครซอฟท์ คอร์เปอร์เรชั่น จำหน่ายลิขสิทธิ์และซอฟแวร์ขายปลีกรายใหญ่ที่สุดในโลกมีรายได้กว่า 50,000 ล้านเหรียญ จากอดีตนั้นเป็นแค่เด็กมหาวิทยาลัยธรรมดาบ้าคอมพิวเตอร์ แต่มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำซอฟแวร์ออกขาย และโชคดีที่ได้ลูกค้ารายแรกที่ชื่อว่า IBM งานนี้รวยไม่รู้เรื่อง
วิธีของบิล เกตต์คือ    
  • ห้องทำงานของบิล เกตต์ ใช้อีเมลล์ในการสื่อสารเท่านั้น และไม่ใช้กระดาษบนโต๊ะทำงานเลย เวลามีไอเดียอะไรก็จดไว้ที่ Tablet PC เท่านั้นไม่เปลืองทรัพยากร
  • ปฏิเสธเงินก้อนใหญ่แบบขายขาดแต่เรียกเก็บเงินเป็นค่าลิขสิทธิ์แทน เพราะมองเห็นว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลกำลังจะเปลี่ยนโลก   
  • เมื่อเริ่มทำธุรกิจต้องมองไปที่ศตวรรษหน้า และผู้นำควรยินดีที่จะมอบอำนาจให้คนอื่นๆ อย่างเช่น มอบตำแหน่งประธานบริหารให้ สตีฟ บาลเมอร์ โดยตนเองนั้นเกษียณอายุก่อนกำหนดเพื่อดูแลมูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation
  • ใช้ความมั่นใจของตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม และกล้าต่อรองกับบริษัทยักษ์ใหญ่ ในขณะที่ตัวเองเป็นเพียงนักศึกษา

Quote : บิล เกตส์
ผมมีความฝันมากมายในวัยเด็ก แค่จัดการให้มันเป็นความจริงขึ้นมา 
                    -----------------------------------------------------

โดนัลด์ ทรัมป์ สุดยอดนักอสังหาริมทรัพย์ 

 โดนัลด์ ทรัมป์เป็นลูกคนรวยแห่งนิวยอร์คที่สร้างปรากฏการเก่งเหนือพ่อ สามารถ
ทวีคูณทรัพทย์สินได้ไม่หยุดยั้ง หรืออาจจะเป็นเพราะความโชคดีที่พ่อของเขาพาไปดูพื้นที่และ
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากกว่าให้ดูทีวีอยู่กับบ้าน
โดนัลด์ ทรัมป์ประสบความสำเร็จสูงสุดเมื่อนำเอาพื้นที่เสื่อมโทรมบริเวณเกาะแมนฮัต
ตัน นิวยอร์ค มาทำเป็นอาคารออฟฟิตและที่พักอาศัย จนทำให้ละแวกนี้ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทรัมป์ชอบมองหาพื้นที่หรือตึกเก่าๆ มาบูรณะพัฒนาให้ดูดีทันสมัย และขายออกไปในราคาที่ได้กำไร ซึ่งตอนนี้มีมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 2,900 ล้านเหรียญ  

วิธีของโดนัลด์ ทรัมป์คือ 
  • ให้มองหาโอกาสทางธุรกิจเสมอ ไม่ว่างานนั้นคุณจะถนัดหรือไม่ก็ตาม
  • ถ้าเป็นไปได้ให้เอาชื่อของคุณเข้าเป็นแบรนด์ของบริษัทเพื่อให้คนจดจำ และเชื่อมั่นในธุรกิจแม้ว่าคุณจะไม่ได้บริหารแล้วก็ตาม
  • การลงทุนในอสังหาริมทรัพท์ไม่มีวันล้าสมัย แต่ว่ามันก็มีความเสี่ยงได้เช่นกัน ซึ่งคุณต้องพัฒนาแล้วมันจะเป็นธุรกิจที่ปลอดภัยกว่าเดิม   
  • ออกสื่อให้เยอะเพราะคนจะจำคุณได้พอๆ กับจดจำธุรกิจของคุณเอง
  • ถ้าคุณเป็นคนในวัยทำงานอย่าว่าตัวเองว่าทำไมยังไม่รวย แต่ให้ขอบคุณว่าตนเองนั้นยังมีชีวิตอยู่ และให้กำลังใจตัวเองแล้วสร้างเงินล้านแก่ตัวเองให้ได้   

Quote : โดนัลด์ ทรัมป์  
 ทุกคนต้องมีความกลัว แต่การศึกษาเป็นอย่าแก้ความกลัวขนานเอก
                                    ----------------------------------------------------  
แบร์นาร์ด อาโนลต์ ขุนพลแบรนด์เนม  
     
นักธุรกิจหนุ่ม(ไม่)แน่นชาวฝรั่งเศสผู้มีทรัพย์สินประมาณ 16,500 ล้านเหรียญ ถือว่า
ร่ำรวยที่สุดในทวีปยุโรป  และนิตยสาร Time ก็จัดอันดับให้อยู่ใน 100 คนผู้ทรงอิทธิพลด้วย
                เราอาจจะไม่คุ้นกับชื่อเสียงของเขานัก แต่ถ้าบอกว่าเป็นผู้ถือหุ้นหลักของ หลุยส์ วิตตอง คริสเตียน ดิออร์ จิวองชี่ พราด้า ฯลฯ หรือเรียกอีกอย่างว่า Moet Hennessy Louis Vuitton โดยเขากว้านซื้อแบรนด์ดังที่มีศักยภาพแต่ไร้ความสามารถทางด้านบริหารมาไว้ใน กำมือเสียเอง และพัฒนาสินค้านั้นให้ทันยุคทันสมัยมากขึ้น จนฮอตฮิตติดลมบนอีกครั้ง  

