ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แนวทาง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แนวทาง แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ความเชื่อเกี่ยวกับการลงทุนในแนวทางเน้นคุณค่า

ความเชื่อเกี่ยวกับการลงทุนในแนวทางเน้นคุณค่า

ที่มา http://www.oknation.net/blog/STRATEGICSTOCK/2008/09/21/entry-4
ความเชื่อเกี่ยวกับการลงทุนในแนวทางเน้นคุณค่า (Value Investment)กับความเห็นของผู้เขียน..


ความเชื่อ : นักลงทุน VI นิยมลงทุนในหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูง

ความ เห็น : เมื่อนักลงทุน VI จะลงทุนในหุ้น ต้องพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานต่างๆของกิจการ โดยที่ผลตอบแทนจากเงินปันผลเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น และที่จริงไม่ควรจะเป็นปัจจัยหลัก แม้ว่าโดยส่วนใหญ่หุ้นที่จ่ายปันผลสูงจะมีความเสี่ยงที่ราคาจะลดลงต่ำกว่า หุ้นที่จ่ายปันผลน้อย และเงินปันผลจะเป็นกับดัก หากเป็นเงินปันผลที่ไม่มีคุณภาพ เช่น จ่ายในระดับสูงเมื่อเทียบกับกำไรที่ทำได้ ในขณะที่กิจการยังต้องการเงินทุน เงินปันผลที่จ่ายจากกำไรที่ทำได้สูงกว่าปกติ หรือเงินปันผลจากกิจการที่ความสามารถในการทำกำไรในอนาคตลดลง หากนักลงทุนสบายใจที่จะลงทุนในหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูง สิ่งที่ต้องมองหาคือความยั่งยืนและคุณภาพของเงินปันผล


ความเชื่อ : นักลงทุน VI นิยมลงทุนในหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ

ความ เห็น : นักลงทุน VI ลงทุนในหุ้นโดยตัดสินใจจากปัจจัยพื้นฐานของกิจการ สภาพคล่องในการซื้อขายไม่ควรจะเป็นประเด็นหลัก แต่เนื่องจากหุ้นเหล่านี้มีคนซื้อ คนขายน้อย มีความเสี่ยงที่เมื่อนักลงทุนต้องการขายอาจจะไม่มีคนรับซื้อ หรือขายได้ในราคาต่ำๆ ดังนั้นหากนักลงทุนพิจารณาลงทุนในหุ้นเหล่านี้ ควรเป็นการลงทุนระยาว และต้องมั่นใจในพื้นฐานของกิจการ และซื้อในราคาที่มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย(Margin of safety) มากกว่าปกติ


ความเชื่อ : นักลงทุน VI ถือหุ้นระยะยาว ซื้อหุ้นแล้วไม่ขาย ถือไปตลอดชีวิต

ความ เห็น : นักลงทุน VI จะซื้อหุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และจะขายเมื่อราคาหุ้นขึ้นไปถึงหรือเกินกว่าราคาที่ควรจะเป็น ดังนั้นการซื้อหรือขาย ขึ้นอยู่กับราคาหุ้นในตลาดกับมูลค่าที่เหมาะสม ระยะเวลาในการถือหุ้นไม่ควรมีหลักเกณฑ์ตายตัว ในความเป็นจริงเมื่อนักลงทุนซื้อหุ้นและรอให้ตลาดรับรู้มูลค่า ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลานาน เพราะพื้นฐานของกิจการต้องอาศัยระยะเวลาในการเปลี่ยนแปลง ซึ่งทำให้ดูเสมือนว่านักลงทุนมักถือหุ้นระยะยาว

