|
ธานินทร์อุตสาหกรรม ฤาจะพ้นพงหนาม
|
| นิตยสารผู้จัดการ กรกฎาคม 2531 |
ที่มา
http://info.gotomanager.com/news/details.aspx?id=31265
หลังจากทำท่าว่าจะต้องกลายเป็นเพียงประวัติศาสตร์ของผู้บุกเบิกอุตสาหกรรม
เครื่องใช้ไฟฟ้าของไทย เพราะปัญหาทั้งภายนอกและภายในที่รุมเร้ากันเข้ามา
วันนี้ ธานินทร์ได้รับการเยียวยาจนลุกขึ้นยืนได้อีกครั้งหนึ่ง
ดูกันอย่างเผิน ๆ ความยุ่งยากทั้งปวงได้ผ่านพ้นไปเหมือฟ้าใสหลังฝนซา
แต่พินิจกันให้ถ่องแท้แล้ว
หนทางข้างหน้านับจากนี้ไปยังเป็นข้อกังขาอยู่ว่าจะราบรื่นเพียงใด
ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล กรรมการรองกรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทย
เคยพูดถึงธานินทร์เมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมานี้ว่า
เป็นลูกหนี้ที่ดีมากเพราะคุยกันรู้เรื่อง
"เขาแสดงให้เห็นว่าไม่ตั้งใจจะโกงธนาคารเลย
และมีความตั้งใจในการแก้ปัญหาร่วมกับเจ้าหนี้
โดยยินยอมแม้กระทั่งขายทรัพย์สินที่เจ้าหนี้เห็นว่าไม่เกี่ยวข้องกับการ
ดำเนินงาน" เป็นเหตุผลสองประการที่นำไปสู่ข้อสรุปข้างต้นของหม่อมอุ๋ย
แม้ว่าการลงนามในข้อตกลงยืดอายุและปรับโครงสร้างหนี้ของธานินทร์เมื่อ
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ปีนี้
ระหว่างกลุ่มธนาคารเจ้าหนี้กับประธานกรรมการของธานินทร์คือ อุดม
วิทยะสิรินันท์ พี่ใหญ่แห่งตระกูล
ซึ่งผลคือตำแหน่งกรรมการของบริษัทจะยังคงมีอุดมนั่งเป็นประธานอยู่
และมีอนันต์ ผู้น้องกับอุษา ภรรยาของอนันต์ ร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วย
แต่กรรมการอีกห้าคนนั้น เป็นคนที่ทางเจ้าหนี้ส่งมาเพื่อดูแลการบริหารงาน
นอกจากนั้น มือบริหารที่จะนั่งทำงานวันต่อวันก็เป็นคนที่กลุ่มเจ้าหนี้
เป็นผู้เลือกสรรเอง คือ ดร. ชวลิต ทิสยากร
ดุษฎีบัณฑิตทางวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส A&M
อดีตผู้จัดการโรงงานของบริษัทปัญจพลไฟเบอร์
ผู้ผันตัวเองมานั่งเป็นผู้จัดการทั่วไปของเครือธานินทร์
ดู ๆ ไปก็เหมือนกับว่า
ธานินทร์ที่เคยเป็นสมบัติของตระกูลวิทยะสิรินันท์แต่เพียงผู้เดียว
ต้องหลุดไปอยู่ในการกำกับดูแลของเจ้าหนี้ ซึ่งเป็นคนภายนอก
คงจะเป็นความเจ็บปวดไม่น้อยของสมาชิกแห่ง "วิทยะสิรินันท์"
ที่ต้องถูกกันออกไปจากกิจการของตระกูลอันสืบทอดมานานเกือบสี่สิบปี
แม้จะเป็นเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งและยังหวังว่าจะกลับมาอยู่ในอ้อมอกของตนอีก
ครั้งก็ตาม
แต่ก็ยังดีกว่าที่จะให้ธานินทร์ต้องล้มหายตายจากไปอย่างไม่มีวันหวนคืนกลับมาได้อีกต่อไป
ถึงวันนี้ ธานินทร์ที่เคยทำท่าว่าจะต้องล้มคะมำลงไปอย่างหมดท่า
ก็ได้รับการประคบประหงมฟื้นคืนขึ้นมาอยู่ในระยะตั้งไข่อีกครั้งหนึ่ง
และพร้อมที่จะเดินไปข้างหน้าได้อีกครั้ง
ปัญหาอยู่ที่ว่า จะแข็งแรงพอที่จะเดินไปได้ไกลและตลอดรอดฝั่งแค่ไหน
บนเส้นทางที่ต้องเจอกับแรงกระแทกกระทั้นเบียดเสียดจากเพื่อนร่วมงานอีกมาก
หน้าหลายตา??