วิธีของแบร์นาร์ด อาร์โนลต์
  • สิ่งสำคัญที่สุดของธุรกิจของแบรนด์เนมคือการควบคุมคุณภาพให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ ความทนทาน และการใช้งานที่ดีที่สุด  
  • อย่าไปยึดติดเหมือนคนอื่น แบรนด์ต่างๆ ของกลุ่มผลิตในประเทศฝรั่งเศสและอิตาลีและส่งไปขายในประเทศจีน ค่อนข้างตรงกันข้ามกับคนอื่นบนโลกนี้  
  • ธุรกิจที่ดีคือการรวมเอาความคิดสร้างสรรค์ กระบวนการผลิตที่ล้ำเลิศ และการจัดการที่เยี่ยมยอด ก็จะทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกได้ง่าย ใครจะรู้ว่าหลุยส์ วิตตองจะขายกระเป๋าถือได้ดีที่สุด ทั้งๆ ที่เติบโตมาจากกระเป๋าเดินทาง 
  • สินค้าคุณภาพดีเท่านั้น ที่ดึงลูกค้ากลุ่มคุณภาพดีมาหาเราได้    

Quote : แบร์นาร์ด อาร์โนลต์   
การหาไอเดียดีๆ มาพัฒนาสินค้า ไม่ใช่การลงทุนที่ใหญ่โตอะไรเลย

                                                -------------------------------------------------
ลี กา ชิง เจ้าพ่อฮ่องกงของแท้

ลี กา ชิง มหาเศรษฐีแห่งเกาะฮ่องกงที่แม้วันนี้อายุจะล่วงเลยเข้า 80 ปีแล้วแต่ทรัพย์สินของเขาก็ยังเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน
    ลี กา ชิง มีทรัพย์สินมูลค่า 16,000 ล้านเหรียญ จากธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมรายใหญ่ สถานีโทรทัศน์ ท่าเรือขนส่ง บริการอินเตอร์เน็ต อสังหาริมทรัพทย์ ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วเขาเป็นคนต่อสู้ชีวิตอย่างมากเพราะต้องออกจากโรงเรียน กลางคัน มาเป็นหัวหน้าครอบครัวแทนพ่อที่เสียชีวิต บากบั่นมานะจนกลายเป็นคนที่รวยที่สุดของเกาะฮ่องกง จนได้ชื่อว่า ซุปเปอร์แมนหลี่

วิธีของลี กา ชิง    
  • คนที่จะเป็นเจ้าของเงินล้านต้องผ่านความยากลำบากแบบเลือดตาแทบกระเด็นกันทุก คน อย่าหวังว่าเงินจะลอยมาแบบสบายๆ อย่างลี คา ชิง เริ่มต้นจากธุรกิจดอกไม้พลาสติก
  • เมื่อคุยกับลูกค้าต้องรักษาคำมั่นสัญญาและความซื่อสัตย์เอาไว้เป็นที่หนึ่ง ไม่อย่างนั้นใครจะให้เงินแก่คุณ
  • เช่นเดียวกับโดนัลป์ ทรัมป์ เมื่อลี กา ชิง มีเงินก้อนก็ได้ซื้อที่ดินที่ราคาไม่แพงและความเสี่ยงต่ำเอาไว้ มันทำกำไรได้งอกงามมากจริงๆ แม้ขณะนี้ก็ยังซื้อที่ดินในประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง
  • เก็บเงินตอนเศรษฐกิจขาขึ้นและลงทุนยามเศรษฐกิจตก ซึ่งสำหรับตอนนี้ใครที่อยากรวย

คุณต้องจับจ้องยุคฟองสบู่แตกของจีน แล้วราคาหุ้นจะตกลงมาในราคาที่รับได้แล้วค่อยช้อนซื้อ แต่ถ้าคุณจะลงทุนในตอนนี้เลยให้ศึกษาหุ้นตัวนั้นให้มากจะดีกว่า

Quote : ลี กา ชิง
อย่าหยุดที่จะหาความรู้ใหม่ๆ ดูเศรษฐกิจโลกและการเมืองให้รอบๆ และวิ่งนำสังคมที่คุณยืนอยู่

Credit  http://www.moneysalaryclub.com/

วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ทำไมคนทั่วไปเป็นเศรษฐีเงินล้านไม่ได้

