ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ออม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ออม แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556

เก็บตังค์ : 5 สิ่งที่ต้องทำ ต้อนรับปีใหม่

เก็บตังค์ : 5 สิ่งที่ต้องทำ ต้อนรับปีใหม่

วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม 2555 เวลา 01:00 น.
ที่มาhttp://www.dailynews.co.th/article/825/174874
ใกล้วันปีใหม่ หลายคนเตรียมตัวพักผ่อนกับวันหยุดยาว รวมถึงเตรียมตัววางแผนสำหรับปี 2556 ที่กำลังจะเข้ามาถึงนี้ ปี 2555 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปมีเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย หลายคนรีบซื้อบ้าน ซื้อรถ เพื่อใช้สิทธิบ้านหลังแรก และรถคันแรก ทำให้ปีนี้อาจมีจังหวะสะดุดกับปัญหาทางการเงินบ้าง ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมตัวต้อนรับปีใหม่ พร้อมกับวางแผนทางการเงินให้กับตนเอง แนะนำ 5 สิ่งที่ต้องทำต้อนรับปีใหม่ดังนี้ค่ะ

1. สำรวจข้อผิดพลาดของตนเองในรอบปีที่ผ่านมา  หลายครั้งเรามักตั้งเป้าหมายในช่วงปีใหม่ แต่เมื่อรู้สึกตัวอีกทีกลับพบว่าไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ อย่างเช่น ตั้งใจลงทุนตั้งแต่ต้นปีแต่มัวพะว้าพะวงรอจังหวะการลงทุนที่ดี ปรากฏว่าจนถึงท้ายปีแล้วยังหาจังหวะการลงทุนไม่ได้ ทำให้เสียโอกาสในการลงทุน และทำให้ไม่บรรลุเป้าหมายลงทุนที่ตั้งเอาไว้

2. ตั้งเป้าหมายปี 2556 และลงมือทำทันที โดยไม่ลังเล ที่สำคัญเป้าหมายนั้นต้องเป็นจริงได้ด้วย  เช่น ตั้งเป้าเก็บเงินไปเที่ยวยุโรปด้วยงบ 100,000 บาท ภายในระยะเวลา 1 ปี เก็บเงินปลูกเรือนหอใช้เงิน 3,000,000 บาทภายในระยะเวลา 4 ปี เป็นต้น ที่สำคัญต้องอย่าลืมเก็บเงินเพื่อเป้าหมายเกษียณของตัวเอง ถึงแม้ว่าแต่ละคนมีเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป แต่ที่สำคัญเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการต้องลงมือทำทันที อย่าผัดวันการออม/ลงทุนออกไปเพียงแค่คิดว่ายังไม่พร้อม เพราะนั่นหมายถึงคุณได้ขยับตัวห่างจากเป้าหมายที่คุณได้ตั้งเอาไว้

3. รวบรวมทรัพย์สิน และหนี้สินที่มีทั้งหมด ด้วยการจด บันทึกเพื่อให้รู้ความมั่งคั่งในปัจจุบัน หรือการใช้ไดอารี่ทรัพย์สินเป็นเครื่องมือช่วยบริหารจัดการข้อมูลทรัพย์สิน ทางการเงินและการลงทุนอย่างเป็นระบบ โดยสามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://k-expert.askkbank.com/Article/Pages/K-ExpertDiary.aspx ในรูปแบบไฟล์ดาวน์โหลดเพื่อการใช้งานที่ง่ายและทันสมัย  การจดบันทึกนี้จะช่วยให้เห็นถึงทรัพย์สินต่างๆ ที่มีในปัจจุบัน รูปแบบการออมเงิน รายละเอียดหนี้สินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือหนี้ผ่อนชำระค่าบ้าน ค่ารถ รวมถึงข้อมูลการทำประกันชีวิต นอกจากนี้ ไดอารี่ทรัพย์สินยังมีเกร็ดการบริหารเงิน ให้สามารถสร้าง ปกป้อง สะสม และส่งต่อความมั่งคั่งได้อย่างมั่นใจ เพื่อความสะดวกและการจัดการเงินได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง

4. ศึกษารูปแบบการลงทุนใหม่ๆ นอกจากการฝากเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ และบัญชีเงินฝากประจำแล้ว การลงทุนเพื่อให้เงินมีโอกาสงอกเงยยังมีอีกหลากหลายทางเลือกให้ลงทุนได้ เพียงแค่ต้องมีเวลาในการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการเลือกลงทุนในพันธบัตร หุ้นกู้บริษัทเอกชน การลงทุนในกองทุนรวม ซึ่งมีหลากหลายนโยบาย หลากหลายประเภท ทั้ง หุ้น ทองคำ และน้ำมัน หรือการเลือกลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ด้วยตนเอง เมื่อตัดสินใจลงทุนแล้ว ไม่ควรละเลยเงินลงทุน เพราะเงินเหล่านั้นล้วนแล้วแต่หามาได้ด้วยหยาดเหงื่อ ดังนั้น จึงควรมีการติดตามสถานการณ์การลงทุน และผลการลงทุนเป็นระยะ

5. ติดตามเป้าหมายของตนเองอย่างสม่ำเสมอ หากลงทุนแล้วไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการ จะได้ทำการปรับเปลี่ยนการลงทุนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ควรพิจารณาว่าการลงทุนผิดจากเป้าหมายที่ตั้งไว้เกิดจากอะไร บ่อยครั้งที่เกิดจากความไม่มีวินัยในการออม/ลงทุน ดังนั้น ต้องสร้างวินัยให้กับตัวเองมากขึ้น อาจแก้ด้วยการทำ Saving Plan ซึ่งเป็นตัวช่วยหักบัญชีเงินฝากมาลงทุนในกองทุนรวมอย่างสม่ำเสมอเท่ากันทุกๆ เดือน อย่างมีวินัย เพื่อเป้าหมายในอนาคต แต่หากพลาดเป้าหมายด้วยการลงทุนที่ผิดพลาด เช่น คาดว่าจะได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี แต่เมื่อลงทุนแล้วกลับขาดทุน 20% ต่อปี หากเป็นเช่นนี้ควรทำการทบทวนการลงทุนใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ต้องการ ระยะเวลา การลงทุน รวมถึงความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้

ทั้งนี้ อยากให้เริ่มทำ 5 สิ่งข้างต้นตั้งแต่ต้นปี จะช่วยให้ปีมะเส็งที่กำลังจะมาถึง เป็นปีที่เฮงๆๆ เพราะช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการได้ค่ะ  หากมีข้อสงสัยหรือต้องการปรึกษาวางแผนเพิ่มเติม สามารถปรึกษากับที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล ธนาคารกสิกรไทย ได้ที่ K-Expert@kasikornbank.com  และ เว็บบอร์ด K-Expert ซึ่งจัดทำขึ้นผ่านทางเว็บไซต์

www.askKBank.com/K-Expert  และติดตามข่าวสารการเงินได้ที่ Twitter@KBank_Expert
อุมาพันธุ์ เจริญยิ่ง ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล

วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ทำไมคนทั่วไปเป็นเศรษฐีเงินล้านไม่ได้