ธานินทร์ถือกำเนิดและเติบใหญ่ขึ้นมาตามลำดับจนกลายเป็นอุตสาหกรรม
ตัวอย่างที่เป็นของคนไทยล้วน ๆ
เพียงหนึ่งเดียวในวงการเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ด้วยความอุตสาหะทุ่มเทใจกายปลุก
ปั้นกิจการของอุดม วิทยะสิรินันท์ พี่ใหญ่ของตระกูล
"คุณอุดมเก่งมากในเรื่องวิทยุ ทั้งที่ไม่เคยร่ำเรียนมาทางนี้
แกจบจากอัสสัมชัญพาณิชย์ อาศัยความเอาจริง ศึกษาเองจากหนังสือภาษาอังกฤษ
แล้วลองทำดู" คนใกล้ชิดอุดมเล่าให้ฟัง
จุดเริ่มต้นของธานินทร์คือ "นภาวิทยุ" ซึ่งเป็นร้านขายวิทยุร้านเล็ก
ตั้งอยู่บริเวณสามแยกเอส. เอ.บี ที่อุดมก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2489
ถัดจากนั้นสามปีให้หลังก็ย้ายมาอยู่ตรงข้างโรงภาพยนตร์เฉลิมกรุง
ในชื่อใหม่ว่า "ธานินทร์วิทยุ"
ด้วยพนักงานเริ่มแรกเพียงเจ็ดคนบวกกับความตั้งใจแน่วแน่ ร้านขายวิทยุเล็ก ๆ
แห่งนี้ก็ได้เจริญก้าวหน้าจนขยับขยายกิจการขึ้นไปเป็นผู้ประกอบวิทยุออก
จำหน่ายเสียเอง ภายใต้ยี่ห้อ "ซิลเวอร์" เมื่อปี 2499
ซึ่งก็ขายดิบขายดีจนต้องเปลี่ยนยี่ห้อใหม่มาเป็น "ธานินทร์"
เพื่อหนีการลอกเลียนแบบ
ปี 2505 ธานินทร์ก้าวกระโดดครั้งใหญ่เมื่ออุดมและน้อง ๆ คือ อรรณพ
อนันต์ และอเนก ระดมทุนแปรสภาพกิจการเป็นบริษัทจำกัดในชื่อ
"ธานินทร์อุตสาหกรรม" ด้วยทุนจดทะเบียนครั้งแรก สามล้านบาท
พร้อมกับซื้อที่ดินก่อสร้างโรงงานขึ้นที่ซอยอุดมสุข บางนา
อันเป็นที่ตั้งของบริษัทจนถึงปัจจุบันนี้ การประกาศตัวว่าเป็นสินค้า
"เมดอินไทยแลนด์" ควบคู่ไปกับการรณรงค์ให้คนไทยใช้สินค้าไทย
เป็นวิธีการที่ได้ผลทำให้วิทยุทรานซิสเตอร์ของธานินทร์ประสบความสำเร็จอย่าง
น่าพอใจ
พัฒนาการทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
สังคมแห่งชาติฉบับที่หนึ่ง
มีส่วนกระตุ้นให้เกิดความต้องการในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน
วิทยุเริ่มกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นในฐานะสื่อที่จะรับรู้ความเคลื่อนไหวของ
บ้านเมืองและความบันเทิง
ในตอนนั้นวิทยุที่ใช้กันอยู่ในบ้านเราเป็นวิทยุหลอดที่มีรูปร่างเทอะทะ
ใหญ่โตและมีราคาแพง เพราะต้องสั่งเข้ามาจากต่างประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นบลาวฟุ้งท์ เทเลฟุงเก้น กรุนดิก หรือ ยี.อี.
ล้วนแต่เป็นวิทยุที่จะพบเห็นได้เฉพาะในเมืองกรุงเท่านั้น
เพราะเป็นสิ่งที่เกินฐานะกว่าที่ชาวชนบทจะซื้อหามาใช้ได้
ธานินทร์อาศัยความได้เปรียบทางด้านราคาที่ถูกกว่า
เพราะผลิตได้เองในประเทศ มาเป็นจุดแข็งของคนในการขยายตลาด
และใช้ความเหนือกว่าทางด้านคุณภาพมาเป็นสิ่งสร้างความเชื่อมั่นของลูกค้า
ในวิทยุทรานซิสเตอร์
"วิทยุที่ IMPORT เข้ามาช่วงนั้นมีข้อเสียตรงที่เวลารับคลื่น
เอเอ็มแล้ว ไม่ค่อยชัด ธานินทร์แก้ปัญหาตรงนี้ได้ รับเอเอ็มได้ชัดแจ๋ว
สมัยก่อนก็เป็นคลื่นเอเอ็มทั้งนั้น ธานินทร์ก็เลยเหนือกว่าคนอื่น"
นักเล่นวิทยุรุ่นเก่ารายหนึ่งเล่าให้ฟัง
นอกเหนือจากราคาที่ถูกกว่า รับฟังได้ชัดเจนกว่าแล้ว
ไม้เด็ดอีกอันหนึ่งของธานินทร์คือ การบุกเข้าไปถึงตัวลูกค้า
โดยการบรรทุกวิทยุใส่รถตระเวนไปขายตามงานวัดในต่างจังหวัด
"คุณอนันต์เป็นเจ้าของไอเดียนี้ แกตระเวนไปกับรถ เดินสายไปทั่วประเทศ
เอาวิทยุไปเปิดให้ฟังถึงที่ เป็นการแนะนำธานินทร์ไปในตัว
คนไหนอยากจะซื้อแต่เงินไม่พอจะซื้อเงินผ่อนก็ยังได้"
แหล่งข่าวรายเดิมเปิดเผย
ปัจจุบัน ธานินทร์ยังใช้วิธีขายแบบนี้อยู่ แต่ทำกันเฉพาะในกรุงเทพฯ
เท่านั้น โดยมีรถอยู่ 4 คัน เป็นโชว์รูมและหน่วยขายเคลื่อนที่ไปในตัว
มีลูกค้ากลุ่มใหญ่เป็นครูบาอาจารย์ตามโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วกรุง แน่นอนว่า
ต้องเป็นการขายในระบบเงินผ่อนเสียเป็นส่วนใหญ่
และเป็นการทดสอบตลาดไปพร้อมกันด้วย
ความเติบใหญ่ของธานินทร์ดูได้จากการขยายกิจการออกไปอย่างกว้างขวาง
ขอบข่ายของการผลิตจากที่ผลิตเพียงแต่วิทยุทรานซิสเตอร์ธรรมดาก็เพิ่ม
ทีวีขาวดำ ทีวีสี พัดลม หม้อหุงข้าง ฯลฯ จนมี สินค้าเกือบครบวงจร
มีบริษัทในเครือเพิ่มขึ้นอีกสี่แห่งคือ ธานินทร์อิเล็กโทรนิคส์ที่เชียงใหม่
ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2517 ด้วยทุนจดทะเบียนห้าล้านบาท
ทำการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
และธานินทร์อินเตอร์เนชั่นแนลที่เกิดขึ้นในปีเดียวกัน
