ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เลือก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เลือก แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สูตรคำนวณเลือกหุ้น 2

สูตรคำนวณเลือกหุ้น 2

 
ที่มา http://www.oknation.net/blog/STRATEGICSTOCK/2008/08/30/entry-1
หลังจากที่เราได้รู้ถึงความสามารถในการทำกำไรของบริษัทไปแล้ว เรื่องต่อไปที่สำคัญไม่แพ้กัน
ก็ คือ การวัดสภาพคล่องของบริษัท สภาพคล่องก็คือ การที่บริษัทมีเงินคล่องมือ เงินเข้า เงินออก ได้อย่างไม่สะดุด จะต้องไม่กู้เงินมาจ่ายแก้ขัด เพราะถ้ากู้บ่อยๆ ย่อมไม่เป็นผลดีกับบริษัท และในเรื่องความสามารถในการกู้เงิน ก็จะมีในบทความต่อไป
การวัดสภาพคล่องของบริษัทมีการวัดอยู่ด้วยสามสูตร เรียกว่า Current ratio, Working capital และ Quick Ratio โดยทั้งสามจะใช้วัดว่าบริษัทมีเงินมากพอสำหรับการใช้จ่ายในธุรกิจที่จะเจอในรอบ 1 ปีได้หรือไม่
Current Ratio มาจาก สินทรัพย์หมุนเวียน หารด้วย หนี้สินหมุนเวียน ค่าที่ได้ ถ้ามากกว่า 1 ย่อม แสดงว่า มีสินทรัพย์หมุนเวียนที่จะสามารถทำให้กลายเป็นเงิน หรือขายออกไปแล้วได้เงินเข้ามา ไปจ่ายหนี้สินหมุนเวียนได้ และยังมีเงินเหลือ แต่ถ้าน้อยกว่า 1 ก็แสดงว่า สินทรัพย์หมุนเวียนน้อยกว่าหนี้สินหมุนเวียน ไม่ได้แสดงว่าไม่ดีซะทั้งหมด เราต้องเข้าใจรูปแบบของธุรกิจนั้นๆด้วย แต่ธุรกิจส่วนใหญ่แล้ว การมีสภาพคล่องดี ย่อมเป็นสิ่งที่ดี

อย่างที่สองก็คือ
Working Capital หมาย ถึง เงินทุนหมุนเวียน มาจากสินทรัพย์หมุนเวียน ลบด้วย หนี้สินหมุนเวียน ถ้าหากเหลือมาก ก็แสดงว่ามีเงินเหลือเยอะ ไม่ต้องกังวล แต่การเหลือมากเกินไปก็ไม่ได้หมายความว่าจะดี เพราะไม่สามารถใช้สินทรัพย์ที่มี สร้างรายได้และกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และสุดท้ายก็คือ
Quick Ratio มา จาก เงินสด+ลูกหนี้การค้า+สินค้าคงคลัง แล้วหารด้วย หนี้สินหมุนเวียน สำหรับวิธีนี้ จะทำให้ได้เห็นสภาพคล่องที่เข้มงวดขึ้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว สามอย่างที่นำมาบวกกัน คือของจริงที่ใช้ทำเงิน ทำรายได้ หรือ นำไปใช้หนี้ รวมถึงในการดำเนินธุรกิจจริงๆ ผลที่ได้ออกมาจะเหมือน Current ratio ยิ่งมากยิ่งดี

มีการนำสูตรเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในการคำนวนเลือกหุ้น เช่น การนำ Working Capital มา หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด เพื่อให้ทราบถึงเงินทุนหมุนเวียนต่อหุ้น เป็นเท่าไหร่ ถ้าราคาหุ้นถูกกว่าที่คำนวนได้ แสดงให้เห็นว่า ราคาหุ้นที่ซื้อขายกันนั้นถูกกว่าความเป็นจริง ถ้าหากคุณซื้อหุ้นได้มากจนเข้าไปบริหาร คุณก็เหมือนกันซื้อของ 1 บาทด้วยเงินเพียง 50 สตางค์เลย
แต่ ว่าสูตรเดียวนั้นยังไม่เพียงพอกับการคัดเลือก จำต้องใช้หลายๆอย่างเข้าด้วยกัน และต้องเข้าใจธุรกิจนั้นให้ดีซะก่อน มิฉะนั้นแล้ว คุณอาจจะมองภาพได้ผิด และซื้อหุ้น หรือลงทุนไปแล้วผิดพลาดได้

สูตรคำนวณเลือกหุ้น 1

สูตรคำนวณเลือกหุ้น 1

 
ที่มาhttp://www.oknation.net/blog/STRATEGICSTOCK/2008/08/29/entry-9

อธิบายเรื่องการใช้ตัวเลขสูตรคำนวณต่างๆ เพื่อเอามาใช้เลือกหุ้น
 
โดยเริ่มแรก สิ่งที่เรามองเป็นลำดับแรกในการเลือกลงทุนกับบริษัทหนึ่งๆ ก็คือ ความ สามารถในการทำกำไร เป็นเรื่องปกติที่เวลาทำธุรกิจก็อยากทำธุรกิจที่กำไรดี ค้าขายคล่องมือ สำหรับบทความนี้ เราจะได้เรียนรู้ถึงสูตรคำนวณพื้นฐานการเลือกหุ้นในด้านความสามารถในการทำ กำไร
 