ทำไมคนทั่วไปเป็นเศรษฐีเงินล้านไม่ได้

 
Read more at : http://www.thorfun.com/story/view/UNfV5a7rWfg0AAVr#ixzz2Ge7RuKXf
Follow us: @thorfundotcom on Twitter | ThorfunDotCom on Facebook
   ใครๆก็เป็นเศรษฐีเงินล้านได้ มันง่ายขนาดนั้นเลยหรือที่ใครๆก็เป็นเศรษฐีเงินล้านได้ ตอบว่าใช่ครับ ใครๆก็เป็นได้......
     แล้วถามว่า แล้วทำไมจึงมีน้อยคนเป็นเศรษฐีเงินล้าน มีหลายสาเหตุที่ทำให้คนทั่วๆไปพลาดการเป็นเศรษฐีเงินล้าน เช่น
ไม่ตั้งใจจะเป็นเศรษฐี   เพราะ คนส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะฝันว่าตัวเองจะรวยเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ เมื่อไม่ฝัน จึงปล่อยชีวิตเลยตามเลย เมื่อมีรายได้เข้ามาก็ไม่เก็บออม ใช้จ่ายตามสบาย อยากได้อะไรก็ซื้อก็ช็อปตามใจชอบ ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีแรงบันดาลใจที่จะเป็นเศรษฐี เมื่อไม่ได้ตั้งใจ ก็เลย.....
ไม่รู้วิธี   เมื่อ ไม่มีเป้าหมายที่จะมั่งคั่งเป็นเศรษฐีเงินล้าน ทำให้ไม่คิดหาวิธีที่จะมั่งคั่ง และในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัยก็ไม่สอนกันเสียด้วย เมื่อไม่รู้ ไม่มีใครสอน ไม่ได้แสวงหาแนวทางมั่งคั่ง ไม่รู้วิธีเก็บออม ไม่รู้วิธีบริหารเงิน ไม่รู้วิธีที่จะทำให้เงินงอกเงย ไม่รู้พลังดอกเบี้ยทบต้น ก็เลย.....
ติดกับดักหนี้  ชีวิตที่เริ่มต้นหลังจากจบการศึกษาจึงเริ่มต้นด้วยการเป็นหนี้ สารพัดหนี้ แทนที่จะเริ่มต้นด้วยการเก็บออม  เงินเดือนๆแรกดูสวยหรูเอาไปให้พ่อแม่ ซึ่งต่างก็ปลื้มกับเงินก้อนแรกที่ทำได้ในชีวิต แต่พอเดือนที่สองของการทำงาน ก็ใช้จ่ายซะหมด บางคนกลับไปขอเงินเดือนแรกที่เพิ่งจะให้พ่อแม่ไปเมื่อเดือนที่แล้วคืน เดือนต่อๆมาจากที่ใช้พอดีก็เริ่มไม่พอ เพราะอะไรๆก็ดูน่าซื้อหามาครอบครองไปหมด เริ่มกินเริ่มเที่ยวให้สาสมกับที่อดทนเรียนเหนื่อยตั้งหลายปี จบแล้วต้องมีรถขับ รถยิ่งหรู ยิ่งโก้เท่าไหร่ยิ่งดี มีเร็วเท่าไรยิ่งดี ไม่มีเงินสดพอซื้อก็ดาวน์ต่ำ ผ่อนนาน ดอกเบี้ยบานไม่ต้องกลัว ได้รถมา ไม่มีตังค์เติมน้ำมัน ไม่มีตังค์กินข้าว ก็เริ่มหาบัตรเครดิต หาบัตรกดเงินสด มาเสริม....
เงินเดือน  ทำงานครบปี ก้าวหน้าในงานตำแหน่งสูงขึ้น เงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่ขาดการเก็บออม เงินเดือนสูงขึ้น เครดิตก็สูงขึ้น ย่อมกู้เงินได้เพิ่มขึ้น  เครดิตดี บัตรสารพัดบัตร ก็ตามมาอีกหลายใบ
  มีครอบครัวเร็วเกินไป
    เมื่อมีรถแล้ว แฟนก็มีแล้ว ส่วนใหญ่คิดถึงเรื่องแต่งงานซึ่งอายุยังน้อย บางคู่จบมาแล้วแต่งงานเลยอายุไม่ถึง25ด้วยซ้ำ บางครั้งเงินที่ใช้ในการจัดงานแต่งงานยังต้องกู้มาจัดงานเลย เมื่อแต่งงานแล้ว น่าจะมองหาบ้านอีกสักหลัง ประมาณว่าเป็นเรือนหอ ไม่มีเงินไม่เป็นไรหรอก แต่จะยากอะไรในเมื่อเครดิตดี  ดาวน์สิ เงินดาวน์ก้อนแรกก็ผ่อนดาวน์ได้ ผ่อนดาวน์เสร็จก็ผ่อนกับธนาคารต่อ พอแต่งงานแล้วก็ช่วยกันผ่อน สองแรงแข็งขัน แต่หารู้ไม่แฟนเราก็อยู่ในสภาพเดียวกัน   หนี้ท่วม......
   เมื่อแต่งงานแล้ว หลายคู่ปล่อยให้มีลูกเลย ซึ่งทั้งคู่อยู่ในสภาวะไม่พร้อม การมีลูกในสภาวะไม่พร้อมในการเลี้ยงดูเป็นสิ่งที่น่าเศร้า เพราะเมื่อมีลูกจะตามด้วยใช้จ่ายในการเลี้ยงดู ค่าเล่าเรียนของลูกๆเมื่อโตขึ้นและอื่นๆอีกสารพัด

   เมื่อคู่รักต่างคนต่างมาพร้อมกับหนี้คนละก้อน เกือบล้าน  หนี้ผ่อนรถคนละคัน หนี้บัตรเครดิตคนละอีกหลายใบ หนี้ผ่อนบ้านด้วย รวมๆแล้ว 2คนหนี้ล้านกว่าบาท เกือบ2ล้านบาท  เขาทั้งสอง
พลาดการเป็นเศรษฐีเงินล้านไปแล้ว.....
                             นพ.ชาญชัย กิจประเสริฐ

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เทคนิคการออมเงินในแต่ละช่วงวัย