เพื่อทำการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อการส่งออก
มีทุนจดทะเบียนห้าล้านบาทเช่นเดียวกัน อีกสองบริษัทเกิดขึ้นในปี 2523
ด้วยทุนยี่สิบล้านบาทเท่ากันคือ ธานินทร์คอนเดนเซอร์และธานินทร์การไฟฟ้า
ธานินทร์อุตสาหกรรมซึ่งถือได้ว่าเป็นบริษัทแม่เองก็ได้มีการเพิ่มทุน
เพื่อขยายกิจการ จากทุนสามล้านบาทในตอนแรกเพิ่มเป็นยี่สิบล้านบาทในปี 2517
และเป็นสี่สิบล้านบาทในปี 2527
ปี 2526
นับเป็นปีสุดท้ายแห่งความรุ่งเรืองของธานินทร์ก่อนที่จะต้องซวนเซ
เพราะถูกรุมกระหน่ำทั้งจากปัญหาภายในและภายนอก
ในปีนั้นยอดขายของธานินทร์สูงถึง 800 ล้านบาท
มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับสามของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด
ปัญหาของธานินทร์ที่เกิดเป็นข่าวคราวให้ได้รับรู้เมื่อปลายปี 2530 นั้น
เป็นผลมาจากการจัดการ การบริหารภายในที่สั่งสมกันมาในช่วงหนึ่ง
ในสถานการณ์ที่สภาพแวดล้อมภายนอกก็ยังไม่แปรปรวนมากเกินไป
จนเกิดเป็นแรงกดดันต่อความอยู่รอดของกิจการ
วิธีการหรือระบบที่เคยใช้กันมาแต่แรกเริ่มอาจจะยังไม่แสดงผล
ที่ส่อให้เห็นถึงข้ออ่อนในตัวของมันเองได้ชัดเจนนัก
ถ้ากิจการยังมีกำไร ของยังขายได้ภายในบริษัทจะทำงานกันอย่างไรก็คงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครไปให้ความสนใจนัก
มาตรการจำกัดสินเชื่อไม่ให้ขยายตัวเกิน 18%
ของแบงก์ชาติและการประกาศลดค่าเงินบาทของรัฐบาลในปี 2517
ผนวกกับสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงปี 2527-2528
สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจ
ไม่ว่าใหญ่หรือเล็กในบ้านเราอย่างรุนแรง ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้
ช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการทดสอบ
ประสิทธิภาพ ความแข็งแกร่งของการบริหารในแต่ละกิจการว่าจะสามารถปรับตัว
ประคับประคองกิจการให้ผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปได้หรือไม่
ธานินทร์ ผ่านพ้นช่วงนี้มาด้วยอาการอ่อนระโหยโรยราแทบจะทรงตัวยืนอยู่ไม่ได้ จนกระทั่งต้องส่งเสียงขอความช่วยเหลือจากภายนอก
"ผู้จัดการ"
เคยพูดถึงเนื้อแท้ของปัญหาที่เกิดขึ้นกับธานินทร์อย่างละเอียดมาครั้งหนึ่ง
แล้วในฉบับประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2530
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทางกลุ่มเจ้าหนี้และทางธานินทร์กำลังหาทางที่จะ
จัดการกับปัญหาอยู่
หนี้สินทั้งหมดที่ธานินทร์มีอยู่คือ 630 ล้านบาท
โดยมีกลุ่มเจ้าหนี้รายใหญ่ประกอบไปด้วย ธนาคารแหลมทอง กสิกรไทย ศรีนคร
ไทยพาณิชย์ กรุงศรีอยุธยา และธนาคารเชสแมนฮัตตัน
ที่เหลือเป็นเจ้าหนี้รายเล็กที่มียอดหนี้ต่ำกว่า 10 ล้านบาท คือ
ธนาคารกรุงเทพ บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ คาเธ่ย์ทรัสต์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนกิจ
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงศรีอยุธยาและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จีเอฟ
ความที่เป็นบริษัทของคนไทยที่ยืนหยัดในสโลแกนนิยมไทยมาโดยตลอด
ทำให้ธานินทร์
และกลุ่มเจ้าหนี้คิดว่าทางการน่าจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือไม่ให้กิจการของคน
ไทยเพียงรายเดียวในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าต้องล้มหายตายจากไป
ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นเจ้าหนี้ก็เลยทำหนังสือขอความช่วยเหลือจากธนาคารแห่ง
ประเทศไทย ให้ปล่อยเงินกู้แก่ธานินทร์
โดยแบ่งเป็นเงินกู้ระยะยาวเงื่อนไขผ่อนปรน (SOFT LOAN) 472 ล้านบาท
อัตราดอกเบี้ย 5% เพื่อลดภาระหนี้ และอีก 50 ล้านบาทในอัตรา ดอกเบี้ย 7%
เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน
"คิดว่าแบงก์ชาติคงให้ความช่วยเหลือเพราะเป็นบริษัทคนไทย
และมีคนงานเกือบสองพันคน" ประกิต ประทีปะเสน
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์เคยแสดงความคาดหวังที่จะเห็นทางการ
ยื่นมือเข้ามาช่วย ซึ่งจะทำให้ทางเจ้าหนี้ได้เงินคืนไปเร็ว ๆ
โดยไม่ต้องเหนื่อยแรงมาก
แต่ถึงแม้จะถูกดักคอไว้ล่วงหน้าว่ากับโรงสี โรงน้ำตาลยังช่วยเหลือได้
ทำไมกับอุตสาหกรรมของคนไทยที่สร้างงานให้กับคนเป็นจำนวนมาก
จะปล่อยให้ล้มลงไปได้เชียวหรือ แบงก์ชาติก็ยังปฏิเสธที่จะให้ SOFT LOAN 420
