ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ระยะยาว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ระยะยาว แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เลือกหุ้นดี แต่ซื้อผิดเวลา

ที่มาhttp://chulakorn.blogspot.com/2012/05/blog-post_8865.html
เลือกหุ้นดี แต่ซื้อผิดเวลา  
Posted by admin in My Blog on เม.ย. 8th, 2012
www.sarut-homesite.net
9 เมษายน 2012



ถึงแม้ว่าเราจะเลือกบริษัทที่ดีและอนาคตดูสดใสมาก แต่ราคาหุ้นที่จะเข้าซื้อ รวมถึงเรื่องของจังหวะเวลานั้น ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การเลือกหุ้นเช่นกัน

ถ้าหุ้นของบริษัทได้ปรับตัวขึ้นมาสูงมากๆ ภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว (ไม่ถึง 1 ปี หรืออาจจะไม่ถึง 6 เดือน) นักวิเคราะห์ต่างพากันแนะนำให้ ‘ซื้อ’ เพราะคาดว่าแนวโน้มจะสดใสต่อเนื่อง และตลาดรับรู้ความเจ๋งของบริษัทมานานพอสมควรแล้ว

ในกรณีนี้ ถ้าคุณเข้ามาทีหลัง ก็มักจะเข้าซื้อเป็นไม้ปลายๆ และมีโอกาสสูงที่จะติดดอยหุ้นดีได้ (ไม่ได้ติดดอยหุ้นปั่น)

ประเด็นที่ผมจะสื่อก็คือ ถ้าคุณอยากจะถือลงทุนระยะยาวอย่าง บัฟเฟตต์ หรือ ดร.นิเวศน์ ได้จริงๆนั้น

ก่อนอื่น คุณจะต้องสามารถวิเคราะห์ธุรกิจ งบการเงิน และแนวโน้มของอุตสาหกรรม ต้องมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง และควรที่จะสามารถมองเห็นก่อนคนส่วนใหญ่ได้ว่า ‘บริษัทหรือธุรกิจนี้มันกำลังจะดีมากๆ’ และที่สำคัญคือ ‘ราคาหุ้นปัจจุบันต้องยังไม่แพงมากเกินไป เมื่อเทียบกับอนาคตที่น่าจะโตได้อีกมาก’

ซึ่งผมคิดว่าต้องใช้ทักษะในการวิเคราะห์ธุรกิจพอสมควร รวมถึงต้องมองแนวโน้มธุรกิจได้ขาดจริงๆ ในกรณีที่คุณต้องการถือยาวแบบเกิน 3 ปีขึ้นไป

เวลาเราพูดว่า ‘ถือลงทุนระยะยาว’ มันฟังดูง่าย เหมือนกับว่า ‘แค่ซื้อแล้วถือเก็บไปยาวๆ’

แต่ที่จริงแล้ว ก่อนที่นักลงทุนชั้นเซียนของแนวนี้จะซื้อหุ้นซักตัวหนึ่งเพื่อลงทุนระยะยาว พวกเค้าต้องทำการบ้าน และผ่านการวิเคราะห์มาอย่างดี ซื้อในราคาที่ปลอดภัย และหลังจากที่ซื้อไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อๆขายๆครับ คอยติดตามผลงานของบริษัท ว่าเป็นไปอย่างที่คิดหรือไม่

ถ้าเป็นไปตามที่คิด สุดท้ายราคาหุ้นก็จะปรับตัวตามไปได้เอง และก็ทำให้สามารถถือหุ้นไปได้เรื่อยๆตามคอนเซปต์ด้วยครับ

อย่าง CPALL, HMPRO เป็นเคสตัวอย่าง คนที่ซื้อตอนที่คนส่วนใหญ่ในตลาดยังเฉยๆกับบริษัท ก็จะทำกำไรได้มหาศาล (ไม่ได้เพิ่งมาซื้อตอนที่ทุกคนเห็นว่ามันดีมากๆแล้ว)

หรืออย่าง บัฟเฟตต์ ก็ชอบซื้อธุรกิจที่ดี ในช่วงที่มีปัญหา นอกจากนี้ ทั้ง บัฟเฟตต์ และ ดร.นิเวศน์ ก็มีความอดทนสูง สามารถถือเงินสดเพื่อรอจังหวะ กล้าเก็บหุ้นตอนที่ตลาดตกต่ำอย่างรุนแรง (ไม่ใช่ว่าไปไล่ซื้อหุ้นดีตอนที่ราคาสูงๆ)

และที่สำคัญมากๆคือ สามารถทนถือหุ้นผ่านช่วงที่ตลาดตกต่ำมาได้

ที่ผมหยิบเรื่องนี้มาพูด เพราะพอดีช่วงนี้ไปประชุมผู้ถือหุ้น ได้พูดคุยกับน้าๆลุงๆหลายท่าน มักจะคุยว่า เค้าเล่นแนวลงทุนถือยาว อ่านหนังสือแนว บัฟเฟตต์ แนว ดร.นิเวศน์

แต่คุยไปคุยมา กลับกลายเป็นว่า หลายคนติดหุ้นอยู่ (กลายเป็นจำใจถือยาว) ก็เลยถือกินปันผลรอมาเรื่อยๆ และราคาต้นทุนของพวกเค้า ก็มักจะอยู่แถวๆตอนที่หุ้นอยู่ในช่วงพีคของรอบนั้นๆด้วยครับ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะมีการเข้าใจผิด เรื่องการเลือกหุ้นแล้วถือยาวอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