เทคนิคการออมเงินในแต่ละช่วงวัย

ช่วงอายุ (Life Cycle) ของคนเรามีบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงวัย เหมือนวัฐจักรชีวิต เริ่มจากวัยเด็ก ที่ต้องพึ่งพาอาศัยผู้ใหญ่ พอเริ่มโตก็ต้องศึกษาเล่าเรียน เพื่อหางาน สร้างเงิน และสร้างตัว ซึ่งเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะไม่มี ความเกี่ยวข้องกับการเงิน และปัญหาของคนส่วนใหญ่ที่พบคือ รายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายจึงไม่สามารถเก็บออมเงินเพื่ออนาคตได้
จากสถิติการสุ่มตัวอย่างผู้ที่มีอายุเกิน 65 ปี ของกรมแรงงานแห่งชาติ ที่ศึกษาเกี่ยวกับฐานะทางการเงินของผู้ที่เริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 25 ปี จนเกษียณอายุ พบว่ามีฐานะทางการเงินที่ติดลบจนน่าใจหาย
การออมเงินถือเป็นเรื่องสำคัญที่หลายคนมองข้าม และบ่อยครั้งที่หาโอกาสออม แต่ยังไม่พร้อมด้วยสาเหตุหลายประการ บางคนทำงานมาทั้งปีแต่ยังไม่มีเงินเก็บ ในขณะที่เด็กบางคนยังไม่มีงานทำหรือเพิ่งเริ่มทำงาน แต่มีเงินเก็บหลายหมื่นบาท เพียงเพราะการได้รับการฝึกให้มีความพร้อมที่จะเก็บออมเงินมาตั้งแต่เด็กจน เป็นนิสัย น่าดีใจที่เด็กไทยบางคนออมเงินเป็นงานอดิเรก
ลองหยอดกระปุกเล่นๆ วันละ 50 บาท หนึ่งเดือนก็ 1,500 บาท เผลอแป๊บเดียวสิ้นปี มีเงินเก็บแล้วเกือบสองหมื่นเผลอๆ 4–5 ปี ก็มีเงินเป็นแสน แล้วถ้าลองออมด้วยวิธีอื่นบ้างตามคำแนะนำที่นำมาฝาก ถ้าทำได้จริง คงอุ่นใจ เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องเป็นภาระของสังคมหลังเกษียณ
เทคนิคการออมในแต่ละช่วงวัย..สบายใจหลังเกษียณ ช่วงอายุ 30-40 ปี เป็นช่วงวัยของการทำงานและความก้าวหน้า
ช่วงก่อนอายุ 30 ปี เป็นช่วงสร้างตัว ช่วงนี้มีโอกาสในการเก็บออมสูง มีรายได้เข้ามาพอสมควร จึงควรเก็บออมให้ได้มากๆ เพราะช่วงอายุสามสิบปีขึ้นไปจะมีภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เนื่องจากเป็นรอยต่อของชีวิตคู่ซึ่งต้องมีครอบครัว จึงต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
ช่วงนี้ควรมีสัดส่วนการเงินสำหรับลงทุน 50% และอีก 50% ควรเก็บไว้ในหลักทรัพย์ เช่น ธนาคารและตราสารหนี้เพื่อหาวิธีเพิ่มกำไรให้เงินต้น ส่วนการลงทุนควรเลือกทำธุรกิจเล็กๆ ที่สามารถขายความสามารถของ ตัวเอง โดยเลือกทางหรือวิธีที่เหมาะกับความชอบส่วนตัว หรือกระแสนิยมทางสังคมและเศรษฐกิจ แต่ไม่ควรลงทุนกับผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยง
Tip: ช่วงวัยนี้ยังติดกระแสฮิตทางสังคม อาจออมด้วยสินค้าแบรนด์เนม เพราะสามารถนำมาใช้และขายได้ราคา หรือการลงทุนร่วมหุ้นกับเพื่อนทำร้านกาแฟเล็กๆ ตามความชอบหรือกระแสสังคม และอีกวิธีหนึ่ง คือการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อเก็งกำไรในอนาคต
ช่วงอายุ 40-50 ปี เป็นช่วงที่ชีวิตก้าวหน้าสูงสุด
ถือเป็นวัยที่มีความมั่นคงในหน้าที่การงาน เพราะช่วงวัย 40–50 ปี จะมีรายได้ต่อเดือนค่อนข้างมากการเก็บออมช่วงนี้แตกต่างจากช่วงต้นๆ เพราะรายได้ต่อเดือนค่อนข้างสูง แต่ก็มีรายจ่ายเข้ามาค่อนข้างเยอะกว่าช่วงอื่นด้วยเช่นกัน เช่น จะต้องมีเงินออมสำหรับทุนการศึกษาลูก

เงินออมสำหรับหลังเกษียณ
ช่วงวัยนี้ควรแบ่งเงินออมไม่ต่ำกว่า 30% ของรายได้ อีก 30% นำไปลงทุนด้วยการซื้อหุ้น ลงทุนทำธุรกิจและอีก 40% นำไปลงทุนในตราสารหนี้ หรือการลงทุนที่มีอัตราการเสี่ยงที่ต่ำสุด ที่สำคัญต้องมีเงินเก็บอย่าง ต่อเนื่อง และควรทำธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำเพื่อรองรับหลังเกษียณ เช่น การซื้อแฟรนไชส์สินค้า
Tip: บันไดชีวิตช่วงนี้ต้องแบกรับภาระสำคัญหลายอย่าง ทำให้รับความเสี่ยงได้น้อยลง เนื่องจากเป็นวัยที่มีภาระผูกพัน หากการเงินไม่เข้มแข็งหรือไม่มีเงินเก็บอยู่บ้าง อาจมีปัญหาด้านการเงินได้ เนื่องจากมีค่าใช้จ่าย จิปาถะ ทั้ง บ้าน รถยนต์ ค่าเทอมการศึกษา ค่ารักษา พยาบาล ควรเข้าร่วมกองทุนต่างๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยง ชีพ ซื้อสินทรัพย์ต่างๆ ที่จะเพิ่มมูลค่าต่อไปแทนการถือเงินสด ลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง หรือลงทุน ในตราสารทุน
ช่วงอายุ 50-60 ปี เป็นช่วงที่มีรายได้สูงสุดและเข้าสู่วัยเกษียณ เป็นช่วงที่มีความมั่นคงในหน้าที่การงาน วัยนี้ควรเน้นการนำเงินส่วนใหญ่ที่ได้ไปเก็บออมให้ได้ประมาณ70% เพราะมีเวลาทำงานอีกไม่นานก็จะเริ่มเข้าสู่วัยเกษียณ
วัย 50 ปีขึ้นไปส่วนใหญ่เริ่มมีภาระน้อยลง เพราะบุตรหลานเริ่มเรียนจบและทำงานมีรายได้ ช่วงวัยหลังจาก เกษียณ วัยนี้ไม่ควรทำธุรกิจที่มีความเสี่ยง แต่ควรลงทุนซื้อหุ้นในระยาว ไม่เกิน 30% ของเงินออม เพื่อเพิ่มพูนเงินออมให้มากขึ้น
Tip: วัยหลังเกษียณ ควรออมให้น้อยลงเหลือเพียง 25% ของรายได้ ลงทุนในหุ้นอีก 20% และใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อพักผ่อนและท่องเที่ยว การลงทุนหลังเกษียณควรสร้างรายได้ที่มีความแน่นอนและปลอดภัย เช่น การซื้อพันธบัตรออมทรัพย์
จะเห็นว่าการออมมีความสำคัญกับคุณในทุกช่วงจังหวะของชีวิต มาเริ่มต้นสร้างวินัย การออมตั้งแต่วันนี้ เพื่อความสุขในบั้นปลายชีวิตที่รอคุณอยู่

วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555

คนรวยๆ เขาลงทุนอะไร...ให้ปลอดภัยจากมรสุมเศรษฐกิจ

วรวรรณ ธาราภูมิ

คนรวยๆ เขาลงทุนอะไร...ให้ปลอดภัยจากมรสุมเศรษฐกิจ

Posted by on in วรวรรณ ธาราภูมิ
“คนที่รวยมากๆ เขาไม่ได้มองแต่ทองคำกันหรอก หมายถึงคนที่รวยจนล้นเหลือ รวยจนเบื่อที่จะมีแต่ทองคำ คนกลุ่มน้อยนิดนี้เขามีทางเลือกอื่นเพิ่มเติม…”

เมื่อคิดจะหาแหล่งหลบภัยในการลงทุนหากเกิดเหตุร้าย บางคนอาจจะคิดถึงการถอนเงินฝากและเงินลงทุนมาเก็บในเซฟที่บ้าน เรียกว่าไม่ไว้ใจใครแล้วนอกจากตัวเอง เลยฝังตุ่มบ้านเรานี่ละ
แต่เก็บไป เก็บมา ราขึ้น แบงค์เปื่อย หรือน้ำท่วมตู้เซฟจนความแตก เลยโดนข้อหาร่ำรวยผิดปกติไปก็มีหรือเก็บไปเก็บมา ค่าเงินบาทโดนลดไป 50% อ้าวหายรวยไปครึ่งนึง ทำไงดีล่ะ

มาถึงตรงนี้ บางคนอาจนึกออกแล้วว่าควรเก็บเป็นทองคำไว้บ้าง เพื่อให้คงคุณค่าและอำนาจซื้อไว้ หรือเวลามีสงครามใหญ่ก็เอามาทยอยขายแลกปัจจัยสี่ห้าหก ตามแบบคุณปู่มาคิยงของลุงมาร์ค ฟาเบอร์ ที่เหรียญทองคำช่วยให้รอดชีวิตจากความทารุณในช่วงสงครามมาจนมีพ่อลุงมาร์ค แล้วก็มีผลผลิตมหัศจรรย์อย่างลุงมาร์ค ที่ออกมาด่าการเมืองในสหรัฐมาจนถึงวันนี้