ทำไมคนทั่วไปเป็นเศรษฐีเงินล้านไม่ได้

 
Read more at : http://www.thorfun.com/story/view/UNfV5a7rWfg0AAVr#ixzz2Ge7RuKXf
Follow us: @thorfundotcom on Twitter | ThorfunDotCom on Facebook
   ใครๆก็เป็นเศรษฐีเงินล้านได้ มันง่ายขนาดนั้นเลยหรือที่ใครๆก็เป็นเศรษฐีเงินล้านได้ ตอบว่าใช่ครับ ใครๆก็เป็นได้......
     แล้วถามว่า แล้วทำไมจึงมีน้อยคนเป็นเศรษฐีเงินล้าน มีหลายสาเหตุที่ทำให้คนทั่วๆไปพลาดการเป็นเศรษฐีเงินล้าน เช่น
ไม่ตั้งใจจะเป็นเศรษฐี   เพราะ คนส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะฝันว่าตัวเองจะรวยเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ เมื่อไม่ฝัน จึงปล่อยชีวิตเลยตามเลย เมื่อมีรายได้เข้ามาก็ไม่เก็บออม ใช้จ่ายตามสบาย อยากได้อะไรก็ซื้อก็ช็อปตามใจชอบ ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีแรงบันดาลใจที่จะเป็นเศรษฐี เมื่อไม่ได้ตั้งใจ ก็เลย.....
ไม่รู้วิธี   เมื่อ ไม่มีเป้าหมายที่จะมั่งคั่งเป็นเศรษฐีเงินล้าน ทำให้ไม่คิดหาวิธีที่จะมั่งคั่ง และในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัยก็ไม่สอนกันเสียด้วย เมื่อไม่รู้ ไม่มีใครสอน ไม่ได้แสวงหาแนวทางมั่งคั่ง ไม่รู้วิธีเก็บออม ไม่รู้วิธีบริหารเงิน ไม่รู้วิธีที่จะทำให้เงินงอกเงย ไม่รู้พลังดอกเบี้ยทบต้น ก็เลย.....
ติดกับดักหนี้  ชีวิตที่เริ่มต้นหลังจากจบการศึกษาจึงเริ่มต้นด้วยการเป็นหนี้ สารพัดหนี้ แทนที่จะเริ่มต้นด้วยการเก็บออม  เงินเดือนๆแรกดูสวยหรูเอาไปให้พ่อแม่ ซึ่งต่างก็ปลื้มกับเงินก้อนแรกที่ทำได้ในชีวิต แต่พอเดือนที่สองของการทำงาน ก็ใช้จ่ายซะหมด บางคนกลับไปขอเงินเดือนแรกที่เพิ่งจะให้พ่อแม่ไปเมื่อเดือนที่แล้วคืน เดือนต่อๆมาจากที่ใช้พอดีก็เริ่มไม่พอ เพราะอะไรๆก็ดูน่าซื้อหามาครอบครองไปหมด เริ่มกินเริ่มเที่ยวให้สาสมกับที่อดทนเรียนเหนื่อยตั้งหลายปี จบแล้วต้องมีรถขับ รถยิ่งหรู ยิ่งโก้เท่าไหร่ยิ่งดี มีเร็วเท่าไรยิ่งดี ไม่มีเงินสดพอซื้อก็ดาวน์ต่ำ ผ่อนนาน ดอกเบี้ยบานไม่ต้องกลัว ได้รถมา ไม่มีตังค์เติมน้ำมัน ไม่มีตังค์กินข้าว ก็เริ่มหาบัตรเครดิต หาบัตรกดเงินสด มาเสริม....
เงินเดือน  ทำงานครบปี ก้าวหน้าในงานตำแหน่งสูงขึ้น เงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่ขาดการเก็บออม เงินเดือนสูงขึ้น เครดิตก็สูงขึ้น ย่อมกู้เงินได้เพิ่มขึ้น  เครดิตดี บัตรสารพัดบัตร ก็ตามมาอีกหลายใบ
  มีครอบครัวเร็วเกินไป
    เมื่อมีรถแล้ว แฟนก็มีแล้ว ส่วนใหญ่คิดถึงเรื่องแต่งงานซึ่งอายุยังน้อย บางคู่จบมาแล้วแต่งงานเลยอายุไม่ถึง25ด้วยซ้ำ บางครั้งเงินที่ใช้ในการจัดงานแต่งงานยังต้องกู้มาจัดงานเลย เมื่อแต่งงานแล้ว น่าจะมองหาบ้านอีกสักหลัง ประมาณว่าเป็นเรือนหอ ไม่มีเงินไม่เป็นไรหรอก แต่จะยากอะไรในเมื่อเครดิตดี  ดาวน์สิ เงินดาวน์ก้อนแรกก็ผ่อนดาวน์ได้ ผ่อนดาวน์เสร็จก็ผ่อนกับธนาคารต่อ พอแต่งงานแล้วก็ช่วยกันผ่อน สองแรงแข็งขัน แต่หารู้ไม่แฟนเราก็อยู่ในสภาพเดียวกัน   หนี้ท่วม......
   เมื่อแต่งงานแล้ว หลายคู่ปล่อยให้มีลูกเลย ซึ่งทั้งคู่อยู่ในสภาวะไม่พร้อม การมีลูกในสภาวะไม่พร้อมในการเลี้ยงดูเป็นสิ่งที่น่าเศร้า เพราะเมื่อมีลูกจะตามด้วยใช้จ่ายในการเลี้ยงดู ค่าเล่าเรียนของลูกๆเมื่อโตขึ้นและอื่นๆอีกสารพัด

   เมื่อคู่รักต่างคนต่างมาพร้อมกับหนี้คนละก้อน เกือบล้าน  หนี้ผ่อนรถคนละคัน หนี้บัตรเครดิตคนละอีกหลายใบ หนี้ผ่อนบ้านด้วย รวมๆแล้ว 2คนหนี้ล้านกว่าบาท เกือบ2ล้านบาท  เขาทั้งสอง
พลาดการเป็นเศรษฐีเงินล้านไปแล้ว.....
                             นพ.ชาญชัย กิจประเสริฐ

วันอังคารที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2555

วิธีเป็นเศรษฐีเงินล้าน

วิธีเป็นเศรษฐีเงินล้าน article 

“เงินไม่ใช่พระเจ้า  แต่เงินก็สามารถซื้อทุกอย่างที่พระเจ้าสร้างไว้บนผืนพิภพแห่งนี้”  

ที่มา http://www.thaifinancialadvisor.com/index.php?

         พูดอย่างนี้ มิได้มีเจตนาบูชาเงินเป็นสรณะ แต่ถ้าคุณคิดว่าตนเองเป็นคนดี   ถาม ว่า เงินถ้าอยู่กับคนดีๆ มีอะไรเสียหายไหม วันหนึ่งคุณเกิดมีเหตุจำเป็นต้องใช้ หรือ อยากช่วยใครสักคน แล้วมีเงินอยู่ในมือที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือ ถามว่าดีไหม

         เพียง แต่ว่า เงินก้อนนั้น ต้องได้มาด้วยวิธีที่ถูกกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม ไม่ผิดจริยธรรม ไม่ไปเบียดเบียนใคร    เรามักจะพูดกันว่า ถ้ามีเงินเป็นล้านจะเป็นเศรษฐี ถามจริงๆว่า ถ้ามีเงินเพียง 1 ล้านบาท นับเป็นเศรษฐีได้จริงๆหรือ เดี๋ยวนี้ 1 ล้านบาทไม่พอซื้อบ้าน , ไม่พอซื้อรถยี่ห้อแพงๆ, ไม่พอรักษาโรคร้ายแรง เงิน 1 ล้านบาทแทบทำอะไรไม่ได้เลย

           ในบทความนี้ จึงตั้งสมมติฐานว่า เศรษฐีควรจะมีเงินเก็บสัก 10 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อจะได้อยู่อย่างสบายๆหลังเกษียณอายุ   แล้วจะมีวิธีอะไรที่ทำให้หาเงินได้ 10 ล้านบาทโดยไม่ได้ไปจี้ไปปล้นใครมา