ตัวแรกที่เราจะต้องรู้จักเลยก็คือ Gross Margin เรียกว่า อัตรากำไรขั้นต้น วิธีคิดก็เอากำไรขั้นต้นหารด้วยยอดขาย อัตรากำไรขั้นต้นนี้ยิ่งมากยิ่งดีครับ คิดง่ายๆ ก็คือคุณซื้อเสื้อมาตัวละ 100 บาท แล้วขายได้ที่ 200 บาท นั่นก็คืออัตรากำไรขั้นต้น 100% ครับ

 
ตัวที่สองเป็น Operating Margin เรียกว่า อัตรากำไรจากการดำเนินธุรกิจ วิธีคิดก็เอากำไรจากการดำเนินธุรกิจหารด้วยยอดขาย อัตรากำไรจากการดำเนินธุรกิจนี้ ก็เหมือนอัตรากำไรขั้นต้นคือยิ่งสูงยิ่งดี คิดง่ายๆก็คือ เมื่อขายเสื้อได้ 200 บาท หักต้นทุนออก 100 บาทแล้ว คุณต้องหักค่ารถที่ไปขนของ หักเงินเดือนพนักงานที่คุณจ้างมาช่วยขาย หักค่าเช่าร้าน เป็นต้น

 
ตัวที่สามเป็น Net profit margin เรียกว่า อัตรากำไรสุทธิ วิธีคิดก็คือเอากำไรสุทธิตั้งหารด้วยยอดขาย อัตรากำไรสุทธินี้ยิ่งมากก็ยิ่งดีเช่นกัน คิดง่ายๆ เมื่อหักต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆออกจนหมดแล้ว ทีนี้คุณยังต้องหักกำไรออกเพื่อจ่ายดอกเบี้ย หากคุณกู้ยืมเงินมา และหักกำไรออกเพื่อเสียภาษี ก็จะเหลือกำไรสุทธินั่นเอง

 
พอเหลือกำไรสุทธิแล้ว ก็จะถึงค่าตัวเลขที่ใครก็อยากได้เห็นก็คือ Earning per Share หรือ EPS เรียกว่า กำไรต่อหุ้น วิธีคิดตามงบการเงินก็คือเอากำไรสุทธิหารด้วยจำนวนหุ้นสามัญเฉลี่ยถ่วง น้ำหนัก แต่ที่ผมใช้อยู่และอยากให้ทำตามก็คือ ให้รวมจำนวนหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ และวอร์แรนท์เข้าด้วยกันทั้งหมด เพราะว่า หุ้นบุริมสิทธิก็มีส่วนในการแบ่งผลกำไร และวอร์แรนท์ก็จะถูกแปลงเป็นหุ้นสามัญ หรือ หุ้นบุริมสิทธิในอนาคต อีกทั้งยังมาทำให้ค่า EPS นี้ลดลงอีกด้วย ถ้าหากบริษัทไม่สามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นได้

 
ทีนี้มาดูตัวอย่างกัน งบการเงินในส่วนของงบกำไรขาดทุน จะมีสองแบบ ดังนี้

รายได้จากการขาย                             xxx บาท
รายได้จากการบริการ                          xxx บาท
รายได้อื่นๆ                                       xxx บาท
รายได้รวม                                       xxx บาท
ต้นทุนขาย                                       xxx บาท
ต้นทุนบริการ                                    xxx บาท
ต้นทุนอื่นๆ                                       xxx บาท
กำไรก่อนจ่ายดอกเบี้ยและภาษี            xxx บาท
ดอกเบี้ยจ่าย                                    xxx บาท
ภาษีจ่าย                                         xxx บาท
กำไรสุทธิ                                        xxx บาท
และอีกแบบเป็น
ยอดขาย                                         xxx บาท
ต้นทุนขาย                                       xxx บาท
กำไรขั้นต้น                                      xxx บาท
ค่าใช้จ่าย                                        xxx บาท
กำไรจากการดำเนินงาน                      xxx บาท
รายได้อื่นๆ                                      xxx บาท
รายจ่ายอื่นๆ                                     xxx บาท
ดอกเบี้ยจ่าย                                    xxx บาท
ภาษีจ่าย                                         xxx บาท
กำไรสุทธิ                                        xxx บาท