แต่ผมก็เห็นสิ่งที่ดีนะครับ คือเดี๋ยวนี้คนเริ่มมีความรู้และเข้าใจเรื่องลงทุนหุ้นมากขึ้น คงเพราะสมัยนี้หาความรู้เรื่องการลงทุนได้ง่ายกว่าอดีตมาก ทั้งหนังสือภาษาไทยมากมาย และสื่ออินเตอร์เนต

ถึงจะต้องทนถือขาดทุนเพราะซื้อมาแพง และไม่อยาก cut loss เพราะ cut ไม่ทันหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผมคิดว่า ก็ยังดีกว่าไปติดดอยหุ้นปั่น ที่ปันผลก็ไม่มี อนาคตก็ไม่มี

เพราะถ้าถือหุ้นที่ดีจริงๆ แม้จะพลาดซื้อแพงไปแล้ว แต่ถ้าอดทนรอ สามารถถือหุ้นผ่านช่วงที่ตลาดตกต่ำมาได้ ระยะยาวก็น่าจะกำไรได้ครับ (ถ้าหุ้นดีจริง) ช่วงที่ติดหุ้นก็กินปันผลรอประมาณนั้น

ถ้าให้ยกตัวอย่าง ก็คือ ตอนที่ CPALL ขึ้นไปสูงๆประมาณ 40 บาท แล้วลงมาเยอะพอสมควร ช่วงนั้นมีก็คนเขียนการ์ตูนแซวด้วย ประมาณว่าซื้อหุ้นดีแต่แพงไปนะ แต่สุดท้ายแล้วเมื่อเวลาผ่านไป ราคาหุ้นก็ขึ้นมาเกินจุดนั้นได้จริงครับ เนื่องจากว่าเป็นธุรกิจที่ดีจริงๆ

(แต่จริงๆก็ต้องถือว่าลงทุนผิดพลาดละครับ เพราะซื้อแพงเกินไป ผิดจังหวะ และการที่ต้องรอนานๆ ก็ทำให้เกิดค่าเสียโอกาสพอสมควร)

ขอยกประโยคจากบทความของพี่โจ๊ก (นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์) มาให้อ่านกันครับ สรุปประเด็นทั้งหมดของหัวข้อนี้

“นักลงทุนที่ดีต้องทำตัวเหมือนคนที่ยึดอาชีพเป็น “แมวมอง” แมวมองเลือกที่จะทุ่มให้กับคนที่ยังไม่ดังแต่มีแววว่าจะดังเท่านั้น เมื่อคนนั้นกลายเป็นคนดังขึ้นมาชั่วข้ามคืน แมวมองก็จะได้รับผลตอบแทนอย่างมหาศาลจากความ “ตาถึง” ของเขา ในขณะที่ “คนดู” สนใจกันแต่ดาราที่ดังแล้ว ยิ่งดังเท่าไรยิ่งชอบ คนดูจึงต้องเป็นฝ่ายเสียเงินตลอด (ค่าบัตรคอนเสิร์ต ค่าตั๋วหนัง ฯลฯ)”

จากบทความ ‘หุ้นที่ห้ามซื้อ’ โดย นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ |
โพสต์เมื่อ โดย

วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2556

มาเป็นนักลงทุนระยะยาวกันเถอะ: Evidence from the Stock Exchange of Thailand

มาเป็นนักลงทุนระยะยาวกันเถอะ: Evidence from the Stock Exchange of Thailand

แนวทางการลงทุนในหุ้นนั้น มีหลายรูปแบบนะครับ ส่วนใหญ่รูปแบบที่คนไทยเรานิยมกัน
ก็คือการ “เล่นหุ้น” หรือการซื้อ-ขายหุ้น เพื่อทำกำไรในระยะเวลาสั้นๆ
คำว่าสั้นนี้ ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนครับ อาจจะสั้นในระดับหลายเดือน จนสั้นแค่ไม่กี่นาทีก็ยังได้
โดยเฉพาะตลาดหุ้นในช่วงนี้ (ส.ค. 52) เป็นตลาดที่เราจะมีนักลงทุนประเภทนี้เกิดขึ้นมากเป็นพิเศษ
เพราะตลาดอยู่ในช่วงสวิงตัวขึ้น แบบค่อนข้างหวือหวา หุ้นหลายตัวสามารถจะทำผลตอบแทน
รายวันได้ 5-6% ต่อๆ กันเป็นเรื่องธรรมดา

ผู้ที่จะลงทุนในแนวทางนี้ ก็ต้องมั่นใจว่าตัวเองมีทักษะที่ดี มีเครื่องมือที่ดีในการอ่านภาวะตลาด หรืออ่านแนวโน้มราคาของหุ้นนั้น ที่สำคัญคือ ต้องมีวินัยที่ดีมากๆ ราคาหุ้นในระยะสั้นนั้น แทบไม่ได้อิงกับผลการดำเนินงานของบริษัทเลย  อีกแนวทางหนึ่ง ก็คือแนวทางการลงทุนที่อาศัยปัจจัยพื้นฐาน
เป็นการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีศักยภาพ และเรารู้ว่าเราสามารถซื้อหุ้นนั้นได้ ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น

การถือลงทุนของเราในหุ้นเหล่านี้ ก็มักจะเป็นการถือลงทุนในระยะยาว เพื่อรอให้กิจการที่เราเลือกมาอย่างดี ได้แสดงศักยภาพของมันในเวทีการแข่งขัน แล้ววันหนึ่งที่ผลประกอบการของบริษัทเติบโตขึ้น
ความสามารถนั้น ก็จะสะท้อนออกมาในราคาหุ้นที่สูงขึ้น