แต่คนที่รวยมากๆ เขาไม่ได้มองแต่ทองคำกันหรอก หมายถึงคนที่รวยจนล้นเหลือ รวยจนเบื่อที่จะมีแต่ทองคำ คนกลุ่มน้อยนิดนี้เขามีทางเลือกอื่นเพิ่มเติม

แถม ตา Jim O’Neill ประธานกรรมการ Goldman Sachs Asset Management. ยังออกมาบอกว่า “ความคิดที่เชื่อว่ามี Safe Haven หรือแหล่งปลอดภัยตลอดกาลที่จะเอาความมั่งคั่งของเราไปลงทุน มันเป็นอันตราย”

เอ้า ยังอ่านไม่จบ อย่าเพิ่งร้องกรี๊ดขยับปีกที่ไหม้ไปแล้วครึ่งนึง บินพรึ่บๆ ตาลีตาเหลือก ออกไปขายทองคำทิ้งเพราะคำพูดตา Jim กันล่ะ ก็ที่เขาพูดนั้น เขาหมายถึงพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันต่างหาก

จริงอยู่ ทองคำเป็น Safe Haven ที่คนทั่วโลกนิยมกันมากที่สุด เพราะทองคำสามารถดำรงอำนาจซื้อไว้ได้ และไม่เสื่อมคุณค่าของตัวมันเอง แต่ทองเป็นก้อนๆ เป็นแท่งๆ หรือเป็นเหรียญจำนวนมากๆ มันก็หนักนะ ยกเว้นพวกที่ซื้อกองทุน ETF ทองคำ ที่ไม่ต้องเก็บรักษาเอง อย่างนี้ก็ไม่หนัก

แต่เศรษฐีเขายังหนักใจกัน เพราะกลัวว่า เอ... ถ้าเกิดอะไรขึ้นแล้วโดนรัฐยึดทองคำไว้ ทีนี้จะทำยังไงกันล่ะ

ดัง นั้น เศรษฐีที่ร่ำรวยมากๆ ก็เลยคิดกันว่ามีแต่ทองคำก็อาจจะไม่ปลอดภัย ก็ดูอย่างตาฮูโก้ ชาเวซ ประธานาธิบดีเวเนซูเอลลาสิ เขายังเอาทองคำสำรองของรัฐบาลเวเนซูเอลลากว่า 211 ตันที่เคยเก็บไว้ในธนาคารยุโรปกับสหรัฐอเมริกาใส่เรือกลับคืนประเทศเมื่อ เดือน พย ปีก่อนเลย คงเพราะกลัวว่ารัฐบาลตะวันตกจะเข้าตาจน แล้วจะยึดเอาทองคำไป

เอ้า พวกเราที่มีทองเล็กๆ น้อยๆ ผ่านการลงทุนในกองทุนทองคำ ถ้าจะแตกตื่นตามตาฮูโก้ ชาเวซ ก็ตามใจ ไม่ว่ากัน แต่ต้องถามตนเองก่อนว่าถอนออกมาแล้วจะเอาไปซื้อทองคำอีกไหม ซื้อแล้วจะเอาไปเก็บที่ไหน หรือจะใส่เป็นทองรูปพรรณกันให้เต็มคอ แล้วมันจะปลอดภัยไหม หรือจะเปลี่ยนเป็นเงินสด หรือจะไปลงทุนอย่างอื่น

คิด ไปคิดมาชักปวดหัว เพราะจะเก็บเป็นเงินสด เงินฝาก ตราสารหนี้ หรือพันธบัตร ก็กลัวเสื่อมอำนาจซื้อจากเงินเฟ้อ จะซื้อหุ้นก็กลัวเจ๊ง อย่ากระนั้นเลย สู้เอาเงินที่เก็บหอมรอบริบนี่ไปช็อปปิ้งกันให้สบายใจดีกว่า

เอา จะทำอะไรก็ทำ เงินใครเงินมันอยู่แล้ว ขอแต่ว่าถ้าพลาดพลั้งไปก็อย่ามากระพือปีกไหม้ๆ ร้องไห้กระซิกๆ ให้เห็นแล้วกัน

เรื่อง ที่เศรษฐีตัวจริงเขาสะสมเงินที่ล้นเหลือไปไว้ที่ไหนกันบ้างนั้น ต้องบอกว่ามีหลายอย่างเลย นอกจากทองคำแล้ว เศรษฐียังสะสมงานศิลปะ วิสกี้ ไวน์ เหรียญโบราณในสกุลเงินประหลาดๆ ที่คนไม่ค่อยรู้จักกัน และอื่นๆ อีกมาก

แต่จะสะสมอะไรก็ว่ากันไป อย่าไปสะสมกิ๊ก เพราะนอกจากจะเป็นอันตรายต่อชีวิตหากคุณนายรู้แล้ว กิ๊กยังมีแต่เสื่อมค่าลงไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลา คุณผู้ชายอย่ามาเถียงเป็นอันขาดนะ

ตัวอย่างการลงทุนของเศรษฐีอเมริกัน
----------------------------------------

1. พันธบัตรรัฐบาลคานาดา (Canadian Bonds)

Financial Post รายงานว่า มีการซื้อ Canadian Bond กันมากขึ้นจนทำสถิติสูงถึง 16,700 ล้านคานาเดียนดอลลาร์ ในเดือนพฤษภาคม 2555

เรื่อง นี้ Jeff Herold กับ Maria Berlettano ผู้เป็นผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้ของ J. Zechner Associates บอกว่า ธนาคารกลางประเทศต่างๆ ที่มีความกังวลเรื่องวิกฤติในยุโรปได้หันไปหาแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยผ่าน Canadian Bond ซึ่งรักษาอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ AAA เอาไว้ได้

เศรษฐีก็ทำได้เช่นกัน

2. Scandinavian Bonds

ยิ่ง สถานการณ์กลุ่มยูโรแย่ลง พันธบัตรของ Sweden, Norway และ Denmark ก็ยิ่งมีราคาตลาดสูงขึ้น เพราะมีฐานะการเงินการคลังที่แข็งแรงกว่ามาก

เรื่อง นี้ DNB ซึ่งเป็นธนาคารใน Norway ถึงกับออกพันธบัตรรุ่นพิเศษมารองรับความต้องการของผู้ลงทุนสถาบันจากต่าง ประเทศและบรรดาเศรษฐีเมืองนอกที่แห่กันมาซื้อทีเดียว

Rob Stewart ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้และเงินตราต่างประเทศ ที่ Rothschild Wealth Management ยังถึงกับออกมาประกาศว่า Sweden, Norway และ Denmark เป็นที่ที่ปลอดภัยใน การลงทุนและมีพันธบัตรที่แข็งแรงมั่นคง

3. Japanese Yen

Wall Street Journal รายงานว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมานี้ ธนาคารกลางทั่วโลกได้เพิ่มทุนสำรองของตนด้วยการการลงทุนในเงินเยนของญี่ปุ่น เพิ่มขึ้นถึง 22% เพราะค่าเงินเยนแข็งขึ้นมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ จึงทำให้ตลาดคาดกันว่ารัฐบาลญี่ปุ่นต้องต่อสู้ให้ค่าเงินเยนอ่อนลง มิฉะนั้นการส่งออกจะลำบาก

J.P. Morgan ก็ได้แนะนำให้ลูกค้าซื้อเงินเยนในช่วงเศรษฐกิจกำลังเป็นขาลง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของญี่ปุ่นเป็นศูนย์ อัตราดอกเบี้ยปล่อยกู้ก็ต่ำมากด้วย ทำให้มีการกู้เงินสกุลเยนในต้นทุนต่ำเพื่อเอาไปลงทุนในตลาดที่ให้ผลตอบแทน สูงกว่า (Yen Carry Trade) และเมื่อถึงกำหนดคืนเงินเยนที่กู้มา (Deleveraging) ก็จะมีการหาเงินเยนมาคืนเจ้าหนี้ ทำให้สามารถทำกำไรจากการลงทุนในเงินเยนได้