 
เนื่อง จากบางงบการเงินจะใช้คำอธิบายแตกต่างกัน แต่ความหมายเดียวกัน เช่น กำไรจากการดำเนินงาน คืออันเดียวกันกับ กำไรก่อนจ่ายดอกเบี้ยและภาษี และงบการเงินในส่วนของงบกำไรขาดทุน สามารถทำได้สองแบบตามที่ยกตัวอย่างให้ดู ทำให้การคำนวณบางสูตรอาจทำได้ลำบาก และในส่วนอัตรากำไรนี้ มักจะเน้นที่อัตรากำไรจากการดำเนินงาน กับ อัตรากำไรสุทธิ เป็นหลักด้วย

 
อีกสองสูตรคำนวณ ก็คือ ROA (Retuen on Asset) และ ROE (Return on Equity) เรียกเป็นภาษาไทยว่า อัตรากำไรสุทธิต่อสินทรัพย์ และ อัตรากำไรสุทธิต่อส่วนผู้ถือหุ้น ROA เป็นการวัดอัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ทั้งหมดที่บริษัทมีใช้ในการดำเนินธุรกิจ ยิ่งมากก็ยิ่งดีครับ ROE เป็นการวัดอัตราผลตอบแทนเทียบกับส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นเท่านั้น ยิ่งมากก็ยิ่งดีเช่นกัน

 
ROA ก็มาจาก กำไรสุทธิหารด้วยสินทรัพย์รวม บางคนอาจจะเข้มงวดหน่อย ก็เอาสินทรัพย์รวมงวดก่อนบวกกับงวดปัจจุบันแล้วหารสองให้ได้ค่าเฉลี่ย ก็จะทำให้ได้ค่าตัวเลขที่เข้มงวดขึ้น
ROE ก็คล้ายกันแค่เปลี่ยนจากสินทรัพย์รวม มาเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นเท่านั้น และก็ยังเอาส่วนของผู้ถือหุ้นงวดก่อนรวมกับงวดปัจจุบันแล้วหารเอาค่าเฉลี่ยด้วย

 
สำหรับ สองค่านี้ เป็นค่าหนึ่งที่นิยมใช้กันเพื่อนำไปเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นที่อยู่ใน อุตสาหกรรมเดียวกันว่า สามารถให้อัตราผลตอบแทนเทียบกับสินทรัพย์ และเงินลงทุนของผู้ถือหุ้น บริษัทไหนทำได้ดีกว่ากัน บริษัทที่คำนวนได้มากกว่า ยอมดีกว่า แต่จะดียิ่งขึ้นถ้าหากสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในอัตราใกล้เคียงกันต่อเนื่อง ไปหลายๆปี





ที่มา : www.thaihoon.com

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เลือกหุ้นสไตล์…Tomorrow Never Dies ! โดย วิกรม เกษมวุฒิ



เลือกหุ้นสไตล์…Tomorrow Never Dies ! โดย วิกรม เกษมวุฒิ

3 กรกฎาคม 2555
ที่มา http://www.doctorwe.com/variety/20120703/2217

สวัสดีครับ เพื่อนๆ พี่ๆ เฟสบุ๊ค
ผมมีรุ่นพี่อยู่ท่านหนึ่ง
ท่านเป็นคนที่ “รักการเล่นหุ้น” เป็นชีวิตจิตใจ
และทุกวันนี้ “คำแนะนำ” ของท่าน ก็ยังใช้ได้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน
ท่านมีชื่อว่า  พี่วิกรม เกษมวุฒิ
ในตอน  เลือกหุ้นสไตล์…Tomorrow Never Dies !!!



เลือกหุ้นสไตล์…Tomorrow Never Dies !!!
หุ้นที่ไม่มีวันตาย…พอร์ตไม่มีวันเจ๊ง
“หุ้นปูนใหญ่” มีลักษณะเป็นหุ้นที่
“ไม่เคยสายที่จะลงทุน ถือหุ้นปูนใหญ่”
ลงทุนเมื่อไรก็ได้กำไร ถ้าหากถือลงทุนระยะยาว



ถ้า “โค้ก” คือ หุ้น “Tomorrow Never Dies !”
หรือหุ้นที่ไม่มีวันตาย ! สำหรับสุดยอดเซียนหุ้นบันลือโลกอย่าง “วอร์เรน บัฟเฟตต์”
“หุ้นปูนซิเมนต์ไทย”(SCC) ก็คือ
สุดยอดหุ้นดีที่สุดที่…
“เซียนสถิติ…วิกรม เกษมวุฒิ” ยกย่องให้เป็นหุ้นที่ไม่เคยตายไปจากตลาดหุ้นไทย



วิกรม คือหนึ่งใน “เซียนสถิติ”…แถวหน้าของเมืองไทย
ที่อุทิศตัวเพื่อย่ำเท้าไปตามเส้นทางเดียวกับ “วอร์เรน บัฟเฟตต์”
สุดยอดนักลงทุน ผู้มีความมั่งคั่งเป็นอันดับ 2 ของโลก
จากหุ้น “เบิร์กไชร์” บริษัทโฮลดิ้งที่ไปลงทุนในบริษัทอื่น



