ads head

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของเงินตรา (A Very Brief History of Money)

ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของเงินตรา (A Very Brief History of Money)

10 มิถุนายน 2012
อภิชาต สถิตนิรามัย
เนื่องจากเงินตรามีหน้าที่สามอย่างคือ หนึ่ง เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ซึ่งทำให้ความยุ่งยากและต้นทุนในการแลกเปลี่ยนลดลงมาก หากไม่มีเงินตรา เราคงต้องแลกวัวหนึ่งตัวโดยตรงกับไก่ร้อยตัวต่อไป สอง เป็นหน่วยวัดในทางบัญชี หากไม่มีเงินตราเราคงวัดยากว่ารถโต้โยต้ากับรถเปอร์เช่คันไหนมีมูลค่า มากกว่ากัน สาม เป็นตัวสะสมมูลค่า หากเงินไม่ทำหน้าที่นี้ เราคงไม่สามารถทำการค้าทางไกลหรือข้ามเวลาได้
จากหน้าที่ทั้งสามอย่างนี้เอง โลหะหลายประเภทจึงถูกใช้ทำเงินตรา เนื่องจากมันพกพาได้ เชื่อถือได้ คงทน และไม่หายากจนเกินไป (ลองนึกภาพว่าทำไมเราไม่เอาเพชรมาทำเงินตรา) ฉะนั้น เงินเหรียญแรกสุดที่เรามีหลักฐานจึงทำจากส่วนผสมของทองและแร่เงิน ซึ่งเป็นของอารยธรรมอายุ 600 ปีก่อน ค.ศ. (Lydian coin) ปัจจุบันอยู่ในประเทศตุรกี และเป็นต้นแบบในการพัฒนาเป็นเงินเหรียญของอารยธรรมกรีซ โรมัน ในยุคต่อมา ส่วนเงินเหรียญยุคแรกของจีนทำจากสำริด เมื่อประมาณ 200 กว่าปีก่อนคริสตกาล
เงินตราระหว่างประเทศสกุลแรกของโลกเป็นเหรียญเงินของอาณาจักรสเปน (Spanish ‘piece of eight’) ตั้งแต่ประมาณศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา ซึ่งเกิดจากปัจจัยสำคัญสองประการคือ
1. การค้นพบโลกใหม่ (ลาตินอเมริกา) ของสเปนและประวัติศาสตร์อันโหดร้ายของการใช้แรงงานทาสในการทำเหมืองแร่เงิน ที่ตามมา ประมาณกันว่าสเปนปล้นและส่งโลหะเงิน 170 ตันต่อปีข้ามมหาสมุทรมาใช้ในเมืองแม่ ในปลายศตวรรษที่ 16 กว่า 44% ของรายจ่ายราชวงศ์มาจากแหล่งเงินนี้
2. เหรียญเงินจำนวนมหาศาลนี้เองที่สเปนเอาไปใช้จ่ายทำสงครามกับประเทศในยุโรป และใช้ในการทำการค้าทางไกลกับทวีปเอเชียซึ่งขยายตัวขึ้นมากในยุคนี้ ทั้งหมดนี้ทำให้เหรียญสเปนแพร่หลายไป “ทั่วโลก” การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงิน (money supply) เหรียญสเปนที่มาจากโลกใหม่จำนวนมหาศาลจึงทำให้มูลค่าที่แท้จริงของมันในรูป ของสินค้าอื่นลดลงมากทั่วยุโรป ในช่วง 1540s-1640s ราคาอาหารในประเทศอังกฤษเพิ่มขึ้นถึงเจ็ดเท่าตัว ในขณะที่ช่วงสามร้อยปีก่อนนั้นราคาอาหารแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย
ในปัจจุบันเราเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า “เงินเฟ้อ” กษัตรย์สเปนลืมไปว่า แม้จะมีเงินตรามากเพียงใดมันก็ไม่ได้ทำให้สังคมสเปนร่ำรวยขึ้น เงินของเราจะมีค่าเพียงใดก็ย่อมขึ้นกับว่า ผู้อื่นจะยอมนำสิ่งอื่นมาแลกกับมันในมูลค่าเท่าไรเท่านั้น