3 อย่างข้างต้นนั้น จัดเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน (Financial Assets)

แต่ยังมีสินทรัพย์จริงที่จับต้องได้ (Non-financial Assets) ที่บรรดาเศรษฐีนิยมลงทุนกันอีกหลายอย่าง เช่น

1. ที่ดินการเกษตร

ที่ดินการเกษตรเป็นแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยและทรงคุณค่า เพราะมีปริมาณจำกัด ในขณะที่มีคนต้องการเพิ่มขึ้นเสมอ

Tom Eisenhauer ผู้เป็น President ของ Bonnefield Financial ชี้ว่า ราคาที่ดินการเกษตรสามารถต้านทานเงินเฟ้อได้ดีกว่าทองคำ ในขณะที่ Simon Black บอกว่า ที่ดินการเกษตรเป็นการลงทุนที่ดีในการต้านทานเงินเฟ้อเพราะความต้องการอาหาร มีแต่จะเพิ่มขึ้น และ John Taylor หัวหน้าฝ่าย Farm and Ranch ของ U.S. Trust ยืนยันว่า มีมมุมมองว่าที่ดินการเกษตรจะเป็นตลาดกระทิง เพราะขนาดไม่มีข่าวดีเลยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แถมยังมีแต่ข่าวร้ายๆ ราคาก็ยังขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งยังขึ้นมากกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอีกด้วย

2. ไม้

อะไรนะ ไม้น่ะเหรอ

ใช่ ไม้จริงๆ นั่นแหละ หมายถึง ไม้แผ่น ไม้ซุง

ไม้ เป็น Soft Commodity ชนิดหนึ่งด้วย และการลงทุนในไม้ก็มีประวัติศาสตร์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีมากโดยเฉพาะเมื่อ เทียบกับอัตราเงินเฟ้อเช่นกัน

Larry D. Spears บันทึกไว้ว่า การลงทุนในไม้ที่สหรัฐอเมริกาให้ผลตอบแทนเฉลี่ยถึง 22% ต่อปี นับตั้งแต่ปี 1973 ถึง 1981 ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในช่วงเดียวกันเป็น 9.2%

ส่วน R. Dennis Moon กรรมการผู้จัดการ ของกลุ่มบริหารสินทรัพย์พิเศษของ U.S. Trust เล่าว่า แม้ตลาดบ้านในสหรัฐจะฟุบมาหลายปี แต่เขามีลูกค้ารายหนึ่งใน Long Island ที่ลงทุน 50 ล้านดอลลาร์ ในพื้นที่ที่มีไม้ใหญ่

อย่าง บ้านเราก็น่าคิด ถ้าเป็นพื้นที่ว่างเปล่าในต่างจังหวัดไกลๆ ที่ปลูกสักทองได้ ก็น่าปลูกไว้ เพื่อให้ลูกเก็บกินในอีกสัก 30-40 ปีข้างหน้า คล้ายๆ กับฝากออมสินไว้ให้ลูกนั่นแหละ แต่ก่อนตัดต้องไปขออนุญาตจากรัฐก่อนนะ

3. ปืน

การสะสมปืนสามารถดำรงคุณค่าได้ (เพราะราคาขึ้นไปตามเวลา) เศรษฐีเลยนิยมสะสมปืนและกระสุนกันมาก

ตัวอย่าง ก็คือ ราคาของปืน Remington .223 ที่อ้างอิงจาก ammo.net มีราคาขึ้นจากปี 1999 ถึง 2011 ถึง 224% ชนะเงินเฟ้อในช่วงเดียวกันมากมาย

นอกจาก นี้ Wall Street Journal ยังรายงานว่า ราคาปืนพุ่งกระฉูด เพราะคาดกันว่า Barack Obama จะได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง แล้วจะออกกฏหมายควบคุมอาวุธ และยังระบุว่ามีความต้องการปืนมากเกินกว่ากำลังการผลิตด้วย เห็นได้จากที่ Michael O. Fifer ผู้เป็น CEO ของ Sturm, Ruger & Co. ออกมาแถลงว่า บริษัทขอระงับการรับออร์เด้อร์ซื้อปืนไว้ชั่วคราว เพราะยอดขายในไตรมาสแรกปีนี้เกินกว่าที่คาดไว้มาก เลยผลิตไม่ทันความต้องการที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

เอ ... มีความต้องการขนาดนี้แล้วคงไม่ใช่ว่ามีแต่เศรษฐีซื้อแล้วละ และหากคนทั่วไปผสมโรงซื้อด้วยก็อาจหมายถึงความรุนแรงหรือความถี่ของ อาชญากรรมในอเมริกาเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะโยงไปถึงเรื่องที่
รัฐบาลท้องถิ่นไม่มีเงินจ้างตำรวจเพียงพอก็ได้

4. นาฬิกา

เรื่อง นาฬิกานี้ไม่ใช่ว่าทุกยี่ห้อจะลงทุนแล้วหวังผลกำไรในอนาคตได้เสมอไป คนที่ซีเรียสเรื่องการลงทุนในนาฬิกาจริงๆ จึงมักลงทุนใน Rolex กับ Patek Philippe เป็นหลัก เพราะเป็นยี่ห้อที่ขายออกได้คล่องที่สุด และได้กำไรดี ซึ่งอย่างหลังนี้บริษัทผู้ผลิตมีความเป็นอัจริยะทางการตลาดที่สามารถทำให้ ยี่ห้อของตนที่เคยผลิตออกมามีราคาขึ้นมาโดยตลอด

เจ้าของร้านแอนที คในลอนดอนชื่อ George Somlo ให้ข้อสังเกตุว่า การซื้อนาฬิกาข้อมือที่เป็นแอนทีคในช่วงเศรษฐกิจขาลงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เสมอ ซึ่ง Eric Engh ผู้จัดการเวบไซท์ Old Watch ก็ยืนยันว่า เมื่อนาฬิกาชั้นดียี่ห้อใด รุ่นใด เป็นที่นิยม ก็จะมีคนต้องการอยากจะครอบครองกันมาก และยอมจ่ายในราคาที่สูงลิ่ว

5. สแตมป์

Handbook of Personal Wealth Management เขียนเอาไว้ว่า แสตมป์เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ลงทุนประเภทจับต้องได้ (ไม่ใช่ Financial Assets อย่างหุ้นและพันธบัตร) ที่มี Record ว่าให้ ผลตอบแทนที่มั่นคงและดีมากมายาวนานที่สุด และถึงแม้สแตมป์จะบอบบาง ถูกทำลายได้ง่าย แต่แสตมป์เก่าๆ ก็มีค่าคล้ายๆ รถคลาสสิคที่คนนิยมสะสม หรือหนังสือการ์ตูนยอดนิยมเก่าๆ

มิน่า ลุง Bill Gross (PIMCO) ถึงได้สะสมแสตมป์มีค่าไว้ถึง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทีเดียว และส่วนมากก็ได้มาจากการที่ลุงเข้าไปประมูลช่วยการกุศลด้วย

นึกถึงหนังสือการ์ตูนเก่าๆ ที่เคยติดงอมแงมสมัยเด็กๆ อย่าง ขวานฟ้าหน้าดำ ชะมัด

เนี่ยะ ถ้าเก็บไว้ดีๆ ป่านนี้ก็สบายไปแล้ว

ดังนั้น เราก็อาจจะเริ่มสะสมสแตมป์ (ทั้งๆ ที่เดี๋ยวนี้เราติดต่อทางอินเตอร์เนตกันแล้ว) และสะสม การ์ตูนซุปเปอร์ไซย่า กันไว้ได้แล้ว