วอร์เรนเป็นนักลงทุนเพียงคนเดียวที่สร้างความร่ำรวยจากตลาดหุ้น
จนกลายเป็นอภิมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก เบิร์กไชร์
เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่หลายบริษัทในตลาดหุ้นนิวยอร์ก
เช่นหุ้น โคคา-โคลา ยิลเลตต์ อเมริกันเอ็กซ์เพรส เวลฟาร์โก วอลล์ดิสนีย์
และหุ้น วอชิงตัน โพสต์ ที่ทำกำไรสูงสุดถึง 109 เท่า



ตามความเชื่อของวิกรม เขาคิดว่า
“ดาบดีมี 2 คม จะเป็นคุณเป็นโทษก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้”
เพราะอดีต คือ ความจริงที่เกิดขึ้นไปแล้ว
แต่อนาคตเป็นสิ่งที่ยากจะอธิบาย วิกรมเชื่อเช่นนั้น



ในเมื่อไม่มีใครทำนายอนาคตได้
อดีตก็น่าจะเป็นเครื่องบอกทางที่ดีที่สุดใช่หรือไม่
วิกรม บอกว่า ตลอด 38 ปีที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ลงทุนมีกำไรถึง 6,000 เท่า
และมีนักลงทุนจำนวนมาก เชื่อถือและลงทุนตามคำแนะนำของเขา



“จากเงินลงทุนครั้งแรกที่ 13 เหรียญต่อหุ้น หรือหุ้นละ 540 บาทเมื่อปี 2508
ลงทุนจำนวน 100 หุ้น จนถึงเมื่อต้นปี 2541
ราคาหุ้นขึ้นไปสูงสุดที่ 8 หมื่นเหรียญ หรือหุ้นละ 3 ล้านบาท
คิดผลกำไรเป็นเม็ดเงินถึง 300 ล้านบาท
จากถือหุ้นเพียง 100หุ้น เท่านั้น”



หลักการลงทุนของบัฟเฟตต์จะยึดหลัก 4 ข้อก่อนตัดสินใจลงทุน คือ
หลักการทางธุรกิจ   การบริหาร
การเงินและ……        การตลาด
การเลือกลงทุนในแง่ “ธุรกิจ” ของเขา
จะเน้นธุรกิจที่เข้าใจได้ง่าย มีประวัติการดำเนินงานที่ดี สม่ำเสมอ



มีแนวโน้มการทำกำไรระยะยาวเป็นที่น่าพอใจ
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร หรือ อนาคตจะต้องเผชิญกับอะไรก็ตาม
หุ้นที่เขาถือจึงเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับสิ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน
จึงหนีไม่พ้น ธุรกิจอาหาร ขนม ประกันชีวิต เครื่องบิน รองเท้า
เครื่องดื่ม เฟอร์นิเจอร์ หนังสือพิมพ์ และอื่นๆ
เช่น หุ้นโค้ก ,ช็อกโกแลตยี่ห้อ SEE’S   หนังสือพิมพ์ วอชิงตัน โพสต์ เป็นต้น



ในแง่ของ “การบริหาร” บัฟเฟตต์จะคำนึงถึงความสมเหตุสมผลของผู้บริหาร
การเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ถือหุ้นอย่างตรงไปตรงมา ไม่โกง และไม่ทำธุรกิจตามคนอื่น
ด้าน “การเงิน” เขาจะใส่ใจ “ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น” (ROE)
ไม่ใช่กำไรต่อหุ้น และคำนวณกำไรของผู้ถือหุ้นออกมาเป็นตัวเลข
โดยจะยึดหลักว่า เมื่อลงทุนทั้งปีจะต้องมีกำไรกลับคืนมามากกว่า 12% หรือ 1% ต่อเดือน
ถ้าหากน้อยกว่านี้ เขาจะไม่เลือกซื้อหุ้นบริษัทนั้นเลย



หลัก “การตลาด” เขาจะคำนวณก่อนว่ามูลค่าของธุรกิจบริษัทที่ลงทุนเป็นเท่าไร
โดยใช้ราคาหุ้น คูณด้วยจำนวนหุ้นที่มีอยู่
และหาโอกาสซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากๆ
โดยเขาจะ “เฝ้ารอ” เวลาที่ราคาหุ้นลงมาต่ำกว่า… พื้นฐานที่แท้จริง



อย่างโค้ก… บัฟเฟตต์สนใจมานาน แต่ช่วงนั้นราคาหุ้นสูงมากเขาเฝ้ารอ
จนกระทั่งเกิดปัญหาภายในบริษัท ผู้บริหารชุดเก่าลาออก และเปลี่ยนผู้บริหารชุดใหม่
เนื่องจากพนักงานบริษัทไม่พอใจประธานบริษัทคนเก่า
บัฟเฟตต์บอกว่า ช่วงที่เป็นจังหวะการซื้อหุ้นที่ดี ก็คือ ช่วงที่มีเหตุการณ์ไม่ปกติ



