ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฟองสบู่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฟองสบู่ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2556

เศรษฐกิจฟองสบู่: บทเรียนจากญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา

เศรษฐกิจฟองสบู่: บทเรียนจากญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา

ปาฐกถาเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (เมษายน 2544)
          โดย ศาสตราจารย์อาโล วูเลอรี่ สถาบันนโยบายที่ดินลินคอล์น เรียบเรียงโดย ดร.โสภณ พรโชคชัย กรรมการผู้จัดการ บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส
          จากประสบการณ์สอนประเมินค่าทรัพย์สินมาตลอด 30 ปี ผมพบว่าอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่นดูคล้ายแปลกประหลาดประการหนึ่ง คือ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในทรัพย์สินต่ำมาก (เพียงราว 2% ขณะที่ประเทศอื่นประมาณ 6-8%) แต่ราคากลับสูงมาก สูงจนกระทั่งว่าครั้งหนึ่งเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เคยมีการประมาณการกันว่า ญี่ปุ่นซี่งมีขนาดที่ดินเพียง 1/33 ของสหรัฐอเมริกา กลับมีมูลค่าที่ดินสูงถึง 2.5 เท่า
          ในช่วงบูมของญี่ปุ่นเมื่อ 15 ปีก่อน เราพบว่า ราคาที่ดินสูงถึง 52 ล้านบาทต่อตารางวาในอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน ซึ่งไม่มีการพัฒนาในรูปแบบใดที่จะสะท้อนราคาตลาดที่สูงเช่นนี้ได้ หรืออีกนัยหนึ่ง มูลค่ากับราคาที่ดินไม่สัมพันธ์กันเสียแล้ว ถ้าพิจารณาจากกฎของมูลค่าทรัพย์สิน จะพบว่า ราคาตลาดของที่ดินในญี่ปุ่นไม่ได้สอดคล้องกับกฎของความเป็นไปได้ในการใช้ ประโยชน์สูงสุดและดีที่สุดเลย นอกจากนี้ยังไม่สอดคล้องกับกฎของความคาดหวังที่ระบุว่า มูลค่าทรัพย์สินขึ้นลงตามประโยชน์ใช้สอยที่คาดหวังในอนาคตเลย ทั้งนี้เพราะราคาที่ดินในญี่ปุ่นขึ้นตามการเก็งกำไรสถานเดียว
          ในปัจจุบันราคาอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่นลดลงไปกว่า 60% แล้ว และยังมีการคาดการณ์กันอีกว่า ราคาจะลดลงอีกประมาณ 50% ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้เพราะราคาที่เป็นอยู่ยังสูงอยู่มาก เช่น ที่อยู่อาศัยในญี่ปุ่นราคาเป็นเงินตารางเมตรละ 240,000 บาท ในขณะที่ในนครลอสแองเจลลิส เป็นเงินเพียงตารางเมตรละ 7,700 บาทเท่านั้น
          ประสบการณ์ของญี่ปุ่นชี้ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นยังขาดความตระหนักรู้ว่า ภาษีที่ดินที่สูงนั้นมีข้อดีอย่างยิ่งในการทำให้เกิดการใช้สอยที่ดินอย่างมี ประสิทธิภาพ สามารถนำภาษีนี้มาพัฒนาสาธารณูปโภคเพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดินในอีกทางหนึ่ง และยังทำให้เกิดฐานภาษีที่แน่นอนจากที่ดิน การลดภาษีที่ดินหรือไม่นำพาที่จะขึ้นภาษีที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์จึงไม่ ใช่หนทางการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง (แต่เป็นการช่วยผู้ประกอบการที่ยังเหลืออยู่เพียงจำนวนไม่มากนัก)