ความเชื่อ : นักลงทุน VI ต้องเรียนสูง มีความฉลาดทางปัญญา(IQ) ระดับสูง

ความ เห็น : เชื่อกันว่าระดับ IQ มีผลต่อการลงทุนบ้าง แต่สิ่งที่จำเป็นมากกว่าคือนักลงทุนต้องพัฒนาให้มีความฉลาดทางอารมณ์(EQ) สูง เพื่อที่จะได้ใช้ประโยชน์จากความฉลาดของปัญญาหรือ IQ ได้เต็มที่ นักลงทุนที่โดดเด่นจะมีทั้ง IQ และ EQ สูง ส่วนทักษะที่จำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อนำมาใช้ในการลงทุน ควรรู้คณิตศาสตร์เบื้องต้น รู้ภาษาธุรกิจซึ่งก็คือการบัญชีเบื้องต้น และควรจะสามารถวิเคราะห์โดยใช้เหตุและผลได้ดี โดยที่ความรู้เช่นนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องเรียนสูงๆหรือจบจากสถาบันดีๆ แล้วจะทำได้ดีกว่า


ความเชื่อ : นักลงทุน VI ไม่ลงทุนในวอร์แรนต์

ความ เห็น : วอร์แรนต์คือตราสารแสดงสิทธิ์ที่จะซื้อหุ้นในอนาคตตามเงื่อนไขบางประการ ดังนั้นวอร์แรนต์ควรจะได้รับการประเมินมูลค่าบนบรรทัดฐานเดียวกับการประเมิน มูลค่าหุ้น หากวอร์แรนต์มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น ก็ไม่มีเหตุผลใดที่นักลงทุน VI จะไม่ลงทุน แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนลงทุนคือวอร์แรนต์เป็นตราสารอนุพันธ์ซึ่งอ้างอิง อยู่กับราคาหุ้นแม่ แต่จะมีความผันผวนมากกว่า เพราะคุณสมบัติของอัตราการทวีผล(Gearing) กิจการที่มีการเพิ่มทุนโดยการออกวอร์แรนต์หรือเพิ่มทุนโดยตรง จะไม่ทำให้นักลงทุนเสียหาย หากกิจการสามารถที่จะสร้างกำไรเพิ่มชดเชยผลกระทบจากที่มีหุ้นเพิ่ม(Dilution Effect) หรือจะดียิ่งกว่าหากกิจการนำเงินไปลงทุนได้ผลกำไรสูงกว่าต้นทุนเงินลงทุนของ ผู้ถือหุ้น


ความเชื่อ : หุ้น VI ส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่มีอัตราการเติบโตของผลกำไรต่ำแต่มั่นคง

ความ เห็น : หลักการของการลงทุนแบบ VI คือการซื้อหุ้นที่มูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นไม่ว่าหุ้นนั้นจะเป็นหุ้นเติบโตสูง (Growth Stock) หุ้นวัฏจักร(Cyclical Sstock) หุ้นสินทรัพย์มาก (Asset play) หรือหุ้นมั่นคง (Defensive Stock) ควรจะได้รับการพิจารณาเหมือนๆกันในแง่ความคุ้มค่าเมื่อเปรียบเทียบกับราคา ที่นักลงทุนจะจ่าย แต่สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนควรเข้าใจคือหุ้นที่แตกต่างกัน ไม่สามารถที่จะวัดความถูกหรือแพงโดยใช้อัตราส่วนทางการเงินตัวเดียวกัน เช่นการใช้อัตราส่วน ราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น (PE Ratio) หุ้นทั่วๆไป ค่าพีอีที่ต่ำแสดงว่าหุ้นตัวนั้นราคาถูก แต่หากเป็นหุ้นที่มีการเติบโตสูง ค่าพีอีที่ไม่สูงกว่าการอัตราการเติบโตของผลกำไร ก็ถือว่าหุ้นราคาถูกเช่นกัน ในขณะที่การใช้ค่าพีอีกับหุ้นที่เป็นวัฏจักรจะเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม คือค่าพีอีที่สูงแสดงว่าหุ้นอาจจะกำลังอยู่ในภาวะที่ควรลงทุน เป็นต้น