          1.เป็นเจ้าของกิจการ
          ใครๆ ก็รู้ว่า เป็นเถ้าแก่ จะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่สถิติพบว่าธุรกิจเปิดใหม่ จะล้มหายตายจากไปในปีที่สองถึง 70% และจะอยู่อย่างยั่งยืนเกิน 10 ปี ได้เพียง 3-5% เท่านั้น แต่ผู้คนทั่วโลกก็ดูเหมือนจะมุ่งหน้าสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจกันไม่เว้นแต่ ละวัน อย่างน้อยก็ขอลองสักตั้ง  ไม่ว่าจะเสี่ยงเพียงใด มาดูว่าเจ้าของธุรกิจ ทำเงินกันอย่างไร

          สูตรที่มักจะใช้อธิบายกำไรของเจ้าของธุรกิจคือ
          ยอดขาย - ต้นทุนคงที่ - ต้นทุนแปรผัน = กำไร

          เพื่อทำให้เห็นภาพ ขอยกตัวอย่างเช่นธุรกิจหนึ่งหากมี ยอดขายต่อเดือนที่ 1 ล้านบาท จะมีต้นทุนคงที่ 800,000 บาท ต้นทุนแปรผัน 200,000 บาท ดังนั้น หากเจ้าของธุรกิจจะมีกำไรเขาต้องผลักดันยอดขายให้สูงกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน ถ้ายอดขายต่ำกว่า  1 ล้านบาทจะขาดทุนทันที เช่น ถ้ายอดขาย 1,500,000 บาท ต้นทุนคงที่เท่ากับ 800,000 บาทคงเดิม ต้นทุนแปรผันจะขึ้นมาเป็น 1.5เท่าของเดิมซึ่งเท่ากับ 300,000 บาท  เดือนนั้นจะกำไร 1,500,000 - 1,100,000 = 400,000 บาท

          แต่ถ้า ยอดขายเป็น 3,000,000 บาท ต้นทุนคงที่เท่ากับ 800,000 บาท ต้นทุนแปรผันจะขึ้นมาเป็น 3 เท่าซึ่งเท่ากับ 600,000 บาท   เดือนนั้นจะมีกำไรเท่ากับ 3,000,000 บาท - 1,400,000 = 1,600,000บาท

          ใน ทำนองกลับกัน ถ้ายอดขายตกลงมาเหลือ 500,000 บาทต้นทุนคงที่ยังคงเท่ากับ 800,000 บาท ต้นทุนแปรผันอาจลดลงครึ่งหนึ่งของเดิมเท่ากับ 100,000 บาท เดือนนั้นจะมียอดขาดทุนเท่ากับ500,000 - 900,000  = -400,000 บาท

           ตัว เลขข้างต้นเป็นตัวเลขสมมติคร่าวๆเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ซึ่งในชีวิตจริงจะซับซ้อนกว่านี้ และแต่ละธุรกิจก็มีสัดส่วนของตัวเลขต้นทุนคงที่และต้นทุนแปรผันแตกต่างกันไป แต่ก็ทำให้เราเข้าใจว่า การเป็นเจ้าของธุรกิจนั้น รวยเร็ว และ เจ๊งเร็ว  พอๆกัน ขึ้นกับฝีมือ ขึ้นกับความต้องการของตลาด ขึ้นกับปัจจัยหลายๆอย่าง

          หากสร้างธุรกิจได้ประสบความสำเร็จแล้ว ก็จะร่ำรวยเงินไหลมาเทมา โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เงินสด 10 ล้านบาท จึงเป็นเรื่องเล็กๆสำหรับเถ้าแก่เหล่านี้

          ปัจจุบัน พบว่า มีเถ้าแก่หัวหมอที่ต้องการรวยลัดยิ่งๆขึ้น เขาใช้วิธีสร้างธุรกิจแล้วขายต่อทำกำไร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งขายในตลาดหลักทรัพย์ เพราะได้สิทธิไม่ต้องเสียภาษีส่วนกำไร  ถ้าสร้างธุรกิจมาด้วยน้ำพักน้ำแรงจนมั่นคงแล้วขายต่อ  คงจะไม่มีใครว่าอะไร เพราะอยู่ในกรอบอยู่ในเกณฑ์

          แต่ ถ้าใช้วิธีสร้างข่าวสร้างภาพให้หุ้นตัวเอง ด้วยการเทคโอเวอร์ , ขอสัมปทาน ,ปั้นสารพัดโปรเจค์ขึ้นมาขายฝันแล้วขายออก   เป็นเรื่องที่น่าชิงชังอย่างยิ่ง

           คน ขายรับเงินล่วงหน้าในอนาคตของประมาณการ ยอดขาย สิทธิสัมปทาน และ ค่านิยม  (GOOD WILL) ต่างๆที่ตอบสนองไปในราคาหุ้นเรียบร้อยแล้ว ปล่อยให้คนซื้อไปรับความเสี่ยงแทนว่ารายได้ในอนาคตจะได้ตามที่นักวิเคราะห์ ขายฝันให้หรือเปล่า

            2.เป็นผู้บริหารระดับสูง
             สมัย ก่อน พวกเถ้าแก่มักจะพูดสอนลูกหลานว่า  เวลาเรียน ไม่ต้องเรียนสูงนัก พอให้จบปริญญาตรีแล้วมาทำการค้าจะร่ำรวยกว่า พวกที่เรียนสูงจนจบด๊อกเตอร์ สุดท้ายก็ไปเป็นลูกน้อง รับจ้างบริหารให้พวกเถ้าแก่ รับเงินเดือน 80,000 - 100,000 บาท แต่ไม่รวย

            สมัย นี้ เราดูถูกนักบริหารมืออาชีพไม่ได้เสียแล้ว หากมีฝีมือจริง สามารถสร้างผลงานจนได้รับความไว้ใจจากเถ้าแก่หรือผู้ถือหุ้น จนขึ้นไปเป็นเบอร์หนึ่ง เบอร์สองของบริษัทแล้ว  เขาจะสามารถทำรายได้ปีละ 5-10 ล้านบาทได้อย่างสบายๆ

