ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เงินล้าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เงินล้าน แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ทำไมคนทั่วไปเป็นเศรษฐีเงินล้านไม่ได้

ทำไมคนทั่วไปเป็นเศรษฐีเงินล้านไม่ได้

 
Read more at : http://www.thorfun.com/story/view/UNfV5a7rWfg0AAVr#ixzz2Ge7RuKXf
Follow us: @thorfundotcom on Twitter | ThorfunDotCom on Facebook
   ใครๆก็เป็นเศรษฐีเงินล้านได้ มันง่ายขนาดนั้นเลยหรือที่ใครๆก็เป็นเศรษฐีเงินล้านได้ ตอบว่าใช่ครับ ใครๆก็เป็นได้......
     แล้วถามว่า แล้วทำไมจึงมีน้อยคนเป็นเศรษฐีเงินล้าน มีหลายสาเหตุที่ทำให้คนทั่วๆไปพลาดการเป็นเศรษฐีเงินล้าน เช่น
ไม่ตั้งใจจะเป็นเศรษฐี   เพราะ คนส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะฝันว่าตัวเองจะรวยเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ เมื่อไม่ฝัน จึงปล่อยชีวิตเลยตามเลย เมื่อมีรายได้เข้ามาก็ไม่เก็บออม ใช้จ่ายตามสบาย อยากได้อะไรก็ซื้อก็ช็อปตามใจชอบ ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีแรงบันดาลใจที่จะเป็นเศรษฐี เมื่อไม่ได้ตั้งใจ ก็เลย.....
ไม่รู้วิธี   เมื่อ ไม่มีเป้าหมายที่จะมั่งคั่งเป็นเศรษฐีเงินล้าน ทำให้ไม่คิดหาวิธีที่จะมั่งคั่ง และในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัยก็ไม่สอนกันเสียด้วย เมื่อไม่รู้ ไม่มีใครสอน ไม่ได้แสวงหาแนวทางมั่งคั่ง ไม่รู้วิธีเก็บออม ไม่รู้วิธีบริหารเงิน ไม่รู้วิธีที่จะทำให้เงินงอกเงย ไม่รู้พลังดอกเบี้ยทบต้น ก็เลย.....
ติดกับดักหนี้  ชีวิตที่เริ่มต้นหลังจากจบการศึกษาจึงเริ่มต้นด้วยการเป็นหนี้ สารพัดหนี้ แทนที่จะเริ่มต้นด้วยการเก็บออม  เงินเดือนๆแรกดูสวยหรูเอาไปให้พ่อแม่ ซึ่งต่างก็ปลื้มกับเงินก้อนแรกที่ทำได้ในชีวิต แต่พอเดือนที่สองของการทำงาน ก็ใช้จ่ายซะหมด บางคนกลับไปขอเงินเดือนแรกที่เพิ่งจะให้พ่อแม่ไปเมื่อเดือนที่แล้วคืน เดือนต่อๆมาจากที่ใช้พอดีก็เริ่มไม่พอ เพราะอะไรๆก็ดูน่าซื้อหามาครอบครองไปหมด เริ่มกินเริ่มเที่ยวให้สาสมกับที่อดทนเรียนเหนื่อยตั้งหลายปี จบแล้วต้องมีรถขับ รถยิ่งหรู ยิ่งโก้เท่าไหร่ยิ่งดี มีเร็วเท่าไรยิ่งดี ไม่มีเงินสดพอซื้อก็ดาวน์ต่ำ ผ่อนนาน ดอกเบี้ยบานไม่ต้องกลัว ได้รถมา ไม่มีตังค์เติมน้ำมัน ไม่มีตังค์กินข้าว ก็เริ่มหาบัตรเครดิต หาบัตรกดเงินสด มาเสริม....
เงินเดือน  ทำงานครบปี ก้าวหน้าในงานตำแหน่งสูงขึ้น เงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่ขาดการเก็บออม เงินเดือนสูงขึ้น เครดิตก็สูงขึ้น ย่อมกู้เงินได้เพิ่มขึ้น  เครดิตดี บัตรสารพัดบัตร ก็ตามมาอีกหลายใบ
  มีครอบครัวเร็วเกินไป
    เมื่อมีรถแล้ว แฟนก็มีแล้ว ส่วนใหญ่คิดถึงเรื่องแต่งงานซึ่งอายุยังน้อย บางคู่จบมาแล้วแต่งงานเลยอายุไม่ถึง25ด้วยซ้ำ บางครั้งเงินที่ใช้ในการจัดงานแต่งงานยังต้องกู้มาจัดงานเลย เมื่อแต่งงานแล้ว น่าจะมองหาบ้านอีกสักหลัง ประมาณว่าเป็นเรือนหอ ไม่มีเงินไม่เป็นไรหรอก แต่จะยากอะไรในเมื่อเครดิตดี  ดาวน์สิ เงินดาวน์ก้อนแรกก็ผ่อนดาวน์ได้ ผ่อนดาวน์เสร็จก็ผ่อนกับธนาคารต่อ พอแต่งงานแล้วก็ช่วยกันผ่อน สองแรงแข็งขัน แต่หารู้ไม่แฟนเราก็อยู่ในสภาพเดียวกัน   หนี้ท่วม......
   เมื่อแต่งงานแล้ว หลายคู่ปล่อยให้มีลูกเลย ซึ่งทั้งคู่อยู่ในสภาวะไม่พร้อม การมีลูกในสภาวะไม่พร้อมในการเลี้ยงดูเป็นสิ่งที่น่าเศร้า เพราะเมื่อมีลูกจะตามด้วยใช้จ่ายในการเลี้ยงดู ค่าเล่าเรียนของลูกๆเมื่อโตขึ้นและอื่นๆอีกสารพัด