          สำหรับปัญหาในสหรัฐอเมริกานั้น มีรากฐานมาจากสถาบันการเงิน โดยเฉพาะกิจการด้านเงินออมและการให้สินเชื่อ โดยในภาวะเศรษฐกิจปกติ อุตสาหกรรมการออมและการให้สินเชื่อก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อเกิดการ "บูม" ของเศรษฐกิจในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึง ต้นทศวรรษ 1980 ภาวะการณ์ก็เปลี่ยนแปลงเพราะดอกเบี้ยเคลื่อนไหวมากในขณะที่สถาบันการเงิน ต่าง ๆ ใช้เงินกู้ยืมระยะสั้นมาให้สินเชื่อระยะยาว
          จุดหลักที่ทำให้สถาบันการเงินประสบปัญหาก็คือ ความไม่ซื่อสัตย์ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ร่วมฉ้อฉลหรือ "เอาหูไปนา เอาตาไปไร่") และเจ้าของหรือผู้บริหารสถาบันการเงิน จนทำให้เกิดความเสียหายมากมาย เช่น ให้สินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน ให้สินเชื่อแบบแอบแฝงหลายซับหลายซ้อน ทำให้ในภายหลังเมื่อรัฐบาลกลางยื่นมือเข้ามาแก้ไข กลับต้องสูญเสียเงินเพื่อการนี้จำนวนมหาศาล ยิ่งกว่านั้นนักอุตสาหกรรมทางการเงินเหล่านี้ยังสามารถซื้อนักการเมืองใน รัฐสภาได้อีกด้วย ทำให้เกิดการ "ซื้อเวลา" จนการแก้ไขปัญหาล่าช้าออกไป สร้างความเสียหายเพิ่มขึ้น
          และในที่สุดรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาจำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซงในช่วง ปี 2532 ในครั้งนั้นนักการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าของและผู้จัดการสถาบันการเงินถูกจับดำเนินคดีมากมาย (ของเขาเอาจริง)
          นอกจากนี้ รัฐบาลยังตั้ง Resolution Trust Corporation (RTC) ซึ่งก็คือบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่เรากำลังจะตั้งขึ้น RTC นี้มีหน้าที่สำคัญคือ การขายทรัพย์สินให้ได้มาก เร็วและได้ราคาดีที่สุดโดยให้เกิดผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์และสถาบัน การเงินน้อยที่สุด และส่งเสริมการให้มีที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อย (ในขณะที่มีอุปทานเหลืออยู่มากมายในราคาถูก)
          คำถามที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง ก็คือแล้วนักบัญขีสหรัฐอเมริกาไปไหนกันหมด ไม่ได้ตรวจสอบบัญชีให้ถูกต้องจนสถาบันการเงินเหล่านี้เอาบัญชีมา "แหกตา" นักลงทุนหรือชาวบ้านกันอย่างทุจริต คำตอบพวกเขาอยู่ และทำงานบัญชีไว้สวยหรู โดยได้รับค่าจ้างอย่างงาม นี่เป็นข้อสังเกตให้เห็นว่าในภาวะที่มีการโกงกันมหาศาลนัก นักวิชาชีพ (ซึ่งแน่นอนย่อมรวมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินด้วย) ก็มักถูกซื้อได้ แต่แม้แต่ในสหรัฐอเมริกา (แผ่นดินแห่งอารยชน) ก็ไม่มีข้อยกเว้นเลย