ล้านบาทตามคำขอ โดยอ้างว่าไม่มีระเบียบอนุญาตให้ทำได้
ธานินทร์ก็เลยได้ไปแค่ 100 ล้าน สำหรับเป็นเงินทุนหมุนเวียนผ่านทางธนาคารเจ้าหนี้ ทิ้งปัญหาหนี้ก้อนโตให้จัดการกันเอง
เดือนมีนาคม 2530 การแก้ไขปัญหาลุล่วงไปได้ในระดับหนึ่ง
เมื่อกลุ่มเจ้าหนี้จับมือทำสัญญากันว่าจะให้เวลากับธานินทร์อีกหกเดือนเพื่อ
ดูผลการดำเนินงานของบริษัทว่าจะเป็นอย่างไร
ในช่วงเวลาหกเดือนนี้จะไม่มีการฟ้องร้องเรียกหนี้คืนจากธานินทร์เป็นอันขาด
แถมยังจะให้เงินช่วยเหลืออีกประมาณ ห้าสิบล้านบาท
"ทางแบงก์คงกลัวว่าจะมีใครแอบไปฟ้องเรียกหนี้เข้ากระเป๋าตัวเองเพียงคน
เดียว เลยต้องทำสัญญากันท่ากันเอาไว้ก่อน"
แหล่งข่าวในบริษัทธานินทร์เปิดเผยกับ "ผู้จัดการ"
ช่วงเวลาแห่งการดูใจกันผ่านพ้นไปด้วยดี
ธานินทร์ยอมตามคำเรียกร้องของกลุ่มเจ้าหนี้ทุกอย่าง
มีการนำทรัพย์สินที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการออกขาย
เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ คือที่ดินสองผืนที่สมุทรปราการ
การแปลงสภาพหนี้บางส่วนเป็นทุน
รวมทั้งยินยอมให้เจ้าหนี้ส่งคนเข้ามาควบคุมดูแลทางด้านการเงิน
ครบหกเดือนยอดหนี้สินจากเดิม 630 ล้านบาทก็ลดลงเหลือเพียง 360
ล้านบาทเท่านั้น หนี้ที่ลดลงไป 270 ล้านบาทนั้น
ส่วนใหญ่ได้มากจากการขายทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพื่อนำเงินมาชำระ
หนี้ "ความจริงก็ทยอยขายมาเกือบปีแล้ว
ก่อนที่จะเป็นข่าวออกมาว่าธานินทร์มีปัญหา เพราะเป็นความต้องการของทางแบงก์
ส่วนใหญ่จะเป็นที่ดินที่คนในตระกูลวิทยะสิรินันท์ ซื้อเอาไว้หลายแห่ง
อีกส่วนหนึ่งมาจากการขายเครื่องจักรและทรัพย์สินของบริษัทในเครือที่ปิด
กิจการเช่นธานินทร์อินเตอร์เนชั่นแนล
ธานินทร์อิเล็คโทรนิคส์รวมทั้งบางส่วนของกำไรจากการดำเนินงานในช่วงหกเดือน
ที่ผ่านมา" แหล่งข่าวที่เป็นผู้บริษัทระดับสูง
ของธนาคารที่เป็นเจ้าหนี้แห่งหนึ่งเปิดเผยกับ "ผู้จัดการ"
ที่จริงแล้วทางกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่เป็นเจ้าหนี้ต้องการแปลงหนี้สิน
ส่วนหนึ่งร้อยล้านบาทให้เป็นทุน เพื่อตัดยอดหนี้ให้ลดลง
แต่ความรู้สึกเป็นเจ้าของในกิจการที่ยืนยาวมาเกือบสามสิบปี
ทำให้อุดมและอนันต์ไม่ต้องการให้คนนอกตระกูลเข้ามามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นใน
ธานินทร์ ทางออกก็เลยเป็นไปในรูปของการขายทรัพย์สินข้างต้น
"ตัวเลขทุนจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้นในช่วงต้นปีเป็น 140 ล้านบาทและ 190
ล้านบาท ตามลำดับนั้น เป็นทั้งการเพิ่มทุนจริง ๆ และการปรับตัวเลขทางบัญชี
เพราะที่ผ่านมาระบบบัญชีของธานินทร์เรียกได้ว่ามั่วมาก
ผู้ถือหุ้นตอนนี้คือคุณอุดม คุณอนันต์ และคุณอุษา ทางแบงก์ไม่ได้เข้าไปด้วย
" แหล่งข่าวคนเดิมกล่าว
แม้ว่าหุ้นทั้งหมดยังเป็นของวิทยะสิรินันท์
แต่ก็ต้องนำไปจำนองกับธนาคารเจ้าหนี้เพื่อเป็นหลักประกัน
อำนาจที่แท้จริงจึงอยู่ในมือเจ้าหนี้
แผนการฟื้นฟูฐานะของกิจการในระยะยาวถูกกำหนดขึ้นและมีการเซ็นสัญญากันไป
แล้วเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2531
ตามแผนการนี้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารงานทั้งหมด
เครือบริษัทที่อยู่ภายใต้โครงสร้างใหม่นี้คือ ธานินทร์อุตสาหกรรม
ธานินทร์การไฟฟ้าและอุดมชัยวิทยุ
ซึ่งทำหน้าที่จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของธานินทร์
พร้อมทั้งปรับโครงสร้างใหม่เป็นห้าฝ่ายคือ ฝ่ายการเงิน การตลาด การผลิต
การส่งออก และฝ่ายวิจัยและพัฒนา
ส่วนกรรมการของบริษัทนั้น นอกจากตัวแทนของกลุ่มเจ้าหนี้หกคนแล้ว
คงเหลือคนของ "วิทยะสิรินันท์" เพียงสามคนเท่านั้นคือ
อุดมที่ยังคงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการอยู่ และอนันต์ กับอุษา
ส่วนอเนกและคุณหญิงวรรณีนั้นได้ขายหุ้นของตนให้กับอุดมและอนันต์
แลกกับหุ้นใน ธานินทร์ คอนเดนเซอร์
เป็นการก้าวออกไปเป็นคนนอกไม่เกี่ยวข้องกับธานินทร์อีกต่อไป
เพราะเห็นว่าต่อแต่นี้ไป
ธานินทร์ต้องอยู่ภายใต้การบริหารงานของตนจากธนาคารที่ให้ความสำคัญกับการหา
รายได้เพื่อชำระหนี้มากกว่า การปรับปรุงและขยายกิจการ
ตามแผนการฟื้นฟูนั้นมีกำหนดระยะเวลาห้าปี
กลุ่มเจ้าหนี้จะไม่ฟ้องร้องเรียกหนี้คืนภายในห้าปีนี้