ความเชื่อ : การลงทุนในหุ้นสามัญเป็นการเสี่ยง แม้ลงทุนแบบ VI ก็มีความเสี่ยง

ความ เห็น : เป็นความจริงที่ว่าการลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงที่สุดคือการไม่ลงทุนอะไรเลย เพราะเงินเฟ้อจะลดอำนาจซื้อของเงินอยู่ตลอดเวลา หากเป็นมนุษย์เงินเดือนทั่วๆไป การลงทุนฝากเงินธนาคารที่มีความเสี่ยงการลดลงของเงินต้นต่ำ อาจจะเพียงพอที่จะใช้ชีวิตแบบพอเพียง และอาจจะต้องกระเบียดกระเสียรในชีวิตหลังเกษียณ หากต้องการแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ทุกคนควรแบ่งเงินลงทุนในหุ้นบ้างตามความสามารถในการรับความเสี่ยง หากมีการกระจายการลงทุนในหุ้นที่เหมาะสม ความเสี่ยงที่เงินลงทุนจะกลายเป็นศูนย์จะเท่าๆกับความเสี่ยงที่เงินฝากใน ธนาคารจะกลายเป็นศูนย์เช่นกัน และหากถึงวันนั้นจริง เงินที่ฝั่งตุ่มไว้ก็คงมีค่าเพียงเศษกระดาษเท่านั้น


โดยพี่ ลูกอิสาน

วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ครบสิบปีวิกฤติฟองสบู่ มาเรียนรู้จากแนวทางเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ตอนที่ 2)





พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับเศรษฐกิจไทย (ตอนที่ 2)

      เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองสิริราช สมบัติ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สงครามโลกครั้งที่ 2 เพิ่งจะยุติไปได้ไม่นานนั้น  จะพบว่าสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยอยู่ในภาวะที่เรียกได้ว่ายากลำบาก ข้อมูลด้านประชากรเมื่อปี 2485 บ่งชี้ว่าโอกาสที่เด็กทารกจะเสียชีวิตก่อนอายุ 1 ขวบมีถึง 1 ใน 8 ( ปัจจุบันคือ 1 ต่อ 30 ) เด็กที่มีชีวิตรอดมาหลังจากนั้นก็ต้องเผชิญกับโรคภัยนานาชนิดซึ่งส่วนใหญ่ เป็นโรคติดต่อ ( โดยเฉพาะมาลาเรีย ) ในพื้นที่ชนบท ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรกว่าร้อยละ 80 เต็มไปด้วยภัยจากโจรผู้ร้ายที่เพิ่มขึ้นมากหลังสงครามยุติ กิจกรรมการผลิตหลักในชนบทคือการทำนา ซึ่งทำได้เพียงปีละครั้งเดียวโดยใช้เวลาทำนาเพียงประมาณครึ่งปี สำหรับเวลาที่เหลือก็ยากที่จะหางานนอกภาคการเกษตร  การคมนาคมยากลำบากและเงินตราก็ขาดแคลนจนกระทั่งในหลายท้องที่ที่ห่างไกล ชาวชนบทต้องค้าขายแบบแลกเปลี่ยนสินค้ากันเองโดยตรง

      ในช่วงเวลานั้น เศรษฐกิจของประเทศยังขึ้นอยู่กับการส่งออกผลิตผลจากภาคการเกษตรและการทำ เหมือง ( สินค้าออกที่สำคัญคือข้าว ไม้สัก ดีบุก และยางพารา ) แต่สถานการณ์โดยรวมทางการเงินการคลังก็อยู่ในภาวะวิกฤติ เนื่องจากผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้มูลค่าของเงินบาทลดลงเหลือเพียง 1 ใน 7 ของมูลค่าเดิมเมื่อสงครามยุติ และลงอีกร้อยละ 20 ในระยะ 2 ปีต่อมา ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย และทำให้รายได้ที่แท้จริงของข้าราชการลดลงเหลือเพียงร้อยละ 3 ของรายได้ช่วงก่อนสงคราม

      ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปีที่พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์นั้น อาจจะมองเห็นได้ชัดเจนผ่านบันทึกของที่ปรึกษาทางการคลังของรัฐบาลไทย ที่ว่า “... ในเดือนพฤษภาคม พศ. 2489 ประเทศสยามได้เริ่มตั้งตัวจากที่ไม่มีอะไรเลย เงินคงคลังของรัฐบาลหมดเกลี้ยง ทรัพย์สินที่เหลืออยู่ของประเทศก็คือ ศักยภาพในการแสวงหาเงินตราต่างประเทศเข้ามาในอนาคตเท่านั้น ...”4