การลงทุนของวิกรม เขาจะยึดหลักการเดียวกันกับบัฟเฟตต์
เขาย้ำว่า หัวใจของหุ้น คือผลกำไร เพราะราคาหุ้นจะต้องไปกับกำไรของบริษัทเสมอ
“สรุปก็คือ หุ้นทั้งหลายตายอยู่ที่ผลกำไร คือราคาหุ้นจะต้องไปกับกำไรของบริษัทเสมอ
ถ้าหากราคาหุ้นวันนี้ไม่ขึ้น อีก 1-2 ปี ก็จะขึ้นแน่นอน”
หลักการก็คือ ถ้าบริษัทมีกำไรสม่ำเสมอ และดีขึ้น ราคาหุ้นก็ต้องขึ้น
ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อไหร่…  ที่ผู้ลงทุนจะกลับมาให้ความสนใจ



สถิติหุ้นในตลาดหุ้นสหรัฐก็เช่นกัน เมื่อใดที่ผลกำไรของบริษัทตกลง
ราคาหุ้นก็จะลดลงไปในทิศทางเดียวกัน
ในทางกลับกันเมื่อผลกำไรของหุ้นดีขึ้น ราคาหุ้นก็จะปรับตัวสูงขึ้นด้วย
ตัวอย่างของ “หุ้นวอลล์-มาร์ท” บริษัทดิสเคาท์สโตร์อันดับหนึ่งของโลก ซึ่งบริษัทมีกำไรทุกปี
ส่งผลให้ราคาหุ้นขึ้นมาโดยตลอด ทำให้ผู้ที่ลงทุนในหุ้นวอลล์-มาร์ท
ไม่เคยสายที่จะได้รับกำไรจากลงทุนไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใด



วิกรม ยกย่อง “หุ้นปูนใหญ่” เป็นหุ้นที่มีลักษณะที่ “ไม่เคยสายที่จะลงทุน ถือหุ้นปูนใหญ่”
หรือลงทุนเมื่อไรก็ได้กำไร ถ้าหากถือลงทุนระยะยาว
“ปูนใหญ่”  เข้าตลาดหุ้นเมื่อปี 2518 เป็น 1 ใน 8 หุ้นยุคแรกที่เข้าตลาดหุ้นพร้อมกับเปิดตลาดหุ้นไทย
ถ้าย้อนกลับไปดูผลตอบแทนของหุ้นปูนใหญ่
จะพบว่า หากลงทุนเริ่มแรกเมื่อปี 2518 ที่ราคา 167 บาท จำนวน 100 หุ้น
หรือคิดเป็นเงินลงทุน 16,700 บาท



ปัจจุบันราคาอยู่ที่ประมาณ 350 บาท
และคิดเป็นจำนวน 10,000 หุ้น
( มีการแตกพาร์จากมูลค่า 100 บาท เป็น 10 บาทและ 1 บาทในปัจจุบัน)
พบว่า มูลค่าหุ้นเพิ่มเป็น 3.5 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นมา 210 เท่าภายในระยะเวลา 37 ปี



และนั่นคือ วิธีเล่นหุ้นสไตล์ “Tomorrow never dies”
ของ วิกรม เกษมวุฒิ
เพื่อนๆ ที่อาจเคยผ่านประสบการณ์ “Tomorrow will die”
หรือที่แปลว่าว่า “พรุ่งนี้….อาจตายได้ !!”
อาจลองเปลี่ยนการเล่นหุ้นเป็นแบบนี้บ้าง
เพราะ เราอาจจะไม่ต้อง “กังวล” และอาจมี “ชีวิตที่ยาวกว่า”   ก็เป็นได้

ข้อความนี้ถูกโพสต์ขึ้นโดย :

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เลือกหุ้นดี แต่ซื้อผิดเวลา

ที่มาhttp://chulakorn.blogspot.com/2012/05/blog-post_8865.html
เลือกหุ้นดี แต่ซื้อผิดเวลา  
Posted by admin in My Blog on เม.ย. 8th, 2012
www.sarut-homesite.net
9 เมษายน 2012



ถึงแม้ว่าเราจะเลือกบริษัทที่ดีและอนาคตดูสดใสมาก แต่ราคาหุ้นที่จะเข้าซื้อ รวมถึงเรื่องของจังหวะเวลานั้น ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การเลือกหุ้นเช่นกัน

ถ้าหุ้นของบริษัทได้ปรับตัวขึ้นมาสูงมากๆ ภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว (ไม่ถึง 1 ปี หรืออาจจะไม่ถึง 6 เดือน) นักวิเคราะห์ต่างพากันแนะนำให้ ‘ซื้อ’ เพราะคาดว่าแนวโน้มจะสดใสต่อเนื่อง และตลาดรับรู้ความเจ๋งของบริษัทมานานพอสมควรแล้ว