อย่างช้าที่สุด อารยธรรมเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) เมื่อห้าพันปีที่แล้ว เริ่มมีบางสิ่งที่เป็นจุดตั้งต้นของธนบัตรกระดาษ (banknote) ในปัจจุบัน มันคือแผ่นดินเหนียวตากแดด ซึ่งบันทึกธรุกรรมเกี่ยวกับผลผลิตการเกษตร ตัวอย่างเช่น บันทึกในแผ่นดินเหนียวอายุสองพันปีก่อนคริสตกาลระบุว่า จะส่งมอบข้าวบาเล่จำนวน 330 หน่วยแก่ผู้ใดก็ตาม (barer) ซึ่งเป็นเจ้าของแผ่นดินเหนียวในฤดูเก็บเกี่ยว แผ่นดินเหนียวนี้จึงมีค่าเท่ากับ promissory note ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินแบบหนึ่งที่ใช้กันทั่วไปในทุกวันนี้
ลองจินตนาการว่าท่านเป็นเจ้าของแผ่นดินเหนียว แล้วท่านไม่ต้องการแลกมันกับข้าวบาร์เลย์ ท่านย่อมสามารถนำมันไปแลกกับสิ่งอื่นๆ ที่มีมูลค่าไม่มากไปกว่าข้าว 330 หน่วยได้ ตราบใดก็ตามที่ผู้ที่ท่านแลกเปลี่ยนด้วยเชื่อมั่นว่า เมื่อเขาเอาแผ่นดินเหนียวไปแลกกับผู้สร้างแผ่นดินเหนียวนี้ขึ้น เขาจะได้รับข้าวในจำนวนและเวลาที่ระบุ หรือตราบใดที่ยังมีผู้รับแลกมันต่อไปเรื่อยๆ ในแง่นี้แผ่นดินเหนียวย่อมทำหน้าที่เทียบเท่ากับธนบัตรราคา 330 นั้นเอง
คำถามคือ แล้วอะไรเล่า ที่ทำให้แผ่นดินเหนียวซึ่งไม่มีมูลค่าโดยตัวมันเอง ถูกยอมรับในฐานะเงินตรา คำตอบก็คือ “ความน่าเชื่อถือ (credibility)” ของสัญญาที่ถูกระบุไว้ในแผ่นดินเหนียวนั้นเอง
ดังนั้น ตราบใดที่เราเชื่อมั่นว่าสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนจะคงมูลค่าตามที่มันระบุ ไว้ ไม่ว่าจะทำจากกระดาษหรือแผ่นดินเหนียว ตราบนั้นมันก็จะทำหน้าที่เป็นเงินตราต่อไป โดยไม่จำเป็นที่จะต้องมีข้าวบาร์เลย์หนุนหลัง พูดอีกแบบคือ เงินกระดาษที่เราใช้ๆ อยู่นั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องมีวัตถุมีค่าใดๆ หนุนหลัง ตราบเท่าที่คนเชื่อถือว่ามันจะไม่เสื่อมค่าไปในอัตราที่เร็วเกินกว่าที่จะ ยอมรับได้
ในปัจจุบันเงินกระดาษ ซึ่งเรียกว่า “ธนบัตร” และไม่มีค่าในตัวมันเอง จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีอะไรเชื่อมโยงกับโลหะมีค่า เช่น ทอง ฯลฯ อีกต่อไป ครั้งสุดท้ายที่เราอาจเอาเงินดอลลาร์ สรอ.ไปแลกเป็นทองคำจากรัฐบาลอเมริกาคือวันที่ 15 สิงหาคม 2514 ยิ่งไปกว่านั้น เงินกระดาษกลายเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนส่วนน้อยเท่านั้นในยุค อิเล็กทรอนิกส์ ส่วนใหญ่ของเงินตราขณะนี้จึงเป็นเพียงสัญญาณไฟฟ้าที่เราส่งผ่านจากบัญชี หนึ่งสู่อีกบัญชีหนึ่งในธนาคาร และทั้งๆ ที่เราไม่เห็นตัวเป็นๆ ของเงินตราอีกแล้ว แต่เรากลับเชื่อถือมันไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเงินที่เป็นวัถตุ พูดอีกแบบคือ โลกเรายึดติดกับเงินตราที่เป็นโลหะหรือวัตถุบางอย่างที่มีค่าในตัวเอง จนเมื่อพัฒนาเป็นเงินกระดาษก็ยังต้องมีวัตถุมีค่าหนุนหลังมาอีกนับพันๆ ปี
จำได้ว่าประมาณชั้นประถมสอง-สาม ผมสงสัยว่า ทำไมรัฐบาลจึงไม่พิมพ์เงินกระดาษมาแจกประชาชน ชาวบ้านจะได้รวยๆ กันถ้วนหน้าโดยไม่ต้องทำงานหนัก ทั้งๆ ที่ค่ากระดาษและค่าพิมพ์ธนบัตรก็ไม่น่าจะแพงมาก วันนั้นผมสรุปว่าคงเป็นเพราะรัฐบาลขี้เกียจ และผมก็เก็บความสงสัยนี้ไว้กับตัวเองมาอีกนานนม

วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2556

กฎการลงทุนของ Jim Rogers : พรชัย รัตนนนทชัยสุข

กฎการลงทุนของ Jim Rogers : พรชัย รัตนนนทชัยสุข

1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (No Ratings Yet)
jim_rogers
ข้อ 1. ทำการวิเคราะห์หุ้นด้วยตัวเองเสมอ และอย่าไปกังวล หากคุณคิดไม่เหมือนคนอื่นๆ
“ผมเรียนรู้ตั้งแต่ในช่วงแรกๆที่ผมลงทุนว่า หากคุณอ่านรายงานประจำปี คุณได้ทำการบ้านมากกว่านักลงทุน 90 % ในตลาดแล้ว หากคุณอ่านหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย คุณได้ทำการบ้านมากกว่านักลงทุน 95 % ในตลาด และถ้าหากคุณนั่งลงทำ spread sheet ด้วยแล้วล่ะก็ คุณได้ทำการบ้านมากกว่านักลงทุน 98 % ในตลาดเลยทีเดียว”
(การทำ spread sheet ของ Jim Rogers ก็คือ การวิเคราะห์และการคาดการณ์ตัวเลขและแนวโน้มของตัวเลขที่สำคัญๆอย่าง profit margins , roe , receivable , inventory และอื่นๆ)
“หากคุณวิเคราะห์หุ้นด้วยตัวเอง มันจะมีความหมายกับคุณมากขึ้น แม้ว่าในบางครั้งมันอาจจะเป็นงานที่น่าเบื่อ แต่คุณก็จะซึมซับกับมัน”
อ่านรายงานประจำปี สอบถามบริษัทและคนที่เกี่ยวข้อง ศึกษาประวัติที่ผ่านมาของบริษัท ดูว่า ภายใต้สถานการณ์ไหนที่บริษัทจะสามารถสร้างผลการดำเนินงานได้ดี ในสถานการณ์แบบไหนที่บริษัทจะมีผลงานที่ย่ำแย่

ข้อ 2. ทำตัวเป็นนักลงทุนช่างเลือก เลือกลงทุนในหุ้นที่คุณมีความมั่นใจสูงมากว่า มันน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดี

“กลเม็ดที่สำคัญที่สุดในการสร้างความมั่งคั่งจากตลาดหุ้นก็คือ การไม่ขาดทุน มีนักลงทุนหลายคนที่อาจจะทำกำไรได้ดีมากๆติดต่อกันสองปี แต่ต่อมาก็ประสบกับภาวะขาดทุนอย่างหนัก นักลงทุนหลายๆคนมักจะรู้สึกว่า พวกเขาควรจะทำอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา คุณไม่ควรรู้สึกแบบนั้น คุณควรจะรอคอยด้วยความอดทน รอจนคุณเจอหุ้นที่คุณมั่นใจอย่างมากว่ามันน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดี แค่ไอเดียดีๆไอเดียเดียว ในระยะเวลา 10 ปี ก็สามารถทำให้คุณทำกำไรได้มากกว่าคนส่วนใหญ่แล้ว”
ข้อ 3. นักลงทุนที่ดีต้องศึกษา ประวัติศาสตร์
การศึกษาประวัติและงบการเงินที่ผ่านมาหลายๆปีของบริษัท จะทำให้เราเข้าใจถึง วัฏจักรธุรกิจของบริษัท , การศึกษาประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้น จะทำให้เราตระหนักว่า ความบ้าคลั่งรูปแบบเดิมๆจะเกิดขึ้นในตลาดกระทิงทุกครั้ง ในตลาดหมีก็เกิดความตื่นกลัวหวาดหวั่นแบบเดิมๆขึ้นทุกครั้งด้วยเข่นกัน

ข้อ 4. อย่าซื้อหุ้นที่มี P/E สูงๆ

“การที่หุ้นมีการซื้อขายกันที่ P/E สูงๆ อาจจะบ่งชี้ว่า เวลาของหุ้นตัวนั้นใกล้จะหมดลงแล้ว” อย่างไรก็ตาม การที่หุ้นมี P/E สูงๆไม่ได้ทำให้ Jim ขายหุ้นออกไปในทันที เขาจะวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทก่อนว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ อย่างไร
Jim Rogers เคยเขียนบทความไว้ และถูกนำไปเป็นบทนำของหนังสือ Contrarian Investing ของ Gallea บทความเดียวกันนี้ยังถูกรวมไว้ในหนังสือ The Book of Investing Wisdom ของ Krass ด้วยครับ อีกแหล่งหนึ่งก็คือหนังสือ The New Money Masters ซึ่งต่อมา Update เป็น Money Masters of Our Times ของ John Train ครับ Train จะเขียนถึง Jim ไว้หนึ่งบทครับ และในเดือนธันวาคม Jim จะออกหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนใน Commodity ครับ
สำหรับผม ผมชอบที่เขาเล่าถึงตอนที่เขาคาดว่า ธุรกิจ Investment Bank และ Broker กำลังจะแย่ครับ เขาเล่าว่าตอนนั้น ธุรกิจเหล่านี้ต่างจ้างพนักงานเพิ่ม , ขยายกิจการ และระดมทุนกันยกใหญ่ เขาบอกว่า ตอนนั้นถ้าไปถามคนที่จบ MBA จาก Harvard ใครๆก็บอกว่าอยากทำงานทางด้าน Investment Bank กันทั้งนั้น เขาเห็นอย่างนี้ก็รู้เลยว่า ธุรกิจนี้ใกล้จะถึงจุดจบแล้ว นี่ล่ะครับ Contrarian Investor ตัวจริง
กฎการลงทุนของ Jim Rogers
พรชัย รัตนนนทชัยสุข
ที่มา :
http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?p=52971