          หากมองให้ลึกซึ้งจะพบว่า ในญี่ปุ่น การขาดมาตรการด้านภาษีที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ปัญหาลุกลามออกไป ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ผู้ประเมินค่าทรัพย์สินในญี่ปุ่น ยังประเมินแบบแยกส่วนที่ดินและอาคาร ใช้ข้อมูลการซื้อขายราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นอย่าง "มืดบอด" โดยไม่นำพาว่าเป็นราคาเก็งกำไร ไม่ใช่มูลค่า การใช้วิธีเปรียบเทีบตลาดแบบ "ตะพึดตะพือ" โดยไม่ใช้วิธีแปลงรายได้เป็นมูลค่า โดยเฉพาะสำหรับทรัพย์สินที่สร้างรายได้ เป็นความล้มเหลวของวิชาขีพนี้ในญี่ปุ่น
          ก่อนหน้าการเรียบเรียงนี้ มีผู้บริหารของ Appraisal Institute มาประเทศไทยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ได้แสดงปาฐกถาไว้ว่า ในช่วงก่อนวิกฤติการณ์ 2532 สมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินในอเมริกามีหลายสมาคม ขาดการควบคุมคุณภาพนักประเมินเท่าที่ควร ทำให้เพิ่งเกิดการคุมเข้มนักวิชาชีพนี้เมื่อประมาณ 10 ปีมานี้เอง (ไม่ช้าเกินไปนักที่เราจะเริ่มพัฒนาวิชาชีพอย่างจริงจัง)
          ข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือ ในทุก ๆ ตลาดย่อมมี "คนโง่" ใครก็ตามที่ไม่ตระหนักว่ามี "คนโง่" ในตลาดก็อาจตกเป็น "คนโง่" เสียเอง "คนโง่" เหล่านี้มักซื้อของในราคาแพงอย่างไร้เหตุผล และนึกว่าจะมี "คนโง่ (กว่า)" ซื้อไปในราคาที่สูงขึ้นร่ำไป
          ข้อสรุปสุดท้ายของศาสตราจารย์วูเลอรี่ก็คือ "ความโลภ" คือบ่อเกิดสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาในที่สุด แม้เรามีเครื่องมือที่ทันสมัย มีข้อมูลเพรียบพร้อมที่ดีเพียงใด แต่หากเรามีความละโมบ เราก็อาจ "หลง" ได้ เช่น มีข้อมูลการซื้อขายทรัพย์สินที่กว้างและลึกดีมาก แต่ในการวิเคราะห์ วิเคราะห์ด้วยความละโมบไม่เป็นกลาง โอกาสที่จะวิเคราะห์ผิดเพี้ยนจนทำให้เกิดความเสียหายในการลงทุนก็จะเกิดขึ้น
          ในการแก้ไขปัญหา เราจำเป็นที่ต้องสร้างระบบป้องกันการเกินโอกาสการแสดงออกซึ่งความละโมบให้ ได้ เช่น กรณีทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง ก็สมควรประเมินโดยผู้ประเมินมากกว่า 2 แห่ง ถ้าเห็นต่างกันก็ต้องหาทางวิเคราะห์ให้ได้ว่าเพราะอะไรโดยพลัน จะปล่อยเลยตามเลยไม่ได้ ที่สำคัญต้องสร้างระบบไม่ให้สักแต่จ้างผู้ประเมินเดิม ๆ เพื่อป้องกันการ "ฮั้ว" การที่ผู้รับผิดชอบแก้ปัญหา แต่ไม่พยายามแก้ให้โปร่งใสอย่างถึงที่สุด ทำให้โปร่งใสแต่เพียงรูปแบบเบื้องต้น สมควรต้องสงสัยไว้ก่อนว่า ผู้แก้ปัญหาเหล่านั้น ก็คือผู้ฉ้อฉล หรือผู้โกง (ตัวจริง) เอง (ผู้เรียบเรียงสรุป)