ในกรณีนี้ ถ้าคุณเข้ามาทีหลัง ก็มักจะเข้าซื้อเป็นไม้ปลายๆ และมีโอกาสสูงที่จะติดดอยหุ้นดีได้ (ไม่ได้ติดดอยหุ้นปั่น)

ประเด็นที่ผมจะสื่อก็คือ ถ้าคุณอยากจะถือลงทุนระยะยาวอย่าง บัฟเฟตต์ หรือ ดร.นิเวศน์ ได้จริงๆนั้น

ก่อนอื่น คุณจะต้องสามารถวิเคราะห์ธุรกิจ งบการเงิน และแนวโน้มของอุตสาหกรรม ต้องมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง และควรที่จะสามารถมองเห็นก่อนคนส่วนใหญ่ได้ว่า ‘บริษัทหรือธุรกิจนี้มันกำลังจะดีมากๆ’ และที่สำคัญคือ ‘ราคาหุ้นปัจจุบันต้องยังไม่แพงมากเกินไป เมื่อเทียบกับอนาคตที่น่าจะโตได้อีกมาก’

ซึ่งผมคิดว่าต้องใช้ทักษะในการวิเคราะห์ธุรกิจพอสมควร รวมถึงต้องมองแนวโน้มธุรกิจได้ขาดจริงๆ ในกรณีที่คุณต้องการถือยาวแบบเกิน 3 ปีขึ้นไป

เวลาเราพูดว่า ‘ถือลงทุนระยะยาว’ มันฟังดูง่าย เหมือนกับว่า ‘แค่ซื้อแล้วถือเก็บไปยาวๆ’

แต่ที่จริงแล้ว ก่อนที่นักลงทุนชั้นเซียนของแนวนี้จะซื้อหุ้นซักตัวหนึ่งเพื่อลงทุนระยะยาว พวกเค้าต้องทำการบ้าน และผ่านการวิเคราะห์มาอย่างดี ซื้อในราคาที่ปลอดภัย และหลังจากที่ซื้อไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อๆขายๆครับ คอยติดตามผลงานของบริษัท ว่าเป็นไปอย่างที่คิดหรือไม่

ถ้าเป็นไปตามที่คิด สุดท้ายราคาหุ้นก็จะปรับตัวตามไปได้เอง และก็ทำให้สามารถถือหุ้นไปได้เรื่อยๆตามคอนเซปต์ด้วยครับ

อย่าง CPALL, HMPRO เป็นเคสตัวอย่าง คนที่ซื้อตอนที่คนส่วนใหญ่ในตลาดยังเฉยๆกับบริษัท ก็จะทำกำไรได้มหาศาล (ไม่ได้เพิ่งมาซื้อตอนที่ทุกคนเห็นว่ามันดีมากๆแล้ว)

หรืออย่าง บัฟเฟตต์ ก็ชอบซื้อธุรกิจที่ดี ในช่วงที่มีปัญหา นอกจากนี้ ทั้ง บัฟเฟตต์ และ ดร.นิเวศน์ ก็มีความอดทนสูง สามารถถือเงินสดเพื่อรอจังหวะ กล้าเก็บหุ้นตอนที่ตลาดตกต่ำอย่างรุนแรง (ไม่ใช่ว่าไปไล่ซื้อหุ้นดีตอนที่ราคาสูงๆ)

และที่สำคัญมากๆคือ สามารถทนถือหุ้นผ่านช่วงที่ตลาดตกต่ำมาได้

ที่ผมหยิบเรื่องนี้มาพูด เพราะพอดีช่วงนี้ไปประชุมผู้ถือหุ้น ได้พูดคุยกับน้าๆลุงๆหลายท่าน มักจะคุยว่า เค้าเล่นแนวลงทุนถือยาว อ่านหนังสือแนว บัฟเฟตต์ แนว ดร.นิเวศน์

แต่คุยไปคุยมา กลับกลายเป็นว่า หลายคนติดหุ้นอยู่ (กลายเป็นจำใจถือยาว) ก็เลยถือกินปันผลรอมาเรื่อยๆ และราคาต้นทุนของพวกเค้า ก็มักจะอยู่แถวๆตอนที่หุ้นอยู่ในช่วงพีคของรอบนั้นๆด้วยครับ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะมีการเข้าใจผิด เรื่องการเลือกหุ้นแล้วถือยาวอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

แต่ผมก็เห็นสิ่งที่ดีนะครับ คือเดี๋ยวนี้คนเริ่มมีความรู้และเข้าใจเรื่องลงทุนหุ้นมากขึ้น คงเพราะสมัยนี้หาความรู้เรื่องการลงทุนได้ง่ายกว่าอดีตมาก ทั้งหนังสือภาษาไทยมากมาย และสื่ออินเตอร์เนต

ถึงจะต้องทนถือขาดทุนเพราะซื้อมาแพง และไม่อยาก cut loss เพราะ cut ไม่ทันหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผมคิดว่า ก็ยังดีกว่าไปติดดอยหุ้นปั่น ที่ปันผลก็ไม่มี อนาคตก็ไม่มี