อ้าว อย่าเพิ่งหัวเราะว่าโลกไปยุคเทคโนโลยี่ eBook แล้ว จะให้เก็บไว้ทำไม

อย่า ลืมสิ ต่อไปจะมีคนถวิลหาสิ่งที่ยึดโยงเราไว้กับอดีต จะมีคนอยากเงยหน้าขึ้นมาจาก Smart Phone เพื่อจับต้องกระดาษจริงที่มีแต่จะหายากขึ้นทุกที

ก็คงคล้ายๆ กับที่เราเห็นเครื่องพิมพ์ดีดโบราณ เห็นฉลากยาเก่าๆ แล้วทึ่ง อยากเป็นเจ้าของกันนั่น แหละ

6. งานศิลปะ

หลาย คนคงไม่รู้ว่าในทศวรรษที่ผ่านมานี้ ดัชนี Mei Moses (ดัชนีสำคัญที่โลกใช้สำหรับงานศิลปะ) ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนี S&P500 ถึง 6 เท่า

กูรูด้านพันธบัตรอย่าง Jeff Gundlach ยังถึงกับบอกว่า งานศิลปะก็คือทองคำในเวอร์ชั่นที่พกพาไปไหนๆ ได้ (เพราะในราคาที่เท่าๆ กัน ทองคำจะหนักกว่า) โดยสามารถดำรงอำนาจซื้อได้เท่าๆ กับทองคำ

หากจะดูว่ากำลังซื้อในงานศิลปะและการลงทุนในงานศิลปะโดย เฉพาะภาพเขียนนั้นดีขนาดไหน วิธีดูที่ดีก็คือให้ไปดูราคางานศิลปะที่บริษัทประมูลปล่อยไปได้ กับดูยอดขาย ผลกำไร และราคาต่อหุ้นของบริษัทประมูล

ไปดูตัวอย่างที่ Sotheby อันเป็นบริษัทประมูลข้ามชาติเก่าแก่เป็นอันดับ 4 ของโลกซึ่งก่อตั้งในปี 1744 มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐ มีอีก 90 สำนักงานในอีก 40 ประเทศ ก็ได้

บริษัท นี้ทำธุรกิจประมูลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกของศิลปะการตกแต่ง เครื่องประดับ และของสะสม ซึ่งในปี 2011 มียอดขายทั่วโลก รวมถึง 5,800 ล้านดอลลาร์

ตั้งแต่ปี 2009 หุ้นของ Sotheby ได้ขึ้นจากจุดต่ำสุดในช่วงนั้นที่ 6.47 มาเป็น 30.58 ดอลลาร์ต่อหุ้น

แบบนี้จะเรียกว่าเป็นตลาดกระทิงของงานศิลปะก็ไม่ผิดหรอก

ก็ ขนาดภาพเขียน Pop Art ของ Andy Warhol ยังมีคนประมูลไปได้ในราคาตั้งพันล้านบาท จนเดี๋ยวนี้ผลงานภาพเขียนของเขาหากคำนวณเป็น Market Cap. ก็น่าจะแซงเบอร์หนึ่งอย่าง ปิคาสโซ ไปแล้ว



7. เพชร

Alan Landau ผู้เป็น CEO ของ Novel Asset Management ให้สัมภาษณ์ใน Bloomberg TV ว่า

“เพชร เป็นการลงทุนที่ยอดเยี่ยมและปลอดภัย แม้จะมีสภาพคล่องน้อยกว่าทองคำอยู่มาก แต่ราคาก็ไม่ผันผวนเท่าราคาทองคำ ทั้งยังกำลังเป็นที่สนใจในการลงทุนเพื่อหลบภัยจากค่าเงินดอลลาร์อีกด้วย”

ความจริงนอกจากเพชรแล้ว พวกอัญมณีประเภทต่างๆ ก็ได้รับความนิยมในการสะสมเพิ่มขึ้น

มีคนบอกว่า นอกจากคุณค่าในเชิงการลงทุนที่ดีแล้ว เพชรและอัญมณี มีมนตรามหาเสน่ห์ให้คนหลงไหลในความงดงามอย่างถอนตัวได้ลำบาก

จริง เท็จอย่างไร ลองจุดธูปถามคุณป้า Elizabeth Taylor ดูก็ได้ ก็ Jewelry Collection ของเธอที่เปิดประมูลไปเมื่อเร็วๆ นี้ทำให้คนที่ได้ดูแม้เพียงรูปยังอ้าปากค้าง แม่จ้าว อะไรมันจะอลังการงานสร้างและมีเป็นจำนวนมากได้ถึงขนาดนั้น

ลองไปดูงานประมูลเพชรที่ทำสถิติราคาสูงสุดกันบ้าง

Christie’s รายงานว่า เพชรสีชมพูขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยออกประมูล ชื่อ The Martian Pink เพ็ชรเม็ดนี้หนัก 12.04 กะรัต และมีคนประมูลไปเมื่อเดือน พ.ค.2012 ไปแล้ว ในราคา 17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 527 ล้านบาท คร่าวๆ ก็กะรัตละ 45 ล้านบาท

คนทั่วไปทำงานมาทั้งชีวิตยังมีเงินเก็บไม่ได้ครึ่งของ 1 กะรัตเลย

การ ที่เพชรเม็ดนี้ขายได้ราคาสูงกว่าที่ประเมินราคาเป็นเท่าตัว แสดงว่า ไม่ว่าเศรษฐกิจที่ย่ำแย่จะทำร้ายผู้คนจำนวนมากได้อย่างไร เศรษฐีตัวจริงย่อมเป็นข้อยกเว้น

เมื่อ 1 ธ.ค. 2009 แหวนเพชรสีชมพูขนาด 5 กะรัต ถูกขายไปงานประมูลของ Christie’s Hong Kong ในราคา 10,776,660 ดอลลาร์สหรัฐ (334 ล้านบาท)

โอย ... กะรัตละแค่ 66 ล้านบาทเท่านั้นเอง

เป็น สถิติราคาเพชรต่อกะรัตที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการประมูล โดย Vickie Sek ผู้อำนวยการ Christie’s Asia บอกว่า แหวนวงนี้เป็นดวงดาวที่ส่งประกายระยิบระยับที่สุดในงาน และ 8 ใน 10 คนที่ประมูลเพชรพลอยไปได้เป็นนักสะสมชาวเอเชีย

หากเดินทางไปต่าง ประเทศแล้วหมั่นซอกแซก ถามไถ่ สังเกตุสังกาผู้คนกับสิ่งแวดล้อม เราก็จะได้ข้อมูลดีๆ มากมาย และสะท้อนอะไรๆ ที่เป็นของจริงได้มากกว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศออกมาอีกด้วย

อย่าง เมื่อเร็วๆ นี้ที่ไป South Africa คนพื้นเมืองเล่าว่าแต่ก่อนนักท่องเที่ยวจะเป็นชาติตะวันตกมากที่สุด เดี๋ยวนี้ลดลงไปมาก แต่ได้คนจีน คนอินโดเนเซีย เกาหลี และตะวันออกกลาง มาทดแทน

ส่วนร้านขายเพชรเล่าว่า เดี๋ยวนี้นักท่องเที่ยวจากตะวันออกซื้อเพชรพลอยมากกว่าคนตะวันตกแล้ว

ตอกย้ำประโยคที่ว่า ....