           รายได้ขนาดนี้มาได้อย่างไร
           บริษัทใหญ่ๆระดับประเทศ  การที่ผู้บริหารสูงสุดจะมีเงินเดือนๆละ 200,000 - 500,000 บาท ไม่ใช่เรื่องแปลก  และยิ่งถ้าได้เป็นกรรมการบอร์ดของบริษัทในเครืออีกสัก 4-5 แห่ง รับเบี้ยประชุมเพิ่มอีกแห่งละ 300,000 - 1,000,000 บาทต่อปีก็มีให้เห็นมากมาย

           บางบริษัทใช้วิธีตั้งโบนัสหรือส่วนแบ่งกำไรตามยอดขาย หากว่าทำได้ตามเป้าที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี  ช่วง เศรษฐกิจรุ่งเรือง บริษัทใหญ่ๆต่างสร้างสถิติยอดขายใหม่สูงสุด ทำให้ผู้บริหารร่ำรวยไปตามๆกันหลายคนได้โบนัสถึง 3-5 ล้านบาท โดยไม่คาดฝัน

           อีกช่องทางที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้ผู้บริหารคือ (ESOP / EMPLOYEESTOCK OPTIONPLAN) ที่กรรมการบริษัทมักจะลงมติมอบสิทธิในการซื้อหุ้นให้กับผู้บริหารและพนักงาน บริษัท เพื่อจูงใจให้เร่งสร้างกำไร   ปรากฏว่า หุ้นเหล่านี้ส่วนใหญ่กว่า 70% มักมอบให้กับผู้บริหาร 5-6 คนแรกของบริษัท บางคนได้สิทธิจองซื้อถึง 10 ล้านหุ้น

           ลองนึกภาพดูว่า หากสามารถผลักดันกำไรจนทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปเหนือราคาสิทธิ 5-6 บาทต่อหุ้น เขาจะมีกำไรคนละ 50-60 ล้านบาททีเดียว นักบริหารมืออาชีพจึงเป็นกลุ่มคนที่มองข้ามไม่ได้

           3.เป็นนักขายตรง
            คน ไทยมักรังเกียจอาชีพงานขาย ดูถูกว่าต่ำต้อย ขณะที่ฝรั่งเขามองว่าเป็นงานที่ใช้ทักษะและใช้ความสามารถสูง เราจึงพบว่า ผู้บริหารของบริษัทฝรั่งหลายคนมักมีพื้นฐานมาจากขาย หรือ อยู่ฝ่ายขายมาก่อน

             งาน ขายตรง ไม่ว่าประกันชีวิต เครื่องสำอางค์หรือยาชูกำลังสารพัด มักได้ค่านายหน้าประมาณ 30%ไม่ว่าจะเป็นการขายครั้งแรกหรือเมื่อขายซ้ำ   ยกเว้นงานขายประกันชีวิตที่จะได้มากในปีแรก

             ส่วน ผู้บริหารทีมงานจะได้ค่าบริหารประมาณ 30%ของค่านายหน้าของลูกทีมซึ่งน่าจะตกประมาณ 10%ของยอดขายสินค้ารวม ลองนึกภาพดูว่า ถ้าทีมงานขายนั้นสร้างยอดขายต่อปีได้ถึง 100 ล้านบาท ผู้บริหารทีมงานก็จะมีรายได้ถึง 10 ล้านบาทต่อปีทีเดียว หรือตัวนักขายเองหากขยันพบลูกค้า จะสามารถทำยอดขายได้ 10 ล้านบาทต่อปี เขาก็สามารถมีรายได้ 3 ล้านบาทต่อปีได้เช่นกัน

            4.เป็นนักวิชาชีพผู้ประสบความสำเร็จ
            เราคงเคยได้ยิน เรื่องแพทย์เฉพาะทาง ,ทนายความผู้เชี่ยวชาญ ,สถาปนิกผู้โด่งดัง ที่สามารถทำเงินได้ปีละ 5-10 ล้านบาท บางคนสามารถเรียกค่าปรึกษาเป็นนาที ตั้งราคาได้ตามที่ตนเองพอใจ คนเหล่านี้ย่อมเป็นเศรษฐีได้ตามปรารถนา

             5.เป็นนักลงทุนผู้ชาญฉลาด
             ถึงแม้เราจะเป็นคนธรรมดา มีอาชีพแค่เป็นลูกจ้าง เป็นคนกินเงินเดือน เราก็สามารถเป็นเศรษฐีได้เหมือนกันถ้าเราเก็บเงินเก่ง  รู้จักช่องทางลงทุน และลงทุนได้อย่างชาญฉลาด สมมติว่าเราเก็บเงินได้เดือนละ10,000 บาท ปีละ 120,000 บาทเก็บได้ทุกปีอย่างต่อเนื่อง แล้วเรานำเงินนี้ไปลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ หรือกองทุนรวมชนิดต่างๆ หากคุณสามารถทำกำไรได้เฉลี่ยปีละ 15 % ผ่านไป 20 ปีเงินของคุณจะงอกเงยมาเป็น 14 ล้านบาท

             แต่ถ้าคุณสามารถลงทุนให้ได้ผลตอบแทนถึงปีละ 20 % อีก 20ปีข้างหน้า เงินของคุณจะกลายเป็นเงิน 27 ล้านบาท  ถึงตอนนั้น คุณก็ได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐีเหมือนกับเขา

            ที่เล่ามา เป็นกลุ่มหลักๆที่พอจะประมวลมาได้ว่า  เป็นช่องทางที่คนทั่วไปจะมาดมั่นขึ้นมาเป็นเศรษฐีได้ ขณะที่บางอาชีพทำให้ตาย ขยันอย่างไร ก็ไม่มีทางรวย แต่ คุณเห็นด้วยกับผมไหมว่า ทุกกลุ่มที่พูดมาทั้งหมดมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ต้องขยันมุ่งมั่นและอดทนอย่างถึงที่สุด จึงจะบรรลุความสำเร็จ