วันจันทร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เรื่องของเศรษฐกิจฟองสบู่

เรื่องของเศรษฐกิจฟองสบู่

เศรษฐศาสตร์จานร้อน  ดร.ศุภวุฒิ  สายเชื้อ  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2547

การ ขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจ ราคาหุ้น และราคาอสังหาริมทรัพย์ ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้เกิดคำถาม และความเป็นห่วงเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยว่า กำลังเข้าสู่สภาวะฟองสบู่หรือไม่

ใน การพูดคุยเกี่ยวกับสภาวะอสังหาริมทรัพย์นั้น เรามักได้ยินคำอธิบายว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ ยังไม่เกิดสภาวะฟองสบู่อย่างแน่นอน เพราะขณะนี้มีการก่อสร้าง และซื้อ-ขายบ้าน บ้านแฝด คอนโด ฯลฯ เพียง 35,000 - 40,000 หลังต่อปี ซึ่งคิดเป็น 1/3 -1/4 ของยอดขายในปี 2537-38 ซึ่งสูงถึง 120,000 - 150,000 หลัง

แต่หากพิจารณาให้ดีแล้ว ก็จะเข้าใจว่า สาเหตุพื้นฐานของฟองสบู่นั้น เกิดจากอุปสงค์ หรือดีมานด์ที่สูงเกินไป อุปทาน คือซัพพลาย ที่มีมากจนล้นตลาดนั้น เกิดขึ้นหลังจากการแตกสลายของฟองสบู่ กล่าวคือ อุปสงค์ ที่มากเกินไปในตอนแรก คือ เหตุ และอุปทานที่มากเกินไปในตอนหลังคือ ผล นั่นเอง

ตัวอย่างฟองสบู่ที่เกิดขึ้นในหุ้นอินเทอร์เน็ตที่สหรัฐ ในช่วง 2542-43 นั้น ผลักดันให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ แนสแด็ก ปรับตัวสูงขึ้นมาที่ระดับ 5,000 จุด และเมื่อฟองสบู่แตก ราคาหุ้นก็ปรับตัวลดลงอย่างมากเหลือเพียง 1,500 จุด และแม้จะฟื้นตัวมาระดับหนึ่ง ในช่วง 2546 ดัชนีหุ้นแนสแด็ก ก็ยังสูงไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจุดสูงสุด เมื่อตอนต้นปี 2543

ประเด็นหลัก คือ สภาวะฟองสบู่เกิดขึ้นจากความต้องการในระยะสั้น ที่สูงเกินความเป็นจริง และสูงเกินกว่าที่จะยืนหยัดอยู่ได้ในระยะยาว และเมื่อมีความต้องการสูงเกินไป ราคาสินทรัพย์ก็ถูกผลักดันให้สูงเกินความเป็นจริงในระยะยาวได้ ซึ่งราคาที่สูงดังกล่าว กลายเป็นปัจจัยส่งเสริม (incentive) ให้มีการเพิ่มการผลิตสินค้าดังกล่าวออกมาจำนวนมาก

แต่การผลิต สินทรัพย์นั้น ต้องใช้เวลา 2-3 ปี กว่าผลผลิตจะออกมาสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็นหุ้น หรือบ้าน และเมื่อสินทรัพย์จำนวนมาก ถูกนำออกมาจำหน่าย ก็จะขายไม่ได้ในราคาที่สูง ดังที่คาดเอาไว้ ผลก็คือ ราคาจะปรับลดลง ทำให้ยิ่งเกิดความไม่มั่นใจ และราคาสินทรัพย์ปรับตัวลงไปอีก เป็นผลให้ผู้ผลิตต้องเสียหาย และล้มละลายเป็นจำนวนมาก
ทำไม สภาวะอุปสงค์ที่สูงเกินจริงจึงเกิดขึ้นได้?

สาเหตุ หลักมักจะเกิดจากความเชื่อในสิ่งประดิษฐใหม่ๆ ว่าจะมีคุณค่าอย่างมาก ต่อสังคม และเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ที่ลงทุนผลิตสินค้าดังกล่าว ได้รับผลตอบแทนมหาศาล การคาดการณ์ ผลกำไรที่สูงเกินจริงนั้น เกิดขึ้นบ่อยๆ ในอดีต เช่น การลงทุนสร้างทางรถไฟในอเมริกา การลงทุนผลิตไฟฟ้า การผลิตรถยนต์ (ซึ่งในช่วงแรก มีหลายร้อยบริษัท และยี่ห้อ)