“คน เราจะรวยจะจนนั้น ไม่มีคงทนถาวร แต่เพชรพลอย ทองคำ ซึ่งเป็นความมั่งคั่ง แม้จะเปลี่ยนมือไปได้เรื่อยๆ ก็จะไหลไปอยู่ในมือของคนรวยๆ เสมอ”

8. สุรา

มัน น่าสนใจมาก เพราะเราอาจไม่ค่อยรู้กันว่า คนอเมริกันในยุคก่อนใช้วิสกี้แทนเงินในการแลกเปลี่ยนสินค้า เหมือนพวก Aztecs ใช้เมล็ดโกโก้ไปแลกสินค้าอื่นๆ แบบ Barter Trade

นอกจากนี้ นิตยสาร SWAGได้รวมไวน์เข้าไว้กับพวกแร่เงิน งานศิลปะ และทองคำ ในฐานะที่เป็นโอกาสในการลงทุนที่ช่วยต้านเงินเฟ้อได้ด้วย

และ Peter Luzer ผู้บริหากองทุนไวน์ (Wine Investment Fund) คาดว่า กองทุนของเขาจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ 12.5% ถึง 14.0% ทีเดียว

ดังนั้น การเลิกดื่มแล้วหันมาสะสมสุรากันก็น่าจะอินเทร็นด์ไม่ใช่น้อยเลย

9. เหรียญที่หาได้ยาก

เหรียญ เก่าๆ หายากมักเป็นที่ต้องการของผู้สะสม ผู้มีโอกาสครอบครองไว้จึงเบาใจได้เลยว่าค่าของมันในอนาคตจะเพิ่มมากขึ้น เพราะมันผลิตเพิ่มไม่ได้ ไม่เหมือนทองคำกับแร่เงินที่ยังพอจะขุดหามาได้
อย่าง ราคาเหรียญทองคำ St. Gaudens รุ่น 20 ดอลลาร์สหรัฐ ยังขึ้นจากช่วงก่อน Recession ใน อเมริกา จากไม่ถึง 2,000 ดอลลาร์ มาเป็น 2,720 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคมนี้เลย

สำหรับตลาดไทยๆ นั้น เรายังมีอะไรน่าสะสมเพื่อรักษาอำนาจซื้อ และผลตอบแทนที่ดี ได้มากกว่านี้อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่อง พระพุทธรูป เหรียญเก่า ผ้าทอเก่าๆ ถ้วยชามรามไหเก่าๆ ตั้งแต่ครั้งราชวงศ์โบราณ

ก็แหม ขนาดชามตราไก่ กับถาดสังกะสีลายดอกไม้ที่ใช้กันในวัด ยังป๊อบปูลาร์ในวันนี้

แต่ข้อยกเว้นในใจคุณผู้ชายมันก็มีเป็นธรรมดา

นั่นก็คือ ของเก่าๆ อย่างคุณนายที่บ้าน ไม่เคยมีราคาขึ้น มีแต่จะตกลงไปด้วยอัตราเร่งสูงสุด เหลือเชื่อจริงๆ

แถมไม่มีตลาดรอง ไม่มีสภาพคล่อง ลงทุนแล้วต้องลงทุนเลย ไม่ให้ Cut Loss ไม่ให้ Take Profit

จนบางคนถึงกับบ่นว่า .....

“ฮ้วย อย่างนี้มันก็เลยมีแต่ Take Loss กับ Cut Profit ละสิ”

ฮ่า สมน้ำหน้าค่ะ

เอา ละ คิดจะลงทุนอะไร ก็อย่าลืมเรื่องสภาพคล่อง เพราะหลายอย่างไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันใจอย่างที่จำเป็นต้องใช้ ดังนั้น ต้องวางแผนให้ดีๆ

ถ้าคิดจะเดินตามรอยเศรษฐีกันละก็ อย่าลงทุนสะเปะสะปะ ให้เลือกชิ้นที่ดีที่สุดไว้ก่อน (ถ้ามีเงินพอนะ)

ที่มา: http://www.moneychannel.co.th

วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2555

8 วิธี ที่จะทำให้.. “รวยก่อนเกษียณ” ตอนจบ


5 สิงหาคม 2555

1,373 views

8 วิธี ที่จะทำให้.. “รวยก่อนเกษียณ” ตอนจบ

สวัสดีครับ  เพื่อนๆ  พี่ๆ  เฟสบุ๊ค
ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า  เราเปลี่ยนเวลาพบกันใหม่แล้ว
เป็น…   ทุกวันเสาร์ วันอาทิตย์  เวลาหลัง 2 ทุ่มนะครับ
วันนี้  ขอคุยต่อเกี่ยวกับ…
8 วิธี  ที่จะทำให้.. “รวยก่อนเกษียณ”  ตอนจบ


เมื่อวานนี้  เราคุยกันไปแล้ว 4 วิธี ประกอบด้วย
หนึ่ง  ตั้งเป้าหมายใหญ่  ด้วย  “พลังของดอกเบี้ยทบต้น”
ซึ่งเราพบว่า  ถ้าคุณลงทุนต่อเดือน 10,000 บาท เป็นเวลา 30 ปี
โดยเอาเงินไปลงทุนในหุ้นบลูชิปในตลาดหลักทรัพย์ 6-7 ตัวขึ้นไป
ซึ่งผมคิดว่าคุณน่าจะทำผลตอบแทนได้เฉลี่ยปีละ 12%
คุณก็น่าจะมีเงินประมาณ 28.9 ล้านบาท ตอนคุณเกษียณ


สอง  ตั้งเป้าทุกวัน…ทำให้ได้ทุกวัน
ตัวอย่างเช่น  “เซียนมี่”  นักเล่นหุ้นตัวยงอีกคนหนึ่ง
เซียนมี่..   เคยหาเงินโดยการขับวินมอเตอร์ไซค์
เขาตั้งเป้าไว้ว่า  จะหาให้ได้วันละ  “หนึ่งพันบาท” เท่านั้น
เพียงแต่….    ถ้าวันไหนหาไม่ได้  วันนั้นก็..“ไม่ต้องกลับบ้าน”  เท่านั้นเอง
สนใจเรื่อง “เซียนมี่”   คลิกที่ http://www.doctorwe.com/radio/20120428/999


สาม   หา “อาชีพเสริม”
ถ้าหากคุณเป็น  “มนุษย์เงินเดือน”
จงอย่าใช้เวลาหยุดพักผ่อนส่วนใหญ่ไปในทาง  “ใช้เงิน”
แต่พยายามใช้เวลาเหล่านั้นไปในทาง  “หาเงิน”
ซึ่งจะทำให้มี…เงินเหลือ นำไป “ต่อยอดหาเงินเพิ่ม” ได้อีกด้วย


สี่  ถ้าคุณเป็น  “คนขี้กลัว”  ก็จงอย่า  “ฝากเงินไว้ในธนาคาร”
อัตราผลตอบแทนจากการฝากประจำ  น่าจะอยู่ประมาณ 3-4 เปอร์เซ็นต์
อัตราเงินเฟ้อปีนี้ ก็น่าจะอยู่ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ เช่นกัน
สรุปแล้ว ในระยะยาว  ผลตอบแทนที่ได้จากดอกเบี้ยจากธนาคาร
จะน้อยกว่าราคาสินค้าที่…เพิ่มขึ้น ทุกปี  ทุกปี
วันนี้  ขอคุยต่ออีก 4 วิธีที่เหลือเลยนะครับ


ห้า  ถ้าคิดจะลงทุนใน “อสังหาริมทรัพย์”  ควรซื้อ “ที่ดิน” เท่านั้น
บ้าน และ ทาวน์เฮาส์ ดูเหมือนว่า…
ในปัจจุบัน จะได้รับความนิยมน้อยลง
ดังนั้น  การขายต่อ  หรือ การปล่อยให้เช่า..
ก็มักจะได้ราคาที่ไม่ดีนัก  และถ้ายิ่งปล่อยเวลาเนิ่นนาน
ตัวทรัพย์สินก็ยิ่งจะ “ทรุดโทรม” และราคาก็จะตกต่ำไปด้วย