            ว่าแต่ว่า คุณมีคุณสมบัตินี้แล้วหรือยัง ถ้ามี เงินล้าน เงินสิบล้าน ก็รอเป็นรางวัลชีวิตให้คุณเหมือนกัน

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555

มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีน ยึดแนวพอเพียงในชีวิต

มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีน ยึดแนวพอเพียงในชีวิต


มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีน ยึดแนวพอเพียงในชีวิต
แสนยานุภาพทางเศรษฐกิจของประเทศจีน นับวันจะแผ่อิทธิพลครอบงำประชาคมเศรษฐกิจโลกครอบคลุมในแทบทุกมิติ ถึงขั้นอาจพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าชะตากรรมเศรษฐกิจโลกปัจจุบันนี้ อยู่ในเงื้อมมือของจีน
ชีวิตความเป็นอยู่ของพลโลกทุกวันนี้ เป็นชีวิตที่ขาดจีนไปไม่ได้ มิเช่นนั้นต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตจะแพงขึ้นทันที
ข้าวของเครื่องใช้สารพัดในชีวิตประจำวันของคนทั้งโลกเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์ อุปกรณ์การสื่อสารโทรคมนาคม รวมไปถึงอุปกรณ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่วนใหญ่ล้วนมีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศจีนเกือบทั้งหมด
ไอแพด...ไอโฟน...หรือแม้กระทั่งแท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก ยี่ห้อเด่นดังทั้งหลาย หากจะลองพลิกหงายท้องดูถึงแหล่งที่มาก็จะประจักษ์แจ้งในบัดดลว่า "เมดอินไชน่า"
พลังเศรษฐกิจจีนที่ทรงอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตประชากรโลก และทรงอิทธิพลต่อพลวัตของเศรษฐกิจโลก มีส่วนอย่างสำคัญที่ผลักดันให้เศรษฐีจีน มีชื่อติดอันดับในทำเนียบมหาเศรษฐีโลกมากขึ้น

ล่าสุดชื่อของ "จง-ชิง-โหว" (Zong Qinghou) วัย 66 ปี ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหางโจววาฮาฮากรุ๊ป สัญลักษณ์ "เด็กหัวร่อ"
ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มแถวหน้าของเมืองจีน ก็ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาเศรษฐีที่มั่งคั่งร่ำรวยเป็นอันดับ 1 ของเมืองจีน

ขณะเดียวกันชื่อของเขา ก็ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาเศรษฐีลำดับที่ 146 ของโลก ด้วยมูลค่ารวมของทรัพย์สินในความครอบครองจำนวน 21,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 669,000 ล้านบาท
จังหวะชีวิตของ "จง-ชิง-โหว" กว่าจะฝ่าด่านก้าวขึ้นมายืนเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศจีนในวันนี้ ต้องผ่านการต่อสู้ด้วยความทรหดยาวนานถึง 25 ปี
ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 25 ปีที่แล้ว "จง-ชิง-โหว" เริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินกู้ยืมจำนวน 22,048 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 680,000 บาท

25 ปีผ่านไป อาณาจักรธุรกิจหางโจววาฮาฮากรุ๊ป กลายเป็นมหาอาณาจักรธุรกิจผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ที่มีโรงงาน 60 โรง กระจายตัวอยู่ใน 29 มณฑล ทั่วประเทศจีน
ผลิตภัณฑ์ภายใต้อาณาจักรธุรกิจหางโจววาฮาฮากรุ๊ป มีตั้งแต่โซดา น้ำผลไม้ เรื่อยไปถึงอาหาร และอาหารสำหรับทารก ตลอดจนเสื้อผ้าเด็ก

กรณีของเครื่องดื่ม ณ ขณะนี้ค่ายหางโจววาฮาฮากรุ๊ป ครองส่วนแบ่งตลาดเมืองจีนมากเป็นอันดับ 3 ด้วยส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 7.2 ขณะที่ค่ายโคคา-โคล่า แห่งสหรัฐอเมริกา ยังคงยึดครองส่วนแบ่งตลาดเมืองจีนมากเป็นอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 16.8

สำหรับฐานะการเงินของค่ายหางโจววาฮาฮากรุ๊ป เมื่อปีที่แล้วมีรายได้รวม 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 340,000 ล้านบาท และมียอดกำไรอยู่ที่ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 31,000 ล้านบาท

ในรอบปีนี้ค่ายหางโจววาฮาฮากรุ๊ป ตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 13,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 412,000 ล้านบาท และผลกำไรที่ 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 49,600 ล้านบาท
แม้ทุกวันนี้อาณาจักรธุรกิจหางโจววาฮาฮากรุ๊ป จะทำกำไรได้ปีละนับพันๆล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่เจ้าสัวจงชิงโหว ผู้เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร กลับใช้จ่ายเงินอย่างประหยัดมัธยัสถ์เพียงแค่วันละ 20 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 620 บาทเท่านั้น

ที่มา : http://money.sanook.com

วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555

คาร์ลอส สลิม เอลู มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก คนใหม่


คาร์ลอส สลิม เอลู มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก คนใหม่








คาร์ลอส สลิม เอลู (Carlos Slim Helu)


มหาเศรษฐีชาวเม็กซิกันเชื้อสายเลบานอน วัย 70ปี
คว้าตำแหน่งบุคคลที่รวยที่สุดในโลกคนล่าสุดไปครอง
นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1994 เป็นต้นมา ที่ผู้ร่ำรวยที่สุดของโลก ไม่ใช่ “ชาวอเมริกัน”


โดยนิตยสารฟอร์บส์ระบุว่า ในปีที่ผ่านมาสลิมมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นถึง 18,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือราว 605,705ล้านบาท จนทำให้เขามีทรัพย์สินสุทธิกว่า 53,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในขณะนี้