เพราะถ้าถือหุ้นที่ดีจริงๆ แม้จะพลาดซื้อแพงไปแล้ว แต่ถ้าอดทนรอ สามารถถือหุ้นผ่านช่วงที่ตลาดตกต่ำมาได้ ระยะยาวก็น่าจะกำไรได้ครับ (ถ้าหุ้นดีจริง) ช่วงที่ติดหุ้นก็กินปันผลรอประมาณนั้น

ถ้าให้ยกตัวอย่าง ก็คือ ตอนที่ CPALL ขึ้นไปสูงๆประมาณ 40 บาท แล้วลงมาเยอะพอสมควร ช่วงนั้นมีก็คนเขียนการ์ตูนแซวด้วย ประมาณว่าซื้อหุ้นดีแต่แพงไปนะ แต่สุดท้ายแล้วเมื่อเวลาผ่านไป ราคาหุ้นก็ขึ้นมาเกินจุดนั้นได้จริงครับ เนื่องจากว่าเป็นธุรกิจที่ดีจริงๆ

(แต่จริงๆก็ต้องถือว่าลงทุนผิดพลาดละครับ เพราะซื้อแพงเกินไป ผิดจังหวะ และการที่ต้องรอนานๆ ก็ทำให้เกิดค่าเสียโอกาสพอสมควร)

ขอยกประโยคจากบทความของพี่โจ๊ก (นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์) มาให้อ่านกันครับ สรุปประเด็นทั้งหมดของหัวข้อนี้

“นักลงทุนที่ดีต้องทำตัวเหมือนคนที่ยึดอาชีพเป็น “แมวมอง” แมวมองเลือกที่จะทุ่มให้กับคนที่ยังไม่ดังแต่มีแววว่าจะดังเท่านั้น เมื่อคนนั้นกลายเป็นคนดังขึ้นมาชั่วข้ามคืน แมวมองก็จะได้รับผลตอบแทนอย่างมหาศาลจากความ “ตาถึง” ของเขา ในขณะที่ “คนดู” สนใจกันแต่ดาราที่ดังแล้ว ยิ่งดังเท่าไรยิ่งชอบ คนดูจึงต้องเป็นฝ่ายเสียเงินตลอด (ค่าบัตรคอนเสิร์ต ค่าตั๋วหนัง ฯลฯ)”

จากบทความ ‘หุ้นที่ห้ามซื้อ’ โดย นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ |
โพสต์เมื่อ โดย

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เลือกหุ้นสไตล์ Warren Buffett: Part II กลยุทธ

เลือกหุ้นสไตล์ Warren Buffett: Part II กลยุทธ


Part II กลยุทธในการลงทุนของ Warren Buffett และคุณลักษณของบริษัทที่เหมาะแก่การลงทุน

กลยุทธในการลงทุน

วิธีการลงทุนของ Warren Buffett เข้าใจได้ไม่ยาก แต่มักจะขัดกับสัญชาตญาณของคนส่วนใหญ่ กล่าวคือ

  • เมื่อคนส่วนใหญ่ ขายหุ้น Buffett จะ เริ่มซื้อหุ้นที่มีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว ณ ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม (อีกนัยหนึ่ง ณ.ราคาที่คาดว่าจะได้ผลตอบแทนที่น่าสนใจในอนาคต ) ยิ่งหุ้นตกมาก ยิ่งซื้อมาก
  • เมื่อคนส่วนใหญ่เข้าซื้อหุ้น ด้วยความคาดหวังสวยหรู จนทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปอย่างมาก (Bull Market) Buffett จะเริ่มขายหุ้นที่ราคาแพงเกินมูลค่าที่เหมาะสม และสะสมเงินสดไว้รอช่วงขาลงของตลาด (Bear Market)
Buffett ทำ เช่นนี้ ครั้งแล้ว ครั้งเล่า จนเขากลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้นๆของโลก และพอร์ทของเขาประกอบด้วยหุ้นชั้นดี ที่มีแนวโน้มการขยายตัวของธุรกิจ อย่างแข็งแรงในอนาคต

ในปี ค.ศ. 2007 Buffett รู้สึกว่าตลาดหลักทรัพย์ร้อนแรงเกินปัจจัยพื้นฐาน เขาทยอยขายหุ้น และสะสมเงินสดในBerkshire Hathaway (Buffett ถือหุ้นใหญ่ และเป็นประธานบริษัท) มากถึง 37,000 ล้านดอลล่าร์ นักลงทุนมืออาชีพใน Wall Street ค่อนแคะ Buffett ถึงการเก็บเงินสดไว้มากเกินไป เมื่อตลาดทรุดในปี ค.ศ. 2008 ด้วยเงินสดจำนวนมากในมือ Buffett สามารถซื้อหลักทรัพย์บริษัทชั้นนำภายใต้เงื่อนไขดีๆหลายรายการ เช่น