   เมื่อคู่รักต่างคนต่างมาพร้อมกับหนี้คนละก้อน เกือบล้าน  หนี้ผ่อนรถคนละคัน หนี้บัตรเครดิตคนละอีกหลายใบ หนี้ผ่อนบ้านด้วย รวมๆแล้ว 2คนหนี้ล้านกว่าบาท เกือบ2ล้านบาท  เขาทั้งสอง
พลาดการเป็นเศรษฐีเงินล้านไปแล้ว.....
                             นพ.ชาญชัย กิจประเสริฐ

วันอังคารที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2555

วิธีเป็นเศรษฐีเงินล้าน

วิธีเป็นเศรษฐีเงินล้าน article 

“เงินไม่ใช่พระเจ้า  แต่เงินก็สามารถซื้อทุกอย่างที่พระเจ้าสร้างไว้บนผืนพิภพแห่งนี้”  

ที่มา http://www.thaifinancialadvisor.com/index.php?

         พูดอย่างนี้ มิได้มีเจตนาบูชาเงินเป็นสรณะ แต่ถ้าคุณคิดว่าตนเองเป็นคนดี   ถาม ว่า เงินถ้าอยู่กับคนดีๆ มีอะไรเสียหายไหม วันหนึ่งคุณเกิดมีเหตุจำเป็นต้องใช้ หรือ อยากช่วยใครสักคน แล้วมีเงินอยู่ในมือที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือ ถามว่าดีไหม

         เพียง แต่ว่า เงินก้อนนั้น ต้องได้มาด้วยวิธีที่ถูกกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม ไม่ผิดจริยธรรม ไม่ไปเบียดเบียนใคร    เรามักจะพูดกันว่า ถ้ามีเงินเป็นล้านจะเป็นเศรษฐี ถามจริงๆว่า ถ้ามีเงินเพียง 1 ล้านบาท นับเป็นเศรษฐีได้จริงๆหรือ เดี๋ยวนี้ 1 ล้านบาทไม่พอซื้อบ้าน , ไม่พอซื้อรถยี่ห้อแพงๆ, ไม่พอรักษาโรคร้ายแรง เงิน 1 ล้านบาทแทบทำอะไรไม่ได้เลย

           ในบทความนี้ จึงตั้งสมมติฐานว่า เศรษฐีควรจะมีเงินเก็บสัก 10 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อจะได้อยู่อย่างสบายๆหลังเกษียณอายุ   แล้วจะมีวิธีอะไรที่ทำให้หาเงินได้ 10 ล้านบาทโดยไม่ได้ไปจี้ไปปล้นใครมา