สลิมเกิดเมื่อวันที่ 28 มกราคม 1940 ที่กรุงเม็กซิโกซิตี
เป็นบุตรชายคนเล็กของ จูเลียน สลิม ฮัดดาด
ผู้อพยพชาวเลบานอนซึ่งมาทำงานในเม็กซิโก
และ โดนญา ลินดา เอลู ที่เป็นชาวเม็กซิกันเชื้อสายเลบานอน
ข้อมูลใน ฟอร์บส์ ระบุว่า สถานภาพครอบครัวส่วนตัว ...เป็นหม้าย








เขามีบุตรชายและหญิง 6 คน
จากการสมรสในปี 1966
กับ Soumaya Domit Gemayel.
และแยกทางกันในปี 1999


สลิมจบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติเม็กซิโกช่วงทศวรรษ 1960


ก่อนผันตัวเองมาเป็นโบรกเกอร์ในตลาดหุ้นและเริ่มเรียนรู้การลงทุนในธุรกิจหลายประเภท


จนกระทั่งต้นทศวรรษ 1980 ได้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในละตินอเมริกาทำให้ธุรกิจจำนวนมากล้มครืน 





คา ร์ลอส  สลิม เข้าไปกว้านซื้อบริษัทที่เจ๊งเหล่านั้นในราคาถูกๆ  ก่อนจะเปลี่ยนบริษัทใกล้เจ๊งให้กลายเป็นสินทรัพย์มหาศาลในเวลาไม่กี่ปีต่อมา ทั้งบริษัทผลิตน้ำดื่ม และธุรกิจการสื่อสาร ต่อมาเขากลายเป็นเจ้าของสถาบันการเงิน "อินเบอร์ซาไฟแนนเชียล กรุ๊ป" และกลุ่มบริษัทในเครือ "กรูโป คาร์โซ อินดัสเทรียล" ที่ก่อตั้งขึ้นมากับมือ 

 
วันนี้  เขาคือเจ้าของเครือบริษัทที่มีธุรกิจหลากหลายตั้งแต่ คอมป์ ยูเอสเอ เครือข่ายร้านจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า ร้านค้าปลีก ไปจนถึงร้านอาหาร

        
แต่ ธุรกิจหลักของคาร์ลอส สลิม คือธุรกิจด้านการสื่อสาร บริษัทให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน "เทเลโฟนอส เดอ เม็กซิโก" หรือ "เทลเม็กซ์" ที่ซื้อมาจากรัฐบาลเม็กซิโกเมื่อปี 1990 ระหว่างการเปิดประมูลครั้งใหญ่ สมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีคาร์ลอส ซาลินาส  โดยครั้งนั้น เขา ทุ่มทุน 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ซื้อหุ้นเทลเม็กซ์

 
ทั้งนี้  ปี 1990  เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเม็กซิโก   และนำไปสู่การเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามามีส่วนแปรรูปรัฐวิสาหกิจมากขึ้น   และเป็นไปอย่างกว้างขวาง  ทำให้ปัจจุบัน เทลเม็กซ์ เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานแบบผูกขาดในเม็กซิโก นอกจากนี้ยังมีบริษัทให้บริการโทรศัพท์มือถือเทลเซล ซึ่งครองส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 80%
 
และในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทการสื่อสารไร้สาย "อเมริกา โมวิล" ของเขายังขยายตัวอย่างรวดเร็ว กว้านซื้อระบบให้บริการย่อยทั่วภูมิภาคละตินอเมริกา จนตอนนี้มีผู้ใช้บริการมากกว่า 100 ล้านราย

"
เขา  เป็นบุคคลหนึ่งที่เข้าไปยึดหัวหาดตลาดโทรศัพท์ในเม็กซิโก จากผลการแปรรูปรัฐวิสาหกิจครั้งนั้น ทำให้เทลเม็กซ์ บริษัทโทรศัพท์ของรัฐ ถูกกรืนโดยบริษัทในเครือของสลิม จนสามารถครองตลาดโทรศัพท์บ้านถึง 92% และตลาดโทรศัพท์มือถือ 73%"

 
คาร์ลอส สลิมคือ เจ้าของ บริษัท อเมริกา โมวิล ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมในเม็กซิโก!!! 
 
ต้อง ยอมรับกันว่า ความสำเร็จส่วนหนึ่งของเขานั้น   มาจากการมองเห็นโอกาสก่อนใครอื่น ซึ่งสิ่งนี้เขาได้เรียนรู้จากการอ่านหนังสือ “ฟิวเจอร์ ช็อค” ของนักเขียนชื่อดัง อัลวิน ทอฟเลอร์ ปรมาจารย์ทางด้าการตลาดชื่อดังของโลก
กว้านซื้อธุรกิจ"เจ้ง"ปัดฝุ่นทำกำไรในตลาดหุ้น
จาก ตำราของ คาร์ลอส ที่ได้ดำเนินกลยุทธ์ในการกว้านซื้อบริษัทต่างๆ ที่ไม่ทำกำไรในราคาถูก ก่อนนำมาบริหารใหม่จนมีกำไร และทำให้เขี่ยคู่แข่งออกจากตลาด   จึงเป็นการเดินทางลัดที่ผนวกจุดแข็งในตัวก่อเกิดประโยชน์  โดยใช้คอนเน็คชั่นทางการเมือง บวกเข้ากับความแหลมคมในเชิงธุรกิจ จนทำให้ไร้คู่แข่งขันในตลาด

นี้คือความไม่ธรรมดาในการทำธุรกิจของคาร์ลอส ที่ใช้วิธีทั้งบนดินใต้ดิน เพื่อดำเนินการไปสู่สูตรการทำธุรกิจแบบผูกขาด!!!