นักลงทุนระดับโลกที่มีแนวทางการลงทุนแบบนี้ก็เช่น Warren Buffet
ซึ่งสามารถทำผลตอบแทนทบต้นเฉลี่ยต่อปี ได้ที่ราวๆ 20% ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 40 ปี
หรือในประเทศไทยเอง เราก็มี ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรณ์

นอกจากนั้น นักลงทุนรุ่นใหม่ๆ หลายคนก็ยังหันมาให้ความสนใจลงทุนแนว VI นี้มากขึ้น
นักลงทุนที่จะลงทุนในแนวนี้ ก็จะต้องเป็นคนที่ทุ่มเทให้กับการศึกษาค้นคว้า อย่างน้อย ก็ต้องเป็นคนที่เข้าใจในหุ้นที่ตัวเองลงทุนดีมากๆ คนหนึ่ง และวินัยก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน อีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างจะเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้มากๆ เป็นแนวทางการลงทุนที่ค่อนข้างจะเป็นในรูปแบบเชิงรับ หรือ Passive Investing คือตัวผู้ลงทุนอาจจะไม่ต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญมาก ในการคัดเลือกหุ้น
แต่อาศัยการลงทุนในกองทุนรวม ประเภทที่มีการบริหารให้ได้ผลตอบแทนในทิศทางเดียวกับดัชนี
อาจจะเป็นกองทุนดัชนี (Index Fund) หรือเป็นกองทุนหุ้นที่มักมี NAV เคลื่อนไหวตามดัชนีก็ได้
นักลงทุนกลุ่มนี้ อาจจะเป็นคนทำงานที่ลงทุนเป็นประจำผ่านกองทุนประเภท LTF และ RMF
ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ผมค่อนข้างห่วงเป็นพิเศษ เพราะเงินก้อนนี้ มักเป็นเงินก้อนสำคัญ
และนักลงทุนกลุ่มนี้ มักไม่มีความรู้ด้านการลงทุนมากนัก เมื่อมาลงทุน ต้องอยู่ภายใต้ภาวะตลาด
ที่ผันผวน อาจจะทำให้ตัดสินใจหลายๆ อย่างผิดพลาด เช่น
.
  • อดทนไม่ได้ที่เห็นตลาดลงมาก จนขายกองทุนทิ้งจนหมด
    แม้ว่าจะยังไม่ได้รีบใช้เงินก็ตาม

    .
  • ซื้อแพงขายถูก เพราะอารมณ์บงการ เช่นการ
    ซื้อกองทุนเพิ่มอย่างมาก ในขณะที่ตลาดเป็นบวก (ซึ่งมีแนวโน้มสูง ที่ตลาดจะลง) หรือ
    ขายกองทุนทิ้งอย่างมาก ในขณะที่ตลาดเป็นลบ (ซึ่งมีแนวโน้มสูง ที่ตลาดจะขึ้น)

    .
  • เน้นเลือกกองทุนรวมที่มีผลตอบแทนระยะสั้นๆ สูงๆ เป็นหลัก
    โดยไม่ได้สนใจปัจจัยอื่นๆ โดยเฉพาะความสม่ำเสมอของผลตอบแทนระยะยาวๆ

    .
  • เมื่อครบกำหนดเงื่อนไข LTF ก็จะขายกองทุนทิ้งทันที ทั้งที่ยังไม่ได้รีบใช้เงิน
    จนทำให้อาจสูญเสียโอกาสในการลงทุนเพิ่มเติม

    .
ประเด็นที่ผมอยากจะเน้นในบทความนี้ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ลงทุนแนว Passive อยู่ คือ
  1. อยากให้กำหนดเป้าหมายในการลงทุนระยะยาวให้ชัดเจน
    เรื่องของ Time Horizon ในการลงทุนเป็นสิ่งสำคัญมาก
    ระยะเวลาการลงทุนที่ยาว มักจะทำให้เราได้ผลตอบแทนที่ดี และสามารถจำกัดการสูญเสียได้มาก

    .
  2. อยากจะให้นักลงทุนเชื่อว่า ผลตอบแทนในระดับที่เหมาะสมกับการลงทุนระยะยาว
    เช่นประมาณ 7-8% ต่อปีนั้น สามารถที่จะทำได้ หากเรามีวินัยเพียงพอ

    .
  3. กองทุนรวมหุ้น ธรรมดาๆ นี่แหละครับ ก็สามารถทำให้เรามีผลตอบแทนที่ดีได้
    แม้จะไม่เท่ากับการลงทุนแบบ Active แต่ก็น่าจะเพียงพอกับการใช้จ่ายในอนาคต

    .
ข้อมูลด้านล่างนี้ เป็นข้อมูลประกอบนะครับ ว่าทำไมผมถึงชวนให้มาลงทุนระยะยาวกัน
โดยเฉพาะถ้าเราไม่ค่อยมีความรู้มาก แต่อยากมีความมั่นคงทางการเงินในอนาคต
.
ผลตอบแทนย้อนหลังของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
สมมติฐานอย่างคร่าวๆ
.

..- ผลตอบแทนนี้คำนวณจากข้อมูลเผยแพร่ในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
..- ผลตอบแทนที่แสดงเป็นผลตอบแทนที่รวมทั้ง Capital Gain Yield และ Dividend Yield เข้าด้วยกันแล้ว
..- ค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนรายปีทั้งหมดที่แสดงในกราฟและตาราง
....เป็นค่าเฉลี่ยแบบ Geometric Mean หรือเทียบเท่ากับผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นต่อปี
..- ผลตอบแทนที่แสดงเป็นผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นการลงทุนแบบลงทุนครั้งเดียว
....แล้วให้เงินเติบโตจนถึงระยะเวลาที่กำหนด
..- การลงทุนและการคำนวณต่างๆ สิ้นสุดลง ณ สิ้นปี 2008
.
กรณีที่ 1 : ระยะเวลาการลงทุน 1 ปี
.