และจะให้เงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 100 ล้านบาท
เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ เงิน 100
ล้านบาทนี้เป็นการลงขันของเจ้าหนี้รายใหญ่ที่มูลค่าเกิน 10 ล้านบาท
คือธนาคารแหลมทอง 27 ล้านบาท เชสแมนฮัตตัน 19 ล้านบาท ศรีนคร 13 ล้านบาท
ไทยพาณิชย์ 18 ล้านบาท กสิกรไทย 17 ล้านบาท และธนาคารกรุงศรีอยุธยาอีก 6
ล้านบาท
ส่วนหนี้สินเดิม 360 ล้านบาทนั้น ตามสัญญาจะต้องมีการชำระคืนทุก ๆ
งวดหกเดือน งวดละ ไม่ต่ำกว่ายี่สิบล้านบาทจะสูงกว่านี้ได้มากน้อยเพียงใด
ก็ขึ้นอยู่กับผลการประกอบการในแต่ละงวด
ถ้าจะว่าไปแล้วกรณีของธานินทร์นับเป็นตัวอย่างที่ดีของความพยายามร่วม
มือร่วมใจกันระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินเพื่อความอยู่
รอดของกิจการ เพียงชั่วระยะเวลาปีเศษ ปัญหาทุกอย่างก็ได้รับการสะสางจนลงตัว
ดูเหมือนว่าธานินทร์ในวันนี้ภายใต้การบริหารของมืออาชีพพร้อมที่จะเข้าสู่
สนามประลองยุทธ์อีกครั้งหนึ่ง
เพื่อปกป้องเกียรติภูมิของผู้บุกเบิกแห่งอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า
ที่เป็นคนไทยเจ้าถิ่น มีหลาย ๆ คนที่เชื่อกันอย่างนี้
ถึงแม้ว่าอาจจะเร็วเกินไปที่จะพูดถึงอนาคตของธานินทร์ แต่ก็มีแง่มุมบางประการที่พอจะทำให้มองเห็นภาพกว้าง ๆ ของวันเวลาที่จะมาถึงได้
การลงเอยด้วยดีของปัญหาธานินทร์ถือได้ว่าเป็นชัยชนะของธนาคารเจ้าหนี้
ที่สามารถทำให้ธานินทร์ยอมรับเงื่อนไขของตนโดยไม่ต้องอาศัยอำนาจทางกฎหมาย
เข้ามาบังคับ เป็นการสร้างหลักประกันการชำระหนี้คืนที่ช่างง่ายดายเหลือเกิน
ในช่วงสองปีที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการสู้รบปรบมือ
กับบรรดาลูกหนี้ ของตนจนถึงขั้นต้องเป็นคดีความกันถึงศาล
แม้กระนั้นปัญหาก็ยังยืดเยื้ออย่างไม่รู้ว่าจะได้หนี้คืนมา เมื่อไร
กรณีของมาบุญครอง เสถียรภาพและไทยเสรีห้องเย็นเป็นตัวอย่างที่รับรู้กันอยู่
จนบัดนี้ก็ยังไม่ รู้ว่าเรื่องจะจบกันอย่างไร?
ธานินทร์เองคงจะรู้ตัวว่าตัวเองไม่อยู่ในฐานะที่จะไปต่อรองกับทางธนาคาร
เจ้าหนี้ได้มากนัก เพราะต้องการเงินมาซื้อวัตถุดิบ
เพื่อทำการผลิตหารายได้เลี้ยงตัวเองในเฉพาะหน้าก่อน
จึงต้องโอนอ่อนผ่อนตามเจ้าหนี้
ทำให้ธนาคารเห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะแก้ปัญหา ยอมให้เงินช่วยเหลือ
ปัญหาอยู่ที่ว่า
ทางธนาคารมีความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือทางธานินทร์แค่ไหน
เพียงแค่ขอให้ได้เงินในส่วนของตนคืนก็พอแล้ว
หรือว่าจะให้ความช่วยเหลือจนธานินทร์สามารถพัฒนาตัวเองให้แข่งขันกับคู่แข่ง
ในตลาดได้???
เพราะแผนการฟื้นฟูกิจการธานินทร์ของกลุ่มธนาคารเจ้าหนี้นั้น
แม้จะทำให้ธานินทร์สามารถดำเนินงานต่อไปได้
แก่ก็เป็นไปเพื่อให้มีรายได้มาชำระหนี้คืนให้กับทางธนาคารเป็นสำคัญ
กำไรจากการดำเนินงานในแต่ละงวดการประกอบการก็ตกเป็นสิทธิของเจ้าหนี้ว่าจะ
แบ่งไปชำระหนี้หรือกันไว้ขยายงานของบริษัทมากน้อยแต่ไหนโดยผ่านทางตัวแทนที่
เข้าไปนั่งเป็นกรรมการในธานินทร์
ท่าทีของธนาคารที่เป็นเจ้าหนี้มีส่วนกำหนดอนาคตของธานินทร์อย่างปฏิเสธไม่ได้
ตามสัญญาที่เซ็นกันเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์
ถ้าธานินทร์ชำระหนี้ได้ตามที่กำหนดคืองวดละไม่ต่ำกว่ายี่สิบล้านบาท
เมื่อครบห้าปี หนี้สินทั้งหมดจะเหลือไม่ถึงสองร้อยล้านบาท
ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนเล็กน้อย จัดอยู่ในประเภทลูกหนี้ที่ไม่มีปัญหา
เงื่อนไขที่จะทำให้ธานินทร์มีเงินเหลืออย่างน้อยยี่สิบล้านบาททุก ๆ
หกเดือน เพื่อใช้คืนเจ้าหนี้ก็คือ ต้องมียอดขายตกเดือนละประมาณ 50 ล้านบาท
สินค้าของธานินทร์มี MARGIN ประมาณ 8% ถ้าเป้าการขายที่ตั้งเอาไว้เป็นจริง
ในรอบหกเดือนธานินทร์จะมีกำไรราว 24 ล้านบาท ส่งคืนให้แบงก์ 20
ล้านบาทไปแล้ว ในปีหนึ่ง ๆ ธานินทร์จะมีกำไรเหลืออยู่เพียง 8
ล้านบาทเท่านั้น
เงินแค่นี้คงจะเพียงพอสำหรับหล่อเลี้ยงกิจการให้คงอยู่ไปชั่วระยะหนึ่ง
แต่ไม่เพียงพอแน่นอนสำหรับการขยายกิจการหรือลงทุนใหม่
เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพให้ทัดเทียมกับคู่แข่งรายอื่น ๆ
ที่ล้วนแต่มีสายป่านยาวกว่าได้อย่างแน่นอน
"ช่วงห้าปีต่อจากนี้
เราคงทำอะไรไม่ได้มากกว่าการประคับประคองตัวหาเงินมาใช้หนี้แบงก์ให้หมดไป
เสียก่อน เขาคงจะดูว่าการขยายงานใหม่ ๆ อาจจะกระทบกระเทือนถึงแผนชำระหนี้