จาก ข้อมูลระบุมูลค่าหลักทรัพย์ของธุรกิจนายคาร์ลอส  คิดเป็น 1 ใน 3 ของมูลค่าหลักทรัพย์โดยรวมในตลาดหุ้นเม็กซิโก  ขณะที่ธุรกิจครอบครัวเขาสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วน 7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี ) ซึ่งมีมูลค่า 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา  ว่ากันว่า ความมั่งคั่งของนายคาร์ลอสเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จากที่เคยรวยเพียง 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็เพิ่มมาอยู่เกือบ 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปัจจุบัน

"
โดยส่วนใหญ่มาจากมูลค่าหุ้นในบริษัท ที่เพิ่มขึ้นในตลาดหลักทรัพย์ และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน ที่นายคาร์ลอสทำรายได้วันละประมาณ 27 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราววันละ 918 ล้านบาท  "
 
นิตยสารฟอร์จูนระบุถึงความั่งคั่งของคาร์ลอสที่เกิด จากราคาหุ้นในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้หลักทรัพย์ที่กระจายอยู่ตามธุรกิจต่างๆ  ทั้งธุรกิจอาหาร  บุหรี่  ก่อสร้าง โทรคมนาคม เหมืองแร่ โรงงานผลิตจักรยาน โรงงานผลิตน้ำอัดลม สายการบิน โรงแรม และสถาบันการเงินขึ้นกันแบบยกแผง  ทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ที่เคยแตะอยู่ระดับ 4.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อการสำรวจของ"ฟอร์จูน"ครั้งก่อน พุ่งมาแตะ  5.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในการสำรวจครั้งนี้  หรือเพียงแค่ปีเดียวมูลค่าทรัพย์สินเขาได้เพิ่มสูงถึง 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ  ตัวเลขสูงกว่าบิลล์ เกตส์  1 พันล้านเหรียญสหรัฐ
  
 
แต่ หากดูจากการสำรวจของ เว็บไซต์ข่าวธุรกิจ เซนติโด โคมุน ในเม็กซิโก  จะเห็นตัวเลขมูลค่าทรัพย์สินของคาร์ลอสนั้นสูงกว่าที่ฟอร์จูนมาก โดยรายงานระบุว่า ผลพวงจากราคาหุ้นของบริษัท"อเมริกา โมวิล" บริษัทผู้ให้บริการระบบการสื่อสารไร้สายที่ใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา ที่ "คาร์ลอส สลิม" ถือหุ้นอยู่ถึง 33% ในไตรมาสที่ 2 พุ่งขึ้นถึง 26.5% ทำให้เขา มีทรัพย์สินมูลค่ารวม 67,840 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รวยกว่าบิลเกตส์ที่มีทรัพย์ 59,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ราว 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐทันที
 
จะสังเกตเห็นว่า ความร่ำรวยของคาร์ลอส สลิม จึงดูเหมือนทั้งบิลล์ เกตส์ ที่ทำธุรกิจผูกขาดมาตลอด  และภาพอีกด้านหนึ่งก็เหมือนวอร์เรน บัฟเฟส ที่สร้างความร่ำรวยจากตลาดหลักทรัพย์ในฐานะบทบาทของนักลงทุน!!!



สูตรสำเร็จของคาร์ลอส สลิม หนุ่มใหญ่วัย 67 ปีคือ การทำธุรกิจแบบผูกขาด!!!
รวยทางลัดฉบับ"คาร์ลอส"

หาก จะว่าไปแล้ว การใช้วิธีทำธุรกิจแบบผูกขาด จนสร้างความร่ำรวยไม่เพียงเกิดขึ้นกับมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งคนใหม่ของโลกคน นี้เท่านั้น  แต่นักธุรกิจในหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศกำลังพัฒนา ที่ใช้ "สูตรรวยทางลัดแบบไร้คู่แข่ง" ได้สร้างความมั่งคั่งให้กับพวกเขามาแล้วหลายรายนับไม่ถ้วน

 
เพราะแม้แต่ธุรกิจไมโครซอฟต์ ก็เคยถูกกล่าหาว่า ทำธุรกิจผูกขาดแต่เพียงผู้เดียวในโลก แบบไม่มีคู่แข่งขัน



สลิมกับบิล เกตส์


 ที่มา http://www.happylifeworld.com
 

อย่างไรก็ตาม ฟอร์บส์ระบุว่า แม้สลิมจะแซงบิล เกตส์ขึ้นไปเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของโลกได้ในปีนี้ แต่หากเกตส์ต้องการจะชิงตำแหน่งคืนก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะสลิมมีทรัพย์สินมากกว่าเพียงแค่ 500 ล้านดอลลาร์ (ปี53)


ฟอร์บส์ชี้ว่า ขอเพียงแค่ บิล เกตส์ หยุดบริจาคเงินให้มูลนิธิการกุศลที่เขาจัดตั้งขึ้นมาสักระยะหนึ่ง ก็สามารถทวงตำแหน่งมหาเศรษฐีเบอร์หนึ่งของโลกคืนมาได้อย่างแน่นอน


สลิมวัย 70 ปี ซึ่งแซงหน้า บิล เกตส์ มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน
ขึ้นแท่นบุคคลร่ำรวยอันดับ 1 ของโลกในปี 2553 จากการจัดอัน ดับของนิตยสารฟอร์บส์ โดยมีสินทรัพย์ตามประเมิน 60.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ


ในหนังสืออัตชีวประวัติ ซึ่งเขียนโดยโฮเซ่ มาร์ติเนซ ที่จะออกวางจำหน่ายทั่วลาตินอเมริกาในเร็ว ๆ นี้ ตอนหนึ่งระบุว่า


แม้จะมีเงินทองมากมายมหาศาล แต่สลิมเลือกที่จะใช้ชีวิตเรียบง่าย และประหยัดมัธยัสถ์ ใช้นาฬิกาข้อมือพลาสติกราคาถูก และเดิน


รายได้ของสลิมเพิ่มขึ้น 18.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เขาจำกัดเงินเดือนของตนเองไว้แค่เดือนละ 24,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 790,000 บาท และตั้งกฎให้ผู้บริหารระดับสูงและระดับกลางของเครือข่ายบริษัท ใช้เลขานุการคนเดียวกัน และห้ามมีที่ปรึกษา นอกจากนั้น สลิมยังถือเป็นคติประจำใจ ในการทำธุรกิจว่า




“จะไม่มีวันทำธุรกิจกับนักการเมืองโดยเด็ดขาด”.



...................................................................
ที่มา :http://www.arip.co.th/businessnews.php?id=411896
http://www.baanmaha.com/community/thread36043.html