1 Year - Holding Period
.
ที่มาhttp://a-academy.net/2009/08/26/set-long-term/
จากกราฟ ถ้าเราลงทุนใน SET เป็นเวลา 1 ปี โดยการเริ่มลงทุน ณ ต้นปีที่ 1 และขาย ณ ปลายปีที่ 1
ตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการมา จนถึง ปี 2008
เราจะสามารถจำลองการลงทุนได้ 34 ครั้ง
ใน 34 ครั้งนี้ เราจะได้ผลตอบแทนเป็นบวก 20 ครั้ง เป็นลบ 14 ครั้ง (บวก 59% ลบ 41%)
.
กรณีที่ 2 : ระยะเวลาการลงทุน 5 ปี
.

5 Years - Holding Period
.
จากกราฟ ถ้าเราลงทุนใน SET เป็นเวลา 5 ปี โดยการเริ่มลงทุน ณ ต้นปีที่ 1 และขาย ณ ปลายปีที่ 5
(ตัวอย่างเช่น จากกราฟ ตัวเลขปี 2005 หมายถึง เราเริ่มลงทุน ณ ต้นปี 2001 และขาย ณ ปลายปี 2005)
ตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการมา จนถึง ปี 2008
เราจะสามารถจำลองการลงทุนได้ 29 ครั้ง
ใน 29 ครั้งนี้ เราจะได้ผลตอบแทนเป็นบวก 22 ครั้ง เป็นลบ 7 ครั้ง (บวก 76% ลบ 24%)
.
กรณีที่ 3 : ระยะเวลาการลงทุน 10 ปี
.

10 Years - Holding Period
.
จากกราฟ ถ้าเราลงทุนใน SET เป็นเวลา 10 ปี โดยการเริ่มลงทุน ณ ต้นปีที่ 1 และขาย ณ ปลายปีที่ 10
(ตัวอย่างเช่น จากกราฟ ตัวเลขปี 2000 หมายถึง เราเริ่มลงทุน ณ ต้นปี 1991 และขาย ณ ปลายปี 2000)
ตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการมา จนถึง ปี 2008
เราจะสามารถจำลองการลงทุนได้ 24 ครั้ง
ใน 24 ครั้งนี้ เราจะได้ผลตอบแทนเป็นบวก 17 ครั้ง เป็นลบ 7 ครั้ง (บวก 71% ลบ 29%)
.
กรณีที่ 4 : ระยะเวลาการลงทุน 15 ปี
.

15 Years - Holding Period Return
.
จากกราฟ ถ้าเราลงทุนใน SET เป็นเวลา 15 ปี โดยการเริ่มลงทุน ณ ต้นปีที่ 1 และขาย ณ ปลายปีที่ 15
(ตัวอย่างเช่น จากกราฟ ตัวเลขปี 2005 หมายถึง เราเริ่มลงทุน ณ ต้นปี 1991 และขาย ณ ปลายปี 2005)
ตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการมา จนถึง ปี 2008
เราจะสามารถจำลองการลงทุนได้ 19 ครั้ง
ใน 19 ครั้งนี้ เราจะได้ผลตอบแทนเป็นบวก 18 ครั้ง เป็นลบ 1 ครั้ง (บวก 95% ลบ 5%)
.
กรณีที่ 5 : ระยะเวลาการลงทุน 20 ปี
.

20 Years - Holding Period Return
.
จากกราฟ ถ้าเราลงทุนใน SET เป็นเวลา 20 ปี โดยการเริ่มลงทุน ณ ต้นปีที่ 1 และขาย ณ ปลายปีที่ 20
(ตัวอย่างเช่น จากกราฟ ตัวเลขปี 2005 หมายถึง เราเริ่มลงทุน ณ ต้นปี 1986 และขาย ณ ปลายปี 2005)
ตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการมา จนถึง ปี 2008
เราจะสามารถจำลองการลงทุนได้ 14 ครั้ง
ใน 14 ครั้งนี้ เราจะได้ผลตอบแทนเป็นบวก 14 ครั้ง เป็นลบ 0 ครั้ง (บวก 100% ลบ 0%)
.
สรุปผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาว
.