      ในด้านที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น หากพิจารณาจากพระราชประวัติตั้งแต่เสด็จพระราชสมภพจนกระทั่งขึ้นครองราช สมบัติ ก็สามารถกล่าวได้ว่าทรงสัมผัสหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับประเทศและประชาชนชาว ไทยน้อยมาก เพราะนอกจากจะทรงถือกำเนิดในราชสกุลอันสูงของสังคมไทยซึ่งมีช่องว่างอย่าง มากต่อความสัมพันธ์กับประชาชนแล้ว ยังทรงพระราชสมภพและทรงใช้ชีวิตวัยเยาว์ส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศ 5 อย่างไรก็ตาม ชีวิตขณะทรงพระเยาว์ในต่างประเทศที่เรียบง่ายและประหยัดเช่นเดียวกับสามัญชน กับประสบการณ์ในสภาพสังคมที่แตกต่างจากประเทศไทย ( โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังปี 2476 ที่เสด็จไปประทับ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อันเป็นประเทศที่พัฒนาเศรษฐกิจจนแข็งแกร่งขึ้นมาจากปัจจัยรากฐานทางการเกษตร ที่มีอยู่เดิมภายในประเทศ และภาคการเกษตรก็ยังคงมีความสำคัญอยู่มากทางเศรษฐกิจแม้จนทุกวันนี้ ) ก็อาจมีอิทธิพลต่อโลกทัศน์, พระราชจริยาวัตร และแนวพระราชดำริในทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งทรงแสดงให้เห็นผ่านพระราชกรณียกิจต่างๆ ในช่วงเวลาต่อมา

      พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีโอกาสสัมผัสกับแผ่นดินและประชากรของพระองค์อย่าง จริงจัง ใกล้ชิด และต่อเนื่องตั้งแต่เสด็จนิวัติพระนครเมื่อปลายปี 2494 เป็นต้นมา โดยเริ่มจากจังหวัดประจวบคิรีขันธ์อันเป็นที่ตั้งของพระราชวังไกลกังวลซึ่ง เป็นที่ประทับชายทะเลในอำเภอหัวหิน ( เทียบได้กับ camp David ของประมุขประเทศสหรัฐอเมริกา ) โดยเมื่อเสด็จแปรพระราชฐานมายังพระราชวังแห่งนี้นับตั้งแต่ครั้งแรกในปี 2495  ก็โปรดที่จะเสด็จฯเพื่อทรงเยี่ยมเยียนประชาชนในพื้นที่ชนบทใกล้เคียง และเริ่มทรงสัมผัสกับปัญหาและความทุกข์ยากของประชาชน พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในยุคแรกๆ ก็เริ่มต้นในจังหวัดนี้

      การเสด็จเยี่ยมราษฎร ค่อยๆขยายขอบข่ายออกไปในจังหวัดต่างๆ ทั่วพื้นที่ภาคกลาง แล้วขยายออกไปในภูมิภาคต่างๆ ทั่วทั้งประเทศ เริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ( 2498 ) ภาคเหนือ ( 2499 ) และภาคใต้ ( 2502 ) ซึ่งการเสด็จเยี่ยมราษฎรในทั่วทุกภูมิภาคนี้ ต่อมาจะกลายเป็นพระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญมาตลอดรัชสมัย ในช่วงเวลาเดียวกัน ก็มีการก่อสร้างพระราชฐานต่างจังหวัดในทุกภูมิภาคของประเทศ เป็นการเปิดโอกาสให้ทรงใช้เวลาใกล้ชิดกับประชาชนในต่างจังหวัดยิ่งขึ้น ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้ว จะทรงใช้เวลาในการแปรพระราชฐานไปยังจังหวัดต่างๆ ราว 7 - 8 เดือนในแต่ละปี

      ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรู้จักและเข้าใจพื้นฐานอันแท้จริงของแผ่นดินและประชากรในราชอาณาจักรของ พระองค์มากขึ้นทุกขณะ นำมาซึ่งพระราชกรณียกิจเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชนทั่วทั้ง ประเทศ  

      หากใช้คำนิยามของวิชาเศรษฐศาสตร์ ที่ว่าด้วย “การวางแผนและการบริหารจัดการกิจกรรมด้านการผลิต และการกระจายสินค้าและบริการที่ผลิตได้ไปสู่ผู้บริโภคและผู้ใช้บริการ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสนองความต้องการของสมาชิกในสังคมให้ดีที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้” มาเป็นกรอบพิจารณาพระราชกรณียกิจและแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวที่ทรงดำเนินผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ  ซึ่งอาจแยกให้เห็นเด่นชัดเป็น 2 กลุ่ม คือโครงการศึกษาวิจัย และโครงการปฏิบัติการพัฒนา  จะพบว่าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแทบทั้งหมด ล้วนมีเป้าหมายหลักในการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศให้แข็งแกร่งและ มั่นคง

      พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักดีว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยตั้งอยู่บนพื้นฐานของภาคการเกษตร 6 ด้วยเหตุดังกล่าว จึงสนพระราชหฤทัยในด้านการเกษตรเป็นอย่างมาก ทรงริเริ่มโครงการทั้งทางด้านการวิจัยและด้านการพัฒนาในชนบทของทุกภูมิภาค โดยมีจุดเน้นที่ปัจจัยหลักในการผลิตสำหรับภาคการเกษตร 5 ประการ คือแหล่งน้ำ ที่ดินทำกิน ทุน เทคโนโลยี และตลาด อย่างครบวงจร 7

      ในบรรดาปัจจัยหลักทั้ง 5 ประการดังกล่าวนี้ การพัฒนาแหล่งน้ำและระบบชลประทาน อาจถือได้ว่าเป็นพระราชกรณียกิจที่ทรงให้ความสำคัญเป็นอย่างสูง ทรงพระราชทานพระราชดำริและทรงกระตุ้นหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องให้มีการ ดำเนินงานในด้านนี้ตั้งแต่ในระยะต้นรัชกาลจนถึงปัจจุบัน ด้วยทรงถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดทั้งในการดำรงชีวิตและการประกอบ อาชีพ ดังจะเห็นได้จากพระราชดำรัสที่พระราชทานสัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศที่ว่า “...THE MINIMUM INCLUDES WATER TO DRINK AND WATER TO IRRIGATE THE FIELDS. THESE BASICS ARE LACKED BY THE VILLAGERS AND THAT IS WHY WE MUST GIVE THEM...” 8

      ในด้านทุน, ที่ดิน และการตลาด นอกจากจะทรงพระราชทานพระราชดำริต่อหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือ เกษตรกรแล้ว   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงเป็นผู้นำในการพระราชทานทั้งเงินทุนและ ที่ดินสำหรับส่งเสริมการรวมตัวของเกษตรกรเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพการจัดการผลิต ในรูปของสหกรณ์การเกษตร รวมทั้งทรงสนับสนุนให้มีช่องทางการตลาดที่กว้างขวางและหลากหลาย ซึ่งในปัจจุบัน มีชุมชนและกลุ่มสหกรณ์จำนวนหลายแห่งที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินงาน สามารถสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานป้อนสู่ตลาดได้ทั้งประเทศ 9