          1.เป็นเจ้าของกิจการ
          ใครๆ ก็รู้ว่า เป็นเถ้าแก่ จะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่สถิติพบว่าธุรกิจเปิดใหม่ จะล้มหายตายจากไปในปีที่สองถึง 70% และจะอยู่อย่างยั่งยืนเกิน 10 ปี ได้เพียง 3-5% เท่านั้น แต่ผู้คนทั่วโลกก็ดูเหมือนจะมุ่งหน้าสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจกันไม่เว้นแต่ ละวัน อย่างน้อยก็ขอลองสักตั้ง  ไม่ว่าจะเสี่ยงเพียงใด มาดูว่าเจ้าของธุรกิจ ทำเงินกันอย่างไร

          สูตรที่มักจะใช้อธิบายกำไรของเจ้าของธุรกิจคือ
          ยอดขาย - ต้นทุนคงที่ - ต้นทุนแปรผัน = กำไร

          เพื่อทำให้เห็นภาพ ขอยกตัวอย่างเช่นธุรกิจหนึ่งหากมี ยอดขายต่อเดือนที่ 1 ล้านบาท จะมีต้นทุนคงที่ 800,000 บาท ต้นทุนแปรผัน 200,000 บาท ดังนั้น หากเจ้าของธุรกิจจะมีกำไรเขาต้องผลักดันยอดขายให้สูงกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน ถ้ายอดขายต่ำกว่า  1 ล้านบาทจะขาดทุนทันที เช่น ถ้ายอดขาย 1,500,000 บาท ต้นทุนคงที่เท่ากับ 800,000 บาทคงเดิม ต้นทุนแปรผันจะขึ้นมาเป็น 1.5เท่าของเดิมซึ่งเท่ากับ 300,000 บาท  เดือนนั้นจะกำไร 1,500,000 - 1,100,000 = 400,000 บาท

          แต่ถ้า ยอดขายเป็น 3,000,000 บาท ต้นทุนคงที่เท่ากับ 800,000 บาท ต้นทุนแปรผันจะขึ้นมาเป็น 3 เท่าซึ่งเท่ากับ 600,000 บาท   เดือนนั้นจะมีกำไรเท่ากับ 3,000,000 บาท - 1,400,000 = 1,600,000บาท

          ใน ทำนองกลับกัน ถ้ายอดขายตกลงมาเหลือ 500,000 บาทต้นทุนคงที่ยังคงเท่ากับ 800,000 บาท ต้นทุนแปรผันอาจลดลงครึ่งหนึ่งของเดิมเท่ากับ 100,000 บาท เดือนนั้นจะมียอดขาดทุนเท่ากับ500,000 - 900,000  = -400,000 บาท

           ตัว เลขข้างต้นเป็นตัวเลขสมมติคร่าวๆเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ซึ่งในชีวิตจริงจะซับซ้อนกว่านี้ และแต่ละธุรกิจก็มีสัดส่วนของตัวเลขต้นทุนคงที่และต้นทุนแปรผันแตกต่างกันไป แต่ก็ทำให้เราเข้าใจว่า การเป็นเจ้าของธุรกิจนั้น รวยเร็ว และ เจ๊งเร็ว  พอๆกัน ขึ้นกับฝีมือ ขึ้นกับความต้องการของตลาด ขึ้นกับปัจจัยหลายๆอย่าง

          หากสร้างธุรกิจได้ประสบความสำเร็จแล้ว ก็จะร่ำรวยเงินไหลมาเทมา โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เงินสด 10 ล้านบาท จึงเป็นเรื่องเล็กๆสำหรับเถ้าแก่เหล่านี้

          ปัจจุบัน พบว่า มีเถ้าแก่หัวหมอที่ต้องการรวยลัดยิ่งๆขึ้น เขาใช้วิธีสร้างธุรกิจแล้วขายต่อทำกำไร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งขายในตลาดหลักทรัพย์ เพราะได้สิทธิไม่ต้องเสียภาษีส่วนกำไร  ถ้าสร้างธุรกิจมาด้วยน้ำพักน้ำแรงจนมั่นคงแล้วขายต่อ  คงจะไม่มีใครว่าอะไร เพราะอยู่ในกรอบอยู่ในเกณฑ์