Returns Summary
จะเห็นว่าจากการทดลองจำลองการลงทุน ระยะยาว ทั้ง 5 รูปแบบดังกล่าว
ระยะเวลาการลงทุนใน SET ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุด คือระยะเวลา 1 ปี มีผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 18.65%
แต่สิ่งที่ยอมรับไม่ได้คือค่าความเสี่ยง หรือส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (STDEV) สูงถึง 45.07%
ค่า STDEV นั้น เป็นค่าที่บอกว่า ค่าเฉลี่ยค่านี้มีความผันผวนสูงมากๆ
(ในทางสถิติ ถือว่ามีโอกาสประมาณเกือบ 70% ที่ผลตอบแทนที่ได้จะ +/- เท่ากับค่า STDEV)
นั่นคือ ถ้าเราลงทุนระยะ 1 ปี โอกาสถึง 70% ที่เราจะได้ผลตอบแทนตั้งแต่ -26% ถึง + 63%
เวลามันสวิงขึ้นเราไม่กลัวหรอกครับ เพราะถือว่าเป็นโชคดี แต่เราไม่อยากให้มันสวิงลงจนติดลบ
นอกจากนั้นเมื่อดูสถิติจากการลงทุนแบบถือหุ้น 1 ปี โอกาสที่เราถือไว้แล้วจะขาดทุน มีถึง 41%
ในขณะที่การลงทุนในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น โดยเฉพาะระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปนั้น
แม้ค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนจะต่ำลง แต่ค่าความผันผวนหรือ STDEV ก็จะต่ำลงด้วย
นอกจากนั้นโอกาสที่เราจะลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนเป็นลบ ก็จะมีต่ำลง
ตัวอย่างเช่น ถ้าเราถือลงทุนระยะ 15 ปี โอกาสที่ผ่านไป 15 ปีแล้ว ผลตอบแทนเราจะติดลบมีแค่ 5%
.
การนำข้อมูลนี้ไปประยุกต์ใช้
ผมเชื่อว่าสำหรับคนในวัยทำงานตอนต้นถึงตอนกลาง เรายังคงมีเวลาเหลือให้ลงทุน
เพื่อเตรียมตัวสำหรับเหตุการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะการเกษียณอายุอยู่เกิน 15 ปีขึ้นไป
ดังนั้นในการประยุกต์ใช้ผมขออ้างอิงจากสถิติผลตอบแทนระยะยาวในการถือหุ้นลงทุน 15 ปี
คือมีผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี ปีละประมาณ 11%
ซึ่งในความเป็นจริงนั้น เราไม่ได้ลงทุนต้นปี และขายปลายปีเหมือนกับการคำนวณของผม
ดังนั้นผลตอบแทนที่ได้ อาจจะต่ำกว่าค่าที่ได้จากการคำนวณข้างต้น
โดยผมจะสมมติว่าเราจะลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุน (DCA) ไปเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาการลงทุนของเรา
จากการทดลองเรื่อง DCA ที่ผมเคยโพสไปก่อนหน้า จะพบว่าเมื่อลงทุนด้วยวิธี DCA แล้ว
ผลตอบแทนระยะยาวที่ได้ จะอยู่ที่ประมาณ 70% ของผลตอบแทนเฉลี่ยรายปี (กรณีซื้อแล้วถือยาว)
ดังนั้น ในความคาดหวังของผม ผมคิดว่า การลงทุนระยะยาว 15 ปีขึ้นไป ใน SET (ผ่านกองทุนหุ้น)
น่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ = 0.7 x 11% = 7.7% ต่อปี
ด้วยตัวเลขผลตอบแทนเท่านี้ ลองมาดูกันนะครับ ว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง
ตัวอย่างที่ 1
นาย เงินเดือนน้อยคอยได้ ปัจจุบันอายุ 25 ปี เพิ่งจะทำงาน วางแผนจะเกษียณตอนอายุ 60
ตั้งใจลงทุนเดือนละ 3000 บาท ไปเรื่อยๆ จนถึงวันเกษียณ ถ้าเค้าได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 7.7%
เค้าจะมีเงินใช้เพื่อการเกษียณ ประมาณ 5.8 ล้าน (จากเงินลงทุนที่ใส่ไป 1.2 ล้าน)
ตัวอย่างที่ 2
นาย เงินไม่เยอะแต่อดเอา ปัจจุบันอายุ 30 ปี ทำงานมาได้ซักพัก วางแผนจะเกษียณตอนอายุ 60
ตั้งใจลงทุนเดือนละ 5000 บาท ไปเรื่อยๆ จนถึงวันเกษียณ ถ้าเค้าได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 7.7%
เค้าจะมีเงินใช้เพื่อการเกษียณ ประมาณ 6.4 ล้าน (จากเงินลงทุนที่ใส่ไป 1.8 ล้าน)
ตัวอย่างที่ 3
นาย เงินเยอะแล้วแต่ก็ยังอยากออม ปัจจุบันอายุ 35 ปี การงานกำลังมั่นคง วางแผนจะเกษียณตอนอายุ 60
ตั้งใจลงทุนเดือนละ 10000 บาท ไปเรื่อยๆ จนถึงวันเกษียณ ถ้าเค้าได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 7.7%
เค้าจะมีเงินใช้เพื่อการเกษียณ ประมาณ 8.4 ล้าน (จากเงินลงทุนที่ใส่ไป 3 ล้าน)
จากตัวอย่างทั้ง 3 ข้อ ผมพยายามยกตัวอย่าง บุคคลในวัยต่างๆ
เพื่ออยากให้ท่านผู้อ่านลองจินตนาการไปตามๆ กันดูนะครับ ว่าถ้าเราอยู่ในวัยเช่นนั้น
เราควรที่จะคิดเตรียมการอะไรไว้ เพื่ออนาคตหรือไม่ เพราะในการวางแผนการเงินนั้น
เราให้คนอื่นช่วยคิดให้เราได้ครับ แต่เราต้องเป็นผู้ลงมือปฏิบัติเอง
.
บทเรียนที่อยากฝากให้ทุกท่าน
.