      พระราชกรณียกิจเท่าที่กล่าวมานี้ หากมองอย่างผิวเผิน ก็อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมุ่งยกระดับเศรษฐกิจพื้นฐานในภาคการเกษตร โดยมอบ ( หรือทรงอำนวยการให้มีการมอบ ) ปัจจัยต่างๆอย่างสำเร็จรูปในลักษณะของการบริจาคสู่ผู้ยากไร้โดยผู้ที่มี อำนาจและกำลังทรัพย์มากกว่า และอาจส่งผลให้เกษตรกรในชนบทเคยชินกับการคอยรับความช่วยเหลือ  ซึ่งผู้สื่อข่าวจากนิตยสาร FAR EASTERN ECONOMIC REVIEW  ซึ่งมีโอกาสตามเสด็จขณะเสด็จทรงงานในชนบทพร้อมทั้งได้รับพระราชทานสัมภาษณ์ ได้เคยนำเสนอประเด็นปัญหาและคำตอบในเรื่องดังกล่าวนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า
 ... A RECURRENT TROUBLE WITH ALL AID PROGRAMMES IS DANGER THAT THEY WILL CREATE AN ATTITUDE OF DEPENDENCY - DO NOT GIVE PEOPLE FISH, AS THE SAYING GOES: BETTER GIVE THEM A ROD AND LINE, AND TEACH THEM HOW TO FISH. WERE HIS EFFORTS APPRECIATED? WERE THE VILLAGES GRATEFUL? “NO ONE REALLY APPRECIATES,” HE ( พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ) SAID , “THEY ALWAYS WANT MORE. THAT IS WHY THEY MUST BE ENCOURAGED TO MAKE THEMSELVES SELF- SUPPORTING, TO STAND ON THEIR OWN FEET. THAT IS WHY IT IS IMPORTANT NOT TO GIVE TOO MUCH AND EVEN MORE IMPORTANT NOT TO PROMISE TOO MUCH ...” 10

ที่มา:http://www.oknation.net/blog/print.php?id=65802 

ครบสิบปีวิกฤติฟองสบู่ มาเรียนรู้จากแนวทางเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ตอนที่ 1)

ครบสิบปีวิกฤติฟองสบู่ มาเรียนรู้จากแนวทางเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ตอนที่ 1)


      หมายเหตุผู้เขียน: ข้อเขียนที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ ผมได้เรียบเรียงขึ้นเมื่อราวกลางปี 2542 คือราว 2 ปีหลังวิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่ ด้วยวัตถุประสงค์หลักในการใช้เป็นต้นฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับแนวพระราชดำริและพระราชกรณียกิจ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในทางเศรษฐกิจ ต่อผู้อ่านชาวต่างประเทศ โดยมีสมมุติฐานว่าผู้อ่านไม่มีพื้นความรู้มากนัก เกี่ยวกับภูมิหลังทางสังคมและเศรษฐกิจของไทย 

      ต้นฉบับภาษาไทยตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ “พระเจ้าแผ่นดิน” ฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในหนังสือ ‘The Thai Monarchy” ทั้ง 2 เล่มจัดพิมพ์โดยคณะอนุกรรมการฝ่ายเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ในคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ การจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 และหลังจากนั้น ฉบับภาษาไทยได้รับการตีพิมพ์ซ้ำอีกครั้งในหนังสือ "คือความภูมิใจ" ซึ่งเป็นหนังสือรวมบทความทางวิชาการ เนื่องในโอกาสการเกษียณอายุราชการของ ศ.ดร ฉัตรทิพย์ นาถสุภา

      เนื่องจากวันนี้เป็นวาระครบรอบ 10 ปี วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ ผมจึงเกิดความคิดที่จะนำข้อเขียนนี้มาเผยแพร่อีกครั้งตามต้นฉบับเดิม ด้วยความคาดหวังว่าท่านผู้อ่านแต่ละท่านจะได้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ จากการเรียนรู้และใคร่ควรญถึงแนวพระราชดำริ และพระราชวิริยะอุตสาหะในด้านเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังที่เราได้ประจักษ์มาตลอดรัชสมัย

