ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สูตร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สูตร แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สูตรคำนวณเลือกหุ้น 2

สูตรคำนวณเลือกหุ้น 2

 
ที่มา http://www.oknation.net/blog/STRATEGICSTOCK/2008/08/30/entry-1
หลังจากที่เราได้รู้ถึงความสามารถในการทำกำไรของบริษัทไปแล้ว เรื่องต่อไปที่สำคัญไม่แพ้กัน
ก็ คือ การวัดสภาพคล่องของบริษัท สภาพคล่องก็คือ การที่บริษัทมีเงินคล่องมือ เงินเข้า เงินออก ได้อย่างไม่สะดุด จะต้องไม่กู้เงินมาจ่ายแก้ขัด เพราะถ้ากู้บ่อยๆ ย่อมไม่เป็นผลดีกับบริษัท และในเรื่องความสามารถในการกู้เงิน ก็จะมีในบทความต่อไป
การวัดสภาพคล่องของบริษัทมีการวัดอยู่ด้วยสามสูตร เรียกว่า Current ratio, Working capital และ Quick Ratio โดยทั้งสามจะใช้วัดว่าบริษัทมีเงินมากพอสำหรับการใช้จ่ายในธุรกิจที่จะเจอในรอบ 1 ปีได้หรือไม่
Current Ratio มาจาก สินทรัพย์หมุนเวียน หารด้วย หนี้สินหมุนเวียน ค่าที่ได้ ถ้ามากกว่า 1 ย่อม แสดงว่า มีสินทรัพย์หมุนเวียนที่จะสามารถทำให้กลายเป็นเงิน หรือขายออกไปแล้วได้เงินเข้ามา ไปจ่ายหนี้สินหมุนเวียนได้ และยังมีเงินเหลือ แต่ถ้าน้อยกว่า 1 ก็แสดงว่า สินทรัพย์หมุนเวียนน้อยกว่าหนี้สินหมุนเวียน ไม่ได้แสดงว่าไม่ดีซะทั้งหมด เราต้องเข้าใจรูปแบบของธุรกิจนั้นๆด้วย แต่ธุรกิจส่วนใหญ่แล้ว การมีสภาพคล่องดี ย่อมเป็นสิ่งที่ดี

อย่างที่สองก็คือ
Working Capital หมาย ถึง เงินทุนหมุนเวียน มาจากสินทรัพย์หมุนเวียน ลบด้วย หนี้สินหมุนเวียน ถ้าหากเหลือมาก ก็แสดงว่ามีเงินเหลือเยอะ ไม่ต้องกังวล แต่การเหลือมากเกินไปก็ไม่ได้หมายความว่าจะดี เพราะไม่สามารถใช้สินทรัพย์ที่มี สร้างรายได้และกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และสุดท้ายก็คือ
Quick Ratio มา จาก เงินสด+ลูกหนี้การค้า+สินค้าคงคลัง แล้วหารด้วย หนี้สินหมุนเวียน สำหรับวิธีนี้ จะทำให้ได้เห็นสภาพคล่องที่เข้มงวดขึ้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว สามอย่างที่นำมาบวกกัน คือของจริงที่ใช้ทำเงิน ทำรายได้ หรือ นำไปใช้หนี้ รวมถึงในการดำเนินธุรกิจจริงๆ ผลที่ได้ออกมาจะเหมือน Current ratio ยิ่งมากยิ่งดี

มีการนำสูตรเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในการคำนวนเลือกหุ้น เช่น การนำ Working Capital มา หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด เพื่อให้ทราบถึงเงินทุนหมุนเวียนต่อหุ้น เป็นเท่าไหร่ ถ้าราคาหุ้นถูกกว่าที่คำนวนได้ แสดงให้เห็นว่า ราคาหุ้นที่ซื้อขายกันนั้นถูกกว่าความเป็นจริง ถ้าหากคุณซื้อหุ้นได้มากจนเข้าไปบริหาร คุณก็เหมือนกันซื้อของ 1 บาทด้วยเงินเพียง 50 สตางค์เลย
แต่ ว่าสูตรเดียวนั้นยังไม่เพียงพอกับการคัดเลือก จำต้องใช้หลายๆอย่างเข้าด้วยกัน และต้องเข้าใจธุรกิจนั้นให้ดีซะก่อน มิฉะนั้นแล้ว คุณอาจจะมองภาพได้ผิด และซื้อหุ้น หรือลงทุนไปแล้วผิดพลาดได้