ตอนนี้โทรทัศน์สีและขาวดำเราขายดีมาก เพราะเศรษฐกิจกำลังดี เราทำไม่ทันขาย
แต่จะเพิ่มกำลังการผลิตก็ไม่ได้ เพราะไม่มีเงินไปซื้อวัตถุดิบ
เงินหนึ่งร้อยล้านบาทที่ทางแบงก์ให้มาไม่พอหรอกครับ
ถ้าเป็นอย่างนี้อีกไม่นานเราก็คงต้องเสียตลาดให้กับสินค้าญี่ปุ่นแน่"
แหล่งข่าวในธานินทร์เปิดเผยถึงสิ่งที่กำลังเป็นปัญหาของธานินทร์ในขณะนี้
แน่นอนว่าเป็นสิทธิและความจำเป็นของธนาคารพาณิชย์ในการเรียกหนี้คืน
ซึ่งเป็นความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นของตนด้วย
แต่ถ้าจะคำนึงถึงเรื่องนี้แต่เพียงอย่างเดียว โดยละเลยต่อความแข็งแกร่งใน
วันข้างหน้าของธานินทร์แล้วก็ดูจะเป็นการไร้น้ำใจไปสักหน่อย
และเป็นการสวนทางกับสำนึกของความเป็นผู้มีส่วนส่งเสริมความเติบใหญ่ของ
อุตสาหกรรมไทยอย่างที่มักจะกล่าวอ้างกันอยู่เสมอมา
สำหรับ "วิทยะสิรินันท์" แล้ว
ในวันนี้จำต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงที่บทบาทของตระกูลในธานินทร์ยุคใหม่
ต้องสะดุดหยุดลงเป็นการชั่วคราว แม้จะยังคงเป็นหุ้นส่วนใหญ่และมีอุดม
อนันต์ และอุษา เป็นกรรมการอยู่ แต่อำนาจในการบริหารนั้น
ตกอยู่ในมือของคนที่เจ้าหนี้เป็นผู้เลือกสรรเข้ามา การตัดสินใจใด ๆ
ในระดับนโยบายก็จำต้องโอนอ่อนตามความต้องการของกรรมการที่เป็นตัวแทนเจ้า
หนี้ แต่นั่นก็เป็นทางออกที่ดีที่สุด
เพื่อความคงอยู่ของกิจการที่ปั้นมากับมือ
ก็แค่ห้าปีเท่านั้น หลังจากนั้นแล้ว
ธานินทร์ก็จะกลับมาเป็นสมบัติของตระกูลอีกครั้งหนึ่ง ถึงตอนนั้นแล้ว
บรรดาพี่ ๆ น้อง ๆ ใน "วิทยะสิรินันท์"
จะรับช่วงต่อไปได้แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าจะยอมรับข้อสรุปของบทเรียนแห่งความ
ผิดพลาดและปรับเปลี่ยนได้มากน้อยเพียงใด และจะซึมซับ
ถ่ายทอดเอาประสบการณ์ของการบริหารแบบมืออาชีพ
ในช่วงที่ธานินทร์ยังอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหนี้ได้มากที่สุดหรือไม่
ที่สำคัญที่สุด
ธานินทร์ในอีกห้าปีข้างหน้าที่ปราศจากการประคบประหงมจากกลุ่มธนาคารเจ้าหนี้
แล้ว
จะอยู่ในสภาพเช่นไรในท่ามกลางวงล้อมของคู่แข่งระดับยักษ์จากค่ายญี่ปุ่น
ตลาดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเรานั้นมิพักต้องพูดถึงในอนาคต
แม้ทุกวันนี้การแข่งขันก็อยู่
ในขั้นที่เรียกว่าดุเดือดเข้มข้นด้วยกลยุทธ์ที่แต่ละค่ายงัดกันออกมาใช้
เพื่อครอบครองส่วนแบ่งการตลาดกันให้ได้มากที่สุด
นอกจากกลุ่มห้าเสือจากค่ายญี่ปุ่นคือเนชั่นแนล มิตซูบิชิ โตชิบา
ซันโยและฮิตาชิ ที่ยึดครองตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าเมืองไทยอยู่โดยตรงแล้ว
ยังมีสามยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ คือโกลด์สตาร์, ซัมซุง และแดวู
ที่ขอเข้ามามีส่วนด้วย
แต่ละค่ายพรั่งพร้อมด้วยสินค้าที่ทันสมัยทั้งประสิทธิภาพและรูปแบบ
กลยุทธ์การตลาดและเงินทุน นอกเหนือจากการสนับสนุนจากบริษัทแม่ในต่างประเทศ
ในสายตาของเอเยนต์เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหลายแล้ว
ธานินทร์ไม่อยู่ในฐานะที่จะไปแข่งขันกับคู่แข่งเหล่านี้ได้เลย
"อย่าไปพูดถึงว่าจะขยายตลาดไปได้มากแค่ไหนเลย
ธานินทร์จะรักษาตลาดของตัวเองเอาไว้ได้หรือไม่ก็ยังเป็นปัญหาอยู่"
เอเยนต์รายหนึ่งพูดกับ "ผู้จัดการ"
เปรียบเทียบกันในด้านคุณภาพแล้ว สินค้าของธานินทร์ไม่เป็นรองใคร
โดยเฉพาะวิทยุและโทรทัศน์ทั้งขาวดำและสี
แต่สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้ว
การแข่งขันกันทางด้านเทคโนโลยีว่าใครจะล้ำหน้ากว่าใครเป็นจุดที่เชือดเฉือน
กันอยู่ไม่เบา
ธานินทร์ตั้งฝ่ายวิจัยและพัฒนาสินค้าขึ้นมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงโครง
สร้างใหม่
ฝ่ายนี้จะทำหน้าที่ในการปรับปรุงคุณภาพและรูปแบบของสินค้าให้ทันสมัยอยู่
เสมอ แต่จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังหาผู้ที่จะเข้ามารับผิดชอบไม่ได้
"เราอยากได้คนที่จบปริญญาโททางด้านอิเล็กทรอนิกส์และสามารถทำวิจัยได้ด้วย
แต่มีปัญหาว่าไม่สามารถจ้างคนเก่า ๆ
ได้เพราะเงินเดือนแพงกว่าที่เราจะสู้ไหว"
แหล่งข่าวในธานินทร์เปิดเผยเพียงแค่เงินที่จะจ้างคนมาทำงานด้านนี้ก็ยังเป็น
เรื่องใหญ่สำหรับธานินทร์ แล้วการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ
ธานินทร์จะทำได้ในขอบเขตแค่ไหนกัน??
งานวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งเป็นที่มาของเทคโนโลยีใหม่ ๆ
เป็นงานลงทุนในระยะยาวที่ต้องใช้ทั้งเวลา
เงินทุนและบุคลากรที่มีความสามารถเปรียบเทียบกับสินค้าจากญี่ปุ่นแล้ว
เห็นกันชัด ๆ ว่าธานินทร์แทบไม่มีอะไรจะไปสู้เขาได้
เพราะญี่ปุ่นมีตลาดอยู่ทั่วโลก
ปริมาณทางการค้ามีจำนวนมากมายมหาศาลเพียงพอที่จะรองรับค่าใช้จ่ายทางด้านนี้
ได้อย่างสบาย สินค้าภายใต้ยี่ห้อของญี่ปุ่น
หรือเกาหลีได้รับการสนับสนุนทางด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มที่จากบริษัทแม่
ในขณะที่ธานินทร์ต้องพึ่งตัวเองมาตลอด
นี่คือข้อเสียเปรียบประการที่หนึ่ง
ในด้านต้นทุนการผลิตแล้ว ถึงแม้จะเป็นสินค้า "เมดอินไทยแลนด์"
แต่ธานินทร์ก็ไม่ได้มีราคาถูกกว่ายี่ห้ออื่น
ส่วนประกอบส่วนใหญ่ก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น
ชิ้นส่วนสำหรับประกอบวิทยุธานินทร์ต้องนำเข้าจากต่างประเทศถึง 35%
ชิ้นส่วนสำหรับโทรทัศน์ขาวดำนำเข้า 50% และ 80% สำหรับโทรทัศน์สี
ถ้ามองในแง่วิธีการผลิตแล้ว
ธานินทร์ยังล้าหลังอยู่มากเพราะยังคงใช้แรงงานคนเป็นส่วนใหญ่
และขนาดการผลิตยังเล็กมากทำให้ต้นทุนการผลิตสูง
ข้อนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ธานินทร์ต้องพ่ายแพ้ในตลาดต่างประเทศ ทั้ง ๆ
ที่โทรทัศน์ขาวดำของธานินทร์เคยขายดีมากในประเทศอังกฤษและยุโรป ในช่วงปี
2520-2524 แต่พอเกาหลีใต้และไต้หวันส่งสินค้าของตนเข้าแข่งขันด้วย
ธานินทร์ก็ต้องถอยกลับมา เพราะไม่สามารถสู้ในเรื่องราคาได้
เนื่องจากทั้งสองประเทศใช้ระบบการผลิตแบบอัตโนมัติที่เน้นการใช้เครื่องจักร
มากกว่าแรงงาน สามารถผลิตได้ในขนาดใหญ่ครั้งละเป็นแสน ๆ
เครื่องในขณะที่ธานินทร์ยังผลิตได้เพียงระดับแค่พันเครื่องเท่านั้น
ต้นทุนในการผลิตจึงต่างกันอย่างลิบลับ
ความเสียเปรียบในเรื่องต้นทุนการผลิต
สำหรับการแข่งขันภายในประเทศจะเป็นปัญหาใหม่ของธานินทร์ในอีกไม่กี่ปีข้าง
หน้า เพราะขณะนี้สินค้าที่ญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นเนชั่นแนล ฮิตาชิ ซันโย
มิตซูบิชิและอีกหลาย ๆ
ยี่ห้อกำลังขยายการลงทุนเข้ามาในประเทศไทยในด้านการผลิตชิ้นส่วนและประกอบ
สินค้าเพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกเมื่อโครงการเหล่านี้เสร็จเรียบ
ร้อยขนาดของการผลิตที่ใหญ่โตและวิธีการผลิตที่ทันสมัย
จะทำให้สินค้าพวกนี้มีต้นทุนที่ถูกกว่าสินค้าของธานินทร์อย่างแน่นอน
เรื่องราคาจึงเป็นข้อเสียเปรียบประการที่สองเมื่อบวกกับปัญหาด้าน
เทคโนโลยีแล้วเป็นเรื่องน่าคิดว่าธานินทร์จะแหวกวงล้อมอันแน่นหนาของคู่
ต่อสู้ออกไปได้อย่างไร??