      เพื่อให้เหมาะสมกับความยาวของ เนื้อหา ผมจึงจะขอนำบทความนี้มาทยอยเผยแพร่ต่อกันเป็นรายวันทีละตอนๆ และเมื่อจบบทความทั้งหมดแล้ว ก็จะนำเชิงอรรถและบรรณานุกรมมาเผยแพร่ต่อท้ายให้ครบถ้วนสมบูรณ์ใน การเรียบเรียงข้อเขียนเล็กๆ ชิ้นนี้ ผมขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงสำหรับ ศ.ดร ฉัตรทิพย์ นาถสุภา แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้ให้ข้อคิดและคำแนะนำในการวิเคราะห์และเรียบเรียงเนื้อหาในบทความนี้ อย่างไรก็ตาม ความรับผิดชอบต่อเนื้อหาและการตีความข้อมูลที่ใช้ในบทความทั้งหมดเป็นของผม แต่เพียงผู้เดียว

-------------------------------------------------------------------------
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับเศรษฐกิจไทย (ตอนที่ 1)

      ในช่วงราว 5 ปีสุดท้ายของคริสตศตวรรษที่ 20  มีเหตุการณ์ที่ส่งผลคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเกิดขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง นับตั้งแต่การแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศที่รุนแรงขึ้น ทำให้การส่งออกอันเป็นรายได้หลักของไทยเริ่มชะลอตัวขณะที่การนำเข้ายังอยู่ ในปริมาณสูง ประเทศขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้น ธนาคารและสถาบันการเงินหลายแห่งประสบปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นจนขาด ความน่าเชื่อถือ จนรัฐบาลต้องสั่งพักการดำเนินงานของบริษัทเงินทุน 58 แห่ง ซึ่งมียอดรวมของธุรกิจไม่ต่ำกว่า 8 แสนล้านบาท

      ตั้งแต่ต้นปี 2540 เป็นต้นมา เจ้าหนี้ต่างประเทศเริ่มขาดความเชื่อถือความสามารถในการชำระหนี้เงินกู้ของ ภาคธุรกิจเอกชนไทยและไม่ต้องการต่อสัญญาเงินกู้ที่ส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ระยะ สั้น  มีการเก็งกำไรโจมตีค่าเงินบาทซึ่งขณะนั้นผูกติดกับดอลลาร์ ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องใช้เงินทุนสำรอง 2.3 ล้านเหรียญสหรัฐไปทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าเพื่อปกป้องค่า เงินบาทให้คงที่ซึ่งส่งผลให้เงินทุนสำรองของประเทศร่อยหรอ และฐานะทางการเงินของประเทศอ่อนแอลง

      ในที่สุด เมื่อถึงต้นเดือนกรกฎาคม รัฐบาลต้องประกาศให้เงินบาทลอยตัว ทำให้ค่าเงินบาทลดลงร้อยละ 30-40 และรัฐบาลต้องขอกู้เงินฉุกเฉินอย่างมีเงื่อนไขจากกองทุนการเงินระหว่าง ประเทศ ( IMF ) ในเดือนสิงหาคม พร้อมกับดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตามแนวทางที่เข้มงวดของ IMF


      ภาวะทั้งหมดดังกล่าว ส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซาอย่างรุนแรง ราคาสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น การลงทุนชะงักงัน ภาคธุรกิจหลายแขนงประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง ต้นทุนสูง รายได้ตก จนต้องปิดกิจการหรือลดขนาด มีการลดเงินเดือนหรือสวัสดิการ ไปจนถึงเลิกจ้างพนักงาน โดยเมื่อถึงเดือนมีนาคม 2542 มีคนตกงานไปแล้วกว่า 2 ล้านคน

      นอกจากการต้องรับผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาวะการ ดำรงชีพแล้ว ประชาชนชาวไทยแทบทั้งประเทศยังรู้สึกสับสนและตื่นตระหนกต่อสภาวการณ์เช่นนี้ เพราะหากมองย้อนกลับไปพิจารณาถึงภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในช่วงราว 1 ทศวรรษก่อนวิกฤติการณ์ ประเทศไทยยังได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่มีความเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราสูง อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องจนเป็นที่คาดหมายกันว่ากำลังจะก้าวสู่ความเป็น ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ที่สำคัญอีกแห่งในภูมิภาค แต่นอกเหนือไปจากความงุนงงต่อสิ่งเกิดขึ้นแล้ว ความรู้สึกอีกด้านที่อาจจะคุกคามจิตใจของประชาชนไทยในวิกฤติเศรษฐกิจได้มาก ยิ่งกว่าก็คือ ความรู้สึกอับจนหนทาง ความรู้สึกสิ้นหวังและไม่แน่ใจในหนทางที่จะก้าวเดินต่อไปในอนาคต