สูตรคำนวณเลือกหุ้น 1

สูตรคำนวณเลือกหุ้น 1

 
ที่มาhttp://www.oknation.net/blog/STRATEGICSTOCK/2008/08/29/entry-9

อธิบายเรื่องการใช้ตัวเลขสูตรคำนวณต่างๆ เพื่อเอามาใช้เลือกหุ้น
 
โดยเริ่มแรก สิ่งที่เรามองเป็นลำดับแรกในการเลือกลงทุนกับบริษัทหนึ่งๆ ก็คือ ความ สามารถในการทำกำไร เป็นเรื่องปกติที่เวลาทำธุรกิจก็อยากทำธุรกิจที่กำไรดี ค้าขายคล่องมือ สำหรับบทความนี้ เราจะได้เรียนรู้ถึงสูตรคำนวณพื้นฐานการเลือกหุ้นในด้านความสามารถในการทำ กำไร
 
ตัวแรกที่เราจะต้องรู้จักเลยก็คือ Gross Margin เรียกว่า อัตรากำไรขั้นต้น วิธีคิดก็เอากำไรขั้นต้นหารด้วยยอดขาย อัตรากำไรขั้นต้นนี้ยิ่งมากยิ่งดีครับ คิดง่ายๆ ก็คือคุณซื้อเสื้อมาตัวละ 100 บาท แล้วขายได้ที่ 200 บาท นั่นก็คืออัตรากำไรขั้นต้น 100% ครับ

 
ตัวที่สองเป็น Operating Margin เรียกว่า อัตรากำไรจากการดำเนินธุรกิจ วิธีคิดก็เอากำไรจากการดำเนินธุรกิจหารด้วยยอดขาย อัตรากำไรจากการดำเนินธุรกิจนี้ ก็เหมือนอัตรากำไรขั้นต้นคือยิ่งสูงยิ่งดี คิดง่ายๆก็คือ เมื่อขายเสื้อได้ 200 บาท หักต้นทุนออก 100 บาทแล้ว คุณต้องหักค่ารถที่ไปขนของ หักเงินเดือนพนักงานที่คุณจ้างมาช่วยขาย หักค่าเช่าร้าน เป็นต้น

 
ตัวที่สามเป็น Net profit margin เรียกว่า อัตรากำไรสุทธิ วิธีคิดก็คือเอากำไรสุทธิตั้งหารด้วยยอดขาย อัตรากำไรสุทธินี้ยิ่งมากก็ยิ่งดีเช่นกัน คิดง่ายๆ เมื่อหักต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆออกจนหมดแล้ว ทีนี้คุณยังต้องหักกำไรออกเพื่อจ่ายดอกเบี้ย หากคุณกู้ยืมเงินมา และหักกำไรออกเพื่อเสียภาษี ก็จะเหลือกำไรสุทธินั่นเอง

 
พอเหลือกำไรสุทธิแล้ว ก็จะถึงค่าตัวเลขที่ใครก็อยากได้เห็นก็คือ Earning per Share หรือ EPS เรียกว่า กำไรต่อหุ้น วิธีคิดตามงบการเงินก็คือเอากำไรสุทธิหารด้วยจำนวนหุ้นสามัญเฉลี่ยถ่วง น้ำหนัก แต่ที่ผมใช้อยู่และอยากให้ทำตามก็คือ ให้รวมจำนวนหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ และวอร์แรนท์เข้าด้วยกันทั้งหมด เพราะว่า หุ้นบุริมสิทธิก็มีส่วนในการแบ่งผลกำไร และวอร์แรนท์ก็จะถูกแปลงเป็นหุ้นสามัญ หรือ หุ้นบุริมสิทธิในอนาคต อีกทั้งยังมาทำให้ค่า EPS นี้ลดลงอีกด้วย ถ้าหากบริษัทไม่สามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นได้