"เราเชื่อว่า ระหว่างสองขาที่ยืนจังก้าอยู่ของยักษ์ใหญ่
ยังมีที่ว่างที่บริษัทเล็ก ๆ จะยืนอยู่ได้"
เป็นความเชื่อที่ธานินทร์คิดว่าจะทำให้ตัวเองยืนอยู่ได้ในท่ามกลางสงครามการ
ตลาดที่รุนแรง โดยการแทรกตัวหาช่องว่างทางตลาดที่คิดว่าจะพอมีอยู่
จุดเด่นอันหนึ่งที่ทำให้ธานินทร์เติบใหญ่ในช่วงที่ผ่านมาคือ
ความเป็นนักฉกฉวยโอกาสที่ดี ในขณะที่บริษัทอื่น ๆ
หันไปผลิตสเตอริโอหรือโทรทัศน์สีกันแล้ว
ธานินทร์ยังคงเล่นอยู่กับวิทยุทรานซิสเตอร์และโทรทัศน์ขาวดำโดยมีตลาดหลัก
อยู่ในต่างจังหวัดที่คู่แข่งยังบุกไปไม่ถึง
ธานินทร์เชื่อว่าวิธีนี้ยังคงได้ผลอยู่
"โทรทัศน์ขาวดำของเราขายดีมากในตอนนี้ ขายดีมาก
พอออกจากโรงงานก็ขนขึ้นรถส่งไปให้ลูกค้าเลย" แหล่งข่าวกล่าว ธานินทร์มองว่า
โทรทัศน์ขาวดำยังคงขายได้อยู่ด้วยเหตุผลว่า
"ไฟฟ้าเมืองไทยเวลาจ่ายออกไปตามบ้านนอกมีกำลังไฟฟ้าจำกัด
ในครัวเรือนที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายอย่าง ถ้าใช้ทีวีสี กำลังไฟจะไม่พอ
ความจำเป็นที่จะต้องใช้ทีวีขาวดำจึงยังคงมีอยู่
อีกอย่างหนึ่งทีวีขาวดำเวลาเสีย ซ่อมง่ายและถูกกว่า ทีวีสี"
และสำหรับวิทยุทรานซิสเตอร์ของธานินทร์จุดขายอยู่ที่ประสิทธิภาพในการรับฟัง
"ธานินทร์เป็นสินค้าที่เหมาะกับเมืองไทยมากกว่าสินค้าญี่ปุ่นที่ทำขายไปทั่ว
โลก เราส่งคนไปตามจุดอับต่าง ๆ
เพื่อทดสอบและปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องรับอยู่ตลอดเวลา
ตอนเกิดเหตุการณ์หนึ่งเมษายน วิทยุในกรุงเทพฯ
ไม่สามารถรับฟังการกระจายเสียของฝ่ายรัฐบาลจากโคราชได้
มีเพียงวิทยุธานินทร์เท่านั้นที่รับได้"
จุดนี้ทำให้ธานินทร์เชื่อว่าตัวเองจะสู้กับสินค้าญี่ปุ่นได้
คำถามก็คือ เหตุผลนี้จะยังคงเป็นจริงอยู่ต่อไปหรือไม่ในอนาคตข้างหน้า
เมื่อความก้าวหน้าของการผลิตกระแสไฟฟ้าที่มีเพิ่มขึ้นมากทุกวัน
จะทำให้ปัญหาเรื่องกำลังไฟฟ้าตกไป
และประสิทธิภาพในการส่งกระจายเสียงของสถานีวิทยุ
จะทำให้ความสามารถในการรับฟังของวิทยุแต่ละยี่ห้อไม่แตกต่างกันเลย
นอกจากนี้แล้ว
บรรดาสินค้าญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนทำการผลิตในไทยคงจะไม่นิ่งเฉย
ปล่อยให้ธานินทร์เพียงผู้เดียวออกไปหากินในตลาดต่างจังหวัด
เพราะเมื่อลงทุนกันขนาดใหญ่แล้ว ก็ต้องขายให้ได้มากที่สุด
ด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดทุกรูปแบบที่จะทำให้เหตุผลทางด้านเทคนิคไม่มีน้ำหนัก
ต่อการ ตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคอีกต่อไป
นโยบายนิยมไทยเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ธานินทร์คิดว่าจะนำมาใช้ในการแข่งขัน
กับสินค้าจากญี่ปุ่น โดยใช้การเป็นสินค้าที่ผลิตโดยคนไทยมาเป็นจุดขาย
แต่ความเป็นจริงที่ผ่านมาก็คงจะเห็นกันอยู่แล้วว่า วิธีการนี้ไม่ได้ผล
เพราะนับวันความเป็นชาตินิยมในโลกธุรกิจมีแต่จะหมดความหมายลงไปเรื่อย ๆ
การตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคขึ้นอยู่กับความพอใจในรูปแบบ
คุณภาพและราคาของสินค้ามากกว่าจะคำนึงว่าสินค้านั้นทำโดยคนไทยหรือญี่ปุ่น
ถ้าธานินทร์ยังยึดติดอยู่ในเรื่องนี้ก็ไม่พ้นที่จะต้องพบกับความผิดหวังเป็น
ซ้ำสอง
ทางออกที่ดูจะเป็นไปได้มากที่สุด สำหรับอนาคตของธานินทร์คือ
การร่วมทุนกับต่างชาติ
เพื่ออาศัยเทคโนโลยีเงินทุนและเครือข่ายทางการตลาดที่กว้างขวางซึ่งมีอยู่มา
เป็นประโยชน์กับตน
แต่ทางออกที่ดูจะเป็นไปได้มากนี้กลับไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ
เพราะแม้ขณะนี้จะมีนักลงทุนทั้งจากญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี
หลายรายแสดงความสนใจที่จะลงทุนร่วม
แต่ธานินทร์ก็ไม่อาจจะตัดสินใจในเรื่องนี้ได้ด้วยตัวเอง
ต้องฟังเจ้าหนี้ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดกันได้เลยว่า
เจ้าหนี้จะไม่เอาด้วย
เพราะจะต้องหาเงินมาเพิ่มและทำให้แผนการชำระหนี้ของธานินทร์ต้องยืดยาวออกไป
อีก
ก็คงจะต้องรอไปจนกว่าธานินทร์จะเป็นไทแก่ตัวเอง
แต่ถึงเวลานั้นอาจจะสายเกินไปเพราะอีกห้าปีข้างหน้า
การแข่งขันกันในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าจะต้องดุเดือดแหลมคมขึ้นกว่าตอนนี้อย่าง
มากมาย กระทั่งก็คงส่งผลให้ผู้ที่จะมาลงทุนร่วมต้องลังเลใจ
อนาคตของธานินทร์
จึงเป็นเรื่องที่จะต้องคิดกันให้ยาวไกลไปกว่าความพออกพอใจกับความสำเร็จใน
การแก้ไขปัญหาหนี้สินซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสิ่งที่จะมาถึงใน
วันข้างหน้า