      ท่ามกลางกระแสคลื่นของความท้อแท้และระส่ำระสายที่กำลังขยายวงกว้างออกไปทุกขณะ นี้เอง ชาวไทยทั้งมวลก็ได้รับทั้งแง่คิด ข้อเตือนใจและคำอธิบายถึงมูลเหตุกับหนทางแก้ไขสำหรับภาวะวิกฤตินี้อย่างเป็น รูปธรรม ชัดเจน และครบถ้วนบริบูรณ์  แง่คิดดังกล่าวนี้ ได้ถูกนำมาใช้เป็นเสมือนแสงสว่างนำทางให้แก่ประชาชาติไทยท่ามกลางหนทางอัน มืดมิด เป็นต้นร่างของแนวปฏิบัติเพื่อเผชิญและก้าวข้ามวิกฤติการณ์อย่างองอาจและมี ความหวัง เป็นเข็มทิศชี้ทางให้แก่ทั้งภาครัฐ หน่วยราชการ และประชาชนคนทุกฐานะทุกภูมิภาคได้อย่างปราศจากผู้ตั้งข้อสงสัยนั่นคือแง่คิดและแนวทางเพื่อเอาชนะวิกฤติเศรษฐกิจ จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 

      ใจความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจในพระราช ดำรัสดังกล่าว คือให้เน้นการผลิตและส่งออกสินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบและแรงงานในประเทศ ให้มีการลงทุนในขนาดและระดับเทคโนโลยีที่เหมาะสม ให้มีการให้ความสำคัญกับการเพิ่มคุณภาพผลผลิตโดยมีการวิจัยรวมทั้งให้การ สนับสนุนแก่เกษตรกร และประชาชนในประเทศ   ควรปรับเปลี่ยนทัศนคติในการทำมาหากิน,การค้า, และการบริโภค  ให้มีส่วนหนึ่งเป็น “แบบพอเพียง” คือให้ “พอมีพอกิน...อุ้มชูตัวเองได้”


      สำหรับ ชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีโอกาสได้รับรู้ถึงความเป็นไปในสังคมไทยมากนัก ก็อาจเป็นการง่ายที่จะมองว่า สังคมไทยแสดงอาการยอมรับแง่คิดดังกล่าวนี้อย่างกว้างขวาง ก็เพราะบุคคลอันเป็นเจ้าของแง่คิดนี้เป็นผู้ที่มีสถานะสำคัญอย่างยิ่ง คือเป็นองค์พระประมุขของชาติ การมองในแง่นี้อาจจะมีมูลความจริงอยู่บ้าง แต่สิ่งที่เป็นความจริงยิ่งกว่านั้น ซึ่งประชาชนไทยและผู้ที่ได้รับรู้ถึงสภาวการณ์ของประเทศไทย ตลอดเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาต่างทราบเป็นอย่างดีก็คือ แง่คิดและแนวทางต่างๆในพระราชดำรัส ไม่ได้เป็นเพียงความคิดเห็นเพื่อเผชิญกับสถานการณ์วิกฤติอย่างเฉพาะหน้า หรือเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน แต่เป็นผลสรุปรวมจากการค้นคว้าและทดลองในทางเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ที่ทรงดำเนินการผ่านพระราชกรณียกิจต่างๆ และประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์แจ้ง ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีในรัชสมัยของพระองค์

      การที่จะเข้าใจเรื่องราวดังที่กล่าวนี้ได้นั้น จำเป็นต้องย้อนกลับไปพิจารณาสภาพสังคมและเศรษฐกิจไทย กับแนวพระราชดำริและพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ ตั้งแต่ต้นรัชกาล คือในปีพุทธศักราช 2489 เป็นต้นมา