การซื้อคอนโดมิเนียม เพื่อปล่อยเช่า
ดูเหมือนจะได้รับความนิยมมาก แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีนัก
ประกอบกับ “ค่าส่วนกลาง” ที่คุณต้องจ่ายทุกเดือน ไม่ว่าจะปล่อยเช่าได้หรือไม่
นอกจากนั้น การขายคอนโดที่มีอายุเกิน 5 ปี ราคาขายจะตกลงมามาก
ซึ่งนั่นหมายความว่า   “ยิ่งเก็บ”  ก็จะ  “ยิ่งขาดทุน”


การซื้อ “ที่ดิน”  ดูเหมือนจะเป็นหนทางในการลงทุนที่ดีประเภทหนึ่ง
แต่ที่ดิน เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง  “ต่ำมาก”
ดังนั้นหากซื้อที่ดินไปแล้ว  ก็ต้องคิดว่าจะต้อง “เก็บจนลืม” ไปเลย
ซึ่งเรากำลังพูดถึงเป็น 10 ปี..  20 ปี  หรืออาจต้องให้… ลูกหลาน ขายที่ดินแทน..ก็เป็นได้
แต่ผลตอบแทนก็น่าจะคุ้มค่ากับ “การรอคอย”


หก  “ทองคำ”  ทรัพย์สินที่ต้องมีไว้บ้าง
เพื่อนๆ พอจำได้ไหมครับว่า
ผมเคยพูดถึง..ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ที่เชื่อว่า
การที่เศรษฐกิจเกิดตกต่ำอย่างรุนแรง ปัญหาการว่างงานจะเลวร้ายตามมา
ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมาก เพื่อหยุดยั้งการทรุดตัวของเศรษฐกิจ
และเพื่อให้เกิดการจ้างงานต่อไปให้ได้


ในปัจจุบันหลายประเทศได้พา กันใช้ทฤษฎีของเคนส์ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
สหรัฐอเมริกาเองก็ได้ออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (Quantitative Easing- QE)
ซึ่งทำไปแล้วถึง 2 ครั้ง  เป็นมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์
โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยสภาพคล่อง
เพื่อผลักดันเม็ดเงินให้ไปสู่การลงทุนในการผลิตสินค้าและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น
แต่การจ้างงานก็ยังไม่ดีขึ้น..และอเมริกาเองก็กำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะทำ QE3 หรือไม่ ?


ที่ผ่านมา ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ก็ประกาศที่จะรับซื้อพันธบัตรยูโรโซน
หลังจากเกิดความผันผวนในตลาดเงิน
และทำให้พันธบัตรสเปนและอิตาลีถูกเทขายออก มาในตลาดเป็นจำนวนมาก
เนื่องจากไม่มั่นใจในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ
ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง..ธนาคารกลางยุโรปก็คงจะต้องใช้เงินในการรับซื้อเป็น จำนวนมาก
 

ดังนั้นจะเห็นได้ ว่า เกือบทุกประเทศต่างแก้ไขปัญหาด้วยการ…
อัดฉีดเงินเข้าไปในระบบอย่างมหาศาล
และจะก่อให้เกิดเงินเฟ้อในทุกประเทศที่ใช้นโยบายดังกล่าว
การถือทองคำ..จึงเกือบจะเป็นสิ่งเดียวในขณะนี้..
ที่ปัญหาเงินเฟ้อไม่สามารถ ทำให้ทองคำด้อยค่าลงได้


นอกจากนั้น  หากดูย้อนหลังไปในอดีตรพบว่า  ราคาทองคำ…
ช่วงปี 2514-2523 =  10 ปี  ราคาเพิ่มขึ้นจาก 35 ดอลลาร์ ไปถึง 870 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 2,400%
ช่วงปี 2524-2543 = 20 ปี   ราคาลดลงจาก 870 ดอลลาร์ ไปถึง 283 ดอลลาร์ ลดลงกว่า 60%
ช่วงปี 2544-2553 =  10 ปี  ราคาเพิ่มขึ้นจาก 287 ดอลลาร์ ไปถึง 1,800 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 520%
เพื่อนๆ อ่านแล้ว…  ก็คงอยากเริ่มลงทุนใน  “ทองคำ” แล้วใช่ไหมครับ?             


เจ็ด  การลงทุนด้วย  “การซื้อหุ้น”
วอร์เรน บัฟเฟตต์  เริ่มลงทุนซื้อหุ้นด้วยเงิน 100 ดอลลาร์  ตอนอายุเพียง 11 ปี
ปัจจุบัน บัฟเฟตต์มีบริษัทในเครือเป็นร้อยบริษัท
และกลายเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลก


ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร  เริ่มลงทุนซื้อหุ้นอย่างเต็มรูปแบบ
ด้วยเงิน 10 ล้านบาท  ตั้งแต่ปี 2540
ปัจจุบัน คาดว่า ดร.นิเวศน์ มีหุ้นที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาท
และจนถึงทุกวันนี้  ดร.นิเวศน์ก็ยังคงนำเงินสะสม “เกือบทั้งหมด” ลงทุนในหุ้น เท่านั้น


แต่ที่เล่ามานี้อาจ “ไม่เหมาะกับเพื่อนๆ บางคน”
เนื่องจากว่า “การเล่นหุ้น” ต้องใช้ความสามารถ และความรู้ในระดับสูง
ซึ่งอาจมีเพียง “บางคน” เท่านั้น  ที่สามารถจะศึกษาความรู้ดังกล่าวได้
ดังนั้น  “การเล่นหุ้น”  จึงเป็นเพียงตัวเลือกหนึ่ง เท่านั้นนะครับ


แปด   อาจเลือกวิธี  “ชีวิตนี้…ไม่มีวันเกษียณ”
ในชีวิตของคนเรานั้น  เราต้องพยายามที่จะ “กำหนดชีวิต” ของเราเองให้ได้
นายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ จึและรัฐบุรุษแห่งสิงคโปร์  นายลีกวนยู
ก้าวลงจากตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2544  ในเวลานั้น  เขามีอายุถึง 87 ปี
ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เราสามารถ “กำหนดเวลาเกษียณ” ของเราเองได้


คุณหมอประสพ รัตนากร  ผู้ริเริ่มงานด้านสุขภาพผู้สูงอายุและชมรมผู้สูงอายุทั่วประเทศ
และก่อตั้งสมาคมวิชาชีพทางสุขภาพจิต ประสาทวิทยา จิตเวชศาสตร์ และสังคมวิทยา
คุณหมอจัดรายการ “ใจเขาใจเรา” ทางวิทยุและโทรทัศน์ มากว่า 50 ปี
คุณหมอทำงานต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 92 ปี และเพิ่งจะจากพวกเราในเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา
ทั้งหมดก็แสดงให้เห็นว่า   เราสามารถ  “กำหนดวันเกษียณของตัวเอง” ได้


และทั้งหมดก็คือ   8 วิธีที่จะทำให้.. “รวยก่อนเกษียณ”
เช่นเดิม…  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ…  ควรจะอ่านแล้ว  ลงมือทำ “ทันที”
ก่อนที่เพื่อนๆ  “จะเริ่มทำ”   ก็ถึง…  “วันที่จะเกษียณแล้ว”
แต่อย่าลืมว่า   เรา  “กำหนดวันเกษียณด้วยตัวเอง”  ได้
ดังนั้น ไม่ว่า…อะไรจะเกิดขึ้น  ก็ขอให้พวกเราคิดแต่เพียงว่า   
“The SHOW must GO ON…”      หรือ “ยังไงๆ ชีวิต…ก็ต้องเดินต่อไป”     โชคดีนะคร้าบ…
 
ข้อความนี้ถูกโพสต์ขึ้นโดย :
http://www.doctorwe.com/variety/20120805/2976