  • ถ้าท่านเป็นคนวัยทำงาน และลงทุนใน LTF อยู่แล้ว
    ผมอยากแนะนำให้ท่านลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้จะครบกำหนด 5 ปีแล้วก็ตาม
    ท่านอาจย้ายเงินมาอยู่ในกองทุนหุ้นอื่น ที่คิดว่าจะให้ผลตอบแทนได้ดี
    และในทุกๆ ปี ขอให้ท่านซื้อ LTF เพิ่มเถอะครับ เพราะสิ่งที่ท่านจะได้เพิ่มขึ้น จากการคำนวณของผม
    คือผลตอบแทนในขั้นต้น จากการลดหย่อนภาษี
    .
  • ถ้าท่านเป็นคนวัยทำงาน แล้วยังไม่กล้าซื้อ RMF ที่เป็นกองทุนหุ้น
    ผมขอแนะนำให้ ท่านแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปซื้อเถอะครับ
    เพราะ RMF เป็นเครื่องมือหนึ่ง ที่จะช่วยบังคับให้ท่านมีวินัย และสามารถลงทุนได้ต่อเนื่อง
    อย่างน้อย ก็จนถึงวันที่ท่านอายุ 55 ปี นอกจากนั้น ท่านก็ยังได้รับลดหย่อนภาษี
    และกรณี ฉุกเฉิน เช่น ท่านเห็นว่า ไม่ไหวแล้ว ไม่เอาหุ้นแล้ว ท่านก็ยังสามารถย้ายไปกองตราสารหนี้ได้
    วิธีนี้ ยังไงซะ ท่านก็จะพอแน่ใจได้ว่า ณ วันที่ท่าน 55 ท่านยังจะมีเงินก้อนนึงไว้ใช้อยู่
    .
  • ถ้าท่านไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีใดๆ แต่สนใจลงทุนในหุ้นระยะยาว
    ผมแนะนำให้ท่านซื้อกองทุนหุ้น จากบลจ. ที่มีบริการซื้อเฉลี่ย DCA ให้ท่าน โดยอัตโนมัติ
    เพราะวิธีนี้ จะช่วยให้ท่านมีวินัย และทำให้ท่านลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดตอน
    และลงทุนได้ในทุกๆ ภาวะตลาด
    .
  • ถ้าท่านต้องการบริหารเงินลงทุนนี้ด้วยตัวเอง ขอให้ท่านลงทุนให้ต่อเนื่อง
    ไม่ว่าภาวะตลาดจะเป็นเช่นไร อย่าให้อารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผล
    แม้ว่าวันนี้มูลค่าพอร์ตท่านอาจจะลดลง แต่ว่าท่านยังจะต้องลงทุนต่ออีกร่วมสิบๆ ปี
    ก็ไม่มีเหตุผลที่ท่านจะต้องกลัวอะไร ควรจะต้องลงทุนเพิ่มเรื่อยๆ ด้วยซ้ำ เพราะเงินเท่าเดิม ท่านจะซื้อหุ้นได้มากขึ้นอีก
    (ข้อนี้ เฉพาะท่านที่ถือกองทุนเท่านั้น ถ้าถือหุ้นรายตัว ท่านต้องคิดให้ดีๆ ก่อนทำแบบนี้นะครับ)
    .
  • ไม่มีใครบอกได้ครับ ว่าอนาคตนั้น ตลาดหุ้น จะเป็นเช่นไร
    การคำนวณ การวางแผน เราทำภายใต้ข้อมูลที่เราพอจะหาได้ ดังนั้น
    โอกาสผิดพลาดไม่ใช่ไม่มีนะครับ การตัดสินใจต่างๆ ท่านต้องเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายด้วยตัวท่านเอง
    .
===============================================================
เอาล่ะครับ วันนี้ผมก็ได้เสนอสถิติที่น่าสนใจ ที่หลายๆ ท่าน อาจจะเอาไปใช้ประกอบการตัดสินใจ
ทั้งตัดสินใจลงทุน ตัดสินใจวางแผนการเงิน เพื่ออนาคตของตัวท่านเองได้
แต่การลงทุนในระยะยาวนั้น ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่นี้นะครับ ตัวอย่างเช่น ท่านยังมีตัวเลือกนอกจากหุ้น
ที่อาจจะช่วยทำให้พอร์ตของท่านในระยะยาวดีขึ้นกว่าการลงทุนในหุ้นอย่างเดียว

นอกจากนั้น ก่อนท่านจะเริ่มลงทุน ก็ยังมีเรื่องมากมายที่ท่านต้องเตรียมพร้อมก่อน
เช่น การวางแผนเรื่องเงินทุนหมุนเวียน เงินสำรอง เงินเตรียมไว้เพื่อค่าใช้จ่ายฉุกเฉินต่างๆ
หรือแม้กระทั่ง การตัดสินใจซื้อประกันประเภทต่างๆ ซึ่งในอนาคต ผมจะได้มีโอกาสเขียนถึงหัวข้อเหล่านี้แน่ๆ ครับ
ทุกท่านสามารถติดตามได้ที่บล๊อคแห่งนี้ล่ะครับ ^_^
.

วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2556

สร้างนิสัยการลงทุน

สร้างนิสัยการลงทุน

ที่มา http://www.learners.in.th/blogs/posts/172993
การรู้นิสัยตนเองก่อนการลงทุน
นิสัย ที่ควรพึงนึกถึงตลอดเวลา ก็คือ วินัยในการลงทุน หมายความว่า ซื้อหุ้นโดยมีแผนการไว้ในใจสำหรับเป้าหมายการลงทุน และคอยติดตามการลงทุนของเราว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร นิสัยที่ดีในการลงทุนก็เหมือนๆกับการจัดการชีวิต คือ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ จากการทำงานหนัก ศึกษาโดยละเอียด ดูให้รอบคอบ

การ ยอมอดทนถือหุ้นเพื่อหวังกำไรก้อนโตในระยะยาว โดยปล่อยให้กำไรจากการลงทุนเพิ่มขึ้น (Let Profit Run) ก็ถือว่าเป็นนิสัยที่ต้องฝึกเหมือนกัน ไม่อย่างนั้น อาจจะดีใจได้ชั่วครู่แล้วก็มาเสียดายในภายหลังที่ไม่เก็บหุ้นนั้นไว้ในพอร์ต ต่อไป