 
ทีนี้มาดูตัวอย่างกัน งบการเงินในส่วนของงบกำไรขาดทุน จะมีสองแบบ ดังนี้

รายได้จากการขาย                             xxx บาท
รายได้จากการบริการ                          xxx บาท
รายได้อื่นๆ                                       xxx บาท
รายได้รวม                                       xxx บาท
ต้นทุนขาย                                       xxx บาท
ต้นทุนบริการ                                    xxx บาท
ต้นทุนอื่นๆ                                       xxx บาท
กำไรก่อนจ่ายดอกเบี้ยและภาษี            xxx บาท
ดอกเบี้ยจ่าย                                    xxx บาท
ภาษีจ่าย                                         xxx บาท
กำไรสุทธิ                                        xxx บาท
และอีกแบบเป็น
ยอดขาย                                         xxx บาท
ต้นทุนขาย                                       xxx บาท
กำไรขั้นต้น                                      xxx บาท
ค่าใช้จ่าย                                        xxx บาท
กำไรจากการดำเนินงาน                      xxx บาท
รายได้อื่นๆ                                      xxx บาท
รายจ่ายอื่นๆ                                     xxx บาท
ดอกเบี้ยจ่าย                                    xxx บาท
ภาษีจ่าย                                         xxx บาท
กำไรสุทธิ                                        xxx บาท

 
เนื่อง จากบางงบการเงินจะใช้คำอธิบายแตกต่างกัน แต่ความหมายเดียวกัน เช่น กำไรจากการดำเนินงาน คืออันเดียวกันกับ กำไรก่อนจ่ายดอกเบี้ยและภาษี และงบการเงินในส่วนของงบกำไรขาดทุน สามารถทำได้สองแบบตามที่ยกตัวอย่างให้ดู ทำให้การคำนวณบางสูตรอาจทำได้ลำบาก และในส่วนอัตรากำไรนี้ มักจะเน้นที่อัตรากำไรจากการดำเนินงาน กับ อัตรากำไรสุทธิ เป็นหลักด้วย

 
อีกสองสูตรคำนวณ ก็คือ ROA (Retuen on Asset) และ ROE (Return on Equity) เรียกเป็นภาษาไทยว่า อัตรากำไรสุทธิต่อสินทรัพย์ และ อัตรากำไรสุทธิต่อส่วนผู้ถือหุ้น ROA เป็นการวัดอัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ทั้งหมดที่บริษัทมีใช้ในการดำเนินธุรกิจ ยิ่งมากก็ยิ่งดีครับ ROE เป็นการวัดอัตราผลตอบแทนเทียบกับส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นเท่านั้น ยิ่งมากก็ยิ่งดีเช่นกัน

 
ROA ก็มาจาก กำไรสุทธิหารด้วยสินทรัพย์รวม บางคนอาจจะเข้มงวดหน่อย ก็เอาสินทรัพย์รวมงวดก่อนบวกกับงวดปัจจุบันแล้วหารสองให้ได้ค่าเฉลี่ย ก็จะทำให้ได้ค่าตัวเลขที่เข้มงวดขึ้น
ROE ก็คล้ายกันแค่เปลี่ยนจากสินทรัพย์รวม มาเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นเท่านั้น และก็ยังเอาส่วนของผู้ถือหุ้นงวดก่อนรวมกับงวดปัจจุบันแล้วหารเอาค่าเฉลี่ยด้วย

 
สำหรับ สองค่านี้ เป็นค่าหนึ่งที่นิยมใช้กันเพื่อนำไปเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นที่อยู่ใน อุตสาหกรรมเดียวกันว่า สามารถให้อัตราผลตอบแทนเทียบกับสินทรัพย์ และเงินลงทุนของผู้ถือหุ้น บริษัทไหนทำได้ดีกว่ากัน บริษัทที่คำนวนได้มากกว่า ยอมดีกว่า แต่จะดียิ่งขึ้นถ้าหากสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในอัตราใกล้เคียงกันต่อเนื่อง ไปหลายๆปี





ที่มา : www.thaihoon.com