และล่า สุด คือ อินเทอร์เน็ต และโทรคมนาคม แต่หากศึกษาประวัติศาสตร์ให้ละเอียดแล้ว จะพบว่า นักลงทุนมักจะไม่ได้รับผลตอบแทนสูงมากนัก เพราะการแย่งกันเข้ามาลงทุน จะทำให้เกิดการแข่งขัน และการตัดราคาสินค้า ทำให้ผู้ที่มักจะได้ประโยชน์มากที่สุด คือผู้บริโภคนั่นเอง  


อีกสาเหตุหนึ่ง คือ นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากเกินไป และนานเกินไป ดอกเบี้ยที่ต่ำ จะทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า ตนเองมีกำลังซื้อสินทรัพย์สูง อีกทั้งยังผลักดันให้ต้องรีบเป็นหนี้ และซื้อสินทรัพย์โดยเร็ว เพราะรู้ว่าในที่สุด ราคาสินทรัพย์ และดอกเบี้ยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต

การ ดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสม โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่นั้น เป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมาก ซึ่งนายกรีนสแปน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ ได้กล่าวสุนทรพจน์ในเชิงชมเชยตัวเอง ที่ไม่ได้ปรับดอกเบี้ยขึ้น ในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐ ประสบปัญหาฟองสบู่ในตลาดหุ้น ในช่วง 2542-43 โดยให้เหตุผลว่า ไม่มีใครรู้ได้อย่างแน่ชัดว่า เกิดสภาวะฟองสบู่ขึ้น  ดังนั้น การปรับดอกเบี้ยขึ้น อาจจะทำความเสียหายให้กับเศรษฐกิจได้

อย่าง ไรก็ดี เมื่อฟองสบู่แตกขึ้นจริงๆ ในปี 2543 นายกรีนสแปน ก็รีบปรับลดดอกเบี้ยอย่างมาก และฉับพลัน เหลือเพียง 1.0% จาก 6.5% ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐ ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย คือเศรษฐกิจเข้าสู่สภาวะถดถอยเพียง 3 ไตรมาส ในปี 2544 และขณะนี้ ก็ฟื้นตัวจนสามารถขยายตัวได้ระดับ 3% ในปี 2546 และคาดว่า จะขยายตัว 4.4% ในปี 2547
 


ดังนั้น จึงอาจสรุปได้ว่า เราอาจไม่จำเป็นต้องพยายามรีบจัดการกับฟองสบู่ และหากเกิดการแตกของฟองสบู่ การผ่อนคลายนโยบายการเงินที่ทันท่วงที ก็จะบรรเทาผลกระทบได้เกือบทั้งหมด แต่ข้อสรุปดังกล่าวที่ผิด เพราะ

1. การปล่อยให้ฟองสบู่ในตลาดหุ้นพองตัวขึ้น ทำให้ความไม่สมดุลเกิดขึ้นในส่วนอื่นๆ ด้วย เช่น การใช้จ่ายเกินตัว การสร้างหนี้อย่างมหาศาลของประเทศสหรัฐ ดังเห็นได้จากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งคาดว่าจะรวมกันมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2547

2. การรีบลดดอกเบี้ย เพื่อลดผลกระทบของการแตกฟองสบู่ในตลาดหุ้น ได้ทำให้เกิดฟองสบู่ ในส่วนอื่นของเศรษฐกิจสหรัฐ คือภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจสหรัฐได้ เมื่อดอกเบี้ยขึ้นในอนาคต

3. การปรับตัวลดดอกเบี้ย เมื่อฟองสบู่แตก แต่ไม่ปรับดอกเบี้ยขึ้น เพื่อสกัดการสร้างตัวของฟองสบู่ เป็นการกระทำที่ไม่สมดุล อันจะก่อให้เกิดพฤติกรรมกล้าเสี่ยงที่เกินเลยขอบเขตที่เหมาะสมได้ เพราะนักลงทุน จะรู้ว่า ธนาคารกลางยอมให้เก็งกำไร ผลักดันราคาสินทรัพย์ให้เพิ่มขึ้นเกินจริง โดยไม่ห้ามปราม แต่เมื่อราคาจะปรับลดลง ทางการจะมีมาตรการเข้ามาช่วยเหลือ ไม่ให้เกิดการตกต่ำตามกลไกตลาด
 


แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะปรับตัวดีขึ้น อย่างมากในปี 2546 และ 2547 แต่ก็ยังมีปัญหาการใช้จ่ายเกินตัว ซึ่งกลายเป็นปัญหาโครงสร้าง ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ผลคือ แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว ในอัตราที่สูงกว่า เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ แต่เงินดอลลาร์ กลับลดค่าลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนอาการของประเทศที่มีเศรษฐกิจอ่อนแอมากกว่าเศรษฐกิจที่แข็งแรง

การ ที่สหรัฐสร้างหนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดความไม่มั่นใจ ในศักยภาพของสหรัฐในระยะยาว และความกังวลว่า สหรัฐจะแก้ปัญหาหนี้สินที่เพิ่มพูนของตน โดยการสร้างเงินเฟ้อ ซึ่งส่งผลให้ ราคาทองคำ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการถือทองคำ คือการปกป้องมูลค่าของทรัพย์สิน ในกรณีที่สภาวะเงินเฟ้อเกิดขึ้นจริงในอนาคตครับ
 

วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ครบสิบปีวิกฤติฟองสบู่ มาเรียนรู้จากแนวทางเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ตอนที่ 1)

ครบสิบปีวิกฤติฟองสบู่ มาเรียนรู้จากแนวทางเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ตอนที่ 1)


      หมายเหตุผู้เขียน: ข้อเขียนที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ ผมได้เรียบเรียงขึ้นเมื่อราวกลางปี 2542 คือราว 2 ปีหลังวิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่ ด้วยวัตถุประสงค์หลักในการใช้เป็นต้นฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับแนวพระราชดำริและพระราชกรณียกิจ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในทางเศรษฐกิจ ต่อผู้อ่านชาวต่างประเทศ โดยมีสมมุติฐานว่าผู้อ่านไม่มีพื้นความรู้มากนัก เกี่ยวกับภูมิหลังทางสังคมและเศรษฐกิจของไทย 

      ต้นฉบับภาษาไทยตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ “พระเจ้าแผ่นดิน” ฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในหนังสือ ‘The Thai Monarchy” ทั้ง 2 เล่มจัดพิมพ์โดยคณะอนุกรรมการฝ่ายเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ในคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ การจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 และหลังจากนั้น ฉบับภาษาไทยได้รับการตีพิมพ์ซ้ำอีกครั้งในหนังสือ "คือความภูมิใจ" ซึ่งเป็นหนังสือรวมบทความทางวิชาการ เนื่องในโอกาสการเกษียณอายุราชการของ ศ.ดร ฉัตรทิพย์ นาถสุภา

      เนื่องจากวันนี้เป็นวาระครบรอบ 10 ปี วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ ผมจึงเกิดความคิดที่จะนำข้อเขียนนี้มาเผยแพร่อีกครั้งตามต้นฉบับเดิม ด้วยความคาดหวังว่าท่านผู้อ่านแต่ละท่านจะได้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ จากการเรียนรู้และใคร่ควรญถึงแนวพระราชดำริ และพระราชวิริยะอุตสาหะในด้านเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังที่เราได้ประจักษ์มาตลอดรัชสมัย

      เพื่อให้เหมาะสมกับความยาวของ เนื้อหา ผมจึงจะขอนำบทความนี้มาทยอยเผยแพร่ต่อกันเป็นรายวันทีละตอนๆ และเมื่อจบบทความทั้งหมดแล้ว ก็จะนำเชิงอรรถและบรรณานุกรมมาเผยแพร่ต่อท้ายให้ครบถ้วนสมบูรณ์ใน การเรียบเรียงข้อเขียนเล็กๆ ชิ้นนี้ ผมขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงสำหรับ ศ.ดร ฉัตรทิพย์ นาถสุภา แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้ให้ข้อคิดและคำแนะนำในการวิเคราะห์และเรียบเรียงเนื้อหาในบทความนี้ อย่างไรก็ตาม ความรับผิดชอบต่อเนื้อหาและการตีความข้อมูลที่ใช้ในบทความทั้งหมดเป็นของผม แต่เพียงผู้เดียว