การ ลงทุนในตลาดหุ้น ต้องถือว่าการเลือกหุ้นที่ดี (Stock Selection) เป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งในการเพิ่มกำไรจากการลงทุน และทั้งๆที่มีทฤษฎีและบทพิสูจน์ทางสถิติมากมายที่แสดงให้เห็นว่า การลงทุนอย่างมีหลักเกณฑ์และมีหลักการมักจะนำมาซึ่งผลตอบแทนที่สูงกว่า อย่างไรก็ตาม ก็มักจะมีสิ่งที่มาล่อตาล่อใจให้นักลงทุนอย่างเราๆท่านๆ ต้องเฉไฉ ขาดวินัยในการลงทุนอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตามกระแส หรือการแกว่งตัวของภาวะตลาด และราคาหุ้นในระยะสั้น ที่ทำให้เสียนิสัยในการลงทุนอยู่หลายครั้ง ดังนั้น จึงน่าสนใจที่จะมาคุยกันว่า ทำอย่างไรจึงจะสร้างนิสัย (ที่ดี) ในการลงทุนได้

ก่อนอื่น ก่อน ที่จะไปลงทุนในหุ้นบริษัทไหน ก็ควรจะมีนิสัยในการเลือกหุ้นเสียก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของการวิเคราะห์หลักทรัพย์ตามปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) ที่เกี่ยวเนื่องกับการวิเคราะห์งบการเงิน วิเคราะห์ตัวเลขต่างๆ เพื่อดูว่าบริษัทมีผลดำเนินงานที่ดี ยอดขายเติบโต กำไรดี แต่ก็มักจะมีคำถามอีกว่า ที่ว่าดีน่ะ คือเท่าไหร่กันแน่ ตรงนี้ ก็มีบรรดาผู้รู้ (GURU) บอกไว้เหมือนกันว่า ถ้าบริษัทที่เติบโตดี น่าจะหมายถึงบริษัทที่มีกำไรต่อหุ้น อยู่ระหว่าง 10-25% ต่อปี ในช่วงระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปีที่ผ่านมา คือมองหาทั้งหุ้นที่มีประวัติดี และไม่หวือหวาจนเกินไป 

ใน เรื่องนี้ มีข้อสังเกตุไว้หน่อยนะครับ ข้อแรก แทนที่เราจะดูกันที่กำไรสุทธิ เราพิจารณากันที่กำไรต่อหุ้น เพราะบริษัทอาจมีการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น เช่น การเพิ่มทุน ฯลฯ ก็ต้องให้มั่นใจว่า ผู้ถือหุ้นไม่ได้โดนปันส่วนให้ได้รับน้อยลง หรือที่เรียกว่า Dilution Effect ในกรณีที่มีการเพิ่มทุนแล้วทำให้ได้ประโยชน์น้อยลง แต่ถ้าเป็นเรื่องการแตกหุ้นหรือแตกพาร์ ก็เป็นเรื่องที่ต่างกันไป เพราะถึงแม้ว่า กำไรต่อหุ้นจะลดน้อยลง แต่ผู้ถือหุ้นได้รับหุ้นมากขึ้นโดยอัตโนมัติ คิดเบ็ดเสร็จแล้ว ก็ได้รับผลประโยชน์เท่าเดิม ส่วนข้อที่สอง การที่ต้องดูเป็นระยะ 5 ปีนั้น ก็เพื่อให้มั่นใจว่า เรากำลังเลือกบริษัทที่มีแผนการขยายธุรกิจอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนในระยะยาวและสม่ำเสมอทั้งในระดับรายได้ และกำไร

นอก จากนี้ การเลือกหุ้นดี ควรจะหมายถึงการเลือกลงทุนในหุ้นที่มีราคาไม่สูงจนเกินไป เรื่องนี้ ไม่ได้แปลว่า ห้ามซื้อหุ้นราคาเป็นร้อยๆบาทต่อหุ้น แล้วให้ซื้อเฉพาะหุ้นราคาไม่เกินสิบบาทนะครับ แต่แปลว่า ราคาหุ้นเมื่อเทียบกับกำไรแล้วไม่สูงจนเกินไป เช่น ถ้าเราดูที่ค่าพีอีเรโช (P/E : Price-to-earnings Ratio) โดยเฉลี่ยก็ควรจะอยู่ระหว่าง 8-20 เท่า ขึ้นอยู่กับลักษณะอุตสาหกรรม และการเปรียบเทียบกับหุ้นบริษัทอื่นในตลาด ส่วนในเรื่องหุ้นแพงหรือถูกนั้น บางครั้งการกำหนดจังหวะเวลาที่เข้าไปซื้อหุ้นช่วงที่ไม่ค่อยเป็นที่นิยม ก็เป็นนิสัยการลงทุนที่มีส่วนสำคัญเหมือนกัน ในหลายๆโอกาส อาจจะมีช่วงเวลาที่หุ้นบางบริษัทหรือบางกลุ่มธุรกิจออกอาการ “หุ้นตกอับ” คือไม่ค่อยมีคนสนใจ หรือภาวะตลาดอึมครึม หรือวงการนักวิเคราะห์ไม่ได้มองเห็นมูลค่าที่แท้จริง เช่น อาจลืมดูมูลค่าจริงของสินทรัพย์และที่ดินที่บริษัทถืออยู่ หรือในกรณีของบริษัทที่มีบริษัทลูกหรือการลงทุนในโครงการต่างๆ แล้วเกิดมีความเสี่ยง ก็อาจจะคิดมูลค่าโดยเผื่อขาดทุนไว้มากจนเกินไป ก็อาจจะเป็นโอกาสที่เข้าไปซื้อของถูกก่อนใครก็ได้ 