          แต่ ถ้าใช้วิธีสร้างข่าวสร้างภาพให้หุ้นตัวเอง ด้วยการเทคโอเวอร์ , ขอสัมปทาน ,ปั้นสารพัดโปรเจค์ขึ้นมาขายฝันแล้วขายออก   เป็นเรื่องที่น่าชิงชังอย่างยิ่ง

           คน ขายรับเงินล่วงหน้าในอนาคตของประมาณการ ยอดขาย สิทธิสัมปทาน และ ค่านิยม  (GOOD WILL) ต่างๆที่ตอบสนองไปในราคาหุ้นเรียบร้อยแล้ว ปล่อยให้คนซื้อไปรับความเสี่ยงแทนว่ารายได้ในอนาคตจะได้ตามที่นักวิเคราะห์ ขายฝันให้หรือเปล่า

            2.เป็นผู้บริหารระดับสูง
             สมัย ก่อน พวกเถ้าแก่มักจะพูดสอนลูกหลานว่า  เวลาเรียน ไม่ต้องเรียนสูงนัก พอให้จบปริญญาตรีแล้วมาทำการค้าจะร่ำรวยกว่า พวกที่เรียนสูงจนจบด๊อกเตอร์ สุดท้ายก็ไปเป็นลูกน้อง รับจ้างบริหารให้พวกเถ้าแก่ รับเงินเดือน 80,000 - 100,000 บาท แต่ไม่รวย

            สมัย นี้ เราดูถูกนักบริหารมืออาชีพไม่ได้เสียแล้ว หากมีฝีมือจริง สามารถสร้างผลงานจนได้รับความไว้ใจจากเถ้าแก่หรือผู้ถือหุ้น จนขึ้นไปเป็นเบอร์หนึ่ง เบอร์สองของบริษัทแล้ว  เขาจะสามารถทำรายได้ปีละ 5-10 ล้านบาทได้อย่างสบายๆ

           รายได้ขนาดนี้มาได้อย่างไร
           บริษัทใหญ่ๆระดับประเทศ  การที่ผู้บริหารสูงสุดจะมีเงินเดือนๆละ 200,000 - 500,000 บาท ไม่ใช่เรื่องแปลก  และยิ่งถ้าได้เป็นกรรมการบอร์ดของบริษัทในเครืออีกสัก 4-5 แห่ง รับเบี้ยประชุมเพิ่มอีกแห่งละ 300,000 - 1,000,000 บาทต่อปีก็มีให้เห็นมากมาย

           บางบริษัทใช้วิธีตั้งโบนัสหรือส่วนแบ่งกำไรตามยอดขาย หากว่าทำได้ตามเป้าที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี  ช่วง เศรษฐกิจรุ่งเรือง บริษัทใหญ่ๆต่างสร้างสถิติยอดขายใหม่สูงสุด ทำให้ผู้บริหารร่ำรวยไปตามๆกันหลายคนได้โบนัสถึง 3-5 ล้านบาท โดยไม่คาดฝัน

           อีกช่องทางที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้ผู้บริหารคือ (ESOP / EMPLOYEESTOCK OPTIONPLAN) ที่กรรมการบริษัทมักจะลงมติมอบสิทธิในการซื้อหุ้นให้กับผู้บริหารและพนักงาน บริษัท เพื่อจูงใจให้เร่งสร้างกำไร   ปรากฏว่า หุ้นเหล่านี้ส่วนใหญ่กว่า 70% มักมอบให้กับผู้บริหาร 5-6 คนแรกของบริษัท บางคนได้สิทธิจองซื้อถึง 10 ล้านหุ้น

           ลองนึกภาพดูว่า หากสามารถผลักดันกำไรจนทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปเหนือราคาสิทธิ 5-6 บาทต่อหุ้น เขาจะมีกำไรคนละ 50-60 ล้านบาททีเดียว นักบริหารมืออาชีพจึงเป็นกลุ่มคนที่มองข้ามไม่ได้