-------------------------------------------------------------------------
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับเศรษฐกิจไทย (ตอนที่ 1)

      ในช่วงราว 5 ปีสุดท้ายของคริสตศตวรรษที่ 20  มีเหตุการณ์ที่ส่งผลคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเกิดขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง นับตั้งแต่การแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศที่รุนแรงขึ้น ทำให้การส่งออกอันเป็นรายได้หลักของไทยเริ่มชะลอตัวขณะที่การนำเข้ายังอยู่ ในปริมาณสูง ประเทศขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้น ธนาคารและสถาบันการเงินหลายแห่งประสบปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นจนขาด ความน่าเชื่อถือ จนรัฐบาลต้องสั่งพักการดำเนินงานของบริษัทเงินทุน 58 แห่ง ซึ่งมียอดรวมของธุรกิจไม่ต่ำกว่า 8 แสนล้านบาท

      ตั้งแต่ต้นปี 2540 เป็นต้นมา เจ้าหนี้ต่างประเทศเริ่มขาดความเชื่อถือความสามารถในการชำระหนี้เงินกู้ของ ภาคธุรกิจเอกชนไทยและไม่ต้องการต่อสัญญาเงินกู้ที่ส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ระยะ สั้น  มีการเก็งกำไรโจมตีค่าเงินบาทซึ่งขณะนั้นผูกติดกับดอลลาร์ ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องใช้เงินทุนสำรอง 2.3 ล้านเหรียญสหรัฐไปทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าเพื่อปกป้องค่า เงินบาทให้คงที่ซึ่งส่งผลให้เงินทุนสำรองของประเทศร่อยหรอ และฐานะทางการเงินของประเทศอ่อนแอลง

      ในที่สุด เมื่อถึงต้นเดือนกรกฎาคม รัฐบาลต้องประกาศให้เงินบาทลอยตัว ทำให้ค่าเงินบาทลดลงร้อยละ 30-40 และรัฐบาลต้องขอกู้เงินฉุกเฉินอย่างมีเงื่อนไขจากกองทุนการเงินระหว่าง ประเทศ ( IMF ) ในเดือนสิงหาคม พร้อมกับดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตามแนวทางที่เข้มงวดของ IMF


      ภาวะทั้งหมดดังกล่าว ส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซาอย่างรุนแรง ราคาสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น การลงทุนชะงักงัน ภาคธุรกิจหลายแขนงประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง ต้นทุนสูง รายได้ตก จนต้องปิดกิจการหรือลดขนาด มีการลดเงินเดือนหรือสวัสดิการ ไปจนถึงเลิกจ้างพนักงาน โดยเมื่อถึงเดือนมีนาคม 2542 มีคนตกงานไปแล้วกว่า 2 ล้านคน

      นอกจากการต้องรับผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาวะการ ดำรงชีพแล้ว ประชาชนชาวไทยแทบทั้งประเทศยังรู้สึกสับสนและตื่นตระหนกต่อสภาวการณ์เช่นนี้ เพราะหากมองย้อนกลับไปพิจารณาถึงภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในช่วงราว 1 ทศวรรษก่อนวิกฤติการณ์ ประเทศไทยยังได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่มีความเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราสูง อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องจนเป็นที่คาดหมายกันว่ากำลังจะก้าวสู่ความเป็น ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ที่สำคัญอีกแห่งในภูมิภาค แต่นอกเหนือไปจากความงุนงงต่อสิ่งเกิดขึ้นแล้ว ความรู้สึกอีกด้านที่อาจจะคุกคามจิตใจของประชาชนไทยในวิกฤติเศรษฐกิจได้มาก ยิ่งกว่าก็คือ ความรู้สึกอับจนหนทาง ความรู้สึกสิ้นหวังและไม่แน่ใจในหนทางที่จะก้าวเดินต่อไปในอนาคต