General Electric: หุ้นบุริมสิทธิ์ (preferred stock) มูลค่า 3,000 ล้านดอลล่าร์ เงินปันผล10%ต่อปี และสิทธิในการซื้อ(Warrants)หุ้นสามัญของGE ในราคา22.50ดอลล่าร์ ในช่วงเวลา 5 ปี

ขยันค้นคว้า เฟ้นหาของดีราคาถูก

ประเด็นสำคัญที่จำเป็นต้องเน้นในที่นี้ คือ Buffett ค้นคว้าข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาหุ้นที่น่าลงทุน ณ ระดับราคาที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจในระยะยาว

เมื่อทยอยซื้อจนได้จำนวนที่พอใจแล้ว Buffett จะถือหุ้นดังกล่าวเป็นเวลาหลายปี จะขายก็ต่อเมื่อมั่นใจว่า
ราคาหุ้นนั้นมีราคาสูงเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก หรือ ความได้เปรียบด้านการแข่งขัน กำลังจะหมดไป
หุ้นหลายๆบริษัท Buffett ซื้อ ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ บางบริษัทซื้อในช่วงที่เกิดปัญหากับอุตสาหกรรมใด อุตสาหกรรมหนึ่ง (ทำให้ราคาหุ้นบริษัทที่เขาจ้องอยู่ มีราคาถูกลงมาก) บางบริษัทซื้อในช่วงที่เกิดเหตุการณ์เฉพาะกิจบางอย่าง (one-time events) ที่ ทำให้คนส่วนใหญ่ขายหุ้นดังกล่าว มีไม่มากที่ซื้อในช่วงเหตุการณ์ปกติ ซึ่งเป็นกรณีที่เขาเชื่อว่าการลงทุน ณ.ระดับราคาดังกล่าว ยังจะให้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคต (แสดงว่าราคาตลาดค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับผลประกอบการที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต)


คุณลักษณะของบริษัททีเหมาะแก่การลงทุน

Buffett ให้ความสำคัญมากกับ ความได้เปรียบด้านการแข่งขันที่ยั่งยืน (durable competitive advantage) ของบริษัทที่เขาจะลงทุน ซึ่งหมายถึงความได้ความได้เปรียบด้านการแข่งขัน ที่จะไม่เสื่อมถอยง่ายๆเมื่อเวลาผ่านไป หรือมีคุ่แข่งมากขึ้น

ตัวอย่าง ของความได้เปรียบด้านการแข่งขัน ได้แก่ แบรนด์ที่โดดเด่น คุณภาพสินค้าที่แตกต่าง ต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำกว่า และ อำนาจผูกขาดในธุรกิจนั้นๆ ซึ่งอาจเกิดจาก ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร สัมปทาน นโยบายรัฐบาล ฯลฯ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความได้เปรียบด้านการแข่งขัน จากบทความ "5จุดแข็งของบริษัทที่น่าลงทุน")

ตามมุมมองของBuffett บริษัทที่มีความได้เปรียบด้านการแข่งขันที่ยั่งยืน มักจะมีลักษณะดังนี้

1.) มีประวัติการดำเนินงานที่ยาวนาน ภายใต้เครื่องหมายการค้าเดิม

2.) มีผลกำไรเติบโตค่อนข้างสม่ำเสมอ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

3.) ไม่ จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงมากมายเกี่ยวกับกระบวนการผลิตของบริษัท และวิธีการบริโภคของลูกค้า ทั้งในอดีต และในอนาคต (ทำให้บริษัทไม่ต้องลงทุนด้านวิจัย และพัฒนา ด้วยงบประมาณจำนวนมาก และบ่อยๆ)

บริษัทที่ตั้งมานานแล้ว และมีผลกำไรเติบโตสม่ำเสมอ ย่อมต้องมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันอย่างใด อย่างหนึ่ง หรือ หลายอย่าง

บริษัทที่มีผลกำไรขึ้นๆลงๆ น่าจะส่อถึงลักษณะของธุรกิจที่มีความผันผวนสูง (cyclical) หรือสินค้ามีลักษณะเป็นโภคภัณฑ์ (commodity) ซึ่งแข่งขันโดยใช้ราคาเป็นหลัก หรือ การจัดการมีปัญหา ฯลฯ

ตัวอย่างบริษัทที่มีคุณลักษณะบ่งบอกถึง ความได้เปรียบด้านการแข่งขันที่ยั่งยืน และเป็นที่ชื่นชอบของBuffett คือ

Procter & Gamble, Coca-Cola, Johnson & Johnson, Kraft Food, Wells Fargo, Costco Wholesale, Wal-Mart Stores , Moody’s Corporation, Sanofi S.A.

ในPart III จะกล่าวถึงการประเมินราคาหุ้นในอนาคตตามสไตล์ของBuffett ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กำหนด อัตราผลตอบแทนของหุ้นว่า น่าสนใจลงทุนหรือไม่ [คลิกเพื่ออ่านPart III]