           3.เป็นนักขายตรง
            คน ไทยมักรังเกียจอาชีพงานขาย ดูถูกว่าต่ำต้อย ขณะที่ฝรั่งเขามองว่าเป็นงานที่ใช้ทักษะและใช้ความสามารถสูง เราจึงพบว่า ผู้บริหารของบริษัทฝรั่งหลายคนมักมีพื้นฐานมาจากขาย หรือ อยู่ฝ่ายขายมาก่อน

             งาน ขายตรง ไม่ว่าประกันชีวิต เครื่องสำอางค์หรือยาชูกำลังสารพัด มักได้ค่านายหน้าประมาณ 30%ไม่ว่าจะเป็นการขายครั้งแรกหรือเมื่อขายซ้ำ   ยกเว้นงานขายประกันชีวิตที่จะได้มากในปีแรก

             ส่วน ผู้บริหารทีมงานจะได้ค่าบริหารประมาณ 30%ของค่านายหน้าของลูกทีมซึ่งน่าจะตกประมาณ 10%ของยอดขายสินค้ารวม ลองนึกภาพดูว่า ถ้าทีมงานขายนั้นสร้างยอดขายต่อปีได้ถึง 100 ล้านบาท ผู้บริหารทีมงานก็จะมีรายได้ถึง 10 ล้านบาทต่อปีทีเดียว หรือตัวนักขายเองหากขยันพบลูกค้า จะสามารถทำยอดขายได้ 10 ล้านบาทต่อปี เขาก็สามารถมีรายได้ 3 ล้านบาทต่อปีได้เช่นกัน

            4.เป็นนักวิชาชีพผู้ประสบความสำเร็จ
            เราคงเคยได้ยิน เรื่องแพทย์เฉพาะทาง ,ทนายความผู้เชี่ยวชาญ ,สถาปนิกผู้โด่งดัง ที่สามารถทำเงินได้ปีละ 5-10 ล้านบาท บางคนสามารถเรียกค่าปรึกษาเป็นนาที ตั้งราคาได้ตามที่ตนเองพอใจ คนเหล่านี้ย่อมเป็นเศรษฐีได้ตามปรารถนา

             5.เป็นนักลงทุนผู้ชาญฉลาด
             ถึงแม้เราจะเป็นคนธรรมดา มีอาชีพแค่เป็นลูกจ้าง เป็นคนกินเงินเดือน เราก็สามารถเป็นเศรษฐีได้เหมือนกันถ้าเราเก็บเงินเก่ง  รู้จักช่องทางลงทุน และลงทุนได้อย่างชาญฉลาด สมมติว่าเราเก็บเงินได้เดือนละ10,000 บาท ปีละ 120,000 บาทเก็บได้ทุกปีอย่างต่อเนื่อง แล้วเรานำเงินนี้ไปลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ หรือกองทุนรวมชนิดต่างๆ หากคุณสามารถทำกำไรได้เฉลี่ยปีละ 15 % ผ่านไป 20 ปีเงินของคุณจะงอกเงยมาเป็น 14 ล้านบาท

             แต่ถ้าคุณสามารถลงทุนให้ได้ผลตอบแทนถึงปีละ 20 % อีก 20ปีข้างหน้า เงินของคุณจะกลายเป็นเงิน 27 ล้านบาท  ถึงตอนนั้น คุณก็ได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐีเหมือนกับเขา

            ที่เล่ามา เป็นกลุ่มหลักๆที่พอจะประมวลมาได้ว่า  เป็นช่องทางที่คนทั่วไปจะมาดมั่นขึ้นมาเป็นเศรษฐีได้ ขณะที่บางอาชีพทำให้ตาย ขยันอย่างไร ก็ไม่มีทางรวย แต่ คุณเห็นด้วยกับผมไหมว่า ทุกกลุ่มที่พูดมาทั้งหมดมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ต้องขยันมุ่งมั่นและอดทนอย่างถึงที่สุด จึงจะบรรลุความสำเร็จ

            ว่าแต่ว่า คุณมีคุณสมบัตินี้แล้วหรือยัง ถ้ามี เงินล้าน เงินสิบล้าน ก็รอเป็นรางวัลชีวิตให้คุณเหมือนกัน