เมื่อเลือกหุ้นได้แล้ว นิสัยที่ควรพึงนึกถึงตลอดเวลา ก็คือ วินัยในการลงทุน หมายความว่า ซื้อหุ้นโดยมีแผนการไว้ในใจสำหรับเป้าหมายการลงทุน และคอยติดตามการลงทุนของเราว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร นิสัยที่ดีในการลงทุนก็เหมือนๆกับการจัดการชีวิต คือ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ จากการทำงานหนัก ศึกษาโดยละเอียด ดูให้รอบคอบ และสิ่งที่จะทำให้การลงทุนได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าคนอื่น ก็คือ การมีความรู้มากกว่าคนอื่นเพื่อให้สามารถตัดสินใจได้ดีกว่า ซึ่งในหลายๆกรณีหมายถึง ความสามารถในการตัดสินใจที่ไม่เหมือนคนอื่น เช่น ในกรณีที่เกิดข่าวร้ายในตลาดและทุกคนแห่กันขายหุ้น (Panic Selling) ถ้าคุณตัดสินใจได้ดีกว่า โดยเชื่อจากข้อมูลและการศึกษาว่าเป็นกรณีที่เกิดขึ้นเป็นชั่วคราว และอาการตื่นเต้นมากกว่า เหมือนเป็น Knee Jerk Effect คุณก็อาจจะไม่ขาย แต่ถือไว้แทน หรือขายออกไปก่อนแล้วเข้าไปช้อนซื้อในราคาที่ต่ำกว่าในขณะที่คนอื่นยังไม่ กล้ากลับเข้ามาใหม่

นิสัยที่สำคัญในการลงทุนอีกประเภทหนึ่ง คือเรื่องของระยะเวลาและกรอบการลงทุน ถ้ากรอบการลงทุนของคุณเน้นที่ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว คุณอาจจะให้ความสำคัญกับผลตอบแทนด้านเงินปันผลไม่มากนัก เพราะมีหลายบริษัทที่ช่วงแรกเป็นช่วงของการเติบโต จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมากในการขยายธุรกิจ ซึ่งจะทำให้จ่ายเงินปันผลได้ไม่มากนัก (คงไม่ถึงขั้นว่าไม่จ่ายเลย ถ้าบริษัทดำเนินธุรกิจได้ค่อนข้างมั่นคง) และคิดไว้อยู่เสมอว่า อย่านิสัยเสียโดยมีหุ้นในพอร์ตไว้เยอะเกินไป ขอเพียงเลือกลงทุนไม่กี่บริษัทที่เชื่อมั่นว่าให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า แล้วเน้นเงินลงทุนไปที่หุ้นเหล่านั้น เพราะการที่ถือหุ้นจำนวนมากบริษัทเกินไป กลับจะเป็นผลเสีย เพราะไม่สามารถติดตามข้อมูลบริษัทได้อย่างทั่วถึง จำนวนที่เหมาะสมน่าจะอยู่ที่ประมาณ 10-12 บริษัทเท่านั้น เพราะถ้าเกินเลยไปถึงมากกว่า 20 บริษัท ก็อาจจะเข้าข่ายจัดการดูแลได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ นิสัยเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการถือหุ้น (Hold Strategy) โดยไม่รีบขาย โดยควรถือหุ้นที่เลือกลงทุนไว้จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นฐานของ บริษัท เช่น มีการเปลี่ยนประเภทธุรกิจหลัก หรือ บริษัทเติบโตจนเข้าใกล้จุดอิ่มตัวหรือไม่สามารถจะเติบโตไปพร้อมๆกับเศรษฐกิจ ที่ขยายตัวอีกต่อไป เป็นต้น แต่อย่ารีบขายหุ้นเพราะหวังเพียงกำไรเล็กๆน้อยๆในช่วงสั้น เพราะการยอมอดทนถือหุ้นเพื่อหวังกำไรก้อนโตในระยะยาว โดยปล่อยให้กำไรจากการลงทุนเพิ่มขึ้น (Let Profit Run) ก็ถือว่าเป็นนิสัยที่ต้องฝึกเหมือนกัน ไม่อย่างนั้น อาจจะดีใจได้ชั่วครู่แล้วก็มาเสียดายในภายหลังที่ไม่เก็บหุ้นนั้นไว้ในพอร์ต ต่อไป

นิสัย การลงทุนประการสุดท้าย คือ เราควรนึกอยู่เสมอว่า ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ และจริงๆแล้วต้องถือว่าเป็นเรื่องของต้นทุนแบบหนึ่งในการลงทุนเหมือนกัน เพราะการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงและทุกคนไม่เก่งไปเสียทุกครั้งที่เลือกลงทุน แต่การตัดสินใจขายตัดขาดทุนต่างหากเป็นนิสัยที่ต้องฝึกไว้ เพราะการที่รับรู้ความผิดพลาดได้อย่างรวดเร็วและรีบตัดขายออกไปก่อนในช่วง ที่ยังขาดทุนไม่มาก จะช่วยยุติความผิดพลาดที่ยืดเยื้อ เพราะหากถือหุ้นนั้นต่อไป ก็อาจจะเกิดการขาดทุนมากจนทำใจตัดขายขาดทุนออกไปไม่ไหว