      ท่ามกลางกระแสคลื่นของความท้อแท้และระส่ำระสายที่กำลังขยายวงกว้างออกไปทุกขณะ นี้เอง ชาวไทยทั้งมวลก็ได้รับทั้งแง่คิด ข้อเตือนใจและคำอธิบายถึงมูลเหตุกับหนทางแก้ไขสำหรับภาวะวิกฤตินี้อย่างเป็น รูปธรรม ชัดเจน และครบถ้วนบริบูรณ์  แง่คิดดังกล่าวนี้ ได้ถูกนำมาใช้เป็นเสมือนแสงสว่างนำทางให้แก่ประชาชาติไทยท่ามกลางหนทางอัน มืดมิด เป็นต้นร่างของแนวปฏิบัติเพื่อเผชิญและก้าวข้ามวิกฤติการณ์อย่างองอาจและมี ความหวัง เป็นเข็มทิศชี้ทางให้แก่ทั้งภาครัฐ หน่วยราชการ และประชาชนคนทุกฐานะทุกภูมิภาคได้อย่างปราศจากผู้ตั้งข้อสงสัยนั่นคือแง่คิดและแนวทางเพื่อเอาชนะวิกฤติเศรษฐกิจ จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 

      ใจความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจในพระราช ดำรัสดังกล่าว คือให้เน้นการผลิตและส่งออกสินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบและแรงงานในประเทศ ให้มีการลงทุนในขนาดและระดับเทคโนโลยีที่เหมาะสม ให้มีการให้ความสำคัญกับการเพิ่มคุณภาพผลผลิตโดยมีการวิจัยรวมทั้งให้การ สนับสนุนแก่เกษตรกร และประชาชนในประเทศ   ควรปรับเปลี่ยนทัศนคติในการทำมาหากิน,การค้า, และการบริโภค  ให้มีส่วนหนึ่งเป็น “แบบพอเพียง” คือให้ “พอมีพอกิน...อุ้มชูตัวเองได้”


      สำหรับ ชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีโอกาสได้รับรู้ถึงความเป็นไปในสังคมไทยมากนัก ก็อาจเป็นการง่ายที่จะมองว่า สังคมไทยแสดงอาการยอมรับแง่คิดดังกล่าวนี้อย่างกว้างขวาง ก็เพราะบุคคลอันเป็นเจ้าของแง่คิดนี้เป็นผู้ที่มีสถานะสำคัญอย่างยิ่ง คือเป็นองค์พระประมุขของชาติ การมองในแง่นี้อาจจะมีมูลความจริงอยู่บ้าง แต่สิ่งที่เป็นความจริงยิ่งกว่านั้น ซึ่งประชาชนไทยและผู้ที่ได้รับรู้ถึงสภาวการณ์ของประเทศไทย ตลอดเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาต่างทราบเป็นอย่างดีก็คือ แง่คิดและแนวทางต่างๆในพระราชดำรัส ไม่ได้เป็นเพียงความคิดเห็นเพื่อเผชิญกับสถานการณ์วิกฤติอย่างเฉพาะหน้า หรือเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน แต่เป็นผลสรุปรวมจากการค้นคว้าและทดลองในทางเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ที่ทรงดำเนินการผ่านพระราชกรณียกิจต่างๆ และประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์แจ้ง ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีในรัชสมัยของพระองค์

      การที่จะเข้าใจเรื่องราวดังที่กล่าวนี้ได้นั้น จำเป็นต้องย้อนกลับไปพิจารณาสภาพสังคมและเศรษฐกิจไทย กับแนวพระราชดำริและพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ ตั้งแต่ต้นรัชกาล คือในปีพุทธศักราช 2489 